ศาสนา

610823_รายการสำมะปี๋ซี่วิต ครั้งที่ 8 ณ บ้านราชฯ

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1gJoOkgusoYCIGyq2fy_jP_aT8K37hvYAE1Ed-QvctPA/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่..https://drive.google.com/open?id=1N9BC_IOf1CR8ZAFXdDw4Fg1GwVZmP7Ds  

พ่อครูว่า…วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก

SMS 22 สิงหาคม 2561 (พ่อครู : พุทธศาสนาตามภูมิ)

_6956พ่อท่านเทศน์พระทั่วไปบวชแล้วไม่ได้มรรคได้ผลจริง แค่โดนด่าพ่อแม่หน่อย ตีเณรเด็กปางตาย.. คน ก ท ม

_2166ทำไมต้องเป็นสิกมาตุคนนี้กับสมณะ ๒องค์นี้ ก็เอาองค์อื่นบ้างไม่ได้หรือ ก็เห็นนั่งฟังกันอยู่หลายองค์??

พ่อครูว่า…ก็บอกถึงนั่งอยู่หลายองค์ แต่ท่านไม่มีความถนัด ท่านมีความถนัดในด้านอื่นๆ ท่านก็เลยยกให้ท่านผู้ถนัด หลายอย่างท่านก็บอกเหมือนกัน อย่างนี้เป็นต้น คุณเรไร วีสเพ็ญก็เลยซีร็อกซ์ มาจากพจนานุกรม ภาษาไทยอีสานอังกฤษ อาตมาก็มีเล่มนี้ บอกว่า สำมะปี๋ มาจากบาลีว่า สัพพัมปิ แปลว่า สารพัด ทุกสิ่งทุกอย่าง สรรพะ ทั้งปวง สัพพะปิ เพี้ยนเป็นภาษาไทยว่า สำมะปี๋ สัพพะปิ มาสัมพัมปิด มาเป็นสำมะปี๋ อังกฤษ : of all kinds, each and every

ก็ขอบคุณมีการแนะการคอมเม้นกัน อย่างนี้เป็นต้น

_3867พ่อครูพูดอย่าประมาทเกมการเมืองลี้ภัยข้ามชาติที่ยังมีคนตั้งจิตไว้ที่ผิดในชาติสำแดงธาตุแท้อุ้มสัจธรรมโจรกับโจร ฤา ไพรีกับไพรี พึงทำความพินาศให้แก่กัน!จิตที่ตั้งไว้ผิดจะพากันทำให้เสียหายหนักขึ้นใช่ไหม?

พ่อครูว่า…ใช่จริงๆ จิตที่ตั้งไว้ผิดนี่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ สรุปได้ว่า อาตมาพูดไป ประเด็นการเมือง อาตมาไม่ได้พูดเล่น อาตมาพยายามย้ำให้สำนึกระมัดระวัง สำหรับผู้ที่มีหน้าที่ดูแลประเทศชาติประชาชนทุกคน ต้องระวังสำเร็จสังวรกันให้ดี การเห็นการเมืองเป็นการอาชีพ แล้วทำการปู้ยี่ปู้ยำก็ไม่ดี กิเลสมันทำให้การเมืองเพี้ยนไป

ก็ตั้งใจ จะทำให้การเมืองเป็นการทำเพื่อพลเมือง ประชาธิปไตย มันหมายถึงการรับใช้ประชาชน ศาสนาพุทธนี้เป็นตัวแท้เลย ศาสนาพุทธเป็นศาสนาการเมือง

ล้างความเห็นแก่ตัว นอกจากการเห็นแก่ตัวหมดไปจากตัวแล้ว ยังสละแรงงาน สละวันเวลากรรมกับกาละ เพื่อรับใช้ประชาชน เพื่อทำงานให้กับปวงประชาชนทำประโยชน์กับปวงประชาชน เพราะท่านไม่มีตัวตน ประชาชนจะด่าว่าท่านก็ฟังตามจริง อะไรที่เป็นจริงเราก็แก้ไข อะไรที่เขาด่าว่าถูกต้อง ก็ใช้วิจารณญาณตัดสิน ไม่มีใครตัดสินได้ดีเท่าเราหรอก เขาด่าผิดหรือด่าถูกว่า เราไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ที่จริงอย่างอาตมา เขาด่าว่าอาตมาผิดอย่างนั้นอย่างนี้จะมาว่ามันไม่จริง อาตมาว่าอาตมาได้ทำสิ่งที่ดีเอาสิ่งที่ดีมาพูดมาทำ แต่พูดแล้วกระทบกิเลสเขา เขาก็ไม่ชอบ หรือว่าเขาไม่ได้กระทบกิเลสแต่เขารู้ว่าอาตมาพูดไม่ถูกพูดผิดเขาก็ประท้วงมาก็หวังดี หวังให้อาตมาเข้าใจถูก อาตมาก็พูดเหมือนอวดดีว่า มีถูกมาก มีผิดอยู่บ้างแต่ที่ผิดไปจากความเห็นของคนอื่นก็จะมีอยู่มาก เขา ไม่เข้าใจอย่างที่อาตมาเข้าใจ พูดอะไรก็ผิดไปจากเขาเขาก็ว่าไม่ใช่เขาก็ท้วง ก็เป็นเรื่องไม่ประหลาดอะไร

_สุนงค์ อิทธิไพบูลย์ · ชอบใจคำพูดท่านสิกขมาตุ กล้าข้ามฝัน พูดถึงการที่ปชช. หลงเพ้อฝัน ผ่านมาแล้ว ช่วงนี้กำลังลำบาก เพราะตัวปชช.นั่นเองนะแหล่ะ

พ่อครูว่า…นายกคนที่ผ่านมานายกยิ่งลักษณ์ทำให้ฉิบหายวายป่วงเท่าไหร่ นายกตู่ก็เหมือนกับได้มาใช้หนี้คืน เวรกรรมจังเลย ก่อหนี้ก่อบาป ชนประเทศชาติฉิบหายวายป่วงคนอื่นก็ต้องมารับแทนต่อไม่ทำก็ไม่ได้เพราะเป็นประเทศของเรา ประเทศไทยเราต้องรับผิดชอบ เขารู้นะว่าเขาปู้ยี่ปู้ยำ คือคนเรามันชั่วได้ที่ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เขาทำชั่วได้ทั้งที่รู้ว่าชั่ว ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

ก็ผ่านไป เป็นตัวอย่างอันแสนเลวไม่รู้จะทำอย่างไร แม้แต่ในยุคพระพุทธเจ้าก็มีพระเทวทัต ในยุคนี้ก็ต้องมีเป็นธรรมดา

_สาระ วาจา….กราบนมัสการครับ

ผมอดอาหาร4วันเพื่อล้างพิษ ถึงกลางคืนของวันที่3 เวทนาทางกาย(อาการ32) ทำให้เกิดทุกขเวทนา(อาการ33) ผมไม่อยากอยู่ในอาการ ที่ใจเป็นทุกข์นี้เลย จึงดูลมหายใจเข้าออก แล้วปรับจิตจากอาการทุกข์ ให้อยู่ในภาวะกลางๆ จากนั้น ก็ปรับจิตให้ยินดี

ผมสงสัยว่า จิตที่ยินดีต้องทำเอาด้วยหรือครับ ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติหรือ

และสิ่งที่ผมทำนั้นถูกหรือเปล่าครับ

พ่อครูว่า…อธิบายอันหลังก่อน สิ่งที่คุณทำอยู่นั้นก็เป็นการบรรเทาบำบัด มันปวดจนเป็นทุกข์ทางใจก็ต้องทำตามที่คุณทำ จะบอกว่าผิดมันก็ต้องให้คุณทำก่อน เพราะว่ามันทุกข์ ก็ต้องบรรเทาตามที่ทำได้ ก็บำบัดก่อนก็ได้ ถือว่าไม่ผิดอะไร

ทีนี้บอกว่าผมสงสัยว่าจิตที่ยินดีต้องทำเอาด้วยหรือครับ ไม่ใช่เกิดโดยอัตโนมัติหรือ (นกกระจอกส่งเสียงดัง)

มีได้ทั้งสองอย่าง จิตที่ยินดี ทำแล้วมันเกิดเป็นอัตโนมัติ มันไปยินดีในสิ่งที่ชั่ว มันก็ยังเกิดเลยเป็นอวิชชา นั่นเป็นอัตโนมัติ ถ้าจิตใจที่มีวิชา ยินดีในสิ่งที่ดี แล้วก็ไม่ยินดีในสิ่งที่ไม่ดี มันก็เป็นปัญญาเป็นสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้นจึงต้องศึกษาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เราจะยินดีกับอะไร จิตที่ยินดีจะต้องมีสิ่งที่เกี่ยวข้องสัมผัส อยู่ดีๆแล้วเราก็เฉยๆแล้วก็ยินดี ดีไม่ดีก็หัวเราะ ดีไม่ดีก็พูดอยู่คนเดียว ยินดีหัวเราะคนเดียว อันนี้เขาก็ว่าบ้า

เพราะฉะนั้นเราก็ยินดี คนที่รู้สึกตัวคนที่รู้ดีแล้วว่าอันนี้น่ายินดี ก็เป็นคนที่หัวเราะเป็นคนที่ยิ้ม ยินดีก็รู้ว่ายินดี ยินดีก็รู้แล้ว คำว่ายินดีหมายความว่าสิ่งที่เรารู้ว่า ดี เราฟังว่า ดี เราได้ยินว่า ดี หรือเราเห็นว่า ดี เราได้กลิ่นว่า ดี ก็เท่านั้นเอง ดีนี่ ความหมายนี้ก็คือเหมาะสมกับ กาละ เหมาะสมกับสภาพ เหมาะสมกับประโยชน์ก็เรียกว่าดี ถ้าไม่เหมาะสมก็เรียกว่าไม่ดีเท่านั้นเอง มันก็เป็นกิริยา ใช้พยัญชนะว่าดี จากการได้ยิน คือ  ยินดี เห็นดี กลิ่นดี รสดี สัมผัสดี อย่างนี้เป็นต้น

พระพุทธเจ้าก็สอนในอานาปานสติ เมื่อจิตของเราทำการให้สงบ กายปัสสัมภยัง กายสังขารัง ทำให้มันสงบ พอมันสงบแล้ว เราก็อภิปโมทยังจิตตัง ก็ยินดี กับที่เราจิตสงบได้ก็มีกรรม

คือเรายินดีไม่ใช่อยู่ดีๆก็ยินดี มันก็ต้องมีอะไรที่เป็นกรรมเป็น object ให้เราสัมผัส ว่า เรื่องนี้มันน่ายินดีเราก็ยินดี ความคิดเราก็คิดไปได้ เรื่องนี้มันน่ายินดี ถ้าเราอยู่คนเดียวก็ไม่ต้องไปอะไรมาก ก็อาจจะรู้สึกมีอาการยิ้มออกมาในทีก็ได้ ถ้าอยู่กับคน เขาก็มีการตอบรับแสดงออกโต้ตอบกันการยินดีมีการทำหน้ายิ้ม ทำหน้าจนกระทั่งหัวเราะ ก็ใช่ หากเราคนเดียวก็ไม่ต้องทำกับใครก็ไม่ต้องหัวเราะไม่ต้องยิ้ม ก็รู้สึกยินดีแล้วก็จบ หากเราไม่คิดอยู่คนเดียว แล้วก็ยิ้ม ดีไม่ดีก็หัวเราะ มันเป็นอะไรไป มันก็มีสิ่งที่ต้องกระทบ

การหัวเราะการยินดี ก็ต้องตอบรับกับคนอื่น ไม่ใช่คนเดียว แต่ถ้าเราอยู่คนเดียวเราก็ยิ้มได้ มันอาจไม่ถึงกับยิ้ม แต่มันแสดงอาการที่มันเคยตัวเป็นสัญชาตญาณ ยินดีก็ ตัวเองนึกถึงอันนี้มันน่ายินดี มันก็เป็นรายละเอียด พูดแล้วพวกเราก็คงไม่สงสัยคงจะเคยเป็นกันบ้างไม่มากก็น้อย

_ผมก็ไม่อยากมีอาการที่ใจเป็นทุกข์นี้เลย…แล้วมันทุกข์เพราะอะไร อดมาสี่วัน? มันทุกข์เพราะมันหิวมันอยาก ก็ไม่บอกว่ามันทุกข์เพราะอะไร เวทนาทางกายทุกข์ คุณรู้สึกทุกข์

กายมันไม่รู้สึกทุกข์ได้หรอก จิตของคุณต่างหากที่รู้สึกสุขทุกข์

สมมุติว่าคุณอดข้าว คุณก็ลองไม่เอาจิตไปกินข้าว มันก็จะผอมลง จะมีอาหารมาวนเวียนเป็นของเก่า เอาไขมันเอาโปรตีน เอาเนื้อหนังใหม่ๆใช้งานมันก็ผอมลง หากไม่นึกคิดอะไรต่อก็ผอมลงๆ เหมือนพระพุทธเจ้าอดอาหาร ท่านก็ไม่ได้ทุกข์อะไร ท่านรู้สึกเจ็บปวดทนไม่ได้ต่อพิษบาดแผล ก็เหมือนเรามีบาดแผลมันไม่ใช่ มันละเอียดเหมือนกันนะตัวนี้ มันเกินที่จะอธิบาย เรามาเรียนรู้เวทนาต่างๆ

ความรู้สึกที่ ไม่ต้องทนทรมานอะไรก็ไม่ต้องทน ท่านถึงเรียกว่า อัตตกิลมถะ ก็อยู่กันอย่างสมดุลให้พอดีเท่านั้นก็จบแล้วชีวิต อดทนเอาหน่อย อดอาหาร 3 วัน 4 วันจะต้องอดก็ว่ากันไป ถ้าต่อกันอดไปสามสี่วันแล้วก็กิน อีกวันก็อด แล้วก็กินอีกก็ได้นี่ จะไปอดอาหารต่อเนื่องกันยาวนานจนร่างกายมันเรียกร้องก็จะเกิดความรู้สึกทรมาน

คุณเกร็ดดินว่า…เขาก็ให้กินน้ำหรือสารอาหารอยู่แต่ไม่ได้กินอาหารหยาบ

พ่อครูว่า..เขาก็มีสารอาหารที่ให้กินเพื่อยังชีพ แต่เรารู้สึกว่าไม่ได้กินอาหารหยาบ เราก็ไม่ได้อดอยากเสียทีเดียว

คุณเกร็ดดิน อโศกตระกูล…พ่อท่านเคยบอกว่า คนเรานั้นเกิดมา มีวิบากมาทีละชุดเดียว ดิฉันเลยยังไม่รู้ว่าดิฉันมาชุดไหนก็ไม่รู้

พ่อครูว่า…จะรู้ได้อย่างไร มหกรรมวิบากคนมาเต็มพรึบหมดเลยก็ตาย ชาตินี้เกิดมาก็มีวิบากชุด 1 เป็นเรื่องอจินไตยร่างกายของคุณสรีระต่างๆ จะสามารถรับวิบากได้ชุด 1 มากกว่านั้นไม่ไหวหรอก ตาย จะบอกว่าวิบากชุดหนึ่งจำนวนหนึ่งนั้นมันไม่ตายตัวหรอก จำนวน 1 ขนาด 1 แต่มันจะต้องมา อาตมาปางนี้ มีวิบากอย่างที่ต้องมีนี่ ยกตัวอย่างอาตมา

อาตมาจะต้องมาอธิบายธรรมะที่ถูกต้อง แล้วก็ศาสนานี้ได้ถูกทำลายความถูกต้องไป อาตมาต้องมาทำงานหนัก เสร็จแล้วยังไม่พอ คนที่เขาดูแล ธรรมะว่าถูก โดยเขายึดธรรมะที่ผิดไว้ว่าถูกมีเยอะ แล้วคนก็ยอมรับนับถือตามเขาด้วย อาตมาจึงหนักมากๆ ตั้งแต่ทำงานมาจนถึงทุกวันนี้ แต่อาตมาก็ต้องทำ เป็นงานที่หนักมาก แต่ต้องทำ ต้องทนทำ ทั้งๆที่ได้ผลน้อย ผลไม่มาก มีคนไม่มากที่รับได้

พูดอย่างทุนนิยมยังไม่คุ้มเลย อาตมาทำงานไม่คุ้มทางทุนนิยม แต่พูดอย่างโลกุตระแล้วสิ่งที่อาตมาทำมาราคาแพง เพราะโลกุตรธรรมที่เอามาแสดงนี่มันแพงมากเพราะหายากมาก เป็นยอดเพชรยอดทองที่มีค่ามากที่สุดที่มันหาไม่ได้แล้วในยุคนี้ อาตมาก็นำมาจากโลก โลกุตระ เอามา เพราะยุคนี้มันไม่มีแล้วโลกโลกุตระมันตายไปหมดแล้ว อาตมาก็มาจากโลกโลกุตระมาที่นี่ เอาสมบัติโลกุตระมาแต่เขาไม่รู้แล้วว่า เป็นของที่น่าได้น่ามีน่าเป็น เขาไม่รู้แล้วและเขาเห็นผิดด้วย เขาไปหลงผิด แม้แค่โลกียะขี้หมาว่าเป็นของดีที่เขาใช้อยู่ ซึ่งเป็นเรื่องน่าสงสารมาก

_คุณเกร็ดดินว่า…ดิฉันเป็นสาวกภูมิ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีวิบากอะไร

พ่อครูว่า…ไม่ต้องรู้ถึงรู้ก็แก้ไขไม่ได้ อาตมาบอกเท่าที่มีภูมิรู้ แต่คุณไม่รู้ก็ไม่ต้องรู้ ถึงรู้ก็ทำอะไรไม่ได้ อาตมาก็ยังทำอะไรไม่ได้ ก็ยังต้องมีวิบากขนาดนี้ มันก็ต้องทำ เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องทำ อาตมายังเปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้ คุณถามอันนี้ก็แก้ไม่ได้ คุณต้องได้อย่างนี้

_ค่ายสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า “รินน้ำใจกลางสายฝน”

ครั้งที่ ๓๑ ณ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก

ศุกร์ที่ ๒๔ – อาทิตย์ที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๑

รับสมัครผู้สนใจเข้าค่าย ฟรี! (จะอยู่กี่นาทีได้)

พบกับกิจกรรมตามหลักสัมมาอาริยมรรคมีองค์ 8 โดยหมู่มิตรดีสหายดี ฟังวิถีอาริยธรรมสดๆ แสดงธรรมโดยสมณะโพธิรักษ์เวลา 09.00 น.จะถามปัญหากับพ่อครูก็ได้ สนทนาธรรมกับสมณะสิกขมาตุได้เป็นกลุ่มย่อย มาที่นี่จะมีธรรมะให้ นอกนั้นก็มี จะมาพักผ่อนหย่อนใจกับบรรยากาศที่นี่หรือจะมาดูงาน มาโอภาปราศรัยสังสรรค์สันทนาการก็ยินดีต้อนรับทุกคน แต่คนไม่ค่อยกล้าเข้ามา แปลกนะ ไม่จุ้นจ้านเหมือนวัดต่างๆ

จริงๆแล้วอาตมารู้ลึกๆว่า มันมีอิทธิพลของธรรมะ เป็นธรรมะอิทธิพล เป็นอจินไตย คนจะเกรงใจ สังเกตดูสิ เด็กที่มันแว้นๆหน่อย เฮี้ยวๆ เข้ามาที่นี่ก็ไม่ค่อยกล้าเท่าไหร่อันนี้เป็นเรื่องดี เป็นเรื่องสนามแม่เหล็ก ศาสนาพุทธมีสนามแม่เหล็กแห่งธรรมะ เพราะฉะนั้นเข้ามาในนี้มันเป็นนามธรรม และรูปธรรม เป็นธรรมะสอง คนเข้ามาสัมผัสจะรู้สึกได้ อันนี้เป็นธรรมะอิทธิพล ให้เขาเกรง เกรงในที บางทีพวกเราบอกเขาก็ไม่ได้บอกรุนแรง พวกเราพูดสุภาพนิ่มๆ ว่าอย่าทำอันนี้นะ ที่นี่เขาไม่ปฏิบัติกันนะ เขาก็จะรีบปฏิบัติตามทันทีรู้สึกว่าเขาจะไม่อยากให้ด่างพร้อย อันนี้อาตมาสังเกตเห็นชัดเจน พวกเราเคยเจอไหม มันจะเป็นอย่างนี้

อิทธิพลของบรรยากาศทั้งหมดมันเป็นพลังสนามแม่เหล็กแห่งคุณงามความดี คนที่เข้ามา จะมาเฮี้ยวมาอะไรก็ไม่ค่อยมี

ถ้าเผื่อว่ามาที่นี่ก็เหมือนเป็นที่ๆเขาว่าเป็นวัด แต่ก็ไม่เหมือนวัดทั่วไปแบบโลกๆ ที่จะเป็นโลกียะ ไปเถิดเทิง มีอบายมุข เดรัจฉานวิชาไสยศาสตร์เละเลย

สมัครได้ที่ อุทยานบุญนิยม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หรือ

โทรฯ คุณชญาดา 087-4437865

หมู่บ้านราชธานีอโศกนี้ ตั้งมาได้ 24 ปีแล้ว แม้ไม่มีค่ายก็มาได้

_คุณหนึ่งฟ้า…จากเพื่อนๆที่เกษียณแล้ว แปลว่าดิฉันอยู่ในวัยเกษียณแล้ว ดิฉันเรียนหลายที่เลยมีเพื่อนอยู่หลายอายุ มีเพื่อนที่ฟังธรรมะแล้วสนใจอยากจะช่วยงานก็ถามว่ามีคุณสมบัติอย่างไร ดิฉันก็ถือวิสาสะตอบไปแล้ว

ใช้สังโยชน์ 3 ข้อที่ 1 ถ้าเขาเชื่อว่าชาวอโศกทำสิ่งที่ดี แล้วก็อยากจะทำด้วย แปลว่าเขาพ้นสักกายะก็เป็นข้อที่ 1

ข้อที่ 2 เมื่อเขาต้องคิดที่จะมาและพร้อมจะทำ อย่างน้อยที่สุดในวันที่เขามาช่วยงาน ก็แปลว่าเขาพ้นวิจิกิจฉาข้อที่ 2 แล้ว วันที่เขามาก็ลงมือปฏิบัติการ แม้ว่าจะกินเนื้อสัตว์เมื่ออยู่ข้างนอก แต่มาอยู่ที่นี่เขาก็ไม่กิน แม้ว่าเขาจะแต่งหน้าทาปาก แต่ว่ามาอยู่ที่นี่ไม่แต่งหน้าทาปากการแต่งกายก็เรียบร้อย ดิฉันก็ใช้เกณฑ์พิจารณาเบื้องต้นแบบนี้แปลว่าเขามีสิทธิ์จะช่วยงานเราได้อย่างนี้เข้าใจถูกไหม

พ่อครูว่า…ถูก

_หนึ่งฟ้า…เนื่องจากเขามาจากหลายวิชาชีพเพื่อนที่เป็นครูมีเยอะ มีสารพัดอาชีพ คำถามคือว่า กฎเกณฑ์นี้ใช้สำหรับผู้ที่ใช้สอนหนังสือด้วยหรือไม่

พ่อครูว่า…ถ้าเขาเองสมัครใจ คือเราเองไม่ค่อยไปขอใครเขามา เข้ามาสัมผัสกับเราแล้วอยากจะสอน เราก็จะรับ เพราะเราไม่อยากจะไปรบกวนคนมาสอน ผู้ที่เขาจะมานี้ส่วนมากมาสัมพันธ์เอง แล้วเห็นว่าน่าจะมาช่วย เราไม่ได้ไปเกณฑ์ใครมาสอนเท่าไหร่

อย่าเพิ่งไปชวนเขามาสอนหนังสือ ถ้าเขารู้แล้วจะเอาก็เอา เพราะว่ามันต้องคุย ก็มีโรงเรียนสัมมาสิกขา ไม่ได้เก็บเงินทองเด็ก เงินเดือนครูก็ไม่มี เขาก็จะรู้ว่าอย่างนี้จะต้องมาช่วยเขาก็จะบอกมาเอง แต่ถ้าเขาไม่พูด เขาว่าไม่มีเบี้ยเลี้ยง หากเขาไม่พูดก็แสดงว่า เขาไม่สมัครใจจะมา

_เตียงไฟฟ้าที่โฮ่งปัว วางไว้ติดกับทีวี ทีวีก็เปิดเสียงดัง เวลาผู้ป่วยไปใช้บริการรู้สึกว่าอาการไม่ดีขึ้นเลย ขอให้เจ้าหน้าที่พิจารณาด้วย

พ่อครูว่า…ที่จริงไฟฟ้าก็เป็นการบำบัด เสียงจากทีวีก็น่าจะเป็นการบำบัดด้วยหรือจะเป็นภัย ก็แล้วแต่

_ธรรมทำ นักรบธรรม … ย้อนไปหาคุณเกร็ดดินที่ถามว่า วิบากของคนแต่ละชุด ผมมีความคิดว่า สำหรับผม วิบากแต่ละชุดมันจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากจิตวิญญาณของเราต้องการที่จะสูงที่สุดเป็นพระอรหันต์ มันจะต้องมีบททดสอบเข้ามาทดสอบเรา เพื่อให้เรารู้ว่า คุณธรรมของเราจะสักขนาดไหน และก็มาเป็นครูอย่างดี เป็นสิ่งวิเศษที่สุดที่จะต้องน้อมรับ และก็ยินดีภาคภูมิใจ ว่านี่คือของดีที่เราจะต้องอยู่เหนือมันให้ได้ คิดอย่างนี้

พ่อครูว่า..ถูกของคุณไม่ผิดหรอก จบ คุณพูดถึงนัยยะของคุณไม่ผิด ถูก

_ธรรมทำ นักรบธรรม … พ่อครูประกาศเป็นพระอรหันต์ ว่าตอนนั้นพ่อครูกำลังปัสสาวะ ผมก็อยากจะทราบว่า นักบวชมีท่าทางจะบรรลุอรหันต์หลายท่าทาง ของพ่อครูไม่เหมือนใครแล้วผมก็อยากทราบว่า พ่อครู ตอนปัสสาวะจะนั่งนอนหรือยืน ผมก็อยากเลียนแบบ แล้วตอนบรรลุ นั้น ปัสสาวะ ไหลหรือสุดแล้ว

พ่อครูว่า…คนที่นอนปัสสาวะนี้มันผิดปกตินะ ก็ตอบให้คุณคลายสงสัยว่า ยืนปัสสาวะ แต่ตอนไหนนั้นจำไม่ได้

ก็ขออธิบายว่า ท่านยกตัวอย่างว่าคนๆนี้เขาไปถูกลูกศรยิงมาลูกศรอาบยาพิษด้วย และคนคนนี้ก็บอกว่าผมอยากรู้ว่าคนยิงมันชื่ออะไร มันเอาลูกศรมาจากไหนมันอาบยาพิษอะไร ก่อนจะมารักษาผม ผมไม่ยอมให้รักษาหรอก คุณต้องไปเอาคนยิงมา ต้องให้รู้ว่ายิงลูกศรอาบยาพิษอะไรก่อน ผมถึงจะยอมให้เอาลูกศรออก ฉันเดียวกันกับคุณ ตายก่อนรู้

_ธรรมทำ นักรบธรรม … สภาวะของพ่อครูที่บรรลุอรหันต์จะมีการเสวยวิมุติไหม

พ่อครูว่า…คุณถามเละแล้ว ที่บอกว่า บรรลุแล้วนี่นะ คนบรรลุอะไรของศาสนาพุทธ คุณจะใช้พยัญชนะว่าบรรลุ วิมุติ บรรลุนิโรธ บรรลุนิพพาน บรรลุคือหลุดพ้น กิเลสดับ มันก็อันเดียวกันหมด

การบรรลุ วิมุติ นิพพาน นิโรธ ก็เหมือนกัน มีเยอะแยะ

_ธรรมทำ นักรบธรรม … ก็พ่อครูจะมีอายุไป 151 ปี แต่ก่อนถึงจะมีการเสวยวิมุติ แล้วตอนบรรลุพ่อครูจะเสวยวิมุติกี่วันครับ

พ่อครูว่า..ไม่รู้ ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ก็อยากรู้อะไรที่มันป่วยการ อยากรู้เฟ้อเกิน อย่างนี้คุณจะเสียเวลาเยอะ มันฟุ้งซ่านเกินไป เกินกรอบ คุณเองศึกษาธรรมะดีกว่า เอาธรรมะที่ศีล สมาธิ ปัญญา กับกิเลสของเรา เอาพลังงานแคลอรี่ต่างๆ หากไปเอาพลังงานไปหาประเด็นพวกนี้ จะเหมือนกับคนที่ถูกลูกศรยิงคนนี้ คุณตายก่อนจะได้บรรลุธรรม คุณอยากจะได้นั้นมันสูญเปล่า คุณอยากรู้บ้าบอฟุ้งซ่านไปเรื่อยนั้นไม่เข้าหาแก่น อันนี้ก็เป็นกิเลสของคุณที่ต้องแก้ไข

_ลูกจากศีรษะอโศก…เวลาเจ็บปวด รูปสัญญาที่เคยชอบ สัญญาที่เคยชอบเคยอร่อย เกิดขึ้นมาในจิตไวๆ ทำให้มีเวทนาตัณหาอยากกิน ตอนไม่ป่วยก็ควบคุมได้ แต่ตอนป่วยควบคุมไม่ได้ อย่างนี้จะตกร่วงหรือไม่

พ่อครูว่า..คนเจ็บป่วยจะอ่อนแอควบคุมกิเลสตัณหาพวกนี้ไม่ค่อยได้เท่าไหร่หรอกเป็นธรรมดา

_คุณยายบุญรุ่ง…ฉันมีความสงสัย ที่มีตอนที่ได้อ่านหนังสือสัจจะชีวิต พระโพธิรักษ์เพ้อ ดิฉันอยากจะถามว่า มีหินชนิดหนึ่งชื่อสุญญาณู นั้นมี ลักษณะ …

ดิฉันอยากได้มากที่สุด ขอให้อธิบายให้ฟังต่อด้วยทำอย่างไรจะได้หนอ

พ่อครูว่า…ทำอย่างไรจึงจะได้หนอก็ต้องพยายามตรวจตัวเอง ดูตัวเอง แล้วก็ให้เข้าหลักเกณฑ์ ว่า เรามีกิเลสอะไร แล้วเราจะเอาศีลข้อไหนมาจับ มาทำ ศีลหลักสามข้อ

  1. เกี่ยวกับสัตว์ 2. เกี่ยวกับของ ที่มีทั้งอุตุนิยาม และพีชนิยาม 3. เกี่ยวกับตัวเราที่ผัสสะทางทวารทั้ง 5 ทวาร 5 ทวาร 6 เป็นตัวปฏิบัติที่เราต้องปฏิบัติ

ของกับสัตว์นี่แหละ ที่เราเองเกี่ยวข้องทั้งหมด

เพราะฉะนั้นในชีวิตของเราเกี่ยวข้องกับสัตว์กับของที่ต้องสัมพันธ์กันอยู่ คุณมีชีวิตอยู่แต่ละวัน คุณเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง

หนึ่งคนก็คือสัตว์ สองสัตว์ทั้งหลายก็คือสัตว์ คนที่ปฏิบัติธรรมกับพุทธเจ้านั้นท่านช่วยแล้วว่าสัตว์ทั้งหลายคุณไม่ต้องเกี่ยวข้องกับมันหรอก ไม่ต้องไปเอามันมาเกี่ยวข้องตัดมันไปจากชีวิตได้เลย ถ้ามันเป็นพิษเป็นภัย มันจะเป็นพวกเราก็ต้องห่างมันให้ได้ เดรัจฉานมันไม่รู้เรื่อง หรือให้คนช่วยเอาออกไปเท่านั้นเอง

ก่อนอื่น เกี่ยวกับสัตว์นั้นไม่ยากมันง่าย สัมผัสกับมันแล้วเราก็วางใจ คุณก็จะเกิดจิตว่าง

จิตว่างนี้แหละ ที่อาตมาอธิบายให้คนน้ำลายไหลว่ามีคุณสมบัติเลิศเลอประเสริฐศรีใช้โวหารภาษามาขยายความเท่านั้นเอง ขยายความคำว่า สุญญาณู คือสิ่งที่ว่าง มันเลิกกิเลส เป็นจิตอุเบกขา ถ้าเราเข้าใจศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ทั้งหลายแหล่ คุณจะไปอะไรกับมันเลย

ทีนี้ คนก็คือสัตว์ อันนี้อย่างไรๆ คุณจะไปทำเหมือนสัตว์ทั้งหลายแหล่ สัตว์ทั้งหลายที่เราไม่กินมัน เราไม่เคยไปยุ่งกับมันเท่าไหร่ ถ้าไม่กินมัน คนที่ยุ่งกับสัตว์มากนั้น จะต้องกินมัน หรือเอามันมาเล่นเอามันมาเลี้ยงเอามันมาขายอย่างนี้เป็นต้น เป็นเรื่องที่เป็นวิบาก หากเข้าใจแล้วไม่ต้องอยู่กับสัตว์ คุณก็ไม่กินไม่เลี้ยงไม่ขาย ไม่อะไรเลย ศีลข้อที่ 1 คนข้างๆมากเลยอยู่ตามวิบากสัตว์ก็อยู่ของเขาไป แล้วแต่คนนี่แหละสัมผัสกับคน

ถึงจะเกี่ยวข้องกับศีลข้อที่ 3 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส  คนนี่แหละต้องพัฒนาตรงนี้

ศีลข้อ 2 สัมผัสกับพืช ก็อ่านเวทนาจากการสัมผัสคือสัตว์กับคน กับของและพืช

คนที่ไม่ต้องใช้ของมาก แม้แต่ธนบัตรก็ไม่ต้องใช้ก็จะเกี่ยวกับพืช คุณก็อยู่กับพืชสร้างสรรปลูกขึ้นมากินใช้ มีมากก็แบ่งแจก ทำพืชให้ดี คุณทำพืชให้ดีมันก็จะดี แล้วมันก็จะไม่มีวิบาก พืชไม่มีเวทนาไม่มีบาปบุญไม่ต้องไปกังวลอะไร เข้าใจตรงนี้แล้ว การปฏิบัติธรรมนั้นสั้นและง่าย เข้าใจไหมรู้สึกไหมสั้นๆง่าย ไม่ต้องไปยุ่งยากลำบากวุ่นวาย ก้าวหนอย่างหนอเดินหนอ จะต้องไปนั่งสะกดจิตหนอ ไม่ต้องไปเดินอยู่ในป่าสู้กับสิ่งสาราสัตว์แล้วออกมาคุยโม้ ล่องไพรอะไร

อยู่ที่นี่งานมีให้ทำก็ทำไป และก็ไม่ต้องไปอยากมาก พวกเรานี้ ทางกาม ทางพยาบาทก็ไม่มากมาย สบายจะตายไป ปฏิบัติธรรมของพุทธนี้

ปฏิบัติธรรมจนบรรลุอรหันต์ อรหันต์นี้ไม่ใช่ว่ากิเลสจะหมดเกลี้ยงเลย ถึงขั้นละจากอาสวะแล้วหรืออนุสัยก็เป็นอรหันต์แล้ว

_คุณกล้าธรรม…การยึดเหนี่ยวกับการยึดมั่นถือมั่น แตกต่างกันอย่างไรครับ

พ่อครูว่า…คำว่ายึดเหนี่ยว ก็ต้องเข้าใจคำว่า ยึดเหนี่ยวคือ ได้เป็นที่อาศัย เหนี่ยวคือมีแรงเอามาหาเรา เรามียึดเหนี่ยว พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราอยากได้ความเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความเป็นอาริยธรรม จนถึงพระอรหันต์ เราก็รู้เนื้อหาสาระของความเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้นเราอยากได้ เราต้องมีสิ่งที่ยึดเหนี่ยว ถ้าไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวคนก็ไม่มีสิ่งที่เอามาใช้สร้างและปฏิบัติ สร้างชีวิตตัวเองให้เจริญได้ จึงต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยว คนไปยึดถืออบายมุขเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวมันก็ไม่เจริญ แม้ที่สุดคุณไปยึดถืออยู่กับโลกเขา เอาลาภ ยศ สรรเสริญเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ชีวิตคุณก็จะอยู่กับโลกียไป ตลอดกาลนาน สร้างวิบากไป

แต่ถ้าคุณมาเอาสิ่งที่เป็นโลกุตรธรรม ซึ่งอาตมาว่ายุคนี้ อาตมาเอาโลกุตรธรรมมาประกาศซึ่งมันไม่มีแล้วในสังคม อาตมาเอามาประกาศ ไม่ได้ประกาศธรรมดาแต่ พาทำพาประพฤติ จนเป็นแบรนด์โลกุตระนะชาวอโศก ทุกคนก็เอาใจใส่มีสิ่งยึดเหนี่ยวแล้วก็ดีแล้ว

ทีนี้ ยึดมั่นถือมั่นคือเกาะกุมเป็นอุปาทาน ถ้ารู้อย่างนี้แล้วก็ไม่ต้องไปยึดมั่นถือมั่น เอาแค่ยึดเหนี่ยว หรือสมาทาน ยึดเหนี่ยว

_คุณกล้าธรรม…เคยฟังพ่อครูเทศน์เรื่อง นรกสวรรค์ ทีนี้มาจับที่ตัวเองว่า มีนรกสวรรค์ไหม ไปกินข้าวที่ศาลามีอาหารเลื่อนมา ก็เห็นสวรรค์รำไรได้กินแน่ พอมาถึงมีมังคุดแข็งหมด สวรรค์ล่ม ใจที่ชื่นใจก็ตีกลับเพ่งโทษว่ามิน่าถึงมาถึงที่นี่ไม่อย่างนั้นคงหมดไปแล้ว นี่คือสวรรค์และนรก

พ่อครูว่า…ใช่แล้ว ที่จริงแล้วสวรรค์และนรกเป็นอันเดียวกัน คุณเองคุณอยากได้ ตามที่คุณไปตั้งเป้าเอาไว้ ตามกิเลสตัณหา เมื่อไม่ได้ตามกิเลสตัณหา ก็เป็นสวรรค์ล่ม เท่านั้นเอง

คุณก็ต้องทำให้สวรรค์ไม่มี ก็ไม่มีสวรรค์ล่ม

_คุณสุวิดา…หนูมีสภาวะ กลัวเลือดออก เช่นไปตรวจเลือดประจำปีหมอมาดูดเลือดไป อย่างหนูมาที่นี่ หากหนูโดนเข็มจิ้ม จะมีอาการหน้ามืดเป็นลมขึ้นมาทันที ทำอย่างไรดี

พ่อครูว่า..อาตมาเคยผ่านจุดนี้เหมือนกัน ตั้งแต่ยังหนุ่มไม่ประสีประสา ขนาดดูหนังที่เขาผ่าศพ มีเลือดไหล ก็ไม่ได้ เคยผ่านอาการนี้เหมือนกัน แต่ไม่รู้มันหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนหลังก็ไม่มีแล้ว ยิ่งมาปฏิบัติธรรมก็เป็นธรรมดา เลือดเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย เลือดออก ตอบกำปั้นทุบดินก็คือปฏิบัติธรรมให้ดีแล้วมันก็หาย ปฏิบัติธรรมแล้วก็ไม่ต้องกลัวทั้งที่ในตัวเราก็มีเลือดอยู่เต็มไปหมด ไปถูกอะไรบาดเลือดก็ออกไม่เห็นมีปัญหาอะไร เป็นธรรมดาธรรมชาติ มีอะไรทำให้ผิวหนังถลอกไปถึงเส้นเลือดเลือดมันก็ไหลออกมาเป็นธรรมดาธรรมชาติ คุณก็ต้องทำความเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา เลือดออกเลือดเข้าเป็นธรรมดา ไม่มีปัญหาอะไร คุณกลัวสีแดง มันกลัวได้อย่างไร เป็นผู้หญิงหากมีเม็นส์ขึ้นมาก็ตายพอดีเป็นไปไม่ได้ เห็นเป็นเรื่องธรรมดา

_คุณหนึ่งฟ้า…ดิฉัน มีโรคประจำตัว ทันทีที่หิวมือไม้จะสั่น ตั้งแต่จำความได้ กลัวจนไม่ยอมให้มีความหิว แม้ก่อนเดินทางก็กินก่อน เพราะกลัวหิว จนถึงวัยเกือบ 60 ก็กัดฟันสู้ตาย

มีอยู่วันหนึ่ง ปกติฉันไม่เคยคิดจะกิน 1 มื้อต่อวัน แต่เมื่อไปงานพุทธาฯปลุกเสกฯ ก็ด้อมๆมองๆ จนถึงที่สุดเขาจะมีคอร์สลดอาหาร ถ้าไม่ทำเราก็ต้องตายแน่ ก็เลยกัดฟันสู้ตาย เขาก็จัดน้ำผลไม้ที่มีความหวานให้ มันก็ไม่มีความหิว ทำได้ 2-3 วัน ก็ทำได้ หลังจากนั้นก็เลยเชื่อมั่นว่า การฝ่าด่านในสิ่งที่กลัวสามารถทำได้ เพราะมันเป็นแค่ความรู้สึก หลังจากนั้นมาก็ไม่กังวลเรื่องนี้อีกต่อไปมันก็ไม่หิว ทั้งๆที่บางทีเกือบเที่ยงแล้วไม่หิวก็มี อาการกลัว ลักษณะอย่างนี้มันจะมีแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดิฉันกลัวอีกเรื่องคือความสูง ต้องฝ่าด่านอีก

_กล้าตรง พรหมโสดา…พ่อครูครับเมื่อก่อนผมเป็นสายอุปสรรค ชีวิตต้องผ่านความยากลำบาก เป็นกุลีมา ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำ เป็นลูกน้องเขาต้องโดนเจ้านายกดขี่ข่มเหงสารพัด ก็ได้ดีอย่างหนึ่ง พอเราเป็นกุลี กรรมกร ต้องได้ฝึกทำตามเจ้านาย แม้บางครั้งเรา เห็นว่าไม่ถูกโดนกลั่นแกล้งเราก็ได้ฝึกอดทนทำใจ แล้วๆเล่าๆสารพัด ตอนทำงานอยู่ข้างนอกต้องหาเช้ากินค่ำ หากเราไม่ทำก็อยู่ไม่ได้ก็เลยประคองตัวเองไป

ทีนี้ผมมารู้สึกตอนนี้ว่า ถ้าเราไม่ถูกฝึกมาอย่างนั้น เราก็คงจะไม่รู้จักตัวเอง คงจะไม่เข้มแข็ง จิตใจก็คงจะอ่อนแอ เพราะว่าเราผ่านพ้นอุปสรรคมาเยอะ เราถึงได้มีวันนี้ วันนี้รู้สึกขอบคุณกับเส้นทางที่เราเจอมาครับ

แต่ว่า ในเส้นทางมันก็มีบาดแผลมีรอยที่มันโดนกระทำมา ตรงนี้อยากจะถามเหมือนกันว่าผมจะต้องวางใจอย่างไรอันนี้คือคำถาม

อีกประเด็นคือ การที่เรา เป็นคนเคยลำบาก เคยเป็นลูกน้องเคยทำงานหนัก เคยโดนเขากดขี่ข่มเหงมานาน เราก็ได้ฝึกใจ แต่พอมาอยู่ในวัด ก็ไม่ได้มีการรังแก ไม่ได้ทำงานตามสั่งเป็นระบบสำนึก มันรู้สึกว่า โดยปฏิภาณ พอมาอยู่วัด มันไม่มีใครสั่งเป็นเจ้านาย การจะเห็นอัตตามานะ มันเลยยาก ก็จะทำอย่างไรให้เราที่จะตีโจทย์นี้ออก

พ่อครูว่า…รู้สึกว่า เราอยู่ข้างนอกได้มีโจทย์ประโยชน์เยอะแยะ แต่ในนี้ไม่มีโจทย์

ประเด็นหนึ่งก็คือ ที่คุณไปเจออะไรต่างๆมันเป็นวิบากของคุณจะต้องพบสิ่งเหล่านี้จะต้องผ่านอย่างนี้ นี่กำปั้นทุบดิน คุณไม่ได้อยากให้เป็น แต่คุณจะต้องได้ต้องเป็นต้องพบต้องสัมผัสต้องเกี่ยวข้อง มันจะทุกข์ร้อนจะยากลำบากอย่างไรก็ต้องเจอ อันนี้ วางใจไปเถอะคุณไม่ได้วิ่งหาเอง คุณมีชีวิตดิ้นรนหากินเท่านั้น แต่ทุกอย่างก็มาพร้อมกับการดิ้นรนหากินอย่างนั้นอย่างนี้แล้วก็ทำให้เราได้รู้สึก ถูกกระทบแล้วว่ามันยากลำบาก ก็ได้เข้าใจสิ่งที่ที่คุณได้ผ่านพบ มันเป็นประโยชน์นะ ทำให้เราได้ฝึกฝน ทำให้เราได้อดทน ทำให้เราได้อะไรต่างๆนานา มันเป็นเรื่องดี อันนี้อาตมาว่า เท่าที่คุณพูดมาที่ไปเรื่องที่ผ่านมา อาตมาว่าคุณมีบารมีทางธรรม แล้วคุณก็ได้ประโยชน์จากที่คุณมีชีวิตต้องพบผ่านมา แล้วคุณก็เลยไปติดใจ ว่า คุณจะพบกับอุปสรรคแล้วอยู่ได้ เมื่อมาอยู่ที่นี่คุณก็เลยบอกว่าเหงาเลย มันไม่มีอุปสรรคที่เราจะได้ มันเป็นบารมีที่คุณได้ผ่านมาแล้วที่นี่ก็มี คุณเพิ่มฐานของคุณได้

ที่นี่มีมันสัมผัสกันอย่างลึกซึ้ง ละเอียด มันเป็นผู้ดี ไม่ใช่ผู้ร้ายหยาบคาย ที่นี่มันมีเหมือนกัน

รอยแผลอะไร? ..คุณเองไปถูกคนนั้นคนนี้เขา ถูกเขาดูถูกข่มเหง เอาเปรียบเอารัด อันนี้ดี มันเป็นวิบาก คุณก็รู้สึกว่าคนดีที่ได้ผ่านมาแล้วอย่าไปจองเวรจองกรรมกับเขา ขอบคุณเขาที่เขาเป็นโจทย์ให้แก่เรา เขาเป็นตัวอุปสรรคให้แก่เราได้ฝึกฝนและได้สิ่งนี้มา

_อันที่สองนี้ถาม เราอยู่วัดเราเห็นสภาพหมู่ ของคนมีอัตตามานะ

พ่อครูว่า..คุณเห็นอย่างนั้นแล้วก็อย่าไปทำตามอย่างเท่านั้นเอง อาตมาเองยังพยายามจะให้ลดอัตตามานะแต่ละคนยังยากเลย คุณเป็นใครจะมาให้เขาลดอัตตามานะ คุณก็รู้แล้วว่ามันเป็นอัตตามานะ คุณอ่านออก คุณก็อย่าให้เป็นเหมือนเขาสิ กำไรไหมล่ะ

_ในงานหลากหลายงานที่พ่อครูมอบหมายให้ทำให้รับผิดชอบและเป็นเพียงตัวล่อ ตัวกิเลสให้ปรากฏตัวออกมา เพื่อเราจะได้จัดการประหารมัน แต่บางคนก็ยึด เป็นของตัวของตนหาผลประโยชน์ให้ญาติพี่น้อง จนเกินความจำเป็นของการอาศัยอยู่อาศัยกิน วิบากของการแอบแฝงเอาผลประโยชน์ ผ่านการกำหนดนโยบายที่ไม่เอาตามพ่อครู จะมีวิบากอย่างไรบ้างคะ

พ่อครูว่า กรรมวิบากเป็นเรื่องยาก ตอบให้ฟังหลายที ก็น่าจะเข้าใจแต่ไม่เข้าใจ ประเด็นอันนี้ คนที่มาอยู่ที่นี่ แล้วก็มาแอบแฝง เอาประโยชน์ตนซ้อนอยู่ในนี้มันบาปมาก เพราะที่นี่เขามาเสียสละมาทำงานฟรี แต่เรามาแอบแฝงเอา มันจึงเป็นบาปมาก ที่มาแอบแฝงในคนที่เขาเสียสละ มาเอาเปรียบคนที่เขาเสียสละแล้ว คนที่จะไปทำบาป กับคนที่มีกุศลสูงคนที่เจริญ บาปมันยกกำลัง คุณไปทำบาปกับคนบาปด้วยกันก็บาประดับหนึ่ง ไปทำบาปกับคนที่เขาสูง อย่างพวกเราเป็นสังคมคนชั้นสูงมีแต่คนเจริญ เพราะฉะนั้นคุณมาทำชั่วกับคนเจริญ บาปมันยกกำลัง สูงด้วย ซึ่งไม่ควรทำ

ง่ายนะ จะเอาเปรียบเอารัดกับคนที่เขาเสียสละที่เขาไม่ยึดถือ ได้เปรียบง่าย แล้วคุณก็เก่งที่จะใช้วิธีการให้เขาไม่รู้ได้ด้วย มันก็เป็นวิบากเป็นของจริงใครทำก็เป็นจริง ที่นี่เราไม่ค่อยจู้จี้ ก็ขอบอก ที่นี่ไม่ใช่แหล่งที่คุณจะมาแอบแฝงกอบโกยมันจะเป็นบาปมาก ไม่ใช่ที่ๆควรมาทำก็บาปหนักหนาก็เป็นของคุณเอง พูดให้ฟังแล้วไม่เชื่อก็เป็นได้ ก็เป็นของคุณเท่านั้นเอง มันมีหลายชั้นที่อยู่ในนี้ มันห้ามยากเพราะว่าคนเขามีก็มีไป

_การกำหนดนโยบายสาธารณะโภคีต่อส่วนกลางจะมีบทบาทอย่างไรต่อกลุ่มคนที่แอบแฝงแอบอ้าง แม้แต่คนที่ต้องยอมจำนนต่อนโยบาย

พ่อครูว่า…บาปใครบาปมัน ถ้าอยากจะมีอิทธิพลเอาเปรียบได้ก็ทำไปสิมันเป็นวิบาก เพราะฉะนั้นสรุปง่ายๆว่าเข้ามาที่นี่ให้เสียสละ จะมาแอบแฝงมาเอาเปรียบกันเลย ที่นี่คนมาเสียสละไม่ได้มาเอาเปรียบ มาได้เท่ากับเราได้เสียสละ

_เทียนดิน..เวทนาเป็นโลกียะหรือโลกุตระ และปฏิจจสมุปบาท มีแต่ในศาสนาพุทธใช่หรือไม่

พ่อครูว่า…เวทนาเป็นได้ทั้งโลกียะโลกุตระ ปฏิจจสมุปบาทมีแต่ในศาสนาพุทธไม่มีในศาสนาอื่น

เวทนา นี้นะ ศาสนาพุทธนี้เวทนาเป็นตัวหลักที่บอกว่า หัวใจของศาสนาคือทุกข์อริยสัจ แล้วพวกมันไม่อยู่ที่ไหนมันอยู่ที่เวทนาอยู่ที่ความรู้สึกอยู่ที่อารมณ์ในจิตของเรา ที่เรียกด้วย ศัพท์ว่า เวทนา คือความรู้สึก หรือ อารมณ์ของเราอารมณ์ชอบอารมณ์ทางอารมณ์ทุกอารมณ์สุข ความรู้สึกสุขหรือทุกข์มันอยู่ที่นี่ อยู่ที่เวทนา บาลีก็เรียกเวทนา อารมณ์ก็เป็นบาลี

ยิ่งรู้รายละเอียดของอาการความเคลื่อนไหวของพลังงานจิต ใครสามารถอ่านอาการอารมณ์ของตัวเองออกว่าตอนนี้เรากำลังมีสุข ตอนนี้เรากำลังมีทุกข์ เอาล่ะทุกข์มันจะดูได้ง่ายแต่ความสุขมันหลอก รู้ได้ยากซ้อน

ต้องแก้ทุกข์นี่แหละ อารมณ์ส่วนพวกนั้นมันอันเดียวกัน คุณแก้เวทนาความทุกข์รู้เหตุแห่งทุกข์ ดับเหตุแห่งทุกข์ให้หมดสิ้น ความสุขก็หมดไปด้วยความทุกข์ก็หมดไปด้วยกัน พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าไม่ต้องพูดถึงสุข ชีวิตไม่ได้มีแต่สุขที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ท่านบอกว่าชีวิตมีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป พระอรหันต์ทุกพระองค์จะพูดเช่นนี้ ดับทุกข์ได้ สุขก็หมดไปด้วย

ต้องตามหาเหตุแห่งทุกข์ เวทนามันมีเหตุ เหตุแห่งเวทนาคือ อาการดูดอาการผลักชอบชัง อ่านอาการนี้ให้ได้ ไม่ต้องไปชอบหรือชัง ผลักหรือดูด มีแต่สิ่งที่ควรหรือไม่ควรเท่านั้น

ขนมอันนี้ เราควรกินก็กิน ไม่ควรกินก็ไม่กินของอันนี้เราควรมีก็มี ไม่ควรมีก็ไม่ต้องมี ควรได้ แล้วได้เอามาทำอะไรมาสะสม สะสมอะไรกันนักหนา ต้องศึกษา ที่นี่พยายามให้เรียนรู้ไม่ต้องสะสม หากเข้าใจวรรณะ 9 ทั้งหมด แล้ว คุณก็เข้าใจสภาวะของมันจริงปฏิบัติให้ครบ คุณเป็นคนเลี้ยงง่าย ที่จริงแล้วในอโศกเรา เลี้ยงง่ายทั้งนั้น เพราะว่าคนที่มาที่นี่เป็นคนในระดับสูง ระดับผ่านหยาบๆมาแล้ว

คนอยู่ที่นี่ หยาบๆอยู่ไม่ได้ จะว่าเป็นโรงเรียนชั้นสูงก็ได้ชาวอโศก เลี้ยงง่าย บำรุงง่าย คือคนที่ทำให้เจริญง่าย ขัดเกลา สิ่งที่ไม่ดีไม่งามบกพร่องก็ต้องขัดเกลา สัลเลขะ โดยเฉพาะธูตะ ข้อกำหนดปฏิบัติที่จะให้เจริญเรียกว่าศีลก็ดี ตั้งแต่หยาบ ง่าย จนถึงเคร่ง ธูตะ ปฏิบัติไปตามลำดับและจะเกิดอาการที่น่าเลื่อมใส ปาสาธิโก ก็จะมีอาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จนสูงสุดเป็นอรหันต์มันก็จบ คนที่จบได้ก็คือคนที่ไม่สะสมอะไรเรียกว่า อปจยะ

ข้อที่ 8 กับ 9 อปจยะกับวิริยารัมภะ คือ จดจบของมนุษย์ มนุษย์อยู่สบายคือมนุษย์ไม่ต้องสะสมอะไร ชีวิตของใครที่อยู่ที่บ้านราชฯ ทุกวันนี้เราไม่ต้องสะสมอะไรแล้ว ใครไม่สะสมอะไรแล้วก็มีสิ่งที่พอใจในชีวิตเท่านั้นก็พอ มีที่ประจำที่ผ่านมือไปมือมา อาศัยเท่านั้นเองไม่ได้เดือดร้อน มันเหมือนเรามีบารมี ก็พอเป็นไปได้ ไม่เดือดร้อนอะไรใครพอมีอาการนี้บ้างที่นี่ เยอะนะ ก็สบายๆ ชีวิตที่พ้นอาการที่ 7 ของวรรณะ 9 ไม่สะสมกับยอดขยัน มาอยู่ที่นี่แล้วไม่ขี้เกียจ ความขี้เกียจเป็นอบายมุข คนจะมาอยู่ที่นี่ได้ต้องผ่านการฝึกฝนมา

อปจยะกับวิริยารัมภะ เป็นเครื่องอาศัย คนอโศกอาศัยเช่นนี้เยอะ คนมาที่นี่ จะได้รับพลังงานให้พาเป็นคนเช่นนี้ง่าย

สิกขมาตุกล้าข้ามฝันว่า…ไม่สะสมง่ายกว่า ยอดขยันยากกว่า

พ่อครูว่า…ใช่ ยอดขยัน ขยันเสมอ ขี้เกียจไม่เป็น คนเจริญสูงสุดแล้วชาวอโศกอาตมาพาให้ปฏิบัติ อาตมาประสบผลสำเร็จ เป็นสังคมที่ไม่สะสมเป็นคนยอดขยัน แล้วก็อยู่กินสบายแล้วก็มีชีวิตมีอยู่มีกิน ข้าวมีกิน ดินมีเดิน พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน ใครสิ้นบุญก็ช่วยกันเผา

หัวใจของศาสนามีทุกข์สมุทัยนิโรธมรรค 5 ส่วนที่เป็นอดีต 6 ส่วนที่เป็นอนาคต 7 ส่วนที่เป็นอดีตและอนาคต ส่วนที่ 8 เป็นปฏิจจสมุปบาท

ในอวิชชา 8 ข้อ หากเรียนรู้ปฏิจจสมุปบาทก็จบ อริยสัจ 4 คุณก็สะสมเป็นส่วนอดีต ส่วนอนาคตที่ทำไม่ได้ก็ต้องทำให้ได้ จึงจะมาเป็นทั้งส่วนอดีตและอนาคต เพราะฉะนั้นทั้งส่วนอดีตและอนาคตอันที่ 7 ของอวิชชา 8 ข้อ ตัวที่ 7 นี่คือตัวสูญ ส่วนตัวที่อดีตได้แล้ว ทำให้ปัจจุบันและอดีตเป็นสุข แต่อนาคตที่มายังไม่แน่ใจ ต้องทำจนกระทั่งไม่กลัวเลยอนาคตมาอีกกี่อนาคต กิเลสเราสูญหมด เพราะฉะนั้นอดีต ปัจจุบัน อนาคต สูญหมด อย่างมั่นใจเด็ดขาดอย่างไรก็ไม่ต้องกลัวอุปสรรคอะไรในอนาคต สูญหมดเลยนั่นต่างหาก

_คุณแก่งธรรม ใน จรณะ 15 วิชชา 8 รู้ว่า ท่านอ.อภิสินธิ์ ได้ทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ และได้อ่านหนังสือของชาวต่างประเทศที่ได้ศรัทธาต่อในหลวง คนเรานี้อยากจะช่วยโลกอนุเคราะห์โลก เพราะถ้าไม่ช่วยแล้วโลกจะบรรลัย ผมก็คิดว่า จาก คุณอภิสินธิ์ที่ทำปริญญาเอกเรื่องนี้ ต่อมามีเรื่องของบอมออฟเลิฟ เรื่องคุณงามความดีของเมืองไทยที่ต่อเนื่องกันมา ไปสู่สังคมโลก ผมก็เลยคิดว่า ฝรั่งนั่นแหละ ผู้ที่ศรัทธาพ่อท่านได้ทำให้พ่อท่านเป็นจุดสนใจของคนที่จะ เชื่อมั่นในทิศทางของศาสนาพุทธ ผมมีความเชื่ออย่างนั้น

พ่อครูว่า…ถูกต้องเป็นแต่เพียงว่าขณะนี้ อาตมาพูดนี้มันเป็นโลกุตระ ชาวต่างประเทศนี่ยังไม่ค่อยรู้โลกุตระเท่าไหร่ เขาจะค่อยๆมา ส่วนชาวไทยนี้อาภัพ อาตมาเอายอดเพชรยอดทองยอดแก้ว สุดยอดของดีมาให้แล้ว ในวงการของศาสนาตาถั่วตาบอด ก็เลยทำให้ประเทศไทยนี่แย่ เสร็จแล้วก็เลยกลายเป็นว่า ทำลายสิ่งที่เป็นสุดยอดของไทยเอง ไทยก็เลยเชื่อตามกระแสหลัก ก็เลยไม่มาเอา ต่างชาติเขาถึงจะมาเอา ในอนาคต เป็นแต่เพียงว่าอาตมาไม่เก่งเรื่องต่างชาติ ไม่พยายามหาทางเรื่องต่างชาติ อาตมามั่นใจว่าจะทำกับคนไทยนี่แหละ อาตมาตั้งใจจริงๆ คนต่างชาติไม่ใช่ว่ารังเกียจเขา แต่อาตมานั้นพูดยาก อาตมา อธิบายไม่ได้เหมือนกันไม่ได้รังเกียจ แต่ไม่ได้ขวนขวาย เรื่องต่างชาติ จนกระทั่งว่า อาตมาเหมือนไม่ได้เกื้อกูลเขาเลย

เดี๋ยวนี้มันกดแปลได้เลย เดี๋ยวนี้ แต่ก็แปลไม่ได้เรื่องเท่าไหร่ เพราะที่อาตมาแปลนั้นลึกหลายชั้น

บทความของดร.ทุกคนต้องทำเป็นภาษาอังกฤษด้วย

_สิกขมาตุผาแก้ว…เมื่อก่อนเวลาฟังพระท่านเทศน์ถึงเรื่องเทวนิยมอเทวนิยมไม่ค่อยซาบซึ้งเท่าไหร่ แต่เมื่ออยู่มาก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าเราซาบซึ้งประทับใจมากขึ้น ก็มีความรู้สึกว่า คำว่าอเทวนิยมมันอยู่ใกล้ตัวเรามาก ตั้งแต่รู้ความพ่อแม่พาเราไปวัด ก็ให้ขอโน่นนี่สารพัด เราก็ไม่เคยได้ในสิ่งที่เราขอเลย แต่ทีนี้พ่อท่านสอนเรื่องอเทวนิยม เชื่อเรื่องกรรม ก็เลยนึกย้อนไปว่าเมื่อก่อนกลัวผี เพราะ พ่อเป็นหมอผี ก็ยิ่งกลัวผีมากขึ้น โตขึ้นมาก็ยังนอนคนเดียวไม่ได้ เมื่อมาปฏิบัติธรรมกับชาวอโศกพ่อท่านบอกว่าผีไม่มีจะซื้อตัวละ 5 ล้านถ้าใครจับมาได้ ชีวิตเราจะเชื่อใครระหว่างพ่อเรากับพ่อท่าน เราก็ว่าเราเชื่อพ่อท่านนะ มาอยู่วัด ที่ศีรษะอโศกก็ยังกลัวผี มีอยู่ครั้งหนึ่งมีศพประสบอุบัติเหตุ ก็มาที่ศาลา พระท่านก็ว่าใครจะพิสูจน์ความกลัวผี แต่ก็ต้องไปให้ถึง เมื่อไปถึงก็เขียนชื่อนามสกุล แต่ไม่กล้าเขียนว่ามาแล้ว เพราะกลัวถูกตามมา มีความกลัวขนาดนั้น ตอนเด็กกลัวจนเป็นไข้ พ่อเราเป็นหมอผีแต่ทำให้เรากลัวมากขึ้น ก็เลยพิจารณาให้มา พิสูจน์บ่อยมากเลย ไปป่าช้าศีรษะอโศกตอนกลางคืน ถามใจเราว่าเรากลัวอะไร เรากลัวตาย พ่อแม่เคยบอกว่าผีจะมาหักคอเรา มาจบตรงที่ว่า ถ้าผีมีจริง เรามีวิบาก เราก็แค่เจ็บหรือตาย เรากลัวความเจ็บหรือตายใช่ไหม พิจารณาต่อไปและมาพิสูจน์ด้วยทำให้เราหายกลัวผีได้ พ่อท่านสอนเรื่องอเทวนิยม ทำให้เราหายกลัวผีได้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก

พ่อครูว่า…ดีแล้วเล่าประสพการณ์ของตัวเอง

เทวนิยมกับอเทวนิยม ตอนนี้อาตมาพยายามขยายจนถึงสุดแล้วนะ ถ้ายังเข้าใจว่า เทวะคือเทวดาก็เป็นภพชาติ นิมาณกาย ที่คุณเนรมิตขึ้นมาว่าเป็นตัวตนอย่างนั้นอย่างนี้ก็เท่านั้นเอง มันก็ไม่จบหรอก ถ้าคุณเข้าใจว่า เทวะ ยังมีอะไรอยู่เหมือนกับศาสนาเทวนิยม พวกนี้เขาไม่จบหรอก เขาก็จะยังมีวิบากวนเวียน อีกนานนับชาติไม่จบง่ายๆ เพราะเขาจะทำให้เกิด สุญญตาหรือทำให้เกิดนิพพานไม่ได้ เขาทำไม่ได้ เขาจะวนเวียนอยู่ในโลกีย สุขๆทุกข์ๆ สมบัติผลัดกันชม วนเวียนแย่งกันนานนับชาติไม่ถ้วน ไม่เข็ด หากเข็ดก็จะยอมมากขึ้น

หากคุณยอมให้คนอื่นเอาเปรียบได้ชีวิตต่อไปก็จะเจริญขึ้น แต่ถ้าคุณเอาแต่ได้เปรียบ คุณก็ต่อไปจะยิ่งเลวลง ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องลึกหรือไกล เข้าใจไม่ได้ แต่คนไม่สำนึก กิเลสมันมอมเมาทำให้คนเอาเปรียบต่อไปแล้วยิ่งนึกว่าตัวเองเจริญตัวเองเอาเปรียบตัวเองเป็นเจ้าโลก มันน่าสงสาร ก็วนอยู่แค่นั้นเอง

มาเป็นโลกุตระก็เข้าใจว่า เทวะ มันไม่มีตัวตนอะไร สัตว์นรกก็คู่กับเทว เท่านั้นเอง

เทวะนี้ พยัญชนะชัดมาก เทวะ แปลว่า 2 ทวิ หรือ ทฺเว

สองก็คือ อัตตาตัวหนึ่ง ความโง่ตัวหนึ่ง

ความโง่คือความไม่รู้ ศาสนาเทวนิยมแม้แต่เป็นศาสนาก็ยังมีตัวอวิชชาคือไม่รู้ตัวเอง ไม่รู้ตัวอัตตาที่ยึด ปรมาตมันตัวเองใหญ่ยิ่ง เป็นแต่เพียงว่า ฝากความใหญ่ยิ่งนั้น ไปกับพระเจ้าซึ่งตัวเองก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนเป็นอย่างไรเป็นความสูงสุด แล้วความสูงสุดเท่าไรมี ก็คือศาสดานั่นแหละเป็นผู้มี ผู้เอามาประกาศเอามาเปิดเผย แต่บอกว่าเป็นของพระเจ้า เท่านั้นเอง

คือ ไม่รู้ตัวตนจนกระทั่ง ตัวตนนั่นแหละที่เอามาประกาศ คือของตัวเองมีคุณมีเท่านี้แหละ ศาสดาทุกองค์ ของเทวนิยมมีเท่านี้ ซึ่งมันก็เยอะ จนกระทั่งคนต้องยอมรับ

พูดจริงๆแล้ว อาตมานี่ก็เยอะไม่น้อยหรอก พอๆกับศาสดาต่างๆ มากกว่าศาสดาเทวนิยม ที่เขาไม่มีโลกุตระ อาตมาเยอะกว่า จนเทียบกันไม่ได้

แต่เขาไม่รู้ตัว อย่างศาสดาเทวนิยม เขาไม่รู้ตัว ทีนี้ทางนั้นมันตื้น ตัวเขาเองไม่รู้ส่วน 2 แต่เขาแสดงส่วนเดียว โดยมากคนก็รับส่วนเดียวได้มาก เขาจึงมีบริวารมาก

ส่วนอเทวนิยมนั้นทำส่วนเดียวได้ อเทวะ คือไม่สองแล้ว ทำให้เป็นหนึ่งได้ เอกัคคตา

เวทนา 2 ทำให้เป็นหนึ่งได้ เวทนาหนึ่งก็คือสัมผัสและรู้ความจริงตามความเป็นจริง ไม่มีอะไรเป็นสอง แม้เป็นหนึ่งก็ชัดเจนว่าเป็นสิ่งอาศัยไม่ได้เป็นเราเป็นของเรา เราสูญ

ศาสนาพุทธทำลาย 2 ถึงเรียกว่า อเทวนิยมเป็นหนึ่งก็ได้เป็นศูนย์ก็ได้ คนที่จบแล้วเป็นอรหันต์ ทุกอย่างที่สัมผัสคุณก็ทำให้เป็นศูนย์ได้ แต่คุณก็ต้องมีหนึ่งอยู่คุณยังไม่ตายคุณต้องอยู่กับความมี แต่คุณทำให้ไม่มีได้เลย มีหรือไม่มีของคุณเป็นสิริมหามายา จะให้เกิดมีก็ได้ไม่มีก็ได้ โดยที่คุณเองคุณอาศัยอยู่ที่ว่าง กลาง ไม่มีแล้ว นี่เป็นภาษาอธิบาย ใครมีสภาวะเช่นนี้ก็เป็นอรหันต์ นั่งอยู่ที่นี่แหละ

ชีวิตของคุณไม่ต้องทุกข์ ไม่ต้องสุข สัมผัสกับอะไรก็ตาม ซึ่งชีวิตคนก็ต้องมีมากมีน้อยตามดีกรีของมัน เราจะคบหาหรือร่วมทำงาน สัมพันธ์กันเท่าไหร่ก็เท่านั้น ชีวิตก็อยู่สบาย

พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ทีละ 2 จนกระทั่งไม่สงสัยเลยในอะไรที่มาสัมพันธ์สัมผัสกัน แล้วคุณก็จัดการให้มันลงตัวอยู่อย่างสมดุลให้ได้ ทุกอย่างจะเกิดการสังเคราะห์สังขารกันเท่านั้นเองก็จบ ที่จริง อรหันต์ไม่ยากเลย ง่าย พวกเราได้แล้วแต่ไม่ชัดเจน คุณก็อยู่กับการสัมผัสนี้ให้รู้ว่าแค่นี้ก็จบ พวกเรานี้ถ้าเข้าใจจะมีอรหันต์ บานตะโก้เลย ของเรานี่แหละ จริง

เพราะมันอยู่สบายขนาดนี้ อาตมาว่าพวกเราอยู่ในที่นี้แล้วยังเหลือแต่ความไม่เข้าใจในบัญญัติ ถ้าหากบัญญัติกับสภาวะลงตัว สภาวะพวกเรานี้มันมีมากแล้ว มันเป็นความไม่ยึดไม่ถือไม่ค่อยจะติดใจอะไรมาก มันจะมีอะไรมาก็เอ้อ พวกเรานี้พวก let it be เยอะ ช่างหัวมัน นี่แหละจบแล้วมันไม่มีอะไรมากหรอก

เป็นแต่เพียงว่าถ้าช่างหัวมันไม่เอาภาระเลย คุณก็เป็นคนเอาเปรียบ ช่างหัวมันได้อย่างไรเดี๋ยวก็โรงปุ๋ยเรียกเดี๋ยวที่นั่นที่นี่ก็เรียกให้ไปช่วยงาน ดีที่พวกเรา มีปฏิภาณมีสำนึก ว่าเราก็ไม่ควรดูดาย งานก็ช่วยกันทำ งานก็ไม่ค่อยมากเท่าไหร่ มันจุกจิก งานที่เป็นหลักก็ไม่มากเท่าไหร่ เราอยู่กันอย่างพอดิบพอเหมาะแล้วงานก็ไม่มากเท่าไหร่เราก็เลี้ยงสังคมได้อย่างสบาย อยู่กับหมู่ของเราสบาย

หมู่บ้านของเรานั้นก็เป็นของเรา หมู่บ้านของเขาต่างคนต่างวุ่นวายซอกๆทำงานกัน หากิน ของเราไม่วุ่นวายมากมีจุกจิกนิดหน่อย ถ้าหากไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรวันๆก็ผ่านไป วันหนึ่งทำไมผ่านไปเร็วเหลือเกิน เดี๋ยวก็หมดวันแล้ว

_สิกขมาตุเป็นหญิง…เดินตามหมู่ เจอลูกวัว ก็เลยเดินตามหมู่ไม่ทัน เรามัวแต่พูดกับวัวอยู่ เราก็เห็นว่า จิตเรา ที่เป็นเดรัจฉานยินดีในสัตว์เดรัจฉานที่อยู่ภายนอก ต่อมาไปอยู่นาแรงรัก มีคนเอาแมวมาปล่อยที่นา ใจมันก็ไปว่าเขา เขาไม่สงสารแมว แสดงว่าอยู่ในระดับเดียวกัน เขาสงสารแมวแต่ไม่สงสารพระ จิตมันคนละระดับ จิตใจที่เป็นสัตว์เดรัจฉานจะสงสารสัตว์เดรัจฉาน ก็อยากพูดให้เขารู้เรื่อง เดรัจฉาน ไม่เป็นภาระให้ใคร ก็มีความรู้สึกว่าจะทำอย่างไร ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมแล้ว บางทีถือศีลอยู่ในหมู่กลุ่มของนักมังสวิรัติ แต่มีโอกาสก็ไปซื้อไก่ย่างให้หมากิน อันนี้พ่อท่านช่วยไขหน่อย

พ่อครูว่า..หมามีกุศล ราคาไม่ใช่น้อย ซื้ออะไรที่ถูกกว่านั้นให้หมากินก็ได้จะไปซื้อไก่ย่าง ก็ช่างเขาเถอะ จะเอาเงินไปซื้อไก่ย่างให้หมากินก็เอ็นดูหมา เป็นความซับซ้อนของพฤติกรรมคนมันมากมาย พวกเราจะกลายไปบอกว่ามันมากไป มันจะเป็นประเด็นคุณเอามาถาม เป็นอะไรที่แปลกเราไม่ทำกัน หากเราเข้าใจก็ไม่ทำ คนที่เขาไม่เข้าใจก็ทำกันมันก็ไม่แปลก ก็เห็นว่าแต่ก่อนคุณก็เป็นอย่างนั้น คนที่เขาเห็นแล้วรู้แล้วก็ไม่ทำ มันก็เหมือนที่เราเคยเป็น 1 มันไม่เหมือนเราเป็น สองเราไม่เคยเห็นด้วยซ้ำมันก็ต้องแปลก แต่ถ้าเห็นแล้วมันก็ต้องแปลกเพราะเราไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ต้องแปลกจากเราก็เท่านั้นเอง  ในกรรมกิริยาของมนุษย์ในโลก

_คุณเกร็ดดิน…ดิฉันถามว่า ชีวิตที่เกิดมาช่วงไหนที่ ยาวที่สุด สั้นที่สุด ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวพัฒนาการขึ้นมา จนสามารถรับรู้แล้วก็ได้ศึกษาปฏิบัติธรรม จนสำเร็จเป็นอรหันต์ จากพระอรหันต์จะเป็นโพธิสัตว์ไปถึงพระพุทธเจ้า พ่อท่านเคยบอกว่าตรงนี้ยาวกว่า แต่ช่วงปฏิบัติธรรมเป็นช่วงที่สั้นที่สุดใช่ไหมคะ

พ่อครูว่า…ใช่ๆๆ คือช่วงที่จะเข้ากระแส เป็นพระโสดาบันจนถึงอรหันต์นี้สั้นที่สุด ช่วงของพระโพธิสัตว์จนถึงพระพุทธเจ้านี้ยาว ช่วงที่เป็นสัตว์เซลล์เดียวจนถึงพระโสดาบันก็ยาวมาก ช่วงที่เป็นพระโสดาบันจนถึงอรหันต์ที่สั้นที่สุดของมนุษยชาติ

_เกร็ดดินว่า ช่วงนี้ที่เรามาศึกษานี้สั้นที่สุดแล้วไม่ยากจงพากเพียรไป

พ่อครูว่า…พระพุทธเจ้าสอนใบไม้ในกำมือเดียวคือ ตรงนี้แหละ นอกนั้นตั้งแต่เป็นสัตว์เซลล์เดียวจนกว่าจะเป็นพระโสดาบันกับ แม้ว่าเป็นอรหันต์แล้วจนเป็นพระพุทธเจ้า ก็จะยาวพอๆกัน บารมีของพระโพธิสัตว์ที่สูงก็ไม่ยาวนาน แต่เราก็รู้ไม่ได้ว่าตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวมาถึงตรงนี้มันไม่มีอะไรมาคอยวัด เราก็จำวิบากไม่ได้ แม้ว่าเราจะได้ก็ไม่ได้ทั้งหมดหรอก

_ซึ้งบุญ.. เข้าพรรษานี้ตั้งตบะไม่กินข้าวเหนียว ทีนี้ แม้ข้าวต้มมัดก็ไม่หยิบ แต่ในใจก็มีที่อยากกินอยู่ แต่พอมาข้าวหมาก ก็ไม่กินต่อน แต่กินน้ำข้าวหมาก ถือว่าได้กินข้าวเหนียวไหมคะ

พ่อครูว่า…กินน้ำข้าวหมาก มันเหล้านะ เหล้าแท้ๆนะน้ำข้าวหมาก

_คุณน้อมยอดธรรม…เวลาเราทำงานในโลกโลกีย์เราก็ได้เงินมา มันก็ไม่เห็นผาสุกเพราะได้มาแล้วก็ออกไปมันก็เป็นทุกข์ เราได้สมใจไปเรื่อยๆก็มี มันก็เป็นสุข ความสุขนี้มันไม่ได้สุขจริง แต่ปัจจุบันมาอ่านการทำงานให้ผาสุก 5 อย่าง ปัจจุบันที่ทำอยู่ไม่ได้อะไร แต่ได้กายใจสดใสเบิกบาน วันนี้ก็มีที่พ่อท่านพูด บอกสอนแม้ซ้ำ ทุกวัน ท่านสมณะสิกขมาตุก็ย่อยให้ก็ได้ขึ้นมา

ถามพ่อท่านว่า ปัจจุบันนี้ที่เราทำงานไม่ได้เงิน แต่เรามันมีอะไรดีเยอะ เหมือนพ่อท่านบอก ขอบพระคุณค่ะ

พ่อครูว่า…อาตมามีคำตอบอันหนึ่ง คือ ที่พูดมาเมื่อกี้นี้ มีคำตอบว่าชาวอโศกเรา ภูมิอนาคามีนี้เกือบทั้งนั้น แต่สรุปตัวเองไม่ได้ว่าเป็นอรหันต์ ชาวอโศกเรา สรุปสภาวะที่มีเยอะแยะไม่ลงตัวเท่านั้นเอง หากสรุปอะไรได้ ก็เป็นพระอรหันต์ จริงๆ

คือบางคน อาจจะยังมีกาม แต่กามพวกเราไม่มีหรอก มีแต่รูปราคะ อรูปราคะ

อรูปราคะยังมีส่วนเยอะ อรูปราคะมันผ่าน รูปราคะมาแล้ว นอกนั้นก็จะมีมานะนี่แหละมาก พวกเรานี่แหละมานะมาก แม้ตัวอรูปราคะก็มีอุทธัจจะ แวบวาบ จะมีลักษณะพวกนี้ส่วนใหญ่

คนมาอยู่ในหมู่บ้านนี้ประจำ คุณจะต้องมีภูมินี้ ถ้าไม่มีภูมินี้อยู่ประจำไม่ได้หรอก ต้องอยู่ข้างนอกเพราะที่นี่มันละเอียดเกินไปที่เขาจะอยู่ และมันจะไปมีอยู่ในนี้ โด่ๆ ก็ไม่ได้ อยู่ในหมู่นี้ก็จะรู้สึกละอายเอง แล้วคนอื่นก็จะเห็น คนอื่นที่เห็นนี้ ที่เราแสดงกาม หรือพยาบาทออกมาหยาบๆ โอ้โห มันเด่นนะ แสดงออกมานี่มันเด่นที่นี่ เพราะเขาไม่ค่อยมีกัน ใครแสดงออกมานี่เป็นพระเอกเลย แล้วคนก็ไม่อยากเป็นพระเอกก็เลยต้องระมัดระวังกัน อันนี้ มันเป็นความซับซ้อนของสังคมพวกเรา อาตมาถึงบอกว่า ชาตินี้มาทำงานประสบผลสำเร็จ เอาธรรมะพุทธเจ้า มาให้ปฏิบัติ จนเกิดผล มาเป็นเมืองเป็นหมู่บ้าน เล็กๆ แต่เล็กที่รวมกัน ไม่เหมือนกับหมู่บ้านอื่นที่ต่างคนต่างอยู่ เขาไม่กระทบกันเท่าไหร่ แต่ของเรากระทบกันจัง เดี๋ยวก็มารวมกัน มารวมกันทุกวัน นอกจากใครที่ไม่เอาดีใส่ตัว เท่านั้นเอง

ถ้าใครมาก็มาฟังรวมหมู่กัน รวมแล้ว ก็ไม่เห็นมีอะไร จะเกิดเรื่องกามและพยาบาท หยาบๆ มันก็ไม่เห็น มีอยู่ข้างในแต่ละคนก็ระมัดระวัง ปล่อยออกมาเดี๋ยวจะเป็นนางเอกพระเอก ก็ไม่ให้ใครเห็น อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมัน แหมลงตัวมากเลย

สรุปจริงๆเลยนะ หมู่บ้านของเราเป็นหมู่บ้านตัวอย่างของโลก เป็นหมู่บ้านตัวอย่างของประเทศ เป็นหมู่บ้านตัวอย่างของสังคม ที่เศรษฐกิจก็สบาย การเมืองก็สบาย สังคมก็สบาย

3 ประเด็นใหญ่ที่สังคมเขาบริหารกันอยู่จัดการกันอยู่ เศรษฐกิจการเมืองสังคมนี่แหละ ของเราสบายทุกอย่างแล้ว การเมืองก็บริหารกันง่าย ไม่มีเรื่องมากหรอก เศรษฐกิจก็ยิ่งสบายใหญ่เลย จนกระทั่งใครจะแอบแฝง ก็แอบแฝงไป สร้างวิบากไป ใครไม่มีแล้วก็อยู่ในนี้ไม่สะสมอะไรยิ่งดี ถ้าใครเป็นอย่างนี้ก็คือสมาชิกพลเมืองของหมู่นี้ สังคมนี้ จึงเป็นเศรษฐกิจการเมืองที่ดีแล้ว

ถ้า นักบริหารก็ดี ข้าราชการก็ดี เข้าใจแล้วก็มาเรียนรู้ว่าสังคมนี้เป็นได้อย่างไร ก็ตอบได้ไงว่าเอาของพระพุทธเจ้านี้ไปทำ เมืองไทยนี้น่าเสียดาย ไม่ไปเอาของพระพุทธเจ้ามาเป็นหลัก ไม่ยากเลยนะ เอาศีล5 เป็นหลัก ไม่ต้องไปร่างรัฐธรรมนูญให้ยากเลย

เอาศีล 5 เป็นหลักหรือจะเอา จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เป็นรัฐธรรมนูญ 43 ข้อเท่านั้นเอง แล้วคุณก็เอาศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 มาบริหาร สังคมใดที่ มีศีล 5 มากก็หยาบ สังคมใดมีศีล 8 ได้มากก็สูงกว่า สังคมใดมีศีล 10 มากก็อย่างชาวอโศก สังคมที่มีศีล 10 มาก สบายแล้ว

นอกนั้นก็เป็นจุลศีล 26 ข้อ แม้แต่ศีลไม่เลี้ยงสัตว์ ที่ในจุลศีล

จบ