การศึกษางานวิจัยชาวอโศก

สัมมาพัฒนา : สันติอโศก ขบวนการพุทธปฏิรูปแห่งประเทศไทย
จูลิอานา เอสเซน เขียน

บทที่ ๔
การสร้างปัจเจกชน

การสร้างคน: พัฒนาการทางจิตวิญญาณและวัตถุ
จากมุมมองของศาสนา ผู้เขียนกล่าวว่า “การสร้างคน” หมายถึง การพัฒนาจิตวิญญาณ สมาชิกศีรษะอโศก เปรียบเทียบ พุทธศาสนา กับศาสนาคริสต์ และลงความเห็นว่า ทุกศาสนา มีจุดมุ่งหมาย ที่จะสร้างคนให้เป็นคนดี อย่างไรก็ตาม แต่ละศาสนา อาจให้คำจำกัดความ “ความดี” ต่างกัน สำหรับพุทธศาสนา ผู้เขียนเข้าใจว่า ความดี หมายถึง การปฏิบัติ ตามมรรคมีองค์ ๘ เพื่อพัฒนาศีล สมาธิ ปัญญา และบุคคลในอุดมคติ คือผู้ที่มีพรหมวิหาร ๔ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) และพระอรหันต์ ผู้เขียนยอมรับว่า อาจต้องใช้เวลาหลายช่วงชีวิต จึงจะบรรลุอุดมคตินี้ได้ ในชีวิตนี้ คนธรรมดาสามัญ ควรประพฤติ ตามแนวทาง ๙ ประการคือ

  1. เลี้ยงง่าย (สุภระ)

  2. บำรุงง่าย (สุโปสะ)

  3. มักน้อย (อัปปิจฉะ)

  4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ )

  5. ขัดเกลา (สัลเลขะ)

  6. มีศีลเคร่ง (ธูตะ)

  7. มีอาการที่น่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ)

  8. ไม่สะสม (อปจยะ)

  9. ขยันหมั่นเพียร (วิริยารัมภะ)

ผู้เขียนกล่าวว่า อโศกได้ถือเอา แนวทางทั้ง ๙ ประการนี้ รวมทั้งคุณธรรม ที่เขาเห็นสมควร มาปฏิบัติ และเขียนคำเตือน ตัวโตๆ ไว้ที่ศาลาธรรม เพื่อให้สมาชิกเห็นทั่วกัน เช่น เบิกบาน แจ่มใส มัธยัสถ์ สุภาพ สงบ หมดความอยาก สิ้นความเสพย์  นอกจากนี้ อโศกวางหลัก ๕ ประการ สำหรับชุมชนบุญนิยม ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลด้วย คือ พึ่งตัวเอง ก่อร่าง และสร้างสรรค์ ทำงานหนัก และอดทน อย่าเอาเปรียบคนอื่น ตั้งใจเสียสละ 

ตามหลักพุทธศาสนา การสร้างตัวบุคคล ต้องเกี่ยวข้องกับ หลักเกณฑ์ทางวัตถุด้วย ผู้เขียนอ้างนิทาน ของท่านเจ้าคุณ ประยุทธ ปยุตโต เพื่อสนับสนุนความสัมพันธ์ ระหว่าง จิตวิญญาณกับวัตถุ

วันหนึ่ง พระพุทธเจ้า ทรงหยั่งรู้ ว่าชาวนา ผู้ยากจนคนหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในเมือง ที่อยู่ไม่ไกลจาก ที่พระพุทธองค์ประทับ มีความพร้อม ที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ พระพุทธองค์ ทรงดำเนินไปสู่ที่นั่น เพื่อทรงโปรดชาวนา ชาวเมือง พากันมา ชุมนุมเนืองแน่น เพื่อฟังคำเทศนาด้วย แต่พระพุทธเจ้าทรงรอ จนชาวนาคนนั้นมาถึง พระพุทธองค์ ทรงไต่ถามชาวนา ได้ความว่า เขาเที่ยวตามหาวัว ตัวที่หายไป จนทั่วป่า และมีความเหนื่อยล้า จนพะยุงกายแทบไม่อยู่ เพราะไม่ได้ รับประทานอาหารมาทั้งวัน พระพุทธเจ้า ทรงขอให้คนนำอาหาร มาให้ชายคนนั้นรับประทาน จนเขาอิ่ม พระองค์จึงเริ่มเทศนา ชาวนาคนนั้น ก็เข้าถึงพระธรรม และได้ตรัสรู้ เป็นพระอรหันต์

พระพุทธองค์ทรงอธิบายว่า ความหิว เป็นเหตุหนึ่งของความทุกข์ เมื่อคนถูกครอบงำ ด้วยความเจ็บปวด เพราะความทุกข์ เขาไม่สามารถ เข้รวิจารณ์คนอื่น เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง  อย่างไรก็ตาม การวิพากย์วิจารณ์ เป็นเรื่องธรรมดา สำหรับคนที่สนิทสนมกัน ผู้เขียนยกตัวอย่าง สมาชิกหญิงคนหนึ่ง ซึ่งสนิทสนมกับ ผู้เขียนมาก และมาระบายให้ฟังว่า เธอถูกนินทา เรื่องกินจุบกินจิบ  สมาชิกอีกคน เจ็บร้อนแทนผู้เขียน ที่ได้ยินคนตำหนิผู้เขียน ว่าใส่เสื้อรัดรูป อวดสัดส่วนของร่างกาย ซึ่งอาจทำให้คนคิดไปในแง่อกุศล และอาจทำให้เขาละเมิด ศีลข้อ ๓

เรื่องที่มีความขัดแย้งอยู่ในใจ ของสมาชิก อีกเรื่องหนึ่งคือ ควรจะแต่งงาน และมีครอบครัว หรือควรอยู่เป็นโสด? สมาชิกให้ความเห็นต่างกัน เช่น หัวหน้าหมู่บ้านเห็นว่า
มีปัญหาหลายอย่าง สำหรับคนหนุ่มสาว เขาอาจมีความรัก – ชอบกันเงียบๆ ซ่อนเร้นเอาไว้ มันเป็นธรรมชาติ แต่เขาก็พยายาม อยู่เป็นโสด ตามที่เราหวังให้เขาเป็น เราขอให้เขาเข้าใจ ดังนั้น เราจึงรอและหวังว่า สักวันหนึ่ง เขาจะเข้าใจ ว่าเมื่อเขาอยู่เป็นโสด และทำงานให้สังคม เขาได้ช่วยอะไร เยอะแยะ

ตามอุดมคติ สมาชิกที่อยู่เป็นโสด จะสามารถอุทิศสิ่งต่างๆ ให้สังคมได้ โดยไม่ต้องกังวลถึงครอบครัว

สมาชิกอีกคนหนึ่งคือ อาอ้าย  ให้ความเห็นดังนี้
คนระดับมหาวิทยาลัย หลังจากสำเร็จมัธยมศึกษา บางที เขารักใครและอยากแต่งงาน หรืออะไรทำนองนั้น แต่เขาไม่กล้า เพราะว่า การแต่งงาน จะทำให้เขารู้สึกว่า เขาตกต่ำ คล้ายกับว่า หยุดชะงัก การก้าวไปสู่การตรัสรู้ ทำไมเขาคิดว่า คนที่แต่งงาน ไม่สามารถตรัสรู้? พระพุทธเจ้าก็เคยแต่งงาน… แต่เดี๋ยวนี้ ดูเหมือนว่า เขารู้สึกขวยเขินที่มีคนรัก –ผู้หญิงบางคน ยังขวยเขิน ที่มีท้อง แม้กับสามีของตัวเอง… แม้ว่าพระโพธิรักษ์ ไม่ต้องการให้ใครรู้สึกขวยเขิน ท่านก็เข้าใจ ท่านดีมาก แต่คนอื่น ในครอบครัว ศีรษะอโศก ตั้งเป้าหมายขึ้นมาเอง เพราะว่ามีสมาชิกบางคน ในสีมาอโศกและที่อื่น คลอดลูกในชุมชน ซึ่งหมายความว่า เรายอมรับสิ่งนั้น แต่ทำไมเราไม่ให้เกียรติ ความเป็นครอบครัวอีกสักหน่อย? และทำให้เขาหมดกังวล ในเรื่องนี้

ผู้เขียนวิจารณ์ว่า อาอ้ายลำเอียง เข้าข้างการมีครอบครัว เพราะว่า เขามาจากโบสถ์มอร์มอน ซึ่งเน้นครอบครัว อย่างไรก็ตาม อาอ้าย เป็นครู ซึ่งเอาใจใส่นักเรียนมาก และรับฟังปัญหาของนักเรียน อย่างใกล้ชิด

ปัญหาข้อขัดแย้งนี้ อาจมีผลลบต่อชุมชน จะเอาไปพิจารณาให้ละเอียด ในบทที่ ๕

การตรวจศีล
วิธีวัดผลความก้าวหน้า ในการพัฒนาศีลธรรมของชาวอโศก ค่อนข้างเป็นกันเอง และสนุกสนาน ทุกวันอาทิตย์ เวลา ๑๙ นาฬิกา สมาชิกที่อยู่ประจำศีรษะอโศก จะชุมนุมกัน ๓ กลุ่ม คือกลุ่มนักเรียน กลุ่มหนุ่มสาว (อายุ ๑๘-๒๙ ปี) และกลุ่มผู้ใหญ่ พระสงฆ์จะเป็นผู้นำของแต่ละกลุ่ม โดยอภิปราย ศีลทีละข้อ แล้วอนุญาตให้สมาชิก ที่ประสงค์จะสารภาพผิด อธิบายว่าผิดศีลข้อไหน อย่างไร ครั้นแล้ว พระจะให้คำแนะนำ บางครั้ง สมาชิกไม่แน่ใจ ว่าเขาทำผิดศีลหรือไม่ จึงเป็นโอกาส ที่เขาจะได้ถามผู้รู้ เป็นการทำข้อสงสัยให้กระจ่าง และเรียนรู้จากตัวเอง และผู้อื่น ไม่ใช่การกล่าวโทษ ในที่ประชุม

 ใช้น้อย ทำงานมาก ที่เหลือจุนเจือสังคม

เพื่อ “การไม่ยึดติด” และ “การมีสมาธิ” สมาชิกอโศกทุกคน ถือคติพจน์ “ใช้น้อย ทำงานมาก ที่เหลือจุนเจือสังคม” คติพจน์นี้ เห็นได้ทุกวัน จากการแสดงออกของชาวอโศก

อาแก่นฟ้า หัวหน้าฝ่ายบริหารศีรษะอโศก ให้คำอธิบาย ดังนี้
ที่นี่เรามีหลักปรัชญาว่า เรากินน้อย ใช้น้อย ทำงานมาก เอาส่วนที่เหลือ ไปจุนเจือสังคม นี่เป็นการเสียสละ ให้สังคม –ส่วนที่เหลือใช้ เราไม่สะสม การสะสมเป็นบาป เพราะฉะนั้น เรากำหนดว่า เราจะกลับมาเป็นคนจน ในสายตา ของคนในโลกอื่น โลกอื่นคือ โลกที่เป็นระบบทุนนิยม ซึ่งต้องมีเงินเยอะแยะ ทรัพย์สินเยอะแยะ เราจะเป็นคนที่ไม่มีทรัพย์สิน แต่เป็นคน ทำงานหนัก และขยันหมั่นเพียร มีความรอบรู้ มีสมรรถภาพ และประสิทธิภาพ เราจะขยันมาก ๆ แต่จะไม่สะสม – เราจะกระจาย มันออกไปสู่คนอื่น ทุกสิ่งที่เรามีอยู่นี่ เรามีไว้เพื่อช่วยคนอื่น… เราไม่ถือว่า มันเป็นสมบัติของเรา เรามาอยู่ร่วมกัน ไม่หวังจะแสวงหาลาภทางวัตถุ นั่นคือ เรามาช่วยกันลดตัณหา ซึ่งครอบคลุมหัวใจมนุษย์ คุณมีตัณหาน้อยเท่าไร คุณก็ทำงาน มากเท่านั้น… แต่สิ่งที่เกิดจาก ความต้องการของเรา ตกไปเป็นของมนุษยชาติ เราไม่ได้จัดตั้งองค์การนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นของเรา เราไม่ใช่นักครอบครอง

ใช้น้อย <�

บทที่ ๓
พุทธสถานศีรษะอโศก

สถานที่ที่คนอาศัยอยู่ ไม่ว่าคนจะถูกบังคับให้อยู่ หรืออะไรก็ตาม ย่อมบอกลักษณะ นิสัยใจคอ ของผู้ที่อาศัยอยู่ ว่าเป็นคน เช่นใด พุทธสถาน ศีรษะอโศก เป็นสังคม นานาชาติ ที่คนซึ่งมีหลักการ และความมุ่งหมาย อย่างเดียวกัน มาอยู่ร่วมกัน (ต่างกับ หมู่บ้านทั่วไป ที่ลูกบ้าน เป็นคนเกิดที่นั่น) ดังนั้น ชื่อพุทธสถาน ศีรษะอโศก น่าจะบอก คุณลักษณะของคน ที่อาศัยอยู่ที่นั่น ได้ดีพอสมควร

อีสาน

ศีรษะอโศก ตั้งอยู่ในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ของประเทศไทย และอยู่ห่างจาก พรมแดนกัมพูชา ประมาณ ๕๐ กิโลเมตร อีสาน เป็นเขตที่มี ประชากร มากที่สุด และมีคนจน มากที่สุด วัฒนธรรมของ คนอีสาน คล้ายคลึงกับ วัฒนธรรม ของลาว และเขมร ภาษาลาว ของคนอีสาน คล้ายคลึงกับ ภาษาที่ใช้กันอยู่ ในประเทศลาว ชาวอีสาน ส่วนใหญ่ เป็นชาวนา ซึ่งยังชีพ ด้วยการกสิกรรม กับการปลูกพืช ที่ทำรายได้ เช่นอ้อย และ มันสัมปะหลัง ชาวนาส่วนใหญ่ ใช้ควายไถนา เพราะว่า รถไถราคาแพง และบำรุงรักษายาก หมู่บ้านในชนบท ภาคอีสาน เช่นเดียวกับ หมู่บ้านทั่วไป ในประเทศไทย คือเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ และห่างไกล จากทุ่งนา หลายกิโลเมตร ชาวนาเดินทาง ไปทำนา โดยการเดิน ขี่รถจักรยาน รถจักรยานยนต์ รถอีแต๋น และน้อยคน ที่โชคดี มีรถบรรทุก ปิกอัพใช้

พื้นดินในภาคอีสานแห้งแล้ง และมีปุ๋ย น้อยกว่าพื้นดิน ในภาคอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ คนอีสาน จึงมักเร่ร่อน เป็นกรรมกร ขายแรง หรือมิฉะนั้น ก็มีหนี้สิน รุงรัง การโค่นป่า เป็นสาเหตุหนึ่ง ของความแห้งแล้ง และดินเซาะ ตั้งแต่พวกก่อการร้าย คอมมิวนิสต์ ทะลักเข้ามา จากประเทศ เวียตนาม และลาว และเข้าใจกันว่า พวกนี้ หลบซ่อน อยู่ตามป่า รัฐบาลอนุญาต ให้ประชาชน ถือกรรมสิทธิ์ ในป่าสงวน ถ้าหากว่า เจ้าของที่ ถางป่า แล้วทำไร่ทำนาแทน การหักร้าง ถางป่า จึงเกิดขึ้น เป็นการใหญ่ ถนนสายใหม่ และระบบคมนาคม ถูกสร้างขึ้น เพื่อเชื่อมนครหลวง กับเมืองต่าง ๆ ในจังหวัด ซึ่งเมื่อก่อน ถูกทอดทิ้ง ให้อยู่โดดเดี่ยว การหักร้าง ถางพง คงดำเนินต่อไป ไม่หยุดยั้ง ตราบเท่าที่ ความต้องการพืชทำเงิน ยังมีอยู่ แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ รัฐบาลกลับมาเริ่ม โครงการ อีสานเขียว เพื่อกระตุ้น การกู้ป่า ตามธรรมชาติ ให้คืนสู่สภาพเดิม ด้วยความหวัง ที่จะฟื้นฟู สภาพดินฟ้าอากาศ และคุณภาพของดิน ขึ้นมาใหม่

แม้ว่าชีวิตในภาคอีสาน จะแสนลำบาก วัฒนธรรมอีสาน และชีวิตแบบชนบท ช่วยลด ความตึงเครียด ลงไม่น้อย สิ่งแรก คือ พุทธศาสนา มีวัดวา อาราม เป็นศูนย์กลาง ที่พึ่งทางจิตใจ และวัตถุ (และพิธีกรรม ที่เกี่ยวกับ ทางโลกด้วย) คนไทยชอบสนุก ทั้งในเวลาทำงาน และเลิกงาน คนอีสาน ชอบร้องเพลง ฟ้อนรำ และเล่นดนตรี แต่โชคไม่ดี ที่เหล้า มักเข้าไปเกี่ยวข้อง อยู่กับ ความสนุกสนานด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระหว่างผู้ชาย และนี่ก็เป็น ผลร้ายต่อสังคม และการเลี้ยงชีพ

การมีน้ำใจ เป็นอุปนิสัยดีงาม ของคนไทย ซึ่งพบเห็นดาษดื่น ในภาคอีสาน ตั้งแต่การต้อนรับ แขกเหรื่อ ที่มาเยี่ยม ไปจนถึง การลงแรง ช่วยเหลือกันและกัน ในฤดูเก็บเกี่ยว ถึงแม้ว่า พุทธสถาน ศีรษะอโศก จะไม่ใช่ หมู่บ้านตัวอย่าง ที่พบเห็นทั่วไป ในภาคอีสาน แต่ชุมชนนี้ ก็พยายามปรับปรุงตัว ให้มีคุณภาพ ชีวิตชนบท ที่ดีที่สุด


Chapter 3
Setting: Srisa Asoke Buddhist Center

The places people live, whether by choice or circumstance, can offer clues as to who those people are. The Srisa Asoke Buddhist Center is an “intentional community” where people with common principles and a common purpose gather (rather than a typical village into which people are born). As such, this place speaks volumes about its residents. This chapter introduces Srisa Asoke and the people who live there.

Isan

Srisa Asoske is located roughly fifty kilometers from the Cambodian border in Kantaralak District, Srisaket Province, Isan, the northeast region of Thailand (map 3.1). Isan is the poorest and most populous region in the country, and it shares cultural attributes with its neighbors. Laos and Combodia. The Isan language, lao, is a dialect of Thai very similar to the language spoken is Laos (though I have been told that people from Laos can understand Isan speakers, but not the other way around). Most Isan people are farmers, combining subsistence agriculture with cash crop cultivation such as sugar cane and cassava. Water buffalo are commonly used to plow as tractors are quite expensive and are more difficult to maintain. Like elsewhere in Thailand, Isan villages are arranged as hamlets with fields often several kilometers away. To get to these fields. Farmers may walk or take bicycles, motorcycles. Slow but innovative vehicles made of a large exposed engine pulling a long wooden trailer, or, for the lucky few, a pickup truck.

The land is much drier and less fertile in Isan than in other regions, which Crafts produced in the community, and ana area dedicated to the life history of Pau Than Bodhirak. Upstairs is a shrine housing sacred relics where visitors may pay their respects. Just behind the museum stands the most frequently used building in the community, the Common Hall, where both secular and religious activities take place. Fifteen or twenty kuti (monks’ sleeping huts of about five by eight feet) are tucked away in the wooded area behind the Common Hall, and a dozen slightly larger huts for khon wat (“temple people” who take eight precepts) line an approaching walkway. Surrounding this domain- in the community proper- are tree-lined lanes of wooden houses on stilts; facilities for cultivating mushrooms, weaving cloth, and recycling trash; organic vegetable and herb gardens in every available space. Forested areas with quiet paths; and a clinic, a library, an art studio, a cremation site, a rice mill, a smithy, and much more. It is astounding that just thirty years ago, this carefully crafted settlement was a bare cemetery.

There are about eighty regular residents at Srisa Asoke including seven monks as well as 200 boarding school students. Most residents are Isan natives, born and raised there in Srisaket or nearby provinces, however, several have relocated from Bangkok, and a handful have come from faraway places such as Chiang Mai. These residents do not fit the agrarian Isan norm: in a demographic survey of the community, 57 percent of the respondents said they came from a rural area (as opposed to town) but only 19 percent identified themselves as farmers. A roughly equal percent of the population had been teachers, students, or involved with sales (shopkeepers and street vendors) before coming to Srisa Asoke. There were also various other occupational backgrounds including an engineer, a driver, an artist, and a soldier. Overall, the educational level of Srisa Asoke residents is quite high: only three respondents had less than the national required level of education, a third completed what was required at the time (fourth grade or sixth grade), several more had at least some secondary school, and a whopping 43 percent has an associate’s degree or higher (including two with master’s degrees). Though the demographic survey did not ask the respondent to identify ethnicity, I would classify roughly 60 percent of the residents as ethnic Lao, 20 percent as Central or Northern Thai, and 20 percent as Chinese-Thai. These differences in background are not apparent at first glance due to the Asoke “uniform”: their unadorned, traditional rural dress comprising indigo-dyed Thai mahom farmer shirts and pants or phathung (wrap skirt) over bare feet.

While Srisa Asoke is not a typical Isan village, neither does it fit the stereotype of a Buddhist center. The common image of Buddhist practice is sitting still with eyes closed, monitoring the breath, but this is only one method of meditation. Asoke members practice meditation continuously through their work and social interactions. Lest one picture life at Srisa Asoke as contemplative navel gazing, consider a typical day. Residents are roused by a gong at 3:30 a.m. for chanting and sermons in the Common Hass or, one morning a week, a community meeting. Two hours later, the practitioners part company and set to their community work. At 10:00 a.m. residents and guests return to the Common Hall for a communal meal. This meal may last until noon because it is the only meal of the day for stricter practitioners as well as a time to relax. Community work then continues throughout the afternoon and early evening with time out for personal business. At night, residents may chat with neighbors , practice sitting meditation, watch a movie, attend committee meetings, or read quietly until “lights out” at 9:00 p.m. None of these activities is mandatory, and work often takes precedence. Add the daily activities of 200 schoolchildren as well as hundreds of visitors each month, and Srisa Asoke is a veritable beehive. ……..


ความเห็นของนักมานุษยวิทยาที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม

พุทธสถานศีรษะอโศก ล้อมรอบด้วยนาข้าว ต้นมะพร้าว ต้นกล้วย และไม้ยืนต้น เป็นหย่อม ๆ บางที ก็มีชาวนา นั่งพัก อยู่บนแคร่ไม้ไผ่ ใต้ร่มไม้ ผู้เขียนเล่าว่า วันที่เธอไปถึง เธอเห็นควาย อุ้ยอ้ายตัวหนึ่ง เล็มตอซังข้าว อยู่ในนา

ศีรษะอโศก ตั้งอยู่ริมถนนดินแดง ห่างจากทางหลวง สายเหนือ-ใต้ ที่วิ่งระหว่าง ตัวเมืองศรีสะเกษ กับอำเภอ กันทรลักษ์ ประมาณ ๒ กิโลเมตร ชุมชนอโศก ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว แต่ร่วมถนนขี้ฝุ่น กับชาวบ้านกระแซง และหมู่บ้านอื่น ๆ ในละแวกนั้น ในอดีต ผู้คนไม่กล้าใช้ ถนนสายนี้ เพราะกลัว พวกคอมมิวนิสต์ แต่ ๓๐ ปีให้หลัง หรือปัจจุบันนี้ ชาวบ้าน ในละแวกนั้น แวะเติมน้ำมัน รถจักรยานยนต์ ที่ปั้มศีรษะอโศก และซื้อ ของใช้ไม้สอย เครื่องเขียน แบบเรียน ข้าวกล้อง เมล็ดพันธุ์ผัก และของราคาถูก ที่ร้าน “น้ำใจ” ของศีรษะอโศก

ศีรษะอโศก มีเนื้อที่ทั้งหมด ๒๐๐ เอเคอร์ (๕๐๐ ไร่) เป็นสวนผลไม้ นาข้าว แปลงผัก และไร่ธัญพืช แต่ศูนย์กลางชุมชน อยู่ที่บ้าน วัด และโรงเรียน บริเวณนี้ กินเนื้อที่ ๓.๒ เอเคอร์ (๘ไร่ ) ถ้าเดินเข้าไป ในหมู่บ้านอโศก จะเห็นลักษณะ การวางแผน ที่รัดกุมมาก จากทางเข้าที่ร้าน “น้ำใจ” จะเห็นพิพิธภัณฑ์ ศีรษะอโศก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เป็นเรือนไทย ที่สง่างามมาก แสดงจิตกรรมฝาผนัง ภาพถ่าย ชีวิตในอโศก สิ่งประดิษฐ์ด้วยมือ วัฒนธรรมของมอญ ในสมัยโบราณ สินค้า และ หัตถกรรม ที่ผลิตในชุมชน และบริเวณที่แสดง ชีวประวัติ ของพ่อท่าน โพธิรักษ์ ชั้นบน เป็นสถูป บรรจุพระธาตุ และที่บูชา ข้างหลังพิพิธภัณฑ์ เป็นศาลาธรรม ซึ่งทั้งพระ และฆราวาส ใช้เป็น ที่ประชุม มีกุฏิ  (กระท่อม ขนาด ๕ x ๕ ฟุต) สำหรับสมณะ ประมาณ ๑๕-๒๐ หลัง แอบอยู่ในป่า หลังศาลาธรรม และมีกระท่อม ขนาดโตหน่อย ๑๒ หลัง สำหรับคนวัด (คนถือศีล ๘) เรียงราย อยู่ริมทาง รอบ ๆ บริเวณนี้ มีบ้านไม้เสาตั้ง (บ้านตั้งอยู่บนเสา) หลายหลัง เรียงกันไป ตามถนน ที่มีต้นไม้ ขึ้นอยู่เป็นแนว นอกจากนี้ ยังมีโรงเพาะเห็ด โรงทอผ้า ที่แปรรูปขยะ สวนครัว และ สวนสมุนไพร มีทางเท้า ในบริเวณป่า ที่เงียบสงัด มีคลินิก ห้องสมุด ห้องศิลป์ ที่เผาศพ โรงสี โรงตีเหล็ก เรือนทอ และอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่น่าเชื่อว่า ที่ตั้งถิ่นฐานแห่งนี้ ซึ่งมีแผนดำเนินงาน อย่างมีระเบียบ เคยเป็นป่าช้า มาก่อน เมื่อ ๓๐ ปีล่วงมาแล้ว

สมาชิกอาศัยประจำ อยู่ในชุมชนศีรษะอโศก ประมาณ ๘๐ คน รวมทั้ง สมณะ ๗ รูป และนักเรียน ที่อยู่ประจำอีก ๒๐๐ คน สมาชิกส่วนใหญ่ เป็นชาวอีสาน โดยกำเนิด คือ เกิดและเติบโตที่ ศรีสะเกษ หรือ จังหวัดใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม สมาชิกหลายคน ย้ายมาจาก กรุงเทพฯ และจำนวนหนึ่ง มาจากแดนไกล เช่น เชียงใหม่ สมาชิกเหล่านี้ ไม่เหมือนชาวนาทั่วไป ในภาคอีสาน คือ ๕๗% เป็นคนที่เคยอยู่ ในชนบท แต่ ๑๙ % เท่านั้น ที่เคยทำนา ประมาณครึ่งหนึ่ง ของสมาชิก ที่อยู่ประจำ เคยเป็นครู นักศึกษา หรือค้าขาย (ร้านค้า หรือแผงลอย) อาชีพอื่น เช่น วิศวกร จิตรกร พนักงานขับรถ และทหาร ส่วนระดับการศึกษา ของสมาชิก ศีรษะอโศก ค่อนข้างสูง ๔๓% ได้รับอนุปริญญา หรือสูงกว่า (๒ คนได้ปริญญาโท) ส่วนมาก จบมัธยมศึกษา ประมาณ ๑ ใน ๓ จบประถม ๔ หรือประถม ๖ และเพียง ๓ คน เท่านั้น ที่ไม่จบการศึกษา ภาคบังคับ ผู้เขียน ไม่ได้สำรวจ เชื้อชาติเดิม ของสมาชิก แต่สังเกตว่า ๖๐% มีเชื้อสายลาว ๒๐% เป็นคนไทย ภาคกลาง หรือภาค ตะวันออก เฉียงเหนือ และ ๒๐%  เป็นคนไทย เชื้อสายจีน ความแตกต่าง ทางเชื้อชาติ มักมองไม่ออก ในระยะแรกที่พบกัน เพราะเครื่องแบบ ของอโศก:  เหมือนเครื่องแต่งกาย ของชาวนา เสื้อหม้อฮ่อม กางเกง หรือผ้าถุงสีน้ำเงิน หรือสีดำ ทำให้ ดูเหมือนกันไปหมด

ศีรษะอโศก ไม่เหมือนกับ หมู่บ้านอีสานทั่ว ๆไป และก็ไม่ใช่ศูนย์พุทธศาสนา แบบเก่า การที่นักปฏิบัติธรรม นั่งหลับตา และพยายาม รักษาสติ ให้อยู่ที่ ลมหายใจ ไม่ใช่วิธีของอโศก สมาชิก ชุมชนอโศก เอาสติไว้ที่ การทำงาน และการติดต่อกัน ทางสังคม จึงเป็นการควบคุมสติ ที่ต่อเนื่องกันตลอดวัน ตามปกติ ชีวิตที่ศีรษะอโศก เริ่มตอนเช้าตรู่ เวลา ๓.๓๐ นาฬิกา ระฆัง ปลุกสมาชิก ทั้งหมู่บ้าน ไปสวดมนต์ และฟังธรรม ในศาลาธารรม หรือ ประชุมหมู่บ้าน อาทิตย์ละครั้ง  ๕.๓๐ นาฬิกา สมาชิกแยกย้าย กันไปทำงาน ตามหน่วยงานที่สังกัด  ๑๐.๐๐ นาฬิกา สมาชิก และผู้มาเยี่ยม กลับไปศาลาธรรม เพื่อรับประทาน อาหาร ร่วมกัน เวลาอาหาร นานถึงเที่ยง เพราะว่า นักปฏิบัติธรรมบางคน รับประทานอาหาร วันละมื้อเดียว เสร็จจากอาหาร สมาชิก กลับไปทำงานต่อ จนบ่ายหรือเย็น บางคน อาจขอเวลานอก เพื่อทำธุระส่วนตัว กลางคืน สมาชิก อาจสนทนา กับเพื่อนบ้าน ฝึกนั่งภาวนา ดูโทรทัศน์ ฟังการประชุม อ่านหนังสือ เงียบ ๆ จน ๒๑ นาฬิกา ถึงเวลาปิดไฟ อย่างไรก็ตาม กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่เป็นการบังคับ สมาชิกส่วนใหญ่ถือว่า งานสำคัญกว่าสิ่งอื่น เมื่อรวมกิจกรรม ประจำวัน ของนักเรียน ๒๐๐ คน และผู้เยี่ยมเยียน อีกเดือนละ หลายร้อย ผู้เขียนเปรียบเทียบ ศีรษะอโศก เหมือนกับรังผึ้ง ที่จอแจทีเดียว

ศีรษะอโศก เป็นระบบทางสังคม ที่มีทั้งรวบรวม และร่วมมือ ตามอุดมคติ สมาชิกทุกคน อาสาสมัครทำงาน ตามที่ตนสนใจ และถนัด ทั้งนี้เพื่อให้ชุมชน ได้รับสิ่งที่ดีเลิศ เช่น ชาวนาทำนา ครูสอนนักเรียน แต่บางที ไม่เป็นเช่นนั้น ชาวนาบางคน ได้งานใหม่ เป็นหัวหน้า ในโรงครัว เป็นคนดูแล ผู้สูงอายุ เป็นช่างเย็บผ้า ให้คนทั้งหมู่บ้าน ยิ่งกว่านั้น หลายคน ไม่เคยทำนา แต่อยากหา ประสบการณ์ ในการเพาะปลูก เพราะว่า เป็นอาชีพธรรมชาติที่สุด ตามความเป็นจริง สมาชิกส่วนใหญ่ รับผิดชอบในงาน หลายอย่าง รวมทั้ง การดูแลนักเรียน ที่อยู่ประจำ งานเหล่านี้ ไม่มีค่าจ้าง แต่ไม่ใช่จะไม่ได้ อะไรเลย สิ่งตอบแทน ที่นอกเหนือ ไปจากปัจจัย ๔ (อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และ ยารักษาโรค) ก็มีการแนะแนว ทางจิตวิญญาณ และความสุขทางใจ ครอบครัวที่มีลูก เด็กจะได้รับการศึกษา โดยไม่ต้อง เสียค่าใช้จ่าย และยังได้ สิ่งแวดล้อมที่ดี สมาชิกบางคน ยังเก็บบ้าน เงิน และยานยนต์ ไว้เป็นส่วนตัว แต่ส่วนใหญ่ โอนสิ่งเหล่านี้ ให้ส่วนรวม แล้วร่วมใช้สิ่งต่าง ๆ เท่า ๆ กัน เป็นที่น่าสังเกตว่า ชุมชนอโศก ก่อตั้งขึ้น ขณะที่ พวกคอมมิวนิสต์ ในประเทศไทย ถูกฆ่า เพื่อรักษา ความปลอดภัย ของประเทศ แต่สมาชิก ศีรษะอโศก แถลงว่า เขาไม่ใช่คอมมิวนิสต์ สมาชิกทุกคน มีเสรีภาพ ที่จะอยู่หรือไป เลือกทำงาน หรือเปลี่ยนงาน และร่วมในการ ตัดสินใจ โดยการออกเสียง ตามระบอบ ประชาธรงกันข้ามกับทุนนิยม (ตามความเห็นของชาวอโศก) ซึ่งดำเนินการ โดยการเอาเปรียบคนอื่น เพื่อสะสมต้นทุน ในการผลิต สมณะโพธิรักษ์ อธิบาย ความแตกต่าง ระหว่างบุญนิยม กับทุนนิยมไว้ ในการสัมภาษณ์ “๑๕ นาทีกับพ่อท่าน” ซึ่งตีพิมพ์ใน สารอโศก ฉบับ มกราคม ๒๕๓๑

กระแสทุนนิยม มาแรงและเร็ว ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องนำ บุญนิยม มายืนยัน ว่าคุณค่าของมนุษยชาติ มีอยู่ในการเสียสละ ไม่ใช่การเอาเปรียบ

นิยม แปลว่า ยกย่อง เห็นด้วย สมัครใจ ดังนั้น นิยมบุญ หมายถึง นิยมสิ่งที่เป็นบุญ ไม่ใช่นิยมสิ่งที่เป็นบาป การใช้ประโยชน์ส่วนตัว การเห็นแก่ตัว การเก็บรวม การไม่เสียสละ

เดี๋ยวนี้ มีแต่คน เอาเปรียบสังคมมาก เท่าที่จะเอาได้ กักตุนทรัพย์สมบัติเอาไว้ จนกระทั่ง กลายเป็น นายทุนใหญ่ –คนร่ำรวยผู้ยิ่งใหญ่ สร้างช่องว่าง ระหว่างคน

ครั้นคนร่ำรวยมากขึ้น เขาคบคนร่ำรวยด้วยกัน ส่วนคนจน ผู้ซึ่งอยู่ในระดับล่าง ของสังคม ส่วนใหญ่ของสังคม ก็กลายเป็นคนที่ ถูกบีบบังคับ ถูกบีบมากขึ้น เขาถูกล่อลวง โดยระบอบทุนนิยม ให้อยู่ในสถานการณ์ ที่แก้ไขไม่ได้

คนแต่ละคน เป็นทาสของทุนนิยม เขาเชื่อว่า วันหนึ่ง เขาจะมีเรี่ยวแรงพอ ที่จะใช้ระบอบนี้ ให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเขา เขาจะหาหนทาง ที่ทำให้ตัวเขา มีรายได้ และมีความก้าวหน้า มากกว่าคนอื่น มากขึ้น โดยไม่มีที่สิ้นสุด

แต่ทุนนิยมเพียงแต่หลอกลวง
ทุนนิยม… เป็นลัทธิสะสม ตักตวง แข่งขัน ยื้อแย่ง -มือใครยาว ไม่ว่าหญิงหรือชาย สาวได้สาวเอา- จนร่ำรวย จนล้นฟ้า เป็นสาเหตุของ ทุกข์และบาป ซึ่งตกอยู่ที่ ผู้นั้นโดยตรง และคนอื่น ทั่วสังคม

บุญนิยม…เป็นลัทธิที่ มองเห็นสัจจะ และปัญญาที่แท้จริง ว่า การเสียสละ การสร้างสรรค์ การมีน้ำใจ และการช่วยเหลือผู้อื่น เป็นคุณค่าโดยตรง สำหรับผู้ให้ และเป็นค่านิยม ทั่วสังคม จนกระทั่ง ทุกหัวใจ เต็มเปี่ยมจริง ๆ

ผู้เขียนสรุปว่า สมณะโพธิรักษ์ นำเอาความคิด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ ของพระพุทธศาสนา มากล่าว “ทางโลกีย์ (ทุนนิยม) ตั้งอยู่บนความลุ่มหลง ว่าความสุข สามารถบรรลุได้ จากการเพิ่มพูนทางวัตถุ และการเพิ่มพูนนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น สังสารา หรือ การเวียนว่ายตายเกิด ก็ไม่มีทางสิ้นสุด และความทุกข์ ก็เช่นเดียวกัน แต่หนทางแห่งธรรม (บุญนิยม) มีรากฐานอยู่บน หลักอริยสัจ ที่ว่า ความทุกข์ เป็นผลของตัณหา การเดินตามทางธรรม จึงทำให้เกิดการตรัสรู้ นิพพาน ปลดเปลื้องจากสังสารา และหมดทุกข์”

บุญนิยมของศีรษะอโศก มีกระบวนการดังนี้: เริ่มต้น สมาชิก เสียสละให้แก่ชุมชน เพื่อให้ชุมชนยังชีพอยู่ได้ ในระดับที่มั่นคง สังคมไทย หรือมนุษยชาติ อาจได้รับผลประโยชน์โดยตรง จากส่วนเกินของศีรษะอโศก เช่น ผักผลไม้ ที่เหลือเฟือ ผงซักฟอก ปุ๋ย เสื้อผ้า ยารักษาโรค และอาหารแห้ง ซึ่งถูกนำมาจำหน่ายที่ “ร้านน้ำใจ” ในราคาที่สูงกว่าราคาผลิต ไม่เกิน ๑๕% และที่ “ตลาดอาริยะ” แห่งชาติ ณ จังหวัดอุบลราชธานี ในวันปีใหม่ สังคมไทย ยังได้รับผลประโยชน์ จากความรู้ ของสมาชิกชาวอโศก ซึ่งถ่ายทอด โดยการให้เปล่า ทางเอกสารสิ่งพิมพ์ การศึกษาขั้นประถมและมัธยม การให้การฝึกฝน เกี่ยวกับศีลธรรม ทางพุทธศาสนา การฝึก “๓ อาชีพกู้ชาติ” (กสิกรรมธรรมชาติ การกำจัดขยะมูลฝอย และ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์) สมาชิกอโศก ยังให้บริการ สังคมไทยต่อไป ด้วยการจำหน่าย อาหารมังสวิรัติ ราคาถูก ที่ร้านของชุมนุม และแจกอาหาร มังสวิรัติฟรี เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา และบางที ในอนาคต อโศกอาจผลิตนายกรัฐมนตรี ที่ไม่รับเงินเดือน


อ่านต่อ ประถมศึกษา และ มัธยมศึกษาของอโศก

สัมมาพัฒนา : สันติอโศก ขบวนการพุทธปฏิรูปแห่งประเทศไทย