610507_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ บทพิสูจน์มรรคผลจริงของพุทธได้ในยุคนี้
อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=1cYikLpayfMpY6kFGLPHPKeQVGASv0MQczIx6i0R29uc
ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1N5kZfa4irl7msyqfT9gauKpre05z7j2I
ดูยูทิวป์ได้ที่…
สมณะเดินดินว่า… วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศกวันนี้มีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มานั่งฟังด้วย เดือนนี้เป็นเดือนสำคัญ เรามีเดือนสำคัญสองเดือน เดือนพฤษภาคมก็เป็นเดือนสำคัญของการที่เราจะได้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า เป็นเดือนของวันวิสาขบูชา พอถึงเดือนมิถุนายนก็จะเป็นงานอโศกรำลึกที่เราจะระลึกถึงพ่อครู ซึ่งเป็นผู้ที่นำพาแสงสว่างมาให้แก่ชีวิต และเราในยุคนี้ถ้าเราไม่ได้รู้จักพ่อครู เราก็คงจะไม่ได้รู้จักพระพุทธเจ้าที่แท้จริง เราก็อาจรู้จักพระพุทธเจ้าแตกต่างกันไป บางสำนักก็รู้ว่าพระพุทธเจ้าก็คือพระพุทธรูป อาจไม่รู้จักว่าพระพุทธเจ้ามีพระปัญญาธิคุณ พระกรุณาธิคุณ พระบริสุทธิคุณอย่างไร
ในงานอโศกรำลึกปีนี้ จะมีการประกวด ประชาสัมพันธ์ การประกวดในงานอโศกรำลึก 2561
_6 มิ.ย. มีการประกวด“การทำเครื่องปรุงรสที่ปราศจากผงชูรสแลบริวาร” เช่น ซีอิ้ว เต้าเจี้ยวอื่นๆ อย่างเครื่องปรุงรสประเภทB12 พร้อมสูตร
_7 มิ.ย. มีประกวดร้องเพลงสัจจะชีวิตและเพลงชาวอโศกโดยให้แต่ละชุมชนที่ส่งประกวดคัดเลือกมาชุมชนละ 1 คน จะร้องเดี่ยว หมู่ คู่ก็ได้
ประกวด การทำอาหารที่ปราศจากผงชูรสและบริวารในช่วงเช้า
ทุกอย่างการประกวด มีรางวัลจะมอบในช่วงเย็นบนเวที
ฝากว่า ขอการแสดงบนเวทีของชุมชนด้วย ช่วยแจ้งภายในวันที่ 20 พ.ค. 2561
อิงไอดิน…084 388 0952
ฟ้าใกล้รุ่ง…080 052 1959
การเตรียมงานปีนี้มีความลงตัวทั้งภายนอกและภายใน ทางราชการให้งบฯ ในการทำถนนในหมู่บ้านเรา แต่ปัญหาคือถนนต่ำ น้ำท่วมได้ พวกเราก็เลยเดินเรื่อง ปรากฏว่าทางสท.สมาชิกสภาเทศบาล ก็บอกว่าให้ขุดลอกบุ่งเพื่อเอาดินมาถมทำถนนให้สูงขึ้นก็ดูว่าลงตัว เป็นปีพิเศษ 84 ปีและ 48 ปีในการบวชของพ่อครู
เมื่อเช้าพ่อครูบอกปัจฉาฯว่า ทุกวันนี้ พ่อครูทำงานสำเร็จแล้ว ทำความสำเร็จที่ได้มาสร้างคนอย่างพวกเรา ความสำเร็จของพ่อครูอยู่ที่ความสำเร็จของพวกเราด้วย หากพวกเราไม่สำเร็จ งานของพ่อครูก็ไม่สำเร็จด้วย และจะจริงหรือไม่จริง เรามาปฏิบัติธรรมได้มีความสำเร็จอะไรบ้าง ก็คงไม่ได้หมายความว่าต้องสำเร็จเป็นพระอรหันต์ทุกคน หากสำเร็จ เป็นพระอรหันต์ทุกคนคงจะผิดเพี้ยนไปแน่เลย อรหันต์นี้พ่อครูหมายถึง อรหันต์ในศีลข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ข้อที่ 3 เกี่ยวข้องกับสัตว์ เกี่ยวข้องกับสิ่งของ เกี่ยวข้องกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เราปฏิบัติธรรมผ่านมา 5 ปี 10 ปี 20 ปี เราพบกับความสำเร็จในชีวิตเรา ได้มากน้อยแค่ไหน ก็น่าจะเป็นช่วงเวลา ที่อาตมาว่า การเฉลิมฉลองที่ดีที่สุดก็คือทำอย่างไร ที่เราจะทำจิตของเรา วจีกรรมของเรา กายกรรมของเราให้ได้ดีที่สุด นี่จึงเป็นปฏิบัติบูชาต่อเดือนของพระพุทธเจ้า เป็นเดือนสำคัญของพ่อครู สิ่งเหล่านี้ชาวอโศกก็น่าจะได้คิดและระลึกกัน
ในช่วงเวลาที่สำคัญที่พ่อครูยังมีชีวิตอยู่ ยังมีโอกาสบอกสอนเรา อาตมารู้สึกว่า ถ้าเรามีครูบาอาจารย์ เราก็อาจไม่แน่ใจว่าครูบาอาจารย์เราบรรลุหรือไม่บรรลุ สำเร็จหรือไม่สำเร็จ ความมั่นใจของเรา เมื่ออาจารย์เรายังไม่มั่นใจเลย แล้วตัวเราจะมั่นใจได้อย่างไร
เมื่ออาจารย์มีความมั่นใจ อาตมาก็คิดว่า ชาวอโศกเป็นนักตรวจสอบอย่างยิ่งอยู่แล้ว เมื่อตัวอย่างที่เราได้เห็น มีความสำเร็จแล้ว เราได้ลงทุนมากน้อยแค่ไหน ที่จะได้เดินตามผู้นำที่มีความสำเร็จ อย่างน้อย ปริยัติ ที่ท่านพยายามพร่ำสอนบอก มุมต่างๆ จนบางทีพ่อครูก็ว่า ไม่รู้จะบอกมุมไหนอีกแล้ว แต่ปัญหาก็คือว่า อาตมาก็ยังมั่นใจว่า อีกมากคน ปริยัติ แม้แต่การฟังการทบทวน การให้ความสำคัญกับทางเดิน อาตมารู้สึกว่า อีกมากๆของญาติธรรมเราก็ยังลงทุนน้อยมากกับทิศทางปริยัตินี้ พ่อครูบอกว่า ตั้งใจอย่างนี้จึงสำเร็จ คิดอย่างนี้ทำวจีสังขารอย่างนี้จึงสำเร็จ แค่ปริยัติก็ยังรู้สึกว่าพวกเราก็ยังเงี่ยโสตสดับ ตั้งใจทบทวนก็ยังมีน้อยมาก
หรือแม้เมื่อบางคนชัดเจนปริยัติแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ แต่ละคนก็ต้องไปทบทวนว่าทำได้มากหรือน้อย บางคนฟังพ่อครูอย่างดีพิสดารลึกซึ้ง แต่ว่าเมื่อออกไปก็คุยแต่เรื่องเทวนิยมระลึกชาติโน้นชาตินี้ อย่างนี้ก็ทำให้เห็นว่า เมื่อปริยัติสำเร็จ แต่ปฏิบัติไม่สอดคล้อง ถ้าหากปฏิบัติสอดคล้องกันปฏิเวธก็คงจะสอดคล้องกัน
ในเมื่อพ่อครูยังอยู่ จะหาใครที่มีนิรุตติปฏิภาณ เอาเรื่องของนามธรรมมาชี้แจงมีการยกตัวอย่างได้ชัดเจน ขนาดสิ่งที่พ่อครูพูด เอาจิตวิญญาณนามธรรมล้วนๆมาแสดง พ่อครูพยายามเขียนแล้วเขียนอีก เพราะเป็นเรื่องยาก นามธรรม ไปเอามาเขียนเป็นเรื่องเป็นราวได้ให้คนรู้เรื่องได้ ถ้าหากไม่มีนิรุตติปฏิภาณมากพอ เอาสิ่งเหล่านี้มาให้คนได้รับรู้กัน
คิดว่าเดือนนี้และเดือนหน้าเป็นเดือนที่สำคัญ เราก็น่าให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราจะทำ ให้เข้าถึงสิ่งที่สำคัญเป็นสาระ ที่พ่อครูจะได้นำมาบอกและเปิดเผยให้พวกเรารู้กัน
พ่อครูว่า…มี sms เมื่อวานนี้ SMS 6 พฤษภาคม 2561 (พ่อครู : วิถีอาริยธรรม)
_3867คำบาลีเสียงสระอะอาอิอีอุอูเอะเอโอะโอที่พ่อครูสอนสร้างศัพท์คำกิริยาต่างๆใช่ของพจนานุกรมบาลีไทยจากพุจวนะในพระตปฎ.E- tipitakg v.3.0.5แจกวิภัตติแจงตามหมวดธาตุเช่นภูวาทิคณะใช้ออฤาเอปัจัยเป็นต้น?skk
พ่อครูว่า… เอะ โอะ ไม่มี บอกได้เลยว่าไม่ได้เอามาจากตำราไหน เอามาจากสภาวะที่มี ที่มีตำราข้างเคียงก็ตรวจสอบบ้างอันไหนมีตรงบ้างก็มีไม่ตรงบ้างก็มี ที่อาตมาเอามาพูด ก็จะไม่ตรงกับที่เขามีผู้รู้เขามีกันเป็นส่วนมาก ที่อธิบายไปแล้ว เช่นคำว่าสมาธิก็ไม่ตรงเป็นต้น คำว่า ศีล คำว่าปัญญาก็ตาม คำว่าบุญ คำว่ากายก็ตาม แต่สิ่งที่ท่านไม่เข้าใจ ท่านไม่เห็นว่ามันใช่เลยนะ แต่อาตมามั่นใจว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และศาสนาพุทธได้ผิดเพี้ยนไปจากความจริงแล้ว อาตมาพูดด้วยความจริงใจมั่นใจว่า กลับมาเถิดกลับมาสู่ความถูกต้องนี้อันนั้นมันผิด ก็พูดด้วยความจริงใจ ไม่ได้ข่ม ไม่ได้ดูถูกดูแคลน แต่พูดด้วยความจริงใจว่าอันนี้ถูก อันนั้นผิด เพราะอาตมามีความสบาย มีชีวิตทุกวันนี้ ตลอดเวลาอาตมาทำงานหนักอาตมามั่นใจว่าอาตมามีคุณธรรม มีธรรมะ ไม่ได้มีปัญหาทุกข์ร้อนลำบากกวนใจอะไร นี่เป็นคุณธรรมที่อาตมาตรวจสอบเองได้แล้ว ว่าอาตมาไม่ได้มีโลกธรรมอะไร พูดด้วยความจริงใจ เขาก็หาว่าอวด แล้วเขาก็ถือตามตำราว่า ผู้ที่อวดนั้นอวดดีอวดเก่ง แต่อาตมาไม่ได้อวดเก่ง แต่บอกความจริงเท่านั้น โดยไม่มีจิตสาเฐยจิต คือจิตอยากอวด บอกด้วยความบริสุทธิ์ใจ คนเข้าใจได้ก็มีบ้างแต่คนไม่เข้าใจมีเยอะ แล้วก็เลยไม่ศรัทธาไม่เลื่อมใส ก็สุดวิสัย แล้วจะทำอย่างไร อาตมาแสดงความจริงสู่ฟังแล้ว แต่เขาไปเลื่อมใสในสิ่งที่ไม่ใช่ความจริง อาตมาก็สุดวิสัย สุดทาง อาตมาก็ต้องแสดงตามที่อาตมาเห็นควรว่าแสดงอย่างนี้ แสดงไปจนกว่าจะตายก็ต้องทำอันนี้ ใครจะหาว่าอาตมาดันทุรังอย่างไร อาตมาก็ว่าอาตมาไม่ได้ดันทุรัง แต่อาตมาดันสุรัง ดันสุระ สุระ แปลว่าความกล้าหาญ
สิ่งที่อาตมาพูดนี้ เป็นสัจธรรมเป็นธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่ได้มาพูดเล่น หากพูดเล่นพูดผิด กรรมของอาตมาก็บาป อาตมาเชื่อกรรมวิบาก อย่างหยาบ กลาง ละเอียดอย่างไรก็เป็นจริง เป็นวิบาก เป็นสิ่งที่ไม่ควร อาตมาสอนมาจนถึงทุกวันนี้เกือบ 50 ปีแล้วจะหาบาปใส่ตัวเองทำไม จะโง่ไปถึงไหน อาตมาไม่ทำแน่นอน ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็อีกเรื่อง พูดด้วยความจริงใจอย่างนี้
ที่ถามมานี้อาตมาไม่มีความรู้เท่าไหร่ คนที่ยกตำรามาอ้างนั้นเยอะกว่าเสมอ อาตมาไม่ใช่นักศึกษาค้นคว้า พูดอย่างตรงๆไม่ได้ถ่อมตน พูดด้วยความจริงใจ ว่าอาตมาไม่ได้ศึกษาอะไรมากมาย ในชาตินี้ ระดับการศึกษาน้อย ก็ไม่ค่อยขวนขวายด้วย เป็นความไม่ดีของอาตมาเหมือนกัน อย่าเอาอย่าง
_3867รายการพุทธชีวศิลป์ของสมณะฟ้าไทมีหนังสือคำบาลี ฯดังพ่อครูกล่าวแจกไหม?อยากได้มาเรียนรู้เพิ่มเติม! skk
พ่อครูว่า…ไม่มี
พ่อครูว่า…อาตมามาแสดงธรรมที่อาตมาเข้าใจว่าเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้าจริงๆที่เป็นเช่นนี้ อย่างนี้ มี Concept อย่างนี้ มีกระบวนการกระบวนทัศน์ paradigm อย่างนี้ มีความหมายอย่างนี้ เพื่อจะให้พวกเราได้รับทราบ ก็รู้สึกว่าไม่ตรงกับผู้รู้ที่เขายอมรับนับถือกันทั่วโลก ที่เป็นมาตรฐานสังคมโลก มีการประกาศแต่งตั้งว่าเป็นผู้รู้ แต่อาตมาไม่ได้มีอะไรรับรองเลย แต่อาตมาเอาความจริงใจอย่างเดียว แล้วจริงใจกับกรรมที่อาตมาทำ อาตมากระทำด้วยความจริงใจและเจตนาทำ เพื่อแก้ไขสิ่งที่อาตมาเห็นว่าผิด ก็จะเป็นอย่างนี้ไปจนกว่า อาตมาจะตาย ผู้ที่จะแก้ไขมีบ้างหรือไม่อาตมาก็ไม่รู้ แต่เท่าที่ผ่านมาไม่ค่อยจะมี ผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่ทางโลกที่เขายอมรับนับถือกัน เขามีครูบาอาจารย์ได้รับการถ่ายทอดมา แต่อาตมาไม่มีครูบาอาจารย์ไม่มีการรับถ่ายทอดมา น้ำหนักก็จะยิ่งน้อย แต่อาตมาก็จำเป็นที่จะต้องพูดความจริง อาตมาเข้าใจ หากอาตมาต้องการให้คนยอมรับนับถือ อาตมาก็อ้างอิง อย่างที่เขานับถือกัน อาตมาก็ทำซะ เพื่อให้คุณมาเชื่อถือศรัทธา
อาตมาพูดก็ไม่ได้หยิ่งผยอง ไม่ต้องการใครมาศรัทธา หากใครมาศรัทธาก็ดี แต่อาตมาได้แต่พูดความจริงที่มั่นใจว่าควรพูด มีอยู่เท่านั้นอย่างแท้จริง แล้วก็ต้องทำอย่างนี้ไปจนกว่าจะตาย แล้วก็เจตนาต่ออายุขัยตัวเองด้วย เพื่อจะทำความจริงอันนี้ ก็ขวางหูขวางตาเขาได้ แต่มันก็จำเป็น
และมันเป็นการพิสูจน์ว่าอาตมายิ่งทำไปอาตมาทำงานบรรยายมีผู้รู้เข้าใจ เชื่อถือศรัทธาเลื่อมใสและประพฤติปฏิบัติตาม มีในสังคมยุคนี้แล้วได้ผลตามที่เข้าใจเชื่อถือนั้นจนกระทั่งเป็นสังคมขึ้นมา มีวัฒนธรรมมีพฤติกรรมสังคมแบบอโศกนี้ เขาเรียกพวกเราว่าอโศก เกิดมาตามสัจธรรม เป็นอจินไตยอย่างหนึ่งเหมือนกัน มันเกิดมามันก็เป็นจริงสำเร็จแล้วอาตมาก็จะต้องสืบต่อสืบสาน จะต้องทำอย่างสุดเรี่ยวแรงสุดความอุตสาหะวิริยะของอาตมา เพราะมันยาก และมันได้ช้าได้น้อย อาตมาก็ต้องอุตสาหะเหน็ดเหนื่อย พากเพียร โถมเต็มที่ มีแต่อย่างนั้นเท่านั้น นี่เป็นความจริงใจ
ก็อธิบายประเด็น หรือผล จุดที่เป็นจุดที่อาตมาอธิบายไปคือจุดที่ได้นั้น ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้คนไปรวย ศาสนาพุทธไม่ได้ไปสอนให้คนไปเอาเปรียบใคร มีแต่สอนให้คนไปเสียสละ อาตมาอบอุ่นแล้วก็โชคดีที่อาตมามีพระเจ้าแผ่นดินมีในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะท่านก็ตรัสตรงกับที่อาตมาพูด
เพราะศาสนาพุทธนี้ไม่ได้เอาอย่างที่โลกเขามุ่งหมายเป็นที่แบบโลกีย์ เอาแบบรวย เอาแบบโลกีย์ เป็นผู้ได้เปรียบเอาเปรียบซึ่งมันไม่ดี จนกระทั่งอาตมาพูดถึงว่ามันชั่ว อาตมาพูดแรง มันไม่ดี ไปเอาเปรียบไปได้เปรียบมันชั่ว แต่ไปได้ให้ ไปได้เสียสละเป็นการเสียเปรียบ อันนี้ต่างหากมันดี มันประเสริฐมันไม่ชั่ว อาตมาก็พูดสัจจะตัวนี้ ไม่มีทางเลี่ยง
พูดไปเขียนไปบันทึกไป ทำไป ตอนนี้ก็กำลังจะออกหนังสือ คนจนที่มีแบบ ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ท่านตรัสไปกว้างกระจายไปทั่ว เพื่อจะยืนยันสัจธรรมอันนี้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ของศาสนาพุทธ คนเจริญของพระพุทธเจ้าของศาสนาพุทธนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไปรวย อย่างที่ในหลวงเราตรัส
(1) • แบบคนจน • …ที่มาของเรื่อง
คำว่า“แบบคนจน”นี้ อาตมานำมาจากพระราชดำรัสในหลวง ร.9 ที่ชาวไทย แม้แต่ชาวต่างประเทศต่างยอมรับว่า สุดยอดแห่ง“ศาสตร์พระราชา” อันเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่จริงๆ
พระราชดำรัสของในหลวง ร.9 ซึ่งทรงชี้บ่งความชัดเจนยิ่งขึ้นของปรัชญา“เศรษฐกิจพอเพียง”แท้ๆ ที่ตรัสเจาะลงไปว่า “เศรษฐกิจพอเพียง”นั้น ก็คือ การบริหารประเทศ“แบบคนจน”เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2534 คลิปนี้“ทีวีช่องบุญนิยม”เปิดให้ดูกันอยู่ทุกวัน นั่นเองและยังมีการตรัสต่อไปอีกว่า “การขาดทุนของเรา คือ การกำไรของเรา” ก็ยิ่งขยายชัดกว่าชัดขึ้นไปอีก ซึ่งมีความวิเศษลึกซึ้งแท้จริงยิ่งยอด ในเรื่องของการบริหารประเทศ“แบบคนจน” และการมาเป็น“คนจน”
ผู้บริหารประเทศแม้จะฟังแล้วก็ไม่สามารถรับสนองพระราชดำรัสเอาไปปฏิบัติได้อาตมาก็รู้ว่าทำไม ก็เป็นธรรมดา เพราะเขาไม่เข้าใจเขาไม่ซาบซึ้งเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ให้ประเทศเป็นประเทศคนจน ให้คนเป็นคนจน เศรษฐกิจแบบคนจน ขนาดที่เขาพยายามบริหารให้คนมีฐานะดี ให้มีเงินทองข้าวของ แล้วก็พออยู่พอกิน มันก็เข็นกันไม่ได้ ทำกันก็ไม่สำเร็จ ก็ยังมีคนไม่พอมีพอกิน
คำว่า พอมีพอกิน ไม่ได้หมายความว่าวัตถุ แต่หมายถึงกิเลสของคนต่างหาก มันพอมีพอกิน โพธิสัตว์อีกรูปหนึ่ง คือคานธีก็พูดไว้ชัดว่า ทรัพยากรในโลกนี้มีเพียงพอสำหรับคนทุกคนในโลก แต่ไม่เพียงพอเลยสำหรับคนโลภเพียงคนเดียว
มันเกิดจากความขี้โลภของจิตมนุษย์ต่างหาก คนขี้โลภกอบโกยเอาเป็นของตัวเองหมดจนคนอื่นขาดแคลน สังคมก็เกิดเดือดร้อนอย่างนั้น
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของโลกไม่ได้ไปแก้ที่การสร้างวัตถุ แต่แก้ปัญหาที่ทำความรู้ความเข้าใจในจิตใจคนให้เป็นคนมีวรรณะ 9 แบบของพระพุทธเจ้าเลย หรือมีสาราณียธรรม 6 มีจิตตาม พุทธพจน์ 7 เป็นคำสอนเศรษฐศาสตร์สูงสุดของพระพุทธเจ้าแล้ว
ทีนี้ในหลวง เป็นพระโพธิสัตว์จึงซาบซึ้งในคำสอนคำตรัสของพระพุทธเจ้า อย่างที่ยืนยันอ้างอิงตรงนี้ ตรงกันที่ว่าควรให้เป็นประเทศที่เอาแบบคนจน ไม่เอาแบบคนรวยอย่างที่เขาหลงกันทั่วโลก แบบที่ก้าวหน้าแบบเขาไม่เอา มันมีแต่ถอยหลังและถอยหลังอย่างน่ากลัว ท่านก็ตรัสอย่างจริงพระทัย แต่คนเข้าใจไม่ได้ มันเป็นเรื่องยาก
อาตมาก็ได้แต่พูดและยืนยันความจริงอธิบายความจริงอันนี้ไป นี่หนังสือ คนจนที่มีแบบนี่ จะได้กระจายแจกจ่ายกันในอโศกรำลึกนี้ เป็นเล่ม 1 ส่วนเล่ม 2 ก็ค่อยออกต่อไป
เป็นความรู้ความจริงที่เป็นโลกุตระประเสริฐ คนที่จะเป็นเช่นนี้ได้ คนที่จะมาทำชีวิตเช่นนี้ มีความเป็นอยู่ที่เป็นคนจน ที่สุภระ คนจนที่ไม่ได้เดือดร้อนลำบากลำบน และเป็นคนจนที่มีประโยชน์คุณค่าต่อสังคม เป็นคนจนที่ช่วยเศรษฐกิจสังคม ที่อาตมามุ่งหมาย เขาฟังกันจะหูหัก คนจนอย่างไรจะไปช่วยเศรษฐกิจ
คนจนอย่างพวกเรานี้ช่วยเศรษฐกิจสังคม ช่วยอย่างไร ก็คือ พวกเรามีใจพอ แล้วก็ใช้น้อยกินน้อย แต่ไม่ได้ทรมานตัวเองให้สุขภาพเสียหาย ไม่ได้อยู่กันอย่างกระเบียดกระเสียร ไม่พอมีพอกิน ไม่ใช่ แต่อุดมสมบูรณ์ด้วย จนมีเหลือไปแจกจ่ายให้แก่สังคมนี่แหละคือการช่วยสังคม สะพัดออกไปด้วยวิธีการไม่เอาเปรียบ ไม่ไปแลกเปลี่ยนเอากำไรมาให้มาก แลกเปลี่ยนพอควร หากแลกเอาคืนมาน้อยได้เท่าไหร่ก็ยิ่งเจริญหรือแจกฟรีไปเลย ไม่ต้องเอาอะไรแลกเปลี่ยนมายิ่งดี ทำอย่างจริงใจอย่างนี้
การกระทำของเราแม้ยังมีคนมากระทำไม่มากนัก เพราะว่าคนจะมาทําอย่างนี้อย่างจริงใจและร่วมกันทำอย่างชาวอโศก ซึ่งกระจายเป็นชุมชนชาวอโศกทั่วประเทศ อยู่กันอย่างสาธารณโภคีและมีระบบการประพฤติมีวัฒนธรรมอยู่อย่างนี้
ทุกวันนี้อาตมาว่า เป็นผลสำเร็จแล้วลงตัวแล้ว ชาวอโศกมีเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์แบบคนจน แบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา หรือเรียกว่าเศรษฐกิจพอเพียง ทำได้สำเร็จแล้ว เป็นจริงแล้ว และก็เป็นไปโดยไม่ยากไม่ลำบาก มีผู้มาปฏิบัติตาม ส่วนผู้เป็นแกนหลักชาวอโศก ปฏิบัติได้เป็นอัตโนมัติ เป็นศีลที่แปลว่าธรรมดา ไม่ได้ยากเย็นฝืดฝืน ที่เป็นความสำเร็จแล้ว ที่ชาวอโศกได้ปฏิบัติตามคำสอนพระพุทธเจ้าหรือตามพระราชดำรัส ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นผลสำเร็จ เป็นผลได้ผลจริง โดยตัวพวกเราก็ได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบาก ได้โดยเป็นไปได้ดี
อาตมาว่าอาตมาได้ทำงานที่เป็นงานที่จะต้องทำ เป็นงานที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรทำ งานช่วยคน ให้เข้าใจสัจธรรม แล้วคนจะได้เปลี่ยนชีวิตมาเป็นชีวิตอย่างนี้ได้ นี่เป็นงานที่ดีที่สุดในโลก ไม่มีงานอะไรดีกว่านี้หรอก นี่เป็นความรู้ความเข้าใจความเชื่อมั่นของอาตมาเป็นอย่างนี้ อาตมาจึงเลือกงานนี้ เป็นคนอย่างนี้ ผู้ที่เห็นตามทำความเข้าใจตามก็ได้ผล เกิดคนชนิดนี้ขึ้นมาในสังคมโลก โดยเฉพาะคนไทย ก็เป็นคนที่ประสบความสำเร็จก่อน
อาตมาขอยืนยันว่า มันเป็นความตั้งใจเป็นความมั่นใจ ที่จะต้องเอาความรู้กับความจริงนี้มาประกาศเป็นงานสำคัญ เป็นหน้าที่ของมนุษยชาติที่ยิ่งใหญ่ อาตมาก็มั่นใจว่าได้ทำงานนี้มาเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ งานที่ไปหาเงินหาทอง ได้ลาภยศสรรเสริญนั้น อาตมาว่าอาตมาผ่านมาไม่รู้จักกี่ชาติ มาชาตินี้อาตมาถูกครอบงำ ลิงลมอมข้าวพอง เสียเวลาทางโลก 36 ปี เมื่อรู้ตัวแล้วก็ไม่เอาแล้ว รู้ตัวว่าต้องออกมาทำงานก็มาทำงานนี้ เป็นงานที่ดีที่สุด แล้วก็พากันทำจนเป็นไปได้ และก็จะพากันทำต่อไป
สิ่งเหล่านี้โลกเข้าใจยาก สังคมโลกไม่มีโลกุตระ ศาสนาไหนก็ไม่มีโลกุตระนอกจากศาสนาพุทธ มีศาสนาพุทธศาสนาเดียวที่เป็นโลกุตระ จึงจำเป็นต้องเป็นหลักให้แก่โลก ยิ่งทุนนิยม ก็เป็นยุคสมัยที่กิเลสมันหนา กิเลสมันรุนแรงเป็นโลกียะจัดจ้านมาก ยิ่งจำเป็นที่ต้องสถาปนาความรู้ที่เป็นโลกุตรธรรมลงไปให้แก่มนุษยชาติ
เป็นความต้องการเป็น demand ที่สูงมากตอนนี้ ราคาหรือค่ามาก ใครเอาชีวิตมา supply อันนี้ Supply demand ที่สำคัญยิ่งของมนุษย์โลก จึงเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด แต่คนไม่เข้าใจ
เศรษฐศาสตร์แบบโลกที่เขาทำนั้นเป็นโลกีย์ เขาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ มันเป็นแบบโลกีย์ ไม่ได้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ มันเป็นการเปลี่ยนสมบัติผลัดกันชมเท่านั้นเอง มันเป็นการแย่งชิงสมบัติผลัดกันชม จะต้องไปรวยจะต้องได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข อย่างนั้น ใครแย่งได้ ด้วยความสามารถใดๆเขาแย่งได้ก็ได้เสวยโลกียสุข คนอื่นอยากได้ก็มาแย่ง จนเขาได้อีก ก็เป็นวิบากบาป อกุศลไปเรื่อยๆ ไม่มีวิบากบุญ มีแต่วิบากบาปอกุศล อย่างดีก็แค่กุศลโลกีย์ เขาก็ได้แค่นั้น
ศาสนาพุทธสอนเรื่องบุญ สอนเรื่องรู้การกำจัดตัวโง่ที่เป็นจิตอวิชชา บุญมีหน้าที่กำจัดกิเลสหรือตัวโง่นี้ กำจัดแล้วถึงเป็นโลกุตระเป็นอาริยะ หรือที่เขาเรียกว่า สังคมควรได้ความเจริญทางนี้ที่เรียกว่าศิวิไลซ์ ทำให้เจริญแบบนี้ ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ ศิวิไลซ์แบบโลกุตระ
จะจบดอกเตอร์ทางโลกีย์มากี่ใบก็อยู่ในวงวนแก้ปัญหาไม่จบ แก้ได้แค่สมบัติผลัดกันชม ส่วนโลกุตระนั้นไม่ไปแย่งสมบัติใคร มาเป็นคนจน ใครอยากรวยก็ให้รวยให้เข็ด แล้วมาเป็นคนจนนี้ จะเป็นความสุขความสบาย หรือไม่?
ผู้ที่เข้าใจแล้วก็มาปฏิบัติ จนได้ฐานของความจริงอันนี้ บรรลุธรรมอันนี้ จะรู้เองตอบเองได้ ว่า เราก็เป็นคนจน เราก็ไม่เห็นทุกข์ร้อนอะไร ดีไม่ดีสุขสำราญเบิกบานใจด้วยซ้ำ …จริงไหม? …จริง นี่พูดเอาใจอาตมาหรือเปล่า ทำไมไม่เหมือนคนข้างนอกที่เขาไม่รู้สึกอย่างนี้
สัจธรรมอันนี้ไม่ใช่ของอาตมา เป็นของพระพุทธเจ้า แล้วผู้มีภูมิธรรมอย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็เห็นเช่นเดียวกัน แม้แต่คานธีก็พูดสอดคล้องกัน ต้องมีภูมิของศาสนาพุทธเช่นนี้จึงพูดได้สอดคล้องกัน ก็ต้องเอามาประกาศให้คนได้รู้เพิ่มขึ้น มันเป็นการช่วยโลกอนุเคราะห์โลก ช่วยเหลือมนุษยชาติอย่างแท้จริง สุดยอดของความจริงของความรู้ ซึ่งคนเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ แต่อาตมามั่นใจว่าอาตมาเข้าใจได้ถูกต้อง
สิ่งที่ได้นำมาพูด ก็จะพูดอย่างนี้ต่อ จะเผยแพร่ต่อไปเพราะทำให้สังคม ถ้าได้ความรู้ชนิดนี้แล้วจะทำให้สังคมดีสังคมสบาย เป็นสุขอบอุ่นดีจริงๆ ขอยืนยันเลย
แก้ไขด้วยทฤษฎีพระพุทธเจ้า ที่จริงเมืองไทยไม่ต้องไปออกกฎหมายอะไร ออกศีล 5 เป็นกฎหมายใหญ่ของประเทศ เอาศีล 5 มาเฉลี่ย ปรับโทษ สร้างหลักเกณฑ์ เอาศีล 5 มาแจกแจง
เช่น คนมีชีวิตในสังคมเกี่ยวกับสัตว์เกี่ยวกับคน ใครไปเบียดเบียนสัตว์เบียดเบียนคน ก็ปรับโทษ เบียดเบียนแบบไหนขนาดไหนก็กำหนดขอบเขตของโทษ เหมือนอย่างในศาสนา โทษแค่นี้ก็ปลงปาจิตตีย์ หนักขึ้นเป็นถุลลัจจัย สังฆาทิเสสแม้แต่โทษปาราชิกก็ตาม เป็นต้น ซึ่งเอาศีล 5 นี้แหละ มาทำเป็นกฎหมายประเทศเหมือนอย่างชาวอิสลาม เขาก็เอาหลักธรรมของพระเจ้า ของพระศาสดามาเป็นกฎหมาย เขาไม่มีการไปแก้อะไรออกจากศาสนา ของไทยเรา เราก็ทำได้ แล้วศาสนาของพระพุทธเจ้า ศีล 5 นี้ ถ้าทำให้ดี เข้าใจถึง ศีล 26 จุลศีล มัชฌิมศีล 10 ข้อ มหาศีล7 ข้อ หากปฏิบัติตามนี้ได้ก็จะเจริญ
แต่พูดไปเขาก็สองไพเบี้ย นิ่งเสีย..ตำลึงทอง อาตมาก็ไม่เอาแบบนี้ หากนิ่งไป ก็เสียหายไปหมดกับสังคม อาตมาก็เลยต้องพูดมาก ไม่นิ่ง เพื่อจะเอาสิ่งที่จริงสิ่งที่ดีงามมาเปิดเผยมาขยายกันให้เข้าใจให้รู้ความจริง
อาตมาว่าอาตมาได้พยายามนำธรรมะ เอาทฤษฎีหลักของพระพุทธเจ้ามาประกาศมาอธิบายให้คนเข้าใจได้โดยพิสดารเป็นระบบ จนได้มรรคผล เอาชีวิตมาเป็นเช่นนี้ได้ เป็นอิสระเสรีภาพ ไม่ได้ไปบังคับไม่ได้หลอกลวง ไม่ได้เอาอะไรหลอกล่อให้มา อาตมาพูดอย่างบริสุทธิ์ใจ อาตมาให้เข้าใจแล้วมากัน เข้าใจแล้วไม่มาก็ไม่มีปัญหาอะไร ถ้ามาอาตมาก็ยินดี แล้วก็ปฏิบัติร่วมกันไปให้เกิดมรรคผล ก็เป็นประโยชน์แก่สังคมมนุษยชาติต่อไป เป็นสิ่งที่ดีสิ่งที่ประเสริฐอย่างนั้น
สรุปอีกที อาตมาเห็นว่า เป็นมนุษย์ไม่ว่าชาติไหนก็ไม่มีอะไรดีเท่ากับทำให้มนุษย์รู้จักสัจธรรมที่เป็นโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่มีอะไรดีกว่า
ถ้าได้อันนี้แล้วเขาก็ไปประพฤติเอาไปใช้ในชีวิต มันก็เกิดการเจริญ ดี ไม่เบียดเบียนไม่ทำร้ายกัน มีแต่ทำประโยชน์คุณค่าให้แก่สังคม อาตมาว่าอาตมาทำงานประสบผลสำเร็จ ทำงานมา เกือบ 50 ปีก็สำเร็จ ใครจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย อาตมาไม่มีปัญหา อาตมาไม่ได้ทำอย่างเพ้อพกไป อาตมาก็ภูมิใจที่เป็นคนทำประโยชน์ให้แก่สังคมมนุษยชาติ แก่โลกด้วยซ้ำไป แต่โลกุตรธรรมนั้นไม่แพร่หลายให้รู้กันได้ง่ายๆ
ทั่วโลกเป็นศาสนาเทวนิยมแบบโลกีย์เข้าใจโลกุตระไม่ได้ แล้วศาสนาโลกุตระนี้ไม่กลัวคนจะมาแย่ง อยากให้นะ แต่ยัดเยียดไม่ได้ เท่านั้นเอง ศาสนาพระพุทธเจ้าให้เกิดความยินดีพอใจตั้งใจแล้วมาเอา ขนาดมีความยินดีพอใจตั้งใจมาเอาก็ยังไม่ง่าย หากไปยัดเยียดไม่มีทางจะได้เป็นผล ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน มูลสูตร ก็ดี ในสุริยเปยยาล 7 ก็ดี มันมีคำว่า ฉันทะอยู่ ต้องมีตัวยินดีเป็นตัวตั้ง
อย่างมูลสูตร มีฉันทะ เป็นมูลกา มีความยินดีเป็นต้นเค้าในธรรมะพระพุทธเจ้า ถ้าไม่ยินดีแล้วสูญเปล่า คนทุกวันนี้แม้แต่ชาวพุทธ 95% ในประเทศไทยไม่ได้ยินดีจะมาเอาเท่าไหร่ มียินดีมาเอานิดเดียวนี่แหละ และมียินดีจะได้โลกุตระแต่ไปแสวงหาในทางผิด หลงเ ชื่ออาจารย์ไปเที่ยวสำนักที่สอนกันผิดเยอะ พากเพียรอยู่อย่างมิจฉาทิฐิน่าสงสารก็มีเยอะ มีพวกเรานี่แหละที่สามารถมารู้จักโลกุตระแล้วเอาได้ มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธได้อย่างนี้ มีผลขึ้นมายืนยัน หลักเกณฑ์ที่เป็นวรรณะ 9 สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7
-
มาเป็นคนเลี้ยงง่าย สุภระ การเลี้ยงง่ายไม่ได้หมายถึงมักง่าย เลี้ยงง่ายคือมีสำนึกมีความเข้าใจอะไรควรจะเป็นอย่างไร มีปัญญาต่างๆ ปัญญา 7 ของโสดาบัน เข้าใจว่า อ๋อ เป็นเช่นนี้ อยู่อย่างช่วยเหลือการงานกันอย่างนี้มีปัญญาข้อที่ 5 เป็นต้น นอกนั้นก็มีปัญญาต่างๆ
-
เป็นคนบำรุงหรือพัฒนาให้เจริญง่าย สุโปสะ มีสำนึกมีความเข้าใจมีความสำเหนียกสังวรระวังของตนเอง จึงเป็นคนที่ไม่ใช่คนไม่เดียงสา คนที่ว่ายากสอนยากพัฒนายาก เป็นคนสอนง่ายพัฒนาง่าย
-
เป็นคนมักน้อยกล้าจน อัปปิจฉะ ทุกวันนี้อาตมาประสบผลสำเร็จ ให้พวกเรามาเป็นคนกล้าจน พวกเราไม่มีความลังเลสงสัยวิจิกิจฉาแล้ว ยินดีมาเป็นคนจน จนไปตลอดชีวิตจนตายเลยด้วย ไม่ได้คิดอยากจะรวย มีให้พออยู่พอกินสำหรับความจำเป็นที่เรายังมีชีวิตอยู่บ้าง แต่ถ้าไม่มีความจำเป็นอะไรก็มีสาธารณโภคี ก็ไม่ต้องไปทำจิตให้อยากได้มากหรอก ใครรู้สึกจิตตนเองมีสันโดษอย่างนี้บ้าง ยกมือซิ …เข้าใจที่อาตมาถามนะ จิตใจเราเป็นเช่นนั้นจริงๆนะ พวกเราอ่านใจในใจของตนเป็น รู้อาการจิตเราเป็นอย่างที่คำพูดใหม่ว่าอย่างนี้เข้าใจความหมาย อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นคนที่มีใจพอ กล้ามักน้อย
-
ใจพอ สันโดษ ไม่ใช่เป็นคนที่โดดเดี่ยวไปอยู่ป่าเขา โฮมอโลน ไม่ใช่ อยู่กับหมู่ฝูงนี่แหละ เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาสังคม อยู่กันอย่างสบายอยู่กันอย่างมีประโยชน์คุณค่าร่วมกัน เป็นสามัคคีเป็นเอกภาพ ไม่ใช่ศาสนาโดดเดี่ยวหนีเข้าป่าปลีกตัว ไม่ใช่ นี่คือความผิดเพี้ยนที่น่าสงสาร ก็เลยทำให้ศาสนาไม่มีคุณธรรม หรือคุณวิเศษนี้เพียงพอ อาตมานำโลกุตรธรรมนี้ ประกาศอธิบายจนพวกเรามาเข้าใจแล้วรับได้ ก็เลยเกิดอาริยบุคคลมีโลกุตรธรรมเกิดขึ้น ทุกวันนี้เกิดไว้ให้แก่โลก หรือทำให้ศาสนาพุทธเกิดแก่นสารสาระของศาสนาตั้งลงหยั่งลง ซึ่งมันได้เลือนเลอะจะหมดไปจากสังคมพุทธแล้ว อาตมาก็ได้มารื้อฟื้นอธิบายจนพวกเราเข้าใจ และพวกเราปฏิบัติตนเป็นคนที่บรรลุธรรมะพระพุทธเจ้าได้เกิดขึ้นในนี้ นี่เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของอาตมา ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ใครทำได้อย่างอาตมาก็สำเร็จเหมือนกัน อันเดียวกันก็ไม่ต้องแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ใครทำได้มากกว่าอาตมาก็ยิ่งเหนือกว่าอีก ใครทำได้น้อยก็เป็นจริงตามสัจจะ
นี่คือสิ่งที่ประเสริฐสุดในความเกิดเป็นมนุษย์ ที่จะต้องเป็นต้องทำ พยายามจะสืบทอดถ่ายทอด ให้เด็กที่พอจะมาได้ หมุนเวียนเอาไป ที่จะได้คนมาเป็นหลักก็ไม่ง่ายเลย มีน้อยแต่ก็เอาเถอะ มันได้ ได้น้อยเท่าไหร่ก็เอา เพราะมันจริง ประเสริฐ อาตมาเอาของจริงไม่ห่วงในปริมาณ หากได้ปริมาณมากก็ดีแต่มันไม่ได้ หากได้มากแต่ไม่มีคุณภาพมันก็เสีย อาตมาเน้นคุณภาพ ส่วนปริมาณนั้นน้อยไม่เป็นไร น้อยแต่มันเต็มร้อยในโลกุตระก็เอา
อาตมาเห็นความเจริญของสิ่งที่เป็นโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า ก็เลยมีกำลังใจที่จะพยายามต่ออายุขัย ให้มันยาวไปอีก เพื่อจะช่วยแนะนำ นำพาให้มันได้มากขึ้นไปอีก และพวกเราก็ยินดี หากไม่ยินดี อาตมาก็คงจะหยุดก็คงจะขอลาตาย แต่พวกเรายังยินดีอยู่อาตมาก็เลยพากเพียรอุตสาหะ
จนทุกวันนี้อาตมาก็ว่า สามารถมีพลังงานจิต ที่มีสัมประสิทธิ์ เป็นพลังงานที่จะทำให้ต่ออายุขัย ทำให้เกิดพลังงานในจิตนำพาให้ชีวิตเจริญขึ้นไปได้ จนขยายขึ้นเป็นรูปธรรม นามธรรมด้วย เรียกว่า 8 อ.
8 อ. เป็นการต่อให้อายุยืน และก็มี
-
อิทธิบาท เป็นตัวหลักเลย
-
อารมณ์ คือเวทนา การศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าอยู่ที่อารมณ์นี้เป็นต้นทาง ศาสนาพุทธนี้มีหัวใจคือว่าอริยสัจ 4 คือทุกข์ ก็คือเวทนา ทุกข์เกิดที่เวทนา ทุกข์ไม่ได้เกิดที่อื่น เกิดในเวทนาเจตสิก เพราะฉะนั้นการศึกษาศาสนาพุทธจึงต้องเจาะลงที่เวทนา แล้วก็ทำเวทนานี้แหละให้พ้นทุกข์ การพ้นทุกข์ก็คือจิตไม่ทุกข์ไม่สุข อทุกขมสุขหรืออุเบกขา ทำจิตให้อุเบกขาได้ก็เป็นฐานนิพพาน สั่งสมสภาพอุเบกขาได้ ที่พระพุทธเจ้าใช้ศัพท์ว่าเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา ในมโนปวิจาร 18 ที่เป็นเคหสิต กับเนกขัมมะอย่างละ 18
หากเข้าใจเวทนาแล้วทำได้มีวิธีการมีความสามารถทำใจในใจของเรา มนสิการหรือมนสิกโรติ ทำใจในใจของเราให้เกิดเนกขัมมสิตอุเบกขา นี้ได้จนสมบูรณ์แบบเลย กิเลสกี่ตัวก็ทำหมด เป็นอุเบกขาหมดเลยก็เป็นพระอรหันต์ ศาสนาพุทธ จำไว้ง่ายๆอย่างที่อาตมาพูด ตามสภาวธรรมที่ง่ายๆชัดๆ
ผู้ที่ศึกษาตามที่อาตมาบรรยายมามากมาย ทำแล้วก็คงจะเข้าใจไม่ยากอะไร ส่วนผู้ที่ไม่ได้ศึกษาตามแนวทางอาตมาที่พาศึกษา ก็คงจะยากมุ่นๆ เพราะท่านไปศึกษาอะไรก็ไม่รู้ ไม่เข้าเป้า มันรู้มากก็เก่งที่รู้แล้วเอาตัวรู้นั้นไปเลี้ยงชีวิต สร้างลาภยศสรรเสริญให้แก่ตัวเองไป มันไม่เข้าใจโลกุตรธรรมแล้ว
เพราะฉะนั้นจะสอนหรือพูดด้วยพยัญชนะไป โพธิปักขิยธรรม 37 นี่คือโลกุตรธรรมทั้ง 37 หากปฏิบัติถูกต้องตั้งแต่ กายในกาย จนไปถึง 37 เป็นโลกุตรธรรมที่ได้ จะเกิดผลเป็นโลกุตรธรรม 9 บุคคล 8 + นิพพาน1
ซึ่งธรรมะพระพุทธเจ้าอยู่ในพระไตรปิฎกเป็นหลักฐานอ้างอิงยืนยัน เอามาใช้ศึกษาตาม ทำความเข้าใจตามให้ชัดเจนและเป็นสัมมาทิฏฐิ และปฏิบัติจริง ถ้าตราบใด ยังมีผู้สัมมาทิฎฐิปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไม่ใช่ตรัสไว้เฉยๆ เป็นเรื่องจริง
ทุกวันนี้อาตมาก็มั่นใจว่าคนของเรา เป็นอรหันต์ได้ แม้อรหันต์จะย่อยลงมาเป็นอรหันต์ของโสดาบัน อรหันต์ของสกิทาคามี อรหันต์ของอนาคามี อรหันต์ในอรหันต์ ถ้าเข้าใจแล้ว ทุกวันนี้พวกเรามีจริง แต่ทุกวันนี้คนเข้าใจอรหันต์ผิด เข้าใจอาริยะบุคคลผิด
อาริยะ อาตมาเรียกว่า อาริยะ นะ แต่ที่เรียกกันโดยพยัญชนะที่ยึดถือกัน คือ อริยะ เอาบาลีมาเรียก หาเป็นภาษาสันสกฤตก็เป็นอารยะ
เขาบอกว่าอาริยะ ไม่มีหรอกในภาษาบาลี อาตมาก็บอกว่าพระศรีอาริย์ไง พระศรีอาริยเมตไตรย ไง เพราะฉะนั้นมันผิดเพี้ยนไปจนกระทั่งยึดมั่นถือมั่นในอริยะ ที่เข้าใจผิดอริยะคือ ฤาษีชีไพรเป็นสมถะเป็นเดียรถีย์ไป วิธีปฏิบัติก็ดีผลที่ได้ก็ดี ก็เป็นแบบสมถะแบบฤาษี ก็ได้ความสงบ ส่วนอารยะนั้นไปไกล ในสังคมโลกกว้างเป็นอารยะเจริญแบบ civilization แบบโลกเข้าใจเลย เจริญแบบวัตถุนิยม กว้างใหญ่โต หรูหราฟู่ฟ่าไปแบบนั้น คืออารยะ
ศาสนาไหนก็เข้าใจโลกุตระไม่ได้ ศาสดาศาสนาไหนก็มีความมักน้อยสันโดษ แต่มันเป็นได้ส่วนตัว มันไม่ถาวร มันไม่ยั่งยืน มันไม่ครบถ้วนทางจิตเจตสิก รูป นิพพาน มีศาสนาพุทธนั้นมีความรู้ในจิตทำให้จิตมีความถาวร นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) นี่เป็นสัจจะที่พระพุทธเจ้าตรัส เป็นพยัญชนะและพิสูจน์ความจริงนี้ได้ เดี๋ยวนี้ก็ยังพิสูจน์ได้อยู่
ที่เราทำนี้จึงไม่ได้ขัดแย้งอะไรกับสังคม แต่ขัดแย้งกับความรู้ที่เขาผิดเพี้ยนไปแล้วของเถรสมาคม เพราะท่านไปเข้าใจผิดเพี้ยนไป มันก็เลยไม่ตรงกับเรา ไม่ตรงกันเขาก็ทะเลาะกัน ดีไม่ดีเป็นวิบากต่อกันไปมันก็เลยยาก ซึ่งเราไปบังคับความรู้ ไปบังคับความเข้าใจกันไม่ได้ ผู้ใดจะเห็นด้วยเห็นดีก็มาเอา
1.อาตมาพิสูจน์ยืนหยัดยืนยัน ทำงานมา 47 ปี ไม่เคยท้อถอย มันก็มีผล มีคนปฏิบัติตามได้ผล มีสังคมกลุ่มมีพฤติกรรมสังคม มีสิ่งที่เป็นจริง มีด้านที่เป็นเศรษฐศาสตร์การเมืองสังคม อาตมาก็หยิบมายืนยันกับโลก ว่านี่แหละ จะเรียกว่าเป็นเรื่องของการเมือง ก็เป็นการเมืองของพระพุทธเจ้าที่ทำให้จิตใจเป็นแบบนี้ นี่แหละคือ การทำพรรค คือพรรคพุทธรรมที่แท้จริง มีการเมืองแบบนี้ แบบไหน ก็เป็นการเมืองแบบโลกุตระ เป็นการเมืองแบบที่มารับใช้ปวงชน ไม่เอาเปรียบปวงชนไม่เบียดเบียนใคร พึ่งตนเองรอด เป็นการเมืองที่ไม่เป็นโทษเป็นภัยกับใคร เป็นการเมืองที่ผู้บริหารไม่ต้องมาหนักใจ
ที่นี่บริหารกันเองด้วยทฤษฎีพระพุทธเจ้าแล้ว ทำตามพระพุทธเจ้าได้แล้ว จึงมีพฤติกรรมในสังคม ไม่ผิดกฎหมาย อาจจะค้านแย้งกับวัฒนธรรมที่หลงผิด เช่น วัฒนธรรมทุนนิยม วัฒนธรรมโลกีย์ วัฒนธรรมหลงอบายมุข ซึ่งดูแล้วเหมือนขัดแย้งกับเขา แต่ไม่ไปแย่งอบายมุขกับเขา ไม่ไปแย่งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ลาภยศสรรเสริญกับเขา ซึ่งวัฒนธรรมโลกีย์
-
ประเทศไหนๆก็แย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แย่งกันอย่างสุภาพสุจริตหรือแย่งกันอย่างทุจริต ขี้โกงอำมหิต ก็เท่านั้นเอง แต่ของเราไม่แย่ง ไม่แย่งแล้ว สร้างสรรเป็นเศรษฐศาสตร์
เศรษฐศาสตร์เราก็เป็นประโยชน์คุณค่า เป็นผู้ที่สร้าง สร้างแล้วเสียสละให้ ไม่เอาเปรียบเลย มีแต่สร้างแล้วเกื้อกูลช่วยเหลือ เราก็กินใช้มีปัญญาเป็นปัจจัยของชีวิต ไม่เอาแรงงานเวลาไปเสียเวลาทำงานที่ไร้สาระ งานอบายมุข แม้แต่งานไปแย่งลาภยศก็เป็นงานอบายมุข เราสร้างขึ้นมาลาภโดยธรรม ลาภธัมมิกา ขยันสร้างขึ้นมา แล้วรู้อะไรควรสร้าง อะไรไม่ควรสร้างก็เลิกเลย แต่ก่อนไปเสียเวลาแรงงานทุนรอน แต่เราไม่ควรไปเสียเวลาทุนรอนแรงงานกับมัน แต่ก่อนเราอวิชชาเราโง่ ตอนนี้เราไม่ทำ
เราใช้เวลาทำสิ่งที่เป็นสาระ เช่น ปัจจัย 4 ข้าว ผ้า ยา บ้าน ชาวอโศกก็เลยมี good will ทำอาหารไร้สารพิษได้ดี เป็นต้น ผ้า ตอนนี้ เขามีเหลือเฟือแล้วก็ไม่ต้องไปช่วยทำ ยารักษาโรค เราก็มีภูมิปัญญา คนเรามีภูมิปัญญาแต่อ้อนแต่ออก แต่ตอนนี้ก็ไปหลงยาที่เป็นสมัยใหม่มีผลข้างเคียงเยอะ ตอนนี้เราก็กลับไปสู่ความรู้แบบยาโบราณ เป็นยาสมัยเก่าเป็นยาพื้นฐานเก่าแก่ของแต่ละประเทศ แต่ละภูมิประเทศ มันก็มีพืชพันธุ์ธัญญาหารเป็นยา ก็มาศึกษาค้นคว้า เดี๋ยวนี้ประเทศไทยรู้ตัว ฟื้นขึ้นมาเยอะแล้วก็ดี เพราะยาพวกนี้มีผลข้างเคียงน้อย ยาที่สกัดเป็นสารเคมีมีผลข้างเคียงเยอะ นี่วิทยาศาสตร์การแพทย์เขาก็รู้ แต่เขาเห็นว่าอันนั้นมันเร็ว มันลัด มันอะไรก็แล้วแต่ แต่อันที่สร้างเองง่ายไม่มีผลข้างเคียงน่าจะดี
ข้าว ผ้า ยา บ้าน บ้านนี้ก็ไม่มีปัญหามาก นอกจากจะมีเงินทองสร้างแข่งอวดกัน ก็มี แต่ไม่ทำอย่างนั้นก็สร้างพอให้อาศัยสบาย นี่เป็นปัจจัยชีวิต แต่เดี๋ยวนี้เป็นบริขารมีเยอะ จนกระทั่งอาตมาต้องมีกดๆ เป็นบริขาร นี่อย่างองค์นี้ก็มี (พูดถึงสมณะเดินดิน)
มันมีโทษในนั้นก็มากมีประโยชน์ก็มีในนั้นมาก คนมีปัญญาก็เอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ คนโง่ก็สร้างความโง่ให้แก่ตัวเองเป็นโทษให้แก่สังคม ก็เป็นสัจจะ
ก็อยู่ที่ปัญญาที่ไม่ใช่แบบ เฉโก
สรุปอีกทีว่า อาตมาเกิดมาในชาตินี้ไม่สูญเปล่าไม่เป็นหมัน เกิดมาเป็นโพธิสัตว์เพื่อจะนำธรรมะพระพุทธเจ้ามาเป็นงานเป็นหน้าที่ของอาตมา ถึงวันนี้อาตมามั่นใจว่าอาตมาได้ทำงานนี้ ถึงวันนี้ ณ ลมหายใจเฮือกนี้ประสบความสำเร็จแล้วแต่ไม่หยุดจึงจะทำต่อ ใครจะทำไม?
ทำไม? อาตมาไม่ได้หรอก เพราะอาตมาชื่อ สไมย์ (ผู้ไปแจ้งเกิดก็คงจะเป็นแม่ อาจจะเขียนว่า สมัย แต่เขียนผิดว่าเป็น สไมย์) นามสกุลก็เป็นนามสกุลจำปาแพง นามสกุลของตา ตอนเกิดเป็นลูกพ่อ แซ่โง้ว แต่แม่เอานามสกุลของตาก็คือจำปาแพง นามสกุลยายก็คือ สุวรรณกูฏ ที่จริงจำปาแพงก็เป็นสายเจ้าเมือง แต่เป็นสายที่แยกไปก่อน แต่สายสุวรรณกูฏนั้นแข็งกว่า จำปาแพงนั้นแยกออกมาอีกชั้น ตาอาตมาเป็นพระพรหมสุรินทร์ แต่งงานกับยาย ปัพพาวันดี สุวรรณกูฏ แต่ต่อมาลุงหมอ เห็นว่ากระจายออกไปใช้นามสกุลอื่นอีกก็เลยตั้งนามสกุลอีกนามสกุลว่า พรหมพิทักษ์ เป็นนามสกุลกลาง
อาตมาทำงานมาจนถึงทุกวันนี้ประกาศว่า ชีวิตจะต้องเป็นชีวิตคนจน ชีวิตจะต้องเป็นชีวิตที่มีวรรณะ 9 เป็นคนเลี้ยงง่าย พัฒนาให้เจริญได้ง่าย เป็นคนกล้าจนเป็นคนมักน้อย ไม่เอามากไม่มีมาก มีใจพอ มีน้อยแค่นี้ก็พอแล้ว ใจพอสันโดษ สันตุฏฐิ เป็นคนที่มีชีวิตขัดเกลา สังวรระวังตัวเอง ขัดเกลากาย วาจา ใจ สิ่งที่ตัวเองไม่ดีไม่งาม โดยเฉพาะขจัดกิเลส มีสัลเลขธรรม เป็นชีวิตที่เดินตามธรรมะพระพุทธเจ้าศีล สมาธิ ปัญญา มีธูตะ มีศีล ปฏิบัติให้ศีลเจริญขึ้นด้วยเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็น ธูตะ เป็นศีลที่เจริญ เป็นศีลที่เคร่งตามลำดับได้
จนตัวเองเป็นคนที่มีอาการกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ปาสาธิโก เป็นอาการที่น่าเลื่อมใสน่าเคารพบูชา เป็นคน อปจยะ เป็นคนไม่สะสม อย่างพวกเรา ทำได้ก็เข้าส่วนกลางแบ่งกันกินใช้ แม้ส่วนกลางของเราก็ไม่ได้เป็นส่วนกลางที่สะสมที่จะต้องมากมายร่ำรวย อย่างที่ในหลวงตรัส แม้ประเทศเราก็ไม่ได้จะให้เป็นประเทศที่รวย เราก็พอมีพอกิน ไม่ได้ยากจนลำบากลำบนอะไร เลี้ยงตนเองรอด ซึ่งเป็นความรู้ของอาริยบุคคล เป็นความรู้ของโลกุตระที่ไม่ได้เข้าใจง่ายๆ ใครยังมีแนวโน้มเป็นโลกียะ ก็ยาก เข้าใจยาก ถ้ามีโน้มมาทางโลกุตระก็พอเข้าใจได้ อย่างในหลวงเราตรัส
ก็น่าเห็นใจนักวิชาการที่เรียนจากเมืองนอก เป็นเศรษฐศาสตร์จบด็อกเตอร์มาคนละ 5 ใบก็ตาม เมื่อฟังในหลวงตรัสแล้วก็หูหักทั้งนั้น แต่มันพูดไม่ได้เพราะในหลวงตรัส เขาก็พูดไม่ออกแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เข้าใจก็ไม่เข้าใจ ปฏิบัติตามก็ปฏิบัติไม่ได้ หนักเข้าก็เลย ทำตามศาสตร์พระราชาก็โมเมไปตามเรื่องตามราว
เราชาวอโศกนี้แหละปฏิบัติตามรอยพระยุคลบาทของในหลวง ของพระพุทธเจ้า ตรง ตามแท้ อาตมาถึงภาคภูมิใจว่าเราได้มี แม้แต่เศรษฐกิจทางด้านสังคมการเมืองก็เจริญ พวกเราเป็นความเจริญเป็นคนมี civilization เจริญอย่างที่โลกเขาอยากให้มี แต่เขาไม่รู้หรอกโลกุตรธรรม เขารู้แต่โลกีย์ สมบัติผลัดกันชม นี่เขารู้กันทั่วประเทศเลย มีแต่ประเทศไทยที่เป็นโลกุตรธรรม ไม่ไปแย่งสมบัติผลัดกันชมกับใคร แต่สร้างสมบัติเผื่อแผ่เกื้อกูลโลก เป็นพหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) เป็นอย่างนั้นจริงๆ
อาตมาพูดนี้ ใครที่ไม่มีอคติเป็นผู้เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้ารู้บัญญัติมามาก รู้ภาษาธรรมะพระพุทธเจ้ามามากๆ ถ้าไม่มีอคติเมื่อฟังก็จะเข้าใจซาบซึ้งเกิดปัญญา เกิดความรู้ความเฉลียวฉลาดจริง แต่ถ้าฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา สุสสูสัง ลภเต ปัญญัง
อาตมาก็ขอพูดตรงๆว่าภูมิใจเถิดเกิดเป็นชาวอโศก เพราะเราได้ช่วยชาติช่วยสังคมช่วยโลกตรงตามธรรมะพระพุทธเจ้า เพราะเราประพฤตินี้เป็นการช่วยโลกในตัวไม่ว่าทั้งด้านเศรษฐกิจการเมือง
การเมืองอย่างพวกเรา เป็นประชาธิปไตย อะไรเป็นการยืนยันความเป็นประชาธิปไตย สิ่งที่ยืนยันความเป็นประชาธิปไตยก็คือ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก)
พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) ทำประโยชน์ให้แก่มวลหมู่ชนเป็นอันมาก
พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) ทำให้มวลประชาชนเป็นสุขอบอุ่น
โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก)
นี่แหละคือความเป็นสุดยอดประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านได้ วิชชาสำเร็จวิชชานี้ แล้วก็เอามาประกาศตั้งแต่ในยุคพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นยุคของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคทาส คนไม่รู้จักสิทธิมนุษยชนอะไรด้วย แต่พระพุทธเจ้าเอาสิ่งนี้ พาคนมาปลดแอกจากทาส มาเป็นอิสระชนสมบูรณ์แบบ ไม่มีวรรณะไม่มีความเป็นทาส พ้นจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แล้วมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ใครมาบวชมาอยู่ในหลักเกณฑ์ธรรมนูญของพระพุทธเจ้าแล้ว ทุกคนปลดแอก ไม่ว่าจะแอกทางทาสหรือทางวรรณะ หมด ก็เท่าเทียมกันหมด พระพุทธเจ้าทำในยุคที่เป็นยุคทาส ยังไม่รู้จักเรื่องของประชาธิปไตย เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์
แต่พระพุทธเจ้าท่านทำได้ มีคนที่มีคุณสมบัติเป็นผู้ที่มีอิสระเสรีภาพสมบูรณ์แล้ว เป็นคณะเป็นมวลไปด้วยกัน แล้วท่านก็ไปเผยแพร่ลัทธิ ระบอบนี้แหละเป็นประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ ท่ามกลาง แคว้นกษัตริย์ ประเทศรัฐ ในทวีปอินเดีย แคว้นใหญ่ อย่างแคว้นโกศล เป็นรัฐใหญ่ แคว้นมคธ ท่านก็ไปประกาศท่ามกลางพระเจ้าแผ่นดินของยุคโน้น พระเจ้าแผ่นดินก็ยอมให้ท่านประกาศให้คนมาเข้ารีตก็ให้ไปเลย ให้อิสระเสรีภาพ พระพุทธเจ้าในยุคโน้นก็มีปัญญา แต่ในยุคนี้คนไม่ได้เรื่อง ถ้าอาตมาเอาโลกุตระไปประกาศในอเมริกาเขาก็จะบอกว่าไม่ได้เรื่อง พวกผู้บริหารที่มีความเข้าใจตื้นๆก็จะรับไม่ได้ แม้แต่ในประเทศไทยก็ยังยาก แม้แต่ในกระบวนการศาสนาพุทธ กระแสหลักเลยยังไม่ค่อยเข้าใจ ซึ่งอาตมาพูดนี้ไม่ได้ชวนทะเลาะหรือข่มเบ่งยกตนข่มท่านอะไร แต่มันได้ผิดเพี้ยนหายไป
เนื้อหาผิดเพี้ยนพยัญชนะที่เคยกำหนดสาระแท้ก็เลยผิดเพี้ยน เช่น ทำสมาธิก็เพี้ยน ฌานก็ไม่เป็นเช่นนั้น
อย่างในธรรมะพระพุทธเจ้านี้ เอาสามัญผลสูตรมายืนยัน สามัญผล คือปฏิบัติแล้วจะได้ผลเป็นสมณะ 4 เหล่า สมณะที่ 1 โสดาบัน สมณะที่ 2 สกิทาคามี สมณะที่ 3 อนาคามี สมณะที่ 4 อรหันต์ แล้วปฏิบัติอย่างไร
ปฏิบัติตามจรณะ 15 วิชชา 8 ปฏิบัติตามหลัก จรณะ 15 เริ่มต้นด้วยศีล แล้วก็มีการปฏิบัติที่ไม่ผิดอีก 3 สํารวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ
ปฏิบัติอย่างนี้จึงจะไม่ผิด หากปฏิบัติไม่มีการสำรวมอินทรีย์ 6 ก็ผิด แล้วคำว่าโภชเนมัตตัญญุตาก็คือให้รู้จักศึกษา สังวรระวังแล้วให้เรียนรู้จากการระมัดระวังต้องประมาณ ต้องรู้จักกิน รู้จักรับ รู้จักเอามาบริโภค หรืออุปโภค
ในการบริโภคนี่แหละมันจะต้องสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้นกาย แล้วคนก็เกิดกิเลส เราจึงจะต้องเป็นผู้รู้ทันเรียกว่า ชาคริยานุโยคะ ตื่นรู้มีสติสัมปชัญญะ มีสัมปะชานะ พิจารณาอ่านตรวจสิ่งที่สัมผัสกับตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วก็แยกแยะกิเลสออก แล้วล้างกิเลสนั้น นี่คือการปฏิบัติที่ไม่ผิดของพระพุทธเจ้า
การนั่งหลับตาปิดทวารทั้ง 5 เหลือแต่ทวารในก็ออกนอกรีต เป็นการปฏิบัติผิด ปฏิบัติผิดเพี้ยนจากพระพุทธเจ้า การปฏิบัติที่ไม่ผิดต้องเปิดทวาร มีหลักฐานอยู่นี่ไงแต่พูดอย่างไรเขาก็ไม่ชาคริยา ยังหลับหลงใหลไม่ตื่น ยึดมั่นถือมั่นอยู่อย่างนั้น เอาค้อนปอนด์ไปทุบหัวหน่อยดีไหมจะตื่นไหม ก็คงจะหัวแตกแล้วไม่ตื่น
เมื่อปฏิบัติตามจรณะ 15 คือมีศีลเป็นตัวตั้งแล้วก็ปฏิบัติตามลำดับ ก็จะเกิดสมาธิ หรือเกิดฌาน คือ มันจะมีพลังงานไฟ ฌาน คือไฟ พลังงานอุณหธาตุ ที่จะไปทำลายไฟราคะ โทสะ โมหะไปสลายได้จริงๆเลย ขอให้สร้างพลังงานฌาน หรือพลังงานอุณหธาตุ ชำระได้กำจัดได้ก็เรียกว่าบุญ บุญคือการชำระกิเลสได้ ได้ส่วนหนึ่งก็เรียกปุญญภาคิยาหรือปุญญภาค ได้จนหมดก็สิ้นอาสวะ บุญก็เลิก จบ ปุญญปาปปริกขีโณ
ความรู้อย่างนี้นั้นได้สูญไปแล้ว มันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบุญคืออะไร ไฟฌานคืออะไร ไฟราคะโทสะโมหะมี แต่ไฟฌานนี้ไม่มี ดีนะพจนานุกรมภาษาบาลีก็ยังมีคำแปลที่เป็นรากศัพท์ไม่ผิดเพี้ยนไปหมด อาตมาก็ใช้อยู่ เขาบันทึกไว้ในพจนานุกรมจึงพอพูดกันได้ ถ้าไม่มีหมดไปแม้แต่ในพจนานุกรมก็ไม่เหลือ อาตมาคงตายแน่ พูดอะไรออกไป คนก็จะไม่เข้าใจได้ง่ายๆ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)
สมณะเดินดินว่า…ฌานกับบุญ ก็ใกล้เคียง
พ่อครูว่า…บุญคือผลของฌาน ฌานเป็นพลังงานไฟไปเผากิเลส เมื่อเผาได้ก็เป็นบุญ สำเร็จผลไปได้
ที่อาตมาอธิบายไปนั้นมีสภาวะของตัวเองที่ละเอียดก็พูด ผู้มีภูมิฟังได้ก็จะชัดเจน
เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธไปไกลความจริง กลายเป็นศาสนาจารีตประเพณี มีแต่พิธีกรรมพิธีการ แล้วก็หากินอยู่กับพิธีกรรมพิธีการเท่านั้น ไม่ได้เกิดคุณค่าทางธรรมะ ไม่ได้เกิดทฤษฎีที่สำคัญที่จะตัดกิเลสได้
อาตมาขออภัยที่ต้องพูดความจริงอันนี้ ศาสนาพุทธตอนนี้หมดน้ำยาจริงๆก็น่าสงสาร แต่ก็พอช่วยขึ้นได้บ้างแล้ว แรกๆ อาตมาถูกต่อต้านหนักมากเพราะเถรสมาคมค้านแย้ง เขายึดถือเอาอาตมาหนัก หาว่าทำลายศาสนา มาล้มล้าง จนอาตมาพยายาม เอาธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธัมโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ จนทุกวันนี้ทำงานมาได้ ผู้ที่จะมาต่อต้านนั้นจะมารวมตัวกันก็คงอ่อนแรง เพราะอาตมาได้ใช้ความจริงมาอธิบายให้คนเข้าใจ แล้วมาปฏิบัติตามก็เกิดผล เกิดกลุ่มคนที่ปฏิบัติได้มรรคผลรวมตัวกันเป็นกลุ่มหมู่สังคม มีคนหาว่าอาตมาประกาศชุมชนตัวเองเป็นอาริยะ ก็มันเป็นของจริงมันก็ใช่ ใครจะว่าก็ตาม อาตมาไม่ได้คุยตัวไม่ได้อวด แต่พูดความจริงยืนยันความจริง เขาไม่เชื่อก็ไม่มีปัญหาอะไร เขาไม่เชื่อก็คือไม่เชื่อ คนที่เข้าใจเขาก็เชื่อก็เป็นของเขา อาตมาก็มีสิทธิ์มีหน้าที่ที่จะพูดความจริงด้วยความปรารถนาดีต่อมนุษยชาติต่อสังคม อาตมาก็ทำเท่านั้นเอง ไม่ได้ขัดแย้งอะไรเลยกับสากลโลก ทำอย่างนี้โลกเขาก็อนุญาตให้ทำทั้งนั้นแหละ เป็นสิ่งที่ควร
ในสามัญผลสูตร อ่านให้ดี จะเข้าใจว่าการปฏิบัตินั้น พระพุทธเจ้าให้เริ่มต้นที่ศีล แล้วปฏิบัติศีลด้วยการสำรวมอินทรีย์ แล้วก็ต้องพยายามปฏิบัติให้มีสติสัมปชัญญะให้ดี ก็จะเกิดจิตเจริญเป็นสมาธิ
ตามอปัณกปฏิปทา ก็จะเกิดสัทธรรม 7 มี ศรัทธา หิริ โอตัปปะ พหูสูตร วิริยะ สติ ปัญญา
หิริ คือ จิตที่ละอายต่อการทำบาป โอตตัปปะ คือ จิตที่เกรงกลัวต่อการทำบาป อย่างมีศีล เช่นศีล 5 เราก็อยู่กับสัตว์ทั้งหลายแหล่ เราก็ละอายที่จะไปทำร้ายไปเบียดเบียนสัตว์ หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เราอยู่กับพืชพันธุ์ธัญญาหารเลี้ยงชีพ ไม่ต้องเกี่ยวกับสัตว์เลย มีหิริโอตตัปปะ อย่าไปฆ่าเขาไปเบียดเบียนเขาเลย เราปฏิบัติเรามีหิริโอตตัปปะ มีความรู้ความเข้าใจลึกซึ้งขึ้นได้เรื่อยๆ เป็นความรู้ที่มากขึ้น เป็นพหูสูตร เป็นความจริงที่เจริญมากขึ้นเรื่อยๆ พาหุสัจจะ
แล้วก็เจริญเป็นวิริยะ สติ ปัญญา เจริญด้วยสติ วิริยะ มีอินทรีย์พละ มีพละเพิ่มขึ้น วิริยะ สติ เป็นอินทรีย์ ส่วนสมาธิไม่มีในสัทธรรม 7
อินทรีย์ 5 มี ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
สมาธิก็คือคุณธรรมของจิตทั้ง 7 ประการนี้แหละ เป็นกระบวนการที่ทำแล้วเกิด ฌาน 1 2 3 4 ใน จรณะ 15 ก็คือการเผากิเลส ทำให้จิตสะอาดปราศจากกิเลสตกผลึกลงไป ก็เป็นสมาธิตั้งมั่น นี่คือจรณะทั้ง 15 มันก็มีอย่างที่อาตมาอธิบายโดยสภาวะให้ฟังนี้
ธรรมะของพระพุทธเจ้าปฏิบัติฌาน 1 2 3 4 ก็ไม่ต้องไปนั่งหลับตา ก็มีการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ แล้วก็จะเกิด สัทธรรม 7 มีฌาน 1 2 3 4 โดยเอาศีลเป็นตัวตั้งก็จะเกิดอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ตั้งแต่ศีลข้อ 1 ศีลข้อ 2 ศีลข้อ 3 ก็ได้จรณะ 15 โดยมีปัญญารู้ตลอด ปัญญาไม่ไปไหนเป็นยาดำ คือธาตุรู้ที่รู้ยิ่ง เป็นโลกุตระ เป็นปรมัตถธรรม สัจธรรม เป็นวิชชา 8 เป็นวิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิทยญาณ เป็นโสตทิพย์ เป็นเจโตปริยญาณ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ
วิชชาทั้ง 8 นี้ เกิดจริงตามผู้ปฏิบัติที่สัมมาทิฏฐิ ก็จะเกิดวิปัสสนาญาณ ญาณรู้ หัวเลย ทุกอย่างก็คือวิปัสสนาคือการรู้อย่างเห็นๆ ปัสสะ แปลว่าเห็น เห็นด้วยภายนอกภายในมีทั้งภายนอกภายใน เห็นตามวิโมกข์ 8 ปัสสติ
วิโมกข์ 8 รูปีรูปานิปัสสติ อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิปัสสติ สุภันเตวอธิมุตโต โหติ เป็นการเจริญไปตามลำดับตามความจริงที่น่าได้น่ามีน่าเป็น สุภันเตวะ อธิโมกข์ อธิมุตติ เป็นได้ จิตใจเจริญโน้มน้อมไปหานิพพาน ไปหาวิมุติ นี่คือวิโมกข์ 3
ส่วนวิโมกข์ ข้อที่เหลือคือ อรูปฌาน อากาสาฯ วิญญานัญจา อากิญจัญ เนวสัญญาฯ สัญญาเวทยิตนิโรธ
ท่านก็เน้นว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย หากไม่มีกายก็ไม่เต็มเต็ง วิโมกข์ 8 เป็นฌานหรือเป็นสมาธิ เป็นอธิจิต ที่ไปปฏิบัติด้วยการมีสัมผัส ทั้งนอกทั้งใน มีรูปฌาน อรูปฌานในนี้เสร็จ โดยมีกายคือรูปกับนามเป็นธรรมะสอง
คำว่ากายก็ได้ผิดเพี้ยนไป เป็นรูปภายนอก เหลือแต่ดินน้ำไฟลมไม่เกี่ยวกับจิต มันก็เลยหมด 0 ศาสนาพุทธก็เลยสูญ เพราะคำว่ากายนี้เป็นธรรมะ 2 เป็นรูปนาม ธรรมะของพระพุทธเจ้าต้องเป็นธรรมะ 2 ต้องปฏิบัติจากธรรมะ 2 นี้เสมอ เทวธัมมา แล้วโดยเฉพาะตัวคำว่า ทวเยน เวทนายะ เอกสโมสรณา ภวันติ ทำให้สำเร็จลงจบลงเป็นเวทนา 1 คือ ทำให้ความรู้สึกเก๊ เวทนาเก๊หมดไป ที่เกิดจากความเข้าใจผิด มีตัณหาอุปาทานทำให้เกิดเวทนา เก๊ ก็อ่าน รู้จักเวทนาในเวทนาแล้วดับเหตุที่ไปโง่ไปหลงผิดเป็นตัณหาอุปาทาน จนพลังงานตัณหาอุปาทานหมด เวทนาเก๊ก็หมดไป เหลือแต่เวทนาแท้ เป็นเอกคตาจิต เป็นเอกสโมสรณา รวมลงเป็นหนึ่ง
ธรรมะพระพุทธเจ้านั้นเป็นธรรมะที่ทำสมาธิ ทำฌาน เป็นพลังงานอุณหธาตุ เป็นพลังงานร้อนไม่ใช่พลังงานเย็น พวกปฏิบัติผิดไปนั่งสะกดจิตให้ตัวเองจนสบายสงบจิตสงบเย็นสบายมันคนละเรื่องเลย ของพระพุทธเจ้านั้นจะต้องมีเหตุปัจจัย วิเคราะห์วิจัยรู้กิเลสต่อสู้กับกิเลสเป็นปฏิสรโณ รบกันไปรบกันมา เราพึ่งอะไร พึ่งการรบ
สรณะ แปลว่าประกอบการรบ รณะ คือการรบ รณรงค์ ก็ตาม เป็นการรบ
เราสามารถที่จะเข้าใจสภาวะธรรม โดยพยัญชนะมายืนยัน สภาวะทั้งนั้น ที่อธิบายนี้ เอาสภาวะ โดยเอาพยัญชนะของบาลีมาขยาย สามารถที่จะทำให้กิเลสดับได้ ทุกวันนี้มีสมาธิที่สัมมาปฏิบัติ กิเลสก็ดับได้ คนที่ลดกิเลสได้ก็เป็นอาริยบุคคลที่แท้จริง ใครจะว่าพวกนี้มันหลงตัวเองก็ได้ เราก็เอาความจริงที่เป็นสัจจะ เราได้แล้วเราสบาย เรามีโลกุตรธรรมเป็นอาริยบุคคลจริง เราก็รู้ของเรา คนอื่นจะไม่เข้าใจจะว่าอย่างนั้นอย่างนี้ก็เรื่องของเขา แต่เราเองเราสัมผัสอยู่มีอยู่เป็นจริงอยู่ เหมือนเราเองเราล้วงไปในกระเป๋า ธนบัตรเป็นล้านอยู่ในกระเป๋า คนก็มาถามเราว่ามีธนบัตรไหมเราก็บอกว่ามีเป็นปึกเลย เขาเห็นหน้าเราก็บอกว่าไม่มีหรอกอย่ามาโกหกเราเลย หน้าอย่างนี้ไม่มีเงินทองหรอก มีเท่าไหร่ เขาก็บอกว่าเอาล้านหนึ่ง เราก็บอกว่ามี เขาก็หัวเราะใหญ่เลยหน้าอย่างนี้มีเงินเป็นล้านหรือ เขามาล้วงกระเป๋าเราก็จะพบ ของเราอยู่ในกระเป๋าอยู่ ใครจะว่าเราไม่มีก็ไม่เดือดร้อน ไม่เห็นจะต้องไปเดือดร้อนเลย
อาตมาคนหนึ่งไม่เคยเดือดร้อนวุ่นวายอะไรเลยใครจะว่าอะไร คุณเอามาพูดได้ไหมมายืนยันได้ไหม ก็บอกว่าพระพุทธเจ้าท่านห้ามไม่ให้พูดว่ามีหรือไม่มี แล้วจะรู้หรือว่าใครมีหรือไม่มี
สมณะเดินดิน…พ่อครูพูดประเด็นหนึ่งว่า ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธัมโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ การสอนผิดผลก็ผิด แต่สอนถูกผลก็ถูก อย่างธรรมกายสอนผิดเพี้ยนผลก็ผิดเพี้ยนทำให้สังคมเดือดร้อนมีการโกงกินกัน แต่พ่อครูสอนมาเกือบ 50 ปีมีแต่คนจนลง แต่ก็เป็นสุดยอดเศรษฐกิจที่สะพัดเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติ ทุนนิยมคือสมบัติผลัดกันชม แต่สิ่งที่พ่อครูพาทำ เป็นสมบัติเผื่อแผ่แก่โลกตลอดเกือบ 50 ปีที่ทำมา เป็นสุดยอดประชาธิปไตยเป็นสุดยอดเศรษฐกิจเป็นสุดยอดสังคม



























