ศาสนา

610624_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก เศรษฐศาสตร์ 5 ชนิด

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=1TVpgA1zDfZF6aOfgU406c6jmg-XCdjHZFSC-1RUdV54

ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=11ThcuVkiA5ishzZBayPPoKSrwy0e-sw1

ดูยูทิวป์ได้ที่…

สมณะเพาะพุทธว่า…วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน 2561 ที่บวรสันติอโศก โปรดสังเกตตัวเลข 2 + 5 = 7 และ  6 + 1 = 7 ตัวเลข 77 เป็นตัวเลขที่พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ได้คุ้นชิน วันนี้เราได้มีผลไม้ ขนุน กล้วย สับปะรด มะม่วง และมะละกอ ตลอดจนกระทั่งผลไม้ประเภทอื่นๆ หน้าบริเวณบนโต๊ะที่แสดงธรรมของพ่อท่าน อยู่ไม่ใช่น้อยทีเดียว เป็นการแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของกสิกรรมธรรมชาติซึ่งเป็นหนึ่งในบุญญาวุธ

พูดถึงเรื่องบุญ เมื่อวานได้ฟังว่ามีศาลาแห่งหนึ่ง ที่ศีรษะอโศก ชื่อศาลาบุญถ่วม ต่อมาพ่อครูได้ตั้งชื่อใหม่เป็น ศาลาบุญเหมิด คือ ศาลาบุญหมด

อรหันต์คือผู้หมดบุญ ถ้ายังมีบุญอยู่คือมีกิเลสที่ต้องชำระสะสางอยู่ แต่ถ้าบุญหมดก็ไม่ต้องชำระกิเลสอีกต่อไป ในอภิสังขาร 3 มีปุญญาภิสังขารปุญญาภิสังขารและอเนญชาภิสังขาร

ปุญญาภิสังขารคือเสขบุคคล อปุญญาภิสังขารคือของอเสขบุคคล ส่วนอเนญชาภิสังขารคือสังขารของพระโพธิสัตว์

อะไรๆที่เราเคยรู้ เมื่อเรารู้อะไรมากขึ้น เราก็จะพบว่าเรายังโง่อยู่ คนเราฉลาดเท่าที่เราโง่ เพราะเรารู้ความโง่ของตัวเองจึงเริ่มฉลาดขึ้น

มีท่านผู้หนึ่งส่งประเด็นมาบนโต๊ะ

ลูกชายดิฉันแต่งงานครั้งแรกมีลูก 1 คนหลังจากรู้ว่าภรรยาของเขาไปชอบผู้หญิงด้วยกันจึงเลิกรากันไปจากนั้นภรรยาจึงไปอยู่กับทอม ส่วนดิฉันก็ช่วยลูกชายเลี้ยงหลาน ต่อมาลูกชายแต่งงานใหม่มีลูก 1 คนแต่ไม่ใส่ใจในตัวภรรยาและลูกใหม่เท่าที่ควร ลูกชายตั้งบริษัทอยู่ที่บ้าน ต่อมาภรรยาคนแรกรับลูกไปเลี้ยง หลังจากลูกชายมีลูกกับภรรยาใหม่ ภรรยาก็ส่งหลานมาให้ดิฉันเลี้ยง ลูกชายสนใจแต่หลานคนแรกมากไม่ได้สนใจลูกคนใหม่เลย ดิฉันสงสารสะใภ้กับหลานตลอดจนสะใภ้ที่ต้องมาทุกข์ทรมานกับเหตุการณ์นี้ ดิฉันกลัวบาปเพราะไปสู่ขอด้วยตัวเอง ดิฉันจะแก้ไขความทุกข์นี้ได้อย่างไร

ความทุกข์ทั้งหลายเป็นอริยสัจ พ่อท่านอธิบายว่าความสุขเป็นของเท็จ

พ่อครูว่า…ตอบของคุณคนนี้นิดนึง อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อันใดที่ไม่รู้เหตุปัจจัย เพราะเราไม่รู้เหตุปัจจัยของเขาหมด ที่สุดเราไม่รู้จิตของเขา จิตของเจ้าตัวเขาเองผู้เป็นพ่อ ทำไมเขาไม่สนใจลูกของภรรยาอีกคน ทำไมสนใจอีกคนนึง มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติของกิเลสคนที่ลำเอียง มันเป็นไปตามจริง เป็นขนมจีนผสมน้ำยาพอกัน สรุปแล้วอาตมาไม่โทษอะไรก็โทษวิบากโทษสิ่งที่มันมีมา วิบากที่แก้ได้ยากคือเราโง่เพราะอวิชชา แต่ละคนรับผิดชอบตัวโง่ของเราเองเถอะ ถ้าหากฉลาดจริงๆ คุณก็ไม่ต้องไปแต่งงานไม่ต้องไปมีลูกไม่ต้องไปมีสามีภรรยาอะไร มันก็ไม่เกิดปัญหาพวกนี้เลยใช่ไหม แต่นี่เขาไปทำแล้วมันก็มีขึ้นมาแล้วมันมี 2 ขึ้นมามันก็เกิดความแตกต่าง เอาไปเอามามันไม่ใช่แค่ 2 มันมี 4 แล้วตอนนี้ ภรรยาคนหนึ่งก็มีลูกภรรยาอีกคนหนึ่งก็มีลูกเป็น 4 แล้ว ก็หนักขึ้น เป็นภาระเป็นเรื่องความแตกต่าง ความแตกต่างนี้แตกต่างอย่างไม่มีปัญญาก็จะทุกข์ หากแตกต่างอย่างมีปัญญาก็จบ

ถ้าเขาทำอย่างไร ในสิ่งที่ไม่สมควรเราก็ต้องดูแลทั้งสองฝ่าย แต่เขาดูแลฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็เป็นวิบากของเขา ถามว่าทำไมก็ตอบไม่ได้ เขาเป็นคนธรรมดา อาตมาไม่ได้เป็นคนทำ ก็เลยไม่รู้ว่าทำไม แต่ทำไมไม่ทำของตัวเองตั้งแต่ต้น พอรู้ว่าทำแล้วเกิดเรื่องยุ่ง อย่างน้อยไม่ใช่แค่ตัวคุณยุ่งเอง 4 คนนั้นเขายุ่ง แต่คุณก็ไปยุ่งกับเขาอีก มันก็ยุ่งกันไปใหญ่

สมณะเพาะพุทธว่า…เลี้ยงลูกให้รู้จักโตเลี้ยงพ่อแม่ให้ลูกจักตาย

พ่อครูว่า…เป็นสภาพเครื่องวิบาก ไม่นิ่ง หากไม่เร่งและควบคุมได้ก็เป็นประโยชน์ แต่วิบากที่ไม่นิ่งและควบคุมไม่ได้ก็ถูกอย่างนี้แหละ สรุปง่ายๆอย่างนี้ก่อน จนกว่าเขาจะรู้ตัวแล้วเขาก็จะไม่วุ่นวาย จนกว่าคู่กรณีจะหยุดมาแต่มันก็จบไป

คำตอบของพระพุทธเจ้าคือหยุดเหตุปัจจัยหยุดความก่อเกิดหยุดความเคลื่อนไหว เมื่อมันก็เกิดแล้วก็อย่าให้เคลื่อนไหว โดยเฉพาะเคลื่อนไหวที่จะมากระทบกระแทกกระเทือนเราอยู่ มันก็ได้เหมือนกัน แต่ก็พูดที่ยังเคลื่อนไหวยังถือสาตัวตนอยู่ เรารู้สึกทีนึงก็กระทบทีนึง ถ้าหากกระทบชอบใจก็ผูกพัน ถ้าหากเรากระทบไม่ชอบใจก็พยาบาท มันก็อยู่แค่นั้น เพราะฉะ นั้นก็อย่าให้เกิดมากระทบกันเลย หรือว่ากระทบกันแล้วก็อย่าให้ทำรุนแรงกัน พูดด้วยพยัญชนะภาษาก็แค่นี้ ติดตามฟังธรรมมะไปเถอะ อาตมาก็สอนตามที่พระพุทธเจ้าสอนมา รู้จักเหตุแล้วลดตัวเหตุมันก็จะลดที่ผล หากไม่ลดที่เหตุมันก็จะเห็นผลเหมือนกันแต่ร้อนแรงขึ้น

ขอโอภาปราศรัยกับ SMS

SMS วันที่ 22-23 มิย. 2561 (สวนบุญผักพืช)

_อ๋อย  เดนมาร์ค อิงดินฟ้า • กราบพ่อครูด้วยความเคารพรักค่ะ ดูพ่อครูสดใสกว่าวันอื่นๆ คงเป็นเพราะได้เห็นลูกๆ หลานๆ ล้อมทั้งหน้าและหลัง ขอให้พ่อครูอยู่กับพวกเราเกิน ๑๕๑ปีค่ะ ..

_ผ่องใส ฮิลล์ • กราบพ่อครู ค่ะ รับชมจาก. ออสเตรเลีย ขอบพระคุณมากค่ะ. สำหรับคำสอนที่ไม่เคยเหน็ดเหนื่อย. ลูกจะฟังให้มากและจะต้องปฏิบัติตามให้ได้มากที่สุด.

_ลัดดา จันทร์ศรี • ศรัทธา สันติอโศก

_นุกนิก บ้านดินภูเขาไฟ • เอิบอิ่มในใจไปด้วยครับ

_อ.นริศ แสงปัญญา นิมนต์พ่อครูอธิบาย 1. อารัมมณูปนิชฌาน  2. ลักขณูปนิชฌาน ว่าคืออะไร …

ฌาน ตามพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ฌาน 2 (การเพ่ง, การเพ่งพินิจด้วยจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่ – meditation; scrutiny; examination)

  1. อารัมมณูปนิชฌาน (การเพ่งอารมณ์ ได้แก่ สมาบัติ 8 คือ รูปฌาน 4 และ อรูปฌาน 4 – object-scrutinizing Jhana)

  2. ลักขณูปนิชฌาน (การเพ่งลักษณะ ได้แก่ วิปัสสนา มรรค และผล – characteristic-examining Jhana)

      วิปัสสนา ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะพินิจสังขารโดยไตรลักษณ์

      มรรค ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะยังกิจแห่งวิปัสสนานั้นให้สำเร็จ

      ผล ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะเพ่งนิพพานอันมีลักษณะเป็นสุญญตะ อนิมิตตะ และอัปปณิหิตะ อย่างหนึ่ง และเพราะเห็นลักษณะอันเป็นสัจจภาวะของนิพพาน อย่างหนึ่ง

พ่อครูว่า…สมาธินั้นที่ท่านว่าแน่วแน่ เป็นเชิงสมถะ แต่สมาธิของพระพุทธเจ้านั้นมีทั้งนิ่งและเคลื่อน

มีสองเสมอ มีทั้งแก่นนิ่งและแกนวิ่ง แกนวิ่งยิ่งวิ่งได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งจะมีแกนนิ่งที่แข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น ผู้ที่เข้าใจแต่ทางนิ่ง ก็อธิบายทางวิ่งไม่เก่ง ผู้ที่เอาแต่นิ่งอธิบายไม่ออก

คำว่า อารัมมณะ คือ Dynamic ตัววิ่ง คือ ตัวเคลื่อนไหว

ลักษณะคือตัว static ตัวนิ่ง รูปธรรม อารัมมณะคือตัววิ่ง

เราเองอย่าปฏิเสธตัวไหน คนที่มีลักษณะตัวนิ่งแล้วก็อย่าไปปฏิเสธตัวเคลื่อนไหว คนที่ได้ความเคลื่อนไหวแล้วแต่ตัวนิ่งไม่ได้ก็อย่าไปปฏิเสธตัวนิ่ง ต้องทำตัววิ่งของเราให้นิ่งให้ได้แล้วจะใช้ทั้งนิ่งทั้งวิ่ง ธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงเป็นธรรมะ 2 เสมอในลักษณะที่เรียกว่า ยังมี เรียกว่าเกิดชีวะ ถ้าไม่เกิดชีวะตายสนิทไปแล้วก็แล้วไปเถอะ อย่างนั้นมันเป็นศูนย์ไปเลย ถ้ามี 2 มันต้องขยับเขยื้อนต้องเดินทางต้องมีบทบาท

ต้องรู้จักตัวอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาในตัววิ่ง ถ้าพิจารณาแล้วจบท่านก็จบ แต่ท่านอธิบายอยู่ในภาวะมรรคยังไม่จบ

มรรค คือลักษณะ วิปัสสนาคือลักษณะ คือทำกิจแห่งวิปัสสนานั้นให้สำเร็จ

ผล ท่านก็เรียกตัวนิ่งหมด วิปัสสนาก็ลักษณะ มรรค ก็ลักษณะ ผลก็ลักษณะ ก็เลยแยก ความต่างกันไม่ได้ เพราะไปเรียกเป็นลักษณะนิ่งไปหมด

มรรค คือทางปฏิบัติ วิปัสสนาคือตัวปฏิบัติตนคือตัวสำเร็จ

อาตมานับถือท่านพุทธโฆษาจารย์อย่างหนึ่งคือท่านซื่อสัตย์ต่อความรู้ ท่านดูอย่างไรท่านก็ซื่อสัตย์ต่อความรู้ท่านตรงจริง ท่านไม่คลี่คลายออกไป สู่อันอื่นที่ไม่ใช่อย่างนี้ ที่มันแตกต่างออกไป มันขยายมันโตมันพัฒนา ท่านตัดทิ้งเลย เอาแต่ตัวที่ท่านรู้อันเดียว แต่อาตมาเอาทั้งตัวที่ได้แล้วและตัวที่กำลังพัฒนาอธิบายทั้งตัว static และ Dynamic

แล้วท่านขยายความว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะเพ่งนิพพานอันมีลักษณะเป็นสุญญตะ อนิมิตตะ และอัปปณิหิตะ อย่างหนึ่ง และเพราะเห็นลักษณะอันเป็นสัจจภาวะของนิพพาน อย่างหนึ่ง

อธิบายตามพยัญชนะหมดเลย สุญญตะคือผลสำเร็จแล้ว อนิมิต มันไม่มีเครื่องหมาย  อัปปณิหิตะ คือไม่ตั้งมั่น

อีกอย่างหนึ่งคือลักษณะจริง เป็นสภาวะของนิพพาน เป็นสัจจภาวะ สิ่งที่ปรากฏจริง สัจจะที่เป็นจริงของนิพพาน แล้วมันเป็นอย่างไร แล้วผลเป็นอย่างไร ก็บอกฐานะของท่านบอกภูมิของท่าน ท่านกำลังอยู่ในระยะนี้ ท่านกำลังอยู่ในภาคปฏิบัติ ท่านพุทธโฆษาจารย์ ยังไม่ถึงขั้นเป็นผลแล้วเอาผลนั้นมาพูดสำเร็จได้ ก็ยังดีที่มีสภาพปฏิบัติอยู่ ขออภัยพูดที่เป็น เชิงข่มท่าน ท่านเป็นภันเต บวชก่อนอาตมา​ แต่อายุน้อยกว่า แล้วท่านเป็นผู้ทรงความรู้มีหลักฐานรับรองทางโลก อาตมาอายุยาวกว่าท่านนิดหน่อย แต่ท่านบวชก่อน แม้อาตมาจะเป็นอรหันต์ก็ต้องไหว้ท่าน ตามหลักธรรมพระพุทธเจ้านั้นไม่สับสน

สมณะเพาะพุทธว่า.. ท่านปยุตตฺเกิดปี 2481 พ่อท่านเกิดปี 2477

พ่อครูว่า…ขออธิบายความรู้แค่นี้ก็แล้วกัน

มาเข้าสู่สภาวะที่จะพูดกัน อาตมาเตรียมไว้ จะอธิบายเรื่องเศรษฐกิจ 5 ประการ อาตมามั่นใจว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้และเอามาปฏิบัติจริงได้ ชาวอโศกปฏิบัติจริงแล้วปฏิบัติเศรษฐกิจ 5 เช่นนี้ ชนิดที่เรียกว่าเศรษฐกิจก็คือหมายความว่า องค์ประกอบของพฤติกรรมและวัตถุ ที่อาศัยใช้สอยอยู่ในมนุษย์ เพราะฉะนั้นจัดสรรให้วัตถุและพฤติกรรม ของมันสังเคราะห์สังขารรวมกันแล้วแบ่งกันใช้สอย อย่างไม่ทะเลาะกัน แบ่งกันอย่างสงบเรียบร้อยอบอุ่นอย่างพี่อย่างน้อง เหมือนชาวอโศกเราทำได้แล้วสุดยอดแล้ว พูดทีไรก็เหมือนกับยกย่องตัวเอง ขออภัยอาตมาเจตนาอธิบายยืนยันความจริง ไม่ได้เจตนาจะคุยทับถมข่มใครเลย แปลภาษามันก็พูดตรง เปรี้ยงๆอย่างนั้นมันเลี่ยงไม่ได้ พยายามทำความเข้าใจเจตนาของอาตมาบ้าง อาตมาไม่เจตนาไปยกตนข่มใคร เอาความจริง 2 มันก็มากกว่า 1 ตัว 3 มันมากกว่า 1 และ 2 นะ มันสูงกว่านะ ก็พูดความจริง หากมี 4 ตัว 4 ก็สูงกว่า 3 อีก อโศกมีเท่าไหร่ก็พูดเท่านั้น

ปรากฏการณ์จริงที่สูงกว่าอยู่ไหน ที่จะมาเรียกและดูกันได้ว่าใคร ขณะนี้อยู่ในตำนานอยู่ในประวัติศาสตร์อยู่ในบัญญัติ อยู่ในชื่อที่เรียกกันด้วยหลักการ หลักฐานเอามายืนยัน มันไม่มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันนี้ พูดแล้วก็ระลึกได้ มันไม่มีว่าใคร อาตมาก็จำนนตรงนี้

เศรษฐกิจที่ดีคือเศรษฐกิจที่กินใช้ร่วมกันแบ่งกันให้อย่างพอเพียง คนที่อ่อนแอคนที่เจ็บป่วยก็ให้และรับจากคนที่แข็งแรง คนที่ทำได้มาก แต่คนที่แข็งแรงในสังคมนี้กลับเอาเปรียบจากคนอื่นอีก มันก็เป็นความทุกข์ร้อนไม่มีน้ำใจ ทำให้สังคมเดือดร้อน

อาตมาแบ่งลักษณะเศรษฐกิจไว้ 5 ประการ

  1. เผด็จการ 2. ประชาธิปไตยทุนนิยมสามานย์ 3. คอมมิวนิสต์ 4. สาธารณโภคี ขั้นต้นและขั้นกลาง 5. สาธารณโภคีขั้นสุด ขั้นปลาย

เผด็จการเป็นตัวกูของกูยิ่งใหญ่เอาอำนาจเบ่งใหญ่ทั้งวัตถุก็เป็นของกูหมดนี่คือเผด็จการใหญ่

รองลงมาก็แบ่งประชาชนบ้างแต่ยังมีกิเลสหนาเป็นทุนนิยมสามานย์ เรียกว่าประชาธิปไตยเหมือนกัน หรือบางทีเรียกว่าคอมมิวนิสต์ แต่เขาจะเรียกประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นก็พยายามที่จะทำทีว่าให้ประชาชน แต่แท้จริงมันยิ่งซ้อน ยิ่งอาศัยประชาชนนั่นแหละทำทีเป็นให้ แต่เอาจากประชาชนมากกว่าที่ให้ นี่แหละคือเหลี่ยมคูของธัมมชโยและทักษิณ หากใครรู้ทันก็อย่าไปส่งเสริมและอย่าไปต่อเชื้อ

ต่อมาอันที่ 3 ก็เป็นคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์จะซื่อสัตย์ต่อประชาชน จะเป็นคณะไม่ใช่คนเดียวไม่ใช่เผด็จการคนเดียว ถ้าเป็นคณะใหญ่เท่าไหร่ก็ยิ่งดี แล้วก็อย่าทะเลาะกันแล้วอย่าโกงประชาชน แบ่งแจกประชาชนให้ได้สัดส่วน และตัวผู้บริหารจริง ตัวกรรมการคอมมิวนิสต์ ต้องได้น้อยกว่าประชาชน ต้องเอาให้น้อยกว่าหรือไม่มี ของพระพุทธเจ้าคือสาธารณโภคีสูงสุดเลยผู้บริหารไม่ต้องมี มาถึงขั้นคอมมิวนิสต์จึงดีขึ้นกว่าประชาธิปไตยทุนนิยมสามานย์ที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้ คอมมิวนิสต์จึงมีลักษณะเหนือกว่าประชาธิปไตยทุนนิยมสามานย์

พวกคอมมิวนิสต์ที่ขี้เก๊ บางทีเลวร้ายกว่าประชาธิปไตยทุนนิยมสามานย์ พอรวมหัวกันเอาเปรียบเพราะรวมหัวดูดกันมาให้มากๆได้ คอมมิวนิสต์ที่ดีก็คือเสียสละให้กับประชาชนก็คือเอาพลังงานของประชาธิปไตยนั่นแหละ เอาพลังงานประชาชนเป็นตัวตั้งไม่ใช่เอาพลังงานตัวตนเป็นตัวตั้ง ผู้ใดเข้าใจ 3 อย่างนี้

เผด็จการประชาธิปไตยทุนนิยมสามานย์และคอมมิวนิสต์ ก็อย่าให้เป็นแบบนั้น ให้สูงกว่านั้นเป็นสาธารณโภคี

ระดับที่ 4 สาธารณโภคีหมายความว่ามีส่วนกลางเป็นสาธารณะ แล้วร่วมบริโภคส่วนกลางกันตามสัดส่วนควรได้ ผู้ที่แข็งแรงผู้ที่มีแรงมีสมรรถนะมีความรู้ก็ทำ สร้างสรรให้ได้มากๆแล้วเกื้อกูลผู้อื่น ไม่ใช่ว่าได้มากๆแล้วเอาไปต่อรองไปขึ้นราคาไปเอาเปรียบเอารัดมากขึ้น ผู้ฉลาดควรจะรู้ได้แล้วว่าไม่ควรทำ มันชั่วมันไม่ดี มันบาป อย่าทำ มันเป็นกรรม ที่บาปและเป็นคนชั่วด้วยอย่าทำ เพราะฉะนั้นผู้รู้ความจริงนี้เขาก็ไม่ทำเขาก็ทำสิ่งที่ดี ทำสิ่งที่ถูกต้องขึ้นมา

เมื่อถึงสาธารณโภคี ที่ไม่ใช่แค่จุดเดียว สาธารณโภคีที่มีเครือแหประสานกันเป็นรูปหลายระดับ มี level มีชั้นตอนมีสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน ผู้ที่สูงช่วยผู้ที่ต่ำกว่า ผู้ที่ทำได้มากกว่าช่วยผู้ทำได้น้อยกว่า ไม่มีการซ่อนเชิงแฝงอ่อยเหยื่อ ประชานิยมเสร็จแล้วตัวเองก็กอบโกยให้ตัวเองได้มากกว่าเดิม ที่รู้ไม่ทันก็หลงกินเหยื่อแล้วกลายเป็นเหยื่อ หลงกินเหยื่อแล้วกลายเป็นเหยื่อ ก็ซวยอยู่ เพราะคนฉลาดแกมโกง เป็นอย่างนี้

สาธารณโภคีเกณฑ์ส่วนตัวก็คือเป็นผู้ที่ลดลงมาตามลำดับ ยังไม่หมดตัวตน เรียกว่าเสขบุคคลของสาธารณโภคี บุคคลต้องฝึกฝนตนเองจนหมดเกลี้ยง จนเป็นอเสขบุคคล ซึ่งเป็นสาธารณโภคีเต็ม เป็นอันดับที่ 5

เพราะฉะนั้นในระดับที่ 4 เอาให้เต็ม 4 แล้วเลื่อนเป็นระดับที่ 5 ก็คือบรรลุอรหันต์เป็นอนุโพธิสัตว์ไป

ผู้ที่มีสภาวะแล้วฟังภาษาบัญญัติที่อาตมาอธิบายจะเข้าใจว่าชีวิตอยู่ในระดับไหน เป็นผู้ที่ช่วยตนเองและช่วยผู้อื่นได้มากกว่า ช่วยตนเองอย่างสมบูรณ์ได้แล้ว แล้วก็ไปช่วยเหลือ มีส่วนเหลือไปช่วยผู้อื่นให้ได้มากขึ้นๆ ให้ทับทวี เป็นปฏิภาคทวีขึ้นเรื่อยๆ เป็นสัจจะของคนที่ประพฤติได้ทำได้ พวกเราชาวอโศกทำได้ มีลดหลั่นกันให้เห็นได้ เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติอย่างแท้จริงตามลำดับนี้

เพราะฉะนั้นจึงมีปรากฏการณ์จริง ลงมือลงไม้ทำ คนที่ถนัดทำก็ทำ คนที่ถนัดอธิบายก็อธิบาย อาตมาอยู่ในฐานะคนที่อธิบาย ไม่ได้อยู่ในฐานะคนทำ แต่ที่จริงแล้วคนเราต้องทำเป็นก่อนแล้วค่อยพูด ทำเป็นก่อนแล้วค่อยพูดคนท้วงไม่ได้ แต่ถ้าได้แต่พูดทำไม่เป็นคนท้วงได้ พูดได้ๆ แต่ไหน ทำมันหน่อยสิ ก็ทำไม่ได้มันท้วงได้

แต่ผู้ที่ทำได้ทำได้ดีเลย แต่อธิบายไม่เป็น อธิบายไม่ถูก ทำเมื่อไรก็ทำได้ผลอย่างนี้เลย แต่ไม่ถนัดอธิบายสื่อรายละเอียด บอกพยัญชนะกับสาระไม่เก่ง สายเจโตจะเป็นอย่างนั้นสายศรัทธาจะเป็นอย่างนั้น ส่วนสายปัญญาอธิบายได้เก่งแต่ทำไม่เป็น ก็ไม่ดี

แต่ถ้าทำเป็นแล้วอธิบายได้ด้วยก็จบ แม้แต่อาตมาทุกวันนี้ ที่จริงอาตมารื้อฟื้นไปก็ทำเป็น แต่ว่าอาตมาก็เรื้อ ทำน้อย ถนัดพูดมาก เขาก็ท้วงว่าทำหน่อยสิ อาตมาก็ว่าให้คนอื่นทำแทนคนอื่นรับผิดชอบ เขาช่วยได้อยู่เขาไม่เกี่ยงให้อาตมาทำ เถอะ ให้อาตมามาเน้นหนักทางนี้

สังคมแค่รู้ลึกซึ้งมากขึ้นสูงมากขึ้นมันก็ไม่เหลือแล้ว อาตมาจึงจำเป็นต้องรับผิดชอบหน้าที่นี้ อาตมาก็ขอรับหน้าที่ที่จะพูดอธิบายพิสูจน์ให้สูงขึ้น สิ่งที่ทำนั้นจริงๆแล้วอาตมา ก็มีปัญญาไม่มีความระลึกได้ว่า อาตมาเคยผ่านที่ทำได้มาแล้ว ทำอะไรอย่าง…ยกตัวอย่างง่ายๆ อาตมาเคยฆ่าคนมาแหลกราญ เคยทำมาแล้ว แล้วอาตมาจำได้ว่าเคยเป็นใครในชาตินั้นชาตินี้ นึกว่าอาตมาทำไม่เป็นเหรอเรื่องชั่วๆอย่างนั้น  

อาตมาพูดในสิ่งที่เคยทำได้มาแล้ว สิ่งที่ยังไม่เคยทำมา อาตมาไม่เอามาพูดหรอก หากยังไม่เคยทำและทำไม่ได้ ถ้าเขาซักถามมาก็จะตอบได้อย่างไรไม่ได้เรื่องอะไรมันขายหน้าตัวเอง หน้าแตกหมอไม่รับเย็บก็ซวยไปอีก เน่าตาย

สรุปแล้วเศรษฐศาสตร์สาธารณโภคีเป็นของจริง พวกเราชาวอโศกทำได้ ทุกคนทำงานฟรี บางคนอาจรับส่วนแลกเปลี่ยนบ้างตามฐานะที่พอมีให้กันได้ ก็ให้ได้ ถ้าหากให้ไม่ได้แล้วมันเกินกว่านี้ อัตรานี้เราจ้างไม่ได้ คุณก็ไปรับจ้างที่อื่น แม้จะเก่งเท่าไหร่เราก็จ้างไม่ได้ไม่มีให้จ้าง มันจำนน แต่ก็จ้างไม่ได้สู้ไม่ไหว เราเอาแค่นี้ก็พอ มันไม่ดีกว่านี้ก็ช่างมันเถอะ เราก็เอาแค่นี้

เศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจในระดับที่ 5 เรามีกองกลาง ทุกคนอยู่ร่วมกันในสังคมนี้ คนที่เป็นสมาชิกในสังคมนี้เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้แก่กองกลางร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วตัวเองก็เป็นคนที่ศึกษาฝึกฝนเป็นคนกินน้อยใช้น้อย ไม่เปลืองไม่สุรุ่ยสุร่ายไม่ผลาญพร่า ใช้สิ่งที่เป็นสาระแล้วให้เป็นประโยชน์สูงประหยัดสุดจริงๆ จึงเป็นผู้ที่เป็นเหมือนรถยนต์กินน้ำมันน้อยแต่ประสิทธิภาพสุดยอดเลย กินน้ำมันกินไฟฟ้าน้อยแต่ประสิทธิภาพเต็มที่ เราทำตนให้เป็นคนอย่างนั้นได้ซึ่งเป็นคนที่มีประโยชน์เหลือเฟือ ไปเบียดเบียนผู้อื่นน้อย ไม่เบียดเบียนใคร พูดให้จริงแล้วไม่เบียดเบียนใครด้วย มีส่วนเหลือส่วนเกินให้คนอื่นได้ด้วย ส่วนเหลือส่วนเกินเหล่านั้นเป็นของมีประโยชน์ของมีคุณค่าด้วย ของไม่มีคุณค่าไม่มีประโยชน์เราไม่สร้างเราไม่ทำ แต่ทำแต่ของมีคุณค่าประโยชน์จำเป็นสำหรับขณะนี้คนในยุคนี้ ในยุคอื่นที่ใช้ได้แต่ในยุคนี้ใช้ไม่ได้แล้วเราก็ไม่สร้าง เป็นความรู้รอบอย่างนั้น

สรุปแล้วกลุ่มนี้จึงอุดมสมบูรณ์ ทำให้เหลือเกินกินเกินใช้ในแต่ละคน รวมกันแล้วหนึ่งคนร้อยคนพันคนมันก็มีเหลือเยอะ เอาไปเกื้อกูลคนที่ขาดแคลนคนที่ไม่รู้คนที่ไม่เดียงสา คนแก่คนเฒ่าเราก็ช่วยได้ จึงเป็นคนที่มีประโยชน์ต่อคนอื่น แม้แต่คนตะกละ ไม่ให้มัน มันก็ยังโลภเอาจากเราเลย มันเก่งด้วยนะพวกนี้ แย่งพวกที่ควรจะได้ พวกนั้นไม่รู้บาปรู้บุญรู้กุศลอกุศลอีก มันมีแต่ตะกละ แย่งเอามา ก็ตายไปกับสมบัติวัตถุ เขาไม่เชื่อข้ามชาติ ไม่เชื่อวิบากว่ากรรมวิบากมีจริง เป็นของของตนมีจริง 4 อย่าง

  1. กรรม

2.ผลของกรรม

  1. ผลนั้นเป็นของของตนเป็นวิบากติดตัวไปจนกว่าจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน เป็นความตรัสรู้ของพุทธเจ้าอธิบาย

  2. ผู้ที่ตรัสรู้เรื่องกรรมมาสอนคนได้คือพระพุทธเจ้า

คุณไม่เชื่อ 4 อันนี้ คุณก็ทำไปตามประสา คุณไม่เชื่อแล้วบอกว่ากรรมไม่เป็นอันทำ ตายไปแล้วก็เท่านั้นเองไม่มีที่ไหน คือคนประมาทในเรื่องกรรม อาตมาว่ากรรมนี้เหนือกว่า God

God นั้น สัมผัสไม่ได้รู้ว่าเก่งเท่านั้น แต่กรรมนี้ สัมผัสได้ นอกจากสัมผัสได้แล้วก็เอามาเป็นของตัวเองสร้างเองจัดการเอง ทำลายเองเลย ได้อย่างยืนยันเลย อันนี้ก็จริงกว่า God จะเก่งอย่างไร เราพยายามเก่งเท่า God ให้ได้เรื่อยๆ ที่เขาว่าพระเจ้าเก่งอย่างนั้นอย่างนี้เรายังเป็นไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราเป็น God น้อยๆของเราให้ได้ก่อน สะสมไป

สมณะเพาะพุทธว่า..เขาว่า Good นี้ดีกว่า God แด่พระเจ้าบอกว่าจะช่วยคนที่ช่วยตัวเองก่อนด้วย

พ่อครูว่า…เขาบอกว่าต้องช่วยตัวเองก่อน แล้วพระเจ้าจะมาช่วย เป็นเหลี่ยมของพระเจ้า ก็ช่วยตัวเองได้สำเร็จแล้ว เรากินอิ่มแล้วให้พระเจ้าบอกให้มาช่วยกินอีก จะไปช่วยทำไมเราอิ่มแล้ว เราพอแล้ว พยัญชนะที่แทนสภาวะก็มีเช่นนี้

สรุปอีกทีหนึ่ง

อันที่ 5 หมายความว่าเป็นส่วนกลางส่วนรวม ทุกคนทำมาเป็นส่วนกลางไว้แล้วไม่ต้องยึดถือว่าเป็นของเราผู้เดียว แต่เป็นของเราทุกคน ทุกคนมีสิทธิ์ทุกคน แม้แต่คนที่อยู่ในฐานะต่ำหรือสูงก็ตามมีสิทธิ์เท่ากัน ที่จำเป็นจะต้องใช้ก็ไปหยิบมาใช้ ไม่จำเป็นก็อย่าไปเอามาใช้ เท่านั้นเอง ถ้าจำเป็นน้อย หรือจำเป็นมาก ก็ให้คนที่จำเป็นมากกว่าคนที่จำเป็นน้อย คนที่มีกำลังแข็งแรงมากกว่าก็เอามาน้อยกว่า คนที่มีกำลังน้อยก็ให้เขาได้มากกว่า ก็เป็นสัจจะอย่างนี้ คนที่มีปัญญามีปฏิภาณมีความเฉลียวฉลาดรู้อย่างนี้ ก็ไม่ไปเลี่ยงความจริงพวกนี้ ก็ทำตามความจริง

คนที่เข้าใจสัจจะแล้วทำตรงตามความจริงอันเหมาะควร ไม่ลำเอียง ไปเข้าข้างในธรรมตามสัจจะที่มันสมควร ที่จะเป็นตามสมควรตามสัจจะที่มันเป็น

คนที่ซื่อสัตย์สุจริตต่อสัจจะสภาวะต่างๆพวกนี้จึงทำงานกับสังคมมนุษยชาติอย่างเป็นประโยชน์สูงประหยัดสุดได้อย่างดี เป็นคนกินน้อยใช้น้อยแต่ตัวเองแข็งแรงเต็มที่ด้วยไม่ใช่ว่ากินน้อยใช้น้อยแล้วตัวเองก็อ่อนแอลงไปตายก่อนอย่างนี้ไม่เอา ต้องให้แข็งแรง สมบูรณ์เกินไปก็ไม่แข็งแรง น้อยไปก็ไม่แข็งแรง ต้องได้พอดีให้สมดุล

นักเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ที่ไม่มีตัวตนไม่เห็นแก่ตัว อย่างที่อธิบาย จึงเป็นผู้ที่ใช้พลังงานใช้ความรู้ความสามารถ ทำงานรับใช้ประชาชนอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย รู้จักพักรู้จักเพียรไป เป็นไปได้อย่างดี อาตมาก็กำลังทำดังกล่าวนี้

จึงเข้าใจว่าทำอย่างนี้ดีที่สุด ทำได้เท่าไหร่ก็ทำอย่างไม่ออมมือ ทำอย่างเต็มที่ ทำเพื่อช่วยมนุษยชาติ เพราะมนุษย์ที่ควรได้ช่วย ทั้งคนโง่ที่ดื้อด้านดึงดันหรือคนไม่ดื้อด้านดึงดัน หรือคนที่อาสาสมัครเข้ามาร่วมไม้ร่วมมือสอดคล้องเสริมสานต่อด้วย เราก็ต้องช่วยคนที่ร่วมมือเสริมต่อ เพราะแต่ละคนก็ล้วนแต่มีเหตุของตัวเอง มีพลังความรู้เท่าไหร่ก็ไปผลิตสร้างได้ดีแล้วไปช่วยคนอื่นเพิ่มขึ้นเป็นปฏิภาคทวีตามลำดับ เราควรจะช่วยใครก่อนเป็นสัจจะที่อาตมารู้และเชื่อว่าถูกต้องดีแล้ว

คนที่มีความรู้ดังกล่าวมารวมตัวกันเป็นมวล จึงเป็นผู้ที่สร้างแล้วเอาไปรวมกับกองกลางตัวเองกินใช้น้อย แต่ตัวเองสร้างได้มากขึ้น แต่ละคนจึงมีแต่ที่ตัวเองเปลืองน้อย แต่สร้างได้มากขึ้นด้วยเรื่อยๆ ก็รวมกันได้มากๆขึ้น ไม่ไปดูดเอาจากใคร ไม่ไปเบียดเบียนใคร ตัวเองมีความรู้ความสามารถสร้างสรร ผู้สร้างจึงคือพระเจ้า นี่แหละคือการสร้างของพระเจ้า สร้างอย่างมีปัญญาในสิ่งที่ควรสร้าง ไม่สร้างในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ สร้างสิ่งที่ควรสร้างอย่างสมเหมาะสมควรกับยุคสมัยกับผู้คน ตัวจริง สิ่งที่สร้างขึ้นมาแล้วคนเขาก็ไม่ใช้จะสร้างขึ้นมาทำไม นอกจากที่คนเขาไม่ใช้สร้างขึ้นมาสูญเปล่า สร้างขึ้นมาแล้วเป็นพิษกับคุณ คุณก็เอาไปใช้กับคนอื่นอีกคุณก็เป็นบาป คุณก็ไปช่วยอย่างนั้นบาปเอง มันเป็นสัจจะของมัน ไม่ใช่ไปใส่โทษใส่ความอะไร เรามีทั้งปัญญาที่ชัดเจนเลือกเฟ้นสิ่งที่ควร สิ่งที่ไม่ควรรอไม่ทำไม่เสียแรงเวลาทุนรอนทำ เราทำในสิ่งที่ควรเท่านั้น

ในสูตรในทฤษฎีที่สร้าง เราก็ทำตามพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆที่ทำมา มันตรงกันหมด ตามผู้ที่เป็นครูอาจารย์แล้ว เป็นสัจจะที่ตรงกันหมดแล้วก็ได้ใช้ประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยชาติ

อาตมาถึงมั่นใจว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้ อธิบายไม่เก่งเท่าไหร่ แต่ว่ามันทำได้ผลจริงๆได้ความจริง จริงๆ จึงทําอยู่อย่างที่เรียกว่าไม่สะดุ้งสะเทือน ตรวจสอบว่าอะไรบกพร่องก็ทำให้มันถูกต้อง ทำให้มันเต็มอย่าให้ผิดพลาด แล้วก็ทำเต็มที่ เพราะฉะนั้นใครที่เขาไม่รู้ เราก็รู้ว่าเขาไม่รู้แต่เราซื่อสัตย์เราไม่มีอคติอะไร ไม่ใช่ว่าไปดูถูกเขาที่เขาทักท้วงมา เราก็ไม่ใช่ไม่ฟังเลยก็ไม่ใช่ เราตรวจแล้วว่าคุณผิด ยังไม่ถูกหรอก เราก็ชัดเจนของเราจริง ไม่มีอะไรแอบแฝงไม่มีอะไรลำเอียงกับใคร ตรงที่สุดตามสัจจะตามความจริง ตามหลักการตามหลักฐานความรู้ ยิ่งถ้าเป็นผู้รู้ที่เรานับถืออย่างพระพุทธเจ้า หรือรองลงมาเป็นปัจเจกพระพุทธเจ้า ที่เราต้องนับถือความจริงที่ท่านมี เราอยู่ในระดับนี้ก็นับถือผู้ที่สูงกว่า อาตมาก็ทำอย่างนั้นมาตลอดเวลา ก็ทำมาด้วยความจริงใจทุกวันนี้

สรุป วิถีประเทศไทยมีคนที่มีจิตวิญญาณที่ลงรากปักลึกในสัจธรรมที่เป็นสัจธรรมในระดับภาษาเรียกว่าพุทธธรรม ที่มีมาตั้งแต่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะเป็นกี่ล้านล้านล้านล้านล้านปี ก็เหมือนกันลงตัวกันหมดให้มนุษย์ได้อาศัยใช้สอย เราก็ทำขึ้นมายืนยันแล้ว ผู้ที่มีปัญญาตรงกันก็รับรอง คนที่ไม่มีปัญญาตรงกัน เขาก็จะไม่รับรองไม่เป็นไร เราเอาแต่อันที่ตรงกันก็เหลือกินเหลือใช้แล้วสำหรับเรา ส่วนที่ได้มากขึ้นก็ช่วยกันทำเพิ่มขึ้นคนอื่นจะได้กินใช้มากขึ้น สำหรับเราแล้วมันพอ อาตมาไม่ได้รับผิดชอบทั้งโลก แต่ที่อาตมาทำนี่บอกว่าทำได้เท่านี้ ขนาดนี้ก็มีผู้มารับบริการอย่างพวกคุณนี้มารับบริการ ได้เท่านี้ มีไหม …มี แล้วไม่ไปเอาอื่นหรือ…เอาอื่นอีกด้วย …ใจสอง

สัจจะอันนี้มีหนึ่งเดียว คุณจะไปเอาสัจจะอื่นเป็น 2 หรือ เอาหนึ่งเดียว ก็อาศัยกินใช้เต็มที่แล้วอันนั้นเป็นของลำลอง เอาหนึ่งเดียวนี้สุดยอดแล้ว ผู้ที่มักน้อยเอาแต่หนึ่งเดียวนี้แหละใช้เต็มที่แล้วก็รู้พอ จบ เราไม่ได้มากๆเลยเอาแค่นี้แหละ แค่นี้ก็สมส่วนกันแล้วพอแล้ว จบ เอามากับเราก็เป็นแค่ 2 ถ้าเป็น 3 เป็น 4 เป็น 5 เป็น 6 ก็เพื่อผู้อื่น เราเอาแค่ 2 พอแล้ว ธรรมะพระพุทธเจ้าคำว่าธรรมะ 2 จึงยิ่งใหญ่มาก เราทำให้ได้ 2 นี้แหละ 2 เป็นตัวที่บริสุทธิ์ตัวที่ดีที่สุด ปรุงแต่งขึ้นมาเป็นสิ่งที่เกิดจากสองนี้ แล้วก็แบ่งกันไปเป็นลูกเป็นหลานเหลนโหลนเป็น 4 เป็น 5 เป็น 6 เป็น 8 เป็น 10

หรือจริงๆ 2 ก็คือผู้ที่เราจะแบ่งให้ ส่วนเรานั้นใช้ 1 เท่านั้นหรือน้อยหรือไม่มี ก็อยู่ได้เพราะเป็นอมตะบุคคล 0 เราก็อยู่ได้แข็งแรงมาก ประเทศไทยถ้าทำได้ จะเป็นพี่เลี้ยงเป็นพ่อเป็นแม่ให้ประเทศอื่นได้ จริง นี่ใช้ภาษานะ ที่ว่าเป็นพ่อเป็นแม่เป็นพี่เป็นน้องก็คือเป็นการอุ้มชูกัน ไม่ใช่ไปฆ่าแกงกัน

เศรษฐกิจองค์รวมที่เป็นสาธารณโภคีสูงสุด ชาวอโศกเราทำได้สำเร็จ ไม่ใช่พูดอย่างน่าหมั่นไส้นะ ไม่ใช่คุยใหญ่โต ก็เท่าที่เรามีนี่แหละเป็นองค์รวม ขณะนี้ชาวอโศก สันติอโศกมียอดทุนคงคลังเท่าไหร่ ไม่เท่าไหร่หรอก แต่ก็พอกินพอใช้ มีเท่านี้ก็พอกินพอใช้ สำหรับสันติอโศก ของราชธานีอโศกก็มีพอกินพอใช้ไม่ไปเบียดเบียนใคร พี่ๆจะให้มาเอาก็เอาไปเผื่อแผ่ไปสร้างสรรค์ต่อ สร้างสรรค์พอแล้วก็แบ่งให้น้องคนอื่นต่อ ไม่ได้ขี้หวงแหน เอาเปรียบเอารัดกัน เป็นสัจจะความจริงที่เรารู้จักพอรู้จักแบ่งแจก เป็นยอดเศรษฐศาสตร์ เป็นยอดของเศรษฐกิจที่ซื่อสัตย์ เห็นความจริงตามความเป็นจริง แล้วสะพัดไปสู่ผู้ที่ควรได้ควรเป็นอย่างซื่อสัตย์

อาตมาเคยอธิบาย GDP พยายามใช้ภาษา domestic หมายถึงภายในของเรา เพราะฉะนั้นภายในของเราก็หมายความว่า เช่น ประเทศของเราก็เป็นผลได้ของประเทศของเรา ผลได้คือเราสร้างเองนะ ไม่ใช่ไปเอาจากของคนอื่นมา ไปโลภจากประเทศอื่นมารวมเป็น GDP อันนั้นไม่ใช่ domestic เอาอย่างขูดรีดมาด้วยแล้วไปขายแพงอีก แล้วบอกว่านี่คือ Gross เป็นรายได้องค์รวมของเรานั้น ไม่ใช่ มันเป็นการขูดรีดของคนอื่นมา มันต้องเอาของคุณเองเป็น domestic อาตมาจะอธิบายอีกเท่าไหร่ดี Domestic คือของเราเท่านั้นไทยสร้างได้เท่านี้ ถือว่าเป็นผลได้รวมทั้งตัวเลข ไทยสร้างได้ 1000 ไทยกินแค่ 200 อีก 800 ก็แจกให้คนอื่นนี่คือเศรษฐกิจดี

แต่ถ้าประเทศตัวเองสร้างไม่ได้เลย แล้วเอาจากของคนอื่นมาแล้วไปเรียกอันนี้ว่า GDP รายได้องค์รวม Gross ก็เป็นการโกหกเพราะเอาของคนอื่นมาทั้งนั้น Product วิธีการของคนเป็นอย่างนี้ได้เท่านี้ คุณโกหกมดเท็จนะ แค่นี้คุณก็มดเท็จ คุณก็ผิดจากสัจจะ ตีกินขี้ตู่ว่าของตนภายใน

ตั้งแต่ของตนเอง เรี่ยวแรงความสามารถของคนเดียวเราทำก็เป็นของเรา Domestic ของ 1 คนแล้วมีเหลือไหม ก็มีเหลือคุณกินพอ อิ่มด้วย สุขภาพแข็งแรง เพราะฉะนั้นส่วนเกินพวกนั้นนั่นแหละคือ GDP เจริญ คุณก็เอาออกให้คนอื่น domestic ก็ไม่ไปเบียดเบียนใคร

ฟังแค่นี้พวกเรียนน้อยก็ยังเข้าใจเลยพวกที่จบด็อกเตอร์ทำไมยังไม่เข้าใจ

เมื่อตรงตามสภาพจริงที่อาตมาพูดมันก็เป็นจริง ชาวอโศก อาตมาก็พูดแล้วพูดอีก อาตมาว่าชาวอโศกเราทำได้เป็นจริง

เราจะพิสูจน์ความจริงอันหนึ่งว่า 1. สุขภาพเราจะแข็งแรงอายุเราจะยืนยาว 2.เราก็เบิกบานแจ่มใสไม่เศร้าหมอง 3. เราจะแสดงสมรรถนะสร้างสรรไม่หยุดขยันหมั่นเพียร ควรพักเราก็พักควรพอแล้วก็พอ แล้วก็สร้างสรรค์ไปอย่างนี้ แต่ละคนเข้าใจสภาพจริงอย่างนี้ แล้วทำทุกคนมันก็มีมากรวมกันเป็นผลผลิตรวม ยืนยันความจริงเหล่านี้ไปแจกจ่ายคนอื่น เราไม่ได้ไปพูดเล่น พูดยกตัวโดยไม่จริง เราพูดจริง คุณจะมีภูมิมาตรวจสอบเราไหม ไม่ใช่ท้าทายเกินไป ก็ให้มาใช้ความรู้ความสามารถหลักการมา การมาตรวจสอบว่าเป็นอย่างนี้จริงๆ

เรารู้ว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญสิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่เป็นอาวุธร้ายแรงฆ่าคนสร้างมาทำไมมันเป็นบาป หรือจะเที่ยวไปเอาสัตว์มาฆ่า แล้วเอาสัตว์ไปเป็นสินค้าเป็นผลผลิต ดีไม่ดีให้ไปกินเอาสัตว์มาอาศัยอีกต่อ ไม่ต้องใช้หรอก เนื้อสัตว์เป็นชีวของสัตว์เป็นให้เขาพัฒนาไป คุณก็จะไม่มีความปรารถนาดีหวังดีต่อสัตว์ทั้งปวง คุณฆ่าสัตว์มาเพื่อประโยชน์ของคุณเอง อันอื่นที่ไม่ใช่สัตว์เอามาแทนได้ไหม เอาแค่พืชที่มันไม่มีธาตุวิญญาณ เวทนา มันเป็นธาตุตัวตนของมันเท่านั้นเอง ไม่มีรักไม่มีชังอะไรไม่มีวิบากกับใคร ตัวเองยึดตัวเองทำตัวเองให้เป็นชีวะ จบชื่อว่าแล้ว ก็ไม่เป็นตัวเอง ถ้ามีเชื้อที่จะหมุนเวียนไปอีกก็จะหมุนเวียน ถ้าหากหมดฤทธิ์แล้วก็แตกเป็นดินน้ำไฟลมไป พระพุทธเจ้าสอน อุตุธาตุ พีชธาตุ แล้วเอามาทำกรรมจัดแจงปรุงแต่ง อย่างผู้ที่มีปัญญาให้เป็นประโยชน์ซับซ้อนไม่เป็นโทษ ให้เป็นประโยชน์ทั้งต่อคนต่อพืชต่อสัตว์

อุตุ มันเป็นไปตามสภาพแวดล้อมพลังอื่นไปรวมตัวแล้วทำให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คุณเข้าใจแล้วก็จะรู้ว่าลักษณะของพลังงานนี้ ปฏิกิริยา รวมกันเข้าเรียก fusion หรือแรงออก เป็น fission คุณรู้แยกออกกับรวมเข้าเท่านั้นเองในวิทยาศาสตร์ เดินทางชีวะก็รู้บ้าง ของพระพุทธเจ้านี้เป็นพลังงานที่รู้ได้ลึกและกว้างไกลกว่ามาก ของพุทธเจ้าสามารถ breed ซึ่ง biology ทำไม่ได้ถึงในระดับจิต แต่พุทธเอาสัดส่วนของพลังงานจิตมาจัดสัดส่วน ได้

อาตมาเรียนรู้ถึงระดับ Coefficient  E=C(mc2+A)

ยืนยันได้ว่าทำได้เป็นจริง ก็ฝืนมาได้ถึง 1 นักษัตร ได้ 84 ปีแล้ว ถ้าไปอีก 1 นักษัตรได้เป็น 96 ปี อาตมาแข็งแรงอยู่ก็ค่อยฉลองกันนะ ฉลองให้ยิ่งใหญ่ ถ้าหากไปถึง 108 ปีก็ฉลุยเลย ถ้า 108 แล้วอาตมาว่า 120 ไม่มีปัญหามีแต่ปัญญา ส่วนจะต่อไปเป็น 132 เป็น 144 ก็ว่ากันอีกทีนึง ถ้าถึง 144 แล้วคิดว่าคงหมดแรงแน่ ไปไม่ออกแน่ มันจะมากเกิน ไม่ไหว

ขนาดนี้ ผู้ที่จะมาปรากฏมากที่สุดอันนี้ต่อโลก อาตมาทำขนาดนี้ยิ่งใหญ่แล้วนะ ถ้าจะมาลอกเลียนก็เอาเถอะน่า แล้วคุณต้องอธิบายได้อย่างอาตมาอธิบายนะ ยืนยันหลักฐานด้วยนะ ถ้าทำได้ก็ลองดูสิ เรื่องของสัจจะมันมีหลักฐานมีบัญญัติมีพยัญชนะ แล้วก็เอามาสื่อถึงสภาวะอธิบายได้

เศรษฐกิจ อาตมามีภูมิรู้แยกแยะได้ 5 ประเภท ทุกวันนี้เศรษฐกิจในระดับสาธารณโภคี กำลังปรากฏตัว สูงกว่าคอมมิวนิสต์ที่ดี เป็นคอมมูนยิ่งใหญ่ ยิ่งเป็นสาธารณโภคีในระดับมรรค ก็คือตัวเชื่อมต่อมีแกนหลักเป็นสาธารณโภคีในระดับสูงสุดคือ 0 ไม่มีตัวตน เป็นสาธารณโภคีสูงสุด เพราะฉะนั้นแรงงาน ความรู้ เวลา ทำเพื่อผู้อื่นหมดเลย ส่วนตัวเราเอง ปรปฏิพัทธาเมชีวิกา คนอื่นเห็นว่าดีอยู่ก็เลี้ยงไว้ ใครไม่เห็นว่าอาตมามีคุณค่าก็ปล่อยให้ตาย ไม่ต่อรองไม่ต่อว่าด้วย เพราะว่าอาตมาหมดค่าจริงๆแล้วหมดน้ำยาหมดเรี่ยวแรงแล้วมันก็ตายไป เมื่อควรตายแล้วไม่มีน้ำยาแล้วก็ควรปล่อยให้ตาย ไม่มีอะไรจะทำให้คนอื่นต่อไปได้อีกแล้วให้อาตมาตายเถอะ มันสมเหมาะสมควรแล้วไม่ได้ดัดจริตแสร้งพูด หากอาตมายังมีเรี่ยวแรงอยู่ก็จะทำแม้คนอื่นจะอยากให้ตายก็ยังไม่ตาย

บุญคือตัวชำระกิเลสฆ่ากิเลสของเราเอง ตอนนี้อธิบายเชิงสร้างสรร คนมีลักษณะพฤติกรรมเช่นนี้ก็มารวมตัวกัน อาตมาไม่กลัวหรอกว่าชาวอโศกจะเป็นที่น่ารังเกียจในอนาคต เพราะชาวอโศกเข้าใจสแกนแล้วมาประพฤติเป็นจริง ไม่เห็นแก่ตัวไม่มีตัวตน ทำให้ตัวตนน้อยลงแล้ว ทำให้มากขึ้น ตัวเราเองก็เป็นคนเปลืองน้อย เป็นคนใช้วัตถุที่มาสังเคราะห์ให้ตัวเราเองน้อย ไม่เปลือง เราก็มีพลังงานสร้างสรรค์ให้มากขึ้น เสร็จแล้วก็ไม่หวงแหนไม่กักตุน สะพัดให้แก่คนอื่นที่ควรได้ เรามั่นใจว่าเรามีสมรรถนะก็สร้างขึ้นอีกได้ เรามีแรงงานคุมตัวเองได้ แม้ตัวเองจะป่วยตัวเองจะเจ็บที่สุดเราจะพิการลงไปมันไม่คงที่ ก็มีลูกหลาน มีมิตรสหาย มีผู้อื่นที่ทำอยู่ในกิจการเดียวกัน ในเรื่องเดียวกัน สร้างสรรสร้างเสริมต่อกันไปอย่างไม่ขาดสาย เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวสูญ เชื้อสาธารณโภคีที่เราได้มีขึ้นแล้วไม่ต้องกลัวสูญ แต่อย่าประมาท สูญได้ถ้าหากประมาท แต่ถ้าทำอัตราการก้าวหน้ายังอยู่ในขั้นคูณ ขึ้นไปเรื่อยๆรับรอง

Coefficient ต้องมีDefinitionชัดเจนว่าต้องมีระดับคูณขึ้นไปคุณต้องเกินคูณขึ้นไป ถ้าบวกก็ยังจะช้าอยู่

1.ไม่เร็วทันใจช้าอยู่ 2.เทอะทะ 3.รวมกันยากต้องทำระดับคูณ อย่าไปมัวช้าระดับบวก คนที่ทำคูณไม่ได้ทำแต่บวกๆๆ ก็เป็นมิติหนี่งของลักษณะสัจจะ ทำคูณไม่เป็นทำเป็นแต่บวกก็ช้าของคุณ มันเร็วเป็นคูณไม่ได้ก็ต้องทำอย่างนั้นต่อ บวกก็บวก แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ แต่ถ้ายกกำลังจะทวีไม่จำกัดเลยนะ

บุญ ใช้ ชำระกรรมที่ผิด จิตที่เลว

นื้อแท้บุญ ต้องชำระตัวกิเลสที่มันฉุดคือกิเลส กรรมที่ผิดคือจิตที่เลวนี่คือตัวเหตุ คุณแก้กรรมที่ผิด แก้จิตที่เลว ล้างออกชำระออกขัดเกลาอย่าให้มันมี กรรมที่ผิดจิตที่เลวให้ลดลงๆ มันก็เจริญได้

ที่พูดอยู่ไม่ใช่แค่ปากเปล่า แต่เป็นความจริง ใครจะบอกว่าไม่จริงก็ไม่เป็นไร เราทำ เราทำได้จริงแล้ว ใครจะบอกว่าไม่จริงก็แล้วแต่เขา  คนที่ยืนยันสัจจะที่จริงอย่างนี้ อาตมาก็ว่าคนในโลกยุคนี้มีความเฉลียวฉลาดที่จะไปพบกับความจริง ต้องการความเฉลียวฉลาดที่ไปพบกับความจริง เพราะเขาได้มีความเฉลียวฉลาดที่มันไม่ตรงกับความจริง มันเฉ แล้วมันก็ Go Forward ไปไม่รู้จักเท่าไหร่แล้ว เฉ ไปจากองศาแล้ว แล้วก็ ไปลิ่วๆด้วย เราไม่เอามันไม่ตรง เอาให้มันตรง 180 องศาเลย เราต้องพยายามทำให้ได้อย่างนั้น สัจจะของเราจึงเฉน้อย

ไม่ Go ไปตามเฉ ไม่เอาเฉโก ไม่ Go ไปตามเฉ เล่นภาษาแต่ความจริงก็เป็นอย่างนั้นจริง อาตมาไม่มีลักษณะประเล้าประโลมเอาใจ แต่เอาจริงเปรี้ยงๆ เพี้ยนไป .00001 ก็ไม่ได้ ให้ตรงเปรี้ยงๆๆ ขออภัย อาตมามีลักษณะ เปรี้ยงๆๆ สายฟ้าในวาทะ ขวานจักตอก คือฉายาของอาตมา สายฟ้าในวาทะก็ดูเพราะ แต่ขวานจักตอก คือคนที่ทำตอกได้เป็นจะทำได้บางและเล็กเสมอ เอามาสานตะกร้าสานตะแกรงได้สวย อาตมานี่จักจริงๆไม่เป็น การฝีมืออาตมาไม่ได้คะแนนเท่าไหร่

ผู้ที่สามารถรู้จักสภาวะแล้วก็รู้จักพยัญชนะ มีปฏิภาณรู้จักความเฉลียวฉลาดถูกสภาวะถูกพยัญชนะ ก็มาทำความจริง ความจริงรู้จุดหมายปลายทางด้วยว่ามันเป็นอย่างไร จุดหมายปลายทางอยู่กันอย่างอบอุ่น อยู่กันอย่างสุขเย็น สุขสำราญเบิกบานใจ เผื่อแผ่กัน มีสาระณียะ ปิยะกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ

นี่คือสมเด็จพ่ออาตมาสอนไว้อย่างนี้ อาตมาก็เอาไปปฏิบัติตามไม่เป็นคนใจดำ ที่ไม่ระลึกถึงใครตัวใครตัวมัน ไม่เอา

1.พึ่งตนเองรอด 2.ระลึกถึงคนอื่นที่จะช่วยเขาบ้าง หากเราเตี้ยอุ้มค่อม ตัวเองก็จะตายอยู่แล้วก็ต้องช่วยตัวเองให้รอดก่อน แต่ถ้าเราช่วยตัวเองรอดแล้วไม่ได้ดัดจริตไม่ได้โกหก ไม่ได้ผิดไปจากความเป็นจริงมันเรื่องจริง เราช่วยตัวเองรอดแล้วเราก็ระลึกถึงผู้อื่น โดยมีส่วนเหลือส่วนเกินของเราเป็นแรงไปแจกเขาได้ไหม ก็เป็น สาราณียะ ระลึกถึงผู้อื่นด้วยความรัก ปิยกรณะ เป็นความรักที่ไม่ใช่เพื่อเห็นแก่ตัว เป็นความรักมิติที่สูง หมดความเห็นแก่ตัว แม้แต่เห็นแก่หมู่ฝูงมิตรสหายพวกตัวเอง ก็ไม่ใช่ แม้แต่ไม่ใช่แค่พวกประเทศเรา เห็นแต่ประเทศเราก็แคบไป ยิ่งไปเห็นแก่มิตรสหายเราวงศาคณาญาติเราก็ยิ่งแคบ ไม่เห็นแก่พวกวงศาคณาญาติ หนักเข้าก็มีความรักแค่พ่อแม่ลูก แคบลงไปอีก ซึ่งเป็นความจำเป็นของมนุษยชาติของสังคมในความรัก 10 มิตินี้ เราต้องทำให้กว้างขึ้น

เป็นวิชาความรู้ที่เราต้องเข้าใจสัจจะและเอาไปปฏิบัติให้ตรงให้จริงกับสภาวะ เราก็ทำสำเร็จเราก็ทำได้ เพราะฉะนั้นเราจึงเป็นคนที่ไม่เบียดเบียนใคร ไม่ได้เป็นกลุ่มหมู่ที่เบียดเบียนใคร แต่เป็นกลุ่มหมู่ที่ช่วยเหลือผู้อื่นได้ เป็นกลุ่มหมู่ที่เป็นที่พึ่งของคนอื่นอย่างแท้จริง เราช่วยได้ ช่วยที่เราช่วยได้ด้วยนะ ไม่ใช่อวดดีจะช่วยได้ทั้งโลก ไม่

ขณะนี้พูดตรงๆ อเมริกาจะขอให้ประเทศไทยช่วยก็อย่าเพิ่งเลย เอ็งไปปฏิบัติตนเองก่อน กินน้อยใช้น้อยให้อบายมุขลดลงเข้าใจอบายมุขให้ได้

อบายมุขที่ไปเที่ยวสร้างอาวุธฆ่าเขามันเป็นอบายมุขร้ายแรงให้หยุดก่อน อบายมุขที่เฟ้อเกินชอบความรุนแรงฆ่ากันตีกันชกต่อยกันดูความดุเดือดกัน เลิก รักจี๋จ่า ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยมากมาย Spark กับอารมณ์รักมากๆให้พอให้ลดลง เขาจะเข้าใจความหมายเรานี้ไหม ถ้าเข้าใจแล้วเขาก็ลดลงได้ก็คบกันได้ หากเข้าใจไม่ได้ก็คบกัน ไม่รู้เรื่องก็รับวิบากกันไปเองก่อน ความหมายที่อาตมาพูดนี้ก็แค่คร่าวๆ ต้องติดตามมาชมมาฟังอีกอย่างน้อย 50 ปี

ใครที่ฟังได้รับได้ฉลาดพอ คุณก็ได้สิ่งที่คุณได้สิ่งที่เป็นไป แล้วเอาไปปฏิบัติ จึงจะเกิดผลที่เป็นตัวบุคคลที่มีผลดีเจริญขึ้น มันจะเป็นประโยชน์ท่าน สรุปแล้วคำสอนพุทธเจ้าให้หมดตัวตน เป็นประโยชน์ท่านถ่ายเดียว ตัวเองจะกินน้อยใช้น้อยอาศัยสิ่งที่น้อยลงยิ่งกว่ายอดหญ้ายอดหนึ่ง นอกนั้นรับใช้เขาแล้วมีสมรรถนะสูงมีความสามารถมาก ช่วยผู้อื่นได้ดีด้วย เป็นคนอย่างนี้ไม่ต้องกลัวหรอก คนอื่นจะไม่เลี้ยงดูไว้ เพราะคนเลี้ยงดูไว้นี้มีแต่คนมีปัญญา คนไม่มีปัญญามันไม่อยากเลี้ยงดูเราหรอก ช่างมันเถอะ เอาแต่คนที่มีปัญญารู้ว่าเราเป็นคนที่มีค่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เขาเลี้ยงดูไว้ เราก็มักน้อยอยู่แล้วเราก็พอ เหลือแหล่

คนที่มาเลี้ยงดูอาตมาก็จะมีส่วนเกิน อาตมาก็จะเอาไปสะพัด ช่วยเหลือผู้อื่นต่อมันก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ นี่เป็นสัจจะที่แท้จริงเลยถูกต้องตามคำพูดนี้ แล้วก็เป็นสัจจะที่เถียงไม่ได้เลย แย้งไม่ได้เลย นอกจากคนโง่แย้ง หากคนฉลาดเขาแย้งไม่ได้หรอก เขาจำนนต่อความจริงนี้

อาตมาก็มั่นใจในสิ่งที่พระพุทธเจ้าพามาเป็นเช่นนี้เราก็ทำอย่างนี้ตามซื่อ อาตมานี้คนซื่อนะ เอาตามตรงตามที่พระพุทธเจ้าสอนและเป็นได้ตามที่พระพุทธเจ้าสอนเราก็ทำตามนี้ไม่พลิกแพลงผิดเพี้ยน มันก็ตรงจนกระทั่ง เฮ้ย เอ็งจะผ่าก็ผ่าเฉียงๆหน่อยได้ไหม เราก็ไม่เอา จะผ่าตรงๆไปเฉียงทำไม ตรงๆมันก็ถูกหัวข้าสิ หัวข้ามันตรงที่เอ็งผ่า เขาก็หนีสิ

สังคมความรู้ศาสนาทุกวันนี้ของประเทศไทย กำลังเกิดการปฏิรูปเกิดการปฏิวัติ เราก็เชียร์ให้เอาเลยๆๆ เพราะเราไปทำเองไม่ได้ทำเองไม่เก่ง ถ้าทำเองเป็นแล้วก็ช่วยไปเลย ช่วยทำช่วยปลูกฝัง ก็จะเกิดกลุ่มพลังงานที่สืบสานสร้างสรรสิ่งที่ดีขึ้นให้แก่โลก ด้วยความรู้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ถ้าเราไม่ได้สร้างสิ่งที่เหลวไหลเลย เราสร้างแต่สิ่งที่เป็นคุณค่าประโยชน์จริงๆ สิ่งเหล่านี้ซับซ้อน คนเถียงมา เราก็ไม่แย้ง เอาแต่คนที่เชื่อก็พอ ก็ช่วยกันทำสิ่งที่ดีพัฒนาในสิ่งที่ดีที่ถูกต้องให้คนจำนวนหนึ่งให้มีปัญหา แล้วมันมีสภาพอจินไตย คนที่มีความดีความถูกต้อง เป็นแก่นแกนหนักแน่นมากตีไม่แตก นอกจากตีไม่แตกแล้วยังมีกัมมันตภาพรังสี เป็น aura กันเอาไว้ด้วย คุณเข้ามาก็เจอ aura ก็ง่อยแล้ว เพราะมันเป็นพลังงาน อุณหธาตุ เป็นพลังงานไฟพลังงานของคุณสู้พลังงานเหล่านี้ไม่ได้ เป็นกัมมันตภาพรังสีที่มีพลังงานสูงสมมุติว่ามีร้อยเปอร์เซ็นต์ ของพวกคุณมีน้อยกว่าแน่จึงเหนือกว่าเรียกว่าอุตระ พลังงานราคะโทสะโมหะของคนอื่นสู้พลังงานไฟฌานที่เต็มที่ออกไปเป็นออร่า รัศมี พวกคุณจะเข้ามานี้ฝ่ารัศมี พลังงานความร้อนของอันนี้เสียก่อนมาไม่ได้ เพราะฉะนั้นไม่ถึงกองทัพหลวงหรอก ไม่ถึงแกนในหรอก มาเจอทัพหน้า ด่านหน้าเท่านั้น ไปแล้ว ราคะ โทสะ โมหะของในโลกนี้ ชั่วอย่างนั้นทำมาหมดแล้ว เอ็งจะมาทำเลย ชั่วอย่างที่เอ็งทำ ทำมาหมดแล้วผ่านมาหมดแล้ว อย่างกรณีอัมพัฏฐมานพ สู้พระพุทธเจ้าไม่ได้ อาตมาไม่เก่งเท่าพระพุทธเจ้าหรอก

เศรษฐกิจที่พาทำนี้เป็นภาษาสมัยใหม่ เป็นพฤติกรรมที่คนมีความรู้ว่าต้องอาศัยเศรษฐศาสตร์อย่างนี้เศรษฐกิจอย่างนี้ วัตถุการเกี่ยวข้องกัน การสัมพันธ์กัน การผสมผสานกันการเอาไปใช้งาน ขนาดนี้ เราปรับปรุงปรุงแต่งเอามาผสมส่วนได้ อย่างซื่อสัตย์อย่างมีความรู้จริงๆ แล้วเราก็ทำ เช่นเราทำอาหารได้อย่างนี้ ใช้พลังงานทำอาหาร สร้างสรรค์ขึ้นมาได้เท่านี้ แต่พลังงานของเราเอาไปสร้างปืนสร้างลูกระเบิดไม่เป็น เราก็ไม่อายไม่ขายหน้าไม่ยี่หระ ไม่ได้น้อยหน้าเลย เพราะว่าการเอาไปสร้างระเบิดปืนผาหน้าไม้ มันเป็นสิ่งที่ชั่ว มันเอาไว้ฆ่าสัตว์ สัตว์มันก็มีวิบากของเขา ไม่ต้องฆ่ามันก็ตาย คุณไปฆ่าให้มันเกิดวิบากทำไม ปราถนาดีต่อสัตว์ แม้มันจะเกิดมาชั่วมันก็รับวิบากของมันเอง คุณเองคุณทำให้ดีเถอะจะมีออร่ากันวิบากพวกสัตว์ร้ายให้มันเข้ามาไม่ถึง เป็นเรื่องอจินไตยเหมือนกัน สัตว์ร้ายมันเข้ามาก็สู้ออร่าของเรา เข้ามาไม่ถึงตัวหรอก แค่รังสีของพลังงานเท่านั้นยังไม่ถึงขั้นน้ำไม่ถึงก้อนเลย ยังเข้ามาไม่ถึงยังไกลอีกนักไอ้หนู เหมือนคนตัวโต ผู้ใหญ่ จับหัวเด็กไว้ เด็กก็ชกไม่ถูกผู้ใหญ่ ถูกกันเอาไว้หมดแล้ว

อาตมามีความรู้การประมาณตัวเองว่าทำได้ถึงขั้นนี้ ก็เลยทำอยู่ต่อไป แต่ถ้าเราไม่รู้ไม่ชัดเจนว่าเราทำได้อย่างนี้ อย่าอวดดี เห็นช้างขี้อย่าขี้ตามช้าง ตายนะ ก้นแตกตาย แต่อาตมาเป็นช่างใหญ่จริงๆ สูง 7 ศอก แต่ถ้าเป็นกระต่ายน้อยเป็นเสือปลา อย่าไป แอ๊คเลย เป็นสัจจะอย่างนั้นตามที่เอาคำความพระพุทธเจ้ามาเป็นสัจจะยืนยันว่าเป็นจริงอย่างนั้นไหม อย่าหลงผิดว่าตัวเองใหญ่ ตรวจสอบความจริงว่าเราตัวเราก็เท่านี้ นอกจากตัวเราเท่านี้แล้ว คุณทำแบบ เผื่อพอไหม คุณมีร้อยก็ใช้หมดทั้งร้อย บ้าไปแล้ว ตายแน่ อย่าอวดดี เพราะฉะนั้นอาตมาถึงพูดแล้วว่าอาตมามี 100 อาตมาไม่ใช้ทั้ง 100 อาตมาใช้ 80 คุณบอกว่ามันยังไม่เก่งก็เอาเถอะนะอย่ามาหลอกให้เราใช้เกินกว่านี้เลย หลอกให้เราเผลอตัวใช้เป็นร้อย เราก็หมดตัว เราไม่หลงลมคุณหรอก คุณจะบอกว่าเราไม่เก่งมีเท่านี้หรือเราก็บอกว่าเท่านี้ ทำไมไม่ใช้อีกเราก็เผื่อพอไว้ เขาก็บอกว่าเห็นแก่ตัวอีก เราก็บอกว่าเราแค่นี้ เราเหลือตัวไว้แค่นี้ นี่พูดอย่างถ่อมตน แต่พูดอีกมุมหนึ่งก็บอกว่าขี้โม้ ไม่มีหรอกตัวเอง ไม่มี เราก็มีแต่เราไม่ใช้หมด นี่เรียกว่าพูดอย่างถ่อมตน แต่คนมองว่ามันโม้มันไม่มีหรอก มีก็เอามาใช้สิ เราก็ไม่หลงลม เราเหลือไว้สัก 20 เผื่อไว้ ไม่ถูกยั่วยุให้หมดเนื้อหมดตัว เราไม่โง่

สัจจะที่อาตมาพูดได้อธิบายได้ เพราะทำมาแล้ว ก็อย่างที่พูด ชั่วอย่างนั้นอย่ามาทำเลยเราทำมาหมดแล้ว เราผ่านมาหมดแล้ว แค่ฆ่าคนก็ผ่านมาแล้ว ยุคโน้น แต่ยุคนี้อาจเก่งกว่า ฆ่าได้ทีละล้าน ระเบิดที แต่ยุคโน้นทำแค่หอกดาบ ได้ทีละพันทีละหมื่นก็เก่งแล้ว หยาบคายหนักหนาแล้ว แล้วเราไม่เอาแล้ว ไม่ปรารถนาดีต่อสัตว์ทั้งปวงไปทำร้ายคนอื่น เราก็ไม่เอาแล้ว เพราะเราเชื่อในวิบาก เราเชื่อในผลของกรรม

เรารู้แล้วว่าสิ่งที่ควรจะหยุดก็หยุด ที่อาตมาพูดไปนี้ไม่ใช่พูดเล่น ไม่ใช่พูดเพ้อเจ้อ แต่พูดจริงว่าอาตมาเป็นมาแล้วผ่านมาแล้ว และก็ได้เข็ดหลาบ และก็รู้ดีว่าไม่ควรทำ มันชั่วเกินเหตุ เพราะฉะนั้นที่เราทำอยู่นี้มีข้อบกพร่องก็ค่อยยังชั่ว เราจะต้องระมัดระวังอย่าให้บกพร่องแม้นิดแม้น้อย เพราะเรารู้ดีว่าเรายังไม่เต็ม สิ่งที่ยังไม่เต็มจะเห็นอยู่ว่ายังถ่อมตน ถ้าหากอาตมาเป็นพระพุทธเจ้าก็ไม่ต้องถ่อมตน จะพูดความจริงตามความเป็นจริงอย่างเนื้อโดยไม่กระด้างกระเดื่อง พูดความจริง แต่อาตมาพูดไม่ได้อย่างนั้นมันผิดมันอวดดี แม้ตัวเองมีดี 100 เรายังขอสงวนไว้สัก 20 ใช้สัก 80 อวดไปสัก 80 อีก 20 ขนาดไม่บอกยัง hackedมารู้อีก ล้วงเอาไปอีก เรื่องอะไรจะให้แสดง อย่ามาหลอกให้หลงลม จะบอกว่า ยังไม่ใหญ่จริงก็ใช่ เราก็ไม่ได้ปิดบังอะไร เราก็พูดความจริง

มาเข้าเป้า สาธุ ขอให้คุณสมคิดได้ยิน

พระเจ้าอยู่หัวของไทยบอกว่าต้องมาเอาแบบคนจนนะลูกเอ๊ย คุณสมคิดก็ยังไขหู ก็ยังไม่รับฟังในหลวงว่าทำไมต้องให้เอาแบบคนจน คนจนมันจะมีประสิทธิภาพทำให้ประเทศชาติรุ่งเรืองได้อย่างไร ความเป็นคนจนที่มีประสิทธิภาพ ซ้อนลึก มาเป็นคนจนที่มีสมรรถนะเป็นคนจนที่มีความรู้เป็นคนจนที่มีความขยัน สร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์คุณค่าของมนุษย์โลกที่ต้องอาศัย สิ่งที่ไม่อาศัยสิ่งที่เป็นอาวุธสิ่งที่มอมเมาสิ่งที่ไปทำร้ายกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ทำอยู่แล้วไม่ใช่พลังงานไม่ใช้แคลอรี่ไปเสียกับสิ่งเหล่านั้นเลย เอามาสร้างสิ่งที่มีประโยชน์ ที่เป็นคุณค่าต่อมวลมนุษยชาติ และเรากล้าจน

คนกล้าจนนี้เป็นคนที่แข็งแรงมาก เป็นคนที่มีสมรรถนะจริง สูงส่ง แล้วมีพวกที่มีสมรรถนะสูงพึ่งพากันซ้อนอยู่ในนี้ไม่บกพร่อง รวมคนอยู่ในมวลใหญ่ แม้จะมีคนเจ็บป่วยคนพิการอยู่บ้าง แต่มวลใหญ่ที่มีอยู่ก็พอ แล้วจะสำคัญไปเป็นมีปฏิพากย์ทวี ชัดเจนอยู่ไหมว่าคุณมีองค์ประกอบเหล่านี้ถูกต้องจริง อาตมาตรวจสอบแล้วว่าจริง อาตมาก็ไม่กลัว ไม่ใช่ท้าทายนะ เพราะเรามีของจริงที่ชัดเจนแม่น ว่ามีจริงเป็นจริง ผู้ที่ร่วมกันทำอยู่ เหลือ เกิน ที่จะช่วยคนอื่นได้ด้วย เราจึงมั่นใจทำตามที่เราชัดเจน ไม่ได้เป็นคนงมงายหน้ามืดตาบอดไม่รู้จักอะไร แล้วเราได้สร้างสรรจริง

ผู้ที่ไม่มีมากเรียกว่าจน ก็คือคนไม่สะสมกักตุนเป็นของตัวเองมาก จึงมีน้อย ส่วนพวกที่เก่งจริง ไม่สะสมเป็นของตัวเองเลย ศูนย์ แล้วก็อยู่กับหมู่นี้อย่างไม่ต้องกลัวนั่นเป็นคนสุดยอดแล้ว คนที่ตัวเองสูง ไม่ต้องสะสม คนอื่นที่เห็นว่าเราดีมีค่าก็จะเลี้ยงดูเอาไว้ บอกว่าเราเป็นเครื่องมือที่เยี่ยมยอด อย่าให้พังให้สูญไปง่ายๆนะ ต้องช่วยกันรักษาจะรู้เอง

อาตมายืนยันว่าทำช่วยผู้อื่นจริง เห็นแก่ตัวน้อยหรือไม่เห็นแก่ตัวเลย ถ้าหากอาตมาทำอย่างนี้จริง คนอื่นที่มีปัญญามีดวงตาเขาก็จะเห็นความจริงอันนี้แล้ว เราก็จะได้แต่คนที่มีดวงตาเห็นความจริง คนที่ไม่มีปัญญามองอาตมาไม่ออก ก็ช่างเถอะ ศีรษะของใครก็ศีรษะของมัน เราก็เท่านี้พอ  นอกนั้นก็มีส่วนเกินจะช่วยผู้อื่นไป แต่ละคน เป็นอย่างที่อาตมาเป็นไปตามลำดับ จึงเกิดการ adaptation เกิดการเป็นลำดับขั้นที่เยอะเลย

อาตมาพูดไปแล้วว่าจริง หลายคนไม่เชื่อ ไม่เป็นไร อาตมาจะฝืนสังขารอยู่ไปอีกเพื่อพิสูจน์ จนคนตาบอดเห็นได้ โอ้โห ปณิธานนี้ คนตาบอดเห็นได้ เพราะวิทยาศาสตร์เจริญทําตาบอดให้ตาดีได้ เอามาทดแทนหรือปลูกฝังให้เจริญขึ้นใหม่ วิทยาศาสตร์ทำได้ แม้มันจะเกิดการปฏิเสธก็พยายามให้รับไปให้ได้ อวัยวะของคนนั้นคนนี้ให้ได้ ให้มันได้เหลี่ยมมุมก็อยู่ได้นานเอง ลบเหลี่ยมมุมที่เข้าไม่ได้ ก็อยู่ได้เองแม้ลบมุมไม่หมดได้แต่ 98 ก็ได้นานแล้ว ยิ่งลบมุมได้อีก 99 ก็ยิ่งเข้าได้ ลบมุมเหลี่ยมออกให้หมดเลย มันหมดมุมก็กลมไปหมดเลยก็สนุก เป็นหนึ่งเดียวกันเลย เราก็พยายามให้เป็นอย่างนี้แหละ ไม่ทรยศไม่ไปผิดเพี้ยน พูดจริงทำจริง แต่ทำได้เท่าไหร่ก็ยอมรับเท่านั้น เป็นความซื่อสัตย์

วิธีการที่จะลบเหลี่ยมมุมที่จะให้ลงตัวเป็น Cyclic Order เป็นวงกลมที่มันมีพลังงานสูงสุดเต็มที่มีระเบียบกันหมดไม่เกิดมุมเสียดทานอะไรเลย Smooth คล่องรอบ เราก็พยายามทำอย่างนี้จะได้เร็วที่สุดมีความสูญเสียน้อยที่สุด แม้ในการเสียดสีก็เกิดพลังงานร้อนแรง ก็ยิ่งเกิดมุม มันก็ยิ่งเกิดการเสียดทานเยอะ เราก็ลบมุมไปเรื่อยๆ หากมุมเยอะก็ยิ่งขูดเลือดออกลึกไปเรื่อย เราจะพยายามให้ไม่มีมุม ลื่นรอบเลย เราจะทำอย่างนั้น นี่คือรูปธรรม สภาวะจริง ที่เป็นนามธรรมก็จะเป็นอย่างนั้น

อาตมาจึงมั่นใจในสิ่งที่ทำ เรามีความจริงใจ เราไม่ต้องการให้ใครเจ็บปวดไม่ต้องการให้ใครได้รับบาดแผล ให้ทุกคนได้อยู่กันอย่างแข็งแรง ไม่มีบาดแผลบาดเจ็บ อยู่อย่างอบอุ่นพอดีๆ ถ้ามันเย็นชืด มันจะแข็งตัวจะมีความหนืด หนักเข้าก็เลยแข็งจนกระทั่งแม้จะไม่เน่า แต่ถ้าแข็งตัวแล้วมันมีปฏิกิริยาซ้อนเป็นแบคทีเรีย เน่าใน เจาะไชสลายทิ้งหมด กลายเป็นน้ำกลายเป็นแก๊ส แบคทีเรียจะสลายจากก้อนกลายเป็นน้ำกลายเป็นแก๊ส ส่วนที่ไม่ใช่แบคทีเรียตีให้แตกทุบให้แตก ทำให้ มุนอุ้ยปุ้ย(ภาษาอีสาน) ทำให้แหลกละเอียด จนกระทั่งกลายเป็นธาตุดิน ยิ่งกว่าผงละอองธุลี จนกระทั่งไม่เป็นผงละอองธุลีแล้ว ลดลงจนกระทั่งเหลือดูดดึงกันไว้แค่แรงน้ำอาโปธาตุ หรือจะเป็น ปฐวีธาตุ

อา โป ปฐ

อาโปธาตุมี 3 แต่ปฐ  มี 2 ตัว ว คือพฤติกรรม

ว ลงอีด้วย อะ อา อิ อี เป็นธาตุที่ 4 ของสระ จะวนออกนอกรอบได้ เอามาใช้ในปฐพีหรือปฐวี  

ว คือเศษวรรค มาเป็น พ คือแข็งขึ้น ปฐพีนี้แข็งกว่าเป็นตัวตนกว่าปฐวี

เป็นสัจจะที่ใช้พยัญชนะมาแทนสภาวะ นักบาลีมาฟังอาตมาไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก เพราะไม่ใช้ไวยากรณ์ ที่เป็นสภาพโครงสร้าง อาตมานี้เป็นโครงสร้างของต้นราก ก็เลยเข้าใจกันไม่ค่อยได้ก็ไม่เป็นไร อาตมาอธิบายนี้อาตมารับรองว่าไม่ทำร้ายของระดับไวยากรณ์ ไม่ทำลายแต่เขายึดพยัญชนะไวยกรณ์ เขาจะเห็นว่าอาตมาขัดแย้ง อาตมาก็เข้าใจ

สรุปแล้ว ศาสนาพุทธมีเนื้อแท้ของสิ่งประเสริฐสุดของมนุษยชาติ ในสังคมและการแบ่งแจกสะพัดให้แก่ผู้อื่น ทำอย่างสัดส่วนพอเหมาะพอดี จึงเป็นความหมายของคำว่า เสฏโฐ หรือเสฏฐะ ความเจริญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

เสฏโฐ นี้ใหญ่กว่า เสฏฐี ตัวโอใหญ่กว่า แต่นามสกุลฆราวาสเป็นจันทร์เศรษฐี เมื่อมาเป็นนักบวชจึงเจริญขึ้นเป็น เสฏโฐ ไม่ได้โมเม มีพยัญชนะรองรับจริงๆ

ปฐพีสูงกว่า ปฐวี แต่หากว่าในทางไม่ยึดมั่นถือมั่น ว.  สูงกว่า พ

สมณะเพาะพุทธ….สรุป พ่อครูอธิบาย เศรษฐกิจ 5 ประการ