ศาสนา

611219_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 31

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1gb3FkRAI5yptVmJhbmaepeTOAXjhLY-vEVU_vjyRiGo/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1Dns183XJqLj41HlW6DNV-cRDTkkuJFhp

พ่อครูว่า…วันนี้วันพุธที่ 19 ธันวาคม 2561 ที่บวรสันติอโศก ที่ลานข้างน้ำตก พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ได้มาจัดรายการที่นี่

มีsms ไลน์มา

_waja waja วาจา

กราบนมัสการครับ ผมได้ฟัง ธรรมะ ห้าดาว ตอน (170817) เจโตปริญาณ-พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์-วัดนรนาถสุนทริการาม ตั้งแต่นาทีที่ 56 พ่อครู เทศน์ เรื่อง อุทธัจจะ กุกกุจจะ “โดยเริ่ม จาก ศูนย์ ” ศูนย์ในที่นี้ หมายถึง อุเบกขา หรือ ธรรมศูนย์ ครับ

พ่อครูว่า…ตอนนี้อาตมาอธิบายธรรมะ 2 เทวธัมมา ก็ขยายความว่า มันคือสุดยอดของธรรมะทั้งหมดเลยในโลก แล้วก็แตกแยกความอะไรออกไป ถ้าใครเข้าใจธรรมะ 2 แล้ว สามารถทำให้ธรรมะ 2 เป็นหนึ่งและเป็นศูนย์ได้

เช่น เวทนา 2 เวทนาแท้กับเวทนาเก๊ เราก็ทำกำจัดต้นเหตุของเวทนาเก๊ กำจัดอวิชชา เวทนาเก๊ก็หมดไป ก็เหลือแต่เวทนา1 เวทนาเดียวในจิต แม้เวทนาแท้ ผู้ที่ศึกษาดีแล้วก็ไม่ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา ก็ได้อุเบกขาเป็นฐานอาศัยในชีวิต แล้วก็จะได้ผลความวางไม่ยึดเป็นเราเป็นของเราอย่างแท้จริงได้ นี่คือความลึกซึ้งซับซ้อนของธรรมะพระพุทธเจ้าตรัสรู้มาสอนเรา อาตมาก็เอามาอธิบายให้ละเอียดซับซ้อน

วันนี้มีคำถามความสงสัยที่น่าสงสารของพวกเทวนิยมพวกที่ตีธรรมะ 2 ไม่แตก เขาจะถือ 2 นี้เป็นหนึ่งเดียวอยู่อย่างนั้น งมงายกับเทว จนเทวะเป็นอัตภาพเป็นเรื่องเมจิกเข้า เป็นเรื่องซับซ้อนมโนมยอัตตาไม่รู้จบ มันก็น่าสงสาร ก็ค่อยๆอธิบายกันไป

คนนี้ถามมา ถ้าธรรมะนี้อาตมาจะไม่ค่อยใช้คำว่าธรรมะ0 จะใช้คำว่า0 ใช้คำว่าธรรมะ 2 ธรรมะ 1 และ0 ศูนย์หมายถึงสิ่งที่หายไปสิ่งที่ไม่มีอยู่แล้วไม่ทรงอยู่ คำว่า ธรรมะศูนย์เราก็ไม่ค่อยใช้ เราก็ใช้ 0 สิ ธรรมะมันต้องทรงอยู่

สภาวะธรรมะ 0 ลึกซึ้งโดยสภาวะ แต่ธรรมะมันแปลว่าทรงอยู่ ผู้ที่บรรลุสูงสุดแล้วธรรมะคือสิ่งที่ไม่มี ถ้ายังมีอยู่ก็ไม่ใช่ธรรมะ ก็กลายเป็นอธรรม ที่มีอยู่นี่คืออธรรม ตอนนี้ฟังให้ดีนี่คือสิริมหามายาซับซ้อนไปเหมือนนักเล่นกลกลับไปกลับมา

สิ่งที่มีอยู่ผู้ทีไม่ยึดแล้วก็ไม่มี นั่นคือสูงสุด ถ้ายังยึดถือว่ามีอยู่ก็ยังเป็นอธรรม ก็เหมือนคนพูดตลบแตลงเล่นกล เดี๋ยวมีเดี๋ยวไม่มี

คนที่มีสภาวะจริงแล้วพูดกลับไปกลับมาตลบแตลงอย่างไรก็ไม่หลงทาง จับไม่มั่นคั้นไม่ตาย

อุเบกขาเป็นการอธิบาย กลางๆวางเฉยแต่สภาพยังมีอยู่นะ อุเบกขานี้ยังมีอยู่ถ้าศูนย์นี้ไม่มีแล้ว คุณคนนี้ใช้คำว่าธรรมะ0 ถ้า0 แล้วไม่มีธรรมะ ธรรมะ 1 ธรรมะ 2 ธรรมะ 3 จนไปถึงธรรมะเป็นล้านก็คือสิ่งที่มีที่แตกตัวออกไป ท่านก็ใช้ธรรมะ 1 ถ้า 0 แล้วไม่ใช้คำว่าธรรมะเพราะศูนย์ไม่มีอะไรทรงไวแล้ว 0 คือสิ่งที่ไม่มีแล้ว

อุเบกขาขยายความสิ่งที่สูง เป็น องค์ธรรม 5 ประการ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา

ปริสุทธามีอยู่แต่ปราศจากกิเลส ที่สุดแห่งอาสวะ จะไม่คุยถึงอนุสัย ถ้าหากจบเป็นอรหันต์แล้วค่อยมาคุยเรื่องอนุสัย คุณรู้จักให้หมดอาสวะก่อน จะหมดอนุสัยหรือยังค่อยมาคุยกัน คุณมั่นใจว่าอาสวะหมดแล้วค่อยมาคุยกัน แล้วจะพูดเรื่องอนุสัย ภาวะอนุสัยนี้มันลึกซึ้งกว่าอาสวะ เพราะอนุสัยมันมี 7 แต่อาสวะมี 4 เหลือแต่กาม ทิฏฐิ ภว อวิชชา นี่คืออาสวะ 4 ซึ่งอาสวะ 4 แล้วเมื่อคุณเป็นอุภโตภาควิมุติแล้วค่อยมาคุยกัน แต่อรหันต์แล้วค่อยมาคุยเรื่อง อนุสัย 7  

ปริโยทาตา แม้จะมีการกระทบสัมผัสอย่างไรก็ยังบริสุทธิ์อยู่ก็จะทำงานได้อย่างเหมาะควร กัมมัญญา

_Silapatkul Sukjai… Meditation เป็นสมาธิที่คนทั่วไปเขาพยายามฝึกกันโดยเฉพาะฝรั่งชาวตะวันตก เพราะสังคมเขาเร่งรีบแข่งขันสูงในระบบทุนนิยม พวกเขาจึงเข้ามาแสวงหาในฝั่งเรา แต่พอมาเจอวัดไทยมีแต่วัตถุมงคลและเสียงสวดมนต์แบบลวกๆไม่ต่างกับร้องเพลง เขาก็ไม่ให้ความเคารพมาเที่ยวถ่ายรูปภาพพนังและพระองค์โตๆไปวัดกลายเป็นที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไม่ต่างกับไปเดินชมพิพิธภัณฑ์ พวกสนใจฝึกMeditation ต้องไปเข้าอบรมฝึกเฉพาะซึ่งเดี๋ยวนี้มีค่าใช้จ่ายสูงอีกด้วย ฝรั่งที่เคยฝึกที่วัดมหาธาตุบอกต่อมาที่วัดนี้กันเยอะเพราะไม่ต้องเสียเงินแถมมีที่พักกินฟรี แต่ถามว่าเขาจะได้ดังใจหวังกับการเดินจงกรมนั่งสมาธิรึ? สัมมาสมาธิของพุทธไม่มีใครแจกแจงเช่นพ่อท่าน ในยุคนี้ ขอยืนยัน

พ่อครูว่า…พวกMeditation สะกดจิตได้เป็นล้านปี เหมือนอาฬารดาบส ที่จริงไม่ได้เป็นอาจารย์ของพระพุทธเจ้าแต่อย่างใด พระพุทธเจ้าเพียงแต่ไปดูนิดหน่อยเท่านั้นก็ทำได้แล้ว เขาก็ถือว่าเป็นอาจารย์ ที่จริงแล้วท่านผ่านมาแล้ว

สรุปว่าเรื่อง Meditation ก็เป็นฐานของเขา เขาสนใจเทวนิยมมานาน ตอนนี้ก็มาสนใจทางพุทธ ก็ไปนั่งหลับตา แต่ทางพุทธนั้นจะมีความหมายจะทำอีกเยอะที่เขาจะมีปฏิภาณรู้อีก เขาจะค่อยๆเข้ามา ก็อย่าเพิ่งไปตีเขาทิ้ง ต้องใช้ไม่ได้ติดตั้งเป็นฐานก่อนศึกษาไปแล้วเขาจะได้รับประโยชน์

คนที่จะเอาแต่ Meditation แล้วจะบรรลุนั้นเป็นไปไม่ได้ ผู้ที่ทำ Meditation แล้วบรรลุนั้นจะต้องมีภูมิเก่า เช่นเป็นพระโสดาบันมาแล้วนั่งหลับตาก็เป็นพระโสดาบันได้ ถ้าหากไม่มีภูมิเก่านั่งหลับตาอีกเป็นล้านชาติก็ไม่มีทางบรรลุได้ เพราะธรรมะพระพุทธเจ้าบรรลุอย่าง 3 อัน มีตาหูจมูกลิ้นกายใจกระทบสัมผัสแล้วเกิดธรรมะ 2 นั่งหลับตาทำให้เกิดธรรมะหนึ่งนั้นมันไม่มีสมมติสัจจะมีแต่ปรมัตถ์สัจจะอย่างเดียว เพราะฉะนั้น ธรรมะอย่างเดียวจะเรียนรู้ให้ตายก็ไม่มีทางบรรลุธรรม ทำไมพระพุทธเจ้าต้องมีธรรมะ 2 ใครยึดธรรมะ 1 อยู่ในภพภายในอย่างเดียวก็ปิดประตูบรรลุธรรมของศาสนาพุทธ

_Aeamaua Lee ….เรื่องอรหันต์ กับโพธิสัตว์. คนทั่วไปเขาเข้าใจหลวมๆง่ายๆว่าถ้าเป็นอรหันต์แล้วจบคือไม่กลับมาเกิดอีก ส่วนโพธิสัตว์นั้นไม่ใช่อรหันต์ ค่ะ เมื่อ 2 วันก่อนได้คุยกับชายสูงอายุ 2 คน เขาว่าอย่างพ่อครูนี่ยังไม่เป็นอรหันต์แต่บำเพ็ญโพธิสัตว์จึงได้ออกมาช่วยคน เขาว่าเขาเคยมาร่วมชุมนุมและฟังเวทีกองทัพธรรม และยังคุยด้วยว่าเคยบวชมาทางสายหลวงพ่อลี ถ้าอรหันต์ไม่ออกมายุ่งเกี่ยวแบบนี้ จะบำเพ็ญเคร่ง พระในกรุงไม่มีอรหันต์ ก็เลยขี้เกียจคุยต่อเดี๋ยวมันจะยาวอะค่ะ คนคิดเช่นนี้มีเยอะและคิดว่าที่ตัวเองรู้ถูกด้วยค่ะ

พ่อครูว่า…ผู้ที่เข้าใจว่าบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ตายแล้วสูญเป็นพวกอุจเฉททิฏฐิ คนๆนี้ไม่มีสิทธิ์ได้บรรลุอรหันต์ อีกกี่ชาติกี่ชาติก็ตาม เพราะว่ามิจฉาทิฐิแต่ต้นทาง คุณจะไม่มีทางพบพระอรหันต์จริง เพราะพระอรหันต์จริง ที่ไม่สอนคนคือ สมสีสี คือ บรรลุอรหันต์แล้วก็ตายพร้อมกับการบรรลุ คนที่บรรลุอรหันต์แล้วยังไม่ตายก็จะสอนมนุษย์ แล้วจะเข้าใจว่า อรหันต์นี้ตายแล้วไม่สูญ เพราะว่าเป็นอรหันต์จริงแล้วจะตายไม่สูญได้

สุญญตนิพพาน นิมิตนิพพาน อปนิหิตตนิพพาน

ถ้าคุณตายรู้แล้วรู้จักทำศูนย์ไม่ตั้งจิต อปนิหิตต(จิต) ไม่ตั้งนิมิต(รูป) คนนี้ตายแล้วปรินิพพานเป็นปริโยสาน คนนี้ตายแล้วสูญจริง เพราะทำนิพพาน 3 นี้เป็น ถ้าคนที่ทำ 3 นิพพานนี้ไม่เป็น ก็ยังไม่เป็น ยังไม่สูญ คนธรรมดาตายแล้วก็ไม่อยากเกิดเยอะ แต่มันไม่สนหรอกเพราะคุณทำจิตในจิตของคุณยังไม่เป็น ทำจิตในจิตให้สูญจริงๆ ดับอาสวะอนุสัยยังไม่ได้ไม่ได้ทำนิพพาน 3 นี้ไม่มีทางศูนย์ อยากสูญก็ไม่มีทางศูนย์ เขาว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายจะเกิดอีกเป็นครั้งสุดท้ายแต่ว่าปากยังเคี้ยวหมากอยู่ ยังติดหมากอยู่ไม่มีทางทำได้หรอก ผู้ที่หลงอรหันต์กินหมากไม่ขาดปาก แค่สิ่งเสพติดแค่ตื้นแค่นี้ ยังติดหมากเหมือนติดเหล้าติดเบียร์ยังตื้นๆอยู่ มันไม่ใช่สิ่งละเอียดลออเลยสิ่งเสพติดพวกนี้

ผู้ที่จะเป็นโพธิสัตว์ได้ ต้องบรรลุพระอรหันต์ก่อน ผู้ยังไม่ได้บรรลุเป็นอรหันต์จะเป็นโพธิสัตว์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นปุถุชนโพธิสัตว์ไม่มี โพธิสัตว์ต้องมีความรู้ ตามลำดับ หนึ่งจะต้องรู้ความเป็นโสดาบัน ก็เรียกว่าโพธิสัตว์โสดาบัน ก็ต่อเป็น โพธิสัตว์สกิทาคามี แล้วก็ต่อเป็นโพธิสัตว์อนาคามี แล้วก็ต่อเป็นโพธิสัตว์อรหันต์ ก็จะรู้ชัดเจนว่าอรหันต์มี 4 ลำดับ

เมื่อเป็นอรหันต์แล้ว ผู้บรรลุอรหันต์แล้วไม่ตอบโพธิสัตวภูมิพุทธภูมิต่อ จบในอรหันต์โสดาฯ สกิทาฯ จบอนาคามีอรหันต์ อรหันต์ในอรหันต์ สามารถปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ทั้งนั้น คนที่บอกว่า อรหันต์ตายแล้วสูญอย่างเดียวเท่านั้นจะไม่บรรลุได้แม้แต่พระโสดาบัน

อรหันต์โสดาบันก็ตายสูญยังไม่ได้ จะหลงว่าตนเองต้องตาย 0 แล้วมันก็ยังต้องเกิดอีก มันก็จะรู้ในชาติใดชาติหนึ่งก็ได้ คนนั้นเป็นพระโสดาบันแต่นึกว่าตนเองเป็นอรหันต์ ก็ยังจะต้องเกิดอีกจนกว่าจะรู้ว่าตนเองเป็นพระโสดาบันก็ค่อยๆศึกษาต่อไปเป็นลำดับ

อรหันต์ 4 แบบ อรหันต์ในโสดาบัน ในสกิทาคามี ในอนาคามี อรหัตตผลของอรหันต์

อรหัตตผลในอรหันต์จึงจะเป็นอรหันต์แท้ที่เข้าใจและทำได้ว่าตนเองจะตาย 0 ได้อย่างไร ต้องมีนิพพาน 3 แบบ ถ้าไม่ทำนิพพาน 3 แบบได้ยังไม่ใช่อรหันต์

ต้องอ่านจิตตัวเองให้ได้ สุญญะคืออะไร นิมิตตะคืออะไร อปนิหิตตะคืออะไร เราไม่สร้างนิมิตไม่ตั้งจิตต่อแล้วเป็นอย่างไร คุณก็จะต้องรู้ แล้วไม่ได้รู้ทันที คุณเป็นโสดาบันกว่าจะรู้อย่างละเอียดนี้ อย่านึกว่าเป็นโสดาบันปุ๊บจะรู้ได้ปั๊บไม่ได้หรอก

คุณคนนี้ถามมา ..คุณต้องมีความรู้ 3 อย่างนี้แล้วทำจิตตัวเองได้เป็น นิพพานทั้ง 3 อย่างนี้ อรหันต์จะรู้จิตตั้งจิตต่อได้ แม้คุณไม่อยากเกิดไม่ตั้งจิตเกิด แต่กิเลสยังมีมันก็จะเกิดมาอีก อย่างมหาบัวนี้ ไม่อยากเกิดมันก็ต้องเกิดอีก ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่าง เพราะมันเป็นปรากฏการณ์จริงในเมืองไทยที่ต้องเรียนรู้กัน จะช้านานกว่าอาจารย์มั่น ยกมหาบัวก็ชัดกว่า

สรุปว่าผู้จะเป็นโพธิสัตว์ต้องบรรลุอรหันต์ก่อน ถึงจะมีความเป็นโพธิ ไม่ใช่สัตว์ใต้ต้นโพธิ์ สัตว์ใต้ต้นโพธิ์ก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน จะเป็นมนุษย์ก็ตามนอนอยู่ใต้ต้นโพธิ์ตลอดก็ไม่มีโพธิไม่มีความรู้ โพธิคือความรู้ที่เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ท่านพระโสดาบันเป็นต้นไป สัตว์ใต้ต้นโพธิ์นี้พระโสดาบันยังไม่ได้เลย จะใช้พยัญชนะบอกว่าเป็นโพธิสัตว์ปุถุชนนั้นไม่มี พูดเอาบัญญัติมาหลอกคน ต้องขอยกตัวอย่างเป้าเก็งเต็ง ธีรทาส ใช้นามแฝงว่าธีรทาส ธีรทาส หรือ อาจารย์ธีระ วงศ์โพธิ์พระ แห่งโรงเจเป้าเก็งเต๊ง เขาได้ขยายเรื่องไม่กินเนื้อสัตว์เผยแพร่มากก็ต้องขอบคุณเรื่องนี้ ชาตินี้ขยายเรื่องมังสวิรัติ เจ เรื่องเดียว นอกนั้นก็ไม่ได้ศึกษา โสดาบันสกิทาคามีอนาคามีอรหันต์เลย

ก็ฝากความไปถึงท่านพุทธอิสระอีกคน บอกว่าเป็นโพธิสัตว์ จะศึกษาทำแต่ความดีช่วยศาสนา พากเพียรอย่างนั้นโดยไม่ศึกษาไปตามลำดับ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ มัวแต่จะทำความดีกอบกู้ศาสนา แล้วไม่เรียนในระดับโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีตามลำดับ ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า มันก็เพี้ยนแล้ว เป็นโพธิสัตว์ที่เพี้ยนแล้ว ไม่มีสัมมาปฏิปทา ไม่มีทางที่ถูกต้องที่จะเดินไม่มีเบื้องต้น

ผู้ที่เอาแต่นั่งหลับตาเป็นเบื้องต้นก็จะได้แต่ความสงบเหมือนอาฬารดาบส อุทกดาบส อีกเป็นล้านปีที่ต้องวนเวียนเพราะไม่รู้จักธรรมะ 2 แล้วทำธรรมะ 2ให้เป็น 1

ปิดตาหูจมูกลิ้นกายนั้นโมฆะไปจากศาสนาพุทธ ตีทิ้งได้เลย ต้องมีสัมผัส ตาหูจมูกลิ้นกายใจจึงจะรู้ ธรรมะ 2 มี ภาวรูป 2 อิตถีภาวะ ปุริสภาวะ แล้วทำให้เหลือแต่ปุริสภาวะ จนเป็นธรรมะ 0 ได้จึงจะเจริญเป็นลำดับ

หากคิดเอาง่ายๆคิดตื้นๆว่าจะได้ ก็เป็นธรรมะแบบมักง่าย ธรรมะพระพุทธเจ้านั้น คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น)   (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34)

เป็นความสงบที่ละเอียดสูงส่งเหมือนนักมายากล คนเร็วพอก็จะจับได้ คนนี้และเป็นสิริมหามายามีความรู้ระดับสิริมหามายาเป็นนักมายากลที่ สิริ ที่มหา ที่ดีที่ยิ่งใหญ่ ถึงจะรู้ทันการพูดกลับไปกลับมา

เพราะจิตเจโต ปัญญาจะเร็วกว่าแสง เจโตอาจไม่วิ่ง static แต่ปัญญานี้วิ่ง เร็วกว่าแสง หากจิตไม่เร็วกว่าแสงก็รู้ไม่เท่าทันนักมายากล เขามีความเร็วของจิตยิ่งกว่าแสงจึงเป็นสิริมหามายา เป็นนักมายากลที่เก่งกว่า houdini ที่เป็นนักมายากลจริง เขาเก่งจนดังทั่วโลก

คนนี้ถ้าไม่มีธนบัตรจะเอาธนบัตรไปช่วยคนได้อย่างไร ถ้าหากคุณเป็นโพธิสัตว์แต่ไม่มีสิ่งที่คุณจะช่วยเขา เขาขาดกล้วยคุณก็ไม่มีกล้วยให้เขา คุณก็ต้องเอากล้วยของคนอื่นมา มันไม่ใช่ของคุณ คุณช่วยเขาไม่ได้ คุณต้องมีของคุณ โพธิสัตว์ต้องมีของตัวเองก่อนจึงจะไปช่วยคนอื่นได้ อรหันต์ต้องมีความเป็นอรหันต์ของตนเองก่อนจึงจะเป็นพระโพธิสัตว์ จะเป็นอรหันต์ในระดับต้นคือพระโสดาบันมีอรหัตผล ก็ต้องมีจึงจะช่วยเขาได้ แต่คุณได้นิดหน่อยจะช่วยอะไรเขาได้มาก ตัวเองก็ยังช่วยตัวเองไม่ค่อยไหวเอาตัวเองไม่ค่อยไหว ล้มลุก ใครเหนี่ยวนิดเดียวก็ล้มแล้ว เหมือนคนตกบ่อ คุณจะมีแรงไปช่วยคนตกบ่อจะมีแรงดึงเหลือ เพื่อจะสามารถดึงน้ำหนักของคนตกบ่อขึ้นมาได้เท่าไหร่ หากคุณประมาณไม่เป็นก็ตกบ่อไปตามเขาก็ หัวทิ่มลงบ่อ คุณต้องรู้ตัวเองว่าสามารถมีแรงที่จะเริ่มลงไปดึงคนข้างล่างอีกไหม ต้องเผื่อไว้ มีที่ยึดถือแล้วดึงขึ้นมาจากบ่อได้ ถ้าคุณไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีเท่าไหร่และไปช่วยเขาก็ตกบ่อไปตายตามเขา ไม่ประมาณตน คุณตกบ่อไปตามเขานั้นมีเยอะเหมือนกันอวดดีหลงตัวนึกว่าตัวเองแน่ตัวเก่ง

อรหันต์มีภูมิร้อย จะไม่ใช่ภูมิทั้งร้อยนั้นไปช่วยใคร ช่วยแค่ 7 8 10 เผื่อพอไว้ ถ้าเกิดว่าเรามี 100 เราไปช่วยเขา 70 80 เผื่อพอไว้ มันไม่ใช่ เราเข้าใจผิดก็จะเหลือแค่ 90 75 ก็ยังพอช่วยตัวเองได้ เรายังไม่ประมาทตัวเองยังไม่ลงตัวเองว่าตัวเองมีมากมาย ที่จริงเรามีเกินความจริงเราก็เลยต้องมีน้ำหนักพอที่จะช่วยเขาได้ เพราะเรามีมากกว่าจริง คนไหนตัวเองมี 100 ก็ใช้ทั้ง 100 เลยก็เสร็จสิ ต้องเผื่อไว้ คุณเข้าใจจริงไหมว่าคุณเองมี 100 คุณอาจจะมี 80 แล้วนึกว่าตัวเองมี 100 ก็ต้องเผื่อไว้มากๆเลยไม่เสียหาย ถ้าไม่เผื่อเอาไว้ผิดพลาดขึ้นมา เผื่อไว้ไม่พอคุณก็ตายไปตามเขา เสียเวลาทั้งคู่ตัวเองก็ซวย อวดดี แล้วมันเป็นภาวะที่เป็นภาระวิบาก คนนั้นก็ต้องดึงทึ้งกันไปอีก ชาตินี้ชาติหน้าเป็นอจินไตยอีกเยอะ

สรุปอีกทีหนึ่งว่า ต้องบรรลุอรหันต์ก่อนจึงเป็นโพธิสัตว์ได้ หากไม่บรรลุเป็นอรหันต์ก่อนเป็นโพธิสัตว์ไม่ได้ ผู้เป็นโพธิสัตว์บำเพ็ญช่วยเหลือคนอื่นโดยที่ตนเองยังไม่เป็นอรหันต์นั้นเป็นพระโพธิสัตว์ เก๊ แต่อรหันต์ไม่บรรลุพระโสดาบันสกิทาคามีอนาคามีอรหันต์จะเป็นอรหันต์ได้อย่างไร

โสดาบันต้องมีปัญญา 7 ต้องรู้ว่ากิเลสเราลดได้แล้ว เราได้สูงขึ้นจนช่วยเขาได้ในปัญญาขั้นที่ 5 ปัญญาขั้นที่ 5 นี้ช่วยคนอื่นได้แล้ว มีลูกเลี้ยงลูกช่วยลูกหลานได้แล้ว ปัญญาขั้นที่ 6 ที่ 7 ก็สูงกว่าขั้นที่ 5 ปัญญาหรือญาณ ของพระโสดาบัน หากเข้าใจสิ่งเหล่านี้ไม่ละเอียดพอก็อวดดีทั้งนั้น

อาตมาบอกว่าเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ไม่ได้หมายความว่าเป็นอรหันต์ขั้นที่ 4 5 6 7 แต่เป็นอรหันต์ไม่รู้กี่รอบซับซ้อนกว่าจะขึ้นเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 นั้นเป็นล้านๆปี อย่าท้อใจล้านปีนี้นิดเดียว กัปป์หนึ่ง นั้นยาวนานมาก เอาผ้าใยบัวไปลาดภูเขาเวปุลละบรรพต จนกว่ามันจะราบเรียบไปร้อยปี 1 ครั้งเอาไปลาด มันนานมากจนไม่ต้องคิดนั่นเอง

เรื่องอรหันต์เรื่องโพธิสัตว์จึงไม่ใช่เรื่องที่จะพูดพล่อย อาตมาถึงบอกว่าน่าสงสารผู้ที่หลงกับอรหันต์เก๊ เขาซื่อจริงๆที่เชื่อแบบนั้นก็เลยน่าสงสารก็เลยต้องมาพูดเพื่อให้ความรู้กัน ไม่ใช่ดูถูกดูแคลน แต่ว่าอาตมาจะต้องพูด ข่มสิ่งผิด ความผิดควรถูกข่ม จะไปยกความผิดได้อย่างไร ต้องยกความถูก ความผิดต้องถูกข่ม เป็นธรรมดาธรรมชาติ

_ประชาธิปไตยลึกซึ้งและตื้นเขิน

จิตวิญญาณประชาธิปไตยอาศัยอยู่ในตัวตนร่างกาย และตัวร่างกายก็ยังมีเปลือกหุ้มห่อ เรียกว่า ใส่เสื้อผ้าให้ประชาธิปไตย นักการเมืองทุกวันนี้รู้จักแค่ประชาธิไตยที่มีแต่ เสื้อผ้าคลุมร่างกายเท่านั้น ยังไม่รู้/ยังไม่เข้าใจใน ตัวตนแท่งร่างกายแห่งประชาธิปไตยเสียด้วยซ้ำ จึงป่วยการที่จะไปถามหาความรู้จากหัวหน้าพรรคการเมืองต่างๆ ว่า “จิตวิญญาณของประชาธิปไตย” คืออะไรครับหัวหน้า ?

เพราะในหัวของพวกเขาจะมีคำตอบเดียวว่า “ประชาธิปไตยก็คือการเลือกตั้ง” ซึ่งมันก็ถูกในระดับเปลือกๆ อันเปรียบเสมือนได้ใส่เสื้อผ้าเท่านั้น ทุกวันนี้หันไปช่องไหน ฟังใครๆพูด ก็ล้วนแต่พูดเรื่องเสื้อผ้า และเรื่องกฏกติกาที่จะได้ใส่เสื้อผ้าเล่นเกมกีฬาชนิดหนึ่งเท่านั้น กีฬาหรือการละเล่นนี้จึงมีชื่อว่า “เกมการเล่นการเมือง” ของพรรคต่างๆ

ซึ่งมันคือ เปลือกอันห่างไกลแก่นสารของตัวตนร่างกาย (ยังไม่ใช่จิตเลย) ซึ่งตัวตนร่างกายเนื้อแท้ของคำว่า ประชามีอธิปไตย นั้น ย่อมหมายถึง เมื่อหมดฤดูกาลเลือกตั้งแล้ว อำนาจอธิปไตยก็ยังเป็นเนื้อตัวตนของประชาชนอยู่ ไม่ใช่อำนาจเป็นของตัวแทน อำนาจไม่ใช่ไปตกอยู่ที่ผู้แทน ซึ่งเขาเป็นแค่ “ตัวแทนที่ได้ใส่เสื้อไปเล่นในสภา” โดยที่ปชช.ก็ว่าจ้างให้เงินเดือนตัวแทนเหล่านี้ ไปเล่นเพื่อพวกประชาชน แต่ถ้าตัวแทนเล่นเพื่อประโยชน์ของนายทุน ประชาชนเจ้าของอำนาจก็มีสิทธิ์ตะเพิดขับไล่ลูกจ้าง คือ นักการเมือง ให้ออกจากความรับผิดชอบได้

แต่ส.ส.และหัวหน้าพรรค ดันหลงเข้าใจผิดหนักเข้าไปอีก ว่า พอเลือกตั้งแล้ว เขาเป็นฝ่ายมีอำนาจใหญ่ เพราะประชาชนเลือกเขามาให้ขึ้นไปรับอำนาจ ครั้นหมดฤดูกาลเลือกตั้งแล้ว ประชาก็ไม่มีอธิไปตย ซึ่งก็คือ ประชาไม่ใช่ผู้มีประชาธิปไตย ! นี่แหละคือ การที่นักการเมืองยังไม่มีความรู้เรื่อง ประชาธิปไตยแม้ในขั้นหยาบๆ คือ แก่นกาย

ส่วนในเรื่องลึกซึ้งระดับ จิตวิญญาณที่มีอำนาจ หรือได้รับอำนาจอธิปไตยมาจากประชาชนนั้น อย่าไปถามหาเลยดีกว่า เพราะเขายังไม่เคยรู้ว่า ในโลกนี้จะมีใครกัน ที่จะมีอำนาจขึ้นมาเพราะ ประชาชนเป็นผู้น้อมใจกราบไหว้เอาอำนาจใส่พานมาถวายให้

ซึ่งบุคคลที่จะให้ความรู้ในระดับจิตวิญญาณประชาไตยได้อย่างลึกซึ้งนี้ ควรเป็นพระโพธิสัตว์ที่ผ่านการเก็บความรู้มาหลายวัฏสงสาร ซึ่งความรู้ข้อแรกนั้น ควรยกให้กับคำว่า จิตวิญญาณแห่งประชาธิปไตยนั้นควรเกิดจาก อิสรเสรีภาพ

ข้อ ๒ และข้อ ๓ ขอกราบอาราธนาพ่อท่านให้ความรู้ต่อเลยครับ (ผมเจ็บคอ พูดมากไม่ได้)

พ่อครูว่า..

แม้ว่าผู้ที่เข้าสมัครแข่งขันนั้นเขาจะรู้ว่าเขามีความรู้มากกว่านายกฯตู่ ภูมิมากกว่า เขามีคุณสมบัติจะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ดีกว่านายกฯตู่ แต่เขาจะรู้ภูมินายกฯตู่ ว่าถูกต้องเป็นอย่างนี้ เขาเป็นผู้ที่สูงกว่า เขาก็ไม่ดูถูกผู้ที่รู้น้อยกว่าแล้วจะไปคุยทำไม เขาก็ออกมาให้เลือกและขอทำงาน เขาก็ต้องส่งเสริมนายกฯตู่ เพราะอย่างไรก็ต้องทำงานกับนายกฯตู่ดีเพราะเขาสูงกว่าเขาก็มาทำงาน นายกฯตู่ หากเป็นโพธิสัตว์จึงรู้ว่าพี่มาแล้วก็ต้องช่วยกันทำงานไปหากนายกตู่ยังไม่ตาย สัจจะมันเป็นอย่างนั้นจะไม่ใช่คู่แข่งเป็นคู่เสริม เพราะมีภูมิรู้อันเดียวกันไม่แตกต่างกันไม่ขัดแย้งกัน เหมือนอาตมากำลังประกาศถามหาพี่ มาแล้วอาตมาจะรู้ว่าเป็นพี่ หากมาหาเรื่องจะเป็นพี่ได้อย่างไรมันต้องสอดคล้องกับอาตมา พูดถูกคอกันไปด้วยกันส่งเสริมกันเป็นผู้ที่จะสนับสนุนน้อง หากมาขัดแย้งมาตีทิ้งอาตมาคนนี้เป็นน้อง น้องจะตีพี่ พี่ไม่ตีน้องหรอก นี่คือสัจจะ อาตมาพอจะรู้ได้ว่าใครเป็นพี่จริงไม่เป็นพี่จริง อาตมาไม่ได้ปิดกั้นพี่ ใครเป็นพี่ก็มาแสดง ยิ่งเป็นฐานะใกล้กันก็มาแสดงก็ยิ่งดี และมีความซับซ้อน ผู้ที่มีฐานะทางโลกกว่าอาตมาขณะนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะสูงกว่าอาตมา เพราะว่าอาตมามีธรรมะมากกว่าโลก คนนั้นมีโลกมากกว่าธรรมะ เขาเลยแสดงออกให้โลกรู้ง่าย อาตมานั้นโลกจะไปรู้ได้อย่างไรว่าสูง เพราะไม่มีเรื่องโลกแม้แต่ปริญญาตรี ปริญญาจัตวา ได้เป็นนายสิบก็ยังไม่ได้เป็นอย่าพูดถึงนายร้อย ไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ศักดิ์ศรีอะไรเลยในชาตินี้

พ่อครูว่า..ผู้ที่เป็นนักประชาธิปไตยที่แท้จริงจะไม่หาเสียง ให้ประชาชนเขารู้เองว่าเราคือคนที่ประชาชนต้องเลือกไปเอง หากประชาชนไม่บอกไม่ต้องว่าฉันเป็นนักประชาธิปไตยที่จะไปช่วยคุณ นักประชาธิปไตยจริงจะไม่พูด ถ้าหากพูดก็คือดูถูกประชาชนต้องไปครอบงำความคิดต้องไปอวดตัวตนว่าฉันเป็นนะ ถ้าคุณเป็นจริงประชาชนก็มีดวงตามองเห็น มองออกเอง เพราะฉะนั้นคนที่ ปุ๊บปั๊บ เป็นน้องใหม่เป็นส.ส. ใหม่ก็ยังหรอก ประชาชนยังไม่เห็นฝีมือ ก็ยังไม่ต้องท้อใจทำงานไป แต่นักการเมืองหน้าเก่าๆที่เขาไม่เลือกนั้นใช่แล้วล่ะ ถ้านักการเมืองหน้าเก่าๆเขาเลือกนั้นก็ใช่เลย

ประชาธิปไตยคราวนี้ ผู้ที่ประชาชนเลือกนั้นใช้ได้ คนที่จะได้นั้นต้องมีเล่ห์กล ถ้ามีการขี้โกงแทคติกต่างๆ ถึงจะได้นั้น ถ้าเป็นผู้ที่ไม่ใช้แทคติกต่างๆ ได้รับเลือกไปจริงนะ คนนั้นใช่เป็นนักประชาธิปไตย ถ้าใครยังหาเสียง ยกตัวอย่างคุณเฉลิม อยู่บำรุง อย่าเลือกเป็นอันขาดเลยบาป ใครเลือกเฉลิม อยู่บำรุงและลูกชายนั้นบาป ขออภัยต้องพูดตรงๆเป็นตัวอย่างที่ง่าย หมอเหวงก็อีกเป็นต้น แต่จตุพรนี้ลงสมัครไม่ได้ หากตอนนั้นเขาสำนึกตัวก็อีกอย่าง เขามีพัฒนาการการสำนึกตัวอยู่นะเท่าที่ดู อาตมาให้คะแนน จตุพรเป็นน้องชายของมหาระแบบที่เป็นตัวการจะกำจัดอาตมา อาตมาไม่ได้ถือโทษโกรธเขาหรอก

เรื่องของประชาธิปไตยเรื่องการเลือกตั้งหรือเนื้อแท้ของประชาธิปไตยก็ดี ก็ค่อยอธิบายการไป ขออภัยอย่าหาว่ายกตัวเลย ชาตินี้อาตมาจะไม่ทำงานมีตำแหน่งทางด้านการเมือง

  1. อาตมาอายุยาวนานแล้ว 2. อาตมาทำงานทำมามาก อาตมาไม่ต้องไปทำทางโลก จะทำทางนามธรรม อย่าหาว่าอาตมาหลงตนเอง ทางธรรมะไม่มีใครอธิบายได้ดีเท่าอาตมาอาตมาก็ต้องทำอันนี้ไปจนกว่าจะตายชาตินี้

_ผู้ที่หันเหทิศผิดชวนคนในศาสนาพุทธออกจากศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธมีจุดสูงสุดที่ศูนย์ใช่ไหมคะ

พ่อครูว่า…ใช่แล้วศาสนาพุทธมีจุดสูงสุดที่สุด แต่ว่าที่เขาหันเหไปนั้นก็เป็นเรื่องของสิทธิ์แต่ละคน เขาอาจจะมีเพื่อนเตือนแล้ว อาจจะเตือนแล้วเตือนอีกเขาก็ไม่อยู่ก็เป็นส่วนตัวของเขา อันนี้เป็นเรื่องสูงสุดแล้ว ตัวใครตัวมัน พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าอัตตาหิอัตตโนนาโถ โกหินาโถปโรสิยา ตนแลเป็นที่พึ่งของตน  นอกจากตนเองแล้วพึ่งใครไม่ได้

แม้แต่ผู้เป็นพี่ แม้แต่ผู้เป็นอาจารย์ ในกาลามสูตร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดไม่ต้องเชื่อแม้แต่เป็นศาสดาเรา ให้เชื่อในตัวเองที่รอตัดสินพิจารณาแล้วเป็นที่ประจักษ์ สูงสุดพระพุทธเจ้าให้อิสระทางความคิดความรู้เอง เป็นคนพิพากษาตัดสินเอง สุดยอดอิสระเสรีภาพ

_คนที่ตายไปแล้วเกิดมาใหม่ทำไมถึงจำอะไรไม่ได้ในอดีต

พ่อครูว่า….เราเกิดมาเป็นล้านชาติ หากเราจำได้หมดเป็นล้านชาตินั้นจะยุ่งไหม เราต้องมีคู่ผัวคู่เมียคู่พ่อคู่แม่อะไรอีกเป็นล้านๆคน จำได้หมดมันจะยุ่งไหม ตายเลย

อะไรที่ทำให้เราจำไม่ได้เพราะธรรมชาติมันทำให้ดีแล้วอย่าไปเอามันมาเลย อยากได้ไปทำไมสิ่งที่มันจะทำให้เราแย่ ขืนจำได้หมดเราก็จะแย่แล้วเอามาทำไม ธรรมชาติเขาจัดสรรไว้ดีแล้ว ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เคยกินตับยุงไหม ธรรมชาติหาตับยุงไม่ได้เลยสุดยอดเลย สัตว์ที่เล็กกว่ายุงมีไหม หยุดคิดดีกว่า ปล่อยธรรมชาติเขาไปเถอะ เรามาทำเฉพาะที่เราจัดสรรได้รู้ได้ แล้วก็ลดกิเลสของเราแล้วจะอยู่เย็นเป็นสุข  แล้วจะรู้ว่าตายอย่างปรินิพพานเป็นปริโยสานเป็นอย่างไร หรือยังไม่อยากตายจะอยู่ไปก็ได้ ยืนยาวไปเท่ากับพระอวโลกิเตศวร ที่ท่านยังไม่ยอมตาย เป็นพระโพธิสัตว์องค์ใหญ่ที่สุดท่านก็ยังไม่ยอมตาย เพราะท่านมีปณิธานว่าท่านจะช่วยคนรื้อขนสัตว์ ให้คนอื่นปรินิพพานไปหมดก่อนตัวเองถึงจะปรินิพพานเป็นคนสุดท้าย

_ถ้าเราตายไปแล้วความสามารถของเราจะตายตามไปด้วยไหม

พ่อครูว่า…ความสามารถของเราหากเราตายไปแล้วมันก็จะลดลง เรามาเกิดมันก็จะมีไม่เต็มความสามารถทีเดียว เราเกิดใหม่แต่ใช้ความสามารถเต็มที่นั้นไม่ได้เราจะต้องสร้างความสามารถของเราให้มากเกิน อย่างพระพุทธเจ้าท่านสร้างความสามารถ เพราะท่านไม่ได้มีท่าที่ท่านสอนคน แต่ท่านมีไม้ทั้งป่าท่านสอนคนนั้นเพียงแต่ใบไม้กำมือเดียว หมายความว่าท่านจะสร้างความรู้ของท่านให้มากจนกระทั่งเทียบแล้วคนประมาณเปรียบเทียบเอาไม่ได้ เมื่อท่านมีความรู้เท่าทั้งป่าและท่านก็เอามาใช้กับคนแค่กำมือเดียว ท่านจะไม่เสียธรรมท่านจะไม่เสียถ้าอย่างไรก็ไม่เสียธรรม เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจะไม่มีทางเสียท่า โพธิรักษ์นี้ยังเสียท่าอยู่เลย

คนที่ทำดีแล้วยังไม่ได้ดีนี่พูดภาษาโลกียะ คือทำดียังไม่มากพอ ทำดียังน้อยไปฉันเดียวกัน บุญคือการตัดกิเลส ผู้ที่ยังตัดกิเลสไม่มากพอ ต้องตัดกิเลสให้มากพอจนแน่ใจว่ากิเลสเราหมด ก็ยังไม่แน่ว่าเราจะหมดกิเลสจริง เพราะเราอาจจะตัดสินเราผิด ว่าเรานั้นหมดกิเลส แต่ที่จริงแล้วเหนือชั้นกว่านี้ยังมีอีก ทำให้กิเลสเราขึ้นได้ นึกว่าเราหมดแล้วนะ เฮ้ย นี่มาได้อย่างไร อันนี้มันจะต้องบอกเราว่า คุณจะต้องมีประสบการณ์จริงถูกกระทบกระแทกกระเทือนตามเหตุปัจจัย แล้วมันก็เฉย มันก็ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา

สมมุติว่าคุณมั่นใจแต่แท้จริงคุณยังไม่หมดคุณก็จะได้เท่าที่คุณได้ ถึงวาระที่หมดบารมีแล้วมันก็มากลับมาเกิดอีก คุณก็จะรู้ว่าเราหมดแล้วนะแต่เรายังเกิดอีก คุณก็จะรู้ด้วยตัวคุณเอง เพราะฉะนั้นมันก็จะเข็ดหลาบ ว่า โอ้โห ชาติที่แล้ว เรานึกว่าเราหมดแล้วนะ หนอย ไปกบดานเหมือนอุทกดาบสอาฬารดาบส อีกไม่รู้กี่ล้านชาติ เราก็ไม่เอาแล้วแบบนั้นมาเอาแบบโลกุตตระ อุทกดาบสอาฬารดาบส คืออาจารย์ใหญ่ทางสมถะ Meditation ยังอีกนาน พระพุทธเจ้าสิ่งใดอุทานเมื่อจะไปโปรด อุทกดาบสอาฬารดาบส เขาตายก่อน ท่านถึงอุทานว่า ชิบหายแล้ว เพราะไปช่วยไม่ได้เลย ตายก็ต้องไปตกค้างอยู่ในสวรรค์เก๊ ในภพชาติที่ยังไม่มาเกิดอีก บัดนี้ก็ยังไม่มาเกิด ช่วงอายุพระพุทธเจ้า 2000 กว่าปีเองนิดเดียว

_การที่เราอยู่ที่นี่แล้วเมื่อออกไปเรากินเนื้อสัตว์ต่างๆที่รู้จะบาปกว่าตอนที่เราไม่มาอยู่ใช่ไหม

พ่อครูว่า…ถูกต้องพระพุทธเจ้าบอกว่าคนโกหกทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองโกหกคนๆนี้จะทำบาปอะไรได้ทุกอย่างไม่มีบาปใดที่คนๆนี้ทำไม่ได้ หากฟังความตรงนี้เข้าใจ กินเนื้อสัตว์ไม่ดีมันต้องตกนรกก็ยังไปกินอีกมันซ้ำซ้อน ทีนี้ก็จะชินชาก็จะกินต่อไปอีก นึกออกไหม

พุทธเจ้าจึงตรัสว่าเหมือนเด็กน้อยจะถูกไฟร้อนก็ถอย จะรู้แล้วว่าอย่างนี้มันร้อนจะไม่จับอีก แต่ถ้ายังจับแล้วจับอีกยังไม่ใช่ กินเนื้อสัตว์มันเป็นบาป มันเป็นบาปก็ยังกินอีก ก็คือจะไปอีกไม่รู้ร้อนหน้าด้าน มันด้าน จับไฟไม่ร้อนก็ด้านสิ ชัดเจนหรือยัง

_คนที่กินเนื้อสัตว์ทำไมหน้าแก่กว่าคนไม่กินเนื้อสัตว์

พ่อครูว่า…ก็เพราะว่าเนื้อสัตว์มันมีสารพิษ สัตว์มันมีความรู้เท่าคนไหม ก็ไม่ สัตว์มันก็ไม่รู้จักผิดเท่าคนฉลาด คนฉลาดไม่กินพิษ ถ้ามีความรู้กว่า  คนที่มีความรู้เท่าสัตว์ก็ต้องกินเนื้อสัตว์อยู่ เนื้อตัวหน้าตาก็ต้องใสสู้คนไม่กินเนื้อสัตว์ไม่ได้

_จุฬาชอบในการที่จะมีความรู้หลายด้านและเพื่อจะช่วยคนอื่นได้ด้วยอย่างเช่นการศึกษาต่อปวช. เราต้องการจะเรียนช่างยนต์แต่แม่ก็อยากให้เรียนอีกทางหนึ่งเราจะเรียนสองด้านนี้คู่กันจะมีคนมาพูดให้เราได้ยินว่าจะเรียนทำไมเยอะแยะ ความสามารถจะเอาไปทำอย่างไรเราจะทำอย่างไร

พ่อครูว่า..ก็เรียนอย่างใดอย่างหนึ่ง สุนทรภู่ยังบอกว่ารู้แต่เพียงอย่างเดียวให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล อย่าไปเรียนเยอะแยะมากเลย อยากจะช่วยคนมากๆจะไปเรียนความรู้ ที่โลกเขามีมากๆ ภาษาพระพุทธเจ้าเรียกว่า โลกจินตา เป็นความคิดทางโลก ที่มากมายไม่รู้จบ เราเอาที่ได้จนเก่ง ชนะแล้วได้ 1 อย่างแล้ว วิธีพิจารณาให้ดีว่าเป็นงานที่ใช้ได้ดีนะกับคนทำดีเอางานนั้นให้ช่ำชอง อย่างที่สุนทรภู่วาว่า อย่าเอาแบบเป็ด ที่ร้องก็สู้นกไม่ได้ บินก็สู้นกไม่ได้เดินก็สู้มาไม่ได้

_อยากรู้ว่า วิธีการปฏิบัติแบบเรากับเขามันต่างกันอย่างไร แบบที่เขาทำไม่บรรลุจริงใช่ไหม

พ่อครูว่า..เขาแสวงหาที่จะรู้จริงรู้ดีเพิ่มขึ้น คือแกนของจิตทางภูฏานที่มาคือแกนศาสนาพุทธ เขาก็รู้ว่าศาสนาพุทธกลุ่มใดที่สอนอย่างไรอย่างไร เขาก็มารู้ว่าอโศกสอนอย่างนี้ เขาก็อยากรู้ ปมประเด็นที่หลวงปู่ให้เขาก็คือ ปมประเด็นของบวร การศึกษาแบบบวรคือการศึกษาแบบองค์รวมบ้านวัดโรงเรียนไม่ใช่แยกส่วน โรงเรียนก็ไปโรงเรียนบ้านก็อยู่สวนบ้านวัดก็อยู่ส่วนวัด ยิ่งนักเรียนทุกวันนี้ก็ไปบ้านกับโรงเรียนวัดไม่ไปเลยนี่เป็นสัจจะเลยไม่ไปวัด อย่างที่ว่าวัดก็ไม่น่าไปมีเยอะ วัดที่น่าไปก็มีน้อย ก็หาวัดที่น่าไปก็แล้วกันวัดอโศกที่น่าไป มันก็เข้าใจยาก ข้อบกพร่อง จะได้องค์รวมสามเส้า บ้านวัดโรงเรียนมันลึกซึ้ง ถ้ามันอยู่ด้วยกันซึมซับถ่ายเทหมุนเวียนที่ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า ออสโมซิส มันละเอียดกว่าการแอฟสอบ

absorb คือการซึมซับ การออสโมซิสคือการไหลซึมเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว การ absorb นั้นยังต้องรู้ตัว แต่ osmosis นี้ละเอียดเนียนใน เมื่อมีองค์รวมสามเส้า บ้านวัดโรงเรียน

บ้านคือคนธรรมดาสามัญที่มีชีวิตอยู่ คนทำงานอาชีพอย่างนี้อย่างนี้ เด็กผู้ใหญ่คนแก่ สัมผัสสัมพันธ์กันอยู่ไม่ใช่ว่าวันๆหนึ่งไม่รู้จักใครรู้จักแต่เพื่อนอยู่โรงเรียน กลับมาบ้านก็รู้จักแต่พ่อแม่พี่ป้าน้าอาในบ้าน มันก็บกพร่องไม่เต็ม เพราะฉะนั้นอยู่ในนี้แหละ พี่ป้าน้าอาเราก็มีเยอะ พี่น้องเราก็มีเยอะสัมผัสสัมพันธ์ อยู่กันคนละนิสัย บุคลิกคนละอย่าง สิ่งเหล่านี้มันละเอียดเกินกว่าที่จะอธิบายได้หมด

สรุปแล้วการอยู่ร่วมกันอย่างสมัครสมานสามัคคีเป็นองค์รวมที่มีการถ่ายเทซึมซับกัน ทั้งชีวิตการงานทั้งการเป็นอยู่ทั้งอุปนิสัยใจคอ อะไรต่างๆนานา มันมาก ภาษาไม่พอ

บ้านวัดโรงเรียน มีสังคมมีการศึกษามีธรรมะ การสังคมนั้นจะต้องมีหมู่กลุ่มที่เราอยู่ร่วมกันจริง หลวงปู่ไม่ได้ศึกษาวัฒนธรรมเมืองนอกเท่าไหร่ เอาแต่วัฒนธรรมไทยที่ดีคัดเลือกมาให้ครบดีๆ ทำงานอยู่กับคนไทย เจตนาเลยไม่ไปเมืองนอก ไม่อยากไป แล้วก็ไม่คิดจะไปด้วย ไม่ต้องเอาอะไรอีก อินเดียนี้ก็น่าจะไป  ไปดูสังเวชนียสถานต่างๆ เพราะรากฐานเดิมอาตมาก็มีสิ่งเหล่านั้น อาตมายังไม่ไปเลย ไม่คิดจะไปให้เสียเวลา ให้เสียแรงงานเสียทุนเงินทอง เพราะมั่นใจว่าไปก็ได้ครบอยู่แล้ว รูปนามจากที่มันมีแล้วครบ ถึงไปจริงๆก็เป็นรูปธรรมเสียส่วนใหญ่ นามธรรมนั้นเป็นสัพเพเหระเป็นพวกเทวนิยมจมอยู่ในสังเวชนียสถานทั้ง 4 อยู่เยอะแยะ

แต่ก่อนนี้บอกว่า อินเดียกับภูฏานจะให้เลือกไปนั้นจะไปภูฏานดีกว่า วันนี้เขาก็มาแล้วก็เลยไม่ต้องไปไง เขามาหาเอง หากเขาไปคราวนี้รู้สึกว่าได้อะไรดีก็จะมาหาอีก ได้จากเราไปเขาก็จะไปเปรียบเทียบว่าอันนี้ดี มีแก่นแกน หากเขามีภูมิปัญญาก็จะรู้ว่าอันนี้เป็นแก่นแท้ เขาก็จะมาหาเอง ไม่ต้องกลัวหรอกสินค้าเราดีจริงๆคนที่มีปัญญารู้เขาจะมาเอา ถ้าสินค้าเราดีจริงแต่คนไม่มีปัญญาดีมารู้ก็ไม่มาเอา ให้คนรู้ว่าของเราดีและมาเอาไม่เห็นว่าจะน่าเสียดายอะไร คนไม่รู้เขาก็ไม่มาเอา ก็ถูกแล้ว เขาไม่รู้ว่าเขาดีเขาก็ไม่มาเอานั้นถูกแล้ว คนเขารู้ว่าของดีคนก็มาเอาพากเพียรมาเอาด้วย เราก็จะรู้ว่าคนนี้ยิ่งดี

_ทองแก้วว่า..ที่มาจากภูฏาน เขาประทับใจว่าเราทำงานไม่มีเงินเดือนเขาประทับใจเป็นสิ่งที่หาได้ยากมาก

พ่อครูว่า…ถูกต้องคนทำงานฟรีเสียภาษี 100% หาได้ในอโศกนี่แหละในโลกที่เป็นกลุ่มก้อน

_ทองแก้วว่า..เขาว่าเราได้สั่งสมบุญทุกวัน

พ่อครูว่า..แค่นี้ ทำงานฟรีเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่รวมกันเป็นหมู่กลุ่มนี่แหละ ชุมชนชาวอโศกไม่ได้มีที่เดียว คนทำงานฟรีไม่รับรายได้คืนเลยไม่ใช่มีแค่ชุมชนเดียว เรามีหลาย 10 ชุมชนในประเทศไทย จะมีมากบ้างน้อยบ้างเรียงลำดับไป ตามความเป็นจริง แต่ผู้ที่สบายแล้ว ทำงานฟรี แต่แล้วเขาก็จะเผาให้ เราช่วยกันเผา วัฒนธรรมของเราสมบูรณ์แบบหมดแล้วไม่มีปัญหา

_ทองแก้วว่า..ทำไมคนมาทำงานไม่มีเงินเดือนมันน่าทึ่งจริงๆ

พ่อครูว่า..มันต้องพึ่งมันต้องอัศจรรย์แน่นอน

_ส.ลานศิลป์…เมื่อเช้านี้ที่คณะภูฏานมา มีส่วนหนึ่งที่ชัดเจนเป็นเพราะ เขาสัมผัสได้ว่า เมื่อเข้ามาแล้วสัมผัสถึงความสงบ มันเป็นความสงบที่ต่างจากความสงบทั่วไป เพราะเราไม่ได้เงียบๆเฉย มีการเคลื่อนตัวมีการทำงานแต่ขอสัมผัสความสงบ มันจะเป็นนัยยะเดียวกันกับพระเจ้าอชาตศัตรูไปพบพระพุทธเจ้าในตอนกลางคืนแล้วเจอกับความเงียบสงบทั้งที่มีพระสงฆ์อยู่จำนวนมาก ไม่ใช่ว่านั่งสมาธิกัน

พ่อครูว่า..ใช่ มันเป็นความซับซ้อนละเอียดลึกซึ้ง

_ทองแก้วว่า…เพราะว่าคนของเราถือศีลและมีสมาธิมีสติไวๆมีการสำรวจ

พ่อครูว่า…มีมุทุภูตธาตุ มีแกน static ที่สมบูรณ์แบบพอแกนนิ่ง และมีสติสัมปชัญญะปัญญาเร็วไว สมาธิควรหยุดนิ่งแบบพุทธนี้จึงไม่ใช่แบบที่มีแกนนิ่งทื่อ ที่ไม่มีปัญญาแต่มีความไวๆที่มาก จนกระทั่งมากแรงและเร็ว จนกระทั่งแกนของสมาธิไม่เคลื่อนเลย มันรับแรงเหวี่ยงเร็วได้ดี แกนสมาธิจะทำได้

แกน static จะทำให้เป็นแบบสมาธิพุทธนั้นไม่ง่ายต้องสะสมความจริง

_ทองแก้วว่า..พ่อครูสุดยอด ทำให้คนเคลื่อนไหวแต่หยุดนิ่งได้ทึ่งมากเลย

พ่อครูว่า…เพิ่งรู้หรือ

_แวง…บรรยากาศที่พลังบุญทีวีก็เปิด 2 เครื่อง ลูกค้าจะหยุดซื้อของเพื่อดูรายการเมื่อเช้า แต่ที่ผ่านมาก็ไม่ได้สนใจอะไรมากขนาดนี้ เขาก็ว่าอโศกโกอินเตอร์ขนาดนี้เลยหรือ

พ่อครูว่า..อโศกไม่ได้ โกอินเตอร์ แต่ว่าอินเตอร์โกมาหาอโศก

คนที่มีภูมิปัญญาจะรู้ว่าเป็นอย่างไร สำเนียงส่อภาษากิริยาส่อสกุล นัจจะคีตะวาทิตะ ท่าทางลีลาสำเนียงสุ้มเสียงรายงานความจริงออกมาอย่างบริสุทธิ์ใจ ผู้มีภูมิรู้อย่างไรจะเข้าใจตามนั้น อาตมาไม่กลัว ใครจะว่าอย่างไร อาตมาประมาณแล้วว่าไม่ควรจะแสดงแรงกว่านี้ในเรื่องท่าทาง ไม่แสดงมากกว่านี้ในเรื่องสุ้มเสียงสำเนียง ขนาดนี้ก็มากแล้ว มากกว่านี้ก็จะได้อยู่นะ จะให้ทำเหมือนกับหนุ่มแน่นก็ได้อยู่ แต่ไม่ได้หรอกอาตมาประมาณแล้วว่าต้องขนาดนี้ นัจจะคีตะวาทิตะ วาทิตะคือ คำพูดภาษาที่เราได้เลือกแล้วเอามาใช้อย่างเหมาะสม

อาตมาว่าได้เลือกแล้ว บางครั้งภาษาหยาบ แต่อาตมาได้เลือกแล้วว่าเหมาะใช้ได้ตอนนี้ โดยที่บางทีใช้เร็วด้วยนะ คำนี้ ทำให้คนตกใจเลยว่าต่อมาไม่น่าจะใช้ แต่เขาก็รับได้รู้ทันที อาตมาก็ไม่ได้ทำอย่างพร่ำเพรื่อ อย่างที่ไม่ควรจะพูด กาละที่ควรพูดก็พูดออกมาก็ได้ผลดี

_การที่เรานำพาผู้อื่นหันมากินมังสวิรัติตามชาวอโศก แต่อาจไม่ได้ถือศีลเคร่งครัดอย่างชาวอโศกจะทำให้ลดวิบากได้ไหม

พ่อครูว่า…ได้ แม้จะเป็นแค่ครั้งคราว คำพังเพยที่ว่าให้เท่ากับงูกระดิกหาง ไก่ปรบปีกก็ได้แล้ว งูแลบลิ้นก็ได้นิดหนึ่งแล้ว ให้มีกรรมกิริยาในสิ่งที่ควรที่ดี

เช่นงดเนื้อสัตว์แม้ทีหนึ่งก็ดีแล้วยิ่งหลายทียิ่งดี กรรมเป็นอันทำ

_ดร.อาจอง ชุมสาย เขาได้คิดส่วนประกอบที่เป็นยานอวกาศไปลงที่ดาวอังคารเขาบอกว่านั่งสมาธิแล้วคิดได้ สมาธิอันนั้นเป็นแบบไหน

ก็เหมือนกับไอน์สไตน์ที่มีของเก่า  ดร.อาจองนั้นก็ใช้ของเก่า ซึ่งเขายังใช้แบบฤทธิ์เดชมีมโนมยอัตตา หากว่าดร.อาจองเข้าใจสัมมาทิฏฐิจริงจะมาหาอโศกนานแล้ว

อย่างไสยบาบา ที่ควักนาฬิกาโรเล็กซ์ออกมาจากอากาศได้ ซึ่งหากว่าควักออกมาได้จริง เอามาจากคนอื่นมันก็เป็นการขโมยมันก็บาป แต่หากว่าเอาแบบไม่ได้ขโมยก็ทำแบบปลอมจากโรงงานซึ่งมันก็ผิดอีก

_พ่อท่านเคยบอกว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นพระโพธิสัตว์ก็คือท่านจะต้องเป็นพระอรหันต์แล้วใช่ไหม

พ่อครูว่า…ใช่แล้ว คนที่บอกว่า ตั้งจิตเป็นพระโพธิสัตว์จะไปเป็นอรหันต์ไม่ได้เพราะเป็นอรหันต์แล้วต้องตาย 0 หากว่าอรหันต์ทุกองค์ตายแล้วสูญศาสนาพระพุทธเจ้าก็ด้วนหมดไปเลย สืบต่อไปไม่ถึง 5,000 ปีหรอก เมื่ออรหันต์ตายสูญอรหันต์ก็ต้องหมด พระอนาคามีก็ต้องหมดไปตามพระสกิทาคามีก็ต้องหมดไปตามจนพระโสดาบันก็ต้องหมดไปตามด้วย พระไปเป็นอรหันต์หมดก็ต้องตาย 0 หมด เป็นอุจเฉททิฏฐิ ศาสนาพุทธก็ด้วนหมดเลย ต่อไม่ได้

สมมุติว่า ศาสนาพุทธในยุคนี้คือยุคของพระสมณโคดม 5000 ปี สูญ

5000 ปี สูญ ก็ไม่ได้หมายความว่าเชื้อของพระอริยะจะหมดไป ยังจะมีเชื้อเกิดต่อไปอีก แต่ก็ไปเป็น พระพุทธเจ้าองค์ใหม่ จะเป็นบริวารของพระพุทธเจ้าหรือเป็นพระพุทธเจ้าเองก็ตาม ก็ต้องต่อไปอีกองค์ จะสูญหมดไม่ได้ หากสูญหมด ก็หมดสิ้นศาสนาพุทธมันก็ต่อไปไม่ได้นานแล้วไม่มาถึงเรา แต่นี่มันตั้งกี่ล้านปีแล้วศาสนาพุทธ

พระพุทธเจ้าที่บังเกิดขึ้นมาแล้วมีจำนวนมากเท่ากับเมล็ดกรวดเมล็ดทรายในมหานที คำพูดนี้ทำให้รู้ว่าวัฏสงสารยังมีกาละกับกรรม หากหมดกาละ ไม่มีกาละแล้ว ตัวคุณเป็นจิตวิญญาณ เกิดเป็นจิตวิญญาณนี้เกิดหลังกาละ

จิตวิญญาณจะมีกรรม มาเรียนรู้กรรม คนจะเป็นจิตนิยามนั้นเกิดหลังกาละ โลกบางลูกไม่มีสัตว์มีแต่วัตถุ เป็นลูกโลกนั้นแต่ก็ไม่มีสัตว์ โลกยุคไหนที่มีสัตว์แต่สัตว์ยังไม่เจริญเท่ากับคน บางดาวมีไดโนเสาร์อยู่เยอะ แต่ก็จะเสื่อมไปพร้อมกับโลกลูกนั้น หรือว่าสัตว์นั้นตายก่อนดาวดวงนั้นก็กลายเป็นดาวแดงแล้วระเบิดก็ได้ ดาวระเบิดไปก็หาย หรือดาวไม่ระเบิดก็ลดพลังงานลง จนเป็นดาวแดงแล้วก็ 0

_ฟังฝน..อยากเล่าเรื่องภูฏานที่มา ที่ติดต่อมาท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการสังฆราชภูฏาน ท่านอยากได้ โรงเรียนที่มีการปลูกฝังคุณธรรม ปีที่แล้วเราไปบ้านราชฯก็เลยไม่ได้ เชิญท่านไปก็ไม่สะดวก พอมาปีนี้ก็ติดต่อมาได้ กรรมการเห็นควรก็เลยรับมา กำหนดเป็นวันที่ 19 ก็คือวันนี้ แล้วท่าน เป็นเลขาฯสังฆราช จริงๆแล้วจะต้องร่วมวันชาติของภูฏาน ท่านก็ได้เสียสละมางานนี้ ครูที่ติดตามมา 4 คน คนหนึ่งป่วยก็มาไม่ได้ ครูที่มาต้องสอบชิงทุนมาก็มา 3 คน สุดท้ายที่ท่านไปสรุปที่ บุญนิยมทีวีท่านสรุปและน่าสนใจว่า

ท่านเห็นตรงนี้แล้วประทับใจ เห็นเด็กทำงานแล้วมีความสุข ประเทศของท่านเองมีจุดเน้นที่การคัดเลือกโรงเรียน คัดเลือกครูมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ท่านเห็นเด็กมีความสุข เห็นความสุขในใบหน้าของเด็ก แล้วก็ไปที่สถาบันขยะวิทยา (พ่อครูว่า…สงสัยดูสาวสัมมาสิกขาก็เลยใส) จริงๆแล้วเพลงสาวสัมมาสิกขาผู้ปกครองมานั่งเชียร์ให้ยิ้มนะคะ

แขกที่มามีแขกท่านหนึ่งเขาบอกว่า เขาฟังแล้วซาบซึ้งมากสาวสัมมาสิกขา อันนี้แขกคนไทย ซาบซึ้งจนน้ำตาไหล ชีวิตของนักเรียนต้องฝึกฝนขนาดนี้เชียวหรือ

แล้วท่าน gem ท่านบอกว่าประเทศภูฏานไม่ได้เน้นทางทุนนิยม ประเทศภูฏานมีทรัพยากรป่าไม้มาก หากจะนำเงินเข้าประเทศก็ขายได้ แต่ถ้าหากป่าไม้ถูกตัดไปเยอะแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศภูฏาน เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่มุ่งพัฒนาไปจุดนั้น เขาบอกว่าป่าไม้เป็นที่มาของทุกอย่าง

ประเทศถึงให้ทุนสนับสนุนให้ประชาชนปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ รัฐธรรมนูญบอกว่าป่าไม้ต้องมี 60% ของประเทศ เรื่องอำนาจ ระหว่างพระมหากษัตริย์กับสังฆราชอำนาจเท่ากันเป็นการคานอำนาจกัน ทางทาน gem พูด

แล้วทำไมพระมหากษัตริย์ต้องเป็นพุทธศาสนาเพราะต้องการให้มีการสืบทอดพุทธศาสนาต่อไป หากผู้นำไม่เป็นพุทธศาสนาศาสนาก็จะสั้น

จุดเน้นเรื่องของการพัฒนาความสุขของประชากรมีอยู่ 4 ด้าน

ด้านที่ 1 ทำอย่างไรจะเกิดธรรมาภิบาลที่สุดในประเทศ Good Governent

ด้านที่ 2 จะต้องมีวัฒนธรรมที่ดีของชาติ

ด้านที่ 3 สิ่งแวดล้อมต้องดี

ด้านที่ 4 สังคมต้องดี

อันนี้คือจุดเน้นที่พระมหากษัตริย์กับสังฆราชร่วมกันจะทำอย่างไรให้เกิดสิ่งนี้ในประเทศ ถ้าเกิดขึ้นคนในประเทศก็จะมีความสุข

ลูกศิษย์ที่มา บางท่านเป็นครูด้านเคมี ลูกศิษย์ทั้งสามคนต้องสอบแข่งขันกันมาถึงได้มาที่นี่ เขาบอกว่าสมาธิเกิดจากการงานได้ เขาประทับใจเรื่องการต้อนรับ เป็นการทุ่มเทการเสียสละ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ส่วนคุณครูผู้หญิง ก็บอกว่า สิ่งที่เขาได้เห็นที่นี่ เขาได้เห็นว่ากิจการงานทุกอย่างเป็นไปเพื่อสังคม เห็นภาพที่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แล้วก็ประทับใจกิจการงานฐานรีไซเคิล ทั้งสองสิ่งนี้จะนำกลับไปทำที่ภูฏาน (พ่อครูว่า…ขยะวิทยาเป็น 1 ใน 3 อาชีพกู้ชาติซึ่งคนยังนึกไม่ออก)

คนไทยหนึ่งท่านพูดเรื่อง ประทับใจว่าเด็กมีระเบียบวินัยและมีความสงบ แล้วก็เรื่องชีวิตนี้ ไม่ต้องมีเงินก็อยู่ได้มีที่นี่ เห็นความเอื้ออาทรการช่วยเหลือกัน แล้วเห็นว่าที่นี่ได้ปลูกกล้าไม้ที่ยังเล็ก เพื่อให้เป็นคนดีขึ้นมาเป็นอนาคตของประเทศ

แล้วก็ สิ่งที่น่าประทับใจของพวกเราก็คือรอบนี้ได้รับความร่วมมือมีความเป็นปึกแผ่นทั้งชุมชน มีพี่แซมมาเป็นหัวหน้าห้องคอยพานักเรียนกราบค่ะ

เรื่องอาหาร ชมร.ทั้งจิตอาสา ร่วมกันเต็มที่ ไปที่ชมร. มีการจัดการเรียนการสอนให้เห็นด้วย ปั่นน้ำปั่นก็ชิมกัน เด็กเราก็พูดภาษาอังกฤษได้  มีการ สรุปบทเรียนให้ท่านเห็น

แล้วไปที่บุญนิยมทีวี ท่านผู้อำนวยการสถานีไปต้อนรับเองเลย รุณก็แนะนำตนเองว่าเป็นศิษย์เก่าที่นี่ ชุดของเรามาจากสขจ.ใช้เสร็จแล้วก็เอาไปคืนมีงานใหม่ก็เอามาใช้อีกหมุนเวียนกันไป

ปุ๊กก็บอกว่า เป็นเด็กมาที่วัดตั้งแต่ตัวเล็กๆกับแม่เมื่อเรียนจบมาก็มาอยู่ที่นี่รู้สึกซาบซึ้งใจกับที่นี่ เพื่อนๆตอนนี้เงินเดือนเป็นแสนก็มี เขาก็ถามว่าทำไมไม่ไปทำงาน มีเงินเดือนเป็นแสนซื้อบ้านซื้อรถ ทำไมไม่ไป แต่ปุ๊กบอกว่า ไม่ต้องมีเงินเดือนเป็นแสนก็มีความสุขแล้ว ที่บุญนิยมทีวีเป็นภาพที่ดีมีความสุข ท่านก็ได้ซึมซับว่ามีระบบแบบนี้อยู่ด้วยนะ สุดท้ายก็ให้ท่านเปิดใจ

วันนี้รู้สึกว่าพี่น้องเราให้ความร่วมมือกันอย่างดียิ่งแม้กระทั่ง ชมร.ยังแทบจะหยุดขาย บรรยากาศดีค่ะ

_ทองแก้ว…ช่วงแนะนำ ผู้อำนวยการ อาหนึ่งพุทธ ใครคนหนึ่งว่า ผอ.มีหน้าที่ปัดกวาดเช็ดถู ท่านก็ยกมือไหว้อนุโมทนา คือแบบว่า ผอ.เราไม่ต้องเก่งทุกเรื่องแต่อยู่เหมือนพี่เหมือนพ่อ

_รุณยุภา…สองสามวันก่อน ไม่ไปถ่ายทำรายการศาสตร์พระราชา กับอาอุ๊ เป็นพระราโชบายที่จัดสร้างบ้านให้ผู้ยากไร้ บ้านหลังแรกเป็นยายผู้เลี้ยงหลานถึง 4 คน บ้านหลังที่สองภรรยาเป็นโรคประสาท สามีก็เป็นโรคลมบ้าหมู บ้านทั้งสองจนเหมือนกัน ทางเข้าบ้านยากลำบาก หลังคาบ้านก็พัง ส้วมก็ลำบาก ภรรยาลุงเคยตกข้างส้วมสองที ข้างบ้านเป็นน้ำคลำ เต็มไปด้วยทะเลขยะที่ลอยข้างบ้าน ป้าคนที่เลี้ยงหลาน 4 คนเล่าว่า ไม่สามารถทำอาหารกินได้เพราะว่ากว่าจะซื้อวัตถุดิบมาทำอาหาร 1 อย่างก็มีรายจ่ายไปมากกว่าร้อยบาท แค่น้ำพริกผักลวกก็ยังต้องซื้อกิน หนูรู้สึกว่า ทำไมเขาจนใจอย่างนั้นไม่ได้ยากเต็มใจจน แต่เมื่อมองมาที่ชาวอโศก วันนี้จะกินอะไรไม่ต้องคิดเลย มีป้าๆชมร.มีแม่ครัวทำให้ เสื้อผ้าอะไรขาดแคลนก็ไปที่สขจ. สังคมเราจนแบบที่หลวงปู่อยากให้เราจน แต่เราไม่ทุกข์ใจเราแต่ละคนได้ใช้ศักยภาพตนเองอย่างเต็มที่ รุณก็เลยอยากรู้ว่า หลวงปู่มีฐานคิดอย่างไร ที่ตั้งแต่ก่อตั้งกลุ่มอโศกให้คนได้กินข้าวหม้อเดียวกัน คนปลูกผักก็ปลูกผัก คนทำสื่อก็ทำสื่อคนทำขยะก็ทำขยะ เราอยู่กันจนแบบนี้แต่เราไม่ได้พูดเลย เวลาพูดถึงความจนเรามีรอยยิ้ม แต่เมื่อพูดถึงความจนกับคุณป้าคุณลุงคนนั้นเขามีแต่น้ำตา อยากรู้ว่าหลวงปู่มีฐานคิดอย่างไรให้เราจนตั้งแต่ 30 40 ปีจนถึงทุกวันนี้

พ่อครูว่า..ฐานคิดนั้น ได้มาจากประสบการณ์จริงจากชีวิตหลวงปู่นี่แหละผ่านมาไม่รู้กี่ชาติแล้ว แล้วก็ได้ศึกษา สรุปหลวงปู่เคยพูดแล้ว พระพุทธเจ้าไม่ได้ศึกษาอะไรนอกจากศึกษามนุษย์กับสังคม ครบแล้วนะ เท่านั้นแหละ เอาสิ่งนี้ไปคิดให้ดี

เรื่องของสังคมมนุษยชาติกี่ชั้นวรรณะ ท่านศึกษามาหมด ทำได้แล้วจะชัดเจนทุกอย่าง หลวงปู่พูดก็จากที่เราทำมามาจนถึงชาตินี้เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็ทำอย่างนั้นมาจริงๆแล้ว ไม่ได้เอามาจากไหนเอาจากที่ทำมาเองจริงๆ แล้วก็อย่านึกว่าหลวงปู่ไม่เคยจน ทุกคนเคยจนมาแบบนั้นแล้ว หนักกว่านั้นก็เป็นไปได้จนกว่านั้นก็ยิ่งได้ อยากรู้ไปอ่าน สัมภาระวิบากของพระโพธิสัตว์ให้ดี

คนที่ทุกข์ทรมานต่างๆแม้แต่อ่านชาดกก็ได้ ชาดกห้าร้อยชาติก็ยังน้อย ยังมีอีกเยอะแยะ เราคิดไม่ออกด้วยซ้ำว่ามีด้วยหรือ มนุษย์ต้องเป็นขนาดนี้ เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้หรอก ทรมานน่าเกลียดน่าชังขนาดนี้ เรื่องดีๆไม่ต้องพูดถึงหรอก แต่เรื่องแย่ๆขนาดนั้น ชีวิตสัตว์โลกชีวิตมนุษย์ น่ากลัว ก็อย่าประมาทความผิดแม้มีประมาณน้อยอย่าทำดีกว่า

_หนูอยากทราบว่า คนที่สามารถระลึกชาติตนเองได้คือเขายังยึดติดกับอดีตของตัวเองหรือไม่

พ่อครูว่า..ไม่ใช่ คนที่ระลึกชาติได้หากคนยังติดยึดอยู่ พระพุทธเจ้าก็ยังระลึกชาติได้ตั้งเยอะแยะ หลวงปู่ก็ระลึกได้บ้างตามภูมิ มันจะไปติดทำไมมันเข็ดด้วยซ้ำไป คนรวยนี้ไม่เข็ด คนทุกข์ดีกว่านะ มันเข็ด แต่คนรวยนี้หลุดยาก คนจนนี้หลุดง่ายกว่า ต้องชัดเจนในประเด็นเหล่านี้จะไปติดทำไม

_วันใดที่มีการทำอาหารเพื่อนำไปขายที่หน้าวัด ซึ่งเป็นเวลาที่สมณะออกบิณฑบาตพอดี ผู้ที่ผ่านไปมาบริเวณนั้น จะได้ยินเสียง 2 อย่าง ควบคู่กันไปคือ หนึ่งเสียงของครูที่พูดกับนักเรียนตัวน้อยๆ พวกที่เขาทำงานช้า บางคนก็ยืนงง บางคนก็ทำผิดขั้นผิดตอนฯลฯ ตามมาด้วยเสียง พั๊วพ๊ะ จากครูคู่กันไป ผู้ถามรู้สึกเห็นใจทั้งครูและนักเรียน จึงใคร่ของคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้

พ่อครูว่า…คำตอบก็คือสอนกันคนถนัดสอนแรงก็ต้องอย่างนั้น พั๊วพ๊ะ คนที่สอนกันอย่างผู้ดีก็ค่อยๆพูดค่อยจาอาจจะช้าหน่อย แต่ที่ไม่ดี พั๊วพ๊ะ …ก็อาจจะช้าหน่อยเพราะมันอาจจะจากกันไปเลยประชดเลยมันก็เลยเสีย เพราะฉะนั้นเราก็อย่ารุนแรงจะดี ไม่รุนแรงเป็นดีกว่า ถ้ารุนแรงก็จะเสียผล เพราะฉะนั้นพยายามทำให้ไม่รุนแรงทำให้เบาๆดีกว่า ตามวิการรูป 5

ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา กายวิญญัติ วจีวิญญัติ

ลหุตา ใช้ความเบาอย่าใช้ความแรง

มุทุตา ต้องใช้ความเร็วทั้งเจโตและปัญญา

กัมมัญญตา คือการกระทำ มีภูมิรู้อัญญะ อัญญา มีความรู้เรื่องกรรมต่างๆ ท่านจึงแปล กัมมัญญตาคือผู้ทำการงานอันเหมาะสมดีงามได้สัดส่วน เหลือนั้นคือกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ซึ่งจะต้องมีจิตวิญญาณเป็นประธาน นี่คือวิการรูป 5 ในรูป 28

หลวงปู่ที่เอามาพูดได้เพราะมีอันนี้จริงแล้ว ในตำราไม่มีที่ไหนอธิบายอย่างที่หลวงปู่อธิบาย

ในรูป 28 มีรูป 4 คือ ดินน้ำไฟลม ส่วนรูป 24 คือ มีตาหูจมูกลิ้นกายใจมาประกอบอีกไม่รายละเอียดทั้ง 24 ไม่ใช่แค่พยัญชนะจะต้องเข้าใจพฤติบทของแต่ละรูปอีก 24 รูป เราจึงสามารถควบคุมรูปธรรมได้ เพราะเราจะมีจิตที่ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ วสวัตตี

วสวัตตี เป็นฉายาของผู้อำนวยการบุญนิยมทีวีเมื่อสมัยบวชเป็นสมณะ เพราะเดิมชื่ออำนาจ อาตมาเลยตั้งชื่อว่า วสวัตตีโก คือ ผู้ที่ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจ

จบ