661213 ฌานโลกีย์กับฌานโลกุตระ สภาวะต่างกันเช่นไร พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1xRlCBkQgvmwpef1S-V7s9I0Q48Cxygzg/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true 

                                                                                                                                  

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1FgihXGICm17665JXhtfaDfu-Hi96wjRs/view?usp=sharing 

และ 

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/oVie_btAWg/ 

และ 

มีซับ 

สมณะเดินดิน… วันนี้วันพุธที่ 13 ธันวาคม 2566 ขึ้น 1 ค่ำเดือนอ้ายปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก ธันวา รู้สึกผ่านมาแป๊บเดียวก็ครึ่งเดือนแล้ว อีกแป๊บเดียวก็สิ้นแล้วปีเก่า ยังไม่ถึงกับสิ้นชีวิตเรา ปีเก่าก็จะหมดไป คนดูรายการต่างๆบอกว่าปีใหม่จะฉลองอะไร ของเราก็ฉลองอิสระ สงบอบอุ่น เราก็มีเรื่องจะฉลองเหมือนกัน 

ปีหน้าเป็นปีสำคัญของพวกเราที่พ่อครูจะครบ 90 ปี และ 30 ปีของราชธานีอโศก วาระที่เราดำเนินการมาปีหน้าจะมีฉลองเพลงพ่อครูอายุ 90 ปี ดูเรื่องราวกระบวนการต่างๆ มีอะไรที่ลงตัวไปเรื่อยๆ จริงๆจำไม่ได้เหมือนกันว่า 1 ปีที่ผ่านมามีงานอะไรบ้าง ทุกปีก็มีล็อคตายตัว งานปลุก พุทธาภิเษก สงสารแต่ญาติธรรมแถวเชียงใหม่แถวสงขลา แถวตรัง มางานที่ผ่านมานี้ งานมหาปวารณา งานศิษย์เก่า กลับไปวันที่ 10 อีก 10 วันก็เดินทางกลับมาอีก เดินทางใช้เวลา 2-3 วัน 

ในการประชุมคณะเอาภาระสงฆ์ยังชื่นชมอาจารย์หนึ่ง และอาจารย์ 2 ทั้งคู่อยู่ที่ภูผาและทะเลธรรม งานนี้ดีแล้วล่ะอาจารย์ไม่มา ก็มาแป๊บเดียวก็ต้องกลับไปอีก สุขภาพก็คงจะลำบาก 

ปีที่แล้วก็มีงาน 88 ปีของพ่อครู และมีงานศิษย์เก่าที่ไม่ได้อยู่ในตารางปกติ รู้สึกว่าพวกเราเดินทางไปสู่ความลงตัวมากขึ้น มีการยอมให้กัน ยังไงก็ได้ ขอให้เรื่องราวศาสนาดำเนินไปได้ เราได้ลดตัวลดตน จะถูกกว่าถูกตำหนิเราก็ยอมได้ไม่ว่ากัน ให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปได้ ทิศทางดำเนินไปของพวกเรา มองทางโลกเขายอมหักไม่ยอมงอ ตายเสียดีกว่าให้เขาดูถูก พวกเราก็พร้อมที่จะร่วมมือประสานกันเพื่อให้ทุกอย่างไปได้ ทุกอย่างหากมีการยอมกันได้ลดตัวตนลงไปได้ เกิดภาวะ อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนการเสียสละ ทฤษฎีนี้ก็จะดำเนินก้าวหน้าไปเรื่อยๆ 

สังเกตดูว่าทุกวันนี้ที่เขาทำสงครามระดับโลก อิสราเอลกับฮามาส ตอนนี้เหมือนอิสราเอลได้เปรียบ ตามไล่ฆ่าๆๆ ประกาศว่าต้องฆ่าพวกฮามาสให้หมด รัฐมนตรีกลาโหมของอเมริกันบอกว่ายุทธศาสตร์อย่างนี้เริ่มคิดก็แพ้แล้วล่ะ ไปฆ่าฮามาสหมดได้อย่างไร คิดอย่างนี้พวกปาเลสไตน์แม้จะไม่เห็นด้วยกับฮามาส แต่เมื่อถูกบีบบังคับเขาก็จะกลายเป็นฮามาส คนที่เดินไปเดินมาที่หนีไป คุณจะแยกได้อย่างไรว่าใครเป็นฮามาสใครเป็นปาเลสไตน์ ทำอย่างนี้เหมือนกับเพิ่มศัตรูให้มากขึ้น ให้พี่น้องอิสลามรอบข้างก็เป็นศัตรูของคุณไปหมด ตอนนี้เป็นเรื่องรณรงค์ไปทั่วโลกเลย ใครต่อต้านอิสราเอลให้ลุกขึ้นมาประท้วงในประเทศต่างๆ ประชาคมโลกก็รับไม่ไหว 

ตอนนี้เขาจะเอาเครื่องสูบน้ำสูบน้ำลงท่อที่พวกฮามาสอยู่ข้างล่าง พวกอิสราเอลด้วยกันก็ไม่พอใจนายกคนนี้มากๆเลย เพราะตอนที่เขาอยู่นั้นรัฐบาลเหมือนปล่อยให้เขาเล่นเกมรัสเซียนรูเล็ต นั่งอยู่อย่างนั้นไม่รู้ใครจะถูกฆ่าไปก่อน คนที่ถูกฮามาสจับก็รอวันตาย นี้เขาจะเอาน้ำฉีดเข้าไปในอุโมงค์จะได้ตายกันหมด ดูสิ่งที่เขาทำ แบบนี้คนทั้งโลกรับไม่ไหว มันโหดร้ายเกินไป มนุษยชาติ ไม่น่าทำกันอย่างนี้ 

เป็นเรื่องอัตตาที่ยอมกันไม่ได้ ต้องเอาชนะให้ได้ แพ้ไม่ได้ ต้องเอาชนะ มีศัตรูรอบตัวอย่างนี้จะเอาชนะไปเพื่ออะไร แต่เห็นเลยว่าทิศทางที่พ่อครูพาพวกเราทำอย่างให้ลดตัวตนจนไม่มีตัวตน เราก็ไม่มีศัตรูกับใคร เราพร้อมที่จะบอกว่า ใครมายึดสันติอโศกก็ยึดไปเลย ตอนนั้นเรามีคดีความกับกระแสหลัก ยึดไปเราก็สร้างใหม่ เราก็ไม่ได้รบกับเขา เรามาทิศทางไม่เคยรบกับใคร มาลดตัวลดตนไปสู่ความหมดตัวหมดตน ทิศทางเป้าหมายที่เราจะมาฝึกฝนกัน วันนี้โชคดีที่พ่อครูเริ่มที่จะแข็งแรงมากขึ้น ก็ได้มาเทศน์ให้พวกเราฟัง อาราธนาพ่อครูครับ

เพราะไม่เข้าใจกรรมไม่เข้าใจชีวะ จึงมีแต่ชนะที่แต่แพ้ในที่สุด

พ่อครูว่า… เราก็พูดก็เห็นกันอยู่ว่า สังคมโลกไม่เข้าใจความหมายคำว่า ชีวะ ซึ่งก็แบ่งแยกเป็นชีวะในระดับเริ่มต้นจากพืช จนกระทั่งไปถึงจิต จิตนิยาม จนกระทั่งจากพืชไปถึงจิตที่เราเรียนแล้ว อาตมาก็กำลังแยกให้ฟัง แม้จากพืชมาถึงจิตหรือจากดินน้ำไฟลมมาเริ่มมาถึงพืช มันก็เพิ่มหน่วยแห่งความเป็นชีวะมา ละเอียดลออมา เท่าที่จะพออธิบายได้ ก็ค่อยอธิบายกันไป ละเอียดกว่านั้นก็ได้แต่ค่อยๆไปตามลำดับ จากหยาบไปหาละเอียดก่อน ก็ได้อธิบายให้ฟังไปเรื่อยๆ 

เช่น จากมหาภูตรูปที่เป็นดินน้ำไฟลม เริ่มจาก ภูตะพวกนี้เข้ามาเจริญขึ้นเรียกว่า คามะ มาเป็น ภูตคาม จากนั้นเจริญเป็นพีชคาม จนจะเข้ากระแสที่เรียกว่าสภาวะของ จิต แต่ยังไม่ใช่จิตแท้ๆ เรียกว่าเจตภูต อย่างนี้เป็นต้น

จาก เจตภูต ค่อยๆเจริญขึ้นไปอีก เจตภูตไปเป็นปาณะ จากปาณะไปเป็นเจตสิก เจตสิกไปเป็นสัตตะ จากสัตตะไปไปเป็นจิตวิญญาณหรือจิตนิยาม อย่างนี้เป็นต้น

ซึ่งเป็นพลังงานด้านจิต ไม่ใช่พลังงานด้านวัตถุหรือสสารเหมือนอย่างที่ไอน์สไตน์เขาค้นพบจุดสำคัญของพลังงานด้านสสารไปแล้ว 

จุดสำคัญของพลังงานด้านนามธรรม ก็โครงสร้างที่เป็น   E=mc2ของไอน์สไตน์ก็เอามาใช้ได้แต่มันละเอียดไปกว่านั้น เท่ากับ  E=C(mc2 + A)  นี่เป็นสูตรเต็มๆที่อาตมาเองได้นำมาอธิบายแล้ว แต่มันยังไกลยังยากคนยังไปไม่ถึง ถ้าคนทำได้ถึงขนาดนั้นนะ รับรองระเบิดโลกทั้งโลกแตกไปเลย 

ซึ่งจะเป็น  E=C(mc2 + A) 

A ก็คือ mc2  ก็คือ บวกกันไปเรื่อยๆ ก็ทดเป็น C มาข้างหน้า มันก็จะยกกำลังซ้อนๆ ไปเรื่อยๆ หาที่สุดไม่ได้เลย ระเบิดโลกทั้งโลกแตกไปเลย ผู้ที่เข้าใจได้ก็คิดตามไป เป็นพลังงานหรืออะไรก็แล้วแต่แม้แต่จิตวิญญาณ หรือทางวัตถุ มีทั้งเพิ่มและลด 

เพิ่มจะเป็นการสร้างสรรค์ก็ได้ เท่าที่ควร แต่ถ้ามันเกินขอบเขตแล้วมันจะเป็นการทำลาย พลังงานที่มากเกินก็คือทำลาย เพราะฉะนั้นคนที่รู้จักพลังงานและจัดการพลังงานได้เหมาะสมจึงใช้ความเจริญ ทำความเจริญได้อย่างเหมาะสม ไม่เอาไปทางทำลาย คนไม่รู้นี่นึกว่ามันเป็นอำนาจใหญ่เอาไปทำลาย แล้วทำลายจนกระทั่งโง่ โง่จนกระทั่งไม่รู้ว่าไปทำลายอะไร 

มาทำลายชีวิต มาทำลายชีวะ แล้วก็ไม่รู้กรรม ไม่รู้วิบาก นี่พวกที่ศาสนาเทวนิยมเขาไม่รู้จักกรรมไม่รู้จักวิบาก เขาก็ทำกันอย่างที่เขาไม่รู้คืองมงาย มันเอาแต่กิเลส มันเอาแต่ชนะ แต่เขาไม่รู้กรรมวิบากที่เขาทำว่าเขาจะต้องมารับกรรมวิบากที่ต้องวนเวียนมาเล่นงานเขา ซึ่งมันเป็นนิยายพรหมลิขิตกันอยู่ไม่รู้กี่ร้อย กี่พัน กี่แสน กี่ล้านๆเรื่อง ที่ทุกวันนี้นักประพันธ์เขาเอามาร้อยเรียง เล่นกันไปสารพัด ซึ่งมันก็มีเหตุปัจจัยจากการผูกพยาบาทกัน รักกัน ชังกัน แก้แค้นกัน ดูดดึงกัน อะไรอยู่อย่างนี้แหละ มันไม่มีอื่นเลย 

เพราะฉะนั้นการศึกษา ถ้ามาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าจะรู้จักสิ่งเหล่านี้ดีแล้วก็ไม่ไปทำสิ่งที่มันเป็นทุกข์เป็นร้อนกัน ชีวิตรู้จักความเกิดความตายที่มันหมุนเวียนอยู่ไม่รู้จักจบ 

เทวนิยมมีการเกิดการตายกันอยู่ ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตายตายแล้วก็เกิด แล้วก็รับวิบากทุกข์ๆๆ หลงว่าเป็นสวรรค์ แล้วก็เป็นทุกข์ แล้วก็หลงว่าเป็นสวรรค์ แล้วก็เป็นทุกข์ ยิ่งทุกข์หนักยิ่งขึ้น แต่เขาไม่รู้เรื่อง เขาไม่รู้เรื่องด้วยการเพิ่มกรรมเพิ่มวิบาก เขาก็ไม่รู้ เขาก็ทำกันไม่รู้จักจบ จะไปบังคับความรู้กันไม่ได้ ถ้าเขาไม่มีปฏิภาณปัญญาไม่มีบารมีพอจะมาทางโลกุตระ มาทางพุทธ เขาก็จะต้องวนเวียนรับวิบากกรรมอยู่อย่างนั้นนานนับชาติ นับชาติไม่ถ้วนเลย 

นี่คือสิ่งที่เป็นอจินไตยที่ พูดไปเขาก็ไม่รู้เรื่องว่าอะไร คุณพูดอะไร ซึ่งก็น่าเห็นใจ เพราะไม่รู้จะทำยังไง มันบังคับกันไม่ได้ 

เพราะฉะนั้น ในศาสนาพุทธทุกวันนี้มันเป็นยุคเสื่อมที่อาตมานำความที่เป็นพุทธจริงขึ้นมาสถาปนาลงไปในความเสื่อมของพุทธศาสนา 2,500 กว่าปีมันเสื่อมไปหมดแล้ว เชื้อของโลกุตระ อาตมาต้องนำเชื้อของโลกุตระเข้ามาปลูกฝังนำพา ให้เข้าใจจนมาปฏิบัติกลับคืนเอาโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าคืนมาได้ มาสู่พวกเรา เป็นตัวยืนยันว่าปฏิบัติได้ จนกระทั่งถึงขั้นเป็นสังคม มีวัฒนธรรม มีจิตวิญญาณเป็นประธาน จึงมาเป็นอย่างนี้ได้ ถึงขั้นเป็นสังคมสาธารณโภคี สังคมสาราณียธรรม 6 ที่เป็นอยู่นี่ เพราะเกิดจิตจริงจิตเจริญเป็น สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ  ขออภัย ไม่ได้ขยายความพยัญชนะบาลี พุทธพจน์ 7 นี้อีก เพราะว่าจะเสียเวลาจึงไม่พูดถึงเลย ขอผ่านไปก่อน พูดถึงมาหลายทีบ่อยแล้ว วันนี้ตั้งใจจะพูดอันอื่นไปให้มากขึ้น เตรียมมาพูดพอสมควร 

ก่อนจะพูดก็เอา SMS ก่อน 

SMS วันที่ 6 – 13 ธ.ค. 2566

ศาสนาพุทธไม่มีสวดอ้อนวอนร้องขอ แต่สวดมนต์อย่างไรให้ถูกพุทธ

_เปิ้ล บ้านไผ่ . คนที่ประสบเหตุการณ์ไม่ดีในชีวิต แล้วหาที่พึ่งด้วยการสวดบทพาหุง มหากา ซึ่งเป็นการอ้อนวอนร้องขอ ไม่ตรงกับหลักพุทธศาสนา แต่ทำไมเขาได้รับการช่วยเหลือจากผู้อื่น และปัญหานั้นก็คลี่คลายลง  ถ้าผู้ใดทำตามนี้จะบาปหรือเปล่าคะ

พ่อครูว่า… งมงาย จะตอบว่าบาปมันก็จะดูแรง จริงๆมันไม่แรงหรอกแต่มันกินลึกกว่าบาป งมงายนี่ กินลึกกว่าบาป มันมืดบอดยิ่งกว่าบาปอีก ถ้าจะไปหลงแต่สวดอ้อนวอนร้องขอ หึๆ 

อาตมาจำไม่ได้ที่พระพุทธเจ้าตรัสบริภาษคนที่สวดอ้อนวอนร้องขอแล้วจะได้รับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือร้องขอ อ้อนวอนร้องขอจากอะไรที่คิดว่ามันศักดิ์สิทธิ์มันจะมีฤทธิ์ สนองตอบให้แก่ตนเองได้ ตั้งแต่ร้องขอจากจอมปลวก ไปจนกระทั่งถึงต้นไม้ แม่น้ำ ลำธาร ไปจนกระทั่งถึงท้องฟ้า ถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่รู้ไม่เห็นตัว ไม่มีตัวมีตนอะไร นึกว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 

_สู่แดนธรรม… มีอยู่บางพระสูตรครับที่บอกว่า ถ้าหากแม่น้ำคงคาชำระล้างบาปได้พวกปูปลาก็คงไม่มีบาปเลย 

พ่อครูว่า… ไม่มีบาปทั้งนั้น ปูปลามันก็อยู่ตลอดชีวิตในแม่น้ำ มันก็ได้อาบน้ำมนต์อยู่ทุกวัน มันจะไปมีบาปอะไรล่ะเพราะฉะนั้นคนอยากจะลำบากก็คงจะลงไปจุ้มโผล่ จุ้มโผล่ ที่ชาวอินเดียเขาจุ้มโผล่จุ้มโผล่ในแม่น้ำคงคากันถือว่าได้อาบในแม่น้ำจะล้างบาป 

ซึ่งมันงมงายกันจริงๆก็ไม่มีคำพูดใดชัดกว่านี้อีกแล้ว มันโง่งมงายมืดกันอยู่อย่างนั้น มันเป็นไปไม่ได้นะ ฉะนั้นถ้าจะไปมัวงมงายอยู่อย่างนั้น มันก็มืดอยู่อย่างนั้นไปอีกนานนนนนนนนนนน.. จนไม่รู้ว่าจะไปจบสิ้นตรงไหน เสียงนาน 

มีผู้ค้นอันนี้มาบอกว่า “เปรียบเสมือนบุรุษโยนหินหนาใหญ่ลงไปในห้วงน้ำลึก หมู่มหาชนมาประชุมกัน แล้วสวดวิงวอน สรรเสริญประนมมือเดินเวียนรอบหินนั้นแล้วว่า “ขอจงโผล่ขึ้นเถิดท่านก้อนหิน  ขอจงลอยขึ้นเถิดท่านก้อนหิน ขอจงขึ้นบกเถิดท่านก้อนหิน” แต่ก้อนหินนั้นจะไม่โผล่ขึ้น ไม่ลอยขึ้น ไม่ขึ้นบก เพราะเหตุแห่งการสวดวิงวอน สรรเสริญ ประนมมือเดินเวียนรอบของหมู่มหาชนนั้นได้เลย”  พระไตรปิฎกเล่ม 18 ข้อ 599 

พระพุทธเจ้ายืนยันสิ่งที่ท่านตรัสรู้ได้ชัดมากเลย แหม 

พูดกับเทวนิยมเขาไม่รู้เรื่องเพราะเขาจะทำพิธีวนเวียนสวดมนต์อ้อนวอนอยู่นั่นแหละ เทวนิยม เพราะเขายังจมอยู่ในความมืดอันนั้น 

“เราตถาคตมิได้กล่าวว่า อายุ วรรณะ(ผิวพรรณ) สุข ยศ สวรรค์ จะพึงได้มาเพราะเหตุแห่งการอ้อนวอน เพราะเหตุแห่งความปรารถนา ก็ถ้าอ้อนวอนแล้วได้ 

พ่อครูว่า… มันจะมีอายุยืนก็ไม่ใช่ด้วยการอ้อน คุณจะมีผิวพรรณทราม ผิวพรรณดีผิวพรรณหม่นหมองอะไรก็แล้วแต่ ได้เกิดจากการอ้อนวอน คุณจะได้สุขคุณจะได้ยศชั้นสรรเสริญก็ไม่ได้จากการอ้อนวอนสวดมนต์ ได้สวรรค์จะได้นรก คุณคงไม่สวดอยากได้นรกหรอก แต่คงสวดอยากได้สวรรค์แน่ แต่มันไม่ได้สวรรค์แน่” 

พ่อครูว่า… นี่มันหักเหลี่ยมของพวกสวดมนต์อ้อนวอนเทวนิยมทั้งนั้นเลย 

“ถ้าปรารถนาเอาแล้วก็ได้ ในโลกนี้ก็จะไม่มีใครเสื่อมไปจากสิ่งใดได้เลย ดังนั้น ผู้ใดต้องการอายุ ผิวพรรณ สุข ยศ สวรรค์ จึงไม่ควรอ้อนวอน ไม่ควรเพลิดเพลินสิ่งนั้นสิ่งนั้นๆ หากต้องการสิ่งนั้นๆ แล้ว พึงประพฤติปฏิบัติตน อันเป็นไปเพื่อสิ่งนั้นๆ เพราะผู้ใดเมื่อปฏิบัติแล้วย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้สิ่งนั้นๆ และผู้นั้นย่อมได้ในสิ่งนั้นๆ”
พระไตรปิฎกเล่ม 18 ข้อ 599 และ เล่มที่ 22 ข้อ 43 

พ่อครูว่า… ปฏิบัติให้ตรงเหตุเถิด คุณจะได้เป็นสิ่งนั้นๆโดยไม่ต้องอ้อนวอนร้องขอ ปฏิบัติให้ถูกเหตุเถอะและมีทั้งปริมาณและคุณภาพให้ครบ มันก็จะเกิดผลของมันเอง 

ก็ขอขยายเพิ่มเติมซ้ำอีกว่า สวดอ้อนวอน สวดร้องขอนั้นเป็นลัทธิของเทวนิยม พุทธไม่มีการสวดอ้อนวอนร้องขอ เพราะฉะนั้นยุคทุกวันนี้ศาสนาพุทธมันเสื่อม เสื่อม อาตมาขอพูดย้ำๆ เสื่อมลงไปจนเหลือแต่แค่ศาสนาพุทธ มีแต่การสวดมนต์ ทำพิธีการอะไรก็มีแต่สวดมนต์ สวดมนต์ งมงายกับสวดมนต์จะเป็นฤทธิ์เป็นเดช อย่างธัมมชโย ธรรมกายนี่ให้สวดมนต์ล้านเที่ยวอะไรอย่างนี้ เวรจริงๆ สวดมนต์ 

ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าท่านสอนซ้ำแล้วซ้ำอีก เข้าใจไม่ได้ ว่า สวดมนต์นั้นเป็นการทำลายศาสนา ถ้าเข้าใจผิด สวดสังวัธยาย การสวดสาธยายพูดเป็นไทยง่ายๆ สวดโดยการสาธยายความรู้ความหมายของบทมนต์ มนต์แปลว่าคำสอนของพระศาสดา เอาคำสอนของพระศาสดามาอธิบาย 

พระพุทธเจ้าท่านให้ใช้อธิบายทีละคน อย่านำคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่าธรรมบทมาอธิบายพร้อมกัน หรือสวดขึ้นพร้อมกันตั้งแต่ 2 คนต่อหน้า ฆราวาสหรือต่อหน้าผู้เป็น อนุปสัมบัน เป็นอาบัติ มุสาวาทวรรค ซึ่งเขาไม่เข้าใจกันแล้ว 

ขออภัยต้องขอกล่าวย้ำอีกว่า เถรสมาคมที่สวดมนต์กันมาอันนี้อยู่ ไปพิธีการนั้นก็สวดมนต์ สวดมนต์ ถือว่าได้รับคุณความดี ได้รับกุศล ได้รับประโยชน์แล้ว มีเท่านี้ๆ ถ้าเลิกอันนี้ซะแล้วไม่มีแล้วศาสนาพุทธ ไม่เหลือ ทั้งๆที่ทำแล้วอาบัติ เพราะสวดเลย 2 คน บอกว่าอย่างน้อยต้อง 4 องค์ขึ้นไปพระต้อง 4 รูปขึ้นไป ถ้า 4 องค์ถือว่าเป็นการสวดงานศพ มันก็ต้อง 5 รูปขึ้นไป 6 รูปขึ้นไป ยิ่งมากเท่าไหร่เป็นแสนองค์ เหมือนอย่างธรรมกายเขาพยายามจะทำกัน ด้วยความโง่งมงาย มันก็ยิ่งพากันมาอาบัติกัน มันก็ยิ่งแย่กันใหญ่เลย 

นอกจากสวดอย่างนั้นแล้ว เอาหลายคนมาสวดพร้อมกันต่อหน้า ..อาบัติ พระพุทธเจ้าท่านให้สวดที่พร้อมกันเรียกว่าสังคีติ ถ้ามาสวดต่อหน้าใครๆ ท่านให้สวดองค์เดียว นอกนั้นทุกคนฟัง 

  1. ผู้ไม่รู้ฟังเพื่อรู้ 

  2. ผู้รู้แล้ว ฟังเพื่อที่จะยืนยันคำสอนพระพุทธเจ้าไว้ ยิ่งรู้ลึกซึ้งเลยว่าผิดเนื้อหา ก็บอกเนื้อหาไปด้วย แม้ไม่ได้เนื้อหาผิดแต่ผิดพยัญชนะก็ท้วงกันอย่าให้ผิดพยัญชนะ รักษาไว้เรียกว่าสวด สังคายนา คือสวดเพื่อตรวจสอบไว้รักษาไว้ 

ถ้าสวดสังคีติ หมายความว่า มาสวดท่องพร้อมกันให้มันจำได้ รักษาไว้ ซึ่งสมัยโบราณมันจำเป็น มันไม่มีการบันทึก มันต้องใช้การสวดจำไว้เหมือนสวดบทอาขยาน เหมือนสวดสูตรคูณ นักเรียนเด็กๆก็ต้องสวดสูตรคูณ สูตรอาขยานเพื่อจำไว้ เพราะฉะนั้นก็ต้องสวดเฉพาะของตนเองไม่ใช่ไปสวดต่อหน้าธารกำนัล 

การสวดเพื่อรักษาคำสอนรักษาธรรมบทคำสอนพระพุทธเจ้าไว้ก็สวดแบบนี้ได้ อย่าไปสวดต่อหน้า ท่านกันไว้หมดแล้วในธรรมวินัยการไปสวดต่อหน้ามันจะเป็นการสวดหากิน เหมือนอย่างทุกวันนี้ ถ้าไม่มีการสวดมนต์ เขาก็เลี้ยงชีพไม่ได้เลย นี่เป็นการใช้การสวดเพื่อหากิน ซึ่งมันเป็นการทำลายศาสนา 

อย่าไปอธิบายถึงสวดแล้วต้องใส่ทำนอง  สวดด้วยลากเสียงอันยาวผิด ฑีฆสระ  รัสสระ จะออกเสียงสั้น ก็ไปลากเสียงยาว ในธรรมวินัยบอกไว้หมดว่า อย่าไปลากเสียงอันยาว เดี๋ยวนี้ผิดวินัยหมดไม่เหลือ น่าสงสารมันน่าสังเวชใจไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาก็ได้แต่พูด จนกระทั่งลงน้ำหนักแรงๆ ก็เหมือนกับคนโกรธ ซึ่งมันน่าโกรธไหมล่ะมาทำลายศาสนานี่ พูดอย่างคนๆนะพูดอย่างโลกๆ มันน่าโกรธไหมล่ะ อย่างโลกีย์นะ แต่โลกุตระไม่ได้มีโกรธเกิดอะไร แต่เห็นแล้วว่าทำไมมันถึงดื้อดึง ไม่ใช่ดื้อหรอก ไม่เจริญ มันไม่เจริญหมายความว่ามันโง่จมดักดาน 

นี่เป็นเครื่องชี้บ่งถึงความเสื่อมความรู้ในธรรมะ อาตมาทำงานมาถึง 50 กว่าปี เขายังไม่ค่อยฟังอาตมาเลย พูดไปเถอะ พูดดีก็แล้วพูดแรงๆก็แล้ว จ้ำจี้จ้ำไช ปากเปียกปากแฉะปากฉีก มันก็ต้องทำ ไม่มีทางเลือก 

คำถามที่ถามมา ตอบไปแล้ว จะว่าได้บาปก็หนักหนักกว่างมงาย หนักกว่าบาปอีกคือมันงมงาย จนมืดไปอีกนานแสนนานมันโง่หนักมันก็จมผิดอยู่หนัก เกิดชาติแล้วชาติเล่าไปอีกกี่ชาติ หนักแล้วก็ทับถมกรรมวิบาก รับกรรมวิบากแล้วแต่บุคคลอีก ใครทำชั่วหนักบาปหนักคุณก็รับวิบากหนักไป วนเวียนอยู่นั่นแหละ ไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ แล้วคุณจะทรมานไปอยู่อย่างนั้นเหรอ 

หลงสวรรค์ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า คนที่ตายแล้วจากการเป็นมนุษย์จะได้เป็นสวรรค์นั้นน้อยกว่าน้อยนัก ยิ่งกว่ามือที่จิ้มลงไปในแผ่นดินแล้วมีดินติดอยู่ในเล็บจำนวนเท่านี้ คือผู้ที่ได้ขึ้นสวรรค์ นอกนั้นทั้งแผ่นดินคือตกนรก ให้ขนลุกขนพองบ้างหรือยังนี้เป็นต้น 

เป็นเรื่องที่ยากมากถ้าไม่เข้าใจ ถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐิ ไม่มีผู้สอนก็งมงายอยู่นานๆจะทำไงได้ คนเป็นเทวนิยมที่ยังต้องหลงอยู่อย่างนี้สวดอ้อนวอนกันทั้งนั้น มีพุทธที่เลิกสวดอ้อน จะสวดก็เป็นการสวดประณามคาถา 

อันนี้ก็สอนอีก สวดประณามคาถาแตกต่างจากสวดอ้อนวอนอย่างไร สวดประณามคาถาไม่ใช่การสวดอ้อนวอน ประณามคาถาหมายถึงว่าคำสวดนั้นร้อยเรียงขึ้นมา ซึ่งไม่ใช่ธรรมบท เป็นของสาวก แต่งคำสรรเสริญเยินยอ ระลึกถึงบุญคุณของศาสนา ของพระพุทธเจ้า ผู้ที่มีบุญคุณต่อศาสนา ต่อพระธรรม ต่อพระพุทธเจ้า ก็แต่งภาษาขึ้นเอง ซึ่งไม่ใช่ธรรมบท ไม่ใช่คำตรัสพระพุทธเจ้า ไม่ใช่คำสอน แต่เป็นคำสรรเสริญคุณของธรรมะพระพุทธเจ้า หรือสรรเสริญคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ 

คุณจะสวดพร้อมกัน คุณจะสวดใส่ทำนองยังไงก็สวดไปสิ แต่ธรรมวินัยก็บอกแล้วว่าอย่าไปหาเรื่องสวดใส่ทำนอง หรือว่าลากเสียงอันยาว เสียงสั้นก็ไปลากเสียงยาว เสียงยาวก็ลากให้ยาวไปอีกมันก็ผิดทั้งนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้หมดในพระไตรปิฎกข้อ 20 และข้อ 21 ในพระวินัยท่านตรัสเรื่อง อย่าไปใส่ทำนองและอย่าไปลากเสียงอันยาว เราอนุญาตแต่สรภัญญะ 

สรภัญญะก็หมายถึงว่า สระกับภัญญะ ภัญญะคือคำกล่าว สระคือการออกเสียง อนุญาตตามเสียง เสียงสั้นเสียงยาว ทีฆสระหรือรัสสระ คำกล่าว สระ กับ ภัญญะ คำกล่าวมันบอกว่าอย่างไร มันมีเสียงสั้นหรือเสียงยาว ก็ให้ได้ตามนั้น อย่าให้มันเกินนั้น โดยเฉพาะอย่าให้ยืดเกิน ยาวก็อย่ายาวเกิน สั้นก็แน่นอนอย่าไปยาว และอย่าใส่ทำนอง 

แต่ไปแปลกันว่า ทำนองสรภัญญะ นั่นแน่ มีเพลงๆหนึ่งชื่อว่าเพลงสรภัญญะ มีทำนองมีเมโลดี้ด้วยนะ เจ้าประคุณเอ๋ย เบี้ยวไปเลยเบี้ยวบาลีไปตามความโง่ของตัวเองชัดๆ 

นี่เป็นเรื่องที่ก็แรงหน่อย อาตมาพูดชัดๆก็แรง พูดกันเต็มที่ อย่างพวกเรานี้รักษาสภาพพวกนี้ไว้ได้ พวกเราก็อนุโลมตามเขาบ้างก็มีการสวด เช่นมีการสวด นะโมตัสสะ เป็นการสวดไตรสรณคมน์ สวดแสดงความเคารพนับถือ ก็ใช้อย่างสั้นๆ 

อย่างชาวอโศกมีอันนี้แน่ และก็มีสวดบทอื่นๆบ้าง ที่สวดกันอยู่ พาหุงกับมหากา อาตมาเองเห็นว่าอนุโลมกับเขาไปก่อน ก็พาสวดกัน แต่ก็ไม่ได้ใส่ทำนอง ไม่ได้ใส่เสียงยาว ไม่ได้ใส่เสียงยืดยาว ไม่ได้ใส่ทำนอง สวดพาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ก็สวดกันอย่างนี้ หรือมหากาก็สวดธรรมดา ไม่ได้อย่างที่เขาสวดกันทุกวันนี้ ทุกวันนี้สวดไปก็อนุโลมตามเขาบ้าง หรืออนุโลมพวกเราที่ยังติดยังยึดอยู่ อะไรศาสนาไม่มีการสวดมนต์เลยก็เอาให้บันไดเขานิดนึง บันไดขั้น 1 2 ขั้นก็เหลือแหล่แล้ว 

เพราะฉะนั้นเราจะสวดอยู่ก็มีพาหุงกับมหากา แล้วก็อธิบาย คำอธิบายของมหากาคำอธิบายของพาหุง อาตมาก็เคยพิมพ์เป็นเล่มออกมา ในบทพาหุง แต่มหากาไม่ได้อธิบายเป็นเล่ม แต่พาหุง8 อาตมาเคยเขียน เคยอธิบาย อ้าวผ่านอันนั้นไปก่อน 

สรุปอีกทีหนึ่งว่า สวดมนต์นั้นศึกษาดีๆ ไม่งั้นคุณก็งมงายเสียเวลาเปล่า 

ฌานโลกีย์กับฌานโลกุตระ สภาวะต่างกันเช่นไร 

_พวงบุปผา หนูรัก . กราบนมัสการ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ วันนี้ลูกมีคำถามถึงพ่อครูค่ะ เมื่อสักประมาณ 10 ปี ที่แล้ว หลังจากรู้จักและมาเข้าค่ายอาจารย์หมอเขียว ได้สักประมาณ 2-3 ปี ครั้งนั้นได้เข้าค่ายพระไตรปิฎกที่ สวนป่านาบุญ 1 มุกดาหาร วันที่กลับจากเข้าค่ายนั่งรถทัวร์ถึงกรุงเทพฯ ตอนเช้ามืด ลงจากรถทัวร์รอเรียกแท็กซี่ (เหตุการณ์ละเอียดกว่านี้แต่เล่าพอเข้าใจ) 

และวันนั้นลูกโดนแท็กซี่ว่ากล่าวด้วยคำพูดที่ไม่ดี รู้สึกทุกข์ใจมาก และเริ่มทำทุกข์ทับถมตน ว่ายังลดกิเลสไม่ได้จึงต้องรับวิบากแบบนี้ เพราะช่วงนั้นยังมีอาการเอาแต่ใจตัวเองมากอยู่ ยังลดได้ยากเพราะเป็นมานาน และในวันนั้นรู้สึกได้ว่าตัวเองทุกข์มาก ทุกข์จะเป็นจะตาย ถึงขั้นเข้าใกล้อาการเป็นบ้าเสียสติ และไม่อยากทำอะไรต่อเลย 

จนมีพี่จิตอาสาท่านหนึ่งเรียกแท็กซี่ให้ พอขึ้นรถได้แล้ว ปรากฏว่าช่วงหนึ่งที่รถวิ่งเป็นวงกลมบนทางข้ามแยก ทำให้สิ่งของหล่นลงจากเบาะนั่ง ในขณะที่ลูกกำลังก้มลงหยิบสิ่งของที่หล่น ก็เกิดเห็นภาพคนๆ หนึ่ง ที่ลูกเคยว่าเขาด้วยคำพูดที่ไม่ดี (คำเดียวกันเลยกับที่แท็กซี่ว่ากล่าวลูก) เพื่อให้เขาหยุดทำไม่ดีกับลูก 

ทันใดนั้นอารมณ์ที่กำลังทุกข์มากๆ กลับกลายเป็นอารมณ์หัวเราะไม่หยุด จนต้องใช้ผ้าปิดปากเพราะคุมอาการไม่อยู่ และวันนั้นก็มีอารมณ์ กรึ่มทั้งวัน และลองนึกกลับไปถึงอาการทุกข์ก่อนหน้านี้ ไม่มีอาการทุกข์เหลืออยู่เลย และขณะนั้นก็ไม่เข้าใจ ว่าอาการที่เกิดขึ้นคืออะไร 

เมื่อได้ฟังธรรมจากพ่อครูและอาจารย์หมอเขียวบ่อยเข้า จนได้ฟังเรื่อง จรณะ 15 ลองตรวจใจตัวเองดูว่าปฏิบัติไหม ก็ปฏิบัติได้ประมาณหนึ่งค่ะ แต่ก็ไม่แน่ใจ 

ขอกราบเรียนถามพ่อครูว่า สิ่งที่ได้ใช่ฌานหรือไม่ค่ะ เมื่อได้แล้วเรื่องหนึ่งเรื่องอื่นจะทำได้ไหม คะ เพราะหลังจากนั้น เมื่อมีเรื่องทุกข์ใจเข้ามาก็ไม่ทุกข์มากเหมือนเดิมแล้วเจ้าค่ะ และอาการเอาแต่ใจตัวเอง ก็ได้ลดลงมากตั้งแต่วันนั้นแล้ว กราบขอบพระคุณค่ะ

พ่อครูว่า…โอ้โหอาการหนักแสดงว่าเป็นคนสุดโต่ง โต่งไปโต่งมาระวังเถอะจะออกนอกโลก 

โอ้โห สรุปรวมตัวเองอาการที่ตัวเองได้รับมาถามว่าใช่ฌานหรือไม่ 

ถ้าเอาอันนี้มาเป็นเครื่องยืนยันว่า ทุกข์ก็ไม่ทุกข์มากเหมือนเดิมแล้ว อาการเอาแต่ใจตัวก็ลดลงด้วย เอาอันนี้มาเป็นเครื่องยืนยันว่านี่เป็นฌานหรือเปล่าก็ใช่ ใช่ เป็นอาการเจริญของจิต ฌานคือความเจริญของจิต 

อ้าวมาขยายความเป็นฌาน ฝากไว้ก่อน เอาอันนี้ให้จบก่อน 

_เยาวลักษณ์ วัฒนเสรีกุล . น้อมกราบนมัสการพ่อครู ท่านสมณะ สิกขมาตุด้วยความเคารพสุดเศียรสุดเกล้า สักประมาณเดือนหนึ่ง ลูกได้มีเรื่องโต้เถียงกับน้องสาว สัก 20 นาที แบบเสียงดังลั่นบ้าน เพราะแรงอารมณ์พลุ่นพล่านทั้ง 2 ฝ่าย เพราะลูกขาดสติ พอลูกมีสติลูกเลยหยุดพูดโต้เงียบทันที 

เรื่องที่ลูกได้ว่าน้องสาว (น้องสาวไม่ได้ฟังพ่อครู) น้องสาวยังจะให้ลูกพูดแก้ที่ลูกว่าเค้า ลูกก็เลยบอกว่าไม่พูดแล้ว ให้น้องเป็นคนถูกเพราะการที่รู้ทันกิเลสนี้เอง ลูกหยุดแบบไม่ขุ่นเคืองน้องสาวเลย เมื่อหยุดพูดทั้งที่น้องสาวเเช่งลูกด้วยในตอนที่ทะเลาะกัน ลูกไม่เก็บเอามาคิดเลยค่ะ 

นี้คือการพิสูจน์ได้ว่า เพราะเราขาดสตินี้เอง กิเลสมันเลยขึ้น ถ้าเรารู้ทันกิเลสเลย จะไม่ต้องมาเถียงกันเลย อย่างที่พ่อครูว่าจริงด้วย บุญคือการชำระกิเลสทุกๆทางค่ะ ขอบพระคุณที่พ่อครูสอนค่ะ

พ่อครูว่า…ใช่ บุญคือการชำระกิเลสทุกๆทาง 

กลับไปที่ฌานก่อน ที่ได้ค้างไว้ 

ฌานเป็นเรื่องใหญ่มาก ฌานวิสัยเป็นอจินไตย ผู้ที่จะเข้าใจเรื่องฌานของศาสนาพุทธได้ ยากมาก เพราะมันไม่ได้เป็นอย่างที่เข้าใจกันอยู่ทุกวันนี้ว่า ฌานคือต้องนั่งหลับตา แล้วเข้าไปอยู่ในภพนิ่งสงบ ไม่มีนิวรณ์ 5 ได้ นี่คือการที่จิตมีฌานแล้ว แต่หลับตานั่งสะกดจิตนะ แล้วอยู่ในภวังค์ อยู่ในภพข้างใน ไม่มีกาย ไม่มีกายสัมผัสรู้ข้างนอกเลย อันนี้โมฆะ ความเป็นฌานของพุทธ 100% 1,000% หมื่นเปอร์เซ็นต์ แสนเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ฌานของพุทธ 

เขาเรียกว่าฌานของเขาก็ไปหามาได้ทำได้ว่านี่คือฌาน เพราะฉะนั้นต่างเข้าใจกัน แต่เขาเข้าใจอย่างนั้นก็อย่างหนึ่งเขาก็ทำของเขาได้ แต่มันไม่ใช่ฌานของพุทธเลย 

ฌานของพุทธคือความปกติ ความสามัญ ฌานนี่เป็นประสิทธิภาพของพลังงานจิต จิตใจ จิตของเรามีประสิทธิภาพ ฌานนี่ มันเป็นประสิทธิภาพของจิตที่แต่ละคนมี แล้วก็ใช้พลังงานที่จิต แต่ละคน แล้วใช้ ค่อยๆฟังนะมันจะละเอียด ใช้อยู่กับชีวิตของตน 

ซึ่งพลังงานจิต เป็นพลังงานจิตที่เกิดการเรียนรู้ ฌานนี่มีการเรียนรู้ในตัว มันเป็นพลังงานจิตที่มีการเรียนรู้ การเรียนรู้ก็ต้องสัมมาทิฏฐิแน่นอน ถ้ามิจฉาทิฏฐิก็ผิดไปล่ะ ต้องสัมมาทิฏฐิ เป็นการเรียนรู้และฝึกฝน ฝึกฝนอบรมตนจนเกิดพลังงานจิต เจริญขึ้น เจริญขึ้น ให้ตนได้ใช้ ในชีวิตลืมตาสามัญปฏิบัติตามธรรมพระพุทธเจ้า ศีล สมาธิปัญญา หรือจรณะ 15 วิชชา 8 ปฏิบัติไปตามสัมมาทิฏฐิอย่างนี้ หรือปฏิบัติ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา 

ผู้ที่ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ก็จะเจริญไปลำดับ ในชีวิตสามัญ ไม่ใช่ไปหาวิธีการนั่งหลับตา หาที่เงียบที่สงบไม่เกี่ยวข้องอย่างอื่น ไม่ใช่ เป็นชีวิตสามัญที่จะอยู่กับคนทั่วไป ทำงานอยู่ มีอปัณณกปฏิปทา 3 แล้วก็เกิดสัทธรรม 7 มีจิตที่ละอายต่อสิ่งที่ผิด แล้วเราก็เลิกๆๆ มีปัญญาขึ้นมาก็หยุดไอ้สิ่งที่เป็นนั้นได้ ละอายไม่ทำในสิ่งเหล่านั้น มันเป็นเรื่องไม่เข้าท่า เดี๋ยวนี้รู้แล้วก็เลิกแล้วอย่างโน้น ก็เจริญขึ้น เจริญขึ้น เจริญขึ้นไปเรื่อยๆ 

ก็เป็นพลังงานจิตที่สูงขึ้นให้แก่เราเองเราก็ได้อาศัยพลังงานนี้เป็นชีวิตสามัญใช้ ฌานมีทั้งกำลัง ฌานมีทั้งความฉลาดเฉลียว รอบรู้มีทั้งเชิงเจโตและเชิงปัญญา ฌาน สะสมไป ก็จะยิ่งเป็น มุทุภูตธาตุ ที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งบริสุทธิ์จากกิเลสได้เท่าไหร่ ปริสุทธา ปริโยทาตา ยิ่งเป็นฌานที่ทำกรรมอย่างดี อย่างเหมาะ อย่างควร อย่างไม่มีการขาดหกตกหล่น สิ่งไม่ดีไม่เกิด เกิดแต่สิ่งดี เป็นกัมมัญญาไปหมดเลย จิตก็ยิ่งจะใส ประภัสสรไปเรื่อยๆในฌาน มันจะเกิดมีคุณสมบัติอุเบกขา คือฌานที่ 4 เจริญขึ้น ยิ่งขึ้นๆๆ อย่างนี้

เพราะฉะนั้นในฌาน ถ้าเป็นฌานโลกียะก็อย่างที่เขาศึกษากันทั่วโลก แม้แต่ในศาสนาพุทธที่มิจฉาทิฏฐิ แล้วก็ไปนั่งหลับตาทำฌาน เขาก็ได้อย่างนั้นไปแล้วก็หลงงมงายมืดกันไปหนักไปเรื่อย กระทั่งไปใช้พลังงานจิตไปเล่นฤทธิ์เล่นเดช ไอ้นู่นไอ้นี่ มีทั้งอิทธิปาฏิหาริย์ มีทั้งอาเทศนาปาฏิหาริย์ ยิ่งไปกันใหญ่เลย ไม่เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ไม่ตรงกับคำสอนพระพุทธเจ้า ไม่ได้ออกจากทุกข์ มีแต่ภพแต่ชาติของความเก่ง ความวิเศษ ความรู้ ไม่มาลืมตาศึกษาปริยัติศึกษาบาลีศึกษา ไวยากรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์ เป็นยอดสาธยายได้เป็นฉันทลักษณ์  ว่ากลอนโคลง หลงระเริงไป 

เนื้อหาที่ไม่ต้องเป็นกลอนเราพูดภาษาคนกันง่ายๆอย่างที่อาตมาพูดนี้ ไม่รู้สึกเป็นรส ต้องเล่นกลอนไป ก็จะนานไปจนกระทั่งอย่างท่านเพาะพุทธก็จะจม ติดไป จะติดมากพอได้เหมือนกันนะท่านเพาะพุทธ ที่อื่นๆก็ไม่เห็นว่าจะติดมากขนาดนี้ คนที่อื่นๆเขา แต่ถ้ามีติดเอาหนัก ก็ขอฝากทิ้งไว้โยนไปให้ท่านรับหน่อย จะรับไปหรือไม่ก็ไม่รู้ ก็คงจะรับไหว เพราะว่าเป็นการเตือนกันบอกกัน ท่านก็ไม่ค่อยมาใกล้อาตมาเท่าไหร่ท่านก็ไปของท่านไป จะสร้างเวียงวังคลังนาของท่านไปเรื่อย ก็เอา ก็ว่าของท่านไป 

ฉะนั้น คำว่าฌาน คำนี้ ค่อยๆศึกษาดีๆ  ค่อยๆเข้าใจ 

ฌาน พูดกันง่ายๆว่า คือความสงบแห่งจิต ฟังดีๆนะ ความสงบมี 2 แบบ ความสงบแห่งจิต คือความดับของวิญญาณ ฌานนี่ ความดับของวิญญาณ อันนี้ลึกหลายชั้น ความดับของวิญญาณ 

วิญญาณคือธาตุรู้ วิญญาณคือเทวะ หรือธาตุรู้ที่เกิดจากภาวะ 2 ที่สังขารกันอยู่ เมื่อมันเป็นสังขารของเรา มันก็อยู่ในตัวเรา เมื่อมันอยู่ในตัวเรามันก็คืออัตตาของเรา ฟังดีๆนะ ค่อยๆอธิบายละเอียดไป 

จิต 1 กาย 1 อุปธิ 1 คนละอย่างกันนะ จิต อุปธิ กาย  

แล้วการจะดับทุกข์ ได้ ต้องชัดเจนในความเป็น กาย จิต อุปธิ หาไม่แล้ว ไม่บรรลุนิพพานแน่ อ้าว มาเริ่มจาก ความเป็นกายหรือความเป็นจิต จะแยกขาดจากกันได้อย่างไร กายกับจิต จะแยกขาดจากกันได้อย่างไรเมื่อไหร่ ในฐานะที่ชีวะ ในฐานะที่มีชีวะอยู่หรือ ไม่มีชีวะแล้ว กายกับจิตนี่จะแยกขาดจากกันแล้ว ในฐานะมีชีวิตอยู่ก็อย่างหนึ่ง ไม่มีชีวิตแล้วก็อย่างหนึ่ง ต้องรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง กันจริงๆ  ด้วยภาวะที่มีลักษณะตาม ธรรมนิยาม 5 ก็มี อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม  แท้ๆจริงๆต้องมี สภาวะ พูดพยัญชนะก็ต้องรู้ว่าอาการจิตของ อุตุนิยาม พีชะ จิต คืออย่างไร กระทั่งทำได้ก็ทรงไว้ เรียกว่า ธรรมะ 

ภิกษุที่เริ่มมาบวช ภิกษุทุกรูป อุปัชฌาย์ทุกรูป ต้องให้เรียนรู้เรื่องการแยกกายแยกจิต เป็นมูลกรรมฐาน กรรมฐานเบื้องต้นเลยเรียกว่ามูลกรรมฐานก่อนอื่นทีเดียว เดี๋ยวนี้เขาไม่ค่อยพูดถึงกันแล้วเพราะอุปัชฌาย์ไม่รู้เรื่องการแยกกายแยกจิตยังไง ดีไม่ดีไปเข้าใจว่าการแยกกายแยกจิตคือการนั่งหลับตาแล้วก็แยกจิตออกไป ลอยไปแล้วก็มาเห็นตัวเองนั่งมีกายนั่งแข็งอยู่ อาตมาก็เคยทำพวกนี้ นั่ง เห็นกายตัวเองนั่งอยู่ ดีไม่ดีเลยเถิดไปถึงขั้นว่า จิตออกจากกายแล้วเห็นตัวเองนอนตายอยู่ตรงหน้า เลยเถิดไปถึงขนาดนั้น สมมุติว่าตัวเองตายเลย เห็นจิตตัวเองลอยออกไปจากร่างที่ตาย เสร็จแล้วก็มา กลับร่างคืนเหมือนเก่า มันก็ตลกแล้วล่ะ เขาก็เป็นอย่างนี้ เขาก็ยึดผิดกัน มิจฉาทิฏฐิกัน ก็เลยเถิดไปเรื่อยๆ 

ทีนี้มาเข้าอธิบายตัวเนื้อหา ภิกษุที่ไม่สามารถแยกกายแยกจิตได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง ตามลักษณะธรรมนิยาม 5 ถ้าไม่เข้าใจ แยกกายแยกจิตตรงตามธรรมนิยาม 5 ไม่ได้ หมดสิทธิ์ จึงหมดสิทธิ์ที่จะบรรลุนิพพานแน่นอนที่สุด ถ้าไม่เข้าใจการแยกกายแยกจิต ตามธรรมนิยาม 5 

ถ้าภิกษุที่ไม่สามารถแยก“กาย”แยก“จิต”ได้ชัดเจนแจ่มแจ้งตามลักษณะ“ธรรมนิยาม 5”จึงหมดสิทธิ์ที่จะบรรลุนิพพานแน่นอนที่สุด เพราะความเป็น“นิพพาน”นั้น ต้อง “ทำใจในใจ(มนสิกโรติ)”ของตนให้แยกเป็น“อุตุธาตุ”ได้จริงๆ มันจึงจะ“ดับ”ความเป็น‘ชีวะ”สิ้นไปจาก“จิตในจิต”และจาก“กายในกาย”ได้จริงแท้ตั้งแต่เรายังเป็นๆ  หากทำไม่ได้ ทำไม่เป็น ก็หมดสิทธิ์ที่จะบรรลุนิพพาน 

เห็นไหมว่านิพพานไม่ใช่ง่ายๆตื้นๆที่นั่งหลับตาสะกดจิตแล้วปึ้งเหมือนกับมหาบัว ไม่มีกายแม้แต่กามก็ยังไม่รู้เรื่องยังติดกามอยู่เยอะแยะ หรือแม้แต่อัตตาตอนนี้ก็ยังเป็นจิ้งจกตุ๊กแกเฝ้าเงินคงคลังของประเทศชาติไว้อยู่อย่างนั้นแหละ ก็พูดความจริงนะอาตมาไม่ได้พูดเล่น 

เพราะฉะนั้นกายหากทำไม่ได้ทำไม่เป็นแล้วก็หมดสิทธิ์ที่จะบรรลุนิพพาน 

“กายวิเวก”ยังไม่ใช่การปฏิบัติธรรม หรือการทำฌาน-ทำสมาธิ มีแต่ความเงียบ ความนิ่ง ความไม่เกี่ยวกับภายนอกที่เราไม่ต้องการรับรู้ เป็น“ความสงัด”ทางวัตถุภายนอก

ขนาดออกไปอยู่ป่าแล้วก็ยังไปนั่งหลับตา หรือไม่วุ่นวายกับข้างนอกไปอยู่ในถ้ำ เข้าป่าแล้วก็หนีผู้คนแล้วก็ยังไปอยู่ในถ้ำ ไม่เข้าไปเกี่ยวกับต้นไม้ อยู่ในถ้ำไม่มีต้นไม้ใช่ไหม แล้วยังนั่งหลับตาอีก เข้าไปในถ้ำแล้วก็ยังนั่งหลับตาอีกถือว่าปลีกวิเวก ไม่รับรู้อะไรเลย เราไม่ต้องรับรู้เป็นความสงัด ไม่ใช่สงบ มันเป็นความสงัดจากวัตถุภายนอกเท่านั้น 

“ความสงัด”คือ วิเวก “ความสงบ”คือ ปัสสัทธิ สองคำนี้เป็น“เทฺว”ที่จะต้องแยกแยะศึกษากันให้สุขุมประณีตอย่างที่สุด 

เพราะเป็น“ภาวะ ๒ (เทฺว)” ที่มี“ความลึกซึ้งหมุนรอบเชิงซ้อน
​(คัมภีราวภาโส)มีนัยะละเอียดลึกล้ำสุดๆ

“วิเวก”จะเน้นไปในรอบกว้างออกทางภายนอก ไปป่าเขา ถ้ำ ฯลฯ สู่ความเป็นสังคมไม่เจริญของมนุษย์ เป็นมนุษย์ป่าเถื่อนเป็นมนุษย์ผีตองเหลืองไปโน่นเลย ยิ่งเข้าไปหาความเงียบความนิ่งแบบพาซื่อ ไม่มีความสลับซับซ้อน รู้ง่าย ตื้นๆ ซึ่งเป็นแนวระนาบ ไม่เป็นวิทยาศาสตร์  

ส่วน“ปัสสัทธิ”นั้นเน้นมาสู่ความลึกล้ำ เข้าหาจุดศูนย์กลางภายในจิต ที่มีประสิทธิภาพของ“จิตธาตุ” ยิ่งไวเร็ว แต่ยิ่งนิ่งแบบหมุนรอบเชิงซ้อน(ปฏินิสสัคคะ,คัมภีราวภาโส) มันมีสภาพ 1 ใน 2 ที่ลึกซึ้ง เรียกว่าเป็นสุดยอดของ ปฏินิสสัคคะ,คัมภีราวภาโส

เช่น “กายวิเวก”กับ“กายปัสสัทธิ”เป็นต้น จะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญลึกล้ำสลับซับซ้อนที่มีทิศไปกันคนละทิศ

เป็นต้นว่า “ฌาน”แบบพุทธนั้นลึกซึ้งมาก จะไม่หมายเอาแค่กรรมกิริยาตื้นๆ แค่“หลับตา”ปฏิบัติเข้าไปแล้วจึงจะเป็น“ฌาน”ซึ่งเป็น“ฌาน”ที่มี“ฤทธิ์เก่งก็แค่ภพภายในจิตเท่านั้น” 

“ภายนอกจิต”ไม่ได้ฝึกฝน ไม่มีความสามารถทำได้จริง 

แต่“ฌานของพุทธ”จะมีได้ในคนปกติ“ลืมตา”โต้งๆจึงมี“ความสงบ(ปัสสัทธิ)”ที่มีประสิทธิภาพเป็นคุณวิเศษยิ่งกว่า

“ฌานหลับตาแบบที่มีได้แค่กว้างลึกในภพขณะ“หลับตา”

เพราะ“ฌานลืมตา”ฝึกฝนอบรมประสิทธิภาพครบภายนอกและภายในมี“สัมผัส”พร้อม จนชำนาญเชี่ยวชาญจริง 

ฌานหลับตาได้แค่สงัด ฌานลืมตาได้สงบที่กิเลสตาย

“ฌานหลับตา”อย่างเก่ง จึงได้แค่“วิเวก ๓” แค่“สงัด”

แต่“ฌานลืมตา”นั้นมีได้เป็นได้ทั้ง“วิเวก ๓”และได้ทั้ง “ปัสสัทธิ” บริบูรณ์ คือ“สงบ”แท้ เพราะ“กิเลสตายจากจิตจริง”

กิเลสตายด้วยการ“แยกธาตุ”ที่เป็น“จิตนิยาม” ออก

ได้แล้วจัดการทำให้“สิ้นสภาพจากการเป็นพลังงานขั้นจิต”ให้เหลือแค่“พลังงานพีช”บ้าง ให้หมดไปเป็น“พลังงานอุตุ”บ้าง แล้วสามารถใช้พลังงานของ“อุตุธาตุ-พีชธาตุ”ในจิตตนสำเร็จด้วย“วสวัตตี” ซึ่ง“วสวัตตี”นั้นก็คือ “การยังจิตของตนให้เป็นไปในอำนาจได้”อันเป็น“คุณวิเศษ(อุตตริมนุสสธรรม)”สุดยอดของพุทธ 

“ฌานแบบพุทธ”จึงมีประโยชน์คุณค่ายิ่งกว่า“ฌานแบบที่ไม่ใช่พุทธ”ชนิดที่เทียบกันให้เห็นๆ ให้รู้ๆกันได้ฉะนี้แล 

ความมี“ฌาน”คือ อาการในจิต “ฌานของพุทธ”นั้นจะปฏิบัติให้เกิด“ฌาน”ได้ทุกโอกาส ไม่จำเป็นจะต้อง“หลีกเร้น(สัลลีนะหรือปฏิสัลลีนะ) หรือต้องออกไปหาที่“สงัด”ปฏิบัติเลย 

“ฌานแบบพุทธ”ปฏิบัติได้ทั้งในขณะที่อยู่ในภาวะของ“กายวิเวก” ทั้งในขณะที่“กายไม่วิเวก” ดังนี้เป็นต้น

หมายความว่า ปฏิบัติได้ทั้งในขณะที่อยู่ในที่มีสัมผัสรอบตัว ทวาร ๖ เปิดรับสัมผัสอยู่ปกติ ไม่ต้องหนีออกไปหาที่“สงัด” จึงจะปฏิบัติ“ฌาน”กันได้  ไม่ต้องทำอย่างนั้นเลย 

“ฌานแบบพุทธ”จึงเป็น“ฌาน”ที่ปฏิบัติได้ทุกโอกาส ไม่จำเป็นจะต้องไปหาสถานที่“วิเวก” ซึ่งเป็นการหลีกเร้นหรือหนีการกระทบสัมผัส เพราะไม่อ่อนแอต่อ“สัมผัส”  

และไม่ต้อง“หลับตา”ปฏิบัติฝึกฝน แต่ฝึกฝนอบรม“จิต”

เข้าไปหา“จิตตสังขาร”โดยตรงเลย จึงสามารถแบบนี้กันได้

“การทำฌานโลกีย์”นั้นต้องมี“วิเวก”ขั้นที่ 1 ก่อน คือ หนีออกไปหาสถานที่“สงัด” และต้อง“หลับตา”เข้าไปอีก แล้วจึงจะทำ“ฌาน”ให้เกิด“ความสงัด”ในจิตกันต่อไปได้ ต้องมี“กายวิเวก”ด้วยการ“ซ่องเสพเสนาสนะอันสงัด” เช่น ป่า โคนต้นไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง คือมีสถานที่สงัด 

และเป็น“ผู้สงัดด้วยกาย”ที่เป็นอิริยาบถอยู่อีก นั่นคือ เดินผู้เดียว ยืนผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว นั่งอยู่ในที่เร้นลับผู้เดียว เป็นผู้เดียว เที่ยว อยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ รักษา เป็นไป ให้เป็นไป นี้ชื่อว่า “กายวิเวก”ของชาวเทฺวนิยม หรือชาวโลกีย์  

(พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สมณะเดินดิน… ฌาน ของพุทธสามารถปฏิบัติได้ทุกที่ทุกเวลา เราเคยต้อนรับพระลามะจากทิเบต เขาบอกว่าพวกเราดูไม่หยุดนิ่งทำการทำงานแต่ดูสงบ 

พวกเรานั่งฟังธรรมกันเป็นชั่วโมงก็นั่งสบาย แต่พวกหลับตามานั่งฟังธรรมะก็จะนั่งพลิกไปพลิกมา แต่พวกเราฟังแล้วจะมีวิตก วิจาร ปีติ สุข

พ่อครูว่า… “การทำฌานโลกีย์”จะปฏิบัติ“จิตตวิเวก”กันทันทีในขณะที่ไม่ต้องปลีก“กายวิเวก”ไปหาสถานที่“หลีกเร้น(สัลลีนะ)” และไม่ต้อง“หลับตา” นั้นเขาทำกัน ไม่ได้ ไม่เป็น ไม่ชำนาญ

“การทำฌานโลกีย์”ต้องอาศัย“ความสงัด”ทางภายนอก แล้วจึงจะทำความสงบ ซึ่งก็จะได้“ความสงัด”ภายใน เป็นการทำ“วิเวก”อีกที นี่คือ“การปฏิบัติฌาน”ของ“ฌานโลกีย์”ที่ทำกันอยู่ทั่วไปเป็นแบบสามัญ[เพราะปฏิบัติให้เกิด“ความสงบ(ปัสสัทธิ)ไม่ได้]  

กล่าวคือ โลกียะจะทำ“ฌาน”ได้ก็ต่อเมื่อต้องมี“วิเวก”ที่เป็น“กายภายนอก”ก่อน แล้วเรียกว่า“กายวิเวก” แล้วจึงจะทำ“ฌาน”ขั้นที่ ๒ คือ “จิตตวิเวก”กันได้

เพราะคำว่า “กาย”ของชาวโลกีย์นั้น มิจฉาทิฏฐิกันไปแล้วว่า หมายถึง“ภายนอก”อย่างเดียว ไม่มี“จิต”ร่วมด้วย 

การปฏิบัติ“ฌานโลกีย์”จึงต้องหนีเร้นไปอยู่ในที่ลับกัน

แต่“ฌานโลกุตระ”มี“กาย”ที่หมายถึงทั้ง“ภายนอกและภายใน”อยู่พร้อมกัน ไม่แยกกันเลย จึงปฏิบัติ“ฌาน”ได้ทันที เพราะมี“เวทนา”หรือ“ความรู้สึก”ต่อเนื่องกันอยู่เสมอตลอด

โดยไม่ต้องเอา“ร่างกาย”หลีกเร้น หรือหนีไปไหน ก็ปฏิบัติ“ฌาน”ได้ทันทีที่มี“สัมผัสภายนอก” มี“กายวิเวกและจิตตวิเวก”อยู่พร้อมสรรพแล้ว เพราะเรียนรู้“กายในกาย-เวทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรม”มาอย่างดี จัดการกับ“เวทนา 108”ได้เก่งตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าด้วย

ส่วน“ฌานโลกียะ”นั้น เขาไม่ได้ปฏิบัติ“ฌาน”แบบที่มี “ภายนอก” เพราะเขามีหลักเกณฑ์กันแบบนั้น เขาจึงไม่สามารถทำ“ฌาน”ในขณะที่“มีสัมผัสภายนอก”ได้แบบพุทธ จึงไม่เหมือน“ชาวโลกุตระ”ที่มีความสามารถต่างกัน 

เพราะ“โลกียะ”จัดการกับ“เทฺว”ไม่ได้ จัดการ“๒”ให้เป็น“๑”ไม่ได้นั่นเอง อันเนื่องมาจากแม้แต่คำว่า“เทฺว”ก็ดี คำว่า“กาย” ก็ดี ของชาวโลกีย์ เขายัง“มิจฉาทิฏฐิ”อยู่เลย

“กายวิเวก”ของชาวโลกีย์จึงยังหยาบ “เทฺว”ก็ยังแยกไม่ได้  “กาย”ก็แยกเป็นส่วนๆไปเสียนี่ ไม่เรียนรู้เป็นคู่ ทีละคู่ 

ส่วนชาวโลกีย์ที่ยึด“เทฺว”เป็น“๑”ก็ยิ่งหลงเทิด“เทฺว”ควบแน่นเข้าไปให้ยิ่งใหญ่หนักหนาสาหัสขึ้นไม่มีหยุดยั้งเสียอีก

ที่จริงนั้นชาวโลกีย์ที่หลงยึด“เทฺว”เป็น“๑”นั้นมันได้“หลงผิด”ไปตั้งแต่“เทฺว”นั้นคือ“๒” ก็ไปยึดว่าเป็น“๑”กันเสียแล้ว

ชาวโลกีย์หรือ“เทฺวนิยม”จึงไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความสลับซับซ้อนของ“เทฺว”ที่มันมีสลับซับซ้อนกันยิ่งอยู่เช่นนี้แล 

สมณะเดินดิน… สรุปจบ