661201 พ่อครูคือผู้สถาปนาโลกุตระปัญญา ล้างอวิชชาในยุคนี้ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1_1zC-A9fZTqlbxHkY7hLctnVuNoVjhBu/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true 

                                                                                                                                  

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/14jTKhNvyprUP8rb22dR_h1ctD30csjlu/view?usp=sharing 

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661201-108-1-e2cm0bc

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/oFtU0fE4P_/ 

และ https://youtu.be/9HYUNN3J48s 

สมณะฟ้าไท… วันนี้วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม 2566 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้วันเริ่มต้นเดือนธันวาคม อีก 8 วัน จะมีงานศิษย์เก่าที่จะมีกิจกรรมงานบูชาพ่อวันที่ 9-10 ธันวาคม เขาบอกว่าคนลงทะเบียนประมาณซัก 300-400 คนที่เป็นศิษย์เก่า แต่ว่ามีผู้ติดตามมาด้วยอาจจะเป็น 500-600 คน มาที่ชุมชนราชธานีอโศก จะมาพักค้างประมาณ 100 คน ชาวราชธานีอโศกทุกคนถือว่าเป็นเจ้าภาพไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กผู้ใหญ่ สมณะ สิกขมาตุ 

อาคารเฮือน0 ชั้น 3 ให้เป็นที่พักของผู้ที่มีครอบครัว ชั้นเฮือนศูนย์สูญ 2 ให้ผู้หญิงโสด ส่วนฝ่ายชายโสดให้พักที่อาคารบวร มี 3 ที่ใหญ่ๆที่จะให้พัก มีห้องน้ำมีสถานที่พักพอเพียงที่จะต้อนรับได้ เด็กเขามาเราก็ทักทายว่ามีที่พักหรือยัง บอกว่าเฟส 2 เขาไม่รู้เรื่องกับเรานะแต่ต้องพาเขาไป ถ้าเราไม่รู้เราก็ให้คนอื่นช่วยพาไป ทุกคนช่วยกันต้อนรับลูกหลานเรากลับมาบ้านทีนานๆ จะได้เห็นว่าชุมชนที่นี่น่าอยู่นะ พ่อแม่พี่น้องยินดีต้อนรับ บางคนเอาลูกหลานมาด้วยบางคนเอาพ่อแม่มาด้วย บางคนไม่เคยมาก็จะเข้าไม่ถูกแน่นอน 

พ่อครูว่า… มีทั้ง SMS มีทั้งกวี มา อ่านกวีก่อนก็แล้วกัน

อโศกสัมปวังโก ขยันเขียนมา บางทีซ้ำซากก็อาจจะไม่อ่านทุกอัน ก็บอกไว้ก่อน บางอันไม่อยู่ในโอกาสก็ขอผ่านไป วันนี้คิดว่าจะอธิบายเรื่องนี้แล้วก็พอดีอ่านก็แล้วกันจะได้อธิบายต่อ 

รูปฌาน ๔ (สามัญญผลสูตร)

 

ฌานหนึ่ง มีวิตก ​​ที่จิตยก ขึ้นมาอ่าน

​​จากนั้น มีวิจาร​​​​พฤติการณ์ จิตตามมา

​​​ ปิติ และสุขอัน​​​วิเวกนั้น ให้เกิดนา

​​อีกเอ-กัคคตา​​​​บ่มีอา-รมณ์ใดปาน

​​​ฌานสอง วิตกไซร้​​สงบไป พร้อมวิจาร

สมา-ธิถึงกาล​​​​เข้ารับงาน ต่อทันใด

​​​ปิติ และสุขนั้น​​​จึงวิศัลย์ ยิ่งขึ้นไป

​​เอกัค-คตาไซร้​​​​ก็ทรงไว้ อย่างชินชา

​​​ฌานสาม สติอัน​​สัมปชัญ-ญะคู่ขา

​​เกิดด้วย องค์คุณห้า​​​อุเปกขา พรรณราย

​​​ปิติ ต้องจากไป​​มอบสุขให้ นามกาย

​​ภายนอก บ่ขาดหาย​​​เชื่อมกับภาย-ในได้การ

​​​ฌานสี่ จิตสิ้นสุข​​พร้อมกับทุกข์ อวสาน

​​ของบุญ ผู้สังหาร​​​กิเลสลาญ-ชนม์คว้าชัย

​​​องค์คุณ อุเปกขา​​จึงรักษา สติไว้

​​ให้ฌา-นิกอาศัย​​​เป็นฐานใช้ เติมเมตตา

​​​ดูกร บุตรสัตถุ​ อันจักษุ  เอื้อปัญญา

​​อีกญาณ และวิชชา​​​เกิดเพราะอา-โลกอวยแล

​​​​​​​​อโศก สัมปวังโก

​​หมายเหตุ กาพย์บทนี้ร้อยเรียงจากหนังสือคนจนที่มีแบบเล่ม ๒ หน้า ๒๗๓-๒๘๐ เนื่องจากเป็นองค์ธรรมที่เกินภูมิของผู้เรียบเรียง จึงใช้โลกจินตามากกว่าโลกสัจจะหลายเท่า หากถ้อยความใดไม่ตรงตามสัจจะ กราบขออภัยพ่อท่าน และแฟนคลับรายการพุทธศาสนาตามภูมิด้วยนะครับ

พ่อครูว่า… อาโลก ตัวสุดท้ายคือแสงสว่างโลกมีแสงสว่างเปิดเพราะฉะนั้นฌานที่แสงสว่างไม่มีไม่เปิดโลกไปหลับตาไม่ใช่ฌานของพระพุทธเจ้า แค่นี้เขาก็ไม่สะดุดใจ เข้าใจไม่ได้ในเรื่องฌาน พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ อโศกสัมปวังโกหยิบมาแล้วอธิบายในสามัญผลสูตรและในอีกหลายๆแห่งเยอะแยะเรื่องฌาน 

ความเสื่อมของศาสนาพุทธมันเสื่อมจริงๆ เดี๋ยวค่อยๆลุยเลือดกันเรื่องความเสื่อมต่อ ขออ่าน SMS ก่อน ไปถึงจุดใดจุดหนึ่งก็อาจจะขยายความเรื่องฌานต่อไปเลย 

SMS วันที่  29 พ.ย.- 1 ธ.ค. 2566

อะไรคือเป้าหมายหลักของพุทธเจ้า

_ประเสริฐ ยศทะแสน . อะไรคือเป้าหมายหลักของพุทธเจ้าครับ

_สู่แดนธรรม… ผมขอตอบก่อนครับ พระพุทธเจ้าต้องสร้างพระพุทธศาสนาให้สำเร็จครับ 

พ่อครูว่า… ก็เข้าท่าเหมือนกันเนาะ ต้องประกาศศาสนาต้องสร้างศาสนาขึ้นมาในโลก เป็นศาสนาของพระองค์ให้สำเร็จ โดยที่จะต้องมีผู้รับศึกษารู้ความ แล้วก็เอาไปปฏิบัติได้บรรลุมรรคผลและมีผู้ที่สืบทอด ขยายผลของความรู้หรือของธรรมะหรือพุทธธรรม ยาวต่อไปเป็นประโยชน์แก่ประชาชน จนกระทั่งถึงกัปป์ของแต่ละพระองค์ อย่างพระสมณโคดมพุทธกัปป์ของพระองค์ก็ 5,000 ปีจะต้องยืนยาวไปถึงขนาดนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นสัจจะที่ยิ่งใหญ่ที่เป็นจริง เป็นอจินไตย มีคนเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ 

จะบอกว่าเป้าหมายหลักคือการสร้างความรู้ สร้างความจริง ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ความรู้ความจริง แล้วก็เอาความรู้ความจริงที่พระองค์ได้มาประกาศลงไป ในขณะที่ท่านไม่ประกาศออกมา ท่านสั่งสมเหมือนอย่างอาตมา อาตมาเป็นผู้ที่ศึกษาตามแล้วก็ตั้งใจจะไปเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง แล้วก็จะทำหน้าที่คล้ายๆพระพุทธเจ้าทุกองค์ ในยุคใดยุคหนึ่งก็สะสมความรู้สะสมความจริงนั้นไป แล้วก็เอาความรู้ความจริงนั้นไปประกาศลงไปให้แก่มนุษยชาติ ในยุคที่มนุษยชาติไม่มีความรู้ความจริงอันยิ่งใหญ่นี้ ความรู้ความจริงอันประเสริฐ ไปเป็นความรู้และความเลวหรือความหลอกลวงความไม่เป็นประโยชน์เป็นโทษเป็นภัยด้วย ในสังคมมนุษยชาติ ซึ่งมันก็เลยไม่มีความสงบ ไม่มีความสบาย ไม่มีสิ่งที่จะเกิดคุณค่าประโยชน์อย่างแท้จริงแก่กันและกัน ในความเป็นมนุษย์ในสังคมนะ นี่เป็นเรื่องที่รู้ยาก 

อย่างชาวขออภัยต้องพูดจริงๆ กล่าวความจริงชาวเทวนิยมศาสนาพระเจ้า ไม่ได้รู้ความรู้ความจริงที่บริบูรณ์ รู้ความจริงความรู้ที่มีแต่ส่วนโลกียะมีดีกับชั่ว ก็พยายามสร้างให้คนทำความดีก็ไม่เสียหลายหรอกแต่ว่า มันวนแล้วมันก็ไม่ได้เกิดความสงบสุขอันสมบูรณ์แบบอะไร อย่างที่เป็นกันอยู่ทั่วโลก ที่ความรู้เป็นเทวนิยม แม้มาได้พระพุทธศาสนาแล้วมีศาสนาพุทธตราลงไปในประเทศแต่ละประเทศ แต่ก่อนเกิดที่อินเดียขยายผลไปสู่ประเทศนั้นประเทศนี้จนกระทั่งอินเดียไม่เหลือแล้วกลายเป็นเทวนิยมสมบูรณ์  แบบฮินดูอะไรไป มันเสื่อมกลับไปเป็นอย่างนั้น 

ก็เหลืออยู่ทางเอเชีย ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ก็มีประเทศไทยรับไว้ได้ที่มีแก่นโลกุตรธรรมอยู่ทุกวันนี้ ที่มีนี่ ในยุคนี้ 2,500 ปีผ่านมา ที่มีแก่นโลกุตรธรรมอยู่ในประเทศไทย อยู่ได้นี้ก็เพราะผู้มีแก่นเอาแก่นมาประกาศลงไปอีก ประเทศไทยในยุค 2,500 ปีนี้จึงมีโลกุตรธรรมขึ้นมา แก่น ส่วนใครเป็นผู้เอามาประกาศนั้น อาตมาไม่บอกว่าเป็นใคร ก็ไปสืบสาวหาความรู้เอา ใน Google ก็คงบอกไม่ได้ Google นี้บอกได้สารพัดแต่เรื่องนี้อาตมาว่า Google บอกไม่ได้ ไม่มีภูมิพอ 

สรุปแล้วเป้าหมายหลักนั้นคือสิ่งที่รู้แจ้งความรู้และความจริงอันยิ่งใหญ่ ในความเกิดดับของจิตวิญญาณ สรุปเข้าเป้าอย่างนี้ ศาสนาพุทธรู้จักจิตวิญญาณที่เป็นประธานชีวิต ชีวิตของคนทุกคน และจัดการกับจิตวิญญาณนี้ได้สมบูรณ์แบบ สรุปจบตรงนี้ 

สมบูรณ์แบบก็ขอขยายความอีกนิดก่อนจะจบ 

  1. ขั้นสามัญ รู้จักดีชั่วตามสมมติสัจจะแล้วก็ไม่ปฏิบัติชั่วเลยปฏิบัติแต่ดี 

  2. รู้จักสุขรู้จักทุกข์แล้วก็ไม่เป็นทาสสุขทุกข์ เป็นอรหันต์ 

  3. เป็นมนุษย์ที่จะนำความรู้นี้รู้โลกรู้อัตตา รู้สิ่งที่รวมกันอยู่ใน ทุกสิ่งอย่างร่วมกับนามนี้ แล้วก็เอามาประกาศละเอียดไป ขยายความไปถึงกรรม และสิ่งที่มันเกิดอยู่ในกาละ จนสุดท้ายรู้ทุกสิ่งทุกอย่างของโลกและอัตตาที่จะจัดการโลกและอัตตา ไปตามกาล จนกระทั่งจากกาละไปเลย สมบูรณ์แบบ 

ช่วยตัวเองให้พ้นทุกข์ถึงจะช่วยคนอื่นได้จริง

_อัมพร กุลศักดิ์ศิริ . เรียนถามพ่อครู มีบางวัดรับบริจาคเงิน ไถ่ชีวิตโคแม่ลูกอ่อน ตกลงเราจะทำบุญกับคนหรือสัตว์ดีครับ คนรักกันมีลูกด้วยกัน แต่พอธุรกิจล้มเหลวหรือระแวงว่าจะนอกใจ ทำไมถึงต้องฆ่ากันด้วยครับ ศาสนาจะช่วยคนแบบนี้ได้ยังไงครับ  ผมไม่เชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลก ผมจะบาปใหมครับ?

พ่อครูว่า… อาตมาว่าคงจะไปช่วยคนคู่นี้ยาก คงช่วยคุณก่อนนี่ได้น่าจะดี 

โอ้โหเยอะเรื่องเลยนะนี่ สับสนมากมาย ไม่บาปหรอก คุณไม่เชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลกนี้ แม้ว่าศาสนาเทวนิยมจะมีคำว่าไม่เชื่อพระเจ้าสร้างโลกจะบาปก็แล้วแต่ อาตมาก็ไม่รู้นะว่าเขามีคำนี้หรือเปล่า  คุณไปเอาคำนี้มาจากไหนก็ไม่รู้ 

มาว่าที่ประเด็น บางวัดรับบริจาคเงินไถ่ชีวิตโคแม่ลูกอ่อน ที่พูดนี้คงหมายถึงพระในวัด คงไม่ได้หมายถึงฆราวาสที่จัดการเรื่องเงินเรื่องทองอยู่ในวัดนั้น รับบริจาค คงไม่ใช่ฆราวาสในวัดนั้น แต่เป็นพระภิกษุในวัดรับบริจาค แล้วก็เอาเงินไปไถ่ชีวิตโคแม่ลูกอ่อน 

ก็ตอบก่อนว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์ มันไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปวุ่นวายจัดการเรื่องอย่างนั้น ฆราวาสเขาจะทำ ไม่ใช่เราจะไปรับหน้าที่รับบริจาคเงินเอามาไถ่ชีวิตโค หรือแม้แต่จะไปบริจาคเงินทั่วประเทศ แล้วก็เอามาเข้าคงคลังเหมือนมหาบัวที่ทำมาแล้ว ก็ดูดี๊ดีดูเหมือนว่ามันเป็นความดีเลย มันไม่เหมือน ว่าเป็นความดีก็ได้ในโลกียะเขาเข้าใจกัน 

แต่มันไม่ใช่ธุรกิจ ไม่ใช่หน้าที่ ไม่ใช่กิจของสงฆ์ที่จะไปรับผิดชอบประเทศชาติ แม้แต่ครอบครัว ผู้ออกมาบวชแล้วนี่ก็จะต้อง ญาติปริวัตตังปหายะ จะต้องตัดเรื่อง แม้แต่ครอบครัวก็ไม่ต้องไปรับผิดชอบไม่ต้องไปช่วยเหลือ ไม่ต้องไปรับหน้าที่อะไรมา ถึงขนาดนี้ แต่เขาก็เรียนไม่รู้เรื่อง มหาบัวไม่รู้เรื่อง ก็ไปทำใหญ่แบกประเทศชาติ ขนาดครอบครัวพระพุทธเจ้ายังบอกให้ตัดออกมาได้ มองในมุมหนึ่งอาจจะบอกว่าใจร้ายทิ้งครอบทิ้งครัวไม่รับผิดชอบครอบครัว ดูไปอีกมุมหนึ่งมันใจร้าย มันเลว เป็นพฤติกรรมที่เลว แต่สิ่งที่ประเสริฐกว่านั้น ที่จะมาเรียนรู้ถึงโลกุตรธรรม แล้วก็มาประพฤติตัวเอง มันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยโลกได้มากกว่านั้น มาเทศน์ให้คนรู้จักโลกุตระ แล้วก็แต่ละคนเขาก็จะได้ทำเอง ไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องทำเป็นเก่ง ไปทำหาเงินมาช่วยครอบครัว หาเงินมาช่วยประเทศ ปัดโธ่ แค่ ญาติปริวัตตังปหายะ โภคขันธาปหายะ ตัดเรื่องทรัพย์สมบัติครอบครัวเราอย่าไปยุ่ง แต่เอาตัวเองเข้าไปทำมันไม่ใช่กิจของสงฆ์เลยอันนี้ก็คงจะเข้าใจกันไม่ได้ง่ายๆ อย่างนี้เป็นต้น 

ทีนี้เขาถามอีกประเด็นว่า ตกลงเอาเงินไปบริจาคไถ่ชีวิตโคทำบุญกับคนหรือทำกับสัตว์ 

ทำบุญกับคนคืออะไร ไถ่ชีวิตโคแม่ลูกอ่อนก็คือ โคแม่ลูกอ่อนไม่ตายเพราะไปไถ่ชีวิตมันไว้ ไม่อย่างนั้นเขาก็คงเอาเข้าโรงฆ่า คงจะมีแม่ลูกอ่อนติดด้วย ตกลงว่าจะทำบุญ เขาใช้คำว่าบุญนี่คือความดีงามกับคนหรือกับสัตว์ 

กับคนถ้าไปไถ่ชีวิตโคกับลูกมันมา แล้วบุญของคุณหมายถึงความดี ถือว่าเป็นการทำความดีงามกับคนตรงไหน เอาเงินไปบริจาคให้คนก็ดูเหมือนเป็นความดีใช่ไหม แล้วทำให้สัตว์ไม่ตาย มันไม่ต้องไปคิดอย่างนั้นหรอก เพราะว่าไม่ใช่เรื่องอะไรที่เราควรทำเลย จริงๆแล้วมันลึกซึ้งซับซ้อนเรื่องพวกนี้ เขาทำกันเป็นวิบากของคนไปเขาจะฆ่าสัตว์เขาจะอะไรต่ออะไร เหมือนที่อาตมาเคยอธิบายว่า งูมันจะกินเขียด เราก็บอกว่ามันฆ่าสัตว์มันจะกินเขียดเราก็ไปช่วยเขียดดึงเขียดออกจากปากงู คุณเอามือให้มันกินคุณเอาขาให้มันกินคุณเอาส่วนใดส่วนหนึ่งเนื้อของคุณให้งูมันกินแทนหรือเปล่า ก็มันจะกินอาหารของมัน เขียดมันเป็นอาหารของสัตว์ นี้เป็นต้น 

ถึงมันจะเรียกว่าไปเผือกกับงูมันทำไม ใครไม่เข้าใจก็ไปถามไถ่กันเอาเอง อาตมาไม่พูดมาก ไปเผือกกับงูมันทำไม ก็งูมันจะกินอาหารของมัน อันนั้นน่ะใช่เลย เขียดมันเป็นอาหารของงู งูมันกินสัตว์ มันก็กินเขียด กินอย่างอื่น กินหนู กินไหน่ กินอะไรไปตามเรื่อง ดีไม่ดีงูเคยกินคนด้วย งูเหลือมใหญ่กินคนได้ กินคนไปอย่างนี้เป็นต้น มันกินสัตว์มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติของมัน 

แต่สิ่งที่ไม่ใช่ธรรมดาธรรมชาติของมัน มันก็ไม่ใช่ ธรรมชาติของมัน มันก็เป็นไป เพราะฉะนั้นคนไปเผือกกับสิ่งที่มันเป็นธรรมชาติมันก็ไม่ค่อยถูก 

คนรักกันมีลูกด้วยกันแต่พอธุรกิจล้มเหลว นี่เป็นนิยายอีกเรื่องหนึ่ง ก็ระแวงว่านอกใจ แล้วทำไมถึงต้องฆ่ากันด้วย ก็คงจะเป็นเรื่องนอกใจกันแล้วก็ไปตามฆ่ากัน 

ก็เพราะมันอวิชชา ตอบง่ายๆ คนธุรกิจล้มเหลวระแวงนอกใจไปฆ่าแกงกัน อาตมาเดาว่าคงเป็นนิยายมีเรื่องมีเหตุปัจจัยหลายอย่างในนิยายเรื่องนี้ ธุรกิจล้มเหลว ระแวงนอกใจกัน มีลูกด้วยกันแล้วก็มาฆ่าแกงกันอะไรต่างๆนานา อาตมาก็ไม่รู้ว่าไอ้ที่คุณอัมพรถามอาตมามา นิยายเรื่องที่คุณไปเจอมา คุณก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจ คุณรู้อยู่กับคุณ คุณไม่ได้บอกรายละเอียดของอาตมาเลยอาตมาก็เดาไม่ออก แต่ก็พอคิดว่ามันก็มีเรื่องตามที่คุณพูดนี่แหละ ก็ตอบไม่ได้ไม่มีข้อมูลไม่มีรายละเอียด อาตมาไม่เก่งถึงขนาดไม่มีข้อมูลไม่มีรายละเอียดเลยแล้วก็ตอบไปอย่างพั๊วะๆๆๆ อาตมาไม่เก่งขนาดนั้น 

แล้วถามว่าศาสนาจะช่วยคนแบบนี้ได้ยังไงครับ อาตมาว่าเรื่องเหล่านั้นมันก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปช่วย คุณไปเจอไป เอาอย่างนี้ดีกว่าอาตมาขอช่วยคุณก่อนก็แล้วกัน 

คุณอย่าไปมีนิสัยที่จะไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเขามาก พระพุทธเจ้าว่า อย่าเที่ยวไปทำนาคนอื่น ให้ทำนาของตนก่อน ทุกคนนั้นมันมีวิบาก มีงาน มีกิจ มีเรื่องราวของเขาแต่ละคนแต่ละคน แล้วเขาก็ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้สมุทัย ไม่รู้เหตุแห่งทุกข์ ไม่รู้วิบากไม่รู้กรรมต่างๆ เขาก็เป็นไปตามวิบาก 

คุณมาเรียนรู้ตัวเองพอสมควรแล้วคุณจะได้ไปช่วยเขาได้เอาต่อไปนี้ก่อนก็แล้วกัน จะช่วยยังไงได้ ก็ช่วยตัวเองก่อนสรุปแล้วคุณช่วยตัวเองให้เป็นผู้รู้ที่จริงก่อนไม่อย่างนั้นมันเรื่องเยอะคุณจะไปช่วยใครไหว จะไปช่วยใครทั้งที่ตัวเองก็ยังไม่รู้ตัวเองช่วยตัวเองยังไม่รอดแล้วจะไปช่วยใครไม่ได้ ต้องช่วยตัวเองให้พ้น จบกิจของการช่วยตัวเองแล้วถึงจะไปช่วยคนอื่นได้ 

เป็นอรหันต์แล้วช่วยคนอื่นต่อ นั่นคือกิจที่สมควรที่สุด 

การไม่เชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลกไม่บาปหรอก เขาก็เชื่อของเขา เราก็เชื่อของเรา 

เรื่องฌานและบุญหากเข้าใจอย่างมิจฉาก็พาศาสนาเสื่อม

_นาง จับใจ ธนะโภค . กราบนมัสการพ่อครูฯ ดิฉันขอน้อมกราบเรียนรายงานการทำหน้าที่จัดการกิเลสดังนี้ค่ะ

๑. ช่วงวัยเด็ก ดิฉันจะมีความสุขกับการทำ “บุญ” แบบใส่บาตรพระสงฆ์ เพราะคิดว่าเราอยากได้อะไรก็จะได้ตามที่ขอช่วงทำบุญใส่บาตรฯ จริงๆ (และฝังชิพมาแบบนี้) 

พ่อครูว่า… ก็เหมือนกับศาสนาพระเจ้าที่ขอผู้มีอำนาจในมหาจักรวาล ทำความดีงามเพื่อไปให้แก่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ผู้เป็นพระเจ้าผู้มีอำนาจใหญ่ จะบันดลบันดาลอะไรให้ทุกอย่าง ได้ถูกสร้าง Concept ความรู้แบบนี้มาตลอด 

_พอได้ฟังธรรมพ่อครูฯ อธิบายความหมายของคำว่า “บุญ” จึงล้างที่เข้าใจ “บุญ” ผิดๆ และก็มีสภาวะความหมายของ “บุญ” และ “ฌาน” ดังนี้ค่ะ “บุญ” มีหน้าที่ล้างกิเลสความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ให้หมดไป แล้ว “บุญ” ก็จบหน้าที่ “ฌาน” มีหน้าที่เป็นพี่ใหญ่จัดการทุกเรื่อง (กิเลส) ตลอดไป

๒. ขอกราบเรียนถามค่ะ ดิฉันเข้าใจ “บุญ” และ “ฌาน” พอจะเข้าข่ายตามที่พ่อครูฯ อธิบายมั๊ยคะ ขอกราบนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างสูง

พ่อครูว่า… เข้าข่ายใช้ได้ อย่างที่คุณพูดมาอาตมาเข้าใจแล้ว ว่าคุณเข้าใจใช้ได้

ความเสื่อมของศาสนาพุทธคือการเข้าใจบุญและฌานไม่ถูกต้อง มันเป็นมิจฉาทิฐิ ทุกวันนี้ชาวพุทธจะเป็นปราชญ์เอกขนาดไหนอาตมาก็ว่ายากมาก อาตมาเชื่ออย่างนั้นเห็นอย่างนั้นจริงๆถ้าไม่เป็นอย่างนั้นท่านผู้ที่มีหน้าที่ได้รับการยอมรับนับถือในประเทศในเรื่องศาสนา อธิบายเรื่องฌานและบุญ (ท่านที่สัมมาทิฏฐินะ) มันก็จะเป็นผล 

ขนาดอาตมาไม่มีเครดิตอะไรเลยมาทำงานศาสนา ไม่มีเลยนะไม่มีที่ไปที่มาเลย แล้วแถมเถรสมาคมถล่มอีกต่างหาก อาตมายังทำให้พวกเราสามารถที่จะฟื้นความรู้ บรรลุธรรมะ มีฌานมีบุญขึ้นมาได้ ไม่ใช่มีบุญหรอกแต่ทำให้เกิดพลังงานจิตที่เป็นฌานเป็นบุญขึ้นมาได้ถูกต้อง สามารถใช้พลังงานฌานทำประโยชน์ สามารถใช้พลังงานบุญกำจัดกิเลสได้จริงแท้ แล้วทำให้สำเร็จเลยใช้เวลาแค่ตอนนี้ทำมา 50 กว่าปีก็ได้ผลตามที่มีเหตุปัจจัย มีสิ่งที่ปรากฏจริงมีคนบรรลุก็มารวมกันอยู่นี่ ละลดกิเลสได้จริง ก็เป็นคนแบบนี้เป็นความจริงที่พวกคุณได้จึงมาเป็นสังคมอีกสังคมหนึ่งที่ซ้อนอยู่ในประเทศไทย ซ้อนอยู่ในสังคมศาสนาพุทธ เป็นความจริงอย่างนี้ 

นี่คือสิ่งที่เป็นสัจธรรมในโลกมนุษย์ อาตมาก็คิดว่าอาตมาเกิดมาในชาตินี้ประสบความสำเร็จที่เอาธรรมะของพระพุทธเจ้าที่เป็นโลกุตรธรรมอันเป็นธรรมะที่ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น)   (พตปฎ. เล่ม 9  ข้อ 34) 

คือเป็นธรรมะที่ลึกซึ้ง มันเห็นได้ยากรู้ตามได้ยาก สงบชนิดที่เรียกว่าคนไม่เข้าใจสันติ สันตะ ไม่ได้ง่าย ที่เข้าใจความหมายของสภาพของสันติ สันตะ 

สันติ สันตะ แปลไปเป็นภาษาไทยเพราะว่าภาษาบาลีมีละเอียดเยอะในคำว่าสงบไปแปล สันตะว่าสงบด้วย คำอื่นๆก็แปลว่าสงบอีกเยอะแยะยิ่งความสงบที่มาจากคำว่า สันตะ มันสุดยอดมันเป็นความสงบที่สุดยอด 

สันตะ ความสงบที่เกิดจากสภาวะ 2 หรือ เทวะ แล้วทำให้เทวะ สภาวะสอง สงบ อยู่ด้วยกันเป็นประโยชน์แก่กันและกัน หรือจัดการกันและกันจน0 

ตกลง 2 นี่ทำ0ก็ได้สงบ เป็นหนึ่งก็ได้ เป็น 2 เป็นประโยชน์คุณค่า สร้างสรรค์ไปอีกขยายผลอื่นไปอีกก็ได้ นี่อาตมาอธิบายสภาวธรรม คนเข้าใจได้ก็คงจะฟังแล้วรู้สึกลึกซึ้ง คนเข้าใจไม่ได้ก็ต้องขออภัยขอผ่านไปก่อน 

70 ปีแล้วยังไม่พ้นทุกข์เพราะยังมีอวิชชา 

_เบญจวรรณ ลูกดิน . อยู่มา 70 ปียังไม่พ้นทุกข์ค่ะ เหตุแห่งทุกข์ทำไมละไม่ได้คะ

พ่อครูว่า… ตอบสั้นๆว่า โง่ หรือ อวิชชา ก็คือไม่ฉลาด ฉลาด ภาษาไทยมาจากคำว่า ฉฬายตนะ คืออายตนะ ฉลาดที่ไม่มีอายตนะ 6 อย่างเทวนิยมมีแต่ทวารใน พวกนี้ไม่มีสิทธิ์ฉลาด โง่ตลอดกาลนาน เทวนิยมก็ไม่รู้เรื่องของอายตนะ 6 ของพุทธเองพระพุทธเจ้าตรัสรู้อายตนะ 6 แต่ไปหลับตาปิดเหลือทวารเดียวก็เหมือนเทวนิยมโง่อยู่อย่างเดิม ไม่มีความรู้ของทวารไม่มีฉลาด 

เอาง่ายๆคุณบอกว่าไม่พ้นทุกข์ ก็เพราะว่าคุณไม่ฉลาดในทวารทั้ง 6 ตากระทบรูปแล้วก็รู้จักเหตุปัจจัยกระทบ สิ่งที่กระทบขึ้นมาเป็นเวทนา ตากระทบรูปเป็นเวทนา หรือเป็นสังขารก็ได้ กระทบรูปแล้วก็ปรุงแต่งเป็นสังขาร 

สังขารก็คืออาการของจิตที่ปรุงแต่งกัน ปรุงแต่งกันขึ้นก็เป็นสภาพที่เรียกว่าเวทนา เวทนาเป็นความรู้สึกเป็นอารมณ์ปรุงแต่งกันจนกระทั่ง มันแยกยากกว่ามันปรุงแต่งกันเป็น 2 

สังขารวิญญาณนามรูปอายตนะ ไม่เหมือนกัน อายตนะก็คือสภาพ 2 แล้วก็ไปลงสภาพ 2 ที่มันแน่น มันปรุงแต่งกันแน่นมั่วปรุงแต่งกันเป็นรูปเป็นร่างเป็นเรื่องเป็นราว ก็สุขทุกข์อยู่ในนั้นเต็มไปหมด 

เพราะฉะนั้นไม่รู้จักอวิชชา ไม่รู้จักสังขาร ไม่รู้จักวิญญาณ ไม่รู้จักนามรูปไม่รู้จักอายตนะ มีครึ่งหนึ่ง ชีวิตก็เลยจมอยู่ในอายตนะที่มี 6 ไม่ได้ศึกษาอายตนะที่มี 6 จึงไม่รู้สุขรู้ทุกข์ไม่รู้เวทนาไม่รู้สังขาร และไม่รู้วิญญาณ ก็จมอยู่ในสิ่งเหล่านี้ตลอดกาลนาน พระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าก็ย่อยลงมาให้ละเอียดอีก 

มีผัสสะกระทบแล้วก็เกิดเวทนาเกิดความปรุงแต่งขึ้นมาเป็นอารมณ์ เป็นความรู้สึกเวทนา และให้ศึกษาที่เวทนานี่แหละเป็นตัวกรรมฐานเป็นจุดสำคัญของศาสนาพุทธ ให้ศึกษาอันนี้ 

เพราะฉะนั้นถ้าไปปฏิบัติธรรมของพุทธไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่มีผัสสะไม่ สำรวมอินทรีย์ ไม่มี ชาคริยานุโยคะ ไม่รู้จัก สังขารที่ปรุงแต่งจากผัสสะแล้วรู้จัก ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอก ไม่รู้สิ่งเหล่านี้ก็ไม่มีเวทนาให้มาเรียนรู้ปฏิบัติสุขทุกข์ อยู่ที่อารมณ์หรืออยู่ที่ความรู้สึกตรงนี้ 

แล้วเหตุแห่งทุกข์ เกิดจากกิเลสเรียกว่าตัณหากับอุปาทาน ปัญหาก็คือกิเลสชนิดที่มีการเคลื่อนไหว อุปาทานก็คือกิเลสชนิดที่มันจับตัวกันนิ่งหรือที่อาตมาเคยบอกว่า อุปาทานคือกิเลส static ตัณหาคือกิเลส dynamic  ก็ต้องมาวิจัย วิจารณ์เรียนรู้ให้จริงว่านี่แหละเหตุใดตัณหาหรืออุปาทาน แล้วสร้างปัญญาสร้างความรู้ให้เห็นว่า ว่าไอ้ตัวเหตุตัวนี้ทำให้เราสุขเราทุกข์ ทำให้เราไม่จบกิจไม่เลิกความเป็นวิญญาณ ไม่เลิกความเป็นสังขารต่างๆ ก็อยู่ในภพในชาติตลอดกาลนาน 

เพราะอวิชชาแล้วไม่รู้ ที่อาตมาจับสภาวะมาอธิบายให้ฟังทีละอัน ถ้าคุณรู้สภาวะธรรมอย่างอาตมาก็จะอธิบายอย่างอาตมาได้ ก็ขอพูดแค่นี้ก็แล้วกัน เพราะว่าบอกเอาพยัญชนะมาขยายสภาวะสู่ฟังขนาดนี้แล้วคนศึกษาติดตามฟังธรรมะ รู้จักจิตเจตสิก รูปนิพพานรู้จักอภิธรรมจริงตามที่อาตมาอธิบาย เป็นอภิธรรมที่อาตมาอธิบายเป็นธรรมะอย่างชั้นสูง ธรรมะอย่างโลกุตระ ใครฟังแล้วอ่านสภาวะตามที่อาตมาบอกพยัญชนะตัวนี้คืออาการอย่างนี้ 

เช่น บอกสังขารอย่างนี้ วิญญาณอย่างนี้ นามรูปอย่างนี้ อายตนะก็เป็นอย่างนี้ หรือเวลาผัสสะแล้วเกิดเวทนาเป็นอย่างนี้เกิดปัญหาเกิดอุปาทาน อ๋อ ตัณหา เป็นอย่างนี้อุปาทานเป็นอย่างนี้แล้วก็ทำปัญญาให้แจ้ง เรียนรู้ว่ากิเลสเหล่านี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ เราโง่ให้มันไปตามมันเป็นทาสมัน มันหลอกให้เชื่อตามมัน เขาก็เป็นทุกข์ตามมัน 

ถ้าเรามีปัญญาฉลาดแล้วก็ไม่ไปเชื่อตามมันไม่ไปหลงว่าสุขกับทุกข์นี่เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องมีอิทธิพลแล้วเราจะต้องเป็นสุข และไม่รู้ว่าสุขกับทุกข์นี้เป็นภาวะ 2 ที่มันไม่ 2 หรอกมันตัวเดียวกันแต่มันหลอกเอามาทีละหน้า มันก็เอาแต่หน้าสุขมาหลอกด้วย มันไม่เอาหน้าทุกข์มาหลอกเราอีก คุณก็ไปหลงหน้าหลอก มันใส่หน้ากากมาหลอก แต่แท้จริงหลังหน้ากากคือทุกข์ 

เพราะฉะนั้นเราก็จัดการอาการสุขทุกข์ 2 สภาวะคือตัวผีหลอก ใส่หน้ากากมาหลอก โง่ มันไม่เอา เราไม่เอาผีหลอก มันไม่จริง เห็นชัดเจนว่า ปัดโธ่เอ๋ยไอ้ตัวผีหลอก รู้ตัวผีหลอกมันก็หายไปปัญญามันไล่ผีดี คุณก็เลิกคุณก็พ้นสุขพ้นทุกข์ พ้นทุกอย่างเลย แล้วจิตจะพ้น 

จิตวิญญาณมันไปหลงสุขทุกข์ 2 ตัวนี้คืออริยสัจ ไปหลงสุขนั่นแหละที่จริงมันโง่ไม่รู้ทุกข์ ถ้าฉลาดก็มารู้สุขก็คือรู้ทุกข์ นี่คือฉลาด

อาตมาพูดนี้เข้าใจไหม ทำไมเก่งทำไมฉลาดจังอาตมาว่ายากจังเลยแต่คุณก็เข้าใจ ไปได้ใช้ได้ไปรอด 

ลูกดิน . อยู่มา 70 ปียังไม่พ้นทุกข์ค่ะ เหตุแห่งทุกข์ทำไมละไม่ได้คะ

พ่อครูว่า… คุณอาจจะไม่สุขไม่ทุกข์ในเรื่องสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายได้แล้ว แต่เรื่องคนนี้ไม่ละเว้นไม่ได้ศึกษา จับประเด็นให้ถูกตรงนี้แหละ แล้วลด อย่าไปถือสาเรื่องเล็กน้อย อาตมาเชื่อว่าทุกข์อย่างหยาบวิบากของเบญจวรรณก็คงจะไม่มาก เช่นจะต้องตามฆ่ากันเหมือนที่เขาฆ่ากัน จะเป็นเรื่องคู่ผัวตัวเมียจะเป็นเรื่องของความรักความใคร่คงไม่ใคร่แล้วล่ะ แต่ไอ้เรื่องที่ทำงานร่วมกันไม่เล็กไม่น้อยพวกนี้แหละนี่เรียนตรงนี้ อาตมาคิดว่าชี้เป้าเข้าไปให้เบญจวรรณรู้ได้แล้ว เรียนรู้นี่แหละแล้วก็ถือสามันก็ทุกข์ก็สุข แล้วก็รู้อาการทุกข์ว่ามันไม่ราบเรียบของจิต นี่คุณของทุกข์อันนี้เรียนดีๆ 

_ซึ้งซื่อ วิเชียร ครับ . ขอกราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรสุดเกล้าครับ ต้นเดือน ธ.ค. นี้ลูกจะขอบินไปราชธานีอโศก เพื่อไปกราบเท้าพ่อท่าน และสมณะสิกขมาตุที่เคารพ พร้อมทั้งไปพบหมู่มิตรดี และผมมีความปีติยินดีที่พ่อท่านได้ฝืนทำ(coefficient)ได้สำเร็จอีกครั้ง ทำให้ผมมีกำลังใจที่จะสู้ต่อไปกับพ่อท่าน และผมจะปฏิบัติศีลและอปัณณกปฏิปทา ๓ โดยทำเรื่องอาหารให้ดีที่สุดและสัทธรรม ๗ จนกระทั่งถึงฌาน ๔ และวิชา ๘ ต่อไปไม่หยุดยั้ง และที่คืนวันพุธที่ ๒๙ พ.ย. ที่ผ่านมานั้น พ่อท่านได้กรุณาชี้ขุมทรัพย์ให้แก่ผม วิเศษมากเลยครับ ลูกคนนี้จะไม่ทำให้พ่อผิดหวังจะปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องทั้งกายใจให้จบกิจเป็น ๐ ให้จงได้ครับขอกราบขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงยิ่ง

พ่อครูว่า… อาตมานึกว่าคุณโดนไปหมัดนี้ จะนอนหยอดน้ำข้าวหรือเปล่าแต่กลับดี ดีมากตั้งใจดี โดนตำหนิโดนว่าอะไรไปก็เข้าใจแล้วก็รู้สึกว่านั่นแหละคือผู้ชี้ขุมทรัพย์ ได้รับขุมทรัพย์แล้ว ถูกกระหนาบแล้วกระหนาบอีก ก็เลยยังรู้สึกสบาย ยังชอบจัง ก็แสดงว่าเป็นผู้ที่รู้จักประโยชน์ รู้จักประโยชน์ไปไม่เข้าใจผิดกลายเป็นโทษเป็นภัย 

โพธิสัตว์แท้ของพุทธต้องพาคนให้ลดกิเลสได้จริง

วันนี้มันวันที่ 1 ธันวาคมเข้าเดือนสุดท้ายของปีแล้วนะ ถ้าวันที่ 5 ธันวาคมก็จะเป็นครึ่งหนึ่งของปีสำหรับอาตมา อาตมาเกิด 5 มิถุนายน ถ้าถึง 5 ธันวา  ก็เป็นครึ่งหนึ่งของ 6 เดือน อาตมาเกิด 5 มิถุนายน ถ้า 5 ธันวาคมก็ 6 เดือน เพราะฉะนั้นอาตมาอายุ 89 ปี 6 เดือน ในวันที่ 5 ธันวาคม ไปอีก 6 เดือนถึง 5 มิถุนายน 2567 ก็เต็ม 90 

คนอายุ 90 อาตมาก็ว่าขนาดอาตมานี้ มีกำลังวังชามีความกระปรี้กระเปร่ามีกล้ามเนื้อ มีอะไรต่างๆนานาส่วนสรีระ ให้วิญญาณหรือให้จิตมันใช้งานคล่องแคล่ว ได้พอสมควรก็ถือเป็นโชคดีที่เข้าท่า โชคดีที่ดีแล้วล่ะ ตามวิบากหรือว่าตามบารมี ได้ขนาดนี้ 

ที่ทำได้อย่างนี้ก็เพราะว่าศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้ามาแล้วก็ได้พากเพียรมาจนกระทั่งเป็นโพธิสัตว์ ในศาสนาพุทธ ในศาสนาพุทธ ในเมืองไทย โต่งไปทางเถรวาท 

อาตมาขยายความโพธิสัตว์ มีคนตั้งจิตเป็นบริษัทเยอะเหมือนกัน ธีระ วงศ์โพธิ์พระ เป้าเก็งเต็ง ตั้งจิตเป็นโพธิสัตว์แล้วก็เข้าใจว่าโพธิสัตว์คือผู้ตั้งจิตเป็นพระพุทธเจ้าง่ายๆ แต่ไม่มีคุณธรรมอะไรไม่รู้เรื่องอะไร แต่มุ่งเรื่องเดียวคือเรื่อง เจ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ เป้าเกงเต็ง สมาคม เสียไปแล้ว ตายไปแล้ว

_สู่แดนธรรม… ใช่คนเดียวกันกับเสถียร โพธินันทะไหมครับ 

พ่อครูว่า… ไม่ใช่ ไม่ใช่เสถียรโพธินันทะ ส่วนธีระ วงค์โพธิ์พระ เขาก็เลื่อมใสเสถียรโพธินันทะ เขาถือว่าเสถียรโพธินันทะเป็นโพธิสัตว์ เขามีความรู้ในเรื่องของธรรมะมากสำหรับเสถียรโพธินันทะ ธีระ ก็ศรัทธาเลื่อมใสเสถียรโพธินันทะ 

เมื่อมีผู้ที่นำเอาความตรัสรู้เรียกว่าโพธิมา แล้วในโพธินี้มีอรหันต์อยู่ในนั้น พึ่งโพธิสัตว์อาตมาก็เอามาขยายความในโพธิรักษ์อธิบายนี่แหละ จนให้เห็นโพธิสัตว์ในระดับหนึ่งโพธิสัตว์ในโสดาบัน 

โพธิสัตว์ในอนาคามีในสกิทาคามีคือความรู้ในแบบพระพุทธเจ้ารู้ว่าโสดาบันคืออะไร สกิทาคามีคืออะไร อนาคามีคืออะไร อรหันต์คืออะไร 

คนที่มีความรู้โพธิถึง 4 ขั้น ถือว่าเป็นผู้ที่สามารถรู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพานได้แล้ว รู้ถึงขั้นไม่ใช่พยัญชนะเท่านั้น แต่รู้ถึงจิตเจตสิกเองจริงๆ แล้วก็มีโพชฌงค์ มีธรรมวิจัยมีสติตื่นสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็สามารถแยกกายแยกจิต แยกจิตแยกกิเลส แยกเวทนาแยกกิเลส สามารถแยกเวทนาแยกกิเลสได้ก็คือ ความตรัสรู้คือโพธิหรือโพชฌงค์ 

เกิดความรู้ถึงกิเลส จิตใด ธาตุรู้ของคนแต่ละคนแยกกิเลสที่อยู่ในเวทนาของตนเองได้ เห็นหน้ารู้หน้าอาการของกิเลสได้ นั่นชื่อว่าปัญญาและปัญญาจะมีธรรมฤทธิ์ ปัญญากับกิเลสมันคือคู่รามกับทศกัณฐ์ ฆ่ากันเลย เจอกันที่ไหนฆ่ากันที่นั่น แต่ของรามเป็นนิทานกับทศกัณฐ์ รามเป็นผู้ดีพอจะฆ่าทศกัณฐ์ก็ฆ่าอย่างอ่อนช้อย ส่วนทศกัณฐ์นั้นก็ฆ่าอย่างโหดเหี้ยม เป็นนัยยะซ้อนแสดงถึงลีลา 

ฆ่า เหมือนไม่ได้ฆ่า แต่มีฤทธิ์ยิ่งกว่าการฆ่าอย่างโหดร้ายรุนแรงฆ่าอย่างอ่อนช้อยอย่างรามฆ่าได้อย่างสนิท ฆ่าได้อย่างเรียบร้อย ฆ่าได้อย่างประเสริฐพิเศษที่สุดแล้วจริงกว่าด้วย อย่างนี้เป็นต้น 

เพราะฉะนั้นในรามเกียรติ์ก็ตามก็เป็นนิทานเรื่องของสัจธรรมตั้งแต่เป็นพุทธจนกระทั่งเพี้ยนไปเป็น ที่จริงจะไปเป็นอะไรก่อนพุทธก่อนฮินดูหรือฮินดูก่อนพุทธก็ตาม จริงๆแล้วความรู้อย่างฮินดูความรู้อย่างเจโตอย่างเทวนิยมมันครองโลก มันครองโลกมาก่อน จนมามีพระพุทธเจ้าตรัสรู้พระพุทธเจ้าองค์ที่ 1 เมื่อไหร่เราไม่รู้ล่ะตรัสรู้ความจริงขึ้นมาว่าโธ่เอ๋ย เทวนิยมรู้จักจิตวิญญาณไม่ครบ ดูจิตวิญญาณไม่พอก็เลยเป็นทาสจิตวิญญาณอยู่ตลอดกาลนาน อยู่นิรันดรพระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้ ว่าจิตวิญญาณไม่ใช่ทาสนิรันดรไม่ใช่เทวะ สุขทุกข์ มันเป็นเพียงธาตุปรุงแต่งกันอยู่ 2 ธาตุ 

เกิดมาเป็นธาตุรู้ เรียกด้วยภาษาว่าวิญญาณและก็เข้าไปยึดเอาตัวตนเป็นอัตตาเป็นตัวตน แล้วก็หลงอาการตัวตนนั้นแปลงตัวเป็นอาการสุข แล้วก็มันมีคู่คือทุกข์

เพราะฉะนั้นเขารู้ความจริงอันนี้ไม่ได้ ก็เลยติดอยู่กับสุขคือหน้าหลอกแต่ก็ยังมีทุกข์อยู่ตลอดไม่หมดไปได้ พอรู้สุขรู้ทุกข์แล้วสุขทุกข์ก็หายไป เมื่อสุขทุกข์ของจิตวิญญาณหายไปเลย จิตวิญญาณก็หายไปด้วย ฟังเข้าใจไหม 

เพราะฉะนั้นอาการที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ถึงสุขทุกข์นี่แหละเป็นอาริยสัจ อาตมาไม่เรียกอริยสัจ แต่อาตมาเรียกอริยสัจ เพราะอริยสัจมันเป็นความเฉลียวฉลาดความประเสริฐแหละ แต่มันเพี้ยนไปหมดแล้วกลายเป็นเรื่องขลังเรื่องอริยะ อาตมาก็เลยขอใช้ อาริยะ ตาม พยัญชนะ ของพระศรีอริยเมตไตร จะมาขอยืมพระศรีอาริยเมตไตรยมาใช้ ก็แปลว่าผู้ประเสริฐจริงเป็นผู้ฉลาดจริง ถึงได้รู้ความจริงอันนี้ได้ 

ความรู้อันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นความรู้เรื่องจิตวิญญาณยิ่งใหญ่ที่สุด รู้อาการของจิต ที่มันปรุงแต่งกันขึ้นเรียกว่าสังขาร แล้วก็เรียกเต็มว่าวิญญาณแต่แท้จริงมันคือสภาพ 2 คือนามรูปปรุงแต่งกันอยู่เข้าไปสนิทเนียนก็เป็นอายตนะ 

อายตนะคือคู่ของ อายะ กับ ตนะ คือนามรูป สองนี่แหละ ซึ่งอายตนะเขาเข้าใจว่าเป็นหนึ่งสองมันรวมเป็นหนึ่ง ที่จริงมันมี 6 มันมี ฉฬายตนะ 

เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงรู้จัก ฉฬายตนะ อายตนะ ที่เกิดจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 6 คู่ คู่ข้างนอก 5 คู่ กิเลสข้างนอก 5 คู่เรียนรู้กิเลสข้างนอก พอกิเลสข้างนอกจากตาก็ดีหูก็ดีจากกายที่กระทบกับรูป ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอก แล้วมันมีกิเลสกับสิ่งเหล่านี้จนกระทั่งกิเลสมันเจอปัญญามันหนีหายหมดเลย พอจิตเกิดปัญญาปั๊บ กิเลสวิ่งหนีหูตูบเลย สำนวนโพธิรักษ์ 

ก็สำเร็จเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เหลือภายในก็มาเรียนรู้ภายในต่ออีก ถ้าไม่มีลำดับที่จะล้างกิเลสภายนอกออกก่อน ไปงมงายอยู่ในภายในหลับตา ไม่มีทางที่จะบรรลุธรรมเพราะลัดไม่เป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่มีทางที่จะบรรลุได้ นี่คือความเสื่อมจนไปนั่งหลับตาแบบ เดียรถีย์ ซึ่งมีมาเก่าก่อนพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้อันนี้มาลืมตาปฏิบัติมามีฌานแบบลืมตา ฌาน ที่เกิดจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือ 

ตากระทบรูปแล้วก็รู้จักกิเลส แล้วก็สร้างพลังงานจิต ให้เป็นพลังงานปัญญากำจัดกิเลสนั้นได้ อย่างลืมตาถ้าไปหลับตาไม่มีฌานของพระพุทธเจ้าเป็นฌานแบบ เดียรถีย์ เป็นฌานมิจฉา อันนี้อาตมาก็ว่าได้อธิบายอย่างนี้ อธิบายชัดเจนแล้วนะ 

เพราะฉะนั้นเมื่อผู้สามารถเข้าใจและปฏิบัติของตนเองจนเกิดฌานลืมตา มีฤทธิ์เป็นปัญญาที่ล้างกิเลสได้   พลังงานที่เราสร้างเป็นปัญญาได้จนกระทั่งกิเลสเรามันหายไปด้วยพลังงานรู้ รู้ว่าไอ้นี่คือตัวโง่มันฉลาดจนกระทั่ง สัมผัสทางตาเคยเกิดกิเลส 

เช่นผู้หญิงนี้แต่ก่อนชอบลิปสติกสีนี้ ว่างั้นนะ พอมาเกิดปัญญาแล้วโอ้โห เราไปงมงายกับมันอยู่ตั้งนาน นี่อาตมาพูดกับพวกเรา อาตมาก็คงคิดว่าพวกเราไม่ไปทาลิปสติกอีก เลอะปากเปล่าๆ มันเกิดปัญญาเห็นไหม แต่ก่อนเราทำไมมันหลง สวย ถ้าไม่ได้ทาแล้วออกจากบ้านไม่ได้ มันอย่างนั้นอย่างนั้นจริงๆ 

มันเรื่องเป็นจริงหรือเปล่า คุณสวยจริงๆนะหรือ แต่ตัวฉลาดที่ว่าแต่ก่อนนี้กับตอนนี้เรารู้สึก แต่ก่อนนี้คุณไม่ได้ทาลิปสติกออกจากบ้านไม่ได้ แต่จริงๆแล้วมันสวยจริงหรือเปล่า สวยไม่จริง นี่เห็นไหมมันซ้อนอยู่อย่างนี้ ผู้หญิงก็คงเข้าใจผู้ชายจะอะไรบ้างก็แล้วแต่ 

_สู่แดนธรรม… จะไม่สวยแต่ก็มีความมั่นใจครับถ้าได้ทานลิปสติกออกจากบ้าน มั่นใจว่ายังไงก็ไม่อายเขา 

พ่อครูว่า… มั่นใจที่มันโง่ไปถูกอะไรมาทาไปไหนก็ต้องพกกระจกอีก นอกจากจะแดงแล้วต้องมีกระจกอีก เผลอเมื่อไหร่เป็นเติมลิปสติกอีก มันซีดแล้วนะ ทำไมมันเป็นภาระถึงขนาดนั้น 

_ไม้ร่มว่า… สมัยผมเป็นเด็กมีคนหนึ่งทาลิปสติกอยู่ที่บ้านผม อยู่ในเมืองเขาทาลิปสติกพอกลับไปบ้านเขาลบออกหมด เพราะที่หมู่บ้านเขาเรียกว่า ช็อกการี

พ่อครูว่า… ขาน ตามที่เขาพูดมาเพราะเขาไม่มีไมโครโฟนอาตมาก็ทวนให้ทางบ้านเขาฟัง ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เดี๋ยวนี้คนฉลาดรู้แล้วว่าคนไม่ทาลิปสติกนี้คือ … ไม่พูดต่อ รู้แล้วว่าถ้าไปทางลิปสติกแล้วจะกลายเป็น ช็อก… ก็เลยไม่ทา

นี่คือความรู้ความเข้าใจความเห็นของคนมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ที่นี้จะเป็นอย่างนั้นแม้แต่ยุคนี้ยังจะพูดยากเลยเห็นไหมยังพูดกันยากเลยไปกระทบกระเทือนกัน กระเทือนไปถึงอะไรต่ออะไรเยอะด้วยอาตมาก็เลยต้องสงวนเพราะว่ารู้จัก กาละ เทศะ ฐานะ อยู่ 

คนเรามาเรียนรู้ความจริงได้แล้วปลดปลง สิ่งที่ถูกหลอกอย่างนี้เป็นต้นยกตัวอย่างอย่างนี้เป็นต้น ผู้หญิงต้องทาลิปสติก เป็นต้น ซึ่งอธิบายได้ง่ายเพราะลิปสติกมันก็ไม่นานหลงกันไม่นาน ช่วงคนอายุ 50 ถึง 60 ปีเข้าใจได้แล้ว 

50 ปีที่แล้ว 60 ปีที่แล้ว ยังทาลิปสติกนี่ มีคนไทยนี่แหละยังรู้สึกว่า การทาลิปสติกนี้ยังไม่นิยมมาก เพิ่งจะ 50-60 ปีมานี้ ทุกวันนี้ถ้าไม่ได้ทาลิป ผู้หญิงไม่ใช่ผู้หญิงเลยนะ ไม่ว่าที่ไหน 

ฉะนั้นคนไม่ได้ทาลิปสติกได้ อยู่ในสังคมโดยไม่ได้เก้อเขินไม่ได้ยุ่งยากไม่ได้ลำบากเลย เหมือนพระเทพฯ สุดยอดเลย เป็นคนที่ เป็น โลกุตระแท้ๆ เป็นคนไม่ได้เป็นทาสโผลกไม่ได้ไปตามโลกกับเขาเลย เป็นผู้มีภูมิปัญญาของตัวเองอย่างชัดเจน อยู่ในสังคมนี้ นี่อธิบายธรรมะอย่างนี้ง่ายๆแต่ลึกซึ้ง ธรรมะที่อาตมาอธิบายแบบนี้ง่ายๆแต่ลึกซึ้ง 

เพราะฉะนั้นความไปนิยมในโลกที่ไปสร้างรูปแบบ สร้างค่านิยมให้ไปนิยมยกย่องอะไรต่างๆนานา ไม่ต้องเอาอะไรมาก เมืองไทยนี้เมืองร้อนไม่ใช่เมืองหนาว แล้วมาดันผูกคอเนคไท ให้มันอบอ้าวเข้าไป มันโง่หรือฉลาด เสร็จแล้วผูกเข้าไปแล้วก็ไปเปิดแอร์อีกต่างหาก นี่ในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆมันแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นตัวของตัวเอง 

พม่าเขาก็ไม่โง่ถึงขนาดนี้ ฟิลิปปินส์เขาก็ยังมีพวกนี้อยู่ยังมีชุดมีอะไรต่ออะไรประจำชาติเอามาใช้ ลาวก็ยังมี ก็มีไทยนี่แหละไปนิยมชมชื่น ฟังๆดูอาตมาพูดนี่เหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย ที่จริงมันกินลึกถึงจิตวิญญาณ มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยมันเรื่องละเอียดเป็นเรื่องที่กินลึกถึงจิตวิญญาณ 

เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าสามารถที่จะเข้าใจเรื่องที่จะเรียกว่าเล็กน้อยหรือกินลึกพวกนี้ แล้วเราก็เข้าใจแก่นแท้ เข้าใจแก่นแท้ของสาระสัจจะ ที่เป็นมนุษย์ 

ผู้ที่ปลงภาระ ไม่ไปติดค่านิยมของโลกๆเขามาก แล้วก็ไม่เลยเถิดไปมากเหมือนกับไม้ร่มนี่ พวกนั้นก็เป็นผู้ที่ตรัสรู้หรือรู้ความพอเหมาะพอดี ถ้าเลยเถิดไปมันก็ไม่ ถ้าเลยเถิดไปมันก็ไม่ใช่ ถ้าเลยเถิดไปมันก็ไม่ใช่ ไม้ร่มไม่ไปใส่เนคไทแต่ไปใส่เสื้อผู้หญิง ซึ่งไม้ร่มเขาถือว่าเป็นประเด็นของความศิลปินอันนี้ก็ฉลาดน้อยอยู่ ซึ่งมันไม่ใช่ ความเป็นศิลปินคือผู้มีศิลปะอันเป็นมงคลอันอุดม คือมันไม่ใช่คนประหลาดแบบนั้น ไม่ใช่เป็นคนมีอะไรแปลกจากคนอื่น ใช่โลกุตระแปลกจากโลกียะแน่ แต่ไม่ได้เป็นคนสุดโต่งหรือเป็นคนไม่อยู่ในองค์ประกอบของมนุษย์ ไม่ใช่ แต่มันมีแปลกในที่ 

_ไม้ร่มว่า…ผมใส่ประท้วงครับ 

พ่อครูว่า… เขาเป็นนักประท้วงมา เขาเป็นอาจารย์สอนศิลปะในโรงเรียนนานาชาติ เขาผูกสากกะเบือแทนเนคไท ไปสอนเด็ก อะไรอย่างนี้เป็นต้น จะเรียกว่าประท้วงก็เป็นคำแก้ตัวของเขา แต่ที่จริงมันสุดโต่ง ของเขา เขาเข้าใจว่าอย่างนั้นคือศิลปะคือพวกมีเอกลักษณ์ของตัวเองไม่เหมือนใครอะไรต่ออะไรพวกนี้ ซึ่งก็สั่งสอนกันมาต้องบ้าๆบอๆเหมือนแวนโก๊ะ ตัดหูตัวเองข้างนึง ไม่ค่อยเต็มไม่ค่อยปกติ ก็เป็นธรรมดา 

พ่อครูคือผู้สถาปนาโลกุตระปัญญา ล้างอวิชชาในยุคนี้ 

มาสรุปให้เห็นว่า อาตมาเกิดมาชาตินี้ได้มาทำงานเอาธรรมะของพระพุทธเจ้าเอาแก่น เอาวิมุติ มาสถาปนาลงไปให้แก่คนได้สำเร็จ ชาวอโศกมีวิมุติ วิมุติขั้น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ขั้นโพธิสัตว์แต่ละระดับ แต่ละคนที่จะเข้าใจซ้อนต่อไปอีก ทำได้สำเร็จ จึงมีผลปรากฏจริงมีมนุษย์เลิก ละโลกียะมา 

ไม่ไปที่หลงใหลใน ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข สบาย ชีวิตมาได้สบายจนกระทั่งเป็นหมู่มวล แล้วก็เอาชีวิตเอาแรงงานเอาความรู้ในชีวิตของตนมารวมกัน สร้างสรรค์สิ่งที่ตัวเองถนัดแต่เราพูดแต่ละคน บางคนถนัดปอกกระเทียมก็ไปช่วยกันตั้งแต่เช้าก็ไปนั่งปอกกระเทียม คนถนัดเก็บผักก็ไปเก็บผัก คนถนัดเก็บมะเขือเทศก็ไปเก็บมะเขือเทศ คนถนัดกวาดก็กวาด 

เหมือนงานชั้นต่ำพวกเราทำเหมือนงานชั้นต่ำ งานไม่ได้รับยกย่อง ว่าเป็นผู้เฉลียวฉลาดหรืออะไรที่เขาตีราคายกค่ากันในสังคม เป็นผู้ที่มีตำแหน่งยศศักดิ์หน้าที่ทางสังคม 

อาตมาเกิดมาชาตินี้ไม่ได้มียศศักดิ์ ไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่ทางสังคมเลย ไม่มี ซึ่งก็ยังนึกอยู่เลยว่า เออเราทำไมไม่ไปรับราชการอยากเป็นเหมือนกันนะอยากเป็นนายร้อย เรียนจบแล้ววิ่งเต้นจะไปเป็นทหาร แม้แค่ปวส.ก็ได้ยศได้ดาวดาวหนึ่งเหมือนกัน ได้นายร้อย รู้สึกเท่ เพื่อนเขาก็เป็นกันเยอะ เขาก็ไปเป็นนายร้อยนายพัน เราก็อยากเป็น 

ไปวิ่งเต้นแล้วเหตุการณ์ที่เราวิ่งเต้นตอนนั้น ซึ่งในตอนนั้นตำแหน่งเขาไม่มี แล้วชีวิตของอาตมาจะต้องมีงานจะต้องทำงานเพราะเป็นคนจน ต้องมีรายได้ไปเลี้ยงครอบครัว ครอบครัวก็คือมีน้องๆอาตมาไม่ได้แต่งงานมีน้องตั้ง 6 คนต้องเลี้ยงน้อง ส่งเสียเรียนกันอยู่ พ่อแม่ก็แย่แล้ว แม่เสียไปแล้วเหลือแต่พ่อตอนอาตมาเรียนเพาะช่างปี 3 เหลือแต่พ่อ พ่อก็ขี้เหล้ากินแต่เหล้า เอาสมบัติไปขายกินเหล้าไป อาตมาไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับสมบัติพ่อแม่

ก็ทำงานเลี้ยงตัวเองสร้างฐานะขึ้นมา ตกลงชีวิตนี้มันดีจังเลยเหตุการณ์มันบังคับ บังคับให้เราเองรู้จักการทำงานเลี้ยงชีวิตเลี้ยงน้องเลี้ยงนุ่งขึ้นมาคนก็ชมเชยเลี้ยงน้องเลี้ยงนุ่งอะไรต่ออะไรต่างๆนานา ซึ่งเราก็เห็นว่าเป็นหน้าที่ก็เลี้ยงน้องเลี้ยงนุ่งก็ธรรมดาไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต พี่ก็เลี้ยงน้อง มันเป็นหน้าที่ ยิ่งพ่อแม่แม่ก็ไม่มี  แม่เป็นหัวหน้าครอบครัว พ่อก็กินแต่เหล้าอย่างที่ว่าเราก็เลี้ยงน้องเลี้ยงนุ่งมาก็ไม่มีปัญหา จะไปว่าไงพ่อกินเหล้าเขาก็กินเหล้าของเขาไป เราก็ไปทำอะไรไม่ได้ 

มันเป็นเหตุปัจจัยเป็นวิบากของเราอย่างนั้น แต่ก่อนก็ไม่ได้เข้าใจเรื่องวิบาก แต่ก็ไม่ได้เคยไปมีจิตอคติไปตำหนิพ่ออันนี้ไม่มีไม่ได้เคยมีจิตอย่างนั้นเขาก็เป็นของเขา เราก็ทำหน้าที่ของเราไป 

ก็ยินดีในหน้าที่ที่ตัวเองทำเหมือนกันนะ มันเป็นความดีงาม ก็ทำงานสร้างฐานะจนกระทั่งตามวิบาก ถ้าอาตมาจะอยู่รวยทั้งโลกก็รวยไปคือเคยพูดแล้วว่าถ้าอาตมาอยู่ แกรมมี่ไม่ได้เกิดหรอก ต้องเกิดสำนักหัวใจสีชมพูขึ้นแน่ แกรมมี่ไม่ได้เกิด หัวใจสีชมพูเกิดแน่ ซึ่งกว้างกว่านะ เพราะอาตมาชอบทั้งสื่อสารอะไรต่างๆ แล้วสื่อสารมีสาระด้วยนะไม่ใช่สื่อสารเอาแต่บันเทิงอย่างเดียว 

ทีนี้วิถีชีวิตวิบากของเรามันไม่ไป มันก็ตัดมาเอาแค่พวกนี้ แล้วก็ตัด ถ้าอาตมายังอยู่ทางโลกอยู่เป็นทางบันเทิงธุรกิจนี่แหละกำลังติดลมบน อาตมาหักกลับ   ปฏิบัติธรรมแล้วก็เห็นแล้วว่าไม่เข้า กำลังจะรุ่ง หักลัดมาทางธรรมเลย จะมาทางธรรมอย่างแท้จริงเพราะฉะนั้นปฏิบัติธรรมอยู่ปี 2 ปีก็ไม่เอาแล้วเลิกเลย เพราะมันมีภูมิเก่า ปฏิบัติธรรมแค่ปี 2 ปีก็ไม่เอาแล้วทางโลก ทั้งๆที่ทางโน้นทำเงินทำทองทำ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แบบโลก

โทรทัศน์ก็ช่องแรก อาตมาเป็นคนทำงานมาก รายได้ค่าตัวราคาถูกแต่ทำงานได้เงินมากกว่าเขาฐานะดีกว่าเขา ขี่รถคันเรียกว่ารถเก๋งรถใหม่ขนาดดาราเป็นพระเอกก็สู้อาตมาไม่ได้หรอก อาตมาขี่รถเก๋งคันใหม่เอี่ยม ซื้อแบบถอดด้ามแกะกล่องมาก่อนใครๆเขาเลยยุคโน้น

ทำงานอยู่แค่ 1 นักษัตร 12 ปีก็ไม่เอาแล้ว เข้ามาทางนี้ แล้วก็ยังมาเห็นว่าตัวเองไปเสียเวลาอยู่ได้ เป็นฆราวาสอยู่ตั้ง 36 ปีไปทำงานอยู่ตั้ง 12 ปี เสียเวล่ำเวลา 

_สู่แดนธรรม… ผมรู้จักลูกชายคุณสมจินต์ ธรรมทัต เขาเก็บภาพไว้เยอะเหมือนกันครับ 

พ่อครูว่า… สรุปลงได้ว่า เกิดมาเป็นคนอาตมาเชื่อกรรมเชื่อวิบากอย่างมากเลย เพราะกรรมวิบากที่อาตมาได้มาเป็นอย่างนี้มาเกิดในยุคนี้ที่เป็นยุคที่เสื่อม ศาสนาพุทธเสื่อมมากจนไม่รู้จักคุณค่าของโลกุตรธรรม แล้วอาตมาก็เอาโลกุตรธรรมที่มันเสื่อมไปหมดแล้วตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อาณิสูตรว่า โลกุตรธรรมจะหมดไปแล้วอาตมาเอามาฟื้นขึ้นมาใหม่ 

อาตมาก็ยังไม่ค่อยจะรู้ รู้ไม่ค่อยได้ว่า คนทางเถรสมาคมจะพอเข้าใจเรื่องโลกุตรธรรมที่อาตมานำมาสถาปนานำมาอธิบายนำมาขยายความ ตรา ลงไปในสังคมขณะนี้ยุคนี้เขาจะพอเข้าใจ พอซาบซึ้ง ว่าแปลกนะ ทำไมเรายังไม่เข้าใจแบบโพธิรักษ์ได้รู้สึกว่าน่าสะดุดใจ เขาว่าเราพูดผิด อาตมานำสิ่งที่ไม่ใช่พุทธนำอะไรก็ไม่รู้เขาไม่รู้พูดไปก็ไม่รู้เรื่อง นี่จะมาทำลายศาสนาพุทธหรือนี่ จนกระทั่งจะเล่นงานอาตมาตาย หาว่าอาตมานำธรรมะพระพุทธเจ้ามาผิด 

อาตมาก็นำธรรมะมาจากพระบาลีตัวเดียวกันอธิบายไปต่างจากเขาแน่คำว่า กาย คำว่า บุญ อย่างนี้เป็นต้น คำว่า ฌาน คำว่า สมาธิอันนี้เป็นต้น แล้วคำว่า โลกุตระ โลกียะ นี่แหละ อาตมาก็อธิบายของอาตมาไปดุ่ยๆ 

ความรู้เหล่านี้อาตมามีมาบอกตัวเองแล้วว่ามีมาเองตั้งแต่ปางก่อน ชาติก่อนชาตินี้ไม่มีครูบาอาจารย์ไม่ได้เรียนจากใคร ถ้าอาตมาเรียนจากใคร อาตมาก็ต้องไปเข้าใจแบบเขาซึ่งมันไม่เหมือนแบบเขามันค้านแย้งเขา ตกลงมันก็มี 2 อย่าง อย่างเขาถูกหรืออย่างอาตมาถูก 

แล้วอาตมาก็มั่นใจทำมา 50 กว่าปี จะทำต่อไปอีก เวลาหมดแล้วนี่ ถ้าไม่หมดจะพูดต่อนะนี่ 

สมณะฟ้าไท… สรุปจบ