ศาสนา

611022_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 21

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1h4gyB6dSt5thHDJNKPh–Y16i_c09fnm8FqBGUy7OTo/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1pHhPJG0wCE-RsMHWlxzSWRhlM4WuzuTl

พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก อีก 2 วันก็ออกพรรษาแล้ว ดู sms

SMS  21 – 22 ต.ค

_2166 ผมว่าเป็นเคราะห์ของชาวสันติอโศกนะที่พวกนับถือพระเจ้าเขาไม่ได้เปิดช่องนี้ดู!! แสดงว่าช่องนี้มีแต่สาวกอโศกเท่านั้นเปิดดู หรือหลวงพ่อว่าไหมครับ??

เนื่องจากกระแสตีกลับ(ตะลุมบอล)น้อยมากๆที่หลวงพ่อไปแตะหลวงปู่พุทธทาส แสดงว่าไม่ค่อยมีคนเปิดดูช่องนี้เลยนอกจากสาวกสันติอโศกเท่านั้น ??

พ่อครูว่า…ก็อาจจะเป็นได้ มันไม่รู้ก็เก็งความจริงกันไป ที่จริงอาตมาว่า ไม่ว่าจะแตะใครคนนั้นคนนี้ อภิปรายคนนั้นคนนี้ มันเป็นการแสดงธรรมของอาตมา แม้แต่ท่านพุทธทาสเองท่านก็สอนยิ่งกว่าอาตมา แต่ว่าไม่เหมือนกับอาตมาเท่านั้นเอง ท่านสอนตรงกันข้าม

ท่านว่า เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา

จงเลือกเอา ส่วนดี เขามีอยู่

เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู

ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย

จะหาคน มีดี อยู่ส่วนเดียว

อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย

เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเอย

ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริงฯ

อาตมาก็พูด อะไรที่ท่านพุทธทาสรู้สึกก็พูด แต่ว่าอาตมาไม่เห็นอย่างท่านแต่ก็ต้องพูดเหมือนกับท่าน คนเราก็ต้องพูดความจริงที่เราเห็นเราเข้าใจว่าอย่างนี้ควรพูดเราก็พูด ก็ไม่เห็นจะเป็นปัญหาอะไร จะมาให้อาตมา ไม่พูดสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นอย่างนี้ จะให้คนอีกคนไม่พูดสิ่งที่เขาเห็นอย่างนั้นได้อย่างไร ใครจะเห็นอย่างไรก็พูดอย่างนั้น มาบังคับอะไรกันนักหนา

_1614  ถ้างมงายอยู่กับ”ศรัทธา” ปัญญาจะไม่เกิด ถ้าไร้ซึ่งปัญญา และศรัทธาอย่างงมงาย ก็ไม่ต่างจากควาย ที่ถูกสนตะพายจนตายไปชาติหนึ่ง/พุทธทาสภิกขุ

พ่อครูว่า…ท่านพุทธทาสก็ว่าแรงเหมือนกันนะ

_3867 ชาวอโศกโชคดีได้ปฏิบัติธ.โลกุตระกับพ่อครูโพธิรักษ์จึงนำพามวลมนุษยชาติไม่พลาดอรหัตตผลโสดาบันไปด้วย!เกิดมาให้สมกับคำว่าเป็น”มนุษย์”!ถ้าใครพลาดโสดาปัตติมรรคคือความแน่นอนแห่งสัทธรรมในศาสนาพุทธ!คนนั้นจะต้องเดือดร้อนใจในภายหลัง!สิ้นกาลนานฯอย่าเป็นมนุษย์เสียชาติเกิด!เสรีววณิช ชาดกฯ

พ่อครูว่า…ยิ่งคัดมาจากพระไตรปิฎกก็เป็นคำที่เขาเรียนกันสอนกันที่ผ่านมา มันก็ยิ่งยืนยันชัดเจน ธรรมะของพระพุทธเจ้าคือโลกุตระ ถ้าเราไม่พูดโลกุตรธรรมก็ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะว่าพูดเรื่องโลกๆมันก็ไม่จบ โลกียะก็แย่งกันไปกันมาสมบัติผลัดกันชม มันไม่จบจะพูดอะไรกันนักหนา คนไหนเขาอยากแย่งกันก็แย่งกันไป ก็ได้รับวิบากกันไป คนไหนแพ้สู้ไม่ได้ก็เรื่องของเขา แต่ว่าศาสนาพุทธนั้นเป็นศาสนาที่สอนให้เปลี่ยนคนโลกีย์แย่งลาภยศให้มาเรียนรู้โลกุตระ คนจะได้รู้ว่าไม่ต้องเอาเวลาไปแย่งกันหน้าดำหน้าแดง จะรู้ว่าอะไรควรแย่งหรือทำให้ได้มากกว่าเขา ก็เท่านั้น จะมีปัญญาจะมีความฉลาดรู้จักการผ่อนหนักเบา ผ่อนสั้นผ่อนยาวให้แก่ชีวิตตัวเอง ชีวิตตัวเองก็จะไม่หนักหนาสาหัส นี่เป็นเรื่องสำคัญ

และที่สำคัญซ้อนลงไปคือธรรมะพระพุทธเจ้าไม่เหมือนศาสนาใดในโลกคือมีนิพพาน

นิพพานคือ รู้จักกิเลสในจิต อ่านกิเลสในจิตออก โลกุตระ แล้วก็มีวิธี มีแนวคิดที่จะเกิดปัญญา วิธีคิดที่เกิดปัญญาแนวที่สำคัญคือไตรลักษณ์

เห็นว่าทุกอย่างมันไม่เที่ยง ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป และจริงๆแล้วมันไม่ใช่ตัวตน มันไม่มีตัวตนอะไร อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ให้รู้การประมาณความพอเหมาะพอดี แล้วก็ปฏิบัติไปตาม กาละอันควร ชีวิตก็สบายขึ้น

ชีวิตที่รู้เป้าอันนี้แล้วก็ค่อยๆลดละที่เคยยึดมั่นถือมั่นติดยึดมาเยอะ จับเป้าหมายได้ก็จะรู้สึกค่อยๆลดลงไป แล้วมันก็จะเข้าที่ก็จะอยู่กับสังคม อยู่กับทุกอย่างที่สัมผัสเกี่ยวข้องกันได้สบาย

อาตมาก็แทรกอธิบายธรรมะไปกับ sms ให้เห็นสำคัญ

_0629  ทวี สุทารส ปทุมธานี : กราบพ่อครู ชอบมากครับธรรมการเมืองของพ่อครู “รัฐธรรมนูญมีแค่ศีล 5 ก็พอ” ไม่ต้องเขียนให้มากเรื่อง เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ

_สุลิน สายพันธุ์ · รับฟังธรรมจากพ่อครูและท่านสมณะท่านสิกขมาตุเป็นประจำทุกวันค่ะ สาธุๆๆ

_วาส ทองจันทร์ · กราบนมัสการพ่อครูกราบนมัสการท่านฟ้าไทครับ พวกสายนั่งหลับตาเขาไม่เข้าใจขั้นตอนการปฎิบัติธรรมเลย เขาจะคิดแต่พลังจิตที่สงบ แล้วจะเป็นพลังตัดกิเลสได้แบบที่อาจารย์เขาสอนต่อๆกันมาเท่านั้นครับ และคนพวกนี้ก็จะไม่มีวันรู้ตัวตนของกิเลสเลยว่าหน้าตาของกิเลสมันเป็นอย่างไร เหมือนเมื่อก่อนผมก็เคยหลงมาก่อน น่าสงสารจริงๆครับ

พ่อครูว่า…อาตมาพูดบ่อยว่าน่าสงสาร เห็นว่าปฏิบัติกันอย่างมงายนั่งหลับตากันไป มันมีแต่สมถะ มาเด้อมาเรียนรู้แยกแยะตีแตกจิตเจตสิกต่างๆ เวทนาต่างๆ แล้วก็อ่านของจริง ไปงมลำดับหลับตามันไม่มีอะไรเป็นแก่นสารสาระเป็นเนื้ออะไรที่จะเอาจริงจังอะไรเลย มันเอาแต่จมอยู่กับการสร้างภพ คิดคำนึงเท่านั้นมีแต่ภพชาติ

สอนผิดกันมานานมาก จนกระทั่งอาตมาก็อาภัพ รูปไม่หล่อพ่อไม่รวย ไม่มีเปรียญไม่มีการศึกษาที่จะเป็นเครื่องประดับยศเกียรติให้คนอื่นเขามายอมรับนับถือ มันเหมือนไม่มีอะไรดีเลย นอกจากจะมีความจริงแสดงออกทาง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม บอกว่าคนอย่างนี้เป็นคนที่บรรลุอรหันต์บรรลุธรรมเป็นอย่างนี้ ยืนยันตัวเองอย่างนี้เท่านั้นเอง อาตมาก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร จึงจำเป็นที่สุดจะต้องบอกตัวเองว่า ดูเถอะตัวอย่างเป็นอย่างนี้เบิกบานร่าเริงไม่มีภัยไม่มีโทษกับใคร จะบอกว่าเพ่งโทษคนอื่นก็ไม่ได้เพ่งโทษแต่พูดสัจธรรมเท่านั้น ไปกระทบคนที่มีความผิดพลาดความบกพร่องที่มีเยอะมาก พูดไปเมื่อไหร่ก็โดนเยอะเลย ซึ่งมันเลี่ยงไม่ออก อาตมาก็ขอพูดจริงๆว่า อาตมารู้มากด้วย รู้สิ่งที่เขาผิดกันเยอะ ยิ่งจะพูดไปมันก็ยิ่งจะไปกระทบอีกเยอะเลย อาตมาเลยมีคนไม่ชอบหน้าเยอะ แต่ว่าอาตมาไม่มีปัญหาหรอกคนจะชอบหน้าอาตมาหรือไม่ชอบหน้าอาตมาไม่มีปัญหา จะชอบหรือไม่ชอบอาตมาก็หล่ออยู่ตามเดิมเท่าเก่า ใครว่าหน้าตาไม่หล่อไม่เป็นไรใช่ไหม อาตมาก็ต้องมีอย่างนี้ ถ้าจะถอดแบบเข้าแบบหล่อมา ไปเข้าแบบก็ต้องหล่อออกมาก็ต้องได้หน้าอย่างนี้ ถ้าไม่หล่ออย่างนี้จะได้หน้าตามาได้อย่างไร อาตมาไม่ขัดข้องอะไรพูดไปได้ สนุกดีด้วยนะ ได้เนื้อหาสาระดี ถ้ารู้จักเนื้อหาสาระ

_อำภา รื่นใจดี · น้อมกราบนมัสการท่านพ่อครูเพื่อนส่งไลน์การอธิบายธรรมของพระรูปหนึ่งมาให้ จึงขอตัดทอนส่วนหนึ่งถามท่านพ่อครูว่าถูกต้องหรือไม่

“พระนิพพานไม่ใช่อนัตตา แต่เป็นอสังขตธรรมอนัตตาคือ สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ไม่เที่ยง”

ลูกสงสัยตรงที่เคยรู้ว่า อนัตตาคือความไม่มีตัวไม่มีตน อนิจจังคือความไม่เที่ยง ตามที่ลูกเข้าใจอนัตตาเป็นความว่างจากกิเลสหมดตัวหมดตน แต่อนิจจังเป็นความไม่เที่ยงแต่ยังมีอยู่ และสิ่งที่มีมันผันแปรเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ที่ลูกอธิบายนี้ผิดถูกอย่างไรคะ และขอคำอธิบายอสังขตธรรม ด้วย สาธุ เจ้าค่ะ

พ่อครูว่า…อสังขตธรรมคือธรรมะที่ไม่ปรุงแต่งและมันก็เป็นอนัตตา มันก็สัมผัสไม่ได้ไม่มีตัวไม่มีตน มันไม่เที่ยง

ที่เข้าใจนี้ถูกแล้ว อสังขตธรรม เป็นธรรมะที่ไม่มีอะไรปรุงแต่ง ผู้ใดมีจิตอสังขตธรรมอะไรมากระทบจิตของเราที่เป็นอสังขตธรรม ธรรมะคือความทรงอยู่อย่างที่มันไม่ปรุงแต่ง

คำว่าไม่ปรุงแต่งนี้มีความลึกซึ้งเป็นโลกุตระ ไม่ปรุงแต่งให้ไปเป็นทุกข์เป็นสุข ไม่ปรุงแต่งไปตามกิเลส รู้ความจริงตามความเป็นจริงเท่านั้น สัมผัสกับอันนี้เป็นความกลมอันนี้เป็นความเหลี่ยม สัมผัสอันนี้สีแดงอันนี้สีเขียว เป็นสัจจะหนึ่งเดียวไม่มีอะไรต้องลำบากจบ

ใครจะปรุงแต่งใครจะดีหรือไม่ดีก็รู้จะช่วยเขาไหมก็ช่วยได้ก็รู้ความจริงก็จบ

คนนี้ไม่ดีเกลียดคนนี้ดีรักก็ไม่มี เราก็มีอาการเท่านั้นออกอาการรักอาการชัง ก็เป็นแต่เพียงว่า เขาไม่ดี น่าจะช่วยเขาไหมเห็นใจเขาไหม ถ้าไม่น่าช่วยก็ไม่เป็นไร แต่คนเขาดีแล้วเรามีอย่างนี้ไหม เขาดีแต่เราไม่มีอย่างที่เขาดีเราก็ควรจะทำ หากเขาก็ดีอย่างนั้นเราก็ดีอย่างเรามันเขาก็ดีแล้ว

_พันธุ์ พอเพียง · โศลกธรรมที่ใช้เตือนนักการเมืองได้ดี จะถูกนำมาใช้อีกครั้ง คือ เลวที่สุดในแผ่นดิน คือหากินบนคำว่า ช่วยเขา

พ่อครูว่า…ผู้ที่ช่วยเขาโดยไม่เอาอะไรตอบแทนก็เป็นความบริสุทธิ์ แต่ผู้ที่ไปช่วยเขาแล้วก็เอาอะไรจากการช่วยนั้น คนนี้ก็ไม่ดี

_สุชาดา · น้อมกราบนมัสการพ่อครูและท่านฟ้าไทค่ะ ลูกฟังพ่อครูแล้วปัญหาลดลงค่ะ กราบขอบพระคุณพ่อครูค่ะ

_จริงจัง กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ     ใกล้ถึงวันออกพรรษาที่ 24 ตุลาคม นี้ กราบนิมนต์พ่อท่านทบทวนอธิบายให้ความรู้เรื่องเหล่านี้อีกครั้งค่ะ

  1.  วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11  มีประเพณีทำบุญตักบาตร ที่เรียกกันว่า ทำบุญตักบาตรเทโว หรือเรียกเต็มๆ ว่า ตักบาตรเทโวโรหนะ สืบเนื่องจากความเชื่อตามตำนานที่ว่าวันนี้เป็นวันคล้าย วันที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงจากเทวโลกหลังจากที่ได้เสด็จกลับจากการไปโปรดพระพุทธมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น  โดยธัมมาธิษฐานหมายถึงอย่างไรคะ

พ่อครูว่า…ดีมาก ขอตอบอันนี้เป็นธรรมะ ที่บอกว่าไปโปรดพระมารดาที่ดาวดึงส์ ดาวดึงส์ก็ไม่มีจริงหรอกเป็นของเก๊ โปรดพระมารดา พระมารดาก็ตายไปแล้ว พูดกันก็ไม่รู้เรื่องหรอก เพราะว่าโดยสัจจะแล้วพระพุทธเจ้าย่อมรู้แจ้งอยู่แล้วว่าคนตายที่ตายไปแล้ว จิตของตัวเองจะอยู่ในภพเป็นตัวเอง จะไม่เกี่ยวข้องกับใคร แล้วจะไปเทศน์ให้ฟังจะไปเทศอะไรจิตวิญญาณของใครก็ของมัน แต่แล้วไม่มีหูตาจมูกลิ้นกายจะไปเทศน์อะไรให้ฟังรับฟังอะไรได้ ไม่ต้องเอาตอนตายหรอก ตอนเป็นนี้หากปิดทวารหู ตา จมูก ลิ้น กายแล้ว ใครมาเทศน์ให้ฟัง เปิดลำโพงคลื่นความถี่เท่าไหร่ก็แล้วแต่ แล้วมันจะได้ยินไหมไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย คือไม่คิดถึงความจริงอะไรมันไม่ได้ยากนะ มันไม่ใช่เรื่องลึกเลยมันเป็นเรื่องตื้น

สรุปแล้วเป็นเรื่องตำนานที่ผิดพลาดที่เล่ากันมา เทวดาก็ไม่มี เทวดาก็คือจิต เป็นจิตใจที่เป็นสมมติเทพอุบัติเทพ ถ้าเราหลงไปกับเทวดาก็มีของเก๊บ้าบอไป ถ้าเรารู้จิตแล้วเราก็ลดกิเลสให้ได้เรียกว่าลดได้หน่อยนึงก็เป็นส่วนแห่งบุญได้เรื่อย ลดกิเลสจนหมดอาสวะก็เป็นวิสุทธิเทพ เทพก็มี 3 อย่าง

สมมติเทพ อุบัติเทพ ตัวสมมุติเทพ ก็เป็นเทวนิยม มีแต่ชาวพุทธที่สัมมาทิฏฐิจะรู้ได้พวกที่เป็นเทวนิยมรู้ไม่ได้หรอก มีคนมาฟังรู้เรื่องได้อย่างนี้ก็จะน้อย ใครเห็นคุณค่าก็มาเอาเป็นของฟรี ก็ขอขยายความละเอียดขึ้นอีกนิด

ตักบาตรเทโว ก็หาเรื่องมามีเรื่องเพื่อจะให้คนมาตักบาตรเยอะ พระก็จะได้อะไรมากๆ การตักบาตรไม่มีอะไรก็ได้ของมา เมื่อตักบาตรเสร็จเอาของออกไปก็ไม่ได้เทศน์หรือบรรยายธรรมอะไร ก็มีแต่ไปเอาของญาติโยมเขามา อาตมาว่าก็ไม่เห็นจะน่าสนุกสนานอะไรน่ายินดีตรงไหนเลย

  1.  ประเพณีพิธีทอดกฐิน (ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12) ควรเป็นอย่างไร

  2. ประเพณีพิธีทอดผ้าป่า ควรเป็นอย่างไร

พ่อครูว่า…คำว่าทอด ฟังแล้ว มันกลับเอาลงกระทะมีน้ำมันเดือด อาตมาว่าลงกระทะทองแดง กฐินแปลว่าสะดึงที่ขึงผ้า สมัยโบราณผ้ามันหายาก ผ้าบังสุกุล อันที่ขาดวิ่นก็เอามาตัดให้เป็นสี่เหลี่ยม แล้วก็เอามาปะรวมกัน เอามาดึงโยงไว้กับสะดึง น่าสงสารนะคนสมัยนั้น ได้ผ้าสี่เหลี่ยม มันก็ดีแต่อันที่ไม่เป็นสี่เหลี่ยมก็ต้องเอามาตัดจะได้ต่อกันได้ดี ส่วนใหญ่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว่าจะได้เป็นผืนก็ใช้ผ้ามากมายหลายชิ้น อาตมาพูดความจริงที่เห็นมาไม่ใช่คาดเดา เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ กว่าจะได้ เต็มสะดึง กฐิน เป็นขนาดยาวกว้างเท่าที่พระพุทธเจ้ากำหนด ยาวเกินก็เป็นอาบัติสั้นเกินก็เป็นอาบัติ แล้วก็เอามาใช้ปกคลุมร่างกายนี่คือกฐิน เป็นเครื่องมือสำหรับ เพื่อสะสมผ้ามาให้กับตัวเอง ได้ใช้ นี่คือกฐิน

อยู่มามันก็ยาก เศรษฐีใหญ่นางวิสาขามาเห็นเข้า สงสารพระเจ้ากว่าจะได้ผ้ามาสักผืนหนึ่ง ก็เอาสตางค์ตัวเองมาซื้อผ้า ที่เต็มผืนมาเลย แล้วเอามาถวาย เย็บให้เป็นสบง สบงนั้นเขาไม่ได้เย็บให้ติดกันหรอก ก็เป็นผ้าผืนหนึ่ง สมัยนี้เย็บติดกันหมดแล้ว แล้วก็มีผ้าครองผ้าห่มอีก 2 ผืนผัดเปลี่ยนกัน อะไรเอามาห่มก็เรียกจีวร อะไรที่พาดไว้ก็เรียก สังฆาฏิ ก็มีผ้า 3 ผืน

ในยุคโน้นมีผ้าที่หายากก็เลยต้องทำกฐิน นางวิสาขาก็เลยขออนุญาตว่าให้ผู้ที่มีสตางค์มาซื้อผ้าเอามาทอดหรือถวาย ทำเป็นจารีตประเพณีว่าควรจะให้ ถ้ามันมีน้อยก็ต้องทำการ กรานกฐิน พระมี 20 รูป ถ้ามีชุดเดียว 2 ชุดก็ต้องมาโหวตให้กัน พูดภาษาง่ายๆไม่ได้พูดภาษาบาลีภาษาพระอะไร

แต่ทุกวันนี้กฐินปีนี้ได้เท่าไหร่? นี่นรกไหม? คือหาเงินลูกเดียว เดือดร้อนอะไรกันนักกันหนาก็ไม่รู้มาบวชก็จะหาแต่เงิน แสดงอาบัติตกนรกตลอดเวลา มาบวชนี้ได้นรกตลอดเวลาโดยสัจจะทั้งนั้น ไปงมงายกับกฐินไม่พอ

ยังมีผ้าป่า ผ้าป่าคืออะไร ไปกันใหญ่เลย ผ้าป่าคือผ้าที่เขาทิ้งไม่มีเจ้าของ ไม่รู้เป็นของใครก็ต้องชัดเจนว่าไม่มีเจ้าของแน่นะ เห็นผ้าตกอยู่อยู่ที่รั้วเห็นของใครไม่มีแล้ว ถ้าคลุกอยู่กับดินก็อาจจะเข้าใจง่าย มันขาดวิ่น ก็ถือว่าเป็นผ้าบังสุกุลที่เขาทิ้งแล้วคลุกขี้ฝุ่นขี้ฝอยอยู่ ก็เอามาได้ ไม่มีพิธีอะไรหรอก แน่ใจว่าไม่มีเจ้าของก็มาเย็บ ผ้าป่านั้นไม่มีเจ้าของ

แต่ทุกวันนี้ใครจะทอดผ้าป่ากี่กองก็นัดหมายกันไปหมด มันเป็นอาบัติหมดไม่ตรงกับสัจจะที่พระพุทธเจ้าเป็นเลย เอามาหาเงินแล้วพ่อไม่มีกำหนด กฐินทอดได้ 1 เดือน แต่ถ้าป่าทอดได้ทุกเวลา คิดจะหาเงินเมื่อไหร่ก็ทอดผ้าป่า 84000 กองว่าอย่างนั้น กองละบาทก็ได้แปดหมื่นสี่พันบาทแล้ว กองละ 10 บาทก็ได้ บวชมาทำไมหานรก

อโศกเราไม่เคยมีงานจารีตประเพณีอะไรก็แล้วแต่ที่จัดเพื่อหาเงินไม่มี ขายธูปเทียนขายดอกไม้ ขายทองเปลวอะไรไม่เคยทำ จัดงานเพื่อที่จะเรียกร้องให้คนมาทำ คนจะมาบริจาคยังยากเลย มีกฎเกณฑ์ว่าคุณเคยมารู้จักอโศกพอไหม ที่คุณจะทำทานให้นี่คือใคร คุณรู้จักหรือเปล่า เอาอะไรมาให้ แล้วคนนี้ควรให้หรือเปล่า ต้องศึกษาเขาเสียก่อนสิอย่าโง่ แล้วถูกหลอกกันอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ธัมมชโยนี้หลอกเสียจนทุกวันนี้ สงสัย พุงอืดขึ้นก็ไม่รู้หาตัวไม่เจอ

สรุปแล้วประเพณีผ้าป่ากฐินอะไรเป็นเรื่องนรกหยุดได้แล้ว เพราะเรื่องผ้าไม่มีปัญหาสำหรับพระทุกวันนี้เต็มวัด ไม่ว่าจะวัดไหนเป็นผ้าจีวรเต็มบ้านเต็มกุฏิอะไรไปหมดแล้ว เลิกได้แล้ว ตามยุคสมัยตามมหาปเทส สิ่งที่ควรก็ทำตามที่ควร เลิกได้แล้วเล่นกฐินด้วยผ้าป่าไม่ต้องทอด ไม่ต้องหาเงินพระอาจจะได้ลดน้อยลงถ้าจะได้ซื้อเข้าไปเยอะๆหน่อยไม่มีกฐินไม่มีผ้าป่าสึกกันไปเป็นแถว อยู่กันไม่รอดหรอก มันต้องมีเงิน

ถ้ามาบวชต้องไม่มีเงินสิมันถึงจะเป็นพระ พูดไปนี้เขาเถียงไม่ได้หรอก แต่เขาหาว่าเขามากไปแต่อาตมาว่า ว่าน้อยไปนะนี่

พ่อครูว่า…ควรเลิกหมดทอดกฐินทอดผ้าป่า

  1. ประเพณีเทศน์มหาชาติ (นิยมทำกันในวันขึ้น 8 ค่ำ หรือ วันแรม 8 ค่ำ กลางเดือน 12) เนื้อหา เทศน์เพื่ออะไรคะ

พ่อครูว่า…เพื่อหาเงินนี่แหละ เทศน์ไปก็บอกว่ายังไม่ได้เงินเลยโหยหวนอยู่นั่นแหละคือมันหน้าด้านหน้าทนอะไรก็ไม่รู้น่าละอายจริงๆ แต่เขาไม่อายจริงๆเขาไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่น่า เขาก็ทำกันอย่างน่าเกลียด เทศน์มหาชาติ ก็เอาตํานานพระพุทธเจ้า 10 ชาตินั้นมาเล่าให้ฟัง ที่เป็นการบำเพ็ญของพระพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์10 ปาง

ปางศีล เนกขัมมะ ปัญญา ..บารมี 10 ทัศ ก็เป็นธรรมะ เน้นแต่ละปาง ท่านก็สรุปเป็นตำนานมาให้ ชอบชาติพระเวสสันดรกันนะที่เทศน์กัน

_น้ำมนต์…คนตายทำปุ๋ยได้ไหมคะ

พ่อครูว่า…จะเอาศพคนตายมาทำปุ๋ยหรือ คนตายแล้วร่างกายก็นิ่งแล้วไม่มีกระดุกกระดิก ไปทำปุ๋ยไม่ได้ หรือว่าจะเอาร่างคนตายมาทำปุ๋ย มันจะดุเดือดไป

ตกลงคนตายแล้วทำปุ๋ญไม่ได้สักอย่าง หรือจะให้ตื่นมาทำปุ๋ยหรือจะเอามาทำปุ๋ยก็ไม่ใช่

_แก้วบุญ…อนัตตา คืออะไร?

พ่อครูว่า…นี่เด็กชาวอโศกนะ ถามแต่ละปัญหาเจ้าประคุณเอ๋ย อนัตตาคือความไม่มีตัวตน ความไม่ใช่ตัวตน ก็ต้องทำความเข้าใจว่าตัวตนคืออะไร ความไม่มีอันนี้ ไม่มีตัวตนไม่ใช่ตัวตน จะใช่มันก็ไม่ใช่จะว่ามีมันก็ไม่มี ก็คือสิ่งนั้นว่างเปล่า ไม่มี ตนะ

ตนะ จะชัดเจนมาก

ตะ แปลว่า การตั้งอยู่

นะ แปลว่าไม่มี

ตนะ คือในตัวเองเลย อนัตตาก็คือ ตนะ ไม่มีตัวตนไม่ตั้งอยู่  ไม่มีอะไรตั้งอยู่อย่างนี้เป็นต้น มันซ้อนลึกลงไปอีกอนัตตา เพราะว่าไม่มีตัวตน ที่จริงคือตนะนั่นแหละ

เช่นเดียวกับคำว่าสุข

สุ แปลว่า ดี ข คือว่าง คือว่างจากกิเลส

จริงๆแล้วคนยังไม่ตาย จะว่างไม่มีอะไรเลยไม่ได้หรอก ก็จะว่างได้จากกิเลส จิตของคนว่างจากกิเลสคือพระอรหันต์ ว่างจากกิเลสตลอดทุกกาละเวลา ตลอดทั้งกาละ ตลอดทั้งสมัย ตลอดทั้งเวลาวาระว่างต่อเนื่องคืออรหันต์

เชื่อไหมว่าอรหันต์เป็นผู้รู้จักสภาวะจิตที่ว่างตลอดต่อเนื่องไม่มีความทุกข์ไม่มีกิเลสมาแทรก อาการจิตอย่างนี้อาตมารู้ อาตมามีอาตมาเป็นอาตมาทำได้เชื่อไหม? เชื่อ

อาตมาพูดความจริง ไม่ได้พูดเล่นหรอก เพราะแล้วทำไมทำได้แล้วถึงพูด และก็ยืนยัน ที่พูดนี้คนก็ว่าจะมาว่าอวดทำไม อ้าว

ก็เพื่อยืนยันว่าคนมันทำได้ เพราะว่าคนทุกวันนี้พูดกันว่าอย่าพูดเลยธรรมะสูงๆ อาริยะอรหันต์มันไม่มีแล้วในโลกนี้ คุณไม่มีแล้วคุณก็ถอยไปอยู่นอกเขตเทศบาลศาสนาพุทธไป อาตมายืนยันว่าศาสนาพุทธในขอบเขตเทศบาลศาสนาพุทธยังมี อรหันต์ยังมี ผู้ที่สัมมาทิฏฐิ ตราบใดยังมีอยู่ตราบนั้นโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าประเพณีต่างหากแต่คุณบอกว่าไม่มีมันก็พวกคุณ คนที่เห็นว่ามีมาศึกษาเอาได้ ส่วนคนที่ไปศึกษาผิดจากคำสอนพระพุทธเจ้าก็ไปสิ ถ้าใครขอฟังแล้วเขาเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสเช่นนั้น ท่านตรัสอย่างที่อาตมาว่าเขาก็มาก็เท่านั้นเอง

_สู่แดนธรรม…ไม่ได้ถามนะครับ แต่มีเรื่องเล่าสู่ฟัง วันที่ 20 ที่ผ่านมาผมไปร่วมงาน เป็นงานฉลอง 84 ปีของอาจารย์ทวีรัชนีกร ซึ่งได้สอนศิลปะผมมา เขาเกิดวันที่10 แต่ ลูกศิษย์จัดให้ในวันเสาร์ เป็นน้องพ่อท่าน 5 เดือน สำหรับอายุ (พ่อครูว่าอาตมาไปเรียนก็เป็นรุ่นน้องเขา)

ในงานนั้นมีแขกไปร่วมงานผมถือว่าเป็นนิมิตที่ดี เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองคนหนึ่งชื่อว่าท่านอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ผมก็รายงานตัวว่ามาจากสันติอโศกท่านเลยให้หนังสือเล่มนี้มาฝากพ่อท่าน แต่ว่าผมจะสรุปให้ฟังก่อนเผื่อจะเป็นประโยชน์

ประเด็นสำคัญผมถือว่าเป็นนิมิตที่ดีเพราะเขียนโดยท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

ท่านพูดตำหนิและวิจารณ์เรื่องพรบ.คณะสงฆ์ ท่านวิจารณ์ว่า โดยสาระแล้วไม่มีเนื้อหาที่จะสนับสนุน ศีล สมาธิ ปัญญา ของพระสงฆ์องคเจ้าเลย มีแต่ไม่รู้ว่าปกครองไปเพื่ออะไร ปกครองเพื่อปกครองหรือปกครองเพื่ออำนาจ เอาไปเอามา พรบ.คณะสงฆ์จะพาให้พระพุทธศาสนาไขว้เขว ท่านก็พูดอย่างนี้เลย ท่านวินิจฉัยให้ฟังว่าข้อเสียอย่างไร

ตอนนั้นพรบ.คณะสงฆ์ มีไว้รวบรวม พระสงฆ์ที่แตกกระสานซ่านเซ็น

ปัจจุบันพรบคณะสงฆ์ 2484 โดยสาระแล้วไม่ได้แตกต่างจากอันเก่าไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราวอะไรศาสนาพุทธก็เริ่มมีอะไรที่บานปลายเข้ามา เช่นการศึกษาก็ไปศึกษาเพื่อที่จะได้ลาภ ได้ยศ จบเปรียญ 9 มา เคยสัมภาษณ์ลูกศิษย์ท่านว่า มีมหาเปรียญ 9 ท่านหนึ่ง ตั้งแต่ศึกษามาไม่ได้อ่านพระไตรปิฎก มีแต่มุ่งจะสอบมหาเปรียญ 9 ไม่ได้ เมื่อจบเปรียญ 9 ก็มองอนาคตว่าจะได้ไต่เต้าเป็นเจ้าคุณเป็นสมเด็จเป็นผู้บริหาร มีแต่อย่างนั้นเลย

ถ้ากฎหมายพรบ.สงฆ์มีไว้ ควรมีไว้เพื่อเอื้อต่อการศึกษา ศีล สมาธิ ปัญญา ที่จะพัฒนามนุษยชาติพัฒนาสังคม มูลเหตุนี้ ผมว่าท่านอาจจะเขียนว่า ท่านเคยใช้พรบ.สงฆ์อะไรมาแล้ว ท่านก็คงจะรู้สึกของท่านขอจบแค่นี้ก่อน

พ่อครูว่า…ก็ได้เนื้อหาสาระพอสมควร

_จากบ้านเล็กเมืองน้อย…

ความเป็นจริงแท้กับข้อเท็จจริง  Truth and Fact

ประชาธิปไตยที่เน้นแต่การเลือกตั้ง ก็เหมือนกับการปฏิบัติธรรมที่เอาแต่นั่งหลับตา และไม่ต่างอะไรกับการทำบุญที่ไม่ใช่การชำระกิเลส

ตามที่พ่อท่านพร่ำบอก ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์จริงแท้ ต้องมีองค์ประกอบ 3 เส้า

ซึ่งจะสอดคล้องกับคุณธรรมอันวิเศษของพระพุทธเจ้า คือ

โลกวิทู=ความเข้าใจในจิตวิญญาณ

โลกุตระ=ความมีอิสรเสรีภาพ

โลกานุกัมปาย=ความไร้อัตตาตัวตน

แต่ข้อเท็จจริงในปัจจุบันดูเหมือนประชาธิปไตยไทยจะให้ความสำคัญเพียงแค่การเลือกตั้ง

ซึ่งทำเหมือนกับสินค้าทุกอย่างในโลกของทุน โดยเน้นที่ผลประโยชน์ส่วนตน ด้วยการคัดกรองทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นประโยชน์แก่ตน  แล้วจึงนำมาให้ผู้บริโภคเลือก ทำให้ผู้บริโภครู้สึกเหมือนมีอิสระในการเลือกสรรเอง แท้จริงก็คือเลือกในสิ่งที่เค้าเลือกมาให้เลือก จะเลือกยังไงก็ได้แต่สิ่งที่นายทุนเลือกไว้แล้ว

การเลือกตั้งจะเลือกเฟ้นเพียงไรก็ได้คนของนายทุนอยู่ดี ถ้าประชาชนไม่ช่วยกันกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครให้ถือศีล๕เป็นขั้นต่ำ

เช่นเดียวกับการปฏิบัติธรรมในปัจจุบันที่เน้นนั่งหลับตา ก็ไม่ทำให้ลดความเห็นแก่ตัวลงแต่อย่างใด ถึงจะอ้างว่าได้ประโยชน์แก่ตนเพียงไรก็ตาม มันก็ไม่ช่วยให้สังคมร่มเย็นเป็นสุขขึ้นเลย

ทั้งหมดนี้เกิดจากจิตที่ขาดสัมมาทิฐิของคนส่วนใหญ่ในสังคม

ซึ่งระดับความเข้าใจในศีลเป็นตัวสะท้อนระดับความมีสัมมาทิฐิในตน  

การไม่ให้ความสำคัญใน”ศีล”ของพุทธศาสนิกชน จึงคือจุดบอดที่ทำให้ชาวพุทธส่วนใหญ่หลงผิดออกนอกขอบเขตของพุทธ จนพลาดจุดหมายในการนิพพาน และทำให้ประชาธิปไตยไม่ได้เป็นอย่างที่ควรจะเป็นเพราะว่า”ศีล”คือหัวใจในการปฏิบัติธรรมของพุทธ และหัวใจของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของคนในสังคม

พ่อครูว่า…พระพุทธเจ้าเป็นนักประชาธิปไตยเผยแพร่ประชาธิปไตยแต่ท่านไม่ใช้ศัพท์นี้ การใช้คำว่าธรรมาธิปไตย เป็นอธิปไตยที่เป็นธรรมะเข้าใจโลกเข้าใจอัตตา แล้วก็จัดสัดส่วนโลกกับอัตตา ให้พอดีพอเหมาะ มันก็จะมีการค้านแย้งโดยธรรมชาติ ในโลกนี้ไม่มีอะไรหรอกที่จะไม่มีตัวคัดค้านเลย แล้วก็รู้จักการทำความเข้าใจกันให้รู้จักเท่านี้เท่านี้ แล้วก็อยู่ด้วยกันอย่างสงบ ค้านแย้งกันก็ต้องอนุโลมกันว่า คนนี้พอเท่านี้นะคนนี้พอเท่านี้แล้วก็อยู่ให้ได้ อย่างทุกวันนี้ ประเทศไทยทุกวันนี้บริหารประชาธิปไตยได้ไปเรื่อยๆ แต่คนก็อยากให้เลือกตั้งเขาก็อยากจะเข้าสู่อำนาจ เขาอดอยากปากแห้งมานาน มันไม่มีเลือกตั้งมานาน เขาก็เลยอยากได้อยากจะเข้าสู่อำนาจเท่านั้นเองไม่มีอะไร

คือเขาเลือกในสิ่งที่เขาให้เลือก อยู่ในพรรคใหญ่ 2 พรรคในอเมริกา ทั้ง 2 พรรคก็ใช้ทุนสู้กันมาตั้งนานแล้ว มันเป็นเรื่องลิเกละครเท่านั้นแท้ๆ จะเลิกอย่างไรก็ได้สิ่งที่นายทุนเลือกไปแล้ว ใช่ที่สุดเลย

จริงนะเมืองไทยควรจะต้องเปิดศักราชนี้ ที่อื่นทำไม่ได้หรอก ไม่ต้องไปนั่งประชุมกันเสียเงินเสียค่าจ้าง ศีล 5 จบ รัฐธรรมนูญมี 5 ข้อ ผู้ที่ไม่ถือรัฐธรรมนูญ 5 ข้อนี้ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับประเทศ อย่ามาบริหารประเทศเท่านั้นแหละประเทศไทยเจริญลิ่วไปเลย จริง จะให้ยืนนอนยันได้ทั้งนั้น กระโดดยันก็ได้ ที่จริงกระโดดยันนี่ก็ยิ่งแรง

นี่เป็นความเห็นของคุณบ้านเล็กเมืองน้อยซึ่งเป็นชาวคริสต์ ใช่ไหม แล้วมาปฏิบัติธรรมอยู่กับชาวพุทธ ได้รู้ความเป็นพุทธ จับสาระของพุทธได้กว่าชาวพุทธ

เดี๋ยวนี้ชาวพุทธไปอยู่กับเรื่องจารีตประเพณีลาภยศสรรเสริญโลกียสุขอยู่ทั้งนั้นเลย พูดไม่ผิดหรอกพูดถูกที่สุด แล้วก็โดนว่าก็โกรธอาฆาตมาดร้ายชิงชัง อย่าไปทำในใจแบบนั้น มันทำให้ตนเองตกต่ำมันเป็นกิเลส ฟังให้ดีๆจะได้ปัญญา อาตมาพูดสัจธรรมให้ฟัง

ในสัจธรรมทุกวันนี้อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเมื่อยก็เมื่อยแต่มันก็ต้องทำเพราะว่ามันต้องทำ มันเลือกจะมาทำทางนี้

_สิกขมาตุแสงฝน…มีคำยืนยันที่พ่อท่านเทศน์เกี่ยวกับกฐิน ผ้าป่า สมัยก่อนจะมาเจอชาวอโศกก็ไปทอดผ้าป่าทั้งปี สำหรับกฐินก็สำหรับการออกพรรษาจะทำ ก็ต้องไปแจกซอง เมื่อก่อนภูมิใจว่าเราได้ช่วยวัด ได้เอาเงินเข้าวัด แต่สมัยก่อนอีกทีสมัยคุณแม่จะทำอาหารเป็นหม้อไปเข้าวัด แต่เมื่อสมัยเราก็เริ่มใส่ซอง สมัยนี้เริ่มแข่งขันกันให้ได้เยอะๆ ก็ต้องขอยืนยันว่าเป็นการทำผิด ดิฉันก็แปลกใจมากมาเจอชาวอโศกปุ๊บก็เลิกทันที ต่อไปนี้ ข้าพเจ้าก็จะไม่เรี่ยไรกฐินผ้าป่าอีกแล้ว ขอยืนยันว่าอันนี้ทำให้เราเข้าใจถูก เมื่อก่อนเราเข้าใจผิดว่าได้ช่วยวัดไปเรี่ยไร แล้วเราก็ภูมิใจว่าไปขอให้เขาใส่ซอง (ที่จริงกำลังช่วยกันทำลายวัด)

ขอยืนยันว่าสิ่งที่พ่อครูเทศน์เป็นสิ่งที่ถูกต้องเราไม่ควรจะไปเรี่ยไรเขา ก็พ่อแม่ทำเราก็เลยทำตามเขา (พ่อครูว่า..คนเราก็ต้องเลิกสิ่งที่ผิด ไปทำกับเขาทำไมจะไปโง่ทำกับเขาทำไม )

_สมณะหินจริง…อยากฟังพ่อท่านอธิบายการออกจากรสอัสสาทะ

พ่อครูว่า..อัสสาทะ หมายความว่าเป็นรสกิเลสรสอร่อย เราก็ต้องพิจารณารสอร่อยนี้ ที่บอกว่ามันเป็นเวทนาเก๊ เป็นเวทนาสุข มันมาจากอะไร มันมาจากรสชาติ ที่จิตของเรามีอุปาทานไว้ มีตัณหา เป็น Dynamic ก็เคลื่อนที่ ถ้ามันไม่เคลื่อนที่ก็เป็น Static อยู่ในใจเราก็เป็นอุปาทาน ก็ตัวกิเลสตัวเดียวกันนี่แหละ

ในขณะที่มันนิ่งอยู่ก็เรียกว่าอุปาทานยึดติด เมื่อมันเคลื่อนที่เป็นบทบาท อยากตามที่มันตั้งจิตยึดถือไว้ อย่างนี้ ได้มาสมกับที่ตัวเองตั้งเป้าไว้ อยากได้แดงเท่านี้อยากได้เขียวเท่านี้ อยากได้สวยเท่านี้ อยากได้ขี้เหร่เท่านี้ คงไม่ค่อยมีเท่าไหร่ เราก็เรียกรสความสุขที่ได้นี้เรียกว่าอัสสาทะ รสความพึงพอใจ มันเกิดจากอุปาทาน มีตัณหาเป็นเหตุ

อุปาทานรู้ยาก ตัณหารู้ได้ง่ายกว่า ดูได้ด้วยวิธีการกระทบสัมผัสกับสิ่งต่างๆ มันก็อยากจะไปกระทบสัมผัสสิ่งที่เราชอบไปหาแสวงหานั่นแหละด้วยกิเลส เมื่อไปสัมผัสแล้วเกิดอาการก็อ่านความจริง ศาสนาพุทธสอนให้ปฏิบัติในขณะสัมผัสแล้วก็เกิดอาการ มันเกิดกิเลสจริงๆไม่ต้องไปนั่งคิดเอาอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างนั้นมันของ ขยำขี้ ขี้ออกไปแล้วขยำทำไม นี่ของจริงสดสดๆกำลังเกิดหลัดๆ แล้วเห็นอาการว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ มันไม่ได้พาสุข มันเป็นของเก๊ เป็นความทุกข์อริยสัจ หากไม่รู้ก็เสร็จเลย

จริงๆแล้วมันไม่มี แต่คนที่ถือว่ามันมีมันก็มี ความจริงแล้วมันไม่มี คุณจะให้มันเกิดอาการนั้นมาบงการคุณอยู่คุณก็เป็น อัตตา ก็แสวงหาผัสสะนี้ตลอดกาลนาน

ต้องเรียนรู้ว่าคนทำให้กิเลสตัณหาอุปาทานตัวที่มันอยาก ในเหตุปัจจัยอะไร มันต้องมีเหตุปัจจัย จะไปคิดเอาเองก็เป็นการเพ้อพก มันไม่มีของจริงก็ยิ่งซวยใหญ่อยู่ดีๆไม่มีของจริงด้วย เอาแต่แค่ของจริงลดกิเลสจริงมันจึงจะชัดเจน เมื่อกระทบแล้วระวังได้ไม่เกิดอีกด้วยปัญญา พลังปัญญาอยู่ในจิต เข้าใจเลยว่ามัน มาโง่มีรสสุขทุกข์อยู่ได้ไม่รู้กี่ชาติแล้ว ถ้าทำได้ก็เป็นอรหันต์ในชาตินี้เลย มีคนทำได้ในพวกเรานี้อาตมาไม่ถามหรอก ทำได้เป็นเรื่องๆเป็นอย่างๆไปเรื่อย ผู้ใดทำได้มากจนกระทั่งเราสัมผัสกับอะไรทุกวันนี้ปัจจุบันนี้ก็ไม่เห็นเกิดสุขเกิดทุกข์อะไรไม่เห็นมันจะเกิดกระดี๊กระด๊า สบายดีแล้ว ก็มีปัญญาฉลาดที่จะรู้จักว่าอะไรก็มีกับกรรม กับกาละ การกระทำการงาน กาละที่ผ่านไป ทุกอย่างมี กาละ เอกภพยังไม่แตกมีพระอาทิตย์โลกยังหมุนอยู่มันก็เกิด กาละ ตลอด เกิดกาล

เราอยู่ไหน กาละ มีชีวิตเราก็มีการกระทำทุกกรรม เราก็ทำกรรมให้มันเป็นประโยชน์เป็นคุณค่า อย่าไปทำกับสัตว์ ในศีล 5 เป็นต้น กระทบกับสัตว์ใดๆก็อย่าให้เป็นโทษภัย ทำให้เป็นประโยชน์เท่านั้นแหละอย่าให้เป็นสิ่งที่ชั่ว

กระทบกับข้าวของ กระทบกับพืช ในศีลข้อที่ 2 มันไม่ใช่ของเรา ถ้าอยากเอามาเป็นของเราคนต้องสร้างเอาเอง หรือ คุณต้องหามาได้ด้วยสุจริตซื้อเขามา เอาอย่างที่มันไม่ผิดกฎหมายประเพณีธรรมเนียมจารีต หรือแม้แต่ผิดมารยาทสังคม แล้วก็ระวังตา หู จมูก ลิ้น กายใจ

สาม ศีลข้อที่ 3 ถ้าคุณปฏิบัติได้ชัดแล้ว ปฏิบัติในกรอบนี้คุณเป็นอรหันต์ในศีล 3 ข้อนี้

อาตมาไม่ได้พูดเวอร์ ศีล ย่อมาแค่นี้ ต้องมีศีลจริงๆเรียนรู้ลดกิเลส กิเลสลดลงเรียกว่าได้เกิดไฟฌาน มันเผา ราคะ โทสะ โมหะ

ฌานอยู่ที่ไหน ปัญญาอยู่ที่นั่น ฌานก็คือปัญญา คือพลังงานธาตุรู้ ที่รู้ เหนือกว่าพลังงานราคะ โทสะ โมหะ จนกระทั่งพลังงานราคะโทสะมันสลายไปด้วยพลังงานปัญญา ไม่ใช่ปัญญาคือวิธีการโลกียะที่ได้ด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข

แต่มันเป็นคุณพิเศษ ทำหน้าที่ลดละราคะ โทสะ โมหะเท่านั้น ปัญญาไม่มีหน้าที่อื่นเลย อาตมาก็แยกปัญญาส่วนอันอื่นเป็นเฉโก หรือเฉกาทั้งนั้น แต่เขาไม่ใช้คำนี้แล้วเขาเอาปัญญามาแทน มันเลยเสียหายคำว่าปัญญาไปหมด

อาตมาก็ทำสิ่งที่หายไปแล้วฟื้นขึ้นมาให้พวกเราฟัง ก็ใช้ได้ถูกต้องจึงจะสามารถปฏิบัติธรรม มีผลจริง หากไม่เข้าใจก็ไม่มีผล ไปนั่งหลับตาไม่รู้จะเกิดประโยชน์ตรงไหน ปัญญาต้องลืมตาสัมผัสของจริงเป็นประโยชน์ปัจจุบัน ปัญญาไม่เกิดในขณะหลับตา หลับตาไม่มีทางเกิดปัญญา ที่บอกว่านั่งสมาธิแล้วจะยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนาเกิดปัญญา มันไม่มีผัสสะมันจะไปเห็นอะไรจะเกิดปัญญาได้อย่างไร

_กิ่งธรรม…ทำไมคนที่ทำงานเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามจึงเป็นสายราคะ ทั้งที่เขามีสติดี ทั้งที่คนนี้ควรจะมีสติระลึกรู้ว่าจะเก็บอะไรที่ไหนอย่างไร แต่บางครั้งการทำอย่างนี้มีคนบอกว่าเป็นสายราคะ มันเป็นคำชมหรือคำด่ากันแน่

พ่อครูว่า…คนที่จะหาเหตุหาแง่มุมมาพูดเพื่อให้เราได้ศึกษา ถ้าเขาบอกว่าเป็น ราคะ เราก็จับประเด็นมาใช้มาศึกษา ราคะอยู่ในกระบวนการอยู่ในมิติของความต้องการ พระอรหันต์ไม่ได้หมายความว่าหมดความต้องการ แล้วนั่งซื่อบื้อ คิดอะไรไม่ได้ไม่อยากอะไรไม่ได้ มันไม่ใช่ มันเป็นความต้องการหรือเป็นเจตนาที่ไม่มีกิเลสไปร่วมวงด้วยเป็นวิภวตัณหา

ตัณหามี 3 กามคุณ 5 ภวตัณหา วิภวตัณหา

วิภวตัณหาคือดับกามภพ รูปภพ อรูปภพได้แล้ว มีแต่ความอยากจะทำงานให้ศาสนาได้รุ่งเรือง อยากให้ศาสนาได้สถาปนาลงไปในมนุษยชาติ มารมานิมนต์ให้อาราธนาก็ไม่ตาย เราจะต้องอยู่ เป็นเจตนาเป็นความปรารถนาจะต้องอยู่โดยที่ท่านไม่มีภพมีชาติอะไรหรอก

คนที่พูดไม่รู้จักสภาวะ พูดพยัญชนะก็จะขัดกันไปขัดกันมาสลับกันไปสลับกันมา

อย่าง sms พูดมาทำเก่งพยัญชนะ แต่พวกนี้ใบลานเปล่ากลับมาย้อนแย้งไปเรื่อยๆ เขาไม่รู้ตัวเองเมาหมัด พวกอวดเก่งทางภาษา มันเมื่อยที่จะอธิบายให้เขาฟัง เพราะคนพวกนี้เมาตลอดกาล ไม่สร่างซา อธิบายก็ไม่รู้เรื่องหรอก

_หลวงปู่ครับ..ตอนที่ยังไม่บวช หลวงปู่เคยสะสมพระเครื่องไหมครับ

พ่อครูว่า…สะสม หลวงปู่นี้เล่นไสยศาสตร์มาสะสม อย่าว่าแต่พระเครื่องเลย ปลุกเสกพระเครื่องเอง พระบูชา หล่อกันขึ้นมา เอาของสุโขทัยนี้สวยที่สุด ยังจำได้เลย หล่อแล้วขายกันองค์ละพันห้าเอง หน้าตักสองฟุตกว่าไม่ใช่เล็กตอนนั้นทำกัน

ทำ พระเครื่องนี่มีตู้เลย ให้ช่างเฟอร์นิเจอร์สร้างตู้ 3 เสา คือ มีกระจกชนกันจะได้มองทะลุเห็นพระเครื่อง สั่งให้ช่างทำเลย มีห้องพระห้อง 1 เลย ทำสะสมพระเครื่อง ก็เล่นไปในยุคโน้น ด้วยความไม่รู้ อาตมาเป็นโพธิสัตว์นี้รู้ แต่ว่าเป็นลิงลมอมข้าวพอง จนกระทั่งรู้ตัวแล้ว เราก็ว่าอย่าเสียเวลา พระพุทธเจ้าก็เป็นลิงลมอมข้าวพอง พระราชบิดามอมเมาให้อยู่กับโลกจนอายุ 35 กว่าจะออกบวช มันเป็นสัจจะ

พอรู้ตัวเสร็จอาตมาก็ไม่เอาแล้ว ตั้งแต่วันที่บอกน้องๆแจกสมบัติออกไปหมดเกลี้ยง บอกว่าพี่จะไปทางธรรมแล้ว ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ไม่เคยเกี่ยวข้องทางด้านทรัพย์สินทางโน้นให้เขาจัดการ พี่น้องก็ว่ากันไป เขาก็รู้ เขาก็ไม่มายุ่งเกี่ยวอะไรกับอาตมา เป็นแต่เพียงมาวัดมาวามาทำทานบ้างตามประสาเขาหรือมาศึกษาบ้างก็ได้เท่าที่ได้ อาตมาก็มามีลูกเต้าเหล่าหลาน พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระโพธิสัตว์มีลูกเป็นจำนวนพันเป็นเอนก อาตมามีลูกเป็นจำนวนพันเป็นเอนกตรงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสทุกอย่าง

คำว่าโลกคำนี้ลึกซึ้งเป็นโลกทางจิตวิญญาณ โลกที่ทำให้จิตวิญญาณของแต่ละคนมีโอปปาติกโยนิ มีการเกิดทางจิตวิญญาณ เกิดใหม่เป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกิทาคามี เป็นพระอนาคามี เป็นพระอรหันต์ เป็นการเกิดที่เรียกว่า นิพพัตติ อภินิพพัตติ

การเกิดมี  5 ชาติ สัญชาติ โอกกันตะ นิพพัตติ อภินิพพัตติ

การเกิด ชาติ คือ คลุมหมด เป็น common noun ไม่ว่าจากการเกิดอดีต ปัจจุบันอนาคต ก็เป็นการเกิดแบบชาติทั้งนั้น จิตที่เป็นโอปปาติกโยนิ แค่คิดขึ้นมาเริ่มคิดก็เกิดแล้วคิดดีคิดชั่วก็เกิดแล้ว

ส่วนสัญชาติ นี้ คือการเกิด ที่เกิดจากความจำและพาให้เกิดไป เช่นสัญชาตญาณของแต่ละสัตว์ก็มีของเก่าที่เกิดมาแล้ว โดยไม่รู้หรอกว่าสัญชาตญาณพาให้เป็น

โอกกันติ เป็นการเกิดในปัจจุบันที่สั่งสมลง หยั่งลง ปุถุชนไม่รู้ก็เกิดแต่กิเลส อาริยชนมารู้แล้วว่าเกิดกิเลสก็ให้หยุด ยิ่งให้รู้วิธีมีพลังปัญญาเอากิเลสออกไป ก็เดินหน้าพลังงานปัญญา กิเลสมันวิ่งหนีเลย ดีไม่ดีมันเข้ามาใกล้ไม่ได้เลย พลังปัญญามีราศีรังสี กัมมันตภาพสูง มันไม่กล้ามาหลอก นั่นคือผู้สำเร็จ เรียกว่ายังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ วสวัตติโก

นิพพัตติ คือ การเกิดทางโลกุตระ ลดกิเลสได้สูงสุดเรียกว่าอภินิพพัตติ กิเลสไม่เกิดอย่างสูงสุด ดับทันทีเรียกว่าเป็นการเกิด ที่สามารถตัดกิเลส กิเลสเกิดมาก็ดับ เพราะฉะนั้นสูงสุดก็คือตัวนิพพาน ไม่มีการเกิดของกิเลส หรือการเกิดของอำนาจจิต ที่เป็นอำนาจทำให้กิเลสเกิดได้ อภินิพพัตติ อธิบายโดยพิสดารของสภาวะให้ฟังการเกิด 5 อย่าง

เล่ม 16 ข้อ 7

_หลวงปู่ครับคนธรรมดาสามารถเป็นอรหันต์ได้ไหม หรือว่าเป็นได้แต่พระหรือสมณะครับ

พ่อครูว่า..คนธรรมดานี่แหละเป็นอรหันต์ได้ อย่าไปเอาคนพิสดารมาเป็นอรหันต์ คนธรรมดานี่แหละจะเป็นอรหันต์ได้ เป็นสามัญ อ้อ หมายถึงสมณะ ไม่ใช่ ฆราวาสก็เป็นอรหันต์ได้

_มีคณะศึกษาดูงานมาบ้านราชฯวันนี้ หลังจากรับประทานอาหารมื้อเย็นแล้วกลับ เราได้มอบหนังสือ เราคิดอะไร ให้บางส่วนก็ถ่ายภาพที่น้ำตก บางส่วนก็ไปรอที่รถบัส ข้างเฮือนบวร รอเพื่อนหันไปเจอพริกปลูกในถุงเลย เลยเฉลยว่า ถ้ามีน้ำท่วมเราก็อุ้มถุงต้นพริกหนีน้ำสิ

เขาชมว่าแนวคิดดี น่านำเอาไปปรับใช้ วันนี้ไม่ถามแค่อยากชมเจ้าของแนวคิด

_เมื่อก่อนนี้อร่อย เพลิดเพลิน ชอบ (พ่อครูว่า…เขียนมาแค่นี้อาตมาก็ภูมิใจที่สอนได้ผล คนที่พูดมาแสดงว่าอ่านอาการอร่อยอัสสาทะนี้ได้)ชอบนี้ยึดเลย

เห็นคุณค่ามากที่สุดในการทำงานในดินแดนแห่งนี้ (พ่อครูว่า…อร่อยเพลินชอบนี่เป็นสวรรค์นะ เดี๋ยวนี้รู้ทัน) ดินแดนแห่งนี้ ทำให้เกิดพุ่งเพ่งเร่งการทำงานลืมศีลลืมประมาณลืมคนรอบข้าง จิตใจพุ่งไปข้างหน้ามีกิเลสดูดผลักอยู่ตลอดเวลา เพ่งจัด ไปอยู่ที่อาการ อารมณ์จิต พบกับ ความทุกข์จากเหตุนี้มากจึงหาทางออกจากกิเลสตัวนี้มาเป็นเวลา 10 ปี

จนมาสู่ภาวะฝึกทำงานตามเหตุปัจจัยได้มากขึ้น เกิดความผาสุกได้จริง ประมาณเป็นรักษาศีลได้ดีขึ้น คนรอบข้างให้ความร่วมมือและเพราะฝึกมากขึ้น งานออกมาดีจะรู้ได้อย่างไรว่าเราหยุดอยู่หรือแช่อยู่กับความสบายฐานนี้

พ่อครูว่า…ก็อ่านรู้ว่า ตัวเราเองอยู่ในฐานนี้ในเมถุนสังโยค 7 ข้อ 7 เรียกว่าติดแป้น เป็นเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง ถ้าบอกว่าอันนี้เราก็ทำได้แล้วโดยไม่ยากไม่ลำบากใน ฌานทั้ง 4 เราก็สัมผัสความว่างสบายได้แล้วเราก็เพิ่มสิ การปฏิบัติธรรมจึงต้องเพิ่มศีล

เราปฏิบัติศีลข้อนี้เกี่ยวข้องกับสัตว์มันเกิดอาการโลภ โกรธ หลง กระทบกับข้าวของกับเพื่อนมันเกิดความโลภ โกรธ หลง กระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กายมันก็เกิดอาการ กาม ก็เพิ่มศีล

เราอยู่กับกามได้หมดแล้ว เป็นอนาคามี รูปภพ อรูปภพก็ตั้งศีล ของตนต่อ หรือจากกาม ที่จริงมันไม่หมดง่าย เรายังมีอยู่คุณก็รู้ตัวเอง แล้วก็ตั้งศีลในสิ่งที่เราเป็นจริงนั้น มันไม่เหมือนกันหรอกความยึดถือมันต่างกัน คนชอบอันนั้นอันนี้มันไม่ตรงกัน ถ้าหากชอบตรงกันหมดก็ตีกันฆ่ากันตาย

_หางแถง…แรงที่ตรงกันข้ามสุดขั้วกับแรงอาฆาตพยาบาท เรียกว่าแรงอะไรครับ

พ่อครูว่า…สู่แดนธรรมว่า แรงเมตตา …เมตตาหรืออภัยหรือว่าอย่าไปถือสา อย่าไปยึดอาฆาตพยาบาท วางลง อภัย

_กล้าตรง…งานเจที่ผ่านมา สัมผัสได้ถึง ความเป็นมิตรสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี เมื่อก่อนเราก็จะเข้าใจแต่ภาษา มิตรดีคือคนที่สูงกว่าเรา (พ่อครูว่า…ไม่ใช่แค่คนสูงกว่าเรา) แต่งานเจที่ผ่านมาเรารู้สึกซาบซึ้งกับคำว่ามิตรสหายดี จริงๆแล้วคนที่อยู่ใกล้ชิดกับเรานี่แหละจากการได้ทำงานคลุกคลีกัน คนที่อยู่ใกล้เคียงมีฐานใกล้เคียง ทำให้เราได้เห็นว่า มีมิติที่ทั้งกว้างลึกในมิตรดี เราไม่ถือสาเราเข้าใจแต่ละคน เหมือนภาพที่เราจะเห็นชัดเจนในเหตุปัจจัยของแต่ละคน อยากถามว่าในภาวะที่เราไม่ถือสา จะพูดเป็นภาษาว่าอนุรักขนาปธานได้ไหม

พ่อครูว่า..เป็นความเจริญของเรา ได้เรียกว่าอนุรักขนาปธานเป็นการรักษาผลที่เราได้ทำได้แล้วก็อย่าไปยึดมั่นถือมั่นได้แล้วก็เพิ่มภูมิให้เจริญขึ้นไปอีก

อาตมาฟังพวกเรา คำถามที่ถาม อาตมาอุ่นใจนะว่า พวกเราฟังธรรมะเข้าใจแล้วเอาไปปฏิบัติจนเกิดสภาวะจนเกิดการก้าวหน้าอย่างนี้ ปฏิบัติธรรมได้ผล มีการเรียนรู้ศาสนาได้ประโยชน์ ได้การพัฒนาตนเองถูกต้องตามพระพุทธเจ้าตรัส ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสะกดจิต แต่นี่แหละมีสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ ขณะที่เราปฏิบัติก็เกิดเป็นสมาธิเกิดเป็น ฌาน กำจัดกิเลสไป พลังงานปัญญาพลังงานความรู้ที่มันเป็นไฟ ฌาน ไฟปัญญา สูงจนลดกิเลสได้ คือฌาน คือปัญญา คือบุญ แล้วผลได้

จิตก็ สะอาดขึ้นตกผลึก จึงเป็นความตั้งมั่นที่เรียกว่าสมาธิ สมาธิคืออย่างนี้ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสะกดจิตเอาแล้วเป็นสมาธิ อย่างนั้นคือการสะสมกิเลสให้นิ่งๆก็ยึดไปอีกนาน ใช้เวลาก็นานใช้กำลังอีก อยู่อย่างนั้นแหละมันไม่ได้เรื่องอะไร

_สิกขมาตุเป็นหญิง …มีเรื่องขำๆเกี่ยวกับพระเครื่องในปี 2524 ที่เราไปสวนลุมฯ ตอนนั้น ดิฉันไปฉีดยาที่สถานเสาวภามา สลับกันไประหว่างพระทางเถรสมาคมกับพระเรา อยากทราบว่าพระทางเถรสมาคมตอบอย่างไรเห็นเขาแวะไปก็นั่งฟัง..ท่านก็มีคนนั่งฟัง ท่านว่า ท่านเป็นคนแสวงหาพระเครื่องมีที่ไหนดีๆท่านก็ไปแสวงหามา ผลสุดท้ายท่านบรรลุธรรมในพระเครื่อง ท่านก็ขนพระเครื่องมาวางบนโต๊ะ แล้วบอกว่า กูเอามึงมาวางให้มึงรักษากู ที่แท้กูรักษามึงเกือบตาย

พ่อครูว่า…เข้าท่า

_ผ้าป่า ตอนนั้นอยู่สขจ. เจ้าหน้าที่ที่อื่นเขาจะแย่งเอาซองกฐินผ้าป่าเลย เขาบอกว่าตอนที่เปิดซองผ้าป่า กรรมการเมาเหล้ามันจะเหลือเงินที่ซอง ก็เลยว่าผ้าป่าจบที่กรรมการกินเหล้าแล้วก็เปิดซองไปตกที่โรงขยะ

_ที่พ่อครูเคยพูด 1,000 คน ในบ้านราชฯหากมาไม่ครบพัน เพียง แปดเก้าร้อยจะได้ไหมคะ หมายถึงว่าจำเป็นต้องย้ายทะเบียนบ้านมาหรือไม่คะ

พ่อครูว่า…ไม่ได้เท่านั้นก็ต้องเอาแหละ ย้ายทะเบียนบ้านมาก็ยิ่งดี บ้านราชฯขี้เหร่มากนักหรือ? หลายคนมาสร้างบ้านแล้วตัวไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ มีเยอะนะ ตั้งแต่ปฐมอโศกเป็นแบบนี้แล้ว ก็ว่าดี มาสร้างบ้านแต่ตัวคนไปอยู่ที่ไหนนานๆมาที จนกระทั่งต้องตั้งกฎเกณฑ์ว่าจะต้องมาทำเวลา สร้างบ้านแล้วไม่มาอยู่บ้าน ก็ต้องให้มาทำเวลา เดือนหนึ่งต้องทำเวลาเท่านั้นเท่านี้วันถ้าไม่มาจะริบบ้านเลย ลึกๆรู้ว่าดีแต่กิเลสมันเก่งเอาตัวไปหมดแต่เอาบ้านตั้งไว้ อาตมาจึงทำงานยากสู้กิเลสไม่ทัน

_ทำไม มัมมี่ ต้องมีผ้าพันตัวด้วยครับ

พ่อครูว่า…ถามไป เรื่องลึกซึ้งนั้นหลวงปู่ไม่รู้หรอก มีแต่ง่ายๆว่าเขาต้องใช้ผ้าชุบน้ำยาพัน ให้น้ำยานี้เข้าไปซึมซับทำปฏิกิริยากับร่างของ Mummy ร่างคนตาย ไม่ให้มันเน่า ความรู้สมัยโน้นก็มียาก็เป็นอย่างนั้น ความรู้ของหลวงปู่ก็มีแค่นี้ส่วนจะลึกอะไรมากกว่านั้นหลวงปู่ไม่รู้หรอก

_การเมือง จะมีการเมืองที่บริสุทธิ์ไหมคะ การเมืองเป็นเรื่องของศีลธรรม เป็นเรื่องของกุศลอธิบายอย่างนี้จะผิดถูกอย่างไร

พ่อครูว่า…ถ้าให้ชาวอโศกไปทำการเมืองก็จะบริสุทธิ์ แต่การเมืองที่อย่างโลกไม่ทำแต่เราทำการเมืองอยู่แล้ว ปฏิบัติตนเองมีพฤติกรรมประชาธิปไตยตามความรู้ของชาวอโศกที่ตรงกับความรู้ของพระพุทธเจ้าที่เป็นประชาธิปไตยที่เหนือกว่าประชาธิปไตยของโลกเหนือกว่าคอมมิวนิสต์ของโลก ระดับสาธารณโภคี คือมีชุมชนชาวอโศกเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ สมาชิกอยู่ในนี้ชุมชนชาวอโศก ทำงานแล้วเอาเข้ากองกลาง 100% ทำงานฟรีอยู่กินกันอย่างเป็นพี่เป็นน้องเป็นระบบสังคมที่มีสาราณียธรรม มีปิยะกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ สามัคคียะ เอกีภาวะ ถูกต้องตามคำสอนพระพุทธเจ้าชัดเจน อาตมาภาคภูมิใจที่พาคนมาปฏิบัติแล้วได้เท่านี้ก็ภาคภูมิใจแล้ว ดีกว่าเถรสมาคมที่มีสมาชิกทั่วประเทศแต่เละเป็นขี้แพะเป็นอหิวาต์

กุศลก็มีส่วนถูกส่วนหนึ่งแต่จริงๆแล้วมันเหนือกว่ากุศลเป็นบุญที่ชำระกิเลส จนไม่มีกิเลสแล้วเป็นพลเมืองดี เป็นคนไม่มีกิเลสทำตนเองให้ไม่มีกิเลส ข้อปฏิบัติสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สังกัปปะ อยู่กันอย่างจริงๆไม่มีมิจฉา 5 อโศกปฏิบัติได้แล้ว มิจฉาชีพ 5 กุหนา ลปนา เนมิตกตา นิปเปสิกตา ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา

มีกัมมันตะ 3 ไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร

สัมมาวาจา 4 สัมมาสังกัปปะ 3 ให้ลดกิเลสก็รู้แล้วเข้าใจเพราะทำได้ ลดกาม พยาบาท เป็นพระอาริยบุคคลไปตามลำดับ

อาตมาหาคนมาปฏิบัติเรียนรู้ธรรมะพุทธเจ้าได้สำเร็จอย่างนี้ อาตมาจึงเห็นผลนี้ว่ามันน่าอยู่ จึงได้พยายามกระเสือกกระสนที่จะมีอายุยืนยาวไปอีกเพื่อจะอธิบายธรรมะที่ลึกซึ้ง อาตมาอยู่ว่างๆก็เอาพระไตรปิฎกมาอ่าน โอ้โห ยิ่งลึกซึ้งอ่านเล่มไหนสูตรไหน? ความรู้พระพุทธเจ้านี้ไม่มีที่สิ้นสุดจริง เท่าที่อาตมาสัมผัสแล้ว หลายอย่างอาตมาเข้าไปไม่ถึงละเอียดลึก อาตมายังเข้าใจไม่ได้ ก็ต้องผ่านไปก่อน ที่พอเข้าใจได้รู้ลึกซึ้งก็คิดไว้ว่าจะได้เอามาอธิบายให้พวกเราฟัง อะไรมันเกินภูมิ ก็เอาไว้ก่อน

อาตมาถึงไม่หมดข้อมูลที่จะสอน จะอธิบาย บรรยายธรรมะหรอกสุดยอดจริง

_ตอนหลวงปู่ยังไม่บวชเคยเชื่อเรื่องผีเคยเจอผีวิญญาณสัมภเวสีไหมครับเล่าให้ฟังสักเรื่องสิครับ

พ่อครูว่า…1 เคยเจอผี ตั้งแต่อวิชชา อาตมาเล่นไสยศาสตร์ เข้าทรงพระพรหมสู้กับผีปราบผีมากมาย เล่นมา นั่น เป็นพวกอวิชชาที่ผีมีตัวตน สู้กันวันๆหนึ่งเหนื่อยมาก อาตมาทำงานอยู่ที่โทรทัศน์ก็จะเลิกงานบางวัน 2 ยาม แล้วไปสำนัก ตีสองตีสาม แบบประตูน้ำกินข้าวต้มกุ๊ยเข้าบ้านนอน ร่างกายผ่ายผอม แต่มันยังหนุ่มแน่นก็เลยสู้ได้ ตอนนั้นแก้มตอบกว่านี้เยอะ เดี๋ยวนี้ยังมีเนื้อหนัง แต่สันทัดคน อย่านึกว่าอาตมาผอมนะ แต่พวกคุณส่วนใหญ่จะท้วมจะมากไปหน่อย ก็อาตมาจนกระทั่งหมอพยาบาลว่า ไม่มีไขมันสะสมไว้สำหรับขาดเหลือเลย กินวันใช้วันๆ อาตมาเป็นนักปฏิบัติธรรมไม่สะสม แต่ก็เข้าขั้นถือว่าประมาทเหมือนกันมันควรจะมีคงคลังบ้าง

เคยเจอผีไหม?เคยเจอตอนอวิชชา เคยเชื่อเรื่องผีมา วิญญาณสัมภเวสีก็เล่นกันสารพัด

อาตมาเรื่องนี้เล่าหลายทีแล้ว มี หญิงสาวอายุ 17 เขามีสามีเป็นพระพรหม พ่อแม่เดือดร้อนใจมาก ไปอยู่กับพระพรหมคุยกันอยู่นั่นแหละ พ่อแม่ก็พามาหาอาตมา

อาตมา ก็คุยกับเขาว่าอาตมานี้เข้าทรงอรูปพรหมนะ พระพรหมที่อยู่กับคุณนั้นยังมีเมถุน อย่ามาทำใหญ่ อาตมาก็พูด เขาฟังก็เข้าใจเด็กอายุ 17 แล้ว อาตมาก็บอกว่า หยุดเดี๋ยวนี้นะให้ออกไป ถ้าไม่ออกไปร่างนี้จะตายนะ เจ้าของร่างก็กลัวตาย พระพรหมก็ต้องออก ก็อรูปพรหมนี้ใหญ่กว่ารูปพรหม ก็รักษาหาย เขาอายุ 40-50 แล้วก็มาหาบอกว่าจำได้ไหม โอใครจะจำได้

_น้อมยอดธรรม…ทำไมเราต้องเป็นอาคันตุกะจรในอดีต เมื่อจรเสร็จแล้วมันก็มาประจำ เมื่อประจำเสร็จหน้าปัจจุบันนี้ เวลาเราทำงานไปเราก็คิดว่า ทำไมเราต้องทำงานหนักเหมือนเราเป็นปะหรือเปล่าคะ

พ่อครูว่า…ก็เป็นได้ งานหนักไม่เคยฆ่าคน ไปกลัวอะไรมันเมื่อยก็พักไม่เมื่อยก็เพียร

เราไม่พักอยู่  (อัปปติฏฐัง) เท่ากับยังเพียรต่อไป

เราไม่เพียรอยู่  (อนายูหัง) เท่ากับพักหรือไม่ต่ออายุอิทธิบาท

เราเป็นผู้ข้ามโอฆสงสารได้แล้ว  (โอฆมตรินติ)

อย่าไปทรมานสังขาร อาตมาไว้ใจพวกเราว่าไม่ได้ขี้เกียจหรอกเพราะฉะนั้นอย่าไปทรมานสังขารมันเมื่อยแล้วควรพักก็อย่าไปฝืน

_หลวงปู่ครับมีคนว่าผมว่า ผมยิ้มได้ตลอดเวลา บางคนว่าบ้า ผมจะเชื่อใครดีครับ

พ่อครูว่า…ก็เลือกเอา  คนที่ไม่มองคนไม่รู้ว่าใครจะเป็นอะไรก็นั่งยิ้ม คุยกับอะไรของตัวเองแล้วยิ้มก็แน่นอนอย่างนั้นก็บ้า แต่ถ้าเราไม่ได้ไปอยู่อย่างนั้น ก็อยู่กับหมู่ฝูงแล้วก็ยิ้มแย้มเบิกบานร่าเริงดีก็ไม่ได้บ้าอะไร ก็รู้ความจริง

_กินผักเปล่าๆกินข้าวเปล่าๆ แล้วเกิดรสดี ถือเป็นอัสสาทะหรือไม่

พ่อครูว่า..เอาเถอะคุณกินผักเปล่าๆข้าวเปล่าๆก็รสดี ก็ถือว่ายังอนุโลมได้อย่าไปมากกว่านั้น

อาตมา เคยปฏิบัติตั้งแต่กินสำรวมไปหมด ทั้งของคาวของหวานของเผ็ดของเค็มใส่เข้าไปบนกันแล้วกิน สารพัดรส ยำเส็ง อร่อยกว่าต้มจับฉ่าย

ต่อมาก็รู้ว่ากินอย่างนี้มันก็จะไปอะไรมันรสสารพัดรส ก็แยกกิน พอแยกกินแล้ว มันลำบากตอนที่กินพริก เพราะว่า กินทีละอย่างไง ตอนที่กินผักสดก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อถึงพริก ยังจำได้เลยว่ากินทีละอย่าง กินข้าวเปล่าไม่มีปัญหาอะไรหรอก ยิ่งเคี้ยวนานๆยิ่งหวาน นอกนั้นผักก็เคี้ยวไปตามรสชาติของแต่ละชนิด ผักกาดตีนหมีสิ ฉุนขึ้นจมูกเลย ทั้งเฝื่อนทั้งฉุน กินทีละอย่างนี้ยากกว่า ดีแล้วยังกินอร่อยก็ไม่เป็นไรอนุโลมเถอะอย่างนี้ก็ดีแล้ว คุณจะได้ไม่ลำบากลำบนอะไร มีอะไรเขาปรุงแต่งมา

หนักเข้าเจอปรุงแต่งมา จะรู้สึกว่าเลี่ยนมันปรุงแต่งจัดไป ทุกวันนี้อาตมาเจออาหารที่ปรุงแต่งจัดมาเช่นแกงเขียวหวาน แกงแดงก็ไม่ไหว ก็เอาพอสมควร เดี๋ยวจะกลายเป็นคนเลี้ยงยาก

_ถ้าอยากนึกชาติก่อน ว่าตนเองเคยเกิดเป็นอะไรจะทำอย่างไรครับ

พ่อครูว่า…หยุดอย่าไปทำเลย สิ่งที่เคยเป็นชาติก่อนผ่านมาแล้วเราไม่ใช่อันนั้นแล้วเราจะไปงมมันทำไม ขยำอุจจาระ ขึ้ออกไปแล้วก็แล้วไปสิ ไปขยำมันทำไม สิ่งที่ผ่านไปแล้วแม้คุณจะดีหรือชั่ว คุณตั้งหลักเดี๋ยวนี้ในปัจจุบัน กระทบกับสัมผัสกับอะไรคุณรู้ว่ามันเป็นกิเลส เอาอันนี้ทำอันนี้เป็นปัจจุบันนี้เท่านี้แหละ ไม่ต้องไปเสียเวลา ชาติก่อนชาติหลัง ยิ่งในอนาคตมันไม่มาไม่ต้องไปพูดเลยเอาแต่ปัจจุบันนี้ ทฤษฎีนี้ไปปฏิบัติจนเกิดผล ไม่ต้องไปเสียแคลอรี่กับชาติก่อนชาติหน้าชาติอนาคตอะไร

_ทำไมท่านสมณะต้องโกนผมออกด้วยครับ

พ่อครูว่า…เรื่องนี้มันมีตำนาน ที่ยาวมาก นักบวชมีสองชนิด ชนิดโกนผมกับไม่โกนผม ไม่โกนผมก็ไว้หนวดเครา ปล่อยยาว มุ่นเป็นฤาษี เช่นไม้ร่ม ไม่โกน แต่เขาไม่ค่อยยาว เขาก็หั่นเล่นให้มันด่างตามประสาศิลปินเขา เพื่อให้เป็นจุดสนใจ

พวกไว้ผมก็พวกหนึ่ง พวกที่โกนผมก็พวก 1 ในยุคสมัยที่สลับไปสลับมา พราหมณ์กับพุทธ ก็โกนกับไว้ผมเหมือนกัน ของพุทธยุคหนึ่งก็ไว้ผมเหมือนกัน ถึงยุคหนึ่งก็มาโกนศีรษะสลับกันไปสลับกันมา สมัยพระพุทธเจ้าศาสนาพราหมณ์นั้นไว้ผม พระพุทธเจ้าก็มาโกนผม พวกพราหมณ์ที่ถือไตรเภท คือวิชชา 3 แท้จริงก็สลับไปสลับมากับของพระพุทธเจ้านั่นแหละ เหมือนกับพระไตรปิฎกนี่แหละ แล้วเขาก็ไว้ผม พวกโกนผมเขาก็บอกว่าเป็นพวกศีรษะโล้น เป็นพวกที่ใช้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็ซักไซ้ไล่เลียงจนเขาจนแต้ม สุดท้ายท่านไล่เรียงมาจนถึงไตรเภท จนกระทั่งผู้ที่รู้จักไตรเภทแล้วเอาไปปฏิบัติได้ไหม ทำให้จิตใจไม่เศร้าหมองทำให้จิตใจไม่เกิดความพยาบาท จนกระทั่งยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ไหม ท่านก็ไล่เรียงมา เขาก็จนแต้ม

พวกคุณว่าได้ไตรเภท แต่ได้แต่ท่อง เหมือนกับสมัยนี้ได้แต่ท่อง ทำได้แล้วยืนยันกับผู้อื่นได้หรือไหมว่าบรรลุสำเร็จ มันอย่างเช่นอาตมายืนยัน เขาก็เอาคำที่มาย้อนแย้งว่า ผู้ได้แล้วไม่พูดหรอกอย่าอวดตัว อาตมาก็ว่าอาตมาไม่มีกิเลสอยากอวดตัวนั้นในจิต อาตมาพูดเพื่อยืนยันสัจจะความจริงบอกความจริง ตัวคุณเอง

1 คุณมาสอนว่าผู้บรรลุอย่าพูด ก็เลยมีแต่พระอาริยะที่เดา อรหันต์เดา อาตมาก็สงสารมีแต่อรหันต์เดา ไปเดาผิดว่า ใครเป็นอรหันต์ก็ไม่รู้ อาตมาจึงต้องยืนยันว่านี่คืออรหันต์ อรหันต์ไม่ใช่คนซื่อบื้อไม่กระดุกกระดิกไม่รับรู้โลกอะไร ไปหลับหูหลับตามันไม่ใช่ แต่เป็นคนคล่องแคล่วปราดเปรียว ปาคุญญตา เป็นคนมีพลังด้วยนะ 84 ยังแจ๋ว

พระพุทธเจ้าถึงได้สอนเอาไว้ ในโลหิจสูตร ….โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น  เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว   กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่… ฯลฯ ” .

พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ  ย่อมมีคติ 2 คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน  อย่างใดอย่างหนึ่ง (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 358)

อย่ามายืนยันกับอาตมาว่า บรรลุแล้วบอกใครไม่ได้อย่ามาพูด ในอภิณหปัจจเวกขณ์ ข้อที่ 10 ก็มี คุณวิเศษยิ่งกว่ามนุษย์สามัญที่เราบรรลุแล้ว มีอยู่หรือไม่ ที่จะให้เราเป็นผู้ไม่เก้อเขิน เมื่อถูกเพื่อนบรรพชิตถาม ในกาลภายหลัง

อาตมาไม่ได้มีจิตสาเถยจิตอยากอวด มีแต่เน้น ดินแดนความจริงว่าในยุคนี้ก็ยังมีพระอรหันต์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อาตมาเองยืนยันพวกคุณไม่กล้ายืนยันหรอก พวกคุณยืนยันแล้วหากคนอื่นเขายันสู้แล้วคุณก็สู้เขาไม่ได้ ยันกันไปยันกันมาแย้งกัน สู้ไม่ได้ แต่อาตมาไม่กลัว ใครจะมายันกับอาตมา อาตมายันตอบได้

อาตมาทำงานอยู่ ประพฤติปฏิบัติอยู่จึงเป็นของจริงของแท้ของสด สดจนกระทั่งดิบ จนเขาหาว่าอะไรต่ออะไร อาตมาไม่มีปัญหาหรอกแต่ว่าจะติก็ว่าได้ ติได้ อาตมารับฟัง แต่อาตมาจะเชื่อคุณหรือไม่ก็อย่ามายุ่งกับอาตมา อาตมาตัดสินเองอาตมาก็ทำตามที่อาตมารู้ว่าควรจะทำอะไร โดยกาละสมัยอันควร ก็ต้องทำอย่างนี้ ตามที่อาตมามี สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ได้ผล อาตมาได้ผลจนพูดไม่รู้กี่ทีว่าทำงานได้ผลทำให้คนเข้าใจได้ปฏิบัติตาม ยืนยันของจริงว่ามีผู้บรรลุธรรมตามเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เกิดขึ้นได้แม้แต่ในยุคนี้ ซึ่งหายไปแล้ว อาริยชนไม่มีแล้ว จริงๆ อาตมามางมขึ้นมาแล้วก็เอามาปลุกเสกขึ้นมาให้เป็นไปได้ ใครเชื่อไหมว่ามีอาริยะจริง ..ยกมือกัน

คือมันจะไม่รังเกียจรังงอนไม่เพ่งโทษจะรู้ว่ามันรู้จริงมันเห็นกันอยู่ มันเห็นกันอยู่เข้าใจกันได้ เป็นสัจจะที่บอกในตัวเองได้ อาตมาจึงบอกว่าอาตมาสบายใจชาตินี้ ได้ทิ้งลาภ ยศสรรเสริญ โลกียสุข อาตมาประสบผลสำเร็จ ตายตาหลับแต่ยังไม่ยอมตายง่ายๆ …จบ