610623_รายการเอื้อไออุ่นอย่างอบอุ่น โดยพ่อครู งานคือสู่เหย้า นศ.ปธ.
อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=1OB2kmdzS9-GDXsqoT0FWfPZqNWfTOwXlYm4JMlhjoDo
ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1hMqnb2fvEfiZKJumzZqXkLvogKIdw257
ดูยูทิวป์ได้ที่…
พ่อครูว่า…วันนี้วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน 2561 งานคืนสู่เหย้าเข้าคืนรังสมาคมนักศึกษาผู้ปฏิบัติธรรม(นศ.ปธ)ครั้งที่ 15 วันเสาร์ที่ 23 ถึงอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน 2561 ณ สวนบุญผักพืชคลอง 13 ตำบลหนองสามวัง อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี
ก่อนอื่นขอโอกาส โอภาปราศรัยกับ SMS
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ทำงานอย่างตั้งความหวังจึงไม่ทุกข์
_ในการทำงานแต่ละครั้งเราควรจะตั้งเป้าหวังผลอย่างไรถึงจะมีความสุขครับ
พ่อครูว่า…ก่อนอื่นบอกว่าคุณตั้งเป้าหวังความสุขก็เป็นสิ่งที่ผิดแล้ว คนที่หวังความสุขก็เป็นการตั้งภพชาติใส่จิตตัวเอง ความสุขเป็นของเก๊ คนที่ยังไม่เข้าใจธรรมะลึกซึ้งก็จะมีภพชาติ สุขก็มีอนาคต ซึ่งจิตของเราไปสร้างชาติสร้างภพเอาไว้ข้างหน้า เป็นแดนเป็นถิ่นเป็นอารมณ์ เป็นจิตเป็นอารมณ์ไปสั่งว่ามันมีจะมีอารมณ์อย่างนี้ๆ เสร็จแล้ว เมื่อมันมีขึ้นมามันก็จะมีแต่โตโตๆขึ้นไปเพราะมีมันจะเพิ่มมากขึ้น เราต้องให้ไม่มีๆๆๆ จนกระทั่งมันหมด มันถึงจะสูญ
ทิศทาง 2 ทิศทางเท่านั้นมีกับไม่มี แค่นี้ ถ้าเผื่อว่าคุณบอกว่าจะมีความสุขครับ มันก็ผิดเป้าแล้ว ต้องไม่มีทั้งสุขไม่มีทั้งทุกข์ ของพระพุทธเจ้าสุดยอด ไม่ให้มีเป็นศูนย์ว่าง จะเป็นแบบอุเบกขากลางๆ จิตก็เป็นธาตุรู้ที่รู้ความจริงตามความเป็นจริงอะไร เป็นอย่างไรก็รู้ตามเป็นจริง ที่สมมุติโลกเขามีทั้งหมด จิตที่สามารถอยู่ได้อย่างรู้ความจริงตามความเป็นจริงในโลกเราก็ไม่เป็นไปตามโลก จิตก็เป็นปรมัตถ์ นอกนั้นก็เป็นสมมติของโลกเขา จิตที่เป็นปรมัตถ์คือจิตที่สูงสุดที่ไม่ไปกับโลก โลกจะเป็นอย่างไรเราก็ดูเท่านั้นเองแล้วก็ช่วยเขาไป นี่สูงสุด
เพราะฉะนั้นถ้าตั้งเป้าหวังผลอะไรอย่างไรนี่ หรือทฤษฎีพระพุทธเจ้าแล้วไม่ต้องไปตั้งจิตหวังผลอะไรทุกอย่าง ถ้าหวังผลไม่ได้ดังหวังก็จะทุกข์ ผิดหวังก็จะพบ ไม่ต้องไปหวังผลก็จะเกิดตามเหตุ เราสำคัญที่เหตุตรวจสอบตามเหตุแล้ว ประเมินตามอนาคตังสญาณ ตามความรู้ความเข้าใจที่จะเกิดตามมา ไม่ใช่ไปมีภพไปกับอนาคต มันจะมีผลเกิดตามเหตุมาเรื่อยๆ
เช่น เรารู้ว่า 1 + 1 ก็จะได้ 2 เราก็ทำ 1 ให้เต็ม สร้าง 1 ให้ถูกต้อง สร้าง 1 ให้เต็ม มันก็ไปถึง 2 เอง เกิดสอง เราก็รู้ว่าถึงแล้ว เราก็ไม่ต้องไปเสียแคลอรี่เสียเวลาพลังงาน เราก็มีหน้าที่ทําไปตามตรง
ความลึกซึ้งของจิตแค่ตั้งความหวัง ภาษาบาลีว่า สาเปกโข ไปประกอบสิ่งที่ไม่ว่าง
สา คือ การประกอบ สะก็ประกอบแล้ว สาก็ประกอบมากขึ้น ไปสร้างความว่างให้เกิดขึ้นเป็นอะไรไปเรื่อยๆ ความว่างมันไม่มีแต่ก็ไปสร้างมันขึ้นมา มันก็ว่างหลายว่าง เสร็จแล้วก็เกิดสภาพซับซ้อนขึ้นมา มีเป็นขึ้นมาทันที
อาตมาว่า อาตมาได้พยายามอธิบายธรรมะลึกละเอียดเข้าไปอีก ทุกวันๆ ซึ่งก็เป็นความเจริญ ดูให้ละเอียดลึกซึ้ง หลายครั้งก็คิดว่าเรารู้เยอะแล้วนะ แต่ทำไปก็รู้เพิ่มไปอีกยิ่งไปเจอพยัญชนะของพุทธเจ้าที่เป็นบาลีอีก ขนาดที่บันทึกในพระไตรปิฎกก็ยังไม่ครบนะ แต่มันมีเหตุปัจจัย เป็นจริงต่อเนื่องที่มีเหตุให้รู้ได้ก็ไม่มีปัญหาหากเรามีญาณรู้ได้
เช่น คำว่า ธรรมนิยาม 5 อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐไม่มีนะ อธิบายมาจากอรรถกถาจารย์สืบทอดกันมา อาตมาเจอแล้วตามบัญญัติในพยัญชนะ ไปตรวจในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ ก็ไม่มีบันทึกไว้เลย ใครจะอยู่ตรงไหน พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ ก็มาบอกอาตมาหน่อย แต่นานแล้วก็ยังไม่พบ
แต่แม้ไม่มีในพระไตรปิฎก อาตมาสัมผัสแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่คนธรรมดาจะรู้ได้นะ ธรรมนิยาม 5 อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม คือทรงไว้ซึ่งสภาพห้าอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องจะพูดเล่น เป็นสภาวะธรรมที่ลึกซึ้งซับซ้อนปฏิสัมพันธ์กันอยู่ ละเอียดมากมาย
อาตมาก็มีภูมิธรรมเพราะศึกษาตามพระพุทธเจ้ามาจนถึงบัดนี้ ก็รู้มาไม่ใช่น้อยแล้วก็ยังเห็นละเอียดลออชัดเจนและเป็นจริง เพราะว่าเรามีชีวิตจริงก็พิสูจน์กับบุคคลจริง ต้องรับสภาวะคนนี้ก็เป็นอย่างนี้คนนั้นก็เป็นอย่างนี้ ก็เป็นหลักฐานยืนยันว่าถูกต้องตามทฤษฎี ถูกต้องตามพระพุทธเจ้าสอนไม่ได้ผิดเพี้ยนเลย ซึ่งเป็นเรื่องซับซ้อนลึกซึ้ง อาตมา ด้วยความซับซ้อนพวกนี้ว่าเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน บาลีเรียกว่า คัมภีราวภาโส คัมภีคือซับซ้อน อาภาโสคือแสงสว่าง หรืออีกคำ คือ ปฏินิสสัคคะ สัคคะคือสววรค์นิสสังคคะ คือไม่มีสวรรค์ แต่มันก็มีสวรรค์เล็กสวรรค์น้อยสวรรค์ รูป อรูป ซับซ้อนอีก ปฏิคือสภาพเกิดไปเกิดมาสะท้อนไปสะท้อนมา เกิดไปเกิดมา นิสัคคะคือไม่มีสวรรค์
จะมีสวรรค์หรือไม่ก็อยู่ที่ภูมิรู้ มันมีสวรรค์ก็ล้างสวรรค์ในจิตเรา แต่มันก็จะมีซับซ้อนเป็นสวรรค์เล็กสวรรค์น้อยสวรรค์ใหญ่น้อย สวรรค์เบี่ยงลึกซึ้งซับซ้อนมาก ต้องเรียนรู้สภาวะจริงให้ชัดเจน
คนจะมีความสุข สุข มาจาก สุ คือดี กว่า ข คือว่าง ว่างนั้นแหละดี สุขะ มีความซับซ้อนทั้งพยัญชนะและสภาวะ เพราะฉะนั้นจะมีความสุขคือความว่างก็ต้องทำให้จิตมีความว่างอย่าไปยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละดี เพราะฉะนั้นถ้าไปตั้งเป้าจะไปหวังอะไรก็ไม่ดี ให้ทำเหตุอย่างเดียว เรามีวิสัยทัศน์ ไปข้างหน้า มีความรู้คำนวณไปข้างหน้า มีวิชั่น ความรู้ที่พอคำนวณไปข้างหน้าได้บ้าง ถ้าหาก 1 + 1 ข้างหน้ามันเกิดขึ้นมาก็มี 2 หรือ 1 + 2 ก็เป็น 3 อย่างนี้เป็นต้น เราก็รู้ว่าถ้าเรามี 1 ทำเหตุอีก 2 มันจะได้ผลรวมกันเป็น 3 นะ เราก็ทำเหตุ อย่าไปหลงในผลตั้งเป้าไว้
ตั้งเป้าไว้ ปัจจุบันยังไม่ก้าวหน้าเลยตั้งผลไวเสียใหญ่โต แต่ตัวเหตุนั้นยังไม่ไปหน้าถอยหลังอะไรอยู่กับที่ก็เสียแคลอรี่เสียเวลา นี่คือคนไม่รู้จะเป็นอย่างนั้น
สื่อธรรมะพ่อครู(ไอน์สไตน์) ตอน สูตรในการพัฒนาสังคมประเทศชาติ
_015สื่อมีมากประโคมแต่ข่าวร้าย ปล้นฆ่าข่มขืนไม่เว้นแต่ละวัน รัฐก็มุ่งเศรษฐกิจประชานิยมแจกแถม พัฒนาได้เพียงวัตถุ ไม่นำพาการพัฒนาคนเลย จะกอบกู้สังคมและประเทศชาติได้อย่างไรครับ
พ่อครูว่า..ที่พูดมานี้ทั้งหมดมีส่วนจริงส่วนหนึ่งส่วนไม่จริงส่วนหนึ่ง สื่อประโคมแต่ข่าวร้าย อันนี้ก็จริง เมืองไทยประโคมแต่ข่าวร้าย ข่าวดีไม่ค่อยประโคมอันนี้ขอยืนยันเลย อาตมามั่นใจว่าจะมาเป็นคนดี ไม่ค่อยประโคมให้อาตมาเลย มีแต่ประโคมแต่ข่าวร้าย คนก็เลยไปติดยึดไปหวาดหวั่นในเรื่องร้าย ดีนั้นก็จะไปฆ่าความเลวได้ ก็เอาไปแนะนำ สร้างเหตุที่ดี ทำอะไรมันถึงจะดีก็ประโคมอันนี้สร้างเหตุให้ดีและผลมันจะได้ เรามาประโคมอันนี้เถอะ เราทำเหตุ อาตมาแม่นในคำสอนพระพุทธเจ้าจึงไม่กังวลในผล อาตมาพิจารณาเหตุให้ชัดเจนชัดคมอย่างไร แล้วก็ทำเหตุให้เต็ม เมื่อทำเหตุให้เต็มที่ผลก็จะตามมาเอง เราก็ได้เต็มก็รู้ ดีไม่ดีจะเกินอีก เราต้องชัดเจนอันนี้
อาตมาวิจารณ์ไปประเด็นหนี่งแล้วอย่าไปหวังผล เอาแต่เหตุ
แล้วเรื่องประชานิยมก็น่าเห็นใจคือการให้ประชาชนได้รับประโยชน์ ก็ว่านี่ไปเลี้ยงต้อยตกเขียวไว้ ไปติดสินบนล่อไว้ ก็มองเช่นนี้ได้ ขออภัยอาตมาพูดตรงๆอย่างคนที่เขาแข็งแรงพึ่งตนเองได้อย่างพวกเรา รัฐก็ไม่ได้มาให้อะไร เราก็ไม่ได้เรียกร้องไม่ได้น้อยใจอะไร รัฐก็มองผู้ที่ควรให้ก็ให้อยู่ ถ้าไม่ให้ก็ดูโหดร้าย จะว่าเขาแจกก็ทำ แต่ว่าจะไปมองในมุมร้ายเท่านั้นทำไม อย่างเช่นเรา เราก็ให้แกประชาชนเพราะของเราพอแล้ว แล้วก็สร้างให้เกินเรากินใช้สิ่งที่มีที่เราสร้างเองนี้เหลือ เหลือเราก็เอาไปแจกจ่ายแก่ผู้อื่นได้ มีแลกเปลี่ยนขึ้นมาหมุนเวียนใช้บ้าง เราก็ทำพอสมควร เป็นหลักของเศรษฐกิจสูงสุดแล้ว อาตมาว่าได้ชัดเจนในเรื่องเศรษฐกิจของพระพุทธเจ้า สุดยอดเศรษฐกิจพระพุทธเจ้านี้ ก็คือสาธารณโภคี
ถ้ามีเวลาจะพูดตัวอย่างของพวกเราเอาบุญสบายเพราะเรามีสาธารณโภคี เราพูดจากความจริง อาตมากำลังพูดถึงเศรษฐกิจ 5 ชนิด
จะพัฒนาอย่างไรก็พัฒนาอย่างช่วยกัน รัฐบาลเขาก็ทำอยู่ เขาจะฟังอาตมาบ้างหรือไม่ก็แล้วแต่ ผู้ใดเห็นดีก็เอาไปทำผู้ใดไม่ชอบใจก็ไม่เอามันเป็นสัจจะเป็นอิสระเสรีภาพ อาตมาไม่มีปัญหา รัฐบาลท่านจะเอาหรือไม่เอาอาตมาก็มีหน้าที่พูดไป ถ้าเอาไปแล้วได้ประโยชน์ก็อนุโมทนา หากท่านทำได้ดีกว่าก็ทำไป อาตมาก็ดูอยู่ว่าขอให้ทำจะตั้งใจทำดี ความสามารถอาจจะไม่มากก็ไม่เป็นไรให้เราตั้งใจทำให้ดีมันก็ดีแล้ว แล้วก็ก้าวหน้าพัฒนาขึ้นไป ทุกวันนี้ประเทศไทยได้ขนาดนี้ก็นำโลกแล้ว อาตมาพูดอย่างจริงใจมีภูมิวัดดู
ประเทศในโลกนี้มี 193 ประเทศ ประเทศไทยเป็น Number 1 ใครจะหมั่นไส้ก็ตามพูดอย่างนี้ เฉพาะทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคม ใครไม่เชื่อก็พิสูจน์ไป ไม่มีปัญหา
ขอสรุปว่าคุณ 0015 คุณกำลังจะแย่เพราะเอาแต่เพ่งโทษและวิจารณ์ผิดไม่น้อย จริงที่ว่ามันมีข่าวร้ายปล้นฆ่าข่มขืน ประเทศไหนก็มี แต่ประเทศไทยนั้นมีน้อย ก็เพราะว่าประเทศไทยชอบเอาสิ่งร้ายมาเปิดเผยวิจารณ์ สิ่งดีไม่ค่อยพูดถึงจึงดูเหมือนมีแต่เหตุร้ายๆ ดีไม่ค่อยประกาศ เมืองไทยมีนิสัยอย่างนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไรก็ไม่เป็นไร
คุณคนนี้บอกว่าพัฒนาแต่วัตถุ คนไม่ได้พัฒนา อันนี้อาตมาเห็นใจ กลุ่มที่พัฒนาคนคือกลุ่มคนอโศก พวกที่เถรสมาคมนั้นตอนนี้ถูกชำระยังไม่สร่างเลย คนที่พัฒนาคนอยู่นี่คือคนอโศกมันมีน้อย จะไปลงโทษรัฐบาล การพัฒนาคนเป็นเรื่องของธรรมะเป็นเรื่องของพระสงฆ์เป็นเรื่องของคุณธรรม รัฐบาลเน้นไปทางวัตถุก็ถูกหน้าที่ของเขาแล้ว แต่ว่าซ้อนกันอยู่ ผู้ที่บริหารวัตถุก็ต้องมีคุณธรรมซ้อนอยู่ท่านก็มีไม่ใช่น้อยอยู่แล้วขนาดนี้ เขาใจไม่พออยู่ ถ้าเจริญกว่านี้ก็เอา แต่เท่านี้ก็พอ พอใจก่อน แต่ว่ายังไม่พอใจหรอกต้องได้มากกว่านี้ดีกว่านี้ก้าวหน้ากว่านี้ท่านก็ทำอยู่ เห็นอัตราการก้าวหน้าของผู้บริหารหากผู้บริหารไม่พัฒนาก็จะโดน สรุปแล้วมีอัตราการก้าวหน้าอยู่ อาตมาก็ไปศึกษาละเอียดเรื่องสัมประสิทธิ์ Coefficient มันมีนัยยะลึกซึ้งละเอียดระดับจิตวิญญาณพลังงานจิต
สูตรของอาตมา E=C(mc2+A)
นักคิดนักวิทยาศาสตร์มาช่วยกันพิสูจน์ตั้งแต่ของหยาบ อาตมาก็เอามาใช้ทางจิตวิญญาณอยู่ แต่ทางวัตถุ หยาบ ยังไม่ได้เอาไปใช้ ถ้าเอาไปใช้ได้จริงสูตรระเบิดไฮโดรเจนสู้ไม่ได้นะ มันมีทั้งบวกและคูณ C ใหญ่คูณข้างนอก c เล็กมีระดับยกกำลัง A เป็นเรื่องของ นามธรรม อรูป
เราทำถึงขั้น C คูณ ใครทำได้ถึงยกกำลังก้าวหน้าไปอีกก็เชิญเลย ขนาดระดับคูณทำได้ก็เหลือใช้แล้ว อาตมาก็มองไปทางแง่วิทยาศาสตร์
ขอสรุปความเห็นของคุณ ถูกหรือผิดอาตมาไม่ได้เป็นผู้พิพากษา อาตมาเห็นว่าประเทศไทยผู้บริหารผู้กระทำขณะนี้ทุกคนก็มีกรรมกริยาของเขา ที่ทำอยู่ในสังคมนี้สถานที่นี้ประเทศไทยนี้มีผล ก้าวหน้าอยู่ ความเสื่อมถอยลดลง มีความเจริญก้าวหน้าเพิ่มขึ้น ใครเขาอยากให้เจริญก้าวหน้าได้มากขึ้น แต่ว่าอยากจะช่วยจะได้อย่างไร ต้องช่วยกันหน่อย เอาแต่ตำหนิอย่างเดียวก็ต้องรู้จักบันยะบันยัง ใครจะไปทำให้ทันคุณตำหนิ
แล้วบอกว่าจะกอบกู้สังคมประเทศชาติได้อย่างไร ก็ดีแล้วที่คุณห่วงประเทศ ก็มีหน้าที่เอาแต่ตำหนิก็ไม่ว่ากันขอบคุณด้วย อาตมามองชัดเจนละเอียดได้ตามที่คุณตำหนิมา อาตมาว่าถึงอย่างไรก็อาตมาเลือกทำเท่าที่อาตมาทำได้ คุณจะตำหนิมาเท่าไหร่อาตมาก็เลือกทำเท่าที่ทำได้ อันไหนที่ทำไม่ได้ก็ขอวางไว้ก่อน คุณจะเอาคืนไปก่อนก็ไม่ว่าอะไร ไม่เอาคืนก็วางไว้ข้างๆนี้
_7680กราบนมัสการพ่อครู …ผมฟังคลิปเก่าที่พ่อครูเทศน์เรื่องวรรณะ 9 ซึ่งพระพุทธเจ้าบัญญัติขึ้นในยุคที่สังคมอินเดียถือวรรณะตามกำเนิด (อันเป็นไปตามกรรมเก่าแต่ชาติปางก่อน) ฟังแล้วได้คิดอะไร ๆ ต่อไปอีกหลายเรื่อง จนมาจบตรงที่ว่า “ยิ่งสังคมเสื่อมด้วยอบายหนักเท่าไร ธรรมะก็จะต้องยิ่งอธิศีล อธิจิต อธิปัญญาให้สูงขึ้นกว่านั้น มิฉะนั้นก็จะถูกมวลของอบายท่วมทับไปหมด” หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าเราไม่ขยับฐานให้สูงขึ้น สุดท้ายแล้วกิเลสก็จะกวาดเอาไปกินหมด …ผมเห็นคร่าว ๆ อย่างนี้ ยังไม่ชัดเจนนัก กราบนิมนต์พ่อครูอธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้แจ่มแจ้งยิ่ง ๆ ขึ้นด้วยครับ
พ่อครูว่า…การศึกษาใดไม่มีอะไรสุดยอดเท่าการศึกษา 3 นี้ ไตรสิกขา คุณเห็นได้ถูกต้องแล้วก็ปฏิบัติตาม อย่าเอาแต่รู้ แล้วตรวจตัวเองว่าทำไปตามลำดับนะเรา ตัวเราก็เท่านี้เป็นอย่างนี้อันที่เรายังไม่เป็นเราเป็นจับเอามาผิดเราก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาเป็นเลย ก็จะมาวุ่นวาย เราจะไปวุ่นวายทำไม เรายังไม่ได้เป็น เช่นเรายังไม่เป็นอันนั้นเราก็ทำเหตุให้ดี เหตุทำวันนี้ให้ดีมันก็จะได้อย่างนั้น มันมีวิสัยทัศน์มีวิชั่นไปข้างหน้าบ้างนิดหน่อยเท่านั้นเอง นี่เป็นการทำตามลำดับของพระพุทธเจ้าที่ตรัสสอนไว้อย่างน่าอัศจรรย์ ทำตามเหตุแล้วจะได้ผลอย่างนี้ อนาคตังสญาณ Vision วิสัยทัศน์ก็มีความรู้ล่วงหน้าไปนิดหน่อย อย่าไปรู้ไกลยาวมันก็เป็นการเพ้อไปทั้งนั้นเอง รู้ได้ แต่ผิดถูกก็ยังไม่รู้เลย เหตุปัจจัยที่จะแซงมาในขณะที่ทำไป เหตุปัจจัยจรอีกเยอะ อย่าไปคำนวณยาวมาก พอรู้ก็ไม่เป็นไร เอาที่เหมาะควรที่สุด แล้วเราก็จะไม่เสียเวลาแรงงานเปล่า
วรรณะ 9 อาตมาอธิบายใหม่ๆนี้เจาะลึก ขยายความละเอียดอีกมากมาย
คุณไปเอาวรรณะของอินเดียที่เป็นเทวนิยมเป็นชาวโลกีย์ไปยึดติดแค่ฐานมนุษย์ ชั้นนี้เป็นจัณฑาล พราหมณ์ ฯ เป็นต้น พระพุทธเจ้าให้เลิกยึดติดในฐานะเรานั้น ให้มาเอาคุณธรรมของตน ไม่ว่าจะเป็นนักบวชไม่ว่าจะเป็นนักบริหาร ไม่ว่าจะเป็นนักบริการ หรือนักผลิต ใน 4 สถานะนี้ อยู่ที่คุณสมบัติพฤติกรรมของแต่ละคน ถ้ามีคุณภาพคุณธรรมของกรรมที่ดี ต่อให้คุณมี ตระกูลของจันทานสืบสายเลือด แต่คุณทำอย่างพราหมณ์หรือนักบวช ทำอย่างกษัตริย์ที่มีคุณสมบัติคุณธรรมสูงส่ง อันนั้นต่างหากที่เป็นตัวสำคัญ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดในอัมพัฏฐสูตร พระสูตรที่3 ท่านตรัสละเอียดเลย อัมพัฏฐมานพมาไล่เรียงตระกูล พระพุทธเจ้าก็เลยไล่เรียงให้ฟัง แล้วก็ให้เอาที่คุณธรรม การประพฤติปฏิบัติ อัมพัฏฐะ อวดดี ในความรู้ของตนถ้าเทียบปัจจุบันก็เป็นดอกเตอร์เป็น 10 ใบ
_0591เจริญธรรม สำนึกดีครับรายการข่าวเช้านี้ในรัศมีบารมีของหลวงพ่อโพธิรักษ์ เสี้ยวหนึ่งของมนุษย์โลก กำลังช่วยคนตายให้เป็น แต่ไม่ได้ช่วยคนเป็นอย่าให้ตาย หรือ คนชั่วต้องอยู่ คนดีต้องตาย
พ่อครูว่า…เขาว่าพวกเรากู้คนตายให้เป็นแต่ไม่ได้ช่วยคนเป็นอย่าให้ตาย พูดง่ายๆคือช่วยคนเสื่อมให้เจริญ ไม่ได้ช่วยคนเจริญไม่ให้เสื่อมก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ
คนเป็นที่คุณเป็นอย่างเสื่อมยังไม่ดี เราไม่เอาอย่างที่ไม่ดีที่มันเสื่อมเราไม่เอา ก็เลาะตะเข็บเอาความเสื่อมความไม่ดีให้หมดไปเอาให้มันตาย ก็จะได้เป็นขึ้นเป็นขึ้น เราทำแต่คุณมองไม่ออก ในตะเข็บนี้เหลี่ยมนี้ เหลี่ยมที่ ช่วยคนเป็นอย่าให้ตาย
เป็นคือคนที่มีชีวิตกับความดี ตายคือคนที่ไม่ชีวิตกับความชั่ว ถ้ามีดีต้องอยู่กับดี ถ้าชั่วแล้วไปเลยตายไปเลย ตายไม่ผุดไม่เกิดเลย ตายอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ตายฝังกลบพื้นโลกอีกฝั่งหนึ่งเลย
คุณว่า หรือ คนชั่วต้องอยู่ คนดีต้องตาย แต่อาตมาว่าเราไม่ได้ทำนะ ไม่ถูกคุณขี้ตู่อาตมาแล้ว แต่ก็ดีที่ให้แง่คิด จะได้ตรวจสอบเพิ่มเติม ก็ช่วยกันเอาไปตรวจสอบ
วันนี้วันเสาร์ ที่ 23 มิถุนายน 2561 ก้าวหน้านะ 2 3 ก็ก้าวหน้ามา 4 5 6 ปีของคริสศักราชก็ 2018 มันก็ 11 แล้วก็ ไปอีก 1 แม้ปีไทยก็ 2561 ปี หัวบวกกัน ท้ายบวกกันก็ได้ 77 ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ เป็น 78 79 ไปเรื่อยๆเราใช้สังขยาเลข เป็นมาตราวัดอัตราการก้าวหน้าหรือเสื่อมลง ถอยหลังหรือก้าวหน้าเท่านั้นเอง เราไม่ได้ไปคิดอะไร ไม่ได้เล่นเลขฐานอาทิเอาไว้ดูหมอ บางคนบอกว่าทำเป็นขลังเหมือนหมอดู เราก็บอกว่าใช้เป็นอัตราประมาณก้าวหน้าของเรา ตรวจสอบให้ดีเราใช้อย่างละเอียดด้วยตัวเลขพวกนี้ตั้งแต่ 1 2 3 เป็น สามเส้าเกิดวัฏฏะวนได้ แต่ถ้าสองเส้าแค่ในแนวระนาบ ไปไหนไม่ค่อยออก แต่ถ้าเป็น 1 2 3 อย่างนี้กลมกลิ้งไปดี หากมีเหตุปัจจัยที่ทำให้เราไม่ถึงกลม มีมุม ลบมุมยังไม่ได้ เราก็ลบมุมต่อ จนกลมดิ๊ก ไม่มีเหลี่ยมมุมเลย เขาจะมีกี่เหลี่ยมก็ช่างเขาเถอะเราจะไม่มีเหลี่ยม
ในกลมนี้ คุณไปดูเถอะ ในกลม คุณจะมี 1 2 3 4 5 6 7 8 9 อยู่ในกลมนี้ คนมี 0 นี้ คือคนมีทุกอย่างตั้งแต่ 1 ถึง 9 มีสามเหลี่ยมสามอัน สามเส้า อาตมาใช้สังขยาตัวเลขขยายความ คุณใช้แล้วก็ตรวจสอบตัวเลขพวกนี้ จะขยายผลอีกเท่าไหร่ก็คูณเสริมไป จนสามเส้ายกกำลังก็ยกกำลังต่อไปอีก
มาเข้าสู่พวกเรา คือชาวอโศก เป็นคนจริงๆอยู่ในสังคมมีพฤติกรรมสังคมตรวจสอบได้ ถึงจะอยู่ในประเทศไหนในร้อย 93 ประเทศมาตรวจสอบชาวอโศกอยู่ที่นี่ ชาวอโศกนี้ครบบวร ครบ หมู่บ้าน เป็นสังคมมนุษยชาติเรียกว่าบ้าน มีวัดคือคุณธรรม แล้วมีการศึกษาคือโรงเรียน
การศึกษาที่สูงสุดคือสามเส้า บ้าน วัด โรงเรียน
บ้าน หากไม่มีคนอยู่ด้วยก็ไม่เรียกว่าบ้าน แม้แต่จะมีแค่สัตว์ สัตว์มันก็สร้างบ้านตามประสาของสัตว์ ราชธานีอโศกก็มีนกกระจาบมาสร้างบ้าน ฝีมือเหลือเกินเลยนะ นกกระจาบแต่ละตัวๆ มีรูปร่างหลายแบบหลายทรงชั้น 1 เลย
สรุปว่าบ้านก็ต้องมีคนเป็นเนื้อในแล้วก็ต้องมีการศึกษา มีโรงเรียนแล้วก็ต้องอยู่กันอย่างมีธรรมะ ธรรมะมีหลายชั้นจนถึงขั้นโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าเลย โลกุตรธรรมนี้ เป็นสุดยอด พูดไปแล้วก็ยกย่องตัวเองอยู่นั่นแหละ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรมันเป็นความจริง พูดแล้วหากไม่พูดความจริงก็พูดไม่เป็น พูดไม่เก่ง แต่ถ้าพูดความจริงนี้เก่งนะอาตมาเป็นคนอย่างนั้น พูดความไม่จริงพูดไม่เก่งเลย ช่างเถอะใครจะว่าไม่เก่งก็ช่างมันเถอะ
ในหมู่ชาวอโศกเราได้พิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้ามาเป็นสังคมบวร มีสังคมมีมนุษยชาติเรียกว่าบ้าน มีธรรมะคือวัดเป็นของพระพุทธเจ้าเป็นหลักแล้วก็มีการศึกษา คือโรงเรียน การศึกษาที่ครบทั้ง 3 เส้าคือบ้านวัดโรงเรียน
มีโลกุตระแก่นที่แรง แรงดูดแรงควบแน่นก็เยอะ ทั้ง Nuclear Fusion Nuclear Fission ทั้ง 2 ด้าน มีมากมีเยอะทั้ง 2 อันเลย Fusion นี่นั่น Fission นี้กระจายออกไป แรงงานของตัวที่พุ่งออกไปนี้มันมีฤทธิ์ แรงงานที่ควบแน่นก็มีฤทธิ์ทั้งคู่ ของเรานี้ได้ 2 อย่างเมื่อมีอันนี้แล้ว มีฟิวชั่นและฟิชชันในตัวรวมกันอยู่ ไม่ได้ห่างกันนะ
เพราะฉะนั้นกระแสรังสีมันก็กระทบกันอยู่ กระทบถึงผู้ที่อยู่ร่วม แล้วเราไม่ได้ปล่อยปะละเลย เรามีการศึกษาอยู่นะ อะไรควรเอาอะไรไม่ควรเอา อะไรเหมาะสมอะไรไม่เหมาะสมก็เลือกเอาก็เกิดการศึกษา ลึกไปกว่านั้น มันมี osmosis ถ้าคุณไม่มีแกนตั้งต้นที่ดี หากคุณมีแกนที่ชั่วก็จะเอาแกนที่ชั่วไปหาเขา หากมีแกนดีก็เอาแกนดี ซึมลึกไปหาเขา เป็นเรื่องลึกซึ้ง
เรามีแกนโลกุตระธรรมแน่น fusion และมีแกน fission ที่แรง อาตมาเติมแรงเข้าไปด้วยให้ไม่ให้มันเบา
นึกถึงระฆังที่บ้านราชฯ ตัวที่ตีทุกวันตอนเช้า คลื่น vibration มันดังนานซ้อนด้วย อาตมายังไม่รู้ว่าระฆังตัวไหน ระฆังในหอมันก็มีหลายแบบทั้งที่หล่อดีและหัวระเบิด ไม่รู้ว่าเขาใช้อันไหนตี (ส.มือมั่นว่าเราใช้ถังแก๊ส nGV มาตัดทำระฆัง) คนชอบก็ว่าดี แต่คนไม่ชอบก็ว่ารำคาญหู คลื่นของมันมีความถี่ที่ไปได้มาก
อาตมาก็อ่านในสังคมพวกเรา
เข้ามาหานามธรรมความรู้สึก ชาวอโศกอบอุ่นและเย็น กับความหนาว เอาอันไหน ก็เอาแบบกลางๆ อบอุ่น พวกเรานี้อบอุ่น มีญาติธรรม ไม่จำกัดเชื้อสายเชื้อชาติ สัญชาติก็ไม่จำกัดอะไรมากมาย แต่คุณต้องมาใช้สัญชาติศึกษากำหนดรู้ ธาตุสัญญา สัญชาติกำหนดรู้ให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง
ชาวอโศกนี้ตีไม่แตก เป็นเอกภาพที่แน่นเป็น เอกีภาวะ แน่นด้วยพลังงานเจโตและปัญญา เจโตก็ควบแน่น ปัญญาก็รอบรู้ ปัญญานิรมิตระวังป้องกันความควบแน่นที่เรามีสูญสลายไปง่าย หรือปัญญาก็มีพลังงานมากเลยไปสลาย แก่นนี้ได้สลายความเป็นก้อนที่ควบแน่น static นี้สลายได้ ปัญญาจะมีผลสองด้าน ควบแน่นก็เก่ง ทำลายก็เก่ง
พลังงานที่ทำลายได้ คือพลังงาน ไฟฌาน ทำลายได้เก่ง มันเป็นนามธรรมเลยที่ใช้อยู่ ฌาน สลายพลังงานอุณหธาตุที่เป็นราคะโทสะโมหะ อกุศลต่างๆ สลายได้ ถ้าทำได้จริงมันเป็นจริง
ลูกศิษย์พระพุทธเจ้าต้องสร้างพลังงานฌานให้เกิด ฌาน ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสะกดจิตเย็นแข็งทื่อ อยู่เป็นหมื่นชาติแสนชาติล้านชาติเป็นลูกศิษย์อุทกดาบส อาฬารดาบสไป ไม่เอาอย่างนั้น มันไม่ได้ไปทำงานกันเสียทีได้แต่แช่แข็ง แบบไม่มีระยะเวลาด้วย จะเอาแต่แช่แข็งอย่างนั้น อุทกดาบส อาฬารดาบส ดังนั้น ลูกศิษย์อุทกดาบส อาฬารดาบส สายหลับตาแช่แข็งและไม่ได้มาเรียนรู้ทางนี้
ทางนี้เรียนตั้งแต่ตัว static ควบแน่นแก่น กับพลังงานที่ประกอบอยู่เป็นชั้นๆ ในแก่นของ สาธารณโภคีมีตั้งแต่อาตมาเป็นตัวตั้ง แก่น ส่วนกลางที่อาตมาไม่ลำเอียงแก่ใคร แล้วไม่มีตัวตนจริงๆ แล้วพวกเราก็สะสมมันเป็นชั้นๆ แต่ไม่สะสมมาก เหลือเศษสะสมบ้าง อาจจะหนึ่งบ้าง สองบ้าง (สิบตรี โท เอก จ่า ร้อยตรี แล้วไปหานายพล) มหาศาลเลยที่สะสมได้
ชาวอโศกมีอาตมาเป็นแกนหลัก แล้วอาตมาเป็นแกนหลักที่ยากที่จะเข้าใจอาตมาเพราะอาตมาอนุโลม เหมือนกับเป็นผู้ที่เหมือนกับชาวโลก ยืดหยุ่นเหมือนชาวโลก แต่ต่อมามีเกณฑ์ที่ว่าอนุโลมไปแล้วก็กลับคืนมาเหมือนเดิมถ้าทำสำเร็จแล้ว วางได้ ใช้ประโยชน์ของการเกิดการตาย เราทำตายได้เด็ดขาด ทำเกิดได้ เราก็ใช้การเกิดเพื่อประโยชน์ เสร็จแล้วเราก็ตายของเรา ประโยชน์อันนี้ ให้รู้การตายว่าทำตายได้ เราช่วยคนอื่นให้ตาย สิ่งที่ไม่ดีให้ตายแล้วคุณก็ฝึกทำเกิดทำตายให้เป็นเป็นอมตะบุคคล
ผู้ที่สามารถเป็นอมตะบุคคลคือผู้ที่ทำเกิดทำตายได้อย่างจึงเด็ดขาดและมีใจไม่ลำเอียง มีใจเมตตามีใจเกื้อกูลช่วยเหลือสัตว์อื่นอยู่อย่างแท้จริง นี่คือเลือดเนื้อเชื้อโพธิสัตว์
อาตมาพูดความจริงที่อาตมาเป็นโพธิสัตว์ก็เอาความจริงที่อาตมามีจริงเป็นจริงอธิบาย ถ้าเป็นโพธิสัตว์ด้วยกัน โพธิสัตว์ธรรมดาก็ขั้นต้นยังไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ พอถึงขั้น นิยตะ ระดับ 7 ก็จะพอรู้ อนิยตะก็ไม่เคยรู้เท่าไหร่อธิบายไม่ออกสาธยายไม่ได้ ยิ่งอนุโพธิสัตว์ยิ่งแจกแจงไม่ได้ นิยตะก็ไม่เก่งเท่าไหร่ หากเป็นมหาโพธิสัตว์ก็จะเก่งกว่านี้อีก ตอนนี้อาตมาก็ประกาศว่าโพธิสัตว์ที่เป็นพี่อยู่ที่ไหนก็ไม่เห็นมีจะได้มาช่วยกัน จะได้เพลาแรง นี่เป็นสัจจะที่มีอยู่ในโลก
เสร็จแล้วมันก็รวมกันเป็นกลุ่มมนุษยชาติ เป็นมนุษยชาติที่ถึงขั้นว่า อาตมาว่าประเทศไทยเป็นชมพูทวีป สุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส
สิ่งเหล่านี้อาตมาอธิบายด้วยความมั่นใจด้วยความรู้ ว่ามันเป็นจริงอย่างนั้นของสัตว์โลกของจิตวิญญาณ แล้วก็เกิดผลขึ้นมานี้ คนที่ไม่เข้าใจเขาก็ด่าว่าตำหนิติเตียน ดีไม่ดีจะทำร้ายด้วย คนที่ไปทำลายสิ่งที่ดีสิ่งที่ประเสริฐมันบาปซ้ำซ้อน เมืองไทยนี้คนที่จะหน้ามืดรุนแรงจึงไม่เข้าถึงอาตมาเท่าไหร่ เข้าไม่ถึงอาตมา อาตมาก็เลยทำงานได้ดีอยู่เพราะว่ามีกำแพงหลายชั้น นี่ก็เป็นสัจจะ ก็ช่วยกันอย่างนี้ก็อยู่กันอย่างสร้าง สร้างกลุ่มมนุษยชาติให้เพิ่มขึ้นไปอีกเรื่อยๆตาม กาละ จนกว่าจะหมด คุณสมบัติของพุทธธรรมของศาสนาอีก 2000 กว่าปีนี้เป็นความรับผิดชอบที่อาตมารับผิดชอบให้หมดสมัยของพระสมณโคดม จากนั้นอาตมาก็ไม่ทำงานที่รับผิดชอบ จะทำงานตามฐานะที่อาตมาจะทำต่อไป แต่ตอนนี้ก็รับผิดชอบ ของพระพุทธเจ้าสมณโคดม ซึ่งก็เป็นประโยชน์ต่อศาสนาต่อมนุษยชาติ เหมาะสมกับฐานะ
อาตมาก็ไม่อ้าขาผวาปีก สมมุติว่าพระพุทธเจ้าที่ทำประโยชน์ได้มากกว่าสมณโคดมทำได้ไหมแค่ 5000 ปีเป็นหมื่นปี อาตมาก็จะไม่อ้าขาผวาปีก ไม่รับผิดชอบมากขนาดนั้น ถ้าสมมุติว่าจะมารับผิดชอบได้แล้วเชื่อว่า อาตมาก็คงจะเจริญไม่ใช่เบา ส่วนจะเจริญเป็นอย่างไรไม่ขอพูดเพราะมันเกินฐานะ
ชาวอโศกนี้มีของจริง คุณตรวจความรู้สึกเรียกว่าเวทนา ตรวจความรู้สึกว่าที่อาตมาใช้ศัพท์ว่า เป็นคนจน คนจนที่สุดสำราญเบิกบานใจ ความสุขสำราญเบิกบานใจก็ไม่ใช่เบียดเบียนใคร แต่ถ้าสะสมความสนุกสนาระริกระรี้มากมันก็ติดอีก ก็อย่าทำ เอาแค่นี้พอแล้วไม่ให้มันแรงหยาบมากกว่านี้ คุณต้องรู้ พูดอย่างนามธรรม คุณจัดการได้ถูกต้องก็ไม่เกิด เอาแค่อาศัยถูกต้องก็พอแล้ว คุณทำได้วางก็ได้จะสลายธาตุอัตตานี้สูญเป็นอุตุนิยามไปได้หมดเลยก็แน่ชัด ทำได้ทำเชียว ใช่ไหม สัจจะพวกนี้เรียนจากพระพุทธเจ้าแล้ว จึงเป็นประโยชน์สูงสุด ผู้ที่ทำได้แล้วยังไม่ยอมทำที่สุดแห่งที่สุดก็ไม่มีปัญหาอะไร อย่างเช่นพระโพธิสัตว์ที่ยังสืบทอดอยู่ หรือแม้แต่ผู้ที่มีปณิธานอย่างพระอวโลกิเตศวร ท่านจะรื้อคนสัตว์ให้ไปนิพพานให้หมดทุกคนในโลก โลกลูกไหนก็ไม่รู้ของท่าน หมดโลกแล้ว ท่านถึงจะปรินิพพานเป็นคนสุดท้าย อาตมาก็นิมนต์ท่านอาตมาไม่เอาตาม ท่านสู้เอาท่านก็จบแบบท่าน
อะไรก็เป็นของส่วนตัวเรา แต่ผลที่เราอยู่กับสังคมหมู่กลุ่มเจาะไปถึงเวทนา ความรู้สึกเบิกบานสำราญใจหรือให้แน่ชัดคือความรู้สึกว่าง่าย เรามีอารมณ์นิดๆหน่อยๆพออาศัย แล้ว ก็ชัดเจนแม้ว่าเราอาศัยมันก็ไม่ใช่ความจริง ไม่ใช่ของจริงมันเป็นอนัตตา แต่เราอาศัยมันเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นในพยัญชนะ อะ อา นี้มีสอง
สยะ คือเป็นตัวเรา สก สย สว เป็นตัวเรา
สก เอาพยัญชนะตัวต้น ก ข ฆ ค ง ผสมกับ ส ตัว ส เป็นพลังงานในเศษวรรคเป็นการประกอบ ย ร ล ว ส ห ฬ อ คุณอนุโลม 5 เป็นตัวกลาง แค่กึ่งการเกิด ถ้าสามเส้ายังไม่ออกจากกรอบ ถ้าออกจากกรอบเป็น 4 ก็แรงไม่มาก แต่พอ 5 แรงมาก จะจัดสามเส้า เป็น 6 ตัวกลางเป็นตัวใช้สองด้าน ใช้ 4 คือพลังงานทศนิยม ถ้า 0 ไม่มีทศนิยม ถ้าแจกก็เป็นทศนิยม 0000001 ถ้า 0 ไปร้อยตัวก็มีแล้ว ถ้ามากกว่านั้นจะควบคุมได้ไหม จับตัวตีไม่แตกก็ซวยเอง รับผิดชอบเอง แต่ถ้าเราทศนิยมแค่ 01 หรือ .1 อนุโลมได้ ก็อยู่ที่คุณอย่าประมาทให้เผื่อไว้ ทำไมเผื่อไว้เราจะเสียได้ เผื่อไว้ไม่เสียหาย เราไม่ได้ไปกู้หนี้ยืมสินใครมาเราแบ่งของเราให้ทำเท่านี้ จะไปอวดดีกับไปหลงมากมาย
(พ่อครูไอ แล้วบอกว่ามันไม่มีลาเว้นวรรคเพราะเสียดายเวลา )
เราอาศัยหมู่กลุ่ม จึงเกิดมวลมนุษยชาติซึ่งเป็นสิ่งสูงสุดในเรื่องวัฏสงสารก็มีสัตว์มนุษย์สูงสุด เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณของสัตว์มนุษย์ เรียนรู้จิตวิญญาณของสัตว์มนุษย์จึงซ้อนไปที่ว่าจิตวิญญาณของสัตว์มนุษย์ จิตวิญญาณเป็นผู้สร้าง ยิ่งใหญ่ ที่สุด ถ้าบอกว่าจิตวิญญาณที่เป็นผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือพระเจ้าและพระเจ้าอยู่ไหนก็ไม่รู้ ขนาดว่าส่งพระบุตร พระบุตรยังไม่สามารถบอกได้ว่าไปเช็คแฮนด์กับพระเจ้าได้ไหม พระบุตรไม่สามารถสัมผัสทวารทั้ง 5 ของพระเจ้าได้ ไม่รู้จัก แต่อเทวนิยมรู้จักพระเจ้าว่า คือจิตวิญญาณเรา ก็เอามาสร้างให้แก่ตน เป็นพระเจ้าที่มีจริง เป็นสภาพยิ่งใหญ่ เมตตาไม่มีประมาณ พึ่งได้ เรามีขาแขนเนื้อตัว ทำงานเห็นๆนี้ แม้จะเป็นหลักฐานยืนยัน พระเจ้าก็ไม่มีพระบุตรก็พูดไม่ได้ว่ามีไหม แต่เป็นลัทธิของชาวโลก ก็ไม่เสียหายปล่อยให้เขาทำ แต่ของเรา เราทำอย่างนี้ได้พิสูจน์ชัดเจนและสำคัญคือศาสนาพุทธมีปรินิพพาน 0 แต่พระเจ้านิรันดร ใครจะมาสมัครใจเป็นสายนิรันดรก็เชิญ เราเป็นสายที่ศูนย์ได้ คุณก็เลือกได้ คนที่มี 0 ได้ก็นิรันดรได้ แต่คนที่นิรันดรได้อย่างเดียวศูนย์ไม่เป็นเลย ลดมาหา 1 ก็ยังไม่ได้เลย เพราะไม่ได้ศึกษา แต่พุทธนี้อยู่ที่ ปุงลิงค์ได้ ทำนปุงสกลิงค์ก็ได้อีก อาตมาเอาสภาวะมาอธิบายด้วยพยัญชนะ
ส่วนที่อาตมาพูดได้ก็สื่อตามให้พวกเรามาเป็นได้ จึงเกิดมวลของสาธารณโภคี เป็นเศรษฐกิจสาธารณโภคีเป็นเศรษฐกิจที่สุดยอด เศรษฐกิจเผด็จการ เศรษฐกิจทุนนิยมสามานย์ เศรษฐกิจประชาธิปไตยผสมกับทุนนิยม เศรษฐกิจสาธารณโภคีในระดับมรรค เศรษฐกิจสาธารณโภคีในระดับผล
นี่คือเศรษฐศาสตร์ 5 ขั้นที่อาตมากำลังอธิบาย เอาภาษาพยัญชนะเพื่อให้นักเศรษฐศาสตร์ไปศึกษาพิสูจน์ความจริง ของอโศก เรามีความจริงหมดทุกขั้น
เผด็จการน้อยที่สุดแต่มีเหมือนกันแต่ทำไม่ค่อยออก พวกเราสาธารณโภคีคุมหมด เผด็จการอิ๊ไม่ค่อยออก มี แต่เสร็จแล้วไปทุบตัวเองเพราะทำไม่ได้ สมน้ำหน้า เผด็จการในหมู่ที่มีพลังงานสูง ของคุณมีน้อย ทนได้ก็อยู่ทนไม่ได้ก็ต้องออกไป
คอมมิวนิสต์ ลักษณะพวกนี้อธิบายส่วนกลาง เผด็จการส่วนกลางเป็นของกูหมด แต่คอมมิวนิสต์ส่วนกลางเป็นของหมู่หนึ่ง ก็ควบคุมส่วนกลางดีขั้น เพื่อประชาชนดีขึ้น ให้ประชาชนมีเสียงมากขึ้น จึงเป็นประชาธิปไตยที่ดีขึ้น ประชาธิปไตยก็จะไปสู่สาธารณโภคีมีส่วนกลางทั้งหมด แล้วหมุนเวียนกันไปบริหาร ถ้าหากไม่มีคนหมุนเวียนแม้จะมีคนเดียวที่เป็นจอมเผด็จการ แต่คนที่เป็นจอมเผด็จการไม่มีตัวตนไม่มีพรรคมีพวก เห็นแก่ประชาชนอย่างซื่อสัตย์สุจริตมีทศพิธราชธรรม นั่นคือกษัตริย์ที่เป็นจอมเผด็จการที่เป็นยอดในสาธารณโภคี จนเป็นสาธารณโภคีสูงสุด อันสุดท้ายอันที่ 5 เป็นศูนย์กลาง ทุกคนไม่มีตัวตนเข้าไปเลย ได้เท่าไหร่ก็ตามบารมี เรายังมีวิบากมากไปขอเบิกเขาก็ยังไม่ให้ เราก็ยังไม่ต้องใช้อดเอาทนเอา ก็เพราะว่าเรามีวิบาก ถ้าเขายอมก็ไม่เห็นเป็นไรไม่ตายหรอก เบิกไม่ได้ก็ไม่ตาย
อย่างน้อยก็ข้าวมีกิน ดินมีเดิน พี่น้องมีเเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน อาตมาในชีวิตนี้ปักชุนผ้าให้น้องสาว ประยงค์ แต๋วนี่แหละ ทำจนน้องชุนผ้าไม่เป็นเลย ชุนกระโปรงให้เขา แต่เขาไม่รู้หรอก
คนเรานี้มีความเกี่ยวเนื่องกัน แล้วก็อยู่กันอย่างสัมพันธ์ สิ่งที่อบอุ่นเป็นพลังงานจิตวิญญาณมันไม่มีขีดขั้นของญาติ ของพี่ของน้องมันรวมเป็นหนึ่งเดียว อบอุ่น ไม่มีขีดขั้นเลย เอาความเป็นน้ำใจเมตตาเป็นสูงสุด มีเมตตามีปัญญาที่รู้ว่าควรช่วยอันนี้ อันนี้ไม่ควรช่วย คนที่ไม่ควรช่วยนี่มัน หยาบ แรง ร้าย เป็นพิษเป็นภัยให้เขาเข็ดอย่าไปช่วย แต่เราก็อย่าไปฆ่าแกง ให้เขาไปตามวิบากเขา ก็จบ
ตัวอย่างของชาวอโศกก็จะพัฒนาต่อไป เราก็จะได้เราก็จะเจริญแล้วก็ช่วยเหลือสังคม ประโยชน์ตนประโยชน์ท่านของศาสนาพุทธไม่ได้แยกกันเลย เราเป็นประโยชน์ตนเอง คือเราไม่มีตน เราเป็นประโยชน์ตนคือเราไม่มีตน เรามีแต่ประโยชน์ท่าน สูงสุดของศาสนาพุทธนี้ เราไม่มีตน แต่เรายังมีสิ่งอาศัยเท่านั้นเอง เราก็รู้ความเป็น สก สย สว
ย ร ล ว ส
ตัว ย สยะ สวะ ตัว ย เป็นตัวต้นของพลังงานเศษวรรค ยรล วสห ฬอํ ตัว ส เป็นตัวที่ 5 แต่ เอาตัวที่ 5 มาเป็นตัวที่ 1 สย
ย ร ล ว ส ตัว ว เป็นตัวที่ 4 สย สว สก ตัวไหนแข็งไม่แน่นกว่ากัน ก็คือ สว
ตัว สก แข็งแน่น ตีแตกยากกว่า
ตัว สว วส ตัว สวะก็ยังมากกว่า สยะ ตัวเศษวรรคตัวต้นเลย ประกอบพลังงาน
สกนี้คือใหญ่ สว คือสวะ สย คืออาศัย ตัวสุดท้าย เอาเศษ ส มากับ ย คืออาสยะ
พยัญชนะก็ตาม สระก็ตาม มันมีความหมายที่ท่านตั้งมา หากเข้าใจก็จะอธิบายได้ อาตมาไม่ได้เป็นคนสร้างภาษาทีเดียว แต่เป็นเจ้าของภาษาคนนึง ไม่รู้ที่ต้น บาลีสันสกฤตและมาเป็นไทย อาตมาบอกตรงๆ ระลึกชาติไปถึงขั้นบาลีไม่ได้ ระลึกชาติได้แค่ถึงขั้นภาษาไทย อาตมาเป็นคนจัดการภาษาไทยพอสมควร จบ ห้ามถามต่อ
อาตมาก็รู้อันนี้แล้วก็ได้ใช้อยู่ ความหมายต้นอันนี้เอามาพูดได้แต่จริงๆ อาตมาไม่ได้เป็นคนบัญญัติพยัญชนะเหล่านี้เลย รุ่นไหนก็ไม่รู้สืบสาวราวเรื่องไม่ถูก แต่อาตมาชัดเจนอยู่อันหนึ่งว่า สันสกฤตกับบาลีใครเกิดก่อน เค้าเถียงกัน บาลี เกิดก่อนสันสกฤต สันสกฤตเป็นตัวที่ Apply มาจากบาลี
เราก็ใช้พยัญชนะ สระ ความหมายเนื้อแท้ความจริง ตามความหมายพยัญชนะ ของสระก็ตามสื่อกันรู้เรื่อง อย่างอาตมาทักให้ฟัง เสียงนกมันร้อง มันพูดกันรู้เรื่องนะ เราแยกไม่ออกหรอกไม่รู้กับเขา มันก็รู้กันแค่นั้น แต่คนสื่อกันได้มากมาย
เมืองไทยจะใช้ภาษาไทยแล้วภาษาไทยจะเป็นแก่นวัฒนธรรมความรู้ธรรมะ ไปในอนาคต เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นนักศึกษานักพัฒนามนุษย์ จะมาศึกษาภาษาไทยในอนาคต แปลภาษาที่จะใช้กว้างไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาอังกฤษอะไรก็แล้วแต่ที่เขาใช้กันอยู่ก็จะกว้างขวาง เขารู้อยู่แล้วก็ใช้ไปเลย แต่ภาษาที่จะหยั่งเข้าไปหาความลึกซึ้งของธรรมะ ของสิ่งที่เป็นนามธรรมสูงสุด ต้องมาหาภาษาไทย เพราะว่าภาษาไทยเอาภาษาบาลีสันสกฤตเอามาใช้มาก ประเทศอื่นชาติอื่นเขาพยายามทำ แต่อาตมาว่า อาตมาก็ตอบจริงๆไม่ได้ …หมดเวลาแล้ว
เป็นเรื่องของสิ่งที่เป็นความจริงของมนุษย์ที่ต้องสร้างสิ่งที่มีตัวตนเป็นร่างกายเป็นอะไรอยู่ เวลาเท่าที่มี 10.30 น. ก็จบรายการนี้ภายใน จากนี้ก็เป็นการจับสลาก



























