ศาสนา

611001_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 18

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่…  https://docs.google.com/document/d/1QDfYuD1czIqjqSoXOr2rBeDDATNVxfBOsvw3nL132dQ/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1ur1atzXpPrBFZT8yoU2XnCm5o3C9hE-u

พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก นึกถึงพวกข้าราชการปลดเกษียณนะ ปีจอวันจันทร์ แรม 7 ค่ำ เดือน 10

SMS วันที่ 28 กย. 2561 (พ่อครู : พุทธศาสนาตามภูมิ)

_1614อย่าเข้าใจว่าโกรธทีหนึ่งแล้วก็แล้วไปนะ โกรธทุกทีจะเพิ่มอนุสัยแห่งความโกรธ คือ ความเคยชินแห่งความโกรธให้เข้มข้นทุกที เราจะโกรธง่ายขึ้นทุกที จะสะสม เปน สันดาน สั่งสมไป – พุทธทาสภิกขุ

พ่อครูว่า…จริง อาตมาก็รับรองว่า เป็นความจริงอย่างนั้น

อาตมามีโศลกอันหนึ่งว่า…ความโกรธอย่างไรแม้นิดแม้น้อยเมื่อเกิดขึ้นในจิตแล้ว Kick It Out เอามันออกไปจากจิตให้สะอาดทันที อย่าเอาไว้ อย่างหยาบ กลาง ละเอียด แม้เล็กเท่าละอองธุลีก็เอาออกไป เอาไว้รังแต่ทำให้เราเลวร้าย

มาเรียนกับอาตมากับชาวอโศกจะเป็นคนที่หายโกรธได้เร็ว เพราะจะเป็นผู้ที่รู้โทษภัย สายอื่นจะโกรธนาน สายอาตมาจะโกรธน้อย โดยเฉพาะอาตมาชื่อรัก ไม่ใช่สายเครียด ก็คงมาจาก เคียด นี่แหละ  

_ศีลห้าเป็นข้อห้ามทำชั่วซึ่งกำหนดมีห้าประการแต่ความหมายลึกซึ้งใครปฏิบัติได้ ต้องมีผัสสะ กระตุ้นให้ การปฏิบัติธรรมกระเตื้องขึ้นใช่หรือไม่คะ

พ่อครูว่า…ถูกต้อง อาตมาเอาศีลนำมา จนกระทั่งผู้รู้ว่า จะศึกษาศีลให้ไปสันติอโศก จะศึกษาสมาธิให้ไปธรรมกาย จะศึกษาปัญญาให้ไปสวนโมกข์ อย่างนี้เลย

แต่อาตมาว่าหากไปศึกษาธรรมกายก็เป็นมิจฉาสมาธิ ศึกษาปัญญาอย่างอื่นก็จะได้เฉโกไปเยอะ ท่านพุทธทาสก็เป็นพระอาริยะอยู่ มีภูมิปัญญาโลกุตรธรรมบ้างแล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู(เทวดา นรก สวรรค์) ตอน เมตตากับราคะห่างกันคนละโยชน์เลย

_เมตตา กับ ราคะ ห่างกันแค่ เส้นยาแดงผ่าแปด จะแยกแยะ สังวรระวังอย่างไรคะ ถึงจะไม่ตกหลุม

พ่อครูว่า…อ่านให้ชัด เมตตานี้ ศาสนาพุทธเป็นโลกุตระ ราคะนี้มันคนละโลกเลย มันอบายมุข

เมตตาเป็นโลกียะก็ได้ เข้าใจเป็นมิจฉาทิฐิก็ได้เป็นเมตตาแบบโลกีย์

อย่างอาตมา อธิบายเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาก็ไม่เหมือนกับที่เขาอธิบาย เขาอธิบายเมตตาก็คือ เห็นเขามีทุกข์ก็เลยอยากให้เขาพ้นทุกข์ กรุณาก็เลยอยากให้เขามีสุข ก็มีแต่อยาก มุทิตาก็อยากจะไปยินดีกับเขาที่เขามีสุข ไม่ทุกข์แต่ของพุทธมุทิตาคือยินดีที่ไม่ทั้งสุขทั้งทุกข์ ยิ่งอุเบกขาโลกียะกับโลกุตระไปกันคนละอย่างเลย

พระพรหมคนละองค์ พระพรหมของศาสนาโลกียเป็นพระพรหมหลายหน้าไม่รู้กี่หน้า แต่ของพุทธนั้นมีสี่หน้า เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แต่พระพรหมของศาสนาอื่นแยกแยะด้วยบัญญัติภาษา ไปเยอะแยะ ไปไม่รู้กี่พันหน้า ล้านหน้าก็ได้ พระพรหม เพราะความเข้าใจในสภาวะธรรมหรือบัญญัติแตกแยกกัน ไม่ตรงกัน ไม่เหมือนกัน มีเยอะมาก ส่วนโลกุตระจะไปทางทิฏฐิเดียวกัน รู้ความสุข ทุกข์เป็นอาริยสัจ โดยเฉพาะสุขนั้นเป็น อัลลิกะ ส่วนทุกข์นั้นเป็นอาริยสัจะ

สุขกับทุกข์เป็นเมถุนธรรม เป็นภาวะคู่ ถ้าดับได้จริงก็ต้องดับทั้งคู่ ดับสุข ทุกข์ก็ดับ ดับทุกข์สุขก็ดับ ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ เหมือนกับเหรียญ 2 ด้าน ถ้าไม่มีเหรียญก็ไม่มีสองด้าน ถ้ายังมีเหรียญอยู่ คุณก็ต้องมีอยู่ 2 ด้าน จะผ่าเป็นกระดาษบางอย่างไรมันก็มีสองด้านอยู่ดี นอกจากคุณจะแหลกแยกกระจุยไปเลย คุณก็ไม่เหลือวัตถุธาตุอันนี้มันจึงไม่มี

สรุปแล้วเมตตาคือจิตโลกุตระ ปรารถนาให้เขามีโลกุตระให้เขาพ้นทุกข์พ้นสุข

กรุณาคือลงมือกระทำช่วย

แล้วอย่าไปหลงติดยินดีว่าเราเป็นผู้ทำ เป็นผู้มีบุญคุณ อย่าไปทำจิตอย่างนั้น เขาจะจำได้หรือจำไม่ได้ก็แล้วแต่เขา เข้าจักกตัญญูกตเวทีหรือไม่ก็แล้วแต่เขา ไม่ได้คิดหวังผลตอบแทนอะไรทั้งนั้น วาง อุเบกขาปล่อยวางไปเลย นี่คือลักษณะของโลกุตระ เมตตา กรุณามุทิตา อุเบกขา

ส่วนราคะ นั่นคือต้นตอโทสมูล เค้าแรกคือราคะ ถ้าบอกว่า ภวราคะ ก็ยังเบา ราคะนี่เป็นคำสรรพนาม ไม่ใช่วิสามัญนาม เป็นคำกลางๆรวมๆ แต่หากเข้าใจแล้วก็เป็นคำเสียจะเป็นคำดีไปไม่ได้ ราคะ คือหมายถึงภาวะไม่ดีทั้งนั้น แม้โลกีย์หรือโลกุตระ

แต่ถ้าโลกุตระ เมตตาไม่ใช่หมายถึงสิ่งไม่ดี ส่วนราคะแน่นอนไม่ดีแน่ ต่างกันไกล แต่นี่มาบอกว่าห่างกันไกลแค่เส้นยาแดงผ่าแปด

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน โพธิปักขิยธรรม 37 แบบสั้น

_ต่าย ณ สกล ขอเรียนถามว่า อินทรีย์ 5 กับพละ 5 เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

ถ้าเหมือน ทำไมจึงนับซ้ำในโพธิปักขิยธรรม 37

พ่อครูว่า…อินทรีย์ กับพละก็มีนัยยะต่างกัน ภาษาไทยบอกไม่ชัดเจน อินทรีย์หมายความว่าเป็นฐานเป็นมรรค พละเป็นผล

อินทรีย์มาก่อนพละ พละคือผล บางทีก็ใช้คำว่าผลแทน คำว่าอินทรีย์ 5 พละ 5 ก็เป็นหลักสอง

ปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม 37 คือ สติปัฏฐาน 4 อิทธิบาท 4 สัมมัปปธาน 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8

สัมมัปปธาน 4 คือ สังวรปธาน สังวรว่าเกิดกิเลสขึ้นเมื่อสัมผัส ผัสสะ ก็ปหานกิเลสได้ ทำได้ก็ทำซ้ำๆ เป็นอาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง อาเสวนาคือทำซ้ำ ภาวนาคือ ทำให้เกิด ผลอย่างที่ทำได้นี่แหละ พหุลีกัมมังคือทำให้มากทำให้บ่อย จนทำได้ทุกปัจจุบันสั่งสมเวทนาเป็นอดีต 36 ปัจจุบัน 36 จะไม่สงสัยในอนาคตอีก 36 ทำได้กิเลสสูญแน่ ทำได้เกิดผลเป็นอินทรีย์ พละ 5 อ่านมโนปวิจาร 18 ได้ จึงแยกแยะโลกุตระกับโลกียะได้

ยืนยันว่าต้องมีสัมผัส 6 ลืมตาปฏิบัติ หลับตาปฏิบัติไม่มีทางบรรลุธรรมพระพุทธเจ้า ปฏิบัติธรรมไม่มีกายภายนอกไม่ครบกาย พระพุทธเจ้าย้ำว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เขาเพี้ยนเอาคำว่ากายแค่ข้างนอก ที่จริง กายนี่เน้นที่ จิต มโน วิญญาณ แต่ต้องมีภายนอกด้วย  นี่มันยากอย่างนี้แหละ

อินทรีย์ 5 พละ 5 ก็เหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกันตรงมีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย พละเป็นผล อินทรีย์เป็นมรรค

_SMS 29-30 กันยายน 2561

_วาส ทองจันทร์ · กราบนมัสการพ่อครูครับ ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยเห็นใครที่แสดงธรรมได้ชัดเจอได้เนื้อๆ และไม่กลัวหน้าอินหน้าพรหมไดๆอย่างแกล้วกล้าอาจหารอย่างนี้เลยครับ ถูกใจคนซาดีสม์อย่างผมมากครับ กราบสาธุๆ

พ่อครูว่า…อินทร์กับพรหมอาตมารู้จักดี ทำไมต้องกลัวด้วย

_จาก ลูกศีรษะอโศก

กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพยิ่ง ขออนุญาตกราบเรียนผลจากการฟังธรรม เรื่อง อุปาทาน อาสวะ อนุสัย ความจริงแล้วเกินภูมิของลูก แต่ก็อยากเขียนมารายงานตามความเข้าใจของตัวเองที่เกิดจากสภาวะ ถูกผิดอย่างไร ขอความเมตตาจากพ่อท่าน แก้ไขชี้แนะ ให้ลูกด้วยค่ะ

  1. คำว่า อุปาทาน มีลักษณะดังนี้ เป็น “รูปใน” เทียบได้กับสังโยชน์ 3 มีความยึดติดเหนียวแน่นในสิ่งที่ตัวเองชอบ ชัง ดูด ผลัก ในคนสัตว์สิ่งของและอื่นๆ ที่เป็นสเปก ล็อกไว้เป็นสักกายะ สั่งสมไว้ในจิตเป็นก้อนแข็งปึกเหมือนหินสลายยาก เป็นสแตติก มีผัสสะเบาๆ เคลื่อนตัวออกมาเป็นไดนามิค เรียกว่า ตัณหา คือความใคร่อยาก เห็นได้เร็วและชัด ควบคุมอารมณ์ได้ยาก มักไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัว ก็โดนกิเลสเล่นงานแล้ว เช่น เวลาหิวมากๆ เป็นของที่ชอบ ตัวอย่าง ชอบปิซ่า (แต่เราตั้งตบะไว้ว่าไม่กิน) ก็คว้ากินโดยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัว ก็ลงกระเพาะแล้ว ต่อมาก็เศร้าใจ “เราไม่น่าเลย” อย่างนี้ ถูกต้องหรือไม่คะ

  2. คำว่า อาสวะ มีลักษณะดังนี้ เป็นอรูป เทียบได้กับอุปกิเลส 16 เป็นกิเลสละเอียด เห็นได้ยากมาก ต้องกระทบผัสสะหนักๆ แรงๆ จึงเห็นได้ ถูกต้องหรือไม่คะ

คำว่า อนุสัย มีลักษณะดังนี้ พ่อท่านบอกว่า เป็นสัญญา เป็นพลังงานก้อนสุดท้ายที่พระอรหันต์ เอาไว้อาศัยทำประโยชน์ ส่วนผู้ที่ยังไม่อรหันต์ ตามความเข้าใจของลูกคือ พระอนาคามี ที่ยังไม่สิ้นสังโยชน์ เบื้องสูง คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ยังต้องทำอยู่ เช่น ลูกกำลังทำเรื่องของไข่เจียว จนกว่าเห็นไข่เจียวแล้ว ไม่มีน้ำลายออกมา จึงจะเรียกว่า สิ้นสังโยชน์ในเรื่องของไข่เจียว อย่างนี้ ถูกต้องหรือไม่คะ

ขอความเมตตาพ่อท่านแก้ให้ลูกด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ

พ่อครูว่า ได้

_น้ำมนต์…ทำไมคนเราต้องลดกิเลสคะหลวงปู่

พ่อครูว่า..ถามซ้ำหลายทีแล้ว หลวงปู่จำได้ ตอบอีกไม่เป็นไร เพราะว่ากิเลสนี่คือผี ผีคือจิตของเรามีตัวไม่ดีเรียกว่าผี เราต้องลดละล้างกำจัด ทำให้มันตายไปจากจิตเรา ผีคือจิตที่อยู่ในตัวเราเป็นตัวร้ายอยู่ข้างนอกช่างมันเถอะอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับมัน แต่ของเรานี่ต้องกำจัด น้ำมนต์เคยดื้อหรือไม่ นั่นแหละจิตผี มันจะเอาแต่ใจมีไหม นั่นละผี จำไว้อย่าเอาแต่ใจ

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน จนนี้ดีกว่ารวยแน่นอน

_ใจแก้ว…อยู่ในดงคนจน เสร็จแล้วก็กลับไปบ้าน น้องชายเสียชีวิต กลับไปดงคนรวย ก็จะได้พิสูจน์ 2 ฝั่ง แต่ที่นี่ จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ น้องชายเสียชีวิต เห็น ความวุ่นวายของมรดกด้วยแล้วลำบากอย่างนี้จะไปรวยทำไม หาก็ลำบากกว่าจะรวย ตายก็ต้องจ้างทนายจัดการมรดก มาเห็นความจนกับความรว

ยชัดเจนที่สุด อ่านจิตตนเอง พี่สาวเป็นคนโสด มีห้างทองใหญ่ที่สุดในปาดังเบซาร์ อายุ 77 ปีแล้ว บอกว่าให้เรากลับบ้านไป จะไปวัดทำไม จิตเราก็คิดถึงว่าจนนี้สบายกว่า ก็เลยได้เปรียบเทียบ ฟังพ่อท่านไปแล้วเราก็ได้เจอของจริง ดูแล้วเขารวยก็ไม่มีความสุข เขาบอกว่าทุกข์จะตายกว่าจะได้มา รักษาไว้ก็มีความทุกข์อีก แต่พี่สาวก็บอกว่าให้มาอยู่เพราะมีเงินหลายร้อยล้าน เป็นโสดไม่มีคู่ ทุกคนก็เชียร์หมด

เขาก็ว่า คนที่สองนี่แหละ(ใจแก้วเป็นลูกคนที่สอง) จิตเราไม่กระดิก เรามาจนดีกว่า เคยรวยมาก็ห่วงสมบัติ ตอนนี้ น้องชายตาย ก็ยังพบความยุ่งยากกับพินัยกรรม แต่พี่สาวรวยกว่าอีก ก็ยังไม่ได้คิดเรื่อง

พ่อครูว่า…เข่งมาแต่อายุ 20 กว่า เดี๋ยวนี้ 68 ปีแล้ว เป็นนางสาว มีลูกสาวคนหนึ่ง มาตั้งแต่ 27 ปี มีสามีคนหนึ่ง แล้วก็เลยหาเมียให้สามี ประวัติเขา ตกแต่งให้ไป แล้วก็อยู่ในบ้านเดียวกันไปอย่างนี้เป็นต้น ภรรยาที่หาให้สามีก็ดี คือมันดูแล้ว คนเรา จิตใจต่างกัน แล้วมารวมกันแต่ก็ไม่มีเรื่องอะไรมาก หาภรรยาให้แก่สามีก็ไม่เดือดร้อน อยู่ด้วยกันดี สามีก็ทำหน้าที่ เราก็ขอมาทำหน้าที่ทางนี้มาปฏิบัติธรรมะ เขาก็เข้าใจ อยู่ดี อย่างนี้เป็นต้น เป็นเรื่องของคนดีๆที่ไม่มีเรื่องมาก ที่อื่นฆ่าแกงกัน ผู้หญิงผู้ชาย ขนาดอายุมากแก่เฒ่าแล้วพูดไป เปรอะปาก ทั้งนั้นแหละ ยังมีเรื่องราวมาออกข่าวกันไม่จบหรอก กี่ปีกี่ชาติ ก็มีเรื่องเหล่านี้เป็นธรรมดาสามัญ คนที่มีจิตใจถึงขั้นมาเข้าใจคนจนแล้วมาเป็นคนจนมันไม่ใช่ธรรมดา มันเป็นโลกุตระเป็นอารยชน มันกลับขั้วกัน ปฏิโสตัง ทวนกระแสโลกีย์ คนธรรมดาก็ต้องให้รวยมากๆนั่นแหละดีเขาจึงจะใช่ ตอนนี้ก็ชัดเจนเลยว่าเขาไม่เอา ชุบมือเปิบได้ ยกให้ฟรียังไม่เอา ไม่ได้ไปเบียดเบียนใครเป็นสิทธิ ก็พี่สาวเป็นโสดบอกว่าน้องคนนี้น่าได้ คนอื่นก็ไม่น่าได้เท่า คนนี้มันดี แต่ก็ไม่เอาอีก มันซ้อนอีก ยิ่งดียิ่งไม่เอามันซ้อนไปใหญ่ เป็นภาวะแทรกซ้อนขัดแย้งในตัวอย่างนี้แหละธรรมะ

อาตมาตอนนี้ก็เขียนหนังคือ คนจนที่มีแบบ เล่ม 1 พิมพ์ออกมาแล้ว 192 หน้า  ก็จะมีฉบับแก้แล้วไขอีก เพิ่มเป็น 500 กว่าหน้า เล่ม 1 นะ เล่ม 2 อีกต่างหาก ตัดจบเล่ม 1 แล้ว ก็จะได้พิมพ์ออกมา อาตมาว่าน่าอ่านนะ พูดไปจะหาว่าหลงตัวเองอีก อ่านหลายๆเที่ยว เพราะว่ามันชัดเจนละเอียดลออดีมาก

ตอนนี้ อาตมา ภาวธรรมเก่าๆขึ้นมาเยอะ ตอนแรกก็สลับกลับไปกลับมาบ้าง ตอนนี้ก็ต้องมาแก้ไข ธรรมะนี้มันจะสลับกันได้ ธรรมะ 2 ซ้ายขวาหน้าหลังกลับไปกลับมา จึงเรียกว่าสิริมหามายา ต้องมีสัมมาทิฎฐิแล้วจิตใจเห็นดีเห็นงามในโลกุตระ ถ้าไม่เช่นนั้นไม่มาหรอก

อาตมาทำงานเพื่อสืบทอดศาสนาของพระสมณโคดมให้ถึง 5000 ปี อาตมาไม่ได้ระบุจำนวนเวลาแต่รุ่นก่อนๆระบุมา อาตมาเห็นด้วยเข้าใจ อาตมาว่าไม่ผิด

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน เลี้ยงไส้เดือนมาทำประโยชน์ให้คนได้ไหม

_มีคนเขาฝากมาให้ถามว่า…เขาจะสามารถเลี้ยงไส้เดือนเพื่อจะเอาฉี่ไส้เดือน ทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงได้ เพราะว่าเม็ดถั่วเหลืองไม่เวิร์ค ก็ต้องไปใช้ไข่แดงอีก แต่ถ้าเป็นฉี่ไส้เดือนจะได้ พ่อท่านจะอนุญาตให้เลี้ยงไส้เดือนได้ไหม

พ่อครูว่า…อาตมาไปบังคับไม่ได้หรอกผู้ที่มีวิบากก็ทำไปเถอะ จะไปบังคับกำหนดก็ไม่ดี ถ้าให้อาตมาว่าก็ไม่ดี ไม่ควรทำ เพราะเอาสัตว์มาเลี้ยงอีกเดี๋ยวมันก็จะตายคามืออีก แต่ถ้ามันเป็นอาชีพจะทำอย่างไร ถ้าจะให้ดีหาทางที่จะทำอาชีพที่อยู่กับพืชกับวัตถุ อุตุนิยาม พีชนิยามอีกว่า จิตนิยามหรือสัตว์ ปล่อยไปตามวิบากเลยได้ อย่าเอามายุ่งเกี่ยวกันเลย หรือเอามาทำประโยชน์ หากไม่จำเป็นอย่างสุดวิสัยก็อย่าเอามาเลย แค่อุตุนิยาม ดินน้ำไฟลมพืชพรรณธัญญาหารแค่นี้ก็เหลือแหล่ ที่จะเอามาเลี้ยงชีพอาศัยในชีวิตได้มากพอ และอาตมาว่า เมืองไทยนี้ต้องการอันนี้ ต้องการพืช เอาล่ะ แร่หรือโลหะ ดินน้ำไฟลมก็ตามที่มี แต่ว่าพืชนี้มันหมุนเวียนสร้างสรรค์ทำได้เป็นคุณสมบัติก่อเกิดได้ทั้ง ในเวลาเร็ววันหรือเป็นปีหรือเป็นหลายปีเอาเป็นผลใช้ประโยชน์ได้ ก็มาเอาอันนี้ดีกว่า เมืองไทยอยู่ในโซนนี้ที่จะทำเรื่องนี้ได้ดี อาตมาขอเน้นย้ำ เรื่องนี้ ถ้าประเทศไทยยกให้อันนี้เป็นวาระแห่งชาติ ระดมทำกสิกรรม แม้แต่ว่าปศุสัตว์ ประมง ก็ไม่เน้นก็ได้ ก็ปล่อยไปให้คนที่จำนนทำ วิบากของเขา เราไม่ปิดกั้นแต่อันที่ควรทำคือพืช หลีกเลี่ยงจากอันโน้น มันเป็นเรื่องสำคัญคือวิบาก จิตนิยามเป็นวิบากต่อกัน ยิ่งสัตว์ชั้นต่ำ วิบากมีแรง ปล่อยมันไป หากต้องการหลุดพ้น แต่หากไม่ต้องการหลุดพ้นก็แล้วไป นัวเนียกัน ชาติแล้วชาติเล่า คุณฆ่าเขา เขาฆ่าคุณ ไม่ทีเดียว แต่ไม่รู้จบ

อาตมาพูดนี้เพราะมีความเข้าใจจริง อาตมายืนยันตัวเองเป็นอรหันต์ เป็นแบบนี้ อรหันต์ไม่ใช่อรหันต์เก๊ อรหันต์เดาแบบเขา อาตมามีวาสนาแบบนี้ เน้นหนักแรง ขนาดคุณเมื่อกี้บอกว่า ชอบซาดิสม์ เป็นต้น ชอบแรงๆถึงใจ ดีนะไม่บอกมาโซคิสม์ คือตนเองเจ็บตัวแล้วพอใจ แต่ซาดิสม์นี้เห็นคนอื่นเจ็บแล้วพอใจ เข่น ดูคนชกกัน ไก่ตีกัน คนฆ่าแกงกันที่ไหนชอบ ก็ต้องลดความยินดีพึงใจในสิ่งเหล่านั้นให้ได้ก่อน

สมณะเดินดินว่า…เกี่ยวกับ จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงได้คุยกับคุณทิวเมฆ เขาว่าเอาขี้นกกระทา เอามาผสมปุ๋ยดีมาก

พ่อครูว่า…ก็ดีนะ ไม่เอาอะไรมันมาก เอาขี้มัน บางคนเอาไข่ เอาขนมัน เนื้อมันไม่เข้าท่า เอาขี้มันไม่หวงหรอก

_สิกขมาตุเป็นหญิง..คราวที่แล้วปลูกฟักทอง 100 หลุม ถั่วเหลืองหมักกับน้ำข้าว 3 เดือนแล้วเอาไปใส่กับฟักทอง ไม่มีลูกห่างเลยค่ะ100 หลุม ได้ฟักทอง 2 ตัน ส่วนที่ไม่ใส่ 150 หลุมได้ 1 ตัน ตอนหลังเอาน้ำถั่วเหลืองหมักไปรวมกับจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงแต่ต้องหมักกับน้ำซาวข้าวถึง 3 เดือน อันนี้ได้สูตรจากคุณเป็นดิน จากพิษณุโลก

พ่อครูว่า…ที่จริงไปเอาขี้มาก็ไม่มีวิบากเท่าไหร่หรอก แต่อันนี้ไม่ต้องเกี่ยกกับสัตว์ได้เลย

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ทำไมมังสวิรัติเป็นบุญญาวุธหมายเลข 1

_ดินนา ทำไมพ่อท่านกำหนดบุญญาวุธหมายเลข 1 คือมังสวิรัติ

พ่อครูว่า..อาตมาที่กำหนดก็ไม่ได้รู้ตัวมาก่อนหรอก แต่เห็นว่าเป็นความสำคัญ ก็เลยเอาเป็นเรื่องบุกเบิกในการทำงานศาสนา แต่ก่อนมีแต่เจ อาตมาเอามังสวิรัติมาทำด้วยเหตุว่าคือธรรมะที่เกิดจาก การปฏิบัติศีล แล้วมีธรรมะศีลข้อ1 คือเกี่ยวกับสัตว์

ศีลข้อ 2 จะมีวิบากตามทันไม่เร็ว มันเป็นวัตถุ ไม่มีรักหรือชังอะไร

ศีลข้อ 3 ก็พัวพันกับสัตว์เกี่ยวกับราคะเกี่ยวกับกามอยู่

เรื่องสัตว์เป็นเรื่องเบื้องต้น แม้แต่เรื่องผู้หญิงผู้ชายก็เรื่องเกี่ยวกับสัตว์ เดรัจฉานไม่รู้เรื่องกาม อเวไนยสัตว์ก็สอนกันไม่ได้ ต้องเป็นเวไนยสัตว์แล้วมาสอนโลกุตระได้ มีอัญญธาตุได้

ถ้าสนใจเรื่องสัจธรรมพุทธศาสนา อาตมานับถือคนเคร่งตั้งใจปฏิบัติ เอาจริงเอาจังแต่ถ้ามิจฉาทิฏฐิก็น่าสงสาร อาตมาบอกอย่างจริงใจเขาก็หาว่ามีกิเลส ไม่ใช่ ก็ท่านมีทิฏฐิเห็นผิด เข้าใจว่า อาริยะ อรหันต์เป็นแบบนั้น ไม่ใช่ ความรู้องค์รวม ทิฏฐิ concept ของท่านไม่ใช่ ไปยึดถือที่สรุปไว้อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลงเป็นทิฏฐุปาทาน แล้วกลายเป็นอัตตวาทุปาทาน

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ร้านเท่าทุนพิสูจน์จิตอาสาจะไปไม่รอดเพราะว่าอะไร

_ดิฉันได้สนทนากับญาติธรรมที่ทำร้านพิสูจน์จิตอาสาเขาเห็นว่า ขายเท่าทุนหากขายดี ก็คงจะไม่มีแรงทำต่อเพราะว่าไม่ได้อะไรเลย ก็คือถ้าขายดีเราจะหมดแรง แล้วก็เหมือนกับว่าเราเป็นผู้ให้แรงงานไม่ได้อะไร ประชาชนได้ เขาห่วงว่าไปไม่รอด

พ่อครูว่า…หนึ่งหมดแรงเราก็พัก หมดทุนเราก็หยุดขาย ไม่ได้แย้งเลย คนค้านแย้งคือคนไม่เต็มใจทำ ถ้าเต็มใจก็ไม่แย้ง เราหมดต้นทุนจะขายต่อแล้ว เราหมดแรงแล้ว เขาก็บังคับเราไม่ได้ ไม่เป็นปัญหาเลย เป็นปัญญา

_ดินนาว่า.. ดิฉันไม่สงสัยเลย แต่มีคนคิด

พ่อครูว่า..หนึ่งคุณคิดไม่ทัน หรือสอง กิเลสทำให้คิดพูดเช่นนี้ อาตมาสนับสนุนเลย หากหมดแรงหมดทุนทำต่อก็หยุดได้

_ดินนาว่า ถ้าภูมิอนาคามีจะไม่เอาอะไรกลับมาเลย

พ่อครูว่า…ใช่ คนเป็นอนาคามีจะไม่เอาอะไรกลับมาแน่ แต่ไม่ถึงก็ต้องการอยู่บ้าง

_ใจแก้วว่า… มันอยู่ได้เพราะเราไม่ได้คิดต้นทุนค่าแรงของเรา

_แก้วบุญ..ทำไมมีกิเลสคะ

พ่อครูว่า…กิเลสเกิดจากเราไม่รู้มันกิเลสคือจิตไม่ดี จิตโง่ จิตชั่ว ต้องมาเอามันออกไป คือผี เรียนรู้ อย่าให้จิตอย่างนั้นเกิดในใจเรา มันมีกิเลสมาก็พยายามไม่ให้เกิดอาการ

_ดูดี…ทำไมโรงเรียนสัมมาสิกขาถึงมีนักเรียนน้อย

พ่อครูว่า..ก็เพราะว่ามันยากทั้งที่กินอยู่ฟรี เพราะเขาไม่รู้ว่านี่ดี เข้าใจไม่ได้ ก็ไม่ได้บังคับมา หลักเกณฑ์ที่นี่คือ หนึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองเห็นดีเห็นงาม สองเด็กต้องเห็นดีเห็นงาม ถ้าฝืนขัดกันส่วนใดส่วนหนึ่ง หากจะบังคับมาต้องทำใจหน่อยว่าจะไปไม่รอด แต่ถ้าทั้งพ่อแม่ลูกเต็มใจก็สมบูรณ์

ที่ดูดีถามว่า ทำไมมีน้อยก็มันยาก คนจะมาเป็นคนดียาก ไม่ค่อยอยากมาเพราะมันโง่ คนที่ได้มาแล้วนี่ฉลาดทั้งนั้น ..(ตอบว่าไม่รู้) พ่อครูถามต่อว่าจะอยู่ไหมล่ะ ถ้าอยู่ก็ฉลาด หากจะไปก็โง่แล้ว

ศีลเด่นก็มาแล้ว น้องบัวก็มาแล้ว จะไปทำไม เขาตั้งชื่อน้องชายเขาเองด้วยว่าศีลเด่น

_น้อมยอดธรรม..พูดเรื่องหนี้ หนี้นี้เป็นโลกีย์ดิฉันคิดว่าใช้เขาหมดไปแล้ว แต่หนี้ทางโลกอีกแบบที่เราอยู่มา เวลาไปวัด เขาก็จะไปกู้หนี้ที่วัด ดิฉันมาฟังพ่อครู ก็ติดหนี้สินพ่อท่าน ท่านสมณะ เป็นหนี้ชาวอโศกเพราะไปเพ่งโทสถือสา

พ่อครูว่า..ติดหนี้อาตมา อาตมาไม่คิดดอก เป็นอรหันต์แล้วก็ปล่อยไป ต้นก็ไม่คิด ดอกไม่คิด เป็นหนี้อาตมาได้

ใจเราเป็นหนี้วิบากในอนาคตต้องไปตามใช้ ดีไม่ดี ไม่ต้องตามใช้ แต่มันต้องได้ใช้คนอื่นแทนอีกเป็นได้ ไม่ทำเลยดีกว่า แต่มองมุมกลับมาเป็นหนี้บุญคุณอาตมานี่ดี ให้อาตมาสอนทำงานให้ก็เป็นหนี้ แต่เกรงใจบ้างว่าอาตมาจะตายไว อาตมาไม่ทวงทั้งต้นทั้งดอก

สื่อธรรมะพ่อครู(พิธีกรรม) ตอน เถรวาทกับมหานิกายอันหลากหลาย

_ดิฉันจะขอถามพ่อว่า ศาสนาพุทธทำไมมีหลากหลายนิกาย ที่เมืองเลยมีภูเขาที่พระอยู่ถือเคร่งทำให้ชาวบ้านแตกกัน เพราะบางสำนักสอนเถรวาท หรือบางสำนักมหายาน เดรัจฉานวิชชา ทำให้ชาวบ้านแตกแยกกันหลายสำนัก พระสูบบุหรี่เล่นหวย เปิดเผย ดิฉันเลยหนีออกมา เวลาทานอาหารดิฉันก็ไม่ไปร่วมวง เขาก็ว่ากินเจนี้เหาะได้ไหม สารพัดแดกดัน ดิฉันก็ว่า อยู่ไม่ได้แล้ว ออกมาคนก็ร้องไห้ ของอโศกเราเป็นเถรวาทหรือธรรมยุติ

พ่อครูว่า…เถรวาท เป็นนิกายเดิม เถรวาทคือ นับเอาผู้ที่เป็นนักบวชผู้เถระ ผู้เก่า ผู้แก่ ผู้ต้นทางเป็นพี่ คือผู้ที่เกิดร่วมยุคพระพุทธเจ้า คำสอนของผู้เกิดร่วมยุคพระพุทธเจ้า คือคำสอนของเถระในพระไตรปิฎก เขาจะเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ากับพระเถระ มาบันทึกในไตรปิฎก จะไม่ได้บันทึกคำสอนอาจารย์รุ่นหลังจากยุคพระพุทธเจ้า หลังจากนั้นเรียกวา อาจาริยวาทหรืออรรถกถาจารย์ไม่ใช่คำสอนเถระ แต่ถ้าเป็นของเถระนี้ใช้ได้ พิสดารหลากหลายกว่าสมัยพระพุทธเจ้า บางทีพระพุทธเจ้ารับรอง บางที ก็ไม่ได้รับรองแต่ใช้ได้ เราจึงรับรองส่วนเถรวาทะ แต่สำนักคึกฤทธิ์พุทธวจนะนั้นเอาแต่ของพระพุทธเจ้า ไม่เอาของเถรวาทะ ก็เป็นทิฏฐิของเขา อาตมาเอาของพระพุทธเจ้ากับเถระ

อาตมาจึงกลายเป็นเถรวาทะ ก็เป็นเถรวาทะของชาวไทย ไทยเป็นลัทธิเถรวาทะแต่เดิม จนมาแตกเป็นสองนิกายใหญ่ คือธรรมยุติ กับมหานิกาย แต่เดี๋ยวนี้มีลัทธิแตกย่อยเยอะ ก็อย่างที่พูด อยู่กันคนละเขา หรือแม้แต่วงการเถรสมาคม ที่จริงเป็นสมาคมเถื่อนนะ ไม่ได้จดทะเบียนสมาคมใดๆนะ

สำหรับของอาตมาเป็นทั้งธรรมยุตและมหานิกาย เพราะว่าตอนแรกบวชธรรมยุตแต่ก็ยังไม่ได้คืนใบสุทธิ ก็ไปบวชกับมหานิกายอีก สำหรับอาตมา สงฆ์ชาวอโศก เป็นทั้งธรรมยุตและมหานิกาย ตอนหลังก็เอาใบสุทธิไปคืน 1 ใบ ใบสุทธิเป็นเรื่องสมมุติ ในยุคพระพุทธเจ้าก็ไม่มีใบสุทธิ  ในยุคพระพุทธเจ้ายังไม่เกิดนิกายชัดเจน พระพุทธเจ้าสิ้นไปแล้วจึงเกิดแตกแยกเป็นนิกาย

สรุปแล้ว อาตมา เป็นหมดทุกนิกายที่ไทยเขามี เป็นทั้งเถรวาทเป็นทั้งมหานิกาย เป็นทั้งธรรมยุต ไม่ได้ตกหล่นเลย แล้วเขาก็หาว่าอโศกเป็นอีกนิกาย อาตมาก็ว่า ใครมาจัดให้อาตมาเป็นนิกายก็เป็นบาปเพราะเป็นเรื่องอนันตริยกรรมเป็นสังฆเภท อาตมาว่าอาตมาเป็นแค่นานาสังวาส พระ เจ้าทางเถรสมาคมจะมาคบกับอาตมา ก็มาตามวินัยที่เข้ากันได้เป็นสมานสังวาสกันได้อาตมารับ อันไหนที่เข้าไม่ได้ด้วยวินัย คุณก็ปลงอาบัติหรือเลิกสิ่งที่มันยังเข้าไม่ได้ จนกว่าคุณจะทำได้ก็เข้ามาสมานสังวาสกัน เป็นพระสังวาสเดียวกันหรือสมานกันได้

นานาสังวาสได้ แต่ถ้าอสังวาสมา ปาราชิกมาไม่รับ แต่ถ้า สังฆาทิเสสมาก็ให้ปลงอาบัติให้จบอยู่กรรมให้จบก่อน ไปจัดการให้เสร็จหน้าที่ของคุณก่อน ไม่เช่นนั้นเกิดชาติหน้าคุณก็ต้องค้างสังฆาทิเสส ไม่ได้ปลงก็ต้องไปปลงอาบัติก่อน คนที่มาเป็นสมณะชาวอโศกจึงมีน้อยหายาก

มหายานคือ ยานใหญ่ เขาก็แปลภาษา หีนยาน มหายาน ก็เท่านั้นเอง เขาถือว่าหมู่ใหญ่กว่า แต่หมู่เล็กหีนยานหรือเถรวาท ถือว่า เป็นพวกที่ถูกต้องเคร่งครัดกว่าอันนั้นมันบานปลายเสื่อมไปเยอะ ก็เอาเถอะ เราสนใจอันไหนก็มา ธรรมวินัยนั้นมีอยู่แล้ว

_พลังพร…ถ้าเวลาฟังธรรมพ่อท่าน ดูเหมือนจะบรรลุธรรมรู้สึกว่าจะดีๆ แต่เวลาพ่อท่านเทศน์จบแล้วลุกไปก็หายหมด จะทำอย่างไร

พ่อครูว่า..ไม่เป็นไร ไม่ถึงขีดไปทำได้ก็เอาแค่เข้าใจก่อน อย่าบังคับตนเองมาก หากคุณฟังแล้วเข้าใจแสดงว่ามีภูมิรับได้ ฟังแล้วเข้าใจ แต่ถ้าภูมิไม่ถึงก็มี เข้าใจได้ จำได้ แล้วก็ทำได้หรือไม่ได้ก็อีกชั้นหนึ่ง

_พลังพร…คิดว่าอยากจะทำนาต่อ คณะกรรมการจะให้ทำต่อไหม

พ่อครูว่า…หากไม่เจียมสังขาร เกินไป ก็ห้ามบ้างใจเราไหว แต่คนอื่นว่าตอนหลังต้องเสียเวลารักษาจะลำบากลำบน เสียเวลาเสียเงินทอง เสียสุขภาพไม่เข้าท่า เราเชื่อฟังหมู่หลายคนว่าไม่ได้ก็ฟังแต่ถ้าหมู่ว่าได้ก็ได้ ก็แล่วแตมู

_ดินจริง…มีอย่างเดียวคือพระอรหันต์เป็นที่หมายทำให้เราพ้นทุกข์ได้เป็นความปรารถนาแรงกล้าแม้ความหมายง่าย คือไม่ต้องหนักใจเบาใจว่างสบายหมด แต่กิเลสมันหนักหนาสาหัส ก็ตั้งภพไว้ว่า ผัสสะมันแรงมา เราก็ต้องเจอบ่อยๆ สิ่งกระทบเราก็รุนแรง จึงทดสอบสภาวจิตเรา บางครั้งเราก็ผ่านได้แต่บางครั้งเราเผลอไป แต่เราหยุดยอมแล้วพิจารณาว่าอยากเป็นอรหันต์หรือไม่ เวลามีผัสสะแรง ด้วยการหมั่นฟังธรรม หมั่นทำงาน เอางานแล้วก็เป็นโพธิสัตว์บำเพ็ญไปก่อนแล้วไม่เลี่ยงไม่หลบไม่หนี ไม่ว่ากับใคร ลุยไปถึงที่สุด มีผัสสะก็เอาอรหันต์มาเตือน

พ่อครูว่า..ได้อาจจะนานหน่อย ก็จริตเป็นเช่นนั้น

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน เมากลิ่นแอลกอฮอล์จะทนอย่างมีปัญญาอย่างไร

_ดินเย็น..ผัสสะปัจจุบัน คือเอาสดๆร้อนๆ วันนี้ ตัวเองก็ได้กลิ่นแอลกอฮอล์ที่เขาหมักไว้ข้างบ้าน มันก็มีสัญญาเก่าว่าเราเคยกิน มันก็เมาอย่างนี้ เมื่อเราได้กลิ่น อาการเมาก็เหมือนกัน ใจเราไม่ผลักแต่อาการไม่ค่อยดี มันมีอาการเมาไม่เป็นตาอยู่ เราจะหนีหรือเปล่า เพราะเขาก็ลงทุนเยอะ แล้วขายดีด้วย จะหนีหรือจะให้ทน

พ่อครูว่า..มันพอทนได้ทนไปเถอะ ก็ใช้พลังปัญญาด้วย พลังเจโตจะทน พอพลังปัญญาเกิดขึ้นก็จะเบาลง พิจารณา เช่นเราไปอยู่กับคนที่ทำปุ๋ยขี้ไก่ มันเหม็น เป็นธรรมชาติอย่างนี้ แต่เราจะทำประโยชน์ก็ทำไป มันก็ไม่มีปัญหาอะไร ใช้การอดทนโดยไม่พิจารณามันจะวนเวียน แต่ถ้าทนด้วยการพิจารณา ว่ามันเป็นเช่นนั้น ก็เห็นว่าเป็นประโยชน์ หากว่ามันเป็นโทษเราก็ไม่เอา ถ้ามันไม่เป็นโทษแต่มันเป็นของมันอย่างนี้มันเป็นก๊าซไข่เน่า มันเป็นก๊าซชนิดหนึ่งไม่ถึงกับมีสารพิษอะไร ก็ว่าไป ไม่เป็นอะไร มันก็มีสีแดงแต่ไม่ได้ทำให้เราบาดเจ็บ สีขาวสีเหลืองสีแดงไม่ดี มันก็มีดีอะไรมันก็สีแดง แต่เราไม่ชอบสีแดงเราชอบสีเหลือง หรือเราชอบสีเหลืองไม่ชอบสีแดงก็อย่าไปยึดมั่นถือมั่น จริงๆแล้วมันก็เป็นของมันอย่างนั้น มันก็อยู่ที่ใจเราจะเกิดปัญญาว่า อ๋อ มันก็เป็นของมันเช่นนั้นที่ภาษาของท่านบอกว่าเป็นตถตา

เราเองรักเองชังเอง ชอบเองไม่ชอบเอง ก็เกิดปัญญา ที่อธิบายยังไม่ละเอียด แต่เราปฏิบัติอยู่แล้วก็ค่อยเป็นไป

เราเมาเวียนหัวก็ต้องห่าง ร่างกายเราไม่ดี หากไม่เมา ทนได้ก็ทนไป เหมือนกับพวกดมกาว นี่คนดมแล้วเมาก็ชอบ แต่บางคนดมก็ว่ากลิ่นไม่เป็นไร แต่บางคนก็ทนได้แต่อาตมาไม่เห็นเป็นอะไรมันก็มีกลิ่นฉุน ก็ไม่น่าจะมีพิษมาก แต่ก็เป็นได้

แต่ถ้าเราจำเป็นต้องทนเพื่อประโยชน์ก็ต้องทน แต่ถ้าไม่เห็นจำเป็นจะต้องทนไม่มีประโยชน์อะไรก็ไม่ต้องทน ถ้าหากประโยชน์มันคุ้มเราก็ทำ

_กล้าตรง..ผมเกิดวันครูใฝ่ฝันว่าจะเป็นครูแต่ก็ไม่ได้เป็นเพราะมีอุปสรรคเยอะ ทีนี้ผมมาเป็นนักเรียนก็เลยประทับใจกับการเป็นนักเรียน มาอยู่บ้านราชฯเรียนตั้งแต่ ม.วช. ว.สว. ปัจจุบัน ว.นบ.​ แต่ก็ไม่ได้จบสักอัน คำว่าเคารพในการศึกษาเป็นคำของพุทธเจ้าหรือไม่ มีความหมายลึกซึ้งอย่างไร

พ่อครูว่า…พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าให้เคารพในการศึกษา การศึกษาหากคนไม่เคารพจะเป็นอย่างไร เพราะว่าจะไม่มีสิ่งที่ทำให้คุณเจริญ คุณจะไม่เคารพสิ่งที่ทำให้คุณเจริญแล้วจะไปเคารพอะไร จะเป็นพฤติกรรมวัตถุหรือมนุษยชาติหรือแม้แต่สัตว์ที่ทำให้เราเจริญ มันจะทำให้เราเกิดโลกุตรธรรมเราก็เคารพ มีศาสนาบางศาสนาถือสัตว์บางชนิดเพราะว่าทำให้เขาเจริญ แต่ว่า หากเราไม่เคารพในสิ่งที่ทำให้เราเจริญคือการศึกษามันผิดหรือถูกล่ะ

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน สมองกับจิตกับมโน ทำงานต่างกันอย่างไร

_สมองกับจิต กับมโน ทำงานต่างกันอย่างไร

พ่อครูว่า…สมองนั้นเป็นรูปธรรม อุปกรณ์ให้จิตกับมโนใช้งานทำงาน สมองเป็นอุตุ หรือพีชะ ถ้าสมองตาย ไม่มีชีวะแล้ว เป็นพืชก็ไม่ได้ เป็นจิตนิยามไม่ได้ก็เป็นอุตุ ส่วนจิตมโนใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่าสมอง

หัวใจกับสมอง เป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย

สมองเป็นสิ่งที่ให้จิตใจใช้อุปกรณ์ ส่วนหัวใจนั้นทำให้โลหิตทำงาน ขาดเลือดหรือเลือดไม่กี่นาทีก็ไปแล้วแต่ถ้าสมองนี้เร็วกว่าแต่สมองมีหลายส่วนแต่หัวใจมีที่เดียว

สรุปแล้วสมองเป็นที่ให้จิตและมโนทำงาน แต่หัวใจให้เลือดทำงาน แต่สมองให้จิตมโนวิญญาณทำงาน

วิญญาณคือภาษารวมของพลังงานธาตุจิต ธาตุรู้องค์รวมคือวิญญาณแยกเป็นเจตสิกอีกเยอะแยะ จิตกับมโนก็แยกเป็นเจตสิก เป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณ

จิต เป็นคำกลางๆ proper noun

จิตเป็นตัวใหญ่ เจตสิกเป็นตัวบทบาท ย่อย มโนเป็นตัวใน จิตสังขารกับมโนสังขาร

จิตสังขารคือหยาบ มโนสังขารคือภายใน วจีสังขารก็ไม่ใช่วจีกรรม คือการปรุงแต่ง จิตกับมโน เป็นตัวปรุงแต่งตัวกลางของจิตกับมโน

หากจิตกับมโนช่วยกันทำงานเกิดจิตสังขาร จิตเป็นบวก มโนเป็นลบ

เหมือน ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะเป็นแรงเคลื่อน ส่วน อัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนาเป็นแกนหลัก

วจีสังขารคือปฏิฆสัมผัสโสที่มีอธิวจนสัมผัสโส คือมีพลังงานจิตเกิดแล้ว คุณก็รู้ว่ามีชื่อเรียกว่าอาการสุข นี่คือทุกข์ นี่คืออาการสะอาด นี่คือสกปรกมีกิเลสไม่มีกิเลส วจีสังขารคือมีอธิวจนะพร้อม ถ้าไม่ได้ตั้งชื่อเลยก็เป็นเพียง ปฏิฆสัมผัสโส สัมผัสขึ้นมาให้รู้ตัวเป็นธรรมะ 2 สัมผัสแล้วก็เกิดสภาพ ฆ หรือก้อน เป็นสามเส้า เกิดตัวก้อน ฆ ก็ถ้ามีชื่อก็เป็น อธิวจนสัมผัสโส ไม่มีชื่อเป็นปฏิฆสัมผัสโส

สมองเป็นอุปกรณ์ให้จิตกับมโนทำงาน

_ความเครียดกังวลนึกคิด ความสุขความทุกข์ ก็มาจากสมองสั่งงาน ฮอร์โมนในสมองก็มี เพราะฉะนั้นสมองเป็นส่วนหนึ่งของกายกับจิตมโน ก็คือทำงานอยู่ในกายต่างคนต่างทำงานใช่ไหมคะ แล้วสมองคงอยู่ใต้การทำงานของจิตใช่ไหม

พ่อครูว่า..สมองอยู่ภายใต้การทำงานของจิตก็ได้ สมองเป็นอุปกรณ์ให้จิตทำงาน ทีนี้อยู่ในกาย ต่างคนต่างทำงานก็ใช่ จิต มโน วิญญาณก็เป็นส่วนหนึ่งของกาย เวลาจะเรียนเราก็ไปเรียนที่จิต มโน วิญญาณ เรียกว่า กายคือ ต้องประชุมสอง เราก็เอามาใช้ทีละ 2 เรียกว่าธรรมะ 2 จับคู่ภายนอกกับภายในก็ได้ ภายในกับภายในก็ได้ หยาบกับละเอียดก็ได้ ให้มีข้อเปรียบเทียบ 2 อย่างเรียกว่าธรรมะ 2 หรือศัพท์รวมเรียกว่า กาย

ธรรมกายจึงมีนิยามชัดเจนว่า ต้อง 2 และต้องมีภายนอกร่วมด้วย มีแต่ภายในไม่มีภายนอกก็ไม่เรียกว่าการ เช่นเราปฏิบัติกามภพเสร็จ แล้วแต่ รูปภพ อรูปภพ

รูปภพก็ไม่เรียกกาย เป็นภายในแล้วจึงมีกามภพ ภวภพ

พยัญชนะก็แยกย่อยหากทำหน้า อย่างคุณคนนี้ถามมามันจะสับสนปนเป ให้เอาทีละคู่ อย่าแย้งพระพุทธเจ้า อย่าเอาจริตที่คุณมันชอบเยอะๆ อย่าอยากเร็วหากจับทีละคู่ ได้ผลเป็นอันดับคุณจะเร็ว อย่างอู๊ดนี้เยอะตอนแรกก็เยอะ แต่ตอนนี้ลดลงก็เอาแต่อรหันต์ ให้ได้ก็รู้จักสรุป แล้วเขาก็มีปิติมากชอบจะพูด โม้ คุย เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรก็ให้เขาระบายบ้าง

_อย่าร่ำไร กับคนที่มีหัวใจ เราไม่มีวันได้อะไรที่คาดหวัง คนที่ไม่มีหัวใจ จะอธิบายทางธรรมะได้อย่างไร

พ่อครูว่า…คนไม่มีหัวใจนี้ อธิบายทางธรรมะคือคนนี้ไม่รู้เรื่องอะไร มันไม่มีใจ ไม่มีความรู้สึก มันจะเอาธรรมะก็ไม่เอา มันจะเอาดีก็ไม่เอามันจะเอาแต่ชั่ว อย่างนี้เป็นต้น ปล่อยไปตามที่ชอบเถอะ คนที่ไม่มีหัวใจกับอะไรเลย มันต้องมีหัวใจมันต้องมีความรู้สึกกับอะไรบ้าง อย่างน้อยก็รู้สึกกับพฤติกรรมตนบ้าง ทำให้พฤติกรรมของตนเจริญพัฒนาบ้างฝึกฝนอบรมบ้าง คนจะไม่ฝึกฝนอบรมพฤติกรรมเลย ยิ่งจะไปฝึกฝนอบรมใจมันก็จะไม่ได้อะไร

_เกร็ดดิน..การกำหนดหมายทำได้ทีละตัวใช่ไหม

พ่อครูว่า…ทำได้ทีละตัวจนกว่าคุณจะสร้าง มุทุภูตธาตุ ได้เร็ว แต่อย่างไรก็ได้ทีละตัวคนจะจบลงไปทีละจุดนั้นได้ทีละจุดเดียว มันเร็วมุทุภูตธาตุ ของอาตมาเร็ว จิตที่มัน มุทุภูตธาตุภาษาบาลี เขาไปแปล หยาบๆว่า อ่อน แต่ของพระพุทธเจ้านั้นมีความหมายมากกว่านั้น มันมีความรู้เร็วขึ้น ปรับปรุงได้เร็วขึ้น

_เกร็ดดินว่า… ดิฉันกำลังออกกำลังกาย สั่งให้ออกกำลังกายอัตโนมัติ ท่าทีนั้นได้แล้ว แต่ภายในก็ปรุงธรรมะ ก็เลยลืมไปเลยว่านับได้กี่ทีแล้ว

พ่อครูว่า…มันไม่ทัน หากฝึกก็ทำได้ มุทุ เขาแปลว่าอ่อน ก็แปลว่า แคล่วคล่องว่องไวนั้นดีกว่า เจโตปรับได้ไว ปัญญารู้ได้ไว รวมแล้วเป็นเจโตกับปัญญาที่แววไว แคล่วคล่องยิ่งขึ้น เรียกว่า ปาคุญญตา

_แก่งธรรม…ขอแสดงความเห็น จากการที่ผมเอง ได้ข่าวพี่น้องเราประชุมกันเรื่องการค้า เฮือน บวร ผมเกิดปีติ เห็นว่าเป็นความคิดที่ใหญ่

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน

_กิ่งธรรม…ลูกมาอยู่ที่นี่ได้ 4 เดือน ทำไมรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก อยู่ที่นี่สุขสบายกายใจ เราจะติดสุขหรือเปล่า ทำอย่างไรจะขยับ

พ่อครูว่า…คนที่เจริญในธรรมจะรู้สึกว่าเร็วคนที่รู้สึกว่าฝืนมันจะช้า เราดูรายละเอียดของศีล ของหลักเกณฑ์ บางที เราทำไปโดยไม่รู้หลักเกณฑ์ว่าหมายถึงอะไร มันไม่เป็นกระบวนการ มันไม่มีเหตุปัจจัยที่จะรู้ว่า เพราะเหตุปัจจัยกระบวนการนี้ทำงานสังเคราะห์สังขารกันแล้วมันเกิดผลอย่างนี้ มันไม่มีอะไรเป็นเครื่องหมายเป็นนิมิต เป็นสิ่งที่จะปรากฏให้เรารู้มันก็ไม่รู้อะไร เพราะฉะนั้นถ้าเราพยายามที่จะกำหนดรู้มันบ้าง ว่าเราทำอะไรมีหลักเกณฑ์มีศีลแต่ละข้อ พระพุทธเจ้าท่านตั้งไว้ เอาตามท่านเลย เป็นฆราวาสก็ปฏิบัติศีล จุลศีล แม้แต่ได้หมดแล้วก็มีแต่มหาศีลควรเลิกเดรัจฉานวิชชาก็เลิกก่อน แต่ก็มีส่วนตัวที่หลงเล่นหวยเล่นหุ้นอยู่ เป็นต้นแต่จุลศีล เป็นเครื่องขัดเกลากิเลสเราไปตามลำดับ

วจีกรรมก็ในจุลศีล เรื่องวัตถุ พฤติกรรมก็มี ไล่มา

เพิ่มศีลแก่ตัวเอง ไม่อย่างนั้นจะเสียเวลา จะกลายเป็นพวกนางวิสาขา กลายเป็นเศษอารมณ์ติดแป้น หรือ พระพุทธเจ้าใช้ศัพท์ว่าเป็นเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง

จะไม่เกิดอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ

อธิมุติ คือเจริญโน้มไปเจริญ คือมีศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อทำให้เกิดผล ได้ผลเป็นอธิมุติขึ้นมาก็เพิ่มศีล ปัญญาก็จะเพิ่ม จิตก็จะเจริญขึ้นเป็นอธิจิต จะมีวิมุติ วิมุติญาณทัสนะ ตรวจวิมุติ วิมุติญาณทัสนะไม่มีคำว่าอธินำหน้า

ในกถาวัตถุ 5 ข้อหลัง กถาวัตถุ 10 อัปปิจฉกถา   สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา  ศีลกถา สมาธิกถา ปัญญากถา วิมุตติกถา วิมุตติญาณทัสสนกถา

สุขาปฏิปทา ทันทาภิญญา คือได้สุขแต่นานช้า พระพุทธเจ้าไม่ส่งเสริมในความเนิ่นช้า ปปัญญจรามตา ท่านส่งเสริมความเร็วและดี อย่ายินดีในความเนิ่นช้า เป็นข้อเสียข้อเสื่อมชนิดหนึ่ง ในกัมมารามตา ยินดีในงานเกินไป ภัสสารามตา ยินดีในการพูด พูดสอนเขาแจ้วๆ แต่ตนเองไม่ได้มรรคผล นิทรารามตาคือ ยินดีในการนอนหลับ และปปัญญจารามตา คือยินดีในความเนิ่นช้า ไม่ใช่ยินดีแบบฉันทะ แต่อารามะ เป็นความยินดีที่ละเอียดน้อย เป็นเรื่องที่ชั้นสูงแล้ว

เพราะฉะนั้นยินดีในการงานจึงไม่ใช่เรื่องหนัก คุณต้องทำการงานขยันหมั่นเพียรแต่จะไปมีตัวติด อย่าไปติดการงาน ไปติดการพูด ไปติดการนอน ติดการเนิ่นช้า ติด ที่จริงแล้วเป็นเรื่องเล็กน้อยเป็นเรื่องที่ดีมากแล้ว คุณทำการงานนั้นดีแล้ว คุณพูดก็ดีแล้ว มันก็เป็นประโยชน์ทั้งนั้นคนนอนก็ดีแล้ว คุณต้องนอนพัก หรือคุณเองจะไปรีบร้อนเกินไปนัก ช้าหน่อยก็ดีแล้ว ตอนนี้มันหนักมันเกินขอบเขตไป ไม่ใช่หยาบนะ เป็นความยินดีชั้นสูง

หากไปแปลว่าไม่ยินดีในการงานก็จะไม่ทำการงานอีก เดี๋ยวกัมมารามตา ไปตีกิน พวกภิกษุ

_ดินจน..สำมะปี๋ซี่วิต คนเมืองว่าซะป๊ะซะเป๊ดซีวิต ขอขอบพระคุณ SMS ที่ให้โจทย์ข้อนี้มา ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมากเลย ว่าผมคงไปไหนไม่ได้ต้องอยู่ที่นี่ที่เดียว แผ่นดินพุทธที่มีของดีคือ มิตรดีสหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มีความสุดยอดที่มีทุกระดับ ความหนักความเบาความนิ่มความขมขื่น ถ้าไม่แน่จริง ชาวอโศกทั่วประเทศ ต้องขอเอาไว้ก่อนไม่ค่อยกล้าเท่าไหร่แต่

พ่อครูว่า…คุณเชื่อไหมว่าผมเป็นพระอรหันต์

_ดินจน…ผมอ่านหนังสือของพ่อท่านเล่มเดียว รุ่งเช้าขึ้นมาผมกินมังสวิรัติ ผมไม่อ่านหนังสือเล่มอื่นอีก แต่ก็ห่างไกลธรรมะห่างไกลสัตบุรุษ ไม่ถึงปีครึ่งก็เสื่อม สุดท้าย ปี 32 ก็ต้องไปหาอ่านใหม่อีก เราเชื่อมั่นแต่ทีแรกแต่ทำไมเสื่อมก็ติดตามอ่านอีก ตั้งแต่บัดนั้นจนถึงวันนี้ถือว่าเป็นสุดยอดของชีวิต

_อยากทราบว่า DNA ทางโลกุตระจะต้องถึงระดับอนุสัยหรืออาสวะ

พ่อครูว่า…DNA มันต้องถึงขั้นอนุสัยหรืออาสวะ

จะว่าถึงอาสวะก็ใช่ ต้องเปลี่ยน DNA ที่จริงอาสวะยังสูงกว่า DNA ด้วยซ้ำ

DNA เป็นทางวัตถุก็ไม่ถึงระดับจิต แต่ถ้าเปลี่ยนถึงจิตนิยาม มีอาการจิต ธาตุจิต

แต่ก่อนมีแต่ธาตุจิตโลกีย์หมด พอมันมาได้ธาตุนี้จากสัตบุรุษบอก คุณก็เกิดปัญญารับได้ เหมือนกับอัญญาโกณฑัญญะฟังพระพุทธเจ้าเทศน์ แค่กัณฑ์เดียว หรือสองกัณฑ์ เกิดอัญญธาตุเลย เป็นโลกุตรธาตุแต่เดิมมีแต่โลกียธาตุ แต่มีธาตุใหม่ ตัวแรกไม่เรียกตัวตระกูลแต่เรียกว่าตัวโซ่ต่อ อัญญธาตุ เป็นตัวใหม่อีกตัวที่ไม่ใช่เฉกะ เป็นตัวฉลาดใหม่อีกอัน แต่ไม่เป็นปฏิกิริยาเคลื่อนที่ อัญญะ เป็นตัวหนึ่ง เมื่อมี 2 ตัวก็เริ่มเคลื่อนที่เป็น อัญญา

3 4 5 6 ก็เป็นกัญญา มาถึง จัญญา มาถึง ฉัญญา  มาเป็น ชัญญา เป็นความรู้

จ ฉ ช ฌ มาเป็นพลังงานความร้อนเป็นพลังงานไฟที่ขัดเกลาทำหน้าที่เสริมขึ้นไปอีก เป็น ญญ หรืออัญญะ เป็นธาตุอื่น ของความฉลาดเต็มเลย เป็นธาตุใหม่อัญญะ เป็นความรู้ความฉลาดตระกูลใหม่เปลี่ยน DNA อาสวะส่วนหนึ่งก็หมดไปล้างไป จนกระทั่งหมดอาสวะเป็นตัวไป เป็นสภาพของสังโยชน์ 10 เป็นรายละเอียดแยกย่อยลงไปอีก พวกเราฟังเข้าใจก็จะค่อยๆเพิ่มขึ้น

จบ