ศาสนา

620301_สำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 40

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/15VsRPXkO2JcslIUmEFRqqj8sxQLfVX3a1PpPnWT44BE/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1n-O8uw8GrEs2EKd5ali_x6Kvzcw_67yj

สื่อธรรมะพ่อครู(มรรคมีองค์ 8) ตอน วิหิงสาในสังกัปปะคืออะไร

พ่อครูว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม 2562 ที่บวรสันติอโศก แรม 10 ค่ำเดือน 3 ปีกุน

_พลังเพ็ญ…ถามคำถามเรื่องมรรคมีองค์ 8 เมื่อก่อนก็ไม่เข้าใจ สัมมาทิฏฐิในสัมมาสังกัปปะมี 3 อย่างคือไม่ดำริในกามพยาบาทวิหิงสา กามพอเข้าใจ พยาบาทก็พอเข้าใจ แต่วิหิงสา ขอพ่อครูขยาย

พ่อครูว่า…อยู่ในสังโยชน์ 10 อยู่ในอนุสัย 7 ก็ตาม มันก็มีคู่ผลักดูดกามกับพยาบาท ไปเป็นคู่ๆ เป็นเทวธัมมา ตลอดไปแหละ มันก็มีคู่ มันก็มีความละเอียดขึ้นละเอียดขึ้น

วิหิงสาคือคู่ผลักและดูดที่ละเอียดขึ้น คู่ที่มันหยาบก็เป็นกาม พยาบาท เมื่อกำจัดกามพยาบาทหมดไปก็เหลือกิเลสที่ละเอียดขึ้น ถ้าจะใช้พยัญชนะตามสังโยชน์ก็คือ

กามกับพยาบาทก็เป็นข้างนอก ข้างในก็เป็นรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ

เพราะฉะนั้นเมื่อกามกับพยาบาทภายนอกหมดไป ลักษณะคล้ายกันกับ กาม กับพยาบาท ผลักหรือดูด ไปเป็นรูปราคะ อรูปราคะ คือนัยละเอียดที่ รูปราคะก็หยาบหน่อย อรูปราคะละอียดไปอีก

มานะคือมีการถือดีแข่งดีเเข่งเด่น ก็มีเชิงผลัก มันก็เหมือนกันกับข้างนอก แต่มันเป็นตัว หยาบที่ยึดตัวตน มานะ ก็ละเอียดขึ้นก็ยึดตัวตนละเอียดขึ้นเป็นมานะ

รูปราคะ อรูปราคะหมดไป ก็เหลือแต่ยึดตัวตนกับเศษธุลีเรียกว่าอุทธัจจะ อย่างนี้เป็นต้น

ถ้าเผื่อว่าเราไปเทียบกับ อนุสัย อนุสัยนั้น ท่านขึ้นต้นด้วย

กามานุสัย ปฏิฆานุสัย ก็คล้ายๆกันกับสังโยชน์ แต่สังโยชน์ขึ้นต้นด้วยองค์ธรรม 3

ให้รู้อัตตา หรือสักกายะ อาการ ลิงคะ นิมิตตรงนี้ มีญาณอ่านอาการกิเลสที่เป็นตัวตนของเราให้ชัดอย่างไม่ผิดเพี้ยนไม่สงสัยไม่ข้องใจ ก็ตรงพ้นวิจิกิจฉาและมีหลักวิชชาปฏิบัติศีลพรตมีอุบายเครื่องออกที่เป็นสัมมาทิฏฐิสัมมาปฏิบัติ ทำเหยาะแหยะเป็นสีลัพพตปรามาสก็ไม่ได้ ต้องล้างกิเลสได้จึงเป็นลำดับ

ผู้ใดปฏิบัติได้ก็จะรู้สภาวะของตนเองว่าที่ออกไปได้และที่เหลือ ก็นัยคล้ายกันมีผลักกับดูด มีชอบกับชัง มีโลภ มีโกรธ

สื่อธรรมะพ่อครู(สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4) ตอน เมื่อใดควรใช้ soft power

_พ่อครูมักพูดว่า คนในปัจจุบันหยาบหนา แต่ในรายการคุณโสภณ ว่าต้องใช้ soft power

พ่อครูว่า…แล้วแต่ผู้ที่มีวินิจฉัย คุณโสภณ ข้อวินิจฉัยอย่างคุณโสภณ ก็เป็นคาแรคเตอร์ของเขาอย่างนั้น เขาก็soft ของเขา ไม่ต้องการรุนแรง ก็เขาคิดว่า soft มันดี จริงๆมันดี การไม่แรงไม่ต้องออกแรงมาก นิดๆหน่อยๆ คนที่จะทำงานนั้น ไม่ต้องเอาอะไรหรอก คุณขัดขี้ตะไคร่ออกหากขัดนิดหน่อยก็ออกได้มันก็ดี แต่ถ้ามันหนามันติดหนัก มันก็จำเป็นต้องขัดแรงอย่างนั้น เพราะฉะนั้นยุคสมัยนี้จริงๆแล้ว คุณว่ามันง่ายเหรอ มันติดอย่างเบาๆเหรอ อาตมาว่ามันไม่ใช่นะ

คุณเองก็คงเห็นสมัยอาตมา soft นิ่งสงบเนียน อาตมาก็ soft ซึ่งมันก็ดีเรียกร้องความสนใจคนนับถือ ถ้าอย่างแรงคนไม่ชอบหรอก ซึ่งกระทบกับตัวเขาเองจะไม่ชอบ หรือไปแรงทำกับคนอื่นก็ไม่เข้าท่า มันเป็นสัจจะ แต่มันเป็นความจำเป็นที่จะต้องมาใช้อย่างเหมาะสม อาตมาไม่ใช่ว่าไม่ยินดีในความเบา อาตมาไม่เป็นคนรุนแรงเลย ปางนี้อาตมาไม่ใช่สายโทสะวิบากเรื่องนี้ก็ไม่มี มีแต่สาย โรแมนติกอิซึ่มไม่ใช่ซาดิสซึม

อาตมาทำงานต้องใช้สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ถ้าจะพูดให้งามให้สวยอย่างโสภณ คำว่าโสภณแปลว่างาม อาตมาไม่ห่วงตัวตนใครจะมองอาตมาอย่างไรอาตมาเล็งผลที่เกิด อาตมาเป็นการคัดเลือกคนที่มายึดถือในอาการ อาตมาไม่ใช่ไม่รู้มีคนทักท้วงมาตลอด แต่ก็ต้องใช้แบบนี้ ต่อไปหากจะแรงกว่านี้เรี่ยวแรงไม่มีมันก็เบาไปเอง หรือว่าไม่ต้องแรงมันก็ไม่เหนื่อยมันก็ได้ผล อาตมาจะต้องไปทำแรงทำไมล่ะ อาตมาไม่ใช่สายซาดิสซึมหรือมาโซคิส แต่เป็นสายโรแมนติก

_ข้าพุทธ..พวกเราปฏิบัติธรรมมาหลายสิบปี ทำไมยังแสดงกิเลสหยาบอยู่ ถือว่าเขาปฏิบัติธรรมผิดพลาดตอนไหน?

พ่อครูว่า…จะบอกตายตัวไม่ได้ แต่ละคนต้องดูของตัวเองว่าเราไปพลาดตอนไหนหรืออย่างไร แล้วเราก็รู้ว่าตอนไหนไม่สำคัญเท่าไหร่ แต่สำคัญคืออย่างไร เราแสดงออกอยู่อย่างนี้เราก็ต้องลดละอาการ ให้มันเบาบางจางคลายอย่าให้มันแรง อย่าให้มันมีอาการกิเลสอย่างนั้น ก็ต้องเห็นความจริง มันบอกตายตัวไม่ได้

สื่อธรรมะพ่อครู(มรรคมีองค์ 8) ตอน สำนึกผิดไม่ใช่เบียดเบียนตนเอง

_ข้าพุทธ..ในศีลข้อ 1 ให้ละเว้นจากการเบียดเบียนทำร้ายสัตว์อื่น ถ้ากรณีที่เบียดเบียนทำร้ายตัวเอง เช่นเราทำอะไรผิดพลาดเรื่องผ่านไปแล้วแต่เราวางใจไม่ได้ ยังคงคิดถึงมันว่าเราไม่น่าทำเลย การเบียดเบียนตรงนี้ถือว่าผิดศีลข้อที่ 1 หรือเปล่า

พ่อครูว่า…ไม่ใช่การเบียดเบียนแต่เป็นความสำนึกว่าเราไม่น่าพลาดเลย ความสำนึกของเราไม่ใช่ว่าเบียดเบียนตัวเอง คุณไปตีความได้อย่างไร เราสำนึกว่าเราไม่น่าไปทำเลย เอาไปทำแล้วก็สำนึกเราก็รู้ว่าอย่าไปทำอีก อย่างนี้มันไม่สมควรมันไม่ดีเราทำไปแล้วมันไม่สมควรแล้วก็เลิก อย่าให้มันผิดเพี้ยนสิ ความสำนึกมันก็ดีแล้ว เราก็รู้เหตุที่มันจะทำให้เป็นแบบเดิมเราก็อย่าทำอีก มันเป็นครูของเราเอง

_ฟ้าหนุน..ฉัพพรรณรังษีในพระโสดาบันมีหรือไม่ครับ หรือเป็นนามของอิทธิบาท 4

พ่อครูว่า…ฉัพพรรณรังสี คุณไม่ต้องไปคำนึงว่ามันจะมีหรือไม่มีหรอก มันเป็นลักษณะของคุณสมบัติคุณธรรม อันมีมากจนเปล่งประกาย คุณสมบัติของเราเป็นประกายจนคนอื่นสัมผัสได้มาก เป็นลักษณะแม้แต่ในทางวัตถุ มันก็เป็นรัศมี เป็นพลังงานที่ลักษณะเลื่อมพรายฉาบภายนอกไว้ มันแรงแต่มันละเอียดใสระยิบ อาตมาก็ยังชี้ลักษณะไม่เก่ง คือมันเป็นคุณสมบัติอันนึงที่สูงส่งของพลังงาน ต้นทาง ก้อนพลังงานนี้มีสิ่งที่…

มันมีก้อนรูป และมีพลังงานของน้ำมาให้เห็น ละเอียดขึ้นมาก็เป็นรูปนามที่ละเอียดขึ้นไป ทีนี้เอารูปที่มันเป็นก้อนมากใจมันก็มีพลังงานแรงสูงก็ระยิบระยับมากขึ้นไปเป็นชั้นที่ยิ่งพร่ายิ่งแรงยิ่งสูงส่ง เรียกว่า ฉัพพรรณรังสี

ฉัพพะ แปลว่า 6 ภาษาอังกฤษเรียกว่าออร่า เป็นรัศมีเป็นรังสีที่เปล่งประกายให้เห็นว่า เรามีสิ่งหนึ่งจนกระทั่ง มากเกินจนผู้อื่นเห็นได้ เข้าตาแสบตาคนอื่นเลย

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ขายเครื่องประดับปลอมผิดศีลหรือไม่

_บ้านของหนูทำงานเกี่ยวกับค้าขายเครื่องประดับเทียม จะเป็นการผิดศีลหรือไม่ ทำมา 22 ปีแล้ว ไม่กล้าที่จะขยายงาน แฟนก็บอกว่าให้ไปทำงานเกษตร เขาไม่สนับสนุนงานเดิม แต่ที่มีกินมีใช้ก็เพราะว่างานเดิมหนูก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

พ่อครูว่า..คุณไปง้อมันอยู่ก็ต้องตกเป็นทาสของมัน ที่จริงคุณรู้อยู่ว่ามันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เครื่องประดับตกแต่งเป็นเรื่องเปลือกผิวมอมเมา ไม่ใช่แก่นไม่ใช่สาระของชีวิต รักความสวยงามและการตกแต่งและการประดับประดา แล้วมันยิ่งปลอมด้วย ของไม่แท้ ทั้งเป็นเครื่องประดับที่ไร้สาระ ทั้งปลอมอีก ก็หลายชั้นเลย เลิกได้ก็ดีนะ ถ้าเผื่อว่าสามารถจะทำเกษตรอย่างที่แฟนว่าได้ก็ดีมากเลยช่วยกันทำไป ทำเกษตรเลี้ยงตัวเองไปให้รอด มันก็เจริญ จนกระทั่งเหลือเฟือเผื่อแผ่ผู้อื่นได้อีกก็จะเจริญไปเรื่อยๆตามลำดับ ชีวิตของมนุษย์ต้องรู้ว่า ตัวเรายังจะต้องมีวิบาก เป็นเรื่องเสื่อมเป็นเรื่องไม่ดีเป็นเรื่องอกุศล ในลักษณะที่จัดไปว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำก็ไม่ดีเป็นวิบากไม่ดี นัยละเอียดก็มีดีกับไม่ดี 2 อย่าง ก็อย่าไปสะสมความไม่ดี ลดได้อย่างไร เรารู้ว่าควรจะเลิกอย่างไรก็ทำไปอย่างที่ว่า เครื่องประดับได้เป็นของปลอมอีก แม้แต่เป็นของแท้ก็เป็นของเมาๆ ก็ให้มาเอาเนื้อหาสาระเป็นประโยชน์คุณค่า เกษตรนี่เป็นของต้องกินต้องใช้แท้ๆ

_ถ้ามองเป็นแง่ศิลปะได้ไหม

พ่อครูว่า…ศิลปะนี่แหละคือความแหลกเหลวในโลกนี้ อาตมากำลังตีศิลปะ

ศิลปะเป็นมงคลอันอุดมคือคำสอนของพระพุทธเจ้า มันเป็นสิ่งที่เป็นสาระ ศิลปะที่เสริมให้เราเจริญขึ้น ศิลปะมันจะมีอยู่ 2 มุม สองแง่ชัดๆ 1 คือสุนทรียศิลป์ 2 คือสารศิลป์

สารศิลป์คือต้องเป็นประโยชน์เพื่อแก่นเนื้ออันนี้ สุนทรียศิลป์คือการที่ชวน เป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเป็นเปลือกที่ชี้ชวน เหมือนดอกไม้มีสีมีกลิ่นเพื่อให้แมลงมาตอมจะได้ต่อเชื้อเอาเกสรไปผสมพันธุ์

ผู้ที่มีบ้างนิดๆหน่อยๆสำหรับคนต้องอาศัย ก็ต้องเผื่อไว้ แต่ถ้าไม่มีอะไรก็มีแต่ศิลปะ คำว่าศิลปะคือเอาสาระเป็นแก่นสาร เนื้อแท้ อย่าไปเน้นที่เปลือกองค์ประกอบเครื่องชี้ชวนแสงสีเสียง อะไรที่มันห่อหุ้ม ถ้าไปห่อหุ้มมากจนกระทั่งสาระไม่เหลือเลย คนก็ต้องไปติดเปลือกที่เป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็จะมอมเมากันไปจนโลกแตก อาตมาพูดจนเพื่อนฝูงในวงการศิลปะไม่อยากจะคบอาตมา ที่ต้องพูดเพราะว่ามันมากเกินจนกระทั่งถูกมอมเมาปลอมแปลง ปรุงแต่งกันให้แปลกบอกว่านี่เป็นสิ่งยอดเยี่ยมสิ่งประเสริฐ ตีค่าโฆษณาราคาของตัวเองให้สูงขึ้นมันก็ยิ่งไปกันใหญ่ ทุกวันนี้ ศิลปะทุกวันนี้เป็นเครื่องหลอกลวงในโลกที่เลวร้ายที่สุด ถ้าขยายความศิลปะก็คือสิ่งที่มอมเมาทั้งหลายแหล่  และเป็นพิษเป็นภัยเยอะที่สุดถ้าเข้าใจ มาเรียนรู้ให้ดีจะได้เป็นสาระแก่นสารของชีวิต

สื่อธรรมะพ่อครู(สุขภาพบุญนิยม) ตอน เคล็ดไม่ลับขยายอายุขัยพ่อครู

_น้อมขวัญ …พ่อท่านดูหนุ่มขึ้น อยากทราบเคล็ดลับ

พ่อครูว่า…อาตมาไม่ได้มีเคล็ดลับมีแต่เคล็ดที่เปิดเผย อธิบายอย่างกับอะไรดี พยายามแยกแยะแจกแจง อยากให้แข็งแรงสดใสหนุ่มสาวขึ้น ทุกคนอยู่ด้วยกันอีก อาตมาถึงบอกว่าใครจะอยู่ด้วยก็พยายามฟิตตัวเอง ให้แข็งแรง หนุ่มสาวสดชื่นขึ้นไปให้ถึงกันนะ

8 อ.ก็ชัดเจนทุกอย่างแหละ ต้องมีความพากเพียรใส่ใจสนใจ ที่จะดูแล ไม่ใช่ประคบประหงม เกินควร ดูแลให้ครบสัดส่วนที่พอเหมาะพอดี ชัดเจนทุกอย่างแล้ว 8 อ.

  1. อิทธิบาท ก็มีความพากเพียรใส่ใจยินดีที่เราจะต้องดูแลชีวิตตนเอง ร่างกายตัวเอง มีฉันทะวิริยะจิตตะวิมังสา วิมังสาคือเนื้อแท้แก่นแท้ เสร็จแล้วเราก็ต้องดูอารมณ์

  2. อารมณ์ ควบคุมอารมณ์ให้ดี อารมณ์นี่สำคัญมากเลย ให้อารมณ์เราเบิกบานแจ่มใสยินดี เบิกบานไปเรื่อยๆอย่าให้มันเศร้าหมอง อย่าให้มันแรงร้อน ให้มันสบายๆเย็นๆหรืออุ่นๆพอดีพอดี อะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็ต้องอ่านอาการจิตใจเราให้ดี อารมณ์คือความรู้สึกของเราเป็นอย่างนี้ มันสบายมันไม่ร้อนมันไม่แรง มันไม่จัดจ้านอะไรมันก็ไปเรื่อยๆ ผรณาปีติสบายๆเสมอๆ ถ้าหากลักษณะของจิตมันจะมาทางโทสะจะหยาบกลางละเอียด จะนิดน้อยเพียงเท่าไหร่ก็อย่าให้มันเกิดเลย ต้องให้มันเป็นความปรารถนาดีต่อทุกคน แม้แต่คนที่เป็นศัตรูมีความปรารถนาร้ายต่อเรา เราก็ไม่มีความปรารถนาร้ายกับใครเลย อ่านอาการพวกนี้แล้วศึกษาฝึกฝน มันทำให้กิเลสของเราตัวหนักๆสำคัญๆนี้ลดลงด้วยนะ มันเป็นฐาน เป็นแกนเลย

ตรวจสอบอารมณ์ หรือเวทนา เวทนาเป็นกรรมฐานการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าที่สูงสุด ปฏิบัติกรรมฐานตัวเดียวนี้แหละ เรียนรู้สุขทุกข์ชอบหรือชังอยู่ในนี้ แล้วทำให้จิตเป็นกลางอุเบกขาเฉยไม่ผลักไม่ดูด ไม่ชอบไม่ชัง โทสะไม่มี มีแต่ความยินดี ความยินดีจะเป็นสัมประสิทธิ์ให้เจริญก้าวหน้าต่อไป ถ้าเป็นโทสะจะเป็นตัวทำให้จิตถูกทำร้าย อัตตาตัวเองทำลายชีวิตด้วย อธิบายละเอียดยากอารมณ์

3 อาหารคือเครื่องอาศัยในชีวิต ตั้งแต่อาหารคือคำข้าว กวฬิงการาหาร เป็นเครื่องอาศัยให้ชีวิตมีถ้าเข้าไปสังเคราะห์ร่างกายให้อยู่ได้ เขาเรียกโดยศัพท์ว่าคำข้าว คือสิ่งที่เคี้ยวกลืนกินเข้าไป ก็ต้องเรียนรู้ว่าอย่าให้เป็นพิษ อย่าให้มันมากเกินอย่าให้มันน้อยเกิน อย่าให้เป็นสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสาร เข้าไปปนเปเข้าไปมาก ต้องเอาเป็นสาระแก่นสารเข้าไปพอเหมาะพอดีได้สัดส่วน เท่าที่เรามีภูมิปัญญาจัดสรรได้ ไม่ใช่ว่าเพราะว่ามันอร่อยมันสวยน่ากินอร่อยน่ากินมันหอมน่ากิน อะไรไปติดที่เปลือกพวกนี้ไม่ใช่ ก็ต้องดูที่สาระของมัน ยิ่งถ้าเรามีความรู้ทางโภชนาการเราขาดธาตุไหน เราก็กินอาหารที่จะได้ธาตุที่เราขาดได้ ก็จะยิ่งเก่งเป็นนักโภชนาการที่ทำให้ร่างกายชีวิตเราได้สิ่งที่เราขาดแคลน เข้าไปเลี้ยงเข้าไปสังเคราะห์ อย่างแท้จริงกับร่างกาย

อย่างพวกเราช่วยกันอย่างเป็นองค์รวมอยู่แล้วไม่ได้ทำร้ายกัน เอาแต่สาระอาหารที่ดีเข้าไปอยู่แล้ว กวฬิงการาหารก็ตาม จริงๆแล้วอาหารมี 4 อย่าง

กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร

ต้องเรียนรู้เมื่อสัมผัสแล้วเกิดความชอบหรือไม่ชอบในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส หรือบางคนมีโฆษณาว่าใครไม่ได้กินอย่างนี้ไม่ได้เป็นคนชั้นสูงนะ สารพัดที่เขาจะหลอกล่อเมาให้มนุษย์ไปนิยมชมชื่น เขาจะได้ขายของเขา เราก็จะต้องรู้เจตนา เจตนาเป็นอาหารข้อที่ 3 รู้ถึงความมุ่งหมายเจตนา ความต้องการว่าต้องการอะไรที่ไปเป็นแก่นแท้ ต้องการสิ่งที่เป็นสาระแท้ ไม่ใช่เป็นกิเลสเป็นสิ่งปลอมแปลงถูกหลอก ต้องรู้จักเจตนาว่าเราเอาอันนี้มาเพื่ออันนี้ ให้มันถูกตัวทุกสภาพถูกสัดส่วน เรียกว่ามโนสัญเจตนา ที่จะไปเป็นไปเพื่อ กามก็ไม่เอา เป็นภพก็ไม่เอา

จะดูอันนี้ได้ก็ต้องมีรูปนามรู้จักธรรมะ 2 เรียกว่าวิญญาณาหาร ถ้าคุณไม่เรียนรู้ 2 อย่างนี้ไม่รู้จักรูปและนาม มีธาตุรู้ตั้งแต่สัญญาจนเป็นปัญญา สัมผัสแล้วกำหนดรู้มีความรู้ที่จะรู้ เป็นความรู้ที่ชัดเจนถึงแก่นสารสาระสิ่งที่สูงส่งเป็นโลกุตระ นั่นแหละก็คือรูปนามหรือเทวะ

ในสังคมโลกเดือดร้อนเพราะไม่เรียนรู้เรื่องของเทวหรือธรรมะ 2 นี่แหละ เป็นเรื่องสุดยอดปลายเล็กสุด จนกระทั่งถึง 1 2 และเป็น0 ที่เป็น 1 เป็น 2 คือเทว ถ้าไม่รู้จักสัดส่วนที่พอเหมาะพอดี 1 2 ไปเป็น 3 ไปเป็น 4 5 6 ก็ยิ่งบานปลาย ทำให้เกิดความกว้างความเพิ่มเติมอีกเราก็ต้องดูว่าเราจะสร้างสรรอะไร ตอนนี้มันมี1 มันมี 2 จะทำให้เป็น 3 ก็ครบ สามเส้า เป็นกระบวนการของสิ่งที่ยังอยู่ในโลกก็จะมี 3 อย่าง มีประธานคือธาตุรู้ในตัวเรา กับมีพลังงานอีก 2 อย่างคือบวกกับลบคืออิตถีภาวะกับปุริสภาวะ ถ้าอยู่ได้อย่างพอเหมาะพอดีไม่เสื่อมลง แล้วไม่ออกไปเกิน เรียกว่า cyclic order อยู่ได้อย่างสมดุลมันก็จะอยู่อย่างนี้ไปอีกนาน เหมือนกับลูกข่างที่หมุนเร็ว ลูกข่างนอนวัน นิ่งไม่มีอะไรมา เสียดสีก็จะอยู่ทนนานมาก

เราจะต้องการเพิ่มก็ต้องมีพล้งงาน แก่นบวก static กับพลังงานลบ dynamic

จนกระทั่งมันมีตัวรู้ก็มีชีวมีตัวประธานเป็นธาตุรู้ขึ้นมาเป็นสามเส้า คือ ISH

คือ I และ She คือพลังงานลบอิตถีภาวะกับ He คือพลังงานบวก ปุริสภาวะ

พีชะคือที่มีสามแล้วแต่ไม่ไปรบกวนใครอยู่ได้นานที่สุด จึงไม่เป็นพิษภัยกับใคร คนเอามันไปใช้เป็นโทษหรือเป็นประโยชน์ก็ได้ ตัวเขาเองก็ไม่รู้ตัวเองว่าเป็นโทษหรือเป็นประโยชน์ เขารู้แต่ตัวเขา พีชนิยาม เมื่อเป็นสัตว์มันจะมีพลังงานสูงกว่านั้น เกิดพลังงานที่เป็นกรรมวิบากเพราะไปเบียดเบียนคนอื่น เป็นกุศลเป็นอกุศล เป็นพลังงานที่สะสมขึ้นไป อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า อุตุนิยาม พีชะนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม

ต้องเป็นมนุษย์ชั้นสูงเป็นเวไนยสัตว์จึงจะมีความรู้เข้าใจได้ สามารถลดสิ่งที่เป็นโทษภัยในพลังงานจิตนิยาม จนเหลือแต่พลังงานที่ไม่เป็นพิษภัยต่อใครเลย เป็นพลังงานของพระอรหันต์ขึ้นไปจะอยู่อีกกี่ชาติก็ไม่เป็นพิษภัยกับใคร

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน มีลูกติดเหล้ามากควรทำอย่างไร

_จะทำอย่างไรถ้ามีลูกที่ไม่เชื่อฟังเราเลย ติดอบายมุขคือเหล้ามากจะทำใจอย่างไร

พ่อครูว่า…เราก็ต้องพยายามอย่าไปรุนแรงอะไร พูดกันให้เข้าใจแล้วค่อยๆ การจะช่วยผู้อื่นได้เราต้องทำตัวเองให้ดีก่อนจนเขาศรัทธา ถ้าเราทำตัวเองจนเขาศรัทธาได้ ไปบอกเขาเขาก็จะเชื่อฟังเขาจะนับถือ ก็ต้องทำตัวเองให้ดีก่อน แล้วก็ค่อยๆบอกเขายังดีๆ มีโอกาสก็จะค่อยๆเป็นไป อย่าไปฮึดฮัดรุนแรง ให้ทำตัวเองให้ดียิ่งขึ้นแล้วเขาก็จะศรัทธายิ่งขึ้น ทำยังไม่ได้ เขายังไม่เชื่อเรา เราก็ต้องทำตัวเรานี่แหละ ไม่ใช่ไปบีบบังคับกัน จะบีบบังคับก็ยิ่งมีการต่อต้านชิงชังกัน ไม่เกิดประโยชน์อะไร นั่นแหละจะต้องทำอย่างนั้น

2 ต้องนึกเสียว่าเรามีวิบาก ลูกมันเกิดมาทวงหนี้เรา เยอะ ฆ่าไม่ตายขายไม่ขาด จะไปทำอย่างไรมันก็คือลูก เป็นสายเลือดจริงๆ มันเป็นสัจจะของวิบากก็ต้องยอมรับกัน วางเสีย อโหสิกรรมกันนะจากนี้ เราก็ใช้หนี้ไปก็ทนเอา อาจจะต้องทุกข์ทรมานบ้างอาจจะต้องเจ็บตัว โลกมันเมามาก็มาทำร้ายบ้าง ก็หลบให้ดีก็แล้วกัน มันก็เป็นวิบากเป็นสัจจะ แต่สุดท้ายก็โยนให้วิบาก ก็พอจะบอกได้จะแก้ไขกันได้ก็ทำ เป็นเรื่องสุดวิสัยที่จะทำได้ก็ต้องปล่อยไป

สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ทำไมพ่อครูต้องยกตัวอย่างคนไม่ดีมาสอน

_แซมดิน …ในทุกยุคสมัยก็จะมีคนดีที่ทำเพื่อชาติบ้านเมือง ส่วนคนไม่ดีก็ทำไม่ดีมาอย่างมากมาย มีคนช่วยให้หนีได้อีก แล้วธรรมะย่อมชนะอธรรมยังเป็นจริงอยู่ไหม

พ่อครูว่า…คนที่หนีคดีแล้วยังมารุกรานอะไรอีกก็เพราะว่าเขาโง่มากเขาเข้าใจผิด มันก็ยิ่งจะเป็นกรรมวิบาก ถ้าเป็นใครก็แล้วแต่ก็คงจะนึกออกคนไทยที่ไม่ตกยุคไม่อยู่ในรูอยู่ในสังคมพอรู้กระแสสังคมก็กำลังต้องรู้ว่าพูดถึงใคร ที่กำลังทำความชั่วได้เด่น มันเป็นสัจจะที่เราจะต้องเข้าไปล่วงรู้สาระของมันให้ดี ที่อาตมาเรียกด้วยศัพท์ว่า ปฏินิสัคคะ สภาพหมุนรอบเชิงซ้อนจนกระทั่งคนเข้าใจผิดหลงความผิดเป็นความถูก แต่เขาก็ไม่รู้ตัว เป็นเรื่องสุดวิสัย ก็เป็นวิสัยของเขา แต่เขาไม่พยายามศึกษาเรียนรู้ มีแต่เรื่องของอกุศลจิต เป็นบาปเป็นเวรใส่เข้าไปในจิตเรื่อยๆ เขาก็จะมีวิบากของเขาอย่างแท้จริงเป็นสัจจะที่ไม่มีใครสามารถโต้แย้งได้ไม่มีใครตัดสินสัจจะนี้ได้ สัจจะจะตัดสินสัจจะเองถูกก็คือถูกไม่มีผิดหรอก ผิดก็คือผิด

คนที่ศึกษาตามจะมีญาณปัญญารู้มากมาย ที่อาตมาอธิบายเอาคุณทักษิณก็ดี ทางด้านสายธรรมะก็เอาธัมมชโยมาก็ดี เป็นตัวอย่างเลวร้ายที่ซับซ้อน อาตมาเจตนานำมาเพื่อจะให้เป็นตัวอย่างขยาย และอธิบายให้คนได้รู้ ควรจะได้ตามดูพฤติกรรมด้วยความซับซ้อน คนที่มีรายละเอียดในตัวคนพวกนี้จะมีความรู้เอง อาตมาไม่มีความรู้นะ ที่เขาทำกรรมชั่วกรรมแล้วอะไรซับซ้อนอีกเยอะแยะ อาตมาไม่ได้โดนกระทำหรอก เขาก็ต้องเอาเชิงดีมาหลอกว่าเป็นจริง คนที่ไม่รู้ทันก็ตกเป็นทาสของเขา

อาตมาไม่เก่งที่จะไม่ยกตัวอย่างได้ ถ้ามีตัวอย่างมันดีกว่าอาตมาอธิบาย ใครที่เคยสัมผัสได้ศึกษามุมเหลี่ยมต่างๆ จะเข้าใจได้ดีกว่าอาตมา อาตมามีภูมิปัญญาที่จะรู้ความละเอียดเหล่านี้แม้จะไม่ได้ไปคลุกคลีเอง เป็นเรื่องกุศลหรืออกุศลก็ชัดเจนอยู่แล้วเอามาพูดได้ จริงๆแล้วบอกไปเลยไม่ได้พูดเล่นโก้ว่า อาตมาสงสารเขาเห็นใจเขานะ จะช่วยเขาไม่ได้เลยจะต้องพูดอย่างนี้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ตัวเขานั้นอาตมาพูดอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อหรอก เขาไม่ฟังอาตมาหรอกเขาไม่ได้นับถืออาตมาหรอกไม่ว่าจะเป็นธัมมชโยหรือทักษิน แม้แต่พูดที่เขาบอกว่ารู้ดีกว่าอาตมา อาตมาก็ไม่ได้ไปขอข้าวเขากิน ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับเขา มีแต่พยายามที่จะให้มันเกิดสภาพบุญนั่นแหละ คือความรู้ที่จะเอาไปตัดกิเลส เป็นพลังงานบุญ

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน หมดสุขหมดทุกข์เป็นลำดับจึงมีหมู่บ้านศีล 5ได้

_ดิฉันมาอยู่กับชาวอโศกมานานแล้วจนลูกโต 2 คนแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกเหมือนว่าตัวเองเพิ่งมาอยู่ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เราทุกข์เราก็ยังจัดการไม่ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเหตุการณ์เรื่องการทุบตึก ปีนี้ในงานพุทธาภิเษก ที่ดิฉันฟังมา 20 กว่าปี เมื่อมาฟังพ่อท่านอยู่ช่วงนึง พ่อท่านยกเรื่องของทักษิณ พ่อท่านบอกว่าให้พยายามพึ่งตัวเอง เขาเห็นว่าดิฉันชอบพึ่งพาคนอื่นคุยกับคนอื่นเวลามีทุกข์ แม้พ่อท่านบอกว่าพึ่งตนเองคือหยั่งกิเลสในตัวเองหยั่งให้ถึงแดนเกิด ดิฉันก็ตรวจสอบว่าเราทุกข์เรื่องอะไร จากความทุกข์เรื่องที่จะถูกทุบตึก ถ้าดิฉันพลาดโอกาสไม่ไปปีนี้ อาจจะเป็นโรค ปสด.ก็ได้ แต่พ่อท่านว่าให้หยั่งลงถึงที่เกิด ดิฉันก็รู้สึกโล่งขึ้น

ในการสอบ ดิฉันฟังธรรมเป็นอันดับ 1 แต่ว่าเวลาสอบได้คะแนนนิดเดียว บางคนไม่เห็นฟังธรรมแต่สอบได้คะแนนเยอะ

พ่อครูว่า…มันมีเหตุปัจจัยให้ปฏิบัติจริง ดีที่รู้ตัวเอง สภาวะกับบัญญัติ ทุกวันนี้มันหลงในภาษาความรู้บัญญัติมากเหลือเกินในมนุษย์โลก จะหยั่งเข้าถึงปรมัตถ์จิตเจตสิกก็มีน้อย แต่เริ่มแล้วเริ่มมีความเข้าใจ เห็นความสำคัญอันนี้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องจิตเจตสิกต่างๆ เพราะฉะนั้นในอนาคตศาสนาพุทธนี้จะได้รับการสนใจ ได้รับความสนใจ ในประเด็นนี้แหละ ประเด็นที่จะต้องมาเรียนรู้ปรมัตถธรรม รู้จักกิเลสลดละกิเลสเพราะเป็นเรื่องที่สุดยอดของมนุษย์ ไม่มีทางอื่นเป็นทางนี้ทางเดียวที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้โลกุตรธรรมอันนี้อันเดียวให้มารู้กิเลส หรือ อาตมากำลังขยายเข้าหาเทวคือสุขทุกข์ กำลังขยายเปรียบเทียบให้เห็นว่า

สุขทุกข์กับดีชั่วนี้ ความสุขทุกข์นี่แหละเป็นตัวเนื้อแท้ของสัจธรรมสูงกว่าดีชั่ว แต่ไม่ได้หมายความว่าดีชั่วไม่ปฏิบัติ จะให้ปฏิบัติก่อน แต่อย่างไรสุดๆนี่แหละมันละเอียดลออลึกซึ้งมากกว่า ใครสามารถที่จะเรียนรู้ว่าดีชั่วเราก็สามารถทำได้แล้ว แต่ความสุขความทุกข์นี่แหละอย่างหนักหนา ต้องเรียนรู้ ต้องเลิกสุขทุกข์

คนที่โง่เง่าไปทำชั่วมันก็ยังสุข ความชั่วยิ่งหนักก็นึกว่าตัวเองเก่ง นึกว่าตัวเองวิเศษฉลาดเฉลียวอีก มันก็ยิ่งจมในวิบาก หนักหนาสาหัส ความสุขความทุกข์มันแยกไม่ได้เป็นเป็นคู่หู เหมือนกระดาษที่มี 2 หน้าเหมือนเหรียญที่มีสองด้าน

พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้สิ่งที่ง่ายกว่าคือความทุกข์ ความสุขเป็นเรื่องหลอกเข้าใจได้ยากเรียนรู้ได้ยาก ต้องทำลายหรือฆ่าเหตุแห่งทุกข์ มากเหตุเลยนะ มันซับซ้อนกลับไปกลับมา หลอกว่าความทุกข์เป็นความสุขความสุขเป็นความทุกข์ จะต้องทำการฆ่าเหตุ ให้เป็น อิทัปปัจจยตาหรือเป็นปฏิจจสมุปบาท แล้วมันก็จะหมดเหตุ หรือจริงๆแล้วสุขก็คือความทุกข์เป็นเหตุ กิเลสเป็นเหตุแห่งทุกข์ เสร็จแล้วไปหลงว่ามันเป็นสุข ด้วยความเข้าใจผิดไปติดเสพของหลอกว่าเป็นของจริง มันไม่มีจริง เป็นสุขขัลลิกะ แต่ทุกข์นี่แหละเป็นตัวแทนเป็นทุกข์อริยสัจ ฆ่าเหตุแห่งทุกข์มันก็จะหมดความสุขไปด้วย ศาสนาพุทธบริบูรณ์ที่ไม่มีทั้งความสุขความทุกข์ ความรู้อันนี้กำลังจะถูกเปิดเผย

ความสุขความทุกข์เป็นเทวเป็นธรรมะ 2 เมื่อดับความสุขความทุกข์ได้ ศาสนาพุทธจิตวิญญาณของมนุษย์จึงไม่มีเทว จะเป็นเทวใหญ่ขนาดไหนก็ไม่มีดับสูญเลยไม่มีภาวะ 2 รู้ว่า ถ้าอาศัยสภาวะที่มีอยู่คือเป็นหนึ่ง เราก็จะอยู่กับหนึ่งอย่างอาศัย แล้วมันก็จะทำให้เราอยู่เป็นสุขเป็นทุกข์เป็น 2 ไม่ได้แต่เรา ทำให้มันเป็น 0 ได้นี่คือพุทธเป็นอรหันต์คือผู้จบ

คนทุกวันนี้ไม่เชื่อว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์ไม่เชื่อว่าอาตมาเป็นผู้รู้จักโลกุตรธรรมที่แท้จริงแล้วพาให้พวกเรามารับโลกุตรธรรมได้ถึงขนาดนี้ พวกเราทิ้งความสุขความทุกข์ที่โลกเขาหลอกมาตั้งแต่ขั้นอบายมุข กามโลก ลาภยศสรรเสริญ พวกเราที่นั่งอยู่นี่จะรู้ดีมั่นใจในตัวเองว่าลาภยศเราก็ไม่ไปโง่เง่าถูกเขาหลอกแล้ว ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่จะสร้างอะไรพวกนั้นเราก็ไม่ถูกหลอก จะเป็นสรรเสริญเยินยอเราก็ไม่มี ก็สบาย คุณจะรู้กันเองเลย อาตมาถึงบอกว่าได้ขนาดนี้มันก็ยังไม่เป็นรูปธรรมเท่าไหร่ คนยังไม่เชื่อถือว่าทำไมทำได้ขนาดนี้

ขออภัย อยู่ตรงนี้อย่าหาว่างมงายหลงใหลยกตนข่มท่าน เถรสมาคมทั้งหมด ยังไม่สามารถทำให้คนบรรลุโลกุตรธรรมจะมารวมกันเป็นหมู่กลุ่ม จนเป็นพลังงานรวมเป็นวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรมที่เห็นได้ชัด เถรสมาคมยังทำไม่ได้ ทั้งหมดแต่เถรสมาคม จนเป็นสังคมที่เป็นหมู่บ้านขึ้นไป ให้คนในหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านนี่แหละมีศีล 5 เถรสมาคมทำไม่ได้ แต่อาตมาทำ แล้วมันเกิดได้เห็นไหม เกิดมานานแล้วจนกระทั่งบัดนี้ก็ยังยืนยันได้ กระจัดกระจายอยู่ ชาวอโศกถือศีล 5 เป็นอย่างต่ำทุกหมู่บ้านไม่มียาเสพติด คนในนี้จะมาดูดบุหรี่ จะกินหมากกินยา เสพยาเสพติดติดดมกาวก็ไม่มี ชาวอโศกแล้วดูกันในทุกหมู่บ้านทุกชุมชน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนเล็กหรือใหญ่ก็ไม่มี อย่างนี้เป็นต้น เป็นสิ่งที่ยืนยันเสร็จแล้วเราก็ไม่ต้องเสียพลังงานแคลอรี่ในเรื่องแบบนี้ เราก็ต้องลดละตัวตนอัตตาด้วย พลังงานที่เหลือไม่บำเรออัตตาก็เอามาเสียสละให้แก่สังคมจึงเป็นเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจที่ทับทวีเพื่อผู้อื่น ตัวตนเราน้อยลงความต้องการมาบำเรอเราก็น้อยลง อะไรอย่างนี้เป็นต้น การสะสมกอบโกยกักตุนก็น้อยลง อัตตา อัตตนียาก็น้อยลง แล้วเราก็จะมีสมรรถนะสร้างสรรได้ดีเพิ่มขึ้น คนก็จะมารวมได้มากขึ้นเราก็จะเป็นประโยชน์เพื่อที่จะสะพัดให้แก่ผู้อื่นมากยิ่งขึ้น เราจะเป็นคนจนช่วยโลกเป็นคนจนที่มีประโยชน์ต่อโลกอย่างนี้ ซึ่งตอนนี้คนก็สนใจขึ้นมาเยอะ หนังสือคนจนที่มีแบบ ในอนาคตจะต้องพิมพ์เพิ่มขึ้นอีก เตรียมเงินไว้ก็แล้วกัน

อาตมาว่า มันน่าจะถึงวาระที่คน แต่ต้องมีวาระที่คนเขาจะเอาหนังสือพวกนี้ไปเป็นภาษาต่างประเทศ คนที่มีจิตใจมีทุนรอนเขาจะทำ

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน ทุกข์ใจไม่ใช่ทุกข์ทางสมอง

_นักเรียน…เวลาที่เราเป็นทุกข์แต่ใจเราไม่ทุกข์ เป็นสมองที่สั่งให้เราทุกข์ควรแก้ไขอย่างไร

พ่อครูว่า…ก็ดีแล้วจะไปแก้ทำไม จิตใจไม่ทุกข์ก็ใช้ได้ สมองมันเป็นอวัยวะ มันร้อนเป็นต้น ร่างกายร้อน สมองมันก็ร้อนได้ แต่ความทุกข์ที่มันทุกข์นี่คือวิญญาณไม่ใช่สมอง ถ้าวิญญาณมันไม่ทุกข์ก็ดีแล้วจบแล้วไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลง ที่พูดมานั้นชัดเจนของตัวเองหรือเปล่า แต่ถ้าที่อาตมาจะสื่อภาษาและสภาวะ อธิบายให้ฟังเข้าใจใช่ไหม แยกสมองกับแยกจิตใจด้วย สมองร่างกายสรีระมันเสื่อมมันทุกข์ร้อนอะไรก็แล้วแต่ เราก็รู้ความจริงแล้วเราก็รักษามันช่วยมันเสีย แต่ใจเราไม่ทุกข์ก็จบแล้วไม่ต้องไปทำอะไร ก็รู้ความจริงว่ามันบกพร่องอย่างนี้ไม่สมดุลอย่างนี้มันจึงเจ็บปวดมันจึงไม่สบาย มันจึงไม่ค่อยราบรื่นก็แก้ไขให้มันสมดุลให้มันราบรื่นเท่าที่มันจะได้ตามวิสัย มันสุดวิสัยได้เท่านี้ก็ปล่อย คนมีวิบากนี้สุดวิสัย อย่างอาตมาตาถั่วข้างนึงสุดวิสัยก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่มีเส้นเลือดในตามันแตก หมอก็เลยกลัวมันจะแตกเพิ่มก็เลยใช้เลเซอร์ยิง เพื่อสกัดไม่ให้มันลุกลามเลือดออกมากขึ้นก็เลยกลายเป็นจุดบอดอยู่ที่กลางโฟกัสของลูกกะตา ก็เลยเห็นแต่ข้างๆ อย่างนี้มันก็เป็นวิบากอาตมาก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร ตาใช้ได้แค่นี้ก็เอาล่ะดี ดีกว่ามันบอดหมด มองเป็น 3 มิติได้แม้จะไม่เต็มก็ดีแล้ว

_ดิฉันปฏิบัติธรรมมา 20 กว่าปีเพิ่งรู้ว่าทั้งหมดทั้งสิ้นก็มาเรียนรู้เรื่องการปล่อยวาง ทำจิตให้เป็นอุเบกขาสงบกับทุกๆความผันผวนของชีวิต ทุกความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ทุกผัสสะที่ได้รับ ด้วยการนำทัพวิทยายุทธ ที่พ่อท่านสอนมาใช้อย่างสำคัญ พบว่าเราไม่ทุกข์เกินไป เมื่อยามพบมรสุมชีวิต ทำให้เรามีสติพิจารณาเกิดปัญญา ขอให้พ่อท่านสอนเพิ่มเติมอีก

พ่อครูว่า…อาตมาไม่มีหน้าที่อื่นอีก มีหน้าที่สอนเพิ่มเติมอีกเก็บให้ได้เอาไปใช้ให้ได้ ให้พ้นทุกข์ร้อน หมดความไม่ดีงามมีแต่ความดีงาม

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน ทำอย่างไรให้หายเบื่อ

_ดูแล…เวลาที่เราเบื่อแล้วเราก็หาวิธีไม่ให้เบื่อ แต่เราก็ยังเบื่อจะทำอย่างไร

พ่อครูว่า…ซ้ำซ้อนเหมือนถามเมื่อกี้นี้ ต้องรู้ว่าเราเบื่ออะไร สิ่งที่เราเบื่อแต่เราต้องอยู่กับมัน เช่นเราเบื่อว่า  ในสมัยพระพุทธเจ้าพระอรหันต์เบื่อหน่ายร่างกาย ก็เลยไปจ้างคนมาฆ่าตัวเองตาย อันนี้มีในยุคพระพุทธเจ้า ร่างกายนี้มันน่าเบื่อ พระพุทธเจ้าท่านให้ปลง ร่างกายนี้ไม่น่ารักๆไม่น่าเอาไว้ เปรียบเทียบกับศพ แต่ไม่มีเงินก็เอาบาตรและจีวรไปจ้างคนให้มาฆ่าตัวเองตาย สรุปคือสิ่งที่เราจำนนแล้วมันจะต้องอยู่กับเราเพราะเรามีวิบาก เราก็อยู่กับมันให้ได้ เช่น คนที่อวัยวะขาด ขาขาดแขนด้วน เราก็บอกว่าเราอาภัพไม่มีเหมือนเขา แล้วก็ทุกข์อยู่อย่างนั้นมันก็ทุกข์ทรมาน แต่ถ้าเราคิดว่ามันสุดวิสัยมันด้วนก็ด้วน เกิดมาด้วนแต่กำเนิด หรือมาเกิดอุบัติเหตุตอนหลัง ต้องถูกตัดแขนขาเราก็ต้องจำนน จะเห็นได้ว่าผู้ที่ไม่มีอวัยวะพร้อม เขาก็ยังอุตส่าห์ทำได้เก่งกว่าคนที่ขี้เกียจ คนที่ไม่อุตสาหะวิริยะมีอีกเยอะแยะเราก็ชมชื่น กับคนที่เขามีความพากเพียรอุตสาหะ เขาไม่เต้นไม่ร้องอย่างเราก็ยังทำได้ดีได้มากได้เก่ง อย่างนี้เป็นต้น เราก็ถือเสียว่า สิ่งนี้เป็นเรื่องสุดวิสัยมันจะต้องอยู่กับเรา เราไม่เต็มก็พร่อง แม้จะแยกไม่ออกว่ามีพ่อแม่ลูก ลูกมันแย่จริงๆจะทำอย่างไรได้ก็เป็นวิบากก็ต้องจำนนช่วยเขาสอนเขาแนะนำเขา ได้เท่าไหร่ ไม่ได้ก็ต้องยอม แม้ที่สุดตัวอย่างในสังคม ลูกมันฆ่าแม่เลย แล้วจะไปจองเวรจองกรรมกับลูกได้อย่างไร เราก็ต้องให้อภัย ก็คนไม่รู้ก็อาจจะจองเวรกรรม แต่คนที่มีจิตใจดี ลูกมันฆ่าเราตายก็อโหสิไม่ถือสาลูกก็ดีไปแล้วแต่คน หากไม่ถือสาไม่จองเวรกรรมก็ไม่มีวิบาก แต่ถ้าจองเวรกรรมมันก็เป็นสัจจะที่จะต้องจองเป็นการจองเวรต่อไป เหมือนหนังจีนต้องแก้แค้นกันไปตลอดกาล ไม่จบหรอก ถ้ามันจบเขาก็สร้างหนังไม่ได้ การสร้างหนังมันต้องแก้แค้นกันไปตลอด แนวแก้แค้นอย่างซับซ้อนยาวนานตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นทวดมา

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน ทุกข์แทนคนอื่นถือว่าทำร้ายตัวเองหรือไม่

_ถ้าเราทุกข์แทนคนอื่นถือว่าเราทำร้ายตัวเองหรือไม่จะทำอย่างไรไม่ทุกข์ไปกับเขาคะ

พ่อครูว่า…เราก็รู้ความจริงสิ คนที่มีทุกข์จริงๆคือคนโง่ ใครก็แล้วแต่ยังทุกข์อยู่โง่ทุกคน คนฉลาดแล้วถึงจะไม่ทุกข์ แม้จะแขนขาดขาขาดก็ไม่ทุกข์ แม้จะมีแผลมันปวดเจ็บก็รู้ว่ามันไม่สมดุล มันต้องเจ็บปวดตามอาการ 32 ที่ไม่สมดุลเกิดแก่เจ็บตาย มันต้องมีเจ็บปวดอย่างนี้แหละมันเป็นร่างกายมันไม่สมดุลต้องเป็นอย่างนี้ เราก็จะต้องยอมรับ ด้วยความจำนน เขาก็เป็นของเขา เราจะไปเจ็บแทนเขา มันจะใหญ่เกินไปมั้ง ที่จริงแล้วเราโง่มันเจ็บอยู่ที่เขา เราก็เห็นใจเขาช่วยได้ก็ช่วยปลอบใจ ช่วยไม่ได้ก็เป็นอย่างนั้น แต่เราต้องมีกำลังอย่าไปหมดแรงเสียแรงตามเขา หากเราเศร้าโศกและเจ็บปวดไปด้วยเราก็จะอ่อนแรงไปด้วยช่วยเขาไม่เป็น เราก็อย่าไปเจ็บปวดไปกับเขา จิตไม่เต็มเว้าแหว่ง ก็ทำให้จิตเรามันเต็ม ทำอาการจิตให้ได้

สื่อธรรมะพ่อครู(อบายมุข กามคุณ 5) ตอน นรกปหาสะคืออะไร

_ผู้ที่ตกนรก ปหาสะ ต้องมีลักษณะเป็นอย่างไรต้องมีอาชีพเป็นดาราหรือนักร้องอาชีพใช่ไหม ถ้าไม่ทำอาชีพก็ไม่ตกนรกขั้นนี้ใช่ไหมคะ

พ่อครูว่า..ถูกต้อง พระพุทธเจ้าถึงมีศีลว่าถ้ามีอาชีพที่ไปทำการร้องรำเต้นพวกนี้ทำให้คนหลง จริงๆคนที่ไปร้องก็ดี อย่างอาตมานี้ร้องเพลงก็เพื่อให้เขาเองได้รับบรรเทา ไม่ได้มาบำเรอจิตตัวเองว่าถ้าเราไม่ได้ร้องเราก็ไม่ได้สุขสมอารมณ์หมาย ร้องเพื่อบำเรอใจตัวเองอาตมาก็ไม่มีจิตตรงนี้ แม้ว่าอาตมาเป็นฆราวาสก็แต่งเพลง เมื่อมาบวชแล้วไม่มีใครจะมาแต่งเพลงโลกุตระ อาตมาก็เลยแต่งเพลง เพลงที่แต่งเมื่อบวชแล้วเป็นเพลงโลกุตระทั้งนั้น สมัยเป็นฆราวาสยังไม่มีความรู้ก็เป็นเพลงที่แม้จะเป็นความรักก็ไม่หยาบคาย เพลงที่เป็นโลกีย์เลยอยู่ในตลาดเพลงไม่เท่าไหร่หรอก อันนี้มันไม่มีเรี่ยวแรงจะแต่งแล้ว ปรุงแต่งตามเขาไม่ได้ ลีลามันจัดไป ทั้งทำนองและจังหวะอะไรมันไป ต้องตามค่านิยมเขา คิดให้มันแปลกใหม่ ไม่ไหว ก็ปล่อยให้คนที่ยังทำอันนี้อยู่ทำไป สำหรับเราก็มาเอาทางเนื้อหาสาระโลกุตรธรรมที่ลึกซึ้ง อันไม่มีใครทำได้เหมือนอาตมา ก็มาใช้เวลากับอันนี้มากขึ้น

ปหาสะ  แปลว่าความรื่นเริงสนุกสนานเป็นนรก สำหรับคนโง่ มันเป็น 2 อย่างความสุขกับความทุกข์ ไปหลงว่ามันเป็นสวรรค์นั่นแหละคือมันเป็น ปหาสะ ไปหลงว่าอร่อย เป็นสภาพของความบำเรอใจในเชิงชอบปหาสะ ใครที่มีลีลาบทบาทพฤติกรรมทำมอมเมาให้คนติดยึด ยิ่งทำให้คนติดยึดมากก็มีหนี้บาปมาก จึงมีวิบากบาปเยอะ

อาตมาทำให้เขาได้เนื้อหาสาระ เพลงมีเนื้อร้องกับทำนอง ทำนองเป็นสุนทรียศิลป์ ลีลาซุ้มเสียงสำเนียงมันสื่อความหมายได้ยากกว่าภาษาพยัญชนะ พยัญชนะก็ต้องชัดเจนให้เป็นสาระที่สื่อสารได้ชัดคนก็จะได้รับความรู้อันนี้ได้มาก ส่วนทำนองไม่ง่ายที่จะไปสื่อสาระ แต่อาศัยเป็นองค์ประกอบ อาศัยเป็นสุนทรียศิลป์นำเข้าไปสู่เนื้อหาสาระ ของภาษาที่มันจะสื่อสาระนั้นเป็นสำคัญ ทำนองก้ไม่เท่าไหร่บางทีทำนองเดียวแต่เนื้อร้องหลายอันก็ได้ ร้อยเนื้อทำนองเดียวเป็นต้นก็ใช้กันทั่วไป เพราะสาระมันอยู่ที่เนื้อ เอาทำนองที่คนชอบมาเป็นสุนทรียศิลป์ ทำนองก็เป็นผิวกระสัยเป็นน้ำไม่ใช่เนื้อ

_ส.เดินดิน….กรณีทุบตึกหน้าสันติอโศก จะเป็นประโยชน์อะไรกับพวกเราบ้างไหม

พ่อครูว่า…เรื่องทางศาลยังไม่จบก็อย่าตอบอะไร ก็เลยให้ทนอึดอัดไปก่อนเอากิเลสออกวางใจ ค่อยๆแก้ไขสถานการณ์ไปตามควร อาตมาพูดไม่ดีและตอนนี้ก็ออกอากาศด้วย

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ติดกาแฟเป็นพระโสดาบันได้ไหม

_ผู้ที่ติดกาแฟ จะเป็นพระโสดาบันได้ไหมคะ ถ้าหากกาแฟนั้นมีสมุนไพรหลายตัวผสมอยู่ด้วย

พ่อครูว่า…ก็เอาแต่สิ่งที่เป็นสมุนไพรผสมอย่าเอากาแฟ อย่าหาเรื่องมาบำเรอตน จริงๆแล้วคนขาดกาแฟไม่ตายใช่ไหม แล้วคุณจะมาอ้างทำไม อันอื่นแทนกาแฟได้ อาตมาไม่รู้ในรายละเอียดว่ากาแฟมีธาตุอะไร แต่กาแฟมันก็มีคาเฟอีนนั่นแหละที่เด่น ถ้าจะไปติดคาเฟอีนทำไม มันเป็นธาตุที่กระตุ้นประสาทชนิดหนึ่ง

_ทำไมเด็กไม่มีสิทธิ์ที่จะทานอาหารที่ ชมร.หรือ มันมีกฎเกณฑ์อะไร

พ่อครูว่า…เท่าที่ใช้ปฏิภาณ อาหารที่อยู่ในร้านที่เขาขายอยู่เด็กๆก็อย่าไปวุ่นวาย อาหารที่เอามากินข้างนอกก็เอามาจากในร้านที่ทำนั่นแหละ ก็มากินที่นี่สิ เด็กๆก็ต้องเข้าใจให้ได้ว่าไปยุ่งยากในร้านมันไม่ถูก นึกภาพดูสิ ถ้าหากร้านนั้นปล่อยให้เด็กนักเรียนเข้าไปยุ่งยาก ตักกันเต็มไปหมดแล้วคนขายจะไม่วุ่นวายกันหรือ ก็ตักออกมากินที่นี่สิจะไปกินในนั้นทำไม เด็กที่ทำชมร.ก็ตาม ก็ตักออกมาจากที่นั่นมากินที่นี่ก็อันเดียวกันก็มากินที่นี่เสียสิ ไม่อย่างนั้นกันไม่ได้ เขาก็ไม่รู้ว่าคนนั้นคนนี้ก็กินได้ก็ไปกินหมดจะไปห้ามใครได้ ก็ต้องมีกฎระเบียบสักนิด มันก็อาหารมาจากกระทะเดียวกัน ดีไม่ดีก็ทำเองเลยเอามากิน

สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ถูกตำหนิมากทั้งผิดเล็กน้อยทำใจอย่างไร

_สมมุติว่า กำลังจะซักผ้าแต่ต้องวิ่งไปรับโทรศัพท์ แต่ดันลืมปิดน้ำในขณะน้ำยังไม่เต็มพอกลับมา ผู้ใหญ่ก็บอกว่ามันบาปนะคะ เราก็เข้าใจอยู่แต่มันผ่านไปได้ไม่กี่วัน แกก็ยังเอาไปพูดเหมือนอยากให้รู้ว่าทำผิดอะไรมากมาย สรุปใครผิดหรือถูกคะ

พ่อครูว่า…เอามายกตัวอย่างก็ถือว่าจริงเราทำผิดพลาดไป คนเอามาอธิบายเพื่อให้ผู้อื่นจะได้ไม่ทำอย่างนี้จะได้มีสติ เราก็ถือว่าได้ประโยชน์ โดยที่เราไปเป็นตัวอย่างเราก็ถูกว่าหน่อยไม่ต้องไปเสียหน้าอะไรมากมายนักหรอกแค่นั้น เราก็ถือว่าได้ลดอัตตา ข้อใดทำผิดคนเอาไปว่าก็จะเป็นไร อย่างหลวงปู่ไม่ได้ทำผิดแต่คนเอาไปว่าก็ไม่ได้ถือสา ยิ่งเราทำผิด แล้วเขาเอาไปว่า ก็ดีเสียอีก อย่างน้อย มองไปในมุมไม่ดี คือเรายังเป็นประโยชน์คือเพื่อเป็นตัวอย่างให้คนอื่นในเรื่องที่คนทำผิด แต่มันไม่ค่อยดี ก็ถือว่าอย่างนั้นก็แล้วกัน มันสลับไปสลับมาความซับซ้อนของทุกอย่างมันเป็นอย่างนี้

สื่อธรรมะพ่อครู(มรรคมีองค์ 8) ตอน ทำอย่างไรจะเลิกฟุ้งในอนาคตมาอยู่กับปัจจุบัน

_ทำอย่างไรเราจะเลิกฟุ้งซ่าน เลิกคิดถึงเรื่องอื่นแล้วตั้งใจทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าปัจจุบันให้ดีคะ

พ่อครูว่า…เอาตรงหน้าอย่าไปคิดอย่างอื่นนอกจากปัจจุบัน ถึงอย่างอื่นที่ยังไม่ถึงเวลาพยายาม หยุดตัด ให้เป็นคนไม่มีอนาคตอย่าไปวุ่นกับอนาคตมาก อนาคตนั่นแหละคือยอดของความฟุ้งซ่าน เพราะฉะนั้นตัดอนาคตซะ พระอรหันต์เป็นคนที่ไม่มีอนาคต เอาโศลกนี้ไว้ใช้ เราเป็นคนที่อยู่กับปัจจุบัน เราก็จะรู้ว่า ถึงแม้อย่างไรจะรู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะมีบ้างมันก็ไม่โง่จนกระทั่งไม่รู้ว่ามีพลังงานเชื่อมต่ออะไรอีกสักนิดหน่อย มันไม่โง่ถึงขนาดนั้นหรอกมันจะรู้ เพราะฉะนั้นอย่าไปตามอนาคตอย่าไปยุ่งกับอนาคต อนาคตไม่ต้องไปสร้างหรอก ทำปัจจุบันนี้ให้ดีที่สุดแล้วคุณจะรู้จักอนาคตดี แล้วคุณจะทำอนาคตที่เหมาะสม ไม่ใช่อนาคตที่เลยเถิด หรือไปสร้างอนาคตที่มัน เฟ้อ เกิน แม้มันจะดีก็เป็นภาระ เราอาศัยที่มีอยู่แล้วให้ดีให้พอเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแค่นี้ก็ดีแล้วแค่นี้ก็พอแล้วไม่ต้องไปเอามากกว่านี้ นี่เป็นคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 เราเลยเอาแค่นี้ก็พอ มันก็จะไม่มากเกินไม่บานปลายออกไปเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด มันก็เฟ้อ

_พ่อท่านต้องการมวลของชาวอโศกมากกว่านี้หรือไม่ เพราะว่าชาวอโศกเริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุกันลูกๆจะช่วยกันได้อย่างไร

พ่อครูว่า….ไม่ต้องถามเลยต้องการสิ แต่เราไม่ต้องการคนอโศกที่มาเป็นคนไม่ดี เราต้องการคนที่เป็นคนดีมีศีลที่เป็นมาตรฐานอย่างต่ำ นอกจากนั้นก็มีศีลที่เจริญสูงขึ้นไปกว่านั้นได้ก็ดีมีเท่าไหร่เราก็เอา

อาตมาว่าคงจะไม่สิ้นไร้ไม้ตอกคนที่เข้ามาศึกษามาแสวงหาสิ่งที่ดีงามที่ประเสริฐ ยิ่งเป็นสิ่งที่เป็นโลกุตระ อาตมามั่นใจว่าโลกจะมาเอาโลกุตระ เพราะมันเป็นยอดสิ่งที่เป็นคนวิเศษเป็นคุณธรรม ยอดแห่งสิ่งที่มนุษย์จะต้องอาศัยเป็นสิ่งประเสริฐสิ่งดีที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นอาตมาไม่ห่วง ว่าคุณจะไม่มาเอา เราจะตั้งใจทำสิ่งนี้ จะไม่ไปกังวลว่าต่อไปในอนาคตจะไม่มีใครมาเอา ไม่เสียแคลอรี่ไปห่วงเลย no loss no leak ไม่ให้รั่วซึมเลย

_แม่ครูหนูไปเกิดหรือยังคะ

พ่อครูว่า…อาตมาไม่มีความรู้เท่ากับ วังคีสะ ที่มีคนเอากระดูกคนตายมาให้เคาะก็รู้ว่าคนนี้ไปเกิดหรือยัง ไปเกิดเป็นอะไร สมัยนี้ไม่เก่งขนาดนั้น ไปเจอกระโหลกพระอรหันต์ก็ตอบไม่ได้ว่าไปเกิดหรือไม่ เคาะแล้วไม่เกิด

_เรามีพ่อร่วมกันและเราทั้งหลายก็จะได้พากันเดินตามพ่อหมุนกงล้อธรรมจักรร่วมกัน

_นักเรียน…เราทำอาหารให้คนอื่นรับประทาน แต่เขาบอกว่าไม่อร่อย เราก็เพิ่มเติมไป ทำอย่างนี้ไปส่งเสริมกิเลสเขาและหลอดจะบาปไหม

พ่อครูว่า…เราไปปรับปรุงให้อร่อยขึ้นนิดหน่อย เราก็ถามเขาว่าต้องการรสแบบไหน มันเปรี้ยวน้อยไปก็เพิ่มหน่อยมันหวานมันเค็มอะไรน้อยไปก็เพิ่มหน่อย ไม่ต้องไปปรุงให้หนักหนาสาหัสพอให้อนุโลมบ้าง ถ้าเขาไม่ได้เขาก็จะกินไม่ลง แต่คนที่ปฏิบัติธรรมจะไม่บำเรอกิเลสจะไม่เติมเพิ่มมากขึ้นเพราะเรามีสำนึกแล้ว อย่างนี้เล็กน้อยเราก็จะไปเติม ถ้ามีเครื่องพวงประจำ โดยเฉพาะพริกป่นขาดไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้กินพริกไม่ได้เลย

เหมือนกับเราเลี้ยงลูกก็ต้องดูว่าลูกจะต้องมีอะไรต้องใช้บ้างอย่าไปบำเรอปรุงแต่งให้มันมากเกิน มันก็จะยิ่งติดยึด เยอะ ก็อนุโลมเล็กน้อยได้ มันเป็นสุดวิสัย

สื่อธรรมะพ่อครู(แสงอรุณทั้ง 7) ตอน ฟังธรรมกันเถิดมีแต่ดี

_หนูสงสัยว่าเวลาฟังธรรมเด็กมานั่งฟังธรรมแต่ผู้ใหญ่มาน้อยมาก เวลาไปตักอาหารมากันเยอะบางคนก็เอาตะกร้ามาจองเลย บางคนอาจจะติดธุระด่วนก็ไม่เป็นไร เป็นอย่างนี้มาบ่อยครั้งแล้ว จะติดงานอะไรก็ควรจะตัดรอบบ้างใช่ไหมคะ เพราะธรรมะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

พ่อครูว่า…ไม่ต้องเกี่ยงหรอก คนเขาไม่อยากได้ดีก็ให้เขาโง่ไปสิ ดีแล้วล่ะ ผู้ใหญ่ก็ให้เด็กสอนบ้างดีแล้ว สังคมเรา มีสิ่งแวดล้อมดีสังคมดีบุคคลดีอาหารดีธรรมะดี มันมีทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์มีสิ่งแวดล้อมดีทุกอย่างมันก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พวกเรานี้ ได้ศึกษาฝึกฝน เป็นองค์ประกอบทั้งนั้นเลยไม่ว่าจะเป็นวัตถุไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมสังคม ไม่ว่าจะเป็นจิตวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นกรรมการกระทำของแต่ละคน กระทบสัมผัสกัน เป็นสิ่งที่เป็นเหตุให้เราได้ศึกษาทั้งนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สังคมสิ่งแวดล้อมเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ เพราะฉะนั้นเรารวบรวมบ้านวัดโรงเรียน โดยเอา 3 คำความหมายง่ายๆ มารวมกันมันจึงรวมหมดเลย สิ่งไม่ดีเราไม่เอามาร่วมในนี้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นพิษมอมเมา เช่น หมู่บ้านของเราไม่มีวัตถุที่เป็นอาวุธสำหรับฆ่า ไม่ต้องใช้ไม่ต้องอาศัย หรือวัตถุที่จะเป็นพิษภัยเราก็ไม่มี มีแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์คุณค่า แล้วบางอย่างมันก็เป็นดาบสองคมบ้างก็ต้องระมัดระวังกัน จะใช้ก็อย่าให้เป็นพิษภัย ดาบสองคมคือเอามาใช้ผิด อย่างเช่นมีด จะเป็นอาวุธก็ได้ เราก็พยายามใช้อย่าให้เป็นพิษภัยหรือแม้จะการดูแลรักษาในเวลาอันควรก็ต้องทำให้พอเหมาะพอดี

สรุปแล้วพระพุทธเจ้าสอนไว้ทั้งหมดนี้สุดยอด อาตมาเรียนรู้ยังไม่หมด ความรู้ที่พระพุทธเจ้าท่านสอน แต่รู้มาได้ขนาดนี้อาตมาก็ว่าสุดยอดนะ ถ้าคนที่มีปฏิภาณก็จะรู้ว่าอาตมาเอาสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้งจากพระพุทธเจ้ามาขยายความมาสอน มันเป็นเรื่องที่ยอดจริงๆนะ ยอดจนกระทั่งอาตมาพูดไปแล้วจนกระทั่งเกรงใจมันเลี่ยงไม่ออก ที่ว่าถ้าไม่มีอาตมาเอามาอธิบายมาก็จะหายไปเลยสูญไปเลยโลกก็จะเสื่อมเร็วเลยนะ อาตมานี้ไปดึงเอากลับคืนมาให้ทำความเข้าใจ มาบอกให้รู้แล้วเอามาปฏิบัติแล้วจึงเกิดการแก้ไขปรับปรุงสังคมตัวมนุษยชาติได้ขึ้นมา ใช่ไหม เพราะฉะนั้นพูดแล้วก็อาตมาเกรงใจคนที่เขามีอคติกับอาตมา ไม่เชื่อถืออาตมาก็รับไม่ได้ อาตมาก็ไม่อยากให้เขาได้รับทุกข์ใจหรือหมั่นไส้มันก็ทุกข์ หรือมีความชิงชังอาตมาก็ไม่อยากให้เกิด แต่ว่าจะไปห้ามเขาได้อย่างไร ในยุคนี้ส่วนที่ไม่ดีมันมีเยอะ เลยต้องไปจ้ำจี้จ้ำไชพูดแต่สิ่งที่ไม่ดีซ้ำซาก ก็ไปทิ่มแทงกระทบเขาอยู่ตลอดเวลา แต่เขาก็ไม่รู้ความปรารถนาดีของอาตมา อาตมาก็บอกความจริงว่าอาตมาปรารถนาดีอยากให้รู้ความไม่ดีที่มีอยู่ในตัวเองตรวจเถอะะๆ มันไม่ดีมันผิดให้แก้ไขเสียก็บอกด้วยวิธีแก้ไขก็บอก ไม่ใช่ไม่บอก

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน งานน่าเบื่อทำใจอย่างไร

_เวลาทำงานแล้วหนูเบื่อแต่งานที่หนูเบื่อก็เข้ามาหาหนูเรื่อยๆจะทำยังไงไม่ให้เบื่อ

พ่อครูว่า…ถามคำเก่า เพื่อนก็ถามไปหยกๆ เราก็รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ดีสังคมก็ต้องการสิ่งที่ดีเราก็ต้องจำนนที่ต้องทำ เราก็ต้องคิดให้ออกทำปัญญาให้ชัดเจนว่าสิ่งที่เขาทำกันนี้มันเป็นประโยชน์คุณค่าต่อคนอื่นๆใช่ไหม จะเป็นกรรมกริยาของคนที่เราจะต้องสัมพันธ์ด้วย ครูเป็นต้น ครูก็สอนอยู่อย่างนี้แต่คนอื่นเขาได้ประโยชน์สอนถูกต้องดีงามเราเบื่อนั้นไม่ดีหรอก คนอื่นก็เป็นประโยชน์อยู่แล้ว เราจะเห็นแก่ตัวได้อย่างไร เราก็ต้องเอาประโยชน์จากการนั้นให้ได้เพราะคนอื่นเขาก็ได้ หรือบางทีเราได้ประโยชน์แล้วแต่คนอื่นยังไม่ได้หรอกก็ต้องเห็นใจคนอื่น ก็ต้องคิดเผื่อคนอื่นว่าคนอื่นเขาก็ยังไม่ได้ ก็ต้องทำเพื่อผู้อื่นบ้างต้องมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่นบ้างอย่างนี้เป็นต้น คิดให้รอบคอบทั่วถึง แล้วเราจะรู้ว่าเป็นอย่างไร หรือแม้ที่สุดครูไม่รู้ความจริงนั้นเราจะไปบังคับได้อย่างไร เราก็อย่าไปลบหลู่ครู ครูเขายังไม่เข้าใจทำผิดพลาดอยู่ ถ้าเห็นว่ามันจะเกิดการเสียหาย คุณครูเขาสอนแเรื่องผิดพลาด เราก็นำอันนั้นไปปรึกษาครูผู้รู้ผู้อื่น ผู้ควรปรึกษา แต่อย่าไปหาเรื่องใส่ไข่ ครูไม่ได้ทำเราก็หาเรื่อง ต้องทำให้ตรง ครูเขาคิดเช่นนี้ทำเช่นนี้ก็เอาความจริงนั้นไปถามผู้รู้ผู้อื่น ไปบอกผู้อื่นที่รู้ว่าอันนี้คนนี้ก็เป็นอย่างนั้น ถ้าหากมีผู้อื่นที่สูงกว่า ก็จะไปช่วยครูผู้นั้นเอง นี่ก็คือสิ่งที่สัมพันธ์กันอยู่ในสังคมมันจะมีอย่างนี้อีกเยอะ ก็ค่อยๆทำความเข้าใจไม่รู้ก็เอามาทำอย่างนี้แหละ

_การที่เราโดนผัสสะกระทบพร้อมกันหลายเรื่อง เราตึงเครียด เราควรจะปรับอารมณ์อย่างไร

พ่อครูว่า…มีอะไรมากระทบแต่เรื่องเราก็ดูว่าอะไรสำคัญกว่า อันอื่นไม่สำคัญกว่าก็วางไว้ก่อน ถ้ามันไม่ไหวมันมีเยอะหลายเรื่องเราก็เอาเฉพาะที่เรารับได้ช่วยได้ เอาอันที่สำคัญ เราก็ตรวจสอบด้วยปฏิภาณว่าอันนี้มันสำคัญเราช่วยได้เราถนัดเราร่วมด้วยอันนี้ได้ อันอื่นเราร่วมด้วยไม่ได้เราไม่รู้เราก็ไม่ทำ ก็ต้องทำเท่าที่เราทำได้

_นักเรียนชาย…สิ่งที่ชอบอาจจะไม่ใช่ สิ่งที่ใช่อาจจะไม่ชอบ หมายถึงอะไรครับ

พ่อครูว่า…พิจารณาสิ่งที่เราชอบ คำว่าใช่นี่คืออะไร ใช่นี่คือสิ่งนั้นถูกต้องสิ่งนั้นดีงาม สิ่งนั้นสมควร อันนี้คือใช่ แต่เราไม่ชอบ ก็ต้องยอมว่าอันนี้ต้องใช้ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ดีงามสมควรถูกต้อง อย่าไปเอาที่ถูกใจ อันถูกใจนี้ใช่หมดไม่สมควรก็ใช่อันนี้ เละเลย

สื่อธรรมะพ่อครู(สัมประสิทธิ์) ตอน ไปอยู่บ้านราชเพิ่มสัมประสิทธิ์

_อยากไปอยู่บ้านราชฯแต่ได้ยินประกาศ พุทโธๆ ก็เลยขอชะลอไว้ก่อน

พ่อครูว่า…แสดงว่าไม่สู้งานไม่เป็นไร ไม่เป็นไรเห็นว่าเราไม่ไหวก็อยู่ที่นี่ ทำงานที่นี่เต็มที่ก็ช่วยกัน ที่ไหนๆก็มีงานให้ทำไม่ต้องห่วงขยันหมั่นเพียร คนไหนเห็นว่ามันส์มากเลยไปที่นี่มีงานเยอะชอบมากก็ไป อาตมาอยู่กับพวกเราเป็นความรุ่งเรืองพัฒนาไปสู่ความเจริญศิวิไลขึ้นตลอดเวลา สุดยอดเลยมันไม่เบื่อที่จะเกิดอีกแม้มันจะหนักหนามันก็เลยสู้ได้สบายมันไม่เบื่อที่จะเกิดอีก แต่ก็เกรงใจในสังขาร ตอนนี้ก็มีแต่ไอ กับ บางทีแรงอ่อนลงบ้าง แต่ไม่ถึงกับทำงานไม่ไหว ก็พยายามเติมอันนี้เป็นความชัดเจนในเรื่องของสัมประสิทธิ์ Coefficient E=C(mc2 + A) อีกหน่อยคนจะเอาไปใช้ในทางสสาร แต่ถ้าคนเอาไปใช้ได้จริง Nobel prize มาหาอาตมาแน่  C คือ พลังงานที่จะเป็นตัวแปรใหม่ เกิดจาก mc2 + A

A ก็คือ mc2 ถ้า A+A+A ก็คือ mc2 + mc2 + mc2 ถ้าเป็น A+A+A +A ก็เป็น A2

สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน กายสงบแบบพุทธ

_จันทร์เนียม…อยากอยู่ในหมู่กลุ่มนี้ไม่อยากตกร่วง เรียนรู้เวทนา 108 แต่พอเจอผัสสะทีไรแพ้เกือบทุกที ขอถามว่าที่มีอัตตาแรง รากฐานมาจากกามตัณหาใช่ไหม

พ่อครูว่า..อันนี้เป็นอันต้นในตัณหา กามตัณหา รูปตัณหาอรูปตัณหา กามเป็นอันหยาบอันต้น แล้วกามหยาบสุดเรียกอบาย กามมีสภาพมีเหตุปัจจัยจากภายนอก

รูปภพอรูปภพ ไม่ใช่ไม่เกี่ยวกับภายนอก เกี่ยวกับภายนอก แต่เมื่อเราเรียนรู้เราหลุดพ้นจาก กามภายนอก มีความรู้ความอดทนอยู่เหนือเป็นโลกุตรจิตเหนือโลกกามได้แล้ว สัมผ้สแล้วโลกกามไม่มี คนอื่นไม่รู้ด้วยหรอก มันเป็นเศษของกาม ลีลารักใคร่กาม ลีลาชังไม่ออก สัมผัสอยู่ข้างนอกไม่ออกมาภายนอกแล้วแต่ในใจเรายังมี ไม่ใช่นั่งหลับตาอยู่ภายในเลยต้องมีผัสสะเป็นภายนอกเป็นเหตุปัจจัย แต่มันอยู่เหนือเป็นขั้นตอนจึงเรียกว่าเป็นลำดับอันมหัศจรรย์ของศาสนาพุทธ ทุกวันนี้ไปนั่งหลับตาสมาธิหรือบอกว่าลดกิเลส สุญโญมาแต่ต้น มันไม่เป็นลำดับ เท่ากับคุณจะไปรบกับใคร คุณก็ไปทำอาวุธมาเป็นมีดโกนยิลเลตต์แต่ไปรบกับ ง้าว 80 ชั่งกวนอูก็ตายก่อน

ต้องได้พลังเหนือความหยาบภายนอกแล้วก็เป็นพลังงานขั้นกลางขั้นปลายได้ต่อไป การทำสมาธิทุกวันนี้เป็นแบบฤาษีกันหมด ไม่ใช่แบบของพระพุทธเจ้าที่ปราดเปรียวว่องไว เป็นมุทุภูตธาตุ รู้เร็วจิตปรับเร็ว ท่านใช้พยัญชนะมุทุคืออ่อน แก้ไขได้เร็ว เจโตปรับปรุงไว ภูมิปัญญาก็รู้ได้ไว

สงบของพระพุทธเจ้ายิ่งเร็วไวรังสีออก อย่างนี้คือสงบของพระพุทธเจ้า อย่างอาตมานี้สงบยอด แต่คนเข้าใจว่าอาตมามีธาตุจิตที่รุนแรงไม่ใช่เลย นี่มันกลับกันหมดเลยในคำบาลี

กายะ กายปัสสัทธิ กายปาคุญญตา กายมุทุตา กายกัมมัญญตา กายสงบเขาก็นึกว่า ร่างกายสรีระมันนิ่งไม่ใช่เลย กายสงบหมายถึงสภาพธรรมะ 2 มันไม่มีกิเลส ภายนอก หากหมายกายคือภายนอก กิเลสภายนอกมันไม่มากวนแล้ว เมื่อกิเลสภายนอกไม่มากวนธาตุจิตก็ยิ่งเร็ว จิตที่จะเป็นเวทนาสัญญาสังขารที่เป็นเจตสิก 3 ของวิญญาณ เวทนาสัญญาสังขารก็ยิ่งเร็ว ไม่ได้หมายความว่ายิ่งจะเฉื่อยเนือยไม่รู้เรื่องไม่ใช่เลย

กายหมายถึงหมวดของเจตสิก 3 ในพจนานุกรมบาลีก็ยังมีอ้างอิงไว้อย่างนี้เลย มีบันทึกไว้ในพจนานุกรม ว่า กายคือหมวดของเจตสิก หมวดของเวทนา สัญญา สังขาร ไม่ได้หมายถึงว่ากายคือร่างข้างนอกกายคือสรีระ พระพุทธเจ้าตรัสร่างกายคือ จิต มโน วิญญาณ เขาได้ฟังอันนี้ก็จะยิ่งปวดหัว เพราะเขาเข้าใจว่ากายคือมีแต่สรีระภายนอกนี่คือความเสื่อมในความรู้เรื่องกายในโลกของศาสนาพุทธ อาตมาต้องดึงกลับมา แม้แต่คำว่า กาย สมาธิ บุญ ฌาน ยิ่งเทวะนี่ ธรรมะ 2 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ )  ล.10 ข.60 หัวใจของศาสนาพุทธอยู่ตรงนี้

_ขอเรียนถามคุณสมบัติของการเป็นกรรมการชุมชนวัดสันติ ควรมีคุณสมบัติอย่างไรบ้างถึงได้เป็นกรรมการ แล้วกรรมการลำเอียงได้หรือไม่ เลือกจะช่วยอวยพวกของตนเองอย่างเดียวได้หรือไม่

พ่อครูว่า…อาตมาไม่ตอบหรอก ตอบง่ายๆว่าก็มีคุณสมบัติสมควร กรรมการก็ต้องไม่มีอคติ

_ทอธรรม ธรรมทัศน์…ดิฉันได้พระพุทธรูปมาองค์นึงงามมากเลยนั่งอยู่บนดอกบัว ฐานเป็นนักษัตร 12 ราศี อยากถามพ่อท่านว่า 12 ราศีกับการปฏิบัติธรรมเกี่ยวข้องหรือไม่

พ่อครูว่า…เกี่ยวข้องกับเลข 12

12 ของวัฏจักรต่างๆและความวนมันเป็นสังขยาเลข

12 มันคือสภาพ เส้าสามเส้าของ 4

เส้าที่ 4 คือออกมาจากวงวนของ 9 สิ่งที่ติดขัดไม่เป็นโลกุตระคือไม่มี 4 โลกุตระต้องมี 4 ถ้าทศนิยมไม่มีออกมาเป็น 4 ภายนอกได้ ก็จะวนอยู่อย่างนั้นนิรันดร

องศาของ 2 จะเป็นระนาบ 3 ก็จะเป็นวงรี วงกลมมา ถ้าเป็น 4 จะมีแรงเหวี่ยงพาออกนอกแรงโน้มถ่วงได้ คุณต้องแข็งแรง ออก 4 นี้คุณอย่าเพิ่งอวดดีตนเอง ต่อให้คุณได้เป็น 6​ก็แค่สองเส้า ของ 3 3เป็นหก อย่าอวดดีต้อง 7 ขึ้นไปค่อยเอื้อมช่วยคนอื่น 7 จึงเป็นหลักสองเส้า หากเป็น 9 คุณสามารถเป็น 11 ก้าวหน้าได้แต่ถ้า 10 ก็จบ ไปต่อเป็น 11 12 13 14 เป็นลำดับ

_ทอธรรมว่า.. เป็นลักษณะชวดฉลูขาลเถาะไหม

พ่อครูว่า…แม้ทางฮินดูมีลักษณะของสัตว์ของคน จนเป็นปางที่ 9 เป็นพระพุทธเจ้าจนปางที่ 10 เป็นกัลกิยาวตาร

_ทอธรรมว่า…น้อมขวัญชมพ่อท่านว่าเต่งตึงขึ้นหนุ่มขึ้น สังเกตว่าคนที่ไปอยู่บ้านราชฯจะเป็นได้ จะทดลองว่าหากจิตเราไม่กังวล จะพากเพียรออกกำลังกาย ดูอาจะสู้พวกที่ไปอยู่บ้านราชได้ไหม

พ่อครูว่า…ทำให้พอดี หากแข็งแรงขึ้นคงอยากไปบ้านราชฯค่อยๆเติมอย่าให้เลยเถิดหรือขาด

_เวลาดิฉันอยู่ใกล้สมณะเวลาใกล้พ่อครูแล้วดิฉันไม่กล้ามองหน้าแต่ถ้าสิกขมาตุไม่เป็นไร ดิฉันอยากทราบว่าเป็นกิเลสตัวไหนคะ

พ่อครูว่า…ผีกลัวพระ คงเป็นกิเลสกาม

_ที่ดญ.น้ำมนต์ช่างถาม พฤติกรรมวิ่งไปวิ่งมาเล่นกับน้องเวลาพ่อครูเทศน์ เขาไปเอาคำถามจากไหน

พ่อครูว่า..เขาก็มีอะไรมา ขึ้นมาก็ถามแม่ แม่ตอบไม่ได้ก็มาให้อาตมาตอบ มันเป็นเนื้อจิตเติมของเขา พวกคุณเองก็มีของเดิมมา อาตมาก็มาเอามาอธิบาย เข้ากับทุกคนได้คุณก็บอกว่าใช่ อาตมาเป็นแค่โพธิสัตว์ระดับ 7 ยังไม่ได้มีบริวารที่สร้างขึ้นมาใหม่ ต้องระดับ 8 จึงจะสร้างบริวารใหม่ระดับ 9 ก็แน่นอน ระดับ 7 นี้ยังหรอก

จบ