ศาสนา

คนไทยเป็นคนรู้จักประชาธิปไตยแท้จริง

คนไทยเป็นคนรู้จักประชาธิปไตยแท้จริง และได้ปฏิวัติประชาธิปไตยกันได้ผลสำเร็จมาแล้ว ไล่รัฐบาลทรราช ปฏิวัติขจัดรัฐบาลที่ไม่ดีออกไปได้อย่างมีประสิทธิผลถึง 4 รัฐบาล

พิสูจน์ความมีอำนาจอธิปไตยของประชาชนจนกระทั่งได้ความเป็นประชาธิปไตยบริบูรณ์ เป็นรัฐบาลบริหารประเทศอยู่ในปัจจุบันนี้ไง ทุกวันนี้ประเทศไทยจึงอยู่ในภาวะปกติมีรัฐบาลประชาธิปไตยบริหารกันสงบเรียบร้อย และมีฝีมือในการพัฒนาประเทศดีพอ ดีกว่ารัฐบาลที่ผ่านๆมาแล้วเกือบทุกรัฐบาล

แต่ “นักการเมืองไทย” กลับโง่กว่าประชาชนคนไทย ไม่รู้จักความเป็นประชาธิปไตยกัน แสดง “ความอยากได้อำนาจ” มาเป็นผู้บริหาร เห็นแต่แก่ได้ เห็นแก่ตัว หน้ามืด งมงายจนไม่รู้จัก “พฤติกรรมสังคมที่เกิดความเป็นประชาธิปไตยแล้วของสังคมไทยในขณะนี้

สมองกลับ สับสน มีแต่ภาษา วาทกรรมเท่านั้น ตะโกนโหวกเหวกๆ ไม่รู้จัก“สภาวะจริง” ของความเป็นจริง ที่ขณะนี้ ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยแล้วอย่างดีงดงามอย่างยิ่ง

นั่นคือ

  1. มีฝ่ายค้านที่เป็นประชาชน คัดค้านกันอยู่จริง ตามระบอบประชาธิปไตย เป็นการตรวจสอบการบริหารปฏิบัติงาน

  2. มีฝ่ายรัฐบาลที่ประชาชน ส่งเสริมกันอยู่จริง ตามระบอบประชาธิปไตย จากโพลต่างๆ เห็นตรงกันว่า รัฐบาลนี้ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นเหมาะสมแล้ว

  3. สังคมประเทศสงบดี เรียบร้อยดี ทำมาหากินกันสมสภาพอันควรเป็น ค่ารวมอยู่ในระดับพอยู่พอกิน ไม่แย่งชิง ปล้นจี้ วุ่นวาย

  4. สังคมประเทศมีอิสรเสรีภาพในการแสดงออก ในการใช้สิทธิ์ต่างๆได้เต็มที่ตามความเหมาะสม ไม่มากไป ไม่น้อยไป ไม่ถูกกดขี่บังคับ

  5. การบริหารประเทศของคณะรัฐบาลขณะปัจจุบันนี้ ก็เจริญพัฒนาไปได้ดีอย่างเป็นที่น่าพอใจทีเดียว

  6. ต่างประเทศทั่วโลก ยอมรับกันดี เข้าใจดี ไม่คว่ำบาตร ไม่ปฏิเสธว่าเป็นประเทศเผด็จการ ร่วมกับประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกได้เต็มที่ ไม่มีประเทศใดปฏิเสธ

  7. ประเทศไทยจึงเป็นประชาธิปไตยบริบูรณ์และกำลังจะถึงวาระมีการเลือกตั้ง ส.ส.กันในวันกำหนดคือ 24 มี.ค. 2562

แต่ยังมีคนไทยที่ยังโง่งมงายอยู่กลุ่มเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่ในประเทศเล็กน้อย ทว่ามีกิเลสจัดจ้าน ตะโกน โหวกเหวกๆเสียงดัง หนวกหูอยู่เท่านั้นในขณะนี้ เป็น “เศษขยะสังคม” ที่ยังงมโข่งอยู่กับความมืด ความไม่รู้สถานะสังคมจริง ที่เป็นจริงเลย

จึงยังละเมอเพ้อบ้าอยู่กับ ความโง่-ความงมงาย-ความอวิชชาถาวร ของตนอยู่อย่างน่าสังเวช น่าเวทนายิ่งๆ เพราะไม่รู้พฤติกรรมสังคมปัจจุบันเลย ว่าเป็นไปอย่างไร แค่ไหนแล้ว เขาเป็นประชาธิปไตยแล้วจริงปานใด เขาก็ไม่รู้อยู่นั่นเอง

ก็คงช่วยคนพวกนี้ยาก เพราะกิเลสของเขาจัดจ้านหนาหนัก พูดยังไง เขาก็คงฟังไม่รู้ ดูไม่ออก บอกไปก็คงดื้อด้านอยู่อย่างเดิม

“คนเศษสังคม” พวกนี้ก็คงต้องทนทรมานช่วยปรามช่วยปราบเขาให้แสดงความบ้าน้อยลงบ้างอยู่ ไม่ให้เขาบ้าหนักไปจนเลยเถิดกันอยู่ตลอดไป ด้วยความเมตตา ปรารถนาดีต่อเขา

โลกยุคไหนๆมันก็ต้องมีคนแบบนี้อยู่ป็นธรรมดา ก็ต้องช่วยๆกันไป

พุทธศาสนาเป็นศาสนาของมนุษย์ของสังคมมนุษย์ ไม่ใช่ศาสนาหนีเข้าป่า ปลีกตนเอาตัวรอดเห็นแต่แก่ตัว ทว่าเป็นศาสนาที่มีโลกานุกัมปายะ คือ ศาสนาที่ช่วยโลกแท้ๆ ไม่ใช่หนีโลกเลย เป็นศาสนาที่ช่วยให้มวลมนุษย์เป็นสุข พหุชนสุขายะ เป็นศาสนาที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ทั้งหลาย พหุชนหิตายะ

ดังนั้น นักการศาสนาที่มีสัมมาทิฏฐิของพุทธ จึงเป็นบุคคลที่ช่วยสังคมประเทศชาติจริง มีประโยชน์คุณค่าต่อมวลมนุษย์สังคมประเทศแท้ ทำให้เกิดความสุขสงบสันติ อุดมสมบูรณ์ โดยไม่แย่งกันรวยเพราะมีปัญญาโลกุตระ แต่จะแบ่งปันเผื่อแผ่ สะพัดวัตถุที่กินที่ใช้แก่กันและกัน ด้วยความเป็นเศรษฐกิจที่เป็น    “บุญนิยม” อย่างวิเศษจริง

ศาสนาพุทธที่มีโลกุตรธรรม จึงแก้ปัญหาสังคมได้จริง ทั้งด้านเศรษฐกิจทั้งด้านการเมือง และด้านสังคมบริบูรณ์ ยั่งยืนถาวร ยาวนานได้

เพราะมีปัญญาโลกุตระ แล้วทำให้สร้างจิตเป็นโลกุตระจิต ที่พ้นความเป็นทาสโลกียธรรมได้จริง จึงเป็นมนุษย์อยู่ในโลกที่หมดพิษหมดภัยต่อสงคม มีแต่ประโยชน์คุณค่าต่อสังคม พาใหัสังคมมวลมนุษย์อยู่เย็นเป็นสุขกันอย่างแท้จริง

สมณะโพธิรักษ์ 19 มี.ค. 2562