661011 จบกิจทำกาละ 3 ประการ ด้วยฌานของพุทธ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก 

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1JDPYcelIqjlymOZhejC3JYZlao0JkAYI/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true 

                                                                                                                                  

ดาวน์โหลดเสียงที่   https://drive.google.com/file/d/1UfxeGo5ipwqjwlKWYRGs52n7SLNAiT0W/view?usp=sharing 

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661011-108-1–3—-_1_1-e2aeft9 

ดูวิดีโอได้ที่  https://youtu.be/fRKN1paO4pE 

และ  https://fb.watch/nCeLik-d-7/ 

มีซับ 

สมณะเดินดิน…วันนี้วันพุธที่ 11 ตุลาคม 2566 โรงแรม 12 ค่ำเดือน 10 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก อีกไม่กี่วัน เมื่อถึงวันที่ 13 ซึ่งยังไม่ใช่วันเข้าเทศกาลกินเจที่เดียวแต่ถือว่าเป็นวันฤกษ์ดีของเราที่จะนำร่อง วันนี้เรียกว่าวันนวมินทรมหาราช แปลว่าวันระลึกถึงมหาราชรัชกาลที่ 9 ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ก่อนมีวันหยุดแค่วันที่ 5 ธันวาคม ตอนนี้มีวันที่ 13 ตุลาคมถือว่าเป็นวันสำคัญของชาติอีกวันหนึ่ง วันระลึกถึงมหาราชรัชกาลที่ 9 ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นความหมายที่เขาแปล 

คิดว่าที่ต่างๆของพวกเราก็คงจะได้ถือฤกษ์เปิดโรงบุญ และต่อด้วยงานเจติดต่อกันไปเลย วันที่ 13 ถือว่าเป็นวันนำร่องก่อน 

ปีนี้พ่อครูก็ได้เปิดประเด็นเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องที่สังคมเขาโหดร้ายรุนแรงกัน เขาเรียกร้องกันว่าเป็นการฆ่ากันเกินเลยความเป็นมนุษย์หรือเปล่า คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนกันหรือเปล่าที่เข่นฆ่ากันอย่างอำมหิตโหดร้าย มนุษย์ไม่น่าจะถึงขนาดนี้ ก็พยายามเรียกร้องกัน ในการที่มีการรบราฆ่าฟันกัน ดูแล้วน่าสมเพชเวทนาที่มีความรุนแรงเกิดขึ้น 

พ่อครูก็เปิดประเด็นขึ้นว่า สิ่งที่พวกเราควรคิดคำนึงนอกจาก Human Right Watch แล้ว ยังมี Animal Right Watch 

พ่อครูว่า… Human มีองค์กรไป Watch แต่สัตว์มันไม่มีใครไป Watch 

สมณะเดินดิน…Animal ก็มีเฉพาะ Dog พวกสมาคมรักหมา มีการเฝ้าระวังไม่ให้ใครไปทำร้ายหมา เคยดูข่าวว่ามีคนไปตีหมาตายมีกล้องบันทึกเอาไว้ เพราะว่าหมาไปกัดคนในหมู่บ้าน แต่ต่อมาเขาก็ถูกแจ้งจับ เพราะไปทารุณกรรมต่อหมา มีกฎหมายห้ามทำทารุณกรรมต่อหมา แต่มันมีเฉพาะเฝ้าระวัง Dog แต่สัตว์อื่นๆไม่มีการเฝ้าระวังเลย นอกจากไม่เฝ้าระวังแล้วยังทำทารุณแบบสดๆ 

อาตมาเคยดูคนคนๆหนึ่งเขากินโชว์ จนมี FC กลายเป็นยูทูปเบอร์ มีวิธีกินทำให้ดูอร่อย ไปหาของแปลกๆมากิน เป็นต้นว่ากินส้มตำก็มีปูตัวเล็กๆไต่ยั้วเยี้ยบนถาดส้มตำ กินส้มตำคำหนึ่งกินปูคำหนึ่งทำท่าอร่อยใหญ่เลย เขาไม่กลัวพยาธิใบไม้ในปอด เคยมีเด็กวัยรุ่นพยาธิเต็มไปหมด หมอก็บอกว่าน่าจะกินปูนี่แหละ 

พ่อครูว่า… ผู้ใหญ่กินพ่อปูแม่ปูเลย 

สมณะเดินดิน… คิดว่าในเทศกาลกินเจปีนี้ พวกเราน่าจะให้ความตื่นตัวแล้วก็ให้ความสำคัญในสังคมที่นับวันๆยิ่งทวีความโหดร้ายรุนแรงเข่นฆ่ากันอย่างน่าสะพรึงกลัวเกิดขึ้น ทำอย่างไรเราถึงจะเพิ่มค่านิยมของเมตตาธรรมให้มันเกิดขึ้นในสังคม อาตมาว่าคนที่มากินเจ ถ้าดูบุคคลที่จะมารับเข้าใจโลกุตรธรรม คิดว่าคนที่กินเจน่าจะเป็นประชากรกลุ่มแรกที่เข้าใจโลกุตระได้ กลุ่มอื่นน่าจะยาก เคยไปงานศพเพื่อนของพ่อครู ภรรยากับลูกชายเขาสนิทกับพวกเรามากออกมาต้อนรับอย่างดี แต่ก็เหมือนคุยเป็นพิธีเท่านั้นเอง แล้วก็ไป แต่คนที่นั่งคุยตลอดในงานคือลูกเขย ทั้งที่ไม่เคยสนิทกัน แต่ว่าลูกเขยเป็นสมาชิกของชมรมมังสวิรัติ(ชมร.)

ภรรยากับลูกชายแม้จะสนิทกับเราแต่ก็ไม่รู้จะพูดคุยต่อกันอย่างไร แต่ลูกเขยเคยกินอาหารที่ชมรมมังสวิรัติเป็นประจำ เป็นวิญญาณที่ต่อเชื่อมกันได้ ในมนุษย์ก็จะมีช่องว่างระหว่างพวกเรากับคนทั่วไปเหมือนกัน คือมันเหมือนกับคนละสปีชีส์ คนละเผ่าพันธุ์ พวกเราน่าจะให้ความสำคัญ ออกมาชูธงบุญญาวุธหมายเลข 1 ทำให้มันอบอุ่น อย่างน้อยในแต่ละชุมชนที่เงียบเหงาก็น่าจะได้ออกมารวมพลังกัน ปลุก ทำให้บรรยากาศคึกคัก ขึ้นมาบ้าง 

ได้ฟังที่ท่านลือคมอยู่ที่ศาลีอโศก เคยไปอยู่ที่ศาลีอโศก คนรอบข้างไม่รู้จะมาสัมพันธ์อย่างไรกับเราเพราะเขาเรียกพวกเราว่า พวกป่าช้า ไม่มีวิญญาณจะมาเชื่อมกับเราได้เลย เขาก็ปล่อยให้เราอยู่อย่างนั้น 20-30 ปี แต่พอท่านเปิดอาศัยงานเจ จัดให้กินฟรีเลย ทีนี้มากันคึกคักเลย แล้วก็พวกญาติธรรมเขาบอกว่าไม่ค่อยอยากมาขาย แต่ถ้าตั้งโรงบุญเขาพร้อมจะมาทันทีเลย 

วิญญาณสัมพันธ์กับคนภายนอกมันก็เกิดขึ้น ถ้าเราไม่ให้ความสำคัญกับบุญญาวุธหมายเลข 1 เราก็จะกลายเป็นพวกป่าช้ากันไปอีกตลอดกาลนาน 

พ่อครูว่า… มาเปิดฉากกับ SMS ก่อน 

SMS วันที่ 9-10 ตุลาคม 2566

_ศรีนวล อินปล้อง . น้อมกราบท่านพ่อครู สมณะ สิกขมาตุและญาติธรรมค่ะสาธุ ลูกติดตามทีวีบุญนิยมทางยูทูบและเฟชบุ๊ก ฟังซ้ำหลายครั้ง ชอบและปฏิบัติตาม และติดตามหมอเขียวด้วยค่ะ จนสามีบอก มีช่องรึ ลูกชายก็ชอบฟังและดูแล้วเราก็มาแลกเปลี่ยนกันค่ะ คุยกันปรึกษากันทุกวันเลยค่ะ สุโขทัยค่ะสาธุ

จะอ่านรู้เวทนา สัญญา สังขาร ต้องปฏิบัติฌานลืมตา

_แหวว แหวว . กราบนมัสการพ่อท่านค่ะ ขอเรียนถามค่ะว่า ช่วงระหว่าง จิตเกิดเวทนาสัญญา พอสังขารเสร็จ พึ่งมารู้ตัว จะสังเกตรู้ได้อย่างไรคะ ว่าสัญญาแล้ว กำลังจะข้ามมาสังขาร ตามจิตไม่ทันค่ะพ่อ

พ่อครูว่า…หัดอ่านอย่างนี้แหละ รู้หน้าที่ของมันก่อน คำว่า  

“เวทนา”มีหน้าที่อะไร มีอาการอย่างไร อาการของมันจะบอกหน้าที่ 

อาการของเวทนาคืออาการรับรู้สึก รับรู้สึก สัมผัสและรับรู้สึก ถ้าไม่มีสัมผัส มันไม่มีเวทนา มันไม่รับรู้สึก มันจะมีแต่สัญญาเลย ถ้าไม่มีสัมผัสข้างนอกมีแต่สัญญา 

สัญญาคือการกำหนดรู้กับความจำ เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีสัมผัสข้างนอก สัญญามันก็ทำงานรู้ มันก็รู้ได้จากของเก่าหรืออดีตความจำ หรือคิดใหม่ฟุ้งซ่านไปเองอนาคตที่ยังไม่เคยมี มันยังไม่เคยเป็น 

เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่มีผัสสะ ไม่มีปัจจุบันธรรม ตากระทบรูป หู กระทบเสียงพวกนี้ จึงเป็นโมฆะในการปฏิบัติธรรมเพราะมันไม่ได้เป็นแปลงสิ่งที่กำลังเกิดจริง มันไปงมอยู่กับอดีตกับอนาคตซึ่งมันไม่มีของจริง อดีตกับอนาคตไม่มีของจริง ของจริงคือปัจจุบันการปัจจุบันธรรม ปัจจุบันชาติที่กำหนดสัมผัสและเกิดอาการนี่เป็นของจริง 

เรียนรู้ของจริงว่ามันเกิดปรุงแต่งกันอย่างไร มีกิเลส วิจัยวิจารกันอย่างไร จึงจะกำจัดตัวจริง มีของจริงก็ได้กำจัดตัวจริง แต่เมื่อไม่มีตัวจริง ไม่มีปัจจุบันธรรม มันก็มีแต่ของก๊ มีแเต่ของอดีตกับอนาคต เพราะฉะนั้นการไปหลับตาปฏิบัติธรรมจึงโมฆะ มันไม่มี มีแต่อดีต 18 กับอนาคต 44 ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้เลยในพระไตรปิฎกพระสูตรเล่มแรกเลย พรหมชาลสูตร มิจฉาทิฏฐิ 64 อย่าไปทำเลย แต่เขาเข้าใจไม่ได้เพราะชาวพุทธนั้นเสื่อม เสื่อมจนจำไม่ได้ว่าของพระพุทธเจ้าคืออย่างไรก็เลยมิจฉาหลงตามอาจารย์รุ่นก่อนๆ มิจฉาทิฏฐิอยู่จนทุกวันนี้ 

อาตมาก็ปลุกแล้วปลุกอีก เตือนแล้วเตือนอีก ยืนยันแล้วอ้างอิงอธิบายพามาปฏิบัติ เพื่อยืนยันของจริงเพื่อให้เทียบเคียงเลยว่าอะไรมันจะถูกต้องตามธรรมะพระพุทธเจ้าที่แท้ ไม่เขาก็ยังไม่กระดิกหู ไม่กระเตื้องอะไรเลยก็น่าสงสาร 

เราเรียนรู้ก็เรียนรู้ที่เวทนา  สัญญา  สังขาร นี่เป็นเจตสิก 3 ของวิญญาณที่เป็นธาตุรู้องค์รวม มีรูปด้วยคือสิ่งที่ถูกรู้ เพราะฉะนั้นเมื่อเวทนาสามารถที่เรามีสัญญากำหนดรู้ หรือมันกำหนดรู้แล้ว สัญญานี่แหละใช้กำหนดรู้ กำหนดรู้เวทนา กำหนดรู้สังขาร 

สังขารคือการปรุงแต่ง พอเวทนากระทบปั๊บ  มันก็ปรุงแต่งด้วย ยิ่งมีกิเลสร่วมอยู่ด้วยกับจิต มันมีบทบาทจริงเลย มันมีอยู่ในเรา  มันจะปรุงแต่งปุ๊บเลย มันจะสังขารทันที เราจึงต้องอ่านเวทนาที่มันสังขาร 

โดยตัวสัญญาเป็นตัวทำงาน กำหนดรู้ตัวนี้ จึงจะกำหนดรู้ที่มีสัมผัสและมีของจริงหรือความจริง เป็นปัจจุบันธรรม ถ้าไปหลับตามันไม่มีของจริง ไปทำยังไงก็แก้ไขไม่ได้ เพราะมันไม่มีของจริง มันมีแต่ในอดีตอนาคต ไม่รู้ว่าเราเป็นจริงหรือไม่เป็นจริง นี่ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร อธิบายสู่ฟังว่า หลับตานั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไปเอาอย่างเดียรถีย์ทำไม มาลืมตาปฏิบัติธรรมตามจรณะ 15 วิชชา 8 นี่ 

ตั้งแต่ศีลแต่ละข้อเดี๋ยวก็จะได้อธิบายจรณะ 15 วิชชา 8 ให้ดีๆ ตั้งใจอธิบายต่ออยู่ คนก็ยังอยากจะฟัง ค่อยๆว่าไป 

ทีนี้ที่ถามมาก็ต้องศึกษาไป แล้วรู้หน้าที่มันให้ชัด แล้วจะรู้ว่าอะไรมันก่อนมันหลังอาการมันยังไง ซึ่งมันไม่ใช่ง่ายๆ มันเป็นอภิธรรมจริงๆ มันเป็นเรื่องอจินไตย เป็นเรื่องสุดวิสัยที่ไม่ใช่รู้ง่ายๆ ขออภัยไม่ใช่เรื่องสุดวิสัยแต่เป็นวิสัยของอาริยะ เป็นวิสัยของคนเจริญที่แท้จริงจึงจะสามารถเรียนรู้ได้ ถ้าไม่ใช่อาริยบุคคลไม่รู้ความจริง จะรู้ผิดๆ ต้องมาศึกษาจริงๆ 

_ใบยอม กันธะ . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง ธรรมะที่พ่อครูนำมาสอนลูก ๆ ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกลึกซึ้ง จรณะ 15 วิชชา 8 เป็นสุดยอดแห่งการสอน และลูกได้ฟัง แล้วนำมาปฏิบัติ ซึ่งลูกทำได้ระดับหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นข้อสำรวมอินทรีย์ ข้อนี้ลูกยังทำไม่ค่อยได้ แต่ก็ไม่ละความพยายามจะฝึกไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะสำเร็จ รายงานมาให้ทราบค่ะ ด้วยความเคารพพ่อครูสุดหัวใจ

พ่อครูว่า…อันนี้อาตมาก็ว่ายุคนี้ไม่มีใครมาอธิบายจรณะ 15 วิชชา8 มากเท่าอาตมาหรอก เอาจริงเอาจังด้วย สอนอย่างเอาจริงเอาจังด้วย เพราะจรณะ 15 วิชชา 8 คือสมบัติที่เป็นของพระพุทธเจ้า เรียกเต็มๆว่า จรณะ วิชชาจรณะสมบัติ เป็นสาระแท้ เป็นทรัพย์จริงของพระพุทธเจ้า 

เพราะฉะนั้น คนที่ไม่อยู่ในร่องรอยของจรณะ 15 วิชชา 8 จึงไม่ได้อยู่ในกองสมบัติพระพุทธเจ้า อยู่นอกกองสมบัติ พวกนี้พวกนอกตระกูลพระพุทธเจ้า พวกไม่อยู่ในสมบัติของพระพุทธเจ้า พวกนอกตระกูลพระพุทธเจ้า ไม่มีมรดก ไม่ได้รับมรดกแท้ เพราะมรดกของพระพุทธเจ้าคือจรณะ 15 วิชชา 8 คือสมบัติเป็นสุดยอด 

ดี ทำไปแต่ละระดับ การสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ถูกแล้ว เอ้า..ดีมาก ตรงนี้ไม่ผิดเป้าแล้ว

จบกิจทำกาละ 3 ประการ ด้วยจรณะ 15 วิชชา 8 

_แก้วตะวัน พวงบุบผา . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพบูชาอย่างสูงยิ่งค่ะ…

แสร้งอ้างว่าประชาธิปไตย    เหล่าคนไทยหลงคารมชมเศรษฐี 

ว่าแจกเงินหนึ่งหมื่นชื่นชีวี    แม้เขามีเล่ห์กลไม่สนใจ 

เราจะทำอย่างไรไทยตื่นรู้     กราบพ่อครูช่วยชี้ทางสว่างให้ 

สร้างปัญญาให้ปวงชนพ้นเภทภัย  ศิวิไลซ์ไทยยืนยงไม่หลงกล

พ่อครูว่า…อาตมาก็พากเพียรอยู่ พยายามอยู่ ที่พยายามเตือนสติ พยายามบอกให้เห็นเล่ห์กลต่างๆในการแจก เอาเงินของรัฐบาลมาแจกด้วยเอาเงินของส่วนกลางมาแจกประชาชน ไม่ใช่เงินตัวเอง แล้วก็หาเสียงให้แก่ตัวเอง อันนี้เป็นวิธีการ เป็นกลยุทธของนักการเมือง ที่เมื่อได้ตำแหน่งหน้าที่ใช้พวกนี้ได้เขาก็จะทำ ทำกันมาตลอดเวลาไม่รู้กี่ยุคกี่ยุค กี่สมัยก็เป็นอย่างนี้กันมา 

ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ก็บอกว่า หากรัฐบาลใหม่แจกเงิน 10,000 บาทผ่าน Digital Wallet จะต้องใช้งบสูงกว่า 5 แสนล้านบาท ต้องกู้เงินก่อหนี้สาธารณะเพิ่ม มิฉะนั้นต้องเก็บภาษีเพิ่ม 

พ่อครูว่า… ที่จริงมันน่าจะเอาเงินของนายกเองรวยจะตายมีเงินเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน เขาตระกูลแสนสิริ ไม่รู้นะน่าจะถึงแสนล้านหรือเปล่าแต่หมื่นล้านน่าจะถึง พวกเศรษฐีใหญ่ เอ้า ก็ฟังไป ดูพฤติกรรมคนไป 

กว่าคนจะมารู้ธรรมะเป็นโลกุตระ หรืออาริยบุคคลของพระพุทธเจ้า เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านเป็นมาก่อน ท่านเป็นผู้ที่มีสมบัติพัสถาน มีเวียงมีวัง สุดท้ายท่านก็พอรู้ตัวแล้วท่านไม่เอาเลย โยนทิ้ง ไม่เอาไม่รับผิดชอบ ไม่เอาเป็นสมบัติตนเลย ออกมาเลย มาทำงานสอนให้คนมาเป็นอย่างที่ท่านเป็นทันที 

มันเป็นสุดยอดแห่งความเป็นมนุษย์ จะเกิดมาอีกกี่ชาติกี่ชาติ มันต้องได้คุณธรรมอันนี้ ถ้าได้คุณธรรมอันนี้แล้วมันมีหลักประกันที่อาตมาไล่เรียงอธิบายให้ฟังแล้ว 

ตั้งแต่กิจ กิจข้อที่ 1 กิจข้อที่ 2 กิจข้อที่ 3 พยายามกำหนดหัวข้อหลักเกณฑ์ต่างๆเอามาขยายความให้พวกเราฟังเห็นความสำคัญ 

กิจข้อที่ 1 ทำดี ละชั่วประพฤติดี ซึ่งโลกทั้งหลายแหล่ ศาสนาทุกศาสนาเขาสอน สอนเรื่องนี้และเรื่องนี้เท่านั้น ในศาสนาทุกศาสนา สอนเรื่องทำดีอย่าทำชั่ว และเขาสอนแล้วก็ทำดีกันพอได้ตามที่เขาพยายามสอนกัน อบรมฝึกฝนให้เป็นคนทำดีอย่าทำชั่ว แต่ไม่เข้าถึงปรมัตถ์ ไม่เข้าถึงจิต เจตสิก รูป นิพพาน จึงไม่มีนิยตะ จึงไม่เที่ยง ได้แต่แค่นิจจัง นิจจจังนี่คือเที่ยงเหมือนกัน แต่เที่ยงชั่วครั้งชั่วคราวแล้ววนกลับ ไม่เหมือนนิยตะ นิยตะนี่คือเที่ยงไม่มีวนกลับ นี่คือต่างกันระหว่างของโลกีย์เทวนิยมกับโลกุตระของพระพุทธเจ้า 

ของพระพุทธเจ้าประพฤติกิจทำดี ไม่ทำชั่ว ละชั่ว เที่ยงนิยตะ ได้แล้วได้เลยไม่วนไปช่วยอีกเกิดชาติหน้าเกิดชาติต่อๆไปก็ไม่ชั่วอย่างนี้เป็นต้น อันนี้เป็นกิจที่ 1 

กิจที่ 2 เรียนรู้สุขทุกข์ เรียนรู้สุขทุกข์นี้เทวนิยมไม่มีไม่รู้เรื่องเลย มีศาสนาพุทธเท่านั้นรู้และเรียนสำเร็จ ล้างสุขทุกข์ออกจากจิตเป็นอรหันต์ เป็นคนไม่มีสุขไม่มีทุกข์ เป็นกิจสำคัญ เพราะฉะนั้นจบกิจนี้ก็ถือว่าจบแล้วหน้าที่ของคน ที่ควรได้ ควรมี ควรเป็น

กิจที่ 3 ลึกซึ้งขึ้นไป เรียนรู้กาละ กาลเวลา อยู่ในกาลเวลา เพราะฉะนั้นพระอรหันต์จะปรินิพพานได้แล้วชาติใด แต่ยังไม่ทำกาละ เพราะฉะนั้นการทำกาละ เขาแปลว่าตาย คนทำกาละนี่คือคนตาย ทำกาละคือ ทำไม่ให้กาละมันต่อ ตัดตัวเองออกจากกาละ แยกธาตุเป็นดิน น้ำ ไฟ ลมไป ก็ไม่มีตนอยู่ในกาละ กาละมันมีอยู่ตลอดกาลนาน ตราบใดที่มีวัฏจักร มีมหาจักรวาล ยังมีโลก ยังมีสัตว์โลก แม้ไม่มีสัตว์โลก โลกมันก็มีและมันก็เคลื่อนเป็นกาละของมันอยู่ แต่สัตว์ๆมันก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก เวลากับกาละ แต่คนนี้แหละมารู้จักรับความเดินทางเวลากาละ มากำหนดพวกนี้รู้กัน 

เพราะฉะนั้นตัวกิจที่ 3 นี้จึงเป็นกิจที่สูงสุด ในกิจ 3 กิจ ที่อาตมาแยกมาอธิบายให้ฟัง ชัดๆ ง่ายๆ 

พวกเราชาวอโศกสามารถรู้จักกาละและพ้นกาละ สามารถศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า ให้จบกิจข้อที่ 1 กิจข้อที่ 2 กิจข้อที่ 3 มาได้ เป็นจริงอาตมาไม่ได้พูดเล่น ไม่ได้ขี้ตู่ แต่ที่อื่นเขาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ได้ เขามิจฉาทิฏฐิ ไม่รู้เรื่องแล้ว มันเสื่อมจริงๆตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อาณิสูตรว่า ศาสนาพุทธจะมาเรียนรู้โลกุตระได้ โลกียะเขาก็ไม่รู้ที่เรื่อง เขาก็หลง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข จารีตประเพณีอะไร เละเทะเละเทะกันไปอยู่อย่างนั้น 

_ชาญณรงค์ จินดาธรรม . น้อมกราบนมัสการแทบเท้าพ่อท่าน ผู้มีเหล่าอกุศลธรรมอันให้เศร้าหมอง นำให้เกิดในภพใหม่ อันท่านนั้นรู้แจ้งแล้ว (เวทคู) 

พ่อครูว่า…ใช่ อาตมาเป็นเวทคู รู้แจ้งแล้วไม่เกิดในภพใหม่ คำว่าไม่เกิดในภพใหม่ไม่ได้หมายความว่า พอผู้ที่เป็นอรหันต์แล้ว ภพใหม่คือชาติต่อไป มันเป็นภพที่เป็นภพ สัมปรายิกภพ ที่วิเศษขึ้นไปอีก เป็นภพที่เราไม่ได้อยู่ใต้อำนาจความเป็นภพแล้ว เป็นภพที่เราอยู่เหนือภพ เพื่อที่จะช่วยผู้อื่นให้พ้นการติดอยู่ในภพได้ต่อๆไป มาทำงานต่อ อันนี้แหละมันลึกซึ้งซับซ้อนไม่ค่อยรู้กัน 

_อันท่านล้างเสียแล้ว (นหาตกะ) อันท่านให้หลับไปแล้ว (โสตติยะ) อันท่านกำจัดเสียแล้ว (อรหันตะ) ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ด้วยความรักอย่างยิ่ง ด้วยความศรัทธาอย่างยิ่งครับ

พ่อครูว่า…สำหรับผู้รู้ พวกไม่รู้เขาก็ว่าอาตมา เขาด่าด้วยนะบริภาษด้วย บริภาษแปลว่าด่า บริภาษเอาด้วย ไม่ใช่ว่าแค่ไม่รับอาตมา แถมบริภาษเสียอีก 

_ศรินทร์ ทองธรรมชาติ . ร่วมกันชมที่มหาสารคามชัดเจนดีค่ะ กราบนมัสการพ่อครูท่านสมณะและท่านสิกขมาตุทุกรูปด้วยความเคารพยิ่งคะ อนุโมทนาสาธุค่ะ ชอบมากได้รับสัมมาทิฏฐิทุกๆๆ ครั้งที่รับชมค่ะ อยากให้เพลงมาร์ช “ประเทศคือชีวิต” MV ที่ชาวอโศกร้อง ออกแสดงคอนเสิร์ต 90 ปีพ่อครูด้วยนะคะ

พ่อครูว่า…ดูเหมือนเพลงนี้จะไม่มี ก็เป็นการเสนอความเห็น 

ความเป็นมาของหมู่บ้านราชธานีอโศก

_เสียง อิสระ . กราบนมัสการครับพ่อท่าน ผมเห็นพ่อท่านกล่าวถึงภาษาของบทกวี ทำให้ผมนึกถึงย้อนไปเมื่อประมาณ ปี 2539 ผมจึงได้ลองแต่งกลอน กาพย์ฉบัง 16 และเพลงมาร์ช ขึ้นมา โดยอาศัยการสังเกตเพลงของพ่อท่านหลาย ๆ เพลง ที่มีการต่อคำแบบแปลก ๆ ซึ่งต่างจากเนื้อเพลงทั่วไป ผมไม่รู้ว่าเนื้อกาพย์กลอนจะเข้าข่ายกวีหรือเปล่าครับ 

เนื้อกาพย์มีว่า  แสงระวี สุรียาตร์ พรรณราย ทาบทามกำจาย 

ทหัยชื่นมื่น ครื้นเครง แลมูลพู้นรดา อ่าเอง เอื้อนเสียงเพียงเพลง บรรเลงลำค่ำลง จงใจทวีพลบ คบคอน ฟอนไฟ ระยุค ล้ำ กร้ำกราย มาดหมายชายเมียง เวียงพง โอ้โพธิสัตว์จ้าว เนาณรงค์ ราชธานีดาวดง ก่อกงธงธรรม ส่ำเมือง 

โดยเนื้อหาแปลว่า แสงจากดวงอาทิตย์ยามเช้าช่างเปล่งประกายสวยงามมากชวนให้จิตใจร่าเริงแจ่มใส ครั้นยามเย็น แม่มูลก็ยังคงความงดงาม ให้ครื้มใจ จึ่งร้องเพลงออกมาด้วยมีความสุขมาจากใจ ค่ำแล้ว จึงจุดฟืนไฟ เพื่อให้ความสว่าง กาลเวลา และความมืดคืบคลานเข้ามา ทั่วทั้งพื้นที่โดยรอบ ซึ่งเป็นทั้งสภาพที่อยู่อาศัยและเป็นป่า ณ.ที่นี้เป็นดินแดนของพระโพธิสัตว์ โดยมีกลุ่มดาวเป็นผู้บุกเบิกในยุคแรก จากนั้นจึงเริ่มมีมวลกลุ่มมามากขึ้น และร่วมกันก่อร่างสร้างเมือง จนเป็นราชธานีของการเผยแพร่ศาสนาพุทธอันยิ่งใหญ่ กราบนมัสการพ่อท่านครับ

พ่อครูว่า…ดี พอแปลออกมาก็ฟังดูดี แต่ละคนมีความรู้มีความชำนาญมีความสามารถในภาษา ในอะไรหลายๆอย่าง นี่เขาพูดพาดพิงไปถึง 7 ดาวผู้บุกเบิกราชธานีอโศกตอนแรกๆ ในยุคแรก เดี๋ยวนี้เหลืออยู่เห็นหน้าอยู่กี่ดาว มีดาวเพ็ญ ดาวนา ดาวพร ดาวเย็นก็ไม่รู้ไปรวยอยู่ที่ไหน ดินดาวอยู่ ดาวดินไปไหนก็ไม่รู้ ไม่ใช่แล้ว นี่เขาดาวผู้หญิง นี่ก็ตำนานชาวอโศก บุกเบิกจนกลายเป็นราชธานีอโศกทุกวันนี้ 

จริงๆแล้วอาตมาว่าอาตมาประสบผลสำเร็จนะ หมู่บ้านนี้นี่ อาตมาว่าอาตมาเป็นผู้นำพาเกิดหมู่บ้านขึ้นมาเป็นหมู่บ้าน หมู่บ้านหนึ่งในตำบลในอำเภอวาริน เป็นหมู่บ้านไม่เล็กนะ หมู่บ้านมีตั้ง 400-500 หลังคาเรือนไม่เล็ก มีตั้ง 2 3 เฟสหมู่บ้าน กลางหมู่กลางก็คือเฟสหลวง เฟส 1 เฟส 2 เฟส 3 มีตั้งหลายเฟส รวมกันอยู่ มีวัฒนธรรม มีการสร้างบ้านแปลงเมือง หลายๆอย่างที่พวกเราอยู่ 

โดยเฉพาะคนที่มาอยู่ในที่นี้ เป็นสัปปายะ สถานที่เราก็ทำให้เป็นสัปปายะ สัปปายะคือ ที่เจริญ ที่สบาย สถานที่ก็สัปปายะ บุคคลอันนี้สิยืนยันชัดเจน บุคคลสัปปายะ บุคคลเจริญ อยู่กันอย่างสลาย นี่มาอยู่กันอย่างเมตตากายกรรม  เมตตาวจีกรรม  เมตตามโนกรรม อยู่กันอย่างสาธารณโภคี มีทิฎฐิสามัญญตา ศีลสามัญญตา ตรงตามสาราณียธรรม 6 ของพระพุทธเจ้า พิสูจน์ยืนยันว่าพวกเราประสบผลสำเร็จปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าแล้วมาเป็นสังคมสาราณียธรรม 6 ได้จริง อันนี้เป็นการยืนยันเลย ก็เป็นอยู่กันไป 

แม้จะอายุเราทำได้ไม่กี่ปี ที่นี่เริ่มปี 2537 ดาวทั้งหลายมาปักลง  อาตมาอายุ 60 ปีพอดี ปักหลักลงที่นี่ มาถึงปีนี้ 66 พ.ศ 2566 

สมณะเดินดิน… ปีหน้า 2567 ก็ครบ 30 ปีราชธานีอโศก 

พ่อครูว่า… ปีหน้าครบ 30 ปี ฉลองกันดีไหมปีหน้า ฉลองไม่ใช่ถองนะ อาตมา 90 พอดี 2567 บ้านราชก็ 30 ปี น่าฉลองเนาะ 30 ฉลอง เอาละผ่านไป ก็เป็นไป คนเราก็มีความคิดจะฟุ้งซ่านก็ได้ จะเรียกว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ก็ได้ 

จิตอรหันต์สายปัญญาจะปรุงแต่งได้แม้ในยามหลับ

_บัวดาว พรมเลิศ . น้อมกราบนมัสการพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ด้วยความเคารพบูชาสุดเศียรเกล้า ลูกอโศกทั้งหลายน้อมกราบ ขออาราธนาพ่อครูอยู่เป็นร่มโพธิ์ให้ ลูกหลานเหลนโหลน ได้เห็นหลวงปู่ นั่งยิ้มก็เป็นขวัญกำลังจิตวิญญาณแล้ว เจ้าค่ะ

พ่อครูว่า…อาตมาแน่นอน ถ้าอาตมาอยู่ อาตมาไม่หน้าบึ้งหรอก อาตมายิ้ม ทุกคนจะเห็นได้ว่าอาตมาเป็นคนมีสีหน้าบึ้งบูดอะไรไม่เคย มีแต่ยิ้ม หัวเราะเอิ๊กอ๊ากด้วยซ้ำไป ยิ้มแย้ม ซึ่งมันก็ไม่รู้จะไปบูดทำไมโง่ๆ หน้าบูดมันจะดียังไง หรืออาตมาเคยพูดว่า ไอ้ใจเรานี่นะ ใจจะเศร้าก็เราโง่เอง ใจจะน้อยเราก็โง่เอง ใจจะเสียเราก็โง่เอง ใจจะเสียเรียกว่าเสียใจ ใจจะน้อยเรียกว่าน้อยใจ เว้าใจแหว่งใจ เราเป็นเองหมด อาตมาอธิบายไปหมดแล้ว เราเป็นเจ้าของใจ ทำไมมันโง่ได้โง่ดี ทำใจของตัวเองทำให้มันไม่อยู่สุข ให้มันไม่สุขสำราญเบิกบานใจ แล้วทำให้จิตใจตัวเองเศร้าสร้อยเหงาหงอยหรือเป็นเดือดเป็นแค้น เป็นโน่นเป็นนี่ เอ๊ ก็พูดไป ที่จริงมันไม่ง่าย 

มันต้องอยู่เหนือและเข้าใจมีพลังพลังฤทธิ์ของปัญญาที่รู้ความจริง ใจเรานี่เราฝึกมาดีแล้วมันก็เป็นได้ (มีเสียงประกาศ)

_สู่แดนธรรม… ผมอยากถามว่า ถ้าจิตของคนที่ไม่มีกิเลสแล้วอยู่เฉยๆไม่คิดอะไร มันก็แจ่มใสของมันเองใช่ไหมครับ ไม่ได้ปรุงแต่งอะไร ธรรมดาๆของมัน มันก็แจ่มใสอยู่เป็นธรรมชาติใช่ไหมครับ 

พ่อครูว่า… ใช่ แจ่มใส แต่ธาตุจิตมันไม่ใช่ธาตุที่อยู่นิ่งๆ มันเป็นธาตุเคลื่อนไหว นอกจากจะหยุดมันจริงๆ ถ้าไม่ฝึกกำหนดนะ สายปัญญาที่ไม่ได้กำหนดหยุดเลย มันไม่หยุดหรอก แต่มันไม่ปรุงชั่ว มันไม่ปรุงเป็นอกุศล มันไม่ปรุงเป็นบาป ยิ่งเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็จะทำงานมีแต่อภิสังขาร  มีแต่ปรุงไปในทางเจริญ สร้างสรรค์มีสิ่งที่ดีงาม 

เพราะมันเป็นธาตุทำงาน มันทำงานถ้ายิ่งเป็นปัญญา สายปัญญาไม่ได้ฝึกหยุดไม่ได้ฝึกพัก นอนหลับมันก็ปรุง แต่มันปรุงเป็นธรรมะ คนหมดกิเลสแล้วมันก็ไม่มีกิเลสไปปรุงแน่นอน แต่มันตรงจะเรียกปรุงนั้นว่าเป็นฝัน จะเรียกการปรุงนั้นว่าเป็นนิมิต มันก็เป็นนิมิตเป็นฝัน 

ซึ่งเขาไม่เข้าใจ ทางโลกบอกว่าพระอรหันต์จะไม่ฝัน สายหลับตาเขาไม่รู้ เขาดับสัญญา เขาก็ดับไม่รู้เรื่อง ตื่นเช้ามาให้ฝันเขาก็ถือว่าอย่างนั้นเป็นอรหันต์ อย่างนั้นยิ่งยืนยันเลยว่าคุณไม่ใช่อรหันต์ นอกจากคุณจะฝึกไม่ให้มันคิดมันนึก 

แม้ไม่คิดไม่นึก นอนหลับ สายปัญญาไม่ได้ฝึกดับ ไม่ทำงาน อสัญญี เจตสิกของตัวเองสัญญาไม่มากำหนดรู้จิตตัวเองเลย มันก็จะถ้ามันไม่ได้ฝึก ไม่ฝึกมันหยุดเลย ไม่ได้ฝึกให้มันหยุด มันก็จะรู้ว่าตัวเองปรุง ใส 

นอกจากเวลาจะพัก หยุดจริงๆเลย มันเมื่อย หรือมันเพลีย หรือมันอยากจะหยุด ถ้าไม่งั้นอยู่ได้ทั้งคืนไม่กินพลังงานเท่าไหร่หรอก ก็จะปรุงธรรมะไปอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า คุยกับเทวดา นั่นแหละ 

พระพุทธเจ้านี่คุยกับเทวดา ตอนกลางคืนท่านพักแค่ 4 ชั่วโมง 12 ชั่วโมงกลางคืน  ท่านก็พักแค่ 4 ชั่วโมง นอกนั้นก็คุยกับเทวดาแล้วไม่ได้กินแรงอะไร ฝึก ยิ่งเป็นผู้ที่ไม่มีกิเลสแล้วมันก็เป็นธรรมชาติ นี่ก็อธิบายตามที่อาตมามีความจริงอธิบายได้เท่านี้ ผิดถูกอาตมารับผิดชอบ ส่วนใครเขาเป็นอะไรอย่างไรจะแย้งก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะคนเรามีฐานแห่งความรู้ความจริงที่ไม่เหมือนกัน ว่ากันไปต่างกันไป ของใครของมัน พูดความจริงของแต่ละคนของตัวเองออกมาบ้างคุณก็ฟัง หรือไม่ก็เดาๆด้นๆเอาเรื่องเดาๆด้นๆยังไม่รู้จริงด้วยเอามาพูด ไอ้นี่ก็เยอะ 

ทำอย่างไรจะถึงเป้าหมายได้เร็วในการปฏิบัติธรรม

_กระถิน สุขดี . กราบนมัสการพ่อครูเจ้าค่ะ อุปมาว่า ในทะเลอันเวิ้งว้าง และยาวไกลจนมองหาที่เริ่มต้น และที่สิ้นสุดไม่พบ ได้มีชายผู้หนึ่งบอกว่า 

เราเคยผ่านทางสายนี้มาแล้ว เราจักบอกทางแก่เจ้า เราทำได้เพียงบอก แต่เจ้าต้องเป็นคนเดินเอง เราเดินแทนเจ้ามิได้ และในทะเลแห่งนั้น บางคนเดินข้ามได้ง่าย บางคนเดินข้ามได้ยาก ยังคงหลงวนอยู่ใน กิน กาม เกียรติ หลงอยู่ชาติแล้ว ชาติเล่า คนทั้งสองประเภทนี้ ไปถึงเป้าหมายช้าเร็วต่างกัน (เป้าหมาย ในที่นี้ หมายถึง พ้นทุกข์ ไม่กลับมาวนซ้ำๆ เช่น บางคนยังกินเนื้อสัตว์อยู่ ก็กลับไปกินอยู่อย่างนั้น เลิกไม่ได้สักที รู้ทั้งรู้ว่าเบียดเบียนชีวิตเขา บางคนเลิกทีเดียวได้เลย)  คำถามมีว่า

  1. คนสองประเภทมีปัจจัยอะไรที่ทำให้ถึงเป้าหมาย ช้า เร็ว ต่างกัน 

  2. แล้วทำอย่างไร ถึงจะไปให้ถึงเป้าหมาย ได้เร็ว ไม่เนิ่นช้า  กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ

พ่อครูว่า…ตอบข้อ 2 ก่อน ว่าทำอย่างไรจึงจะไปให้ถึงเป้าหมายได้เร็ว ไม่เนิ่นช้า ฟังดีๆนะ มาฟังโพธิรักษ์ ทำอย่างไร 

ฟังสัตบุรุษ ฟังผู้สัมมาทิฏฐิ หาผู้สัมมาทิฏฐิให้ได้ ถ้ามีพระพุทธเจ้าก็แน่นอน ไม่มีพระพุทธเจ้า ก็คือผู้ที่สัมมาทิฏฐิ ผู้ที่เป็นสัตบุรุษ ต้องรู้จริงสัมมาทิฏฐิจริง 

ทีนี้คน 2 ประเภทมีปัจจัยอะไรที่ทำให้ถึงเป้าหมายช้าเร็วต่างกันก็คือโง่มากโง่น้อยต่างกันนั่นเอง รู้ช้าเร็วต่างกัน ใช่ไหม จบแล้วตอบชัดๆ 

ทำไมคนยังยึดหลับตาปฏิบัติทั้งที่ไม่ใช่ทางที่พระพุทธเจ้าสอน

_สว่างแสง ขวัญดาว . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ พ่อครูคะ ลูกขอกราบเรียนถามว่า การปฏิบัติธรรมแบบที่นั่งหลับตาของทุกวันนี้เป็นไปในแบบเดียวกันกับท่านอาฬารดาบส กับท่านอุทกดาบสพาปฏิบัติใช่ไหมคะ 

พ่อครูว่า…ถูกต้องแล้วซึ่งพระพุทธเจ้าไปเจอก็รู้ว่าอันนี้ไม่ใช่เรื่องใช่ทางในตำนานก็รู้กันอยู่ แต่ทำไมถึงไม่ฉลาดยังโง่ ก็ไปทำอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านไปพบแล้วก็ไม่เอา ก็ยังเก่งก็นั่งหลับตาก็ได้ฌาน 7 ฌาน 8 แบบเดียรถีย์ แบบฤาษี ฌาน 7 ฌาน 8 ไม่ใช่ฌาน 7 ฌาน 8 แบบพระพุทธเจ้าเขาก็ไปทำ ก็เรียนกันนะแต่ไม่รู้แล้วจะให้ตอบว่ายังไง ถ้าไม่ตอบว่ายังโง่กันอยู่ ใช่ไหม นี่ใช้ภาษาตรงๆง่ายๆชัดๆว่ายังเป็นทางที่โง่อยู่ อาตมาก็ไปโทษเขาก็ไม่ได้เพราะเขาโง่จริงก็โง่อยู่ ก็บอกว่าโง่อยู่ได้ก็มันโง่ มันจะอยู่ได้ไงก็โง่ก็อยู่ได้วะ อยู่ได้แต่คนฉลาดหรือไง ไม่ให้โง่อยู่ได้ไง คนโง่มันมากกว่าคนฉลาดด้วยซ้ำ 

_ที่ลูกถามอย่างนี้เพราะลูกเห็นว่าปรกติชาวพุทธ ทราบดีว่าเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะออกบวช แล้วไปปฏิบัติกับท่านอาจารย์ทั้งสองแล้วไม่บรรลุธรรม แล้วทำไมวันนี้จึงกลับไปปฏิบัติธรรมแบบที่ไม่พาบรรลุธรรมคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ

พ่อครูว่า…นี่ส่อถึงความเสื่อมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อาณิสูตร ว่าชาวพุทธจะเสื่อมโลกุตรธรรม ธรรมะของพระพุทธเจ้าจะเสื่อมก็ไปหลงนอกรีตนอกทางอย่างฤาษีเดียรถีย์ อาฬารดาบส อุทกดาบส ไปนั่งหลับตาฌาน 7 ฌาน 8 อยู่นั่นแหละ ไม่ใช่ฌานที่เกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่ใช่ฌานแบบนี้ ที่ต้องแยกให้ออกให้ชัดๆเลยว่ามันมีฌาน 2 แบบ ฌานอย่างฤาษีเดียรถีย์แล้วก็เขาหลงอยู่กับฌานแบบฤาษีเดียรถีย์ อาฬารดาบส อุทกดาบส อยู่นั่นแหละ 

_สู่แดนธรรม… จริงๆแล้วคุณสว่างแสงพูดผิดนะครับ จริงๆแล้วเจ้าชายสิทธัตถะบรรลุกับอาจารย์ทั้งสองสุดยอดด้วยกันทั้งสองครับ แต่เขาบอกว่าไม่ได้บรรลุ

พ่อครูว่า… ไม่ได้บรรลุสัจธรรมของพระพุทธเจ้า ถ้าอย่างนั้นทำได้ด้วยไม่ใช่เรียกว่าบรรลุ ยังไม่บรรลุก็ได้ มันก็สำเร็จด้วยบรรลุก็คือสำเร็จเข้าถึงความเป็นอย่างนั้นก็เป็นได้ ไอ้อย่างผิดอย่างนั้นแต่ท่านไม่ได้เอา 

_สู่แดนธรรม… พ่อท่านเคยตอบไว้นานแล้วว่ามันมีอจินไตยอย่างหนึ่งที่เจ้าชายสิทธัตถะไม่ยอมอยู่ด้วยกับอาจารย์ เพราะว่าท่านเคยมีสิ่งเหล่านี้มาก่อนแล้ว 

พ่อครูว่า… ทั้งนั้นแหละอย่าว่าแต่พระพุทธเจ้าเลย อาตมาเป็นโพธิสัตว์ขั้นนี้อาตมาก็รู้แล้ว อาตมาก็ทำมาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถึงบอกว่า พวกเขามาพูดว่าอาตมาไม่รู้เขา โธ่เอ๋ย อาตมาพูดตั้งไม่รู้เท่าไหร่ อาตมาไปทำอยู่ตั้ง 8 ปี ก็นั่งหลับตา อาตมาก็ทำนักหนา ทำไมอาตมาจะไม่รู้ ก่อนๆก็รู้มาแล้วชาตินี้ก็ไปทำอีก เหมือนพระพุทธเจ้าท่านก็ต้องไปอีกเหมือนกัน แต่ก็รู้แล้ว เพื่อที่จะพิสูจน์ยืนยันว่าไม่ใช่ว่าเราทำไม่ได้ ไม่ใช่เหมือนหมาเห็นองุ่นเปรี้ยวไม่ได้ทำเลยแล้วก็มาพูดเอา ไม่ใช่ ยืนยัน 

ทีนี้ที่จะถามมาทำไมถึงไปทำ เพราะรู้ว่ามันไม่ถูก อาฬารดาบส อุทกดาบส จะให้ว่ายังไงต้องพูดซ้ำว่ามันโง่มันไม่รู้อยู่ ทั้งที่มันชัดๆแล้วก็ยังไม่ชัด มันก็ต้องเป็นอย่างที่เขาเป็น นี่ก็ไม่รู้จะทำยังไง พูดไปเขาจะฟังอาตมาหรือเปล่า หรือฟังแล้วก็ผ่านหู..ช่างเถอะ เขาเห็นว่าเสียงของเขาแน่นอน ครูบาอาจารย์ของเขามีพวกเยอะ โพธิรักษ์มีใครพวกนิดเดียว ของเขาเอาพวกมากเขาก็เป็นพวกสญชัยเวลัฎฐบุตร จะมาเอาพระสมณโคดมก็ไปๆๆ สารีบุตร โมคคัลลาไปเอาพระสมณโคดม เราจะเอาหมู่ใหญ่เขาก็ทำอย่างนั้นจริงๆ 

มรรคผลของพุทธเกิดได้แม้ในการรู้จักใช้เสื้อผ้า

_อาภรณ์ จองเจริญกุลชัย . กราบนมัสการค่ะ โยมอยู่ที่บ้าน ได้อานิสงส์จากการทบทวนธรรม ได้ฝึกปฏิบัติศีล ตั้งใจลดกิเลสในเรื่องของเสื้อผ้า เพราะได้เห็นทุกข์จากการมีมาก คือมันเป็นภาระ ตั้งใจจะไม่ซื้ออีกเลย และได้ปฏิบัติ 3 ปี ผ่านมาแล้วด้วยดี จะตั้งใจทำให้ต่อเนื่องตลอดไป กราบสาธุค่ะ

พ่อครูว่า…อย่างนี้แหละเป็นมรรคผล เพราะฉะนั้นคนไม่มีหลักเกณฑ์ประกอบเปรียบเทียบกับหลักเกณฑ์ที่จะใช้ยืนยันวัดเรื่องราว อันนี้ไม่มีศีลอย่างนี้เป็นต้น มันก็ไม่รู้ว่าเราเองปฏิบัติอะไร ปฏิบัติได้ผลอะไร อย่างนี้แหละได้ผล ได้เห็นทุกข์ในการมีเสื้อมากยิ่งเป็นอริยสัจเลย พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าโธ่เอ๋ย เสื้อผ้าพอมาเป็นนักบวชแล้วมีชุดเดียวหรือ 2 ชุดอย่างมาก ก็รู้แล้วว่ามันมีมากไปทำไม มันเป็นสัจจะ พวกที่ชอบอยู่ แบกขนอะไรต่ออะไร หอบไปมากเท่าไหร่ก็ชอบ แต่คนที่เขาไม่มีจริง รู้จริงแล้วจะไปหอบไปหามมันทำไม มันเป็นภาระมากมาย 

ดี..นี่เป็นมรรคผล มรรคผลไม่ใช่ว่าไปนั่งหลับตาแล้วได้ฌานแต่นี่แหละคือฌานลืมตามีปัญญาชัดเจนรู้จักการ ละหน่ายจางคลายจากกิเลส การเลิกการละที่แท้จริง นี่แหละชัดเจน 

ตอนป่วยอรหันต์จะกินอาหารได้เป็นปกติไหม

_เอื้ออภัย . ขอเรียนถามพ่อครูค่ะ 

1.พ่อครูเวลาป่วยฉันอาหาร ได้เป็นปกติมั้ยคะ

พ่อครูว่า…ทุกวันนี้นี่อาตมาป่วยหรือไม่ป่วย อาตมาก็ฉันอาหารเป็นปกติ เป็นปกติที่มันยาก ฉันอาหารไม่ง่าย ฉันอาหารที่ไรผู้ที่อยู่ดูแล ผู้ที่ช่วยกันจัดอาหารทำอะไรอยู่ จะบอกว่าปัจจเวกขณ์และ อาตมาบ่น บอกว่าปัจจเวกขณ์แล้ว เฮ้อ มันเมื่อยก่อนแล้วต้องมาทนกิน 

อาตมาพูดเรื่องนี้มาแล้ว อาตมาไม่ได้แกล้งเป็น อาตมาเป็นจริงๆ เหตุที่เป็นนั่นน่ะก็บอกแล้วหลายอย่าง เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ที่หลักที่สำคัญที่สุดที่พูดกันง่ายก็คือมันฝืนอายุขัยของขันธ์ ที่จริงอาตมาควรตายแล้ว นี่มันฝืนมันก็พยายามลากอายุขัย ฝืนมาเป็นสิบๆปีแล้ว มันก็ต้องยาก อาหารก็กินไปตามธรรมชาติหรือแม้แต่สัญชาติญาณก็กินไปเพื่อให้ยังขันธ์ไว้ 

2 มันก็ไม่ได้อยากจะยังขันธ์อะไรมาก แต่ตั้งใจเท่านั้นเอง ถ้าไม่มีปณิธานตั้งใจไว้ที่จะอยู่ต่อไป ป่านนี้อาตมาก็ไม่อยู่ dead สะมอเร่ไปแล้ว 

เพราะฉะนั้นการกินอาหาร 

อันที่ 3 มันไม่ได้กินเพราะว่าติด ไม่ได้มีรสชาติที่ว่าติด แต่มันมีรสชาติจริงของมันเองเท่านั้นเอง รสชาติของที่เรากิน อะไรมันรสอร่อยของแท้ มะนาวก็เปรี้ยว น้ำตาลก็หวานอะไรอย่างนี้ มันเป็นของมัน ไอ้เผ็ดมันกินไม่ได้แล้วด้วย เกลือก็เค็ม มันเป็นธรรมชาติของมันก็รู้ เอามาปนปรุงกันไปก็รู้ เป็นรสชาติที่แท้จริงของมัน แต่ไม่ได้มีรสของกิเลสรสอร่อย อันนี้ก็อธิบายเป็นธรรมะให้พวกเราได้รู้ว่า 

ลงท้ายสุดท้ายมันก็จะเป็นแค่นี้ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าคนที่ไม่ต้องมาฝืนขันธ์เหมือนอย่างอาตมา คุณก็เป็นอรหันต์แล้วก็กินไปตามธรรมชาติ รู้รส ก็เป็นธรรมดาไม่ฝืนขันธ์ก็ไม่หนัก ถ้ามาฝืนอายุขัยอย่างอาตมามันก็จะเป็นอย่างอาตมา 

2.คนป่วยจะไม่อยากกินอาหารที่ชอบที่อร่อย กินได้หน่อยก็ไม่อยากกิน แต่หายป่วยก็กินได้อร่อยปกติค่ะ

พ่อครูว่า…อันนี้มันก็เป็นไปได้ เพราะประสาทคนป่วยมันจะไม่เหมือนเดิม มันจะเปลี่ยนแปลง มันจะแปรปรวนอะไรต่ออะไร ไปเป็นไปได้ 

3.คนป่วยไปหาหมอ หมอให้กินไข่เพราะขาดสารอาหาร เขาต้องทำตามหมอสั่งมั้ยคะ ถ้าเขาเป็นนักมังฯค่ะ

พ่อครูว่า…ก็อยู่ที่คุณ คุณจะกินหรือไม่กินก็ได้ ถ้าคุณจะเอาธาตุวิตามินจากไข่ เราจะกินจากพืชเรามีความรู้ทางโภชนาการจะไม่กินไข่ก็ได้ หรือจะกิน พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ว่าอะไร สำหรับคนป่วย คนป่วยท่านก็มีวินัย ศีล แม้แต่ให้กินเนื้อสัตว์ ท่านก็ยังอนุญาตเลย จำเป็น เนื้อสัตว์ที่จำเป็นจะต้องกินก็กินได้คนป่วย อย่าว่าแต่กินไข่เลย คนแปลเขาก็แปลเพื่อที่จะเข้าปากด้วย สำนวนที่แปลก็เลยเข้าใจยาก ที่จริงคนป่วยเขาก็ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ได้หรือที่จริงไม่ป่วยก็ไม่กินเนื้อสัตว์ 

หรือพระพุทธเจ้าท่านว่าเผื่อไว้คนทั่วๆไปที่กินเนื้อ กินไข่ กินอะไรเป็นคำสอนให้มันครบ ท่านก็ว่าไป สรุปแล้วก็อนุโลมปฏิโลมไปตามควร ถ้าเขาเป็นนักมังสวิรัติก็อนุโลมไปตามควร 

ผู้บริหารประเทศไทยไม่ควรไปส่งเสริมสงคราม

_ช่อทิพ หนูทอง . อิสราเอลประกาศสงครามแล้ว….อยู่ไกลจากไทยก็จริงแต่อาจลุกลามเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้ กราบเรียนถามพ่อครูว่า ชาวอโศกควรจะดำเนินชีวิตในช่วงที่โลกเกิดสงครามลุกลามนี้อย่างไรคะ?

พ่อครูว่า…ก็ดูเขาไปเท่านั้นเอง จะไปรบอะไรกับเขา เราไม่รบไม่ราอะไรกับเขาหรอก อาตมาเคยออกความเห็นแล้วว่า ผู้ที่บริหารควรพยายามทำให้ประเทศเราเป็นกลาง อย่าไปร่วมในสงคมสงครามกับเขา มันไม่ได้อะไรมาเลย เราไม่ได้ต้องการจะไปแย่งอำนาจ เราไม่ได้ต้องการจะไปแย่งสมบัติ อำนาจก็ไม่ได้ต้องการจะแย่ง สมบัติก็ไม่ต้อง ไทยพึ่งตัวเองได้อยู่แล้วทุกวันนี้ ไม่จำเป็นเลย 

จริงๆประเทศพวกนั้นที่มีสงครามอยู่ พวกชาวตะวันออกกลาง เขาก็รวยนะ เขาพึ่งตัวเองแต่มันหลงอำนาจ จริงๆแล้วเขาก็รวยเขาก็มีสมบัติพัสถาน มีน้ำมงน้ำมัน มีอะไรต่ออะไร โอ้โห รวย เพราะมันเป็นดินแดนที่เขารวย มันเป็นธรรมชาติที่เขารวย เขาก็น่าจะพอ แต่ไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ ให้มันเดือดร้อนแล้วก็ตายกันเป็นเบือ ดูสิ ฆ่าแกงกันเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นขึ้นไปแล้ว 

_สู่แดนธรรม… มีคนวิจารณ์ว่านายกผิดพลาดครับ ตรงที่ไปแสดงความเห็นไม่เป็นกลาง ไปเข้าข้าง

พ่อครูว่า… นั่นน่ะ ก็พูดไปแล้ว อาตมาก็เปรยไปว่ามันไม่ควร เราควรจะละเว้น มันก็เป็นธรรมชาติของนายกที่มีภูมิธรรมท่านนายกเศรษฐา ก็เอาก็เป็นตัวอย่างศึกษาไปก็เห็น หลายๆอย่างยกคุณเศรษฐา มาบริหารนี่ก็โดน แม้แต่ข้าราชการ ราชการธรรมดาเขาก็คือผู้ที่อยู่ในการบริหารของนายกเหมือนกัน แต่ท้วงนายกเองนะ นี่ก็เป็นสัจจะของประเทศไทยของชาวไทย ที่กล้าทำ ท้วงติงกันในสิ่งที่ควรท้วงติง นี่แหละคือประชาธิปไตย ดี มันแสดงถึงความเป็นประชาธิปไตยที่แท้ 

ผู้ที่เข้าใจว่าฌานต้องมีออก-มีเข้า ผู้นั้นออกนอกเป้าศาสนาพุทธ

_ซึ้งซื่อ วิเชียร . ขอกราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรสุดเกล้าครับ

ในเทศกาลอาหารเจใกล้จะมาถึง บุญญาวุธหมายเลข 1 ของพ่อท่านและชาวอโศก คืออาหารมังสวิรัติเพื่อช่วยมวลมนุษยชาติให้สงบสุข ร่มเย็นทั้งกายใจ ปีนี้ชาวอโศกได้ตื่นตัวคึกคักกันมาก และผู้คนในสังคมก็ตื่นตัวกันมากครับ เมื่อเป็นเช่นนี้ผมกราบขอสัมมาทิฏฐิจากพ่อท่านด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงยิ่งครับ

พ่อครูว่า…เอาสัมมาทิฏฐิอะไรอีกล่ะ ก็ขอให้เติมภูมิเติมความลึกซึ้งละเอียดลอออะไรขึ้นไปจากธรรมะที่เคยพูดนั่นแหละความหมายที่พูดนี่ อ้าว ก็เติมก็ได้ 

เรื่องอาหาร การกินหรือคำข้าวนี่ มันเป็นเรื่องปฏิบัติธรรมอย่างยิ่งของศาสนาพระพุทธเจ้า ซึ่งอาตมาเคยถูกพันตำรวจโทอนันต์  เสนาขันธ์ บอกว่ามาปฏิบัติธรรมอะไรพูดถึงแต่เรื่องกินๆๆ ไม่ไปนั่งธรรมะ ไม่ไปปฏิบัติภาวนาอะไร เอาแต่พูดถึงเรื่องกินๆๆ นี่คือสำเนียงส่อภาษากิริยาส่อสกุลให้เห็นว่าเขาไม่รู้เรื่องศาสนาพุทธเลย ไปหลงผิดนั่งหลับตา ภาวนาของเขาคือการปฏิบัติให้เกิดผล แล้วเขาก็มิจฉาทิฏฐิไปเอาภาวนาคือนั่งหลับตา 

นี่แหละเรากำลังภาวนาตามจรณะ 15 ปฏิบัติให้เกิดผลสัมมาทิฏฐิตรงกับธรรมะของพระพุทธเจ้า ความเสื่อมมันเสื่อมกันมากแล้ว คนเข้าใจอย่างพันตำรวจโทอนันต์   เสนาขันธ์  เยอะมากมาย แม้แต่พวกที่ไปเรียนเปรียญ 9 เรียนด็อกเตอร์ทางบัญญัติพยัญชนะออกมาจบออกมาก็ยังเชื่อว่า จะบรรลุธรรมต้องนั่งหลับตาฌาน ต้องนั่งหลับตา ทำสมาธิต้องหลับตา นิโรธจะได้ด้วยตอนหลับตา 

โอ้โหมันมิจฉาทิฏฐิอย่างโมฆะไม่รู้จะพูดยังไง 

_สู่แดนธรรม… แม้แต่จะได้ปัญญาต้องได้ในขณะหลับตาด้วยเขาว่าอย่างนั้นนะครับ 

พ่อครูว่า… ปัญญาก็ได้จากการหลับตา หลับตาถึงฌานแล้วจึงจะเกิดปัญญา นี่เขาตีกินว่า ฌานคือปัญญา ปัญญาคือฌาน หลับตาได้เป็นฌานแล้วจึงจะได้ปัญญา เขาก็เอาพยัญชนะมาตีกิน ซึ่งไม่มีปัญญาในหลับตา..ไม่มี มหาจัตตารีสกสูตร ข้อ 258 ไปอ่านดีๆเถอะ  ปัญญาเกิดได้ต้องมี ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีสัมมาทิฏฐิและมีองค์แห่งมรรคทั้ง 8 

องค์แห่งมรรคทั้ง 8 มีทำงานอาชีพ มีการกระทำการงานทุกอย่าง มีกัมมันตะ มีขณะพูดขณะคิดอยู่ แต่นี่มันมีที่ไหน ทำอาชีพขี้หมา ทำอะไรก็ไม่ทำพูดอะไรก็ไม่พูด นั่งจมอยู่ไม่มีมรรคมีองค์ 8 เลย แค่นี้เขาก็รู้ไม่ได้ 

อาตมาก็จำเป็นที่จะต้องพูด พูดอยู่นี่ พูดให้รู้ ซึ่งมันยากนะที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องฌานวิสัย มันเป็นอจินไตย มันเป็นเรื่องคิดนึกเอาไม่ได้ ทุกวันนี้อาตมาก็เชื่อว่า เถรสมาคมเนี่ย พูดไปก็เหมือนจะไปดูถูกเขาหมด ฌานยังไม่กระเตื้องเลยว่า ฌานของศาสนาพระพุทธเจ้าที่เป็นสัมมาทิฏฐิจริงๆคือยังไง ยัง เพราะมันไม่ใช่รู้ได้ง่ายๆ มันอจินไตยจริงๆ 

ฌาน เอ้า ทีนี้มาเข้าสู่สัจธรรมเลย ที่ตั้งใจอธิบาย 

จิตจะเกิดฌาน คุณต้องมีศีลเป็นตัวต้น ฌาน เช่นศีลข้อ 1 เกี่ยวกับสัตว์และคนซึ่งเป็นชีวจิตนิยาม ศีลข้อ 1 

ศีลข้อ 2 วัตถุกับ พีชะ ซึ่งไม่ใช่จิตนิยาม เป็นพีชนิยามสูงสุด พีชนิยามกับอุตุนิยาม 

ศีลข้อ 3 นี่แหละเป็นตัวที่จะต้องมี มีการสัมผัส มี รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) เกิดเวทนา แล้วศึกษาเนื้อหาแท้ของกิเลส จากอาการที่มันจะเกิดสุขเกิดทุกข์ ตรงนี้ศีล 3 ข้อนี่ เป็นปฏิสัมพัทธ์กัน เกี่ยวข้องกัน 

เพราะฉะนั้นศีล 5 จึงคือศีล 3 ข้อนี้เป็นหลัก ศีลข้อ 4 นั้นเป็นวาจา ศีลข้อ 5 เป็นเรื่องของจิต รวมจิตมาปฏิบัติแล้วจิตก็เจริญเป็นจิต เจตสิก รูป นิพพาน  ศีลข้อ 5 ก็ปฏิบัติ 3 ข้อนี้ 

เพราะฉะนั้นคุณไม่มี 3 ข้อนี้แล้ว คุณไม่ได้ปฏิบัติหลัก ศีลกับ อปัณณกปฏิปทา 3 ซึ่งเป็นจรณะข้อที่ 1 กับ 2 3 4  4ข้อนี้ คุณไม่มีศาสนาพุทธ 

ซึ่ง อปัณณกปฏิปทา 3 ก็แปลชัดๆอยู่แล้วว่าไม่ผิดจากพุทธ ถ้าผิดจาก 3 ข้อนี้..ไม่มี ผิดไปเป็นออกนอก 3 ข้อนี้..ไม่มี จะปฏิบัตินั่งหลับตามันไม่มีสักข้อใน 3  มันออกนอกพุทธไปเข้าป่าเข้ารก แล้วเขาก็เข้าป่าเข้ารกจริงๆ ไปลงเหวลงห้วย ไปไหนก็ไม่รู้ ตกเขาตกห้วยตายไปหมดแล้ว มันไม่ได้บรรลุธรรมอะไร อาตมาพูดชัดๆพูดแรง พูดให้เห็น ไม่ได้พูดอย่างโกรธเคืองโกรธแค้นหรือว่าชิงชังอะไร แต่พูดอย่างสงสาร กระทุ้งกระแทกให้กระเทือนให้ฉุกคิด พูดกันมานานก็นานแล้ว ย้ำซ้ำซากอยู่ในบทเก่า 

เพราะฉะนั้น ฌานที่เกิดจริงของพระพุทธเจ้า เกิดจากจรณะ 15 ถ้าคุณไม่มี 4ข้อ ศีลเป็นหลัก อปัณณกปฏิปทา 3 คุณจะไม่เกิดสัทธรรม 7 ทั้งขบวนเลย สัทธรรม 7 คุณจะไม่เกิดเลย 

คือศรัทธาที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ความเชื่อที่มีปัญญาร่วม..ไม่มี คุณก็ศรัทธาตามที่คุณมิจฉาทิฏฐิ เป็นศรัทธาแบบหลงผิดอยู่ของคุณอย่างเก่า แล้วคุณจะไม่เคยนึกละอายเลยว่าที่คุณมายึดผิดๆของตัวเอง หลงทางผิด ไปว่าผู้ที่ท่านถูก มาท้วงเอาว่าผิด รู้สึกตัวสำนึกตัวเองว่าโง่นะกูเอ๋ย ไปหลงงมงายอยู่กับไอ้ผิดจนได้ ก็ละอายตัวเองหรือละอายผู้ที่ท่านท้วง ละอายตัวที่เราไม่รู้จักสัจจะ ดีไม่ดีไปว่าสัจจะ ไปดูถูกดูแคลนสัจจะ ไปข่มสัจจะ ไปตีทิ้งสัจจะ มันละอายทำไมเราถึงได้โง่มานาน โง่เง่าสัจจะ 

ทั้งๆที่เราเองต้องการสัจจะ แต่ไปเห็นสัจจะเป็นอสัจจะ แล้วไปงมงายอยู่กับไอ้ที่เป็นอสัจจะตัวจริงเอง นี่แหละมันจะมีตัวละอายจริงๆ ถ้าคุณยังไม่เกิดจิตละอายนี่คุณยังไม่เป็นสัทธรรม ยังไม่เกิด   เจริญจริงๆเลยเรียกว่า ธรรมะอันดี สัจธรรมอันดี คุณไม่มี 

ยิ่งคุณเกิดปัญญามากคุณจะมีโอตตัปปะ ปัญญามันมากความรู้มันชัดเจนยิ่งกว่าหิริ ทิ้งทันทีวางทันทีไม่เอาแล้วโอตตัปปะ 

เพราะฉะนั้นคุณพ้น ศรัทธาคุณเกิดปัญญา คุณเกิดหิริโอตัปปะคุณก็ต้องปฏิบัติจริง คุณก็ต้องเข้าหาหลักธรรมที่ถูก คุณก็จะได้ตามจรณะ 15 วิชชา 8 หรือ 4 ข้อต้น ศีล กับ อปัณณกปฏิปทา 3 ข้อ นั่นคือหลักธรรมตัวจริง คุณก็จะหันเข้าหาด้วยวิริยะ สติ ปัญญา ในอีก 3 ข้อของสัทธรรม 7 ด้วยความเพียร ด้วยตั้งใจ มีสติเต็ม ปัญญาพากเพียรให้เกิด วิริยะ สติ ปัญญา 

องค์ธรรมทั้ง อปัณณกปฏิปทา 3 ทั้งศีล และ สัทธรรม 7 รวมตัวกันนี่แหละ  สังเคราะห์เป็นอภิสังขาร ปรุงแต่งกันขึ้นมา เป็นฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 ซึ่งมีวิชชา 8 เป็นตัวกำกับช่วย วิชชาคือความรู้ คือปัญญา คือญาณ รู้ๆๆรู้เป็นยาดำ ช่วยให้เจริญขึ้นมาครบครัน จึงเกิดเป็นวิชชา 9 

อาตมาเคยดึงเอาฌานทั้ง 4 ไปรวมในวิชชา รวมเป็นวิชชา 9 ซึ่งก็อุตริอธิบายเอง เพื่อที่จะให้เกิดเป็นการอธิบายอย่างพิสดาร พวกนั้นคนเขาเข้าใจอยู่ซึ่งอาตมาไม่ได้ไปบัญญัติไปทำลายธรรมะพระพุทธเจ้า วิชชา 8 อาตมาก็ยืนยันอยู่ แต่แถมอุปการะให้ เป็นฌาน

เพราะฉะนั้นคำว่าฌานจึงคือปัญญา ฌาน ไม่ใช่อาการไปหลับตา ฌาน ไม่ใช่เรื่องอยู่ในภวังค์ ต้องเข้าภวังค์ออกภวังค์ เพราะฉะนั้น ใครพูดคำว่า เข้าฌาน ออกฌาน คนนี้นอกรีต เพราะฌานของพระพุทธเจ้าไม่มีเข้าไม่มีออก ก็ฟังกันยากเหมือนกัน มีอยู่ 2 สูตร 

คือสูตรของพระสารีบุตรกับสูตรภิกษุณีธรรมทินนา พูดเรื่องฌานไม่มีเข้าไม่มีออกหรอก มันก็ไม่ง่ายแต่อาตมาก็ว่ามันน่าจะง่าย เขาก็พูดกันง่ายๆว่า เข้าคือเข้าไปอยู่ในภพ เข้าไปอยู่ในภวังค์ เพราะฉะนั้น ฌานของพระพุทธเจ้าไม่ต้องไปเข้าอยู่ในภวังค์ การเข้าไปอยู่ในภวังค์นั่นแหละยิ่งไม่ใช่ฌานของพระพุทธเจ้า มันกลับกันคนละเรื่อง ทวนกระแส การยิ่งเข้าไปในภวังค์นั่นแหละยิ่งไม่ใช่ฌานของพระพุทธเจ้า ต้องลืมตามีชีวิตสามัญ มีชีวิตปกติ 

ปฏิบัติศีลแล้ว อปัณณกปฏิปทา 3 เกิดสัทธรรม 7 แล้วจะเกิดฌาน จะมีการปรุงแต่งเป็นอภิสังขาร มีปุญญาภิสังขารรู้จักกิเลสลดลงไปเรื่อยๆนั่นแหละ จนเป็นฌานที่ 4 ก็เป็นบุญ บุญลงมือเมื่อไหร่      นี่แหละเป็นเพชฌฆาตมือสุดท้าย ตัวฟันขาด ตัวตัดสิน ตัวฆ่าเด็ดขาด ถ้าบุญลงมือเมื่อไหร่ล่ะก็เพชฌฆาตมือสุดท้าย อธิบายไปเป็นรูปธรรมหมดแล้ว 

_สู่แดนธรรม… ถ้าจะนับว่ามีเข้ามีออก ผมก็จำได้ว่าพ่อท่านก็เคยอธิบายแต่ว่ามีเข้าอย่างถูกต้องแล้วออกอย่างถูกต้องอยู่เหมือนกันครับ คือ เข้าฌาน 1 เจริญแล้วออกจากฌานที่ 1 เจริญเข้าสู่ฌานที่ 2 อย่างนี้พอได้ครับ 

พ่อครูว่า… ไม่ได้เข้า มันเป็นการเดินทางของจิต เจตสิก วิตกวิจาร คือการรู้สภาพ 2 2 นั่นแหละคือรูปกับนาม สังเคราะห์สังขารกัน แล้วก็จัดการให้กิเลสเราลดลง พอกิเลสเราลดลงได้มันก็มีปิติเป็นอุปกิเลสเกิดเป็นฌานที่ 2 มันเป็นวิวัฒนาการของจิต มันไม่ได้เข้าได้ออกอะไร เจริญไปเรื่อยๆ มันก็มีปิติที่มันทำได้ถูกต้อง แล้วก็ไอ้ผลที่ได้มันก็เป็นความสงบ เป็นสุข เป็นวูปสโมสุข เป็นสุขสงบที่จิตสงบลง ยิ่งแจ่มใส สุขก็ยิ่งว่าง ยิ่งเบิกบาน ยิ่งเปิดเผย กิเลสหมดเป็นอุเบกขาหรือว่าเป็น เอกัคคตา เป็นฌานที่ 4 ก็สะสม เอกัคคตา จิตก็ยิ่งบริบูรณ์สมบูรณ์ เอก อัคคะ เป็นหนึ่ง เป็นเลิศ เป็นยอดขึ้นมา 

ก็คือจิตมันสะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสเรียกว่าอุเบกขา ซึ่งมีองค์ธรรม ปริสุทธา แปลว่าบริสุทธิ์สะอาดจากกิเลส ปริโยทาตา บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น แล้วสะสมลงเป็นจิตสมบูรณ์ คือมุทุภูตธาตุ เป็นจิตที่ปฏิบัติสำเร็จรวมตัวอยู่ที่นี่ เสร็จแล้วก็เป็น กัมมัญญา ปภัสสรา จิตนี้พอไปทำงาน ไปทำงานที่ไม่มีกิเลสเป็นทำงานที่เจริญ เขาก็แปลกัมมัญญา ว่าเป็นการงานที่เหมาะควร ที่ดีที่เหมาะที่ควร ที่ไม่มีโทษ จะอย่างไรจิตก็ประภัสสร นี่ก็เป็นองค์ธรรม 5 ประการของ อุเบกขา  

เพราะฉะนั้นคนที่มีสภาวะสัมมาทิฏฐิเรียนรู้ตามที่อาตมาอธิบาย ไปหมดแล้ว พวกคุณก็ อ๋อ.. ใช่ๆๆๆๆอย่างนี้ ใช่แล้ว อ๋อ.. หอฮ่อๆ 

_11 ตุลาคม 66 ใบแพร .  วันหนึ่งได้ไปช่วยเก็บผักที่สวนไวพลัง ชีวิตคนเราในแต่ละวันก็ต้อง ทำงาน ทำแล้วก็ผ่านไป จำได้บ้างไม่ได้บ้าง ว่าทำอะไรบ้าง นอกจากว่าทำแล้วเกิดความประทับใจ เกิดความตื่นเต้น หรือเกิดอะไรแปลกๆ ที่ทำให้เราจำไม่ลืมอย่างเช่น วันที่ไปเก็บผักที่สวนไวพลัง เห็นอาการจิตของตัวเองแบบนี้ไม่ค่อยเกิดบ่อยนัก คือเกิด เวทนา แทบไม่อยากทน (จนมีคนรู้เอามาแซวว่า อ่อนแอ) 

พอได้มารู้รายละเอียดภายหลังว่า การไปเก็บผักฤดูฝนต้องมีเกราะป้องกัน เช่น ใส่หมวกที่มีตาข่ายกันยุงได้ ใส่เสื้อหนาๆ หรือ 2 ชั้น และพก 5 พลังติดตัว 

วันที่ไปเก็บผักอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน พอเข้าสวนก็เจอยุงเหมือนฝูงผึ้ง มันเจาะ ทั้ง หู หัว ตัวตนคันไปหมด ไม่มีสมาธิในการทำงานเลย 

พ่อครูว่า…อาตมาเคยเล่าว่าตัวเองอยู่ที่วัดอโศการาม มันมีป่าแสม ทำการนั่งสมาธิ ยุงทะเลมันมากัด เราก็ทำสมาธิหลับตา มันก็กัดเต็มไปหมดเลย เราไม่รู้สึกข้างนอกหรอก ออกมา เจ้าประคุณเอ๋ยเป็นผื่นแดงเลยทีนี้ก็คัน พอตื่นออกมามันคัน โอ้โห แดงเป็นปื้นเลย นี่ก็เคยเล่า ยุงทะเล 

_เก็บไปด้วยฝนก็ตกไปด้วย แต่เมื่อรู้สึกตกนานและแรงขึ้น ก็ยอมฝน หาที่มุงบังก็ไม่มี มีต้นไม้ใหญ่ ก็มุดเข้าไปหลบฝน จิตก็จิตนาการไปเรื่อย นึกเห็นภาพไก่เวลาฝนตกมันจะยืนหลบฝนใต้ต้นไม้ ยืนหงอย หัวตกขนหลู่นึกถึงตัวเอง ยืนหลบฝนเหมือนไก่เลย 

จินตนาการไปอีก ในสวนก็รกมาก เวลาเก็บผักต้นสูงๆ ก็เเหงนหน้าหายอดผัก ผักสีเขียวๆ งูเขียวชอบมาอยู่ หาไม่ดีก็จะไปจับเอางู เท้าก็ไม่ได้มองเลย ถ้ามีงูคงเหยียบงูแน่ๆ (ผู้ที่เก็บประจำบอก ต่อแตน มีหมด) มดก็เยอะ ข้างบนก็ยุงกัด ข้างล่างก็มดกัด ฝนก็ตกเปียกหมด รู้สึกเกิดเวทนา มองหาทีมงานเห็นแต่ละคนก็ก้มหน้าเก็บผักกันอยู่ สู้ไม่ถอย ทำงานเป็นทีมก็ดีแบบนี้นี่เอง ดึงกันไป ภาวะแบบนี้ถ้าทำคนเดียวเลิกไปนานแล้ว 

จริงๆ การเก็บผักก็ไม่หนักเหมือนขุดหินขุดดิน แต่หนักตรงที่ต้องรับผิดชอบ ต้องพยายามเก็บให้ได้ปริมาณมากๆ เพราะครอบครัวเราใหญ่ และไม่ใช่งานหน้าเดียว ต้องหาผักหลายๆ อย่างเพื่อที่จะมาปรุงเป็นอาหาร 

พ่อครูว่า…นี่ก็เป็นความสำนึกของพวกเรา ทำงานกันเพื่อหมู่เพื่อกลุ่มไม่ได้เงินทอง ไม่ได้รับคำชมเชยสรรเสริญด้วยบางที นี่แหละเป็นการรู้หน้าที่ รู้ความรับผิดชอบ รู้กิจที่ควรทำ 

_ทีมงานเก็บผักที่ไปเก็บเป็นประจำ เขาเป็นเหมือนหน่วย ซิว แนวหน้า บุกตะลุย ผจญภัย เหมือนอย่างที่เล่า เพราะถ้าไม่มีทีมเก็บผัก ก็คงไม่มีอาหารอัน โอชะ ให้พี่ๆ น้องๆ ได้ทานกัน ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบ ง่าย ยาก หนัก เบา แตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เราจะไม่แตกต่างกัน คือ จิตสำนึก 

พ่อครูว่า…แต่ก่อนก็เคยบอกพวกเรา ปลูกก็ปลูกมากแล้วแต่ช่วยกันเก็บ ปลูกกันขึ้นมาดีแล้วแต่เราต้องไปเก็บมากินทุกวันผักมันขึ้นมาให้เราเก็บอยู่แล้ว ปลูกไปแล้วก็ไม่ได้ทำซ้ำซากนะแต่ว่าการเก็บต้องทำซ้ำซาก ไม่ใช่น้อยด้วยพวกเราหมู่ใหญ่ซึ่งเป็นงานสำคัญนี่ก็เคยพูดกัน มีการตั้งกองเก็บมีหัวหน้ากอง เดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้ว่ากองหรือไม่กองแต่ก็คงดีขึ้นคงมีจิตสำนึก 

_บทพิจารณาอาหารที่เราท่องกันทุกวันก่อนรับประทานอาหารว่า กินข้าวเคี้ยวทุกคำ เราจดจำกินเพื่อชาติ อย่ากินอย่างเป็นทาส เหงื่อทุกหยาดของชาวนา (ของทุกคนที่อุทิศแรงกาย) จงกินเพื่อเป็นไท กินด้วยใจที่รู้ค่า บรรพบุรุษสร้างสืบมา ร่วมรักษาคุณความดี ขยันงาน การสร้างสรรค์ มีสัมพันธ์ ฉันน้องพี่ สมัครสมานสามัคคี อุทิศพลีเพื่อ….แล้วแต่ใครจะพลีเพื่ออะไร? 

แต่ก่อนได้ยินพ่อเทศน์บ่อยว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนพระภิกษุที่บวชมาในธรรมวินัยนี้ ฉันอาหารที่เขาศรัทธา แต่ไม่ปรารภความเพียร ก็เหมือนกินก้อนเหล็กแดงเผาไฟ 

หรือที่พ่อสอนเราว่า จงกินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน หรือ ไม่กินอย่างเป็นทาส ไม่กินอย่างเป็นหนี้ 

พ่อสอนเน้นย้ำอยู่บ่อยๆ ว่า ถ้าเราหลุดพ้นจากเรื่อง กิน ไม่ติดยึดในเรื่องอาหาร เราก็เข้าถึงความเป็นอรหันต์ได้ 

เทศกาลเจที่จะถึงนี้ จะได้เข้าสนาม รบ กันแล้ว ตัวใครตัวมันก็แล้วกันนะ 

ขอกราบค่ะ

พ่อครูว่า…อ้าวแล้วกัน ไปด้วยกันมาด้วยกันสิ จะตัวใครตัวมันได้ไง พูดอย่างนี้มันปลีกเดี่ยวมากไป เอาเวลาหมดแล้วหรือ 

วันนี้เอาละ 

สมณะเดินดิน… สรุปจบ