620401_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 46

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่…https://docs.google.com/document/d/1mL2OunJIzeMivzQxax_PprwilGwBtmmAoo48luJ_C7k/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1eAozIQAKTRgeHjM1yfFIP6Uq1EaP1RN0

พ่อครูว่า…วันจันทร์ที่ 1 เมษายน 2562 ที่บวรราชธานีอโศก ก่อนเริ่มรายการ เขาขอให้โฆษณาหนังสือเล่ม เป็นหนังสืออธิบายสมาธิของพุทธ การนั่งหลับตาทำสมาธินั้นไม่ใช่การทำสมาธิของศาสนาพุทธ เป็นแต่เพียงการนั่งหลับตาสะกดจิตเข้าไปข้างในเท่านั้นแหละ มันก็ไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้าแล้ว อาตมาพูดมาจะ 50 ปีแล้วเขาก็ยังไม่เข้าใจกัน ที่ผิดนั้นเขายึดวัตถุอย่างทุกวันนี้ หนังสือเล่มนี้จะอธิบายสมาธิของทุกอย่างเป็นวิชาการเล่มสำคัญของชาวอโศก เรียบเรียงโดยอาจารย์อาภรณ์ พุกกะมาน ซึ่งอาตมานี่แหละได้นำ มหาจัตตารีสกสูตร พระไตรปิฎกเล่ม 14 เอามาขยายความ ยังมีวิธีการเป็นลายแทงมหาสมบัติ ซึ่งผู้ที่ชื่นชอบหนังสือวิชาการ จะใช้ค้นคว้าศึกษาใช้อ้างอิงประกอบงานวิจัย จะเป็นประโยชน์มากในขณะนี้ จะขอรับฟรีก็ได้หรือจะขอซื้อก็ได้แล้วแต่ ไม่มีปัญหาสักอย่าง ที่ร้านหนังสือธรรมทัศน์สมาคม หรือว่า สื่อธรรมะชาวอโศกทุกแห่ง ในรายการพุทธะชีวศิลป์ ท่านฟ้าไท กับสิกขมาตุผาแก้วก็พยายามช่วยนำไปประกาศแจกกันอยู่เสมอ เป็นสมาธิของพุทธแจกแจงให้เห็นชัดเจน

ทุกวันนี้อาตมาว่าหรือตำหนิสมาธิที่ผิด ที่ไม่ใช่สมาธิพุทธ เป็นสมาธิของเดียรถีย์ ทุกวันนี้ก็ตำหนิมาก แต่หนังสือเล่มนี้เป็นวิชาการไม่ได้ตำหนิมาก อธิบายให้รู้ให้เข้าใจชัดเจนเรื่องของสัมมาสมาธิ

ก่อนอื่นนะ เด็กๆฟังดีๆ สมาธินี่ แปลว่าอะไร? เด็กๆฟังอธิบายก่อน สมาธิแปลว่าจิตตั้งมั่น และจิตที่ตั้งมั่นนี้คือจิตอย่างไร จิตที่ตั้งมั่นเป็นจิตที่มีคุณภาพคุณสมบัติคือจิตไม่มีกิเลสจิตปราศจากกิเลส และจิตนี้แหละเป็นจิตที่ได้ปฏิบัติแล้วก็จะเกิดผล กิเลสออก จิตสะอาดจากกิเลสจะขจัดกิเลสออก แล้วจิตที่สะอาดปราศจากกิเลสจะตกผลึกลงไป เป็นจิตที่ตั้งมั่น ซึ่ง การปฏิบัตินั้นละเอียดลออ วิธีการของสัมมาสมาธิหรือสมาธิของพุทธ นั้นไม่ได้หลับตาปฏิบัติ หากหลับตาปฏิบัติก็ออกนอกสมาธิของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติสมาธิของพระพุทธเจ้าจะต้องมีตาหูจมูกลิ้นกายใจครบ ทำงานร่วมกันทั้งภายนอกและภายในเรียกว่ากาย กายต้องมีทั้งภายนอกและภายใน มีอายตนะสัมผัสอยู่ โดยการศึกษาหลักของพระพุทธเจ้านั้น จะต้องมีครบ ศีล สมาธิ ปัญญา สมาธิของพระพุทธเจ้าต้องมีศีลกับปัญญาช่วย ขาดศีลขาดปัญญาไม่ใช่สัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้า

ไปนั่งหลับตาไม่มีศีลอื่นมาเกี่ยวอะไรเลยปัญญาก็ไม่ใช่ปัญญาของพุทธ เขาเรียกว่าปัญญา แต่มันไม่ใช่ปัญญามันเป็นเฉโก เป็นความรู้ทางโลกีย ถ้าปัญญานั้นเป็นความรู้ทางโลกุตระ คนก็ไม่ค่อยเข้าใจ เท่าไหร่อาตมาก็จำเป็นต้องอธิบายให้เขาได้รู้ได้เข้าใจ ได้ชัดเจนในเรื่องสมาธิของพระพุทธเจ้า

ศีล สมาธิ ปัญญาในขณะปฏิบัติเรียกว่าไตรสิกขา การศึกษาพระพุทธเจ้าไม่มีอย่างอื่นหรอกมีแต่ไตรสิกขานี่แหละที่สุดยอด ถ้ารู้ถูกต้องแล้วครบ ศีลก็เจริญขึ้นเป็นลำดับเรียกว่า อธิศีล แล้วจะเกิดอธิจิต อธิปัญญา เป็นวิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะไปตามลำดับ

มีการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าต้องมีศีลเป็นตัวตั้งต้น ฟังให้ดีนะตรงนี้ สมาธิของพระพุทธเจ้าหากไม่มีศีลเป็นตัวตั้งต้นไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้า เป็นสมาธินั่งสะกดจิตเอา แล้วเพ่งอะไรออกมาเฉย สมาธิที่ใช้การเพ่งให้จิตนิ่งสงบเกิดความสงบจิต จะสงบอย่างเพ่ง เช่นไปทำกับกสิณ 40 ไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้าเลย อย่างที่อรรถกถาจารย์รวบรวมมาเป็นกสิณ 40 ผลที่เกิดไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้าเลยขอยืนยัน นี่คือความผิดพลาดของศาสนาพุทธนั้นน่าสงสาร ซึ่งเกิดมานานแล้ว สมาธิของพระพุทธเจ้านั้นจะมีศีลเป็นตัวตั้งต้น และก็มีปัญญาเป็นตัวสำคัญที่จะเป็นความรู้ทางปรมัตถ์ที่เป็นโลกุตระ ปัญญาจะเป็นความรู้โลกุตระที่ร่วมให้เกิดผล จิต เป็นสมาธิและมีปัญญาเป็นตัวร่วมรู้ตลอดเวลา

ความรู้ที่เป็นปรมัตถ์เป็นโลกุตระคือความฉลาดที่เข้าขั้นสัมมาทิฏฐิ

สัมมาทิฏฐิคืออะไร คือความรู้ความเข้าใจหรือความเห็นที่ถูกต้อง ตรงกับทฤษฎีของพระพุทธเจ้า และทฤษฎีหรือจะเรียกว่าทิฏฐิ ของพระพุทธเจ้าคือ ทฤษฎีที่มีไตรสิกขาเสมอ ได้แก่การศึกษาที่ต้องประกอบไปด้วยกระบวนการ 3 เส้า เสมอ อันมี

อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา จะต้องมีสามอย่างนี้เสมอ ขาดกันไม่ได้ ศีล จิต ปัญญา จะมีศีลกำหนดหน้าที่ เกี่ยวข้องในชีวิตที่มีสัมผัสเป็นปัจจัย เช่น ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวข้องกับสัตว์สัมผัสกับสัตว์ แล้วก็ศึกษา หรือว่า ศีลข้อที่ 2 สัมผัสกับข้าวของวัตถุต่างๆ หรือพืชพันธุ์ธัญญาหารก็แล้วแต่ที่ไม่ใช่สัตว์ เป็นวัตถุต่างๆหรือพืชไม่ใช่สัตว์ สำหรับศีลข้อที่ 2 แล้วมันจะมีผลต่างกัน สัตว์จะมีผลที่เกี่ยวข้องกันและมีพยาบาทมีความรักมีความชัง แต่ถ้าเป็นของคือพืชไม่มีรักไม่มีชังเกิดเลย

ส่วนศีลข้อที่ 3 นั้นเกี่ยวข้องกับตาหูจมูกลิ้นกายใจของเราที่จะเกิดสัมผัสในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสแล้วเกิดเวทนาต่อไป เมื่อสัมผัสแล้วจะเกิดเวทนาเป็นที่ประชุมลง ภาษาบาลีว่า สโมสรณา เวทนาคือ ตำแหน่งที่ตั้งแห่งการปฏิบัติ การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้านั้นหากไม่มีเวทนาในการปฏิบัติ การไปนั่งหลับตานั้นไม่มีเวทนามีแต่สัญญา ก็สูญพันธ์ุพุทธ เดี๋ยวนี้มันก็สูญไปแล้ว อาตมานำขึ้นมาใหม่ฟื้นคืน สมาธิพุทธ ขึ้นมาใหม่ นี่เป็นหนังสือเล่มนี้แหละอธิบายสภาวะนั้น แต่คนก็ยังไม่เชื่ออาตมาหรอกเพราะอาตมาเป็นคนไม่มีเครดิต ไม่มีการได้รับความเชื่อถือทางโลกเพราะไม่มีอลังการอะไร ไม่มีวุฒิทางธรรมทางอะไรต่างๆ อาตมาไม่มีเลย อาตมามาแต่ตัวกับหัวใจและความรู้ความจริงที่เอามาอธิบาย

การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้านั้น หากไม่มีเวทนาที่เกิดจากการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้นกาย อันเป็นการสัมผัสอยู่ที่มีธรรมะ 2 คือกาย มีภายนอกภายในที่เกิดจากอายตนะ ก็ไม่มีเวทนาหรือไม่มีฐานที่ตั้ง ไม่มีตำแหน่งแห่งการปฏิบัติ เพราะฉะนั้นหลับตาแล้วไม่มีเวทนาหลับตามีแต่สัญญาสังขาร การหลับตาในศาสนาพุทธจึงเป็นเดียรถีย์หมด ออกนอกสายทางของศาสนาพุทธ อาตมาพูดชัดบอกชี้ให้รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก แต่ท่านผู้รู้ทั้งหลายที่ยึดมั่นถือมั่นในทางนั้นซะแล้วฟังจะขัดหู จะรู้สึกไม่ชอบใจอาตมาหาว่าจะมาไปว่า อาตมาก็ขอพูดความจริงเพราะเป็นความจริงที่เลี่ยงไม่ได้ ยึดกันมานานมามากมาผิด มันน่าสงสารแล้วไม่ได้มรรคผลก็สูญเปล่า ศาสนาพุทธก็ล้มละลาย

การปฏิบัติหลับตานั้นไม่ใช่สมาธิ ผิดของพระพุทธเจ้า เพราะการหลับตานั้นปฏิบัติแบบไม่มีกาย การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าขาดกายไม่ได้ ไม่มีธรรมะ 2 หรือไม่มีเทว เทวก็แปลว่า 2 เทวธัมมา ไม่มีภายนอกกับภายในที่เกิดจากอายตนะสัมผัสครบนอกกับใน ก็ไม่มีความบริบูรณ์ในองค์ประกอบของการปฏิบัติที่จะเกิดเวทนา ท่านสามารถจะปฏิบัติครบ เวทนา 108 เพราะฉะนั้นกระบวนการของเวทนา 108 นี่แหละเป็นกระบวนการสมบูรณ์แบบของศาสนาพุทธ ถ้าไม่มีกระบวนการร้อยแปดก็จะไม่เกิดอภิสังขาร 3 สมบูรณ์ จะเป็นนิพพานไม่ได้ ไม่พ้นอวิชชาอาสวะหรือไม่พ้นอวิชชานุสัย ไม่จบกิจตามปฏิจจสมุปบาท ไม่บรรลุในวิชชาทั้ง 8 ไม่สิ้น ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ ทุกขโทมนัสอุปายาสะ สัมบูรณ์ เพราะฉะนั้นต้องเป็นสัมมาทิฏฐิและเป็นสัมมาปฏิบัติที่จะบรรลุจบถ้วนสัมมาปฏิเวธสูงสุดได้ถูกต้อง

สรุปอีกทีว่าหลับตาปฏิบัตินั้นโมฆะไปจากศาสนาพุทธ อาตมาก็พูดตรงจริงชัดอย่างนี้มากแล้ว แต่ก็ต้องพูด​ เพราะเขายึดถือกันอย่างผิดๆมีอีกเยอะ อาตมาพูดนี้มีคนเชื่อถือเชื่อฟังทำตามไม่เท่าไหร่หรอก แต่ก็ต้องทำเพราะต้องดึงมาสู่ความถูกต้องให้ได้ความผิดพลาดนั้นจะต้องแก้ไข

_ลองอ่านของคุณใบฟ้า…ส่งมาเมื่อวานนี้

กราบนมัสการพ่อครูด้วยเศียรเกล้า ใบฟ้า31/3/62

กราบขอพิจารณาตามสมควรค่ะ

“เมืองไทยดี๊ดี ณ พ. ศ. นี้”

  1. มีการเลือกตั้งแล้วตามหลักประชาธิปไตยสากลที่มวลชนให้ความสำคัญ มีการเลือกตั้งแล้วตามหลักประชาธิปไตยสากลที่มวลชนให้ความสำคัญ แต่เมืองไทย “ดีกว่า”เพราะมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข(ศูนย์รวมใจ)

  2. มีนายกรัฐมนตรีที่ดี…“นายกลุงตู่” ที่คงมั่นไม่หวั่นไหวจากคลื่น-พายุทางการเมืองที่ซัดโถม นำประเทศเดินหน้าอย่างกล้าหาญไม่หยุดยั้งชะงักงัน

  3. มี “ปุโรหิต”ของสังคมไทยในระดับ “โลกุตระ”คือ “พ่อครู”และคนดีในระดับ “กัลยาณชน”ที่เอาภาระประเทศออกมาชี้ถูก-ผิด เหมาะควรในหลากหลายรูปแบบ เสริมสร้างสังคม “อุดมปัญญา”ในสถานการณ์ “รอยต่อ”ทางการเมืองของ “ชาติ”ให้แคล้วคลาดจากความขัดแย้งที่ “เดินเหมาะ”

  4. มีตัวอย่างของบุคคล สถานการณ์จริงๆ(มิใช่ละคร)ให้คนไทยทุกเพศ วัย ฐานะ ได้ศึกษาเรียนรู้ “พฤติกรรม”ของ “คนดี vs คนไม่ดี”ที่ต่างอาสามารับใช้บ้านเมืองเรียนรู้ “ปรากฏการณ์”ของการแพ้ – ชนะ – พลิกล็อค – เกินคาดของ “พรรคการเมือง” ซึ่งล้วนควรสนใจติดตาม

5.“เมืองไทย”มี “คนไทย”ทุกหมู่เหล่าที่มีวิญญาณของความ “เป็นไท”(อิสระ)บุคคลิก “ยิ้มง่าย”(ตัวตนน้อย)และ “เอื้อเฟื้อ”ต่อกันเป็น “นิสัย” ดังนั้น…ที่สุด…จะดี๊ดีค่ะ (sure!)

พ่อครูว่า… รอยต่อทางการเมืองของชาตินี้อาตมาเรียกว่า Democracy Corridor สนิทเนียนมากของระบบประชาธิปไตย ซึ่งของไทยนี้เกิดปรากฏการณ์นี้จริง เมืองไทยมีการปฏิวัติประชาชนรัฐประหาร หรือว่าปฏิวัติ ปฏิวัติอะไร ปฏิวัติรัฐบาลทรราชประหารรัฐบาลทรราชโดยประชาชน และประหารด้วยอะไร อาวุธคือความสงบสยบความโหดเหี้ยมได้ อาวุธคือความสงบสยบความรุนแรงของรัฐบาลทรราชได้ซึ่งเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อไม่น่าจะจริงไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปได้ เป็นเรื่องจริงเพราะเป็นสังคมที่มีคนในประเทศ คือไทยนี่แหละ มีโลกุตรธรรมที่เป็นอาริยะแท้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

ทีนี้ รอยต่อนี้ก็ขอพูดอีกเพราะคนยังตะโกนโหวกเหวกอยู่

รอยต่อตรงนี้ พวกขี้ตู่กลางนาขี้ตาตุ๊กแก ขอบอกว่า รอยต่อระหว่างพลเอกประยุทธ์จันทร์โอชามารับช่วงต่อรับไม้ผลัดต่อจากประชาชน ที่รัฐประหารหรือปฏิวัติรัฐประหารรัฐบาลทรราชมาได้ถึง 4 รัฐบาล รัฐบาลทักษิณ-สมัคร-สมชาย-ยิ่งลักษณ์ ประชาชนออกไปประท้วงบอกว่าออกไปออกไป คุณผิดอย่างโน้นอย่างนี้ด้วยความสงบ ไม่ได้ใช้อาวุธไม่ได้ใช้ความรุนแรง ไม่ได้มีกองทัพทหาร เพราะฉะนั้นจะบอกว่าพลเอกประยุทธ์นี้เป็นกองทัพทหารไปรัฐประหาร ไปปฏิวัตินั้นไม่ใช่ ฟังให้ดีนะ

เพราะฉะนั้นคนขี้ตู่ว่า ขณะนี้พลเอกประยุทธ์นี้เป็นเผด็จการ ยึดอำนาจ ด้วยอำนาจเผด็จการแล้วก็สืบต่ออำนาจเผด็จการ เขาบอกว่ารอยต่อตรงนี้สืบต่ออำนาจเผด็จการ คนที่ไม่มีความรู้ยังโง่เง่า ยังจะตะโกนโวกเวกอยู่อย่างนั้นว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มาสืบทอดอำนาจเผด็จการ ขอยืนยันว่าอำนาจที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มาสืบทอดมารับไม้ผลัดต่อนั้นเป็นการต่อจากอำนาจที่ประชาชนปฏิวัติ ต่อจากอำนาจที่ประชาชนรัฐประหารรัฐบาลทรราชสำเร็จตั้ง 4 รัฐบาล นี่เป็นประวัติศาสตร์ทางรัฐศาสตร์ในประเทศไทยที่อาตมาพูดนี้ มันเป็นปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่ในโลก เพราะปฏิวัติได้อย่างสงบ ไม่ได้ใช้อาวุธปฏิวัติได้อย่างชนะสวยงามที่สุดในการปฏิวัติรัฐประหารของโลก แล้วเป็นอำนาจของประชาชนไม่ใช่อำนาจของเผด็จการทหาร ไม่ใช่เลย

เพราะฉะนั้นอำนาจที่ปฏิวัติรัฐประหารได้เสร็จแล้วนั้น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มารับไม้ผลัด มาทำการ Corridor มาสืบทอดอำนาจแทนของประชาชน ไม่ใช่อำนาจเผด็จการ เป็นอำนาจประชาชนที่รัฐประหารหรือปฏิวัติสำเร็จจากรัฐบาลทรราช ฟังให้ชัดๆ

เพราะฉะนั้น ความรู้ทางรัฐศาสตร์นี้นักรัฐศาสตร์น่าจะมาทำความเข้าใจให้ละเอียดลออชัดเจนและพูดให้ถูก และควรส่งเสริมเพราะมันเป็นความสวยงามที่สุดของการเมืองของประชาธิปไตยที่สุดยอด ที่ประชาชนทำได้ ปฏิวัติรัฐบาลทรราชย์ได้ 1 รัฐบาลก็ดีแล้ว ที่ทำได้อีกรัฐบาลทรราชย์ที่ 2 ที่เป็นนอมินี ที่มารับช่วงอำนาจ รัฐบาลที่ 3 ของสมัครของสมชายรัฐบาลที่ 4 ของยิ่งลักษณ์ ที่สืบทอดอำนาจเผด็จการอำนาจทรราชมา ประชาชนล้มล้างได้หมดเลยเกลี้ยง ถือเป็นการสำเร็จอย่างสุดยอด Absolute แล้ว สำเร็จเด็ดขาด เป็นการแสดงออกซึ่งประชาชนใช้อำนาจที่เรียกว่า อำนาจรัฐประหาร อำนาจปฏิวัติเป็นประชาชนปฏิวัติ เพราะฉะนั้นพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชามาสืบทอดอำนาจนั้น สืบทอดอำนาจอธิปไตยจากประชาชน เรียกว่าประชาธิปไตย เป็น The Great Authority  มันไม่ใช่อำนาจเถื่อน ไม่ใช่เผด็จการแบบ dictator ไม่ใช่เลยต้องเข้าใจรัฐศาสตร์อันนี้ให้ชัดเจน ไม่ใช่อำนาจ Dictate มีผู้ปฏิวัติ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาไม่ใช่ dictator ประชาชนต่างหากที่เป็น dictator ถ้าประชาชนเป็นผู้ปฏิวัติซึ่งเป็นอำนาจของประชาชนโดยสิทธิ ที่ถูกต้อง Right เป็นสิทธิที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบของประชาชน

เขาพูดกันอยู่นั่นแหละว่าจะต้องมาล้มล้างอำนาจเผด็จการที่สืบทอดเผด็จการอยู่ พวกนั้นเป็นคนโง่ที่พูดกันอยู่ได้ ความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นความจริงอย่างที่คุณเห่าอยู่อย่างนั้น เมืองไทยไม่ได้เกิดอำนาจเผด็จการ รัฐบาลที่เป็นอยู่คืออำนาจที่ใช้อยู่ทุกวันนี้เป็นอำนาจประชาธิปไตย นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำงานอยู่นี้ เป็นการทำงานบริหารประเทศด้วยอำนาจที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ รับช่วงรับไม้ผลัด Corridor จากประชาชนเอาไปปฏิบัติไปทำงานแล้วทำงานได้เข้าตามาแล้ว 5 ปี เลย 1 เทอมของประชาธิปไตยที่นายกจะทำงาน 4 ปีต่อ 1 เทอม แล้วคนก็ยังสนับสนุนเพราะว่าฝีมือทำงานนั้นดีจริงๆ ทั้งๆที่มีคนตะโกนว่าไม่ดีไม่งามถล่มทลายอยู่นั่นแหละ แต่ความจริงพฤติกรรมจริงฐานความจริงที่เกิดของนายกฯตู่ ที่ได้ประพฤติปฏิบัติว่ามันดีหรือไม่ดีกันแน่ นี่เป็นสิ่งที่เลิศยอดสุดยอดของเมืองไทยนี้เกิดอยู่

พลังงานหรือบทบาทพฤติกรรม ที่ประพฤติกันอยู่ รัฐบาลบริหารก็ดี พลเอกประยุทธ์จันทร์โอชามีพฤติกรรมทำงานอยู่ก็ดี มันเป็นพลังงานแห่งความถูกต้อง เป็นพลังงานแห่งความดีที่มายืนยันอ้างอิงความจริง ว่าใครถูกใครผิด ซึ่งตอนนี้ฝ่ายผิดก็ต้องดิ้นรนซึ่งเหลืออยู่ไม่เท่าไหร่หรอกเพราะจำนนต่อสัจธรรม จริงๆแล้วจะบอกว่าไม่ให้ดิ้นเลยก็ไม่ได้ เขาก็ต้องดิ้น

เพราะฉะนั้นสายตาของคนทั่วโลกแม้แต่ต่างประเทศที่เขามีความรู้ประชาธิปไตยเขาก็มองมาที่พลเอกประยุทธ์ที่ทำงานอยู่ ก็เห็น จนกระทั่งทุกวันนี้ไม่มีประเทศไหนที่เห็นว่าพลเอกประยุทธ์เป็นเผด็จการ นอกจากคนโง่ในประเทศไทยที่ยังเห่าอยู่ว่าพลเอกประยุทธ์เป็นเผด็จการ ทุกวันนี้ พลเอกประยุทธ์เข้าได้ทุกประเทศไม่มีใครถือว่าเป็นประชาธิปไตยเผด็จการ แต่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ความรู้สากลของต่างประเทศก็ยืนยันด้วยช่วยตัดสินอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่มนุษย์ที่ยังงมงาย อย่าโง่เง่าเต่าตุ่นหลงอำนาจตัวเองอยากได้อำนาจตัวเองก็อย่างนี้แหละก็จะต้องเห่าอยู่อย่างนี้ แม้เขารู้ว่าไม่ถูกเขาก็ต้องเห่าเพราะเขาจะเอาอำนาจหรือไม่รู้จริงๆโง่จริงๆดักดานจริงๆเขาก็ต้องเห่าอยู่อย่างนั้นแหละ ถ้าจะว่าจริงๆแล้วมันเส้นทางหมดท่าแล้วจริงๆ เพราะฉะนั้นตอนนี้ไม่ถอยเขาไม่ถอยก็เหมือนกับถอย เพราะมันแพ้แต่ไม่ยอมแพ้ เพราะเขายึดมั่นถือมั่นว่าแพ้ไม่เป็นแพ้ไม่ได้จะต้องสู้สู้ๆ หัวเรือใหญ่คือทักษิณเขาบอกเลยว่าสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็น มีแต่ตายกับสู้ อาตมาว่าเขาก็คงถึงตายแหละ ก็คงจะต้องตายอย่างไม่ค่อยสวย เท่าที่ดูนะ อาตมาไม่ได้แช่งเขานะแต่มันจะเกิดจริงเป็นจริง

มาตอบประเด็นปัญหา

_หายโง่..ที่พ่อครูบัญญัติศัพท์ว่า Democracy Corridor ประชาธิปัตยายตนะ ไม่มีในพจนานุกรมศัพท์ใดๆ ได้ถามผู้รู้ เราโน่เขาว่าใช้คำว่า Democracy Corridor แม้จะเป็นคำนามกับนามก็ใช้ได้ ทำให้น้ำหนักมากขึ้นน้ำหนักเท่ากัน ดิฉันถามว่าทำไมไม่ใช้คำว่า Democratic Corridor เราโน่บอกว่า ถ้าใช้คำนี้จะถกเถียงกันไม่จบ การใช้ Democracy Corridor นั้นถูกต้องชัดเจนแล้ว

พ่อครูว่า…เท่าที่อธิบายมาก็ขอบคุณด้วย เราโน่มีความรู้ทางภาษาอย่างดี

_น้ำผึ้ง …ถ้าเกิดธนาธรได้เป็นนายกฯหลวงปู่จะทำอย่างไร

พ่อครูว่า…ก็ต้องยอมรับสิถ้าเกิดเหตุการณ์ที่เขาได้เป็นได้ก็ต้องยอมรับไป ก็ค่อยๆช่วยกันไป ธนาธรเขาจะบริหารประเทศดีหรือไม่ดีก็ช่วยกัน ไม่มีทางอื่นหรอก ถ้าสมมุติว่าเป็นได้ก็ต้องยอมรับและเราก็ต้องช่วยกัน อะไรที่มันไม่ดีเราก็ต้องช่วยกันปราม อะไรที่ดีได้ก็ว่ากันไป

ไม่ใช่ว่าเราเองไปบอกว่าไม่ได้หรอกประชาธิปไตย ประชาธิปไตยต้องมีฝ่ายค้านและฝ่ายสนับสนุนไม่มีฝ่ายค้านไม่ได้เลย การเมืองที่เป็นประชาธิปไตยก็ต้องให้เขาทำ ให้เขารับผิดชอบถ้าเขาผิดเขาเสียหน้านะ ถ้าเขาไม่เข้าท่าเขาจะเสียหน้า แต่ถ้าเขามีส่วนดีส่วนได้ก็รับรอง แต่จริงๆแล้วฝ่ายที่ผิดฝ่ายที่ถูก ถ้าประเทศสังคมที่มีปัญญาอย่างประเทศไทยมีปัญญา เพราะฉะนั้น จะมองว่าอะไรผิดอะไรถูก ไม่ต้องห่วงหรอกเขาทำหน้าที่ค้านกันไปเถอะ เป็นธรรมดาของสิ่งที่จะต้องถ่วงดุลกันไม่แปลกอะไรเพราะฉะนั้น แม้เขาจะเป็นฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่อย่างดีได้ แต่ถ้าเขาทำไม่ดีเขาก็เสียเอง

_สมณะหนักแน่น… วันนี้มีนักเรียนมาร่วมฟังด้วย (พ่อครูว่า ฝ่ายหญิงฝ่ายชายดูปริมาณใกล้เคียงกัน) ผมมองว่า ลักษณะเด็กนักเรียนเรา ก็สืบทอดอำนาจ เป็นทายาท เป็นเจ้าของมรดกอโศก ทีนี้อยากถามว่า เขาจะรู้ตัวไหมว่า เขาเป็นทายาทเป็นเจ้าของมรดก

พ่อครูว่า…หลวงปู่จะถาม ท่านหนักแน่นถามว่า เด็กๆจะรู้ตัวไหมว่า พวกเราเป็นเจ้าของมรดกอย่างเช่นที่บ้านราชฯนี้พวกเราเป็นทายาทจะมากินใช้ร่วมกันนี้ได้เลยมีสิทธิเด็กๆรู้ตัวไหม …รู้ แล้วจะเอาหรือไม่เอา…รู้ว่านี่เป็นสิทธิเอาได้ แต่พอบอกว่าจะเอาไหม? ไม่เอา มันไม่อร่อยหรือไง ไม่มีอยู่มีกินหรือไง …มี แล้วทำไมไม่เอา…โง่ ให้คะแนนเลย

สมณะหนักแน่นว่า…ที่ไม่เอาเป็นเคหสิตะหรือเนกขัมมะ

พ่อครูว่า…เขาไม่เอาเป็นเคหสิตะ เขาชอบโลกียะอยู่ เพราะอโศกเป็นเนกขัมสิตะ ก็มีเด็กที่สมัครใจอยู่กับหมู่กลุ่มก็มี แต่น้อยมากเลยมีตั้ง 20 ปีมาแล้ว เด็กที่จะมาเอาโลกุตระอันนี้ ไม่ค่อยมี นอกจากว่าบางครอบครัวพ่อแม่เขาอยู่ในนี้แล้วในชุมชนเลย เด็กเหล่านั้นก็เลยต้องอยู่ตาม แต่ขนาดนั้นก็ยังไปดิ้นรนอยู่ข้างนอกเลย อยู่อย่างสงบในนี้เลยไม่ไปไหนมีน้อยมาก แต่ไม่เป็นไรในอนาคตเดี๋ยวก็จะรู้ดีแล้วเขาก็จะทยอยเข้ามา ช่วย

แปลว่าโลกุตระเป็นเรื่องของสัจจะ คนที่จะมามีวรรณะ 9  เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ)  มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส  มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9  ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)

วรรณะ คือ class เขาเรียกว่า The classes เป็นคนชั้นสูงเป็นคนมีคลาสที่แท้จริง ก็คือคนมีวรรณะ ผู้ใดมั่นใจแล้วอยู่ในนี้ก็คือผู้ที่เป็นคนชั้นสูงที่อยู่กับชาวอโศกอย่างมั่นใจไม่ไปไหนเลย มีชีวิตสุขสำราญเบิกบานใจ ก็คือคนคลาสสิค

_อย่าคุยอย่าเล่นกันได้ไหมน้องๆสัมมาสิกขาเพราะมันเสียมารยาท

พ่อครูว่า…ขอบคุณ มาช่วยหลวงปู่ก็เงียบขึ้นนะจะได้นานเท่าไหร่ลองดู

_หลวงปู่ครับทำไมคนเราขี้อาย

พ่อครูว่า…ก็เพราะว่า 1. เราไม่มีปัญญา  2. เรามีอัตตาตัวตน

มีตัวตนคือ ไม่อยากให้ใครมาตำหนิหรือว่าไม่อยากให้เขามองเราบกพร่อง ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ คนเราต้องมีจุดบกพร่องเรายกให้พระพุทธเจ้าองค์เดียวที่ไม่มีจุดบกพร่อง หลวงปู่ก็ยังมีจุดบกพร่องไม่น้อย ก็ต้องยอมรับความจริง ปัญญาคือความรู้ความจริง

  1. มีอัตตาตัวตนถือดี ไม่อยากให้ใครมาเห็นข้อบกพร่องตัวเราเองซึ่งมันยาก 2. เราก็ต้องเป็นคนที่ถูกตำหนิได้ เขาตำหนิเราผิดๆก็มีเยอะ อาตมามีคนตำหนิผิดเยอะ หลวงปู่ก็เข้าใจเขาไม่มีปัญหาอะไรเขาก็มีภูมิเท่านั้นที่มาตอนนี้เราตามภูมิเขาเท่านั้น ส่วนคนรู้ดีก็ไม่มีปัญหาอะไร เขาจะไม่ตำหนิด้วยซ้ำไป เขารู้ว่าเขาเองไม่เท่าอาตมาไม่มีภูมิเท่าหลวงปู่เลย

แม้เขาจะไม่มีภูมิเท่าหลวงปู่ก็ตำหนิได้

_จิตของมนุษย์ที่เป็นอาริยบุคคล คือจิตประเสริฐใช่ไหมคะ

พ่อครูว่า..ใช่ คำว่า อาริยะ นี้ อาตมาใช้คำว่า อาริยะ ไม่ได้ใช้คำว่าอริยะ เหมือนคนรุ่นก่อนเขาใช้มา และไม่ใช้คำว่าอารยะ ซึ่งแปลว่าประเสริฐเหมือนกับคำว่า อริยะ

อาตมาใช้คำว่า อาริยะ ก็คือประเสริฐเช่นกัน แต่ทุกวันนี้เขาใข้คำว่า อริยะ ซึ่งมันได้ผิดเพี้ยนไปแล้วไม่ได้มี สัมมาสมาธิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ มรรคก็ผิดผลก็เลยผิดก็เลยไม่เป็นอาริยะที่แท้เสียสภาพจริงของคำว่าอริยะแล้ว เป็นอรหันต์เก๊ อรหันต์เดา อรหันต์ปลอม คืออริยะ แต่เขา อธิบายเป็นสภาพของโสดาบันสกิทาคามีอนาคามีอรหันต์ไม่ได้ แต่ว่าอาตมาอธิบายได้จริงๆ แล้วพวกเราก็เข้าใจตัวเองไม่หลงตัวว่าเป็นอรหันต์ง่ายๆ อย่างนี้เป็นต้น

ที่อาตมาใช้คำว่าอาริยะ คนก็ตู่ท้วงว่า คำว่าอาริยะไม่มี แต่เขาทำไมโง่จัง คำว่า พระศรีอาริยเมตไตรยมีไหม อาริยะ คำนี้คือความประเสริฐไม่ใช่ไม่มี อาตมาก็เอาคำนี้มาใช้ซะ ไม่ได้บัญญัติเอง ไม่ได้เป็นคนบัญญัติภาษาขึ้นมาว่าเป็น อาริยะ แต่เขามีมาแล้วพระศรีอาริย์

เพราะฉะนั้น ในภาษาที่ใช้ อาตมาก็พยายามจะใช้ภาษาให้ตรง ให้มากซึ่งมันก็ไม่ใช่ง่ายเพราะมันได้ผิดเพี้ยนไปมาสลับไปสลับมา อาตมาก็จำเป็นพยายามจะใช้ไปตามสมควร

ทีนี้ อาริยะ แปลว่าจิตประเสริฐใช่ไหม ประเสริฐ คำนี้ของพระพุทธเจ้าคือคนที่มีคุณสมบัติคุณภาพมีคุณธรรมในระดับโลกุตระ 4 ขั้น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ คืออย่างไรอาตมาก็อธิบายอยู่ตลอด

อาตมาพาคนให้มาเป็นคนประเสริฐคนอาริยะเสมอ สังคมอโศกคือชาวอาริยบุคคล มีพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ แต่เขาไม่รู้แล้วความเป็นจริง แม้จะมีหลักการพระโสดาบันคือผู้ที่พ้นสังโยชน์ 3 มีโสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ ก็ไม่ค่อยเข้าใจกัน อาตมาก็ต้องค่อยอธิบายไป เพราะอาตมาได้มาเป็นผู้ที่รื้อฟื้นเอาสิ่งที่ถูกต้องของศาสนาพุทธกับคืนมาให้ได้ เป็นเรื่องที่ยากแต่ก็ต้องทำเพราะอาตมามีหน้าที่ เป็นโพธิสัตว์ที่รับหน้าที่นี้ เป็นผู้ที่มารับช่วง มาจากพระพุทธเจ้าเป็น Corridor มา

_ผมอยากทราบว่า ถ้าโลกนี้ไม่มีอาหารเจ ถ้าคนกินแต่เนื้อสัตว์ สัตว์จะหมดโลกไหมครับ แล้วหากคนไม่กินเนื้อสัตว์ สัตว์จะล้นโลกไหม

พ่อครูว่า…ก็ตอบได้ว่าสัตว์มันไม่หมดไปจากโลกหรอก ส่วนสัตว์จะล้นโลกไหมมันก็ไม่ล้นโลกหรอกเพราะว่าสัตว์มันจะฆ่ากันเอง แม้ว่าคนจะไม่ไปยุ่งกับมัน แต่จริงๆแล้วมันเป็นไปไม่ได้ เพราะคนไม่กินเนื้อสัตว์นั้นมีคนจำนวนน้อยกว่าคนที่กินเนื้อสัตว์ เพราะอะไร เพราะคนที่มีอวิชชามากกว่าคนที่มีวิชชา คนมีปัญญามีความรู้จริงๆว่าไม่ควรกินเนื้อสัตว์นั้นเป็นคนมีปัญญามีความรู้ คนที่มีความรู้มันเหมือนยอดพีระมิดมีจำนวนน้อยกว่าคนที่อยู่ในฐานพีระมิด คนไม่รู้ก็กินเนื้อสัตว์อยู่อีกมาก เป็นธรรมชาติที่อยู่ในยุคไหนก็แก้ไม่ได้ มาถึงในยุคนี้ก็ยังแก้กันไม่ได้มันเป็นธรรมดาธรรมชาติ

_ทำอย่างไรเราถึงจะให้ศัตรูกลายเป็นมิตรได้ครับ แล้วทำอย่างไรเราถึงจะเป็นคนกล้าแสดงออกครับ

พ่อครูว่า…ทำอย่างไรให้ศัตรูกลายเป็นมิตรครับ คือ เราอย่าคิดว่าศัตรูเป็นศัตรู เราต้องเข้าใจให้ได้ว่าผู้ที่มีความเห็นต่างจากเราขัดแย้งกันนั้น คือ ผู้ที่มีความเห็นต่าง แต่เขาไม่ใช่ศัตรู เราจะต้องพยายามจะทำอย่างไรจะให้ศัตรูกลายเป็นมิตร เราก็แสดงความจริงแสดงความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แม้เขาจะเป็นผู้ที่มีความเห็นขัดแย้ง เขาจะตั้งตัวเป็นศัตรูกับเราจะเห็นเขาทำร้ายเรา จะด่าว่าเราอะไรก็แล้วแต่ ก็มีจิตเมตตาเขาให้ได้

อย่างอาตมาตำหนิเขา พยายามบอกความผิดของเขา บอกอย่างมากมาย แรงอย่างแรง บอกอย่างหนัก จนหาว่าคำแรงคำหนักนั้นหาว่าอาตมาด่าเขา อาตมาพูดอยู่ตลอดเวลาไม่ได้พูดเล่นว่าอาตมามีจิตเมตตาเขา ไม่ได้ถือว่าเป็นศัตรูหรือไปโกรธแค้นโกรธเคืองเขา

เช่นอาตมาจะพูดความไม่ดีของทักษิณ ก็เป็นธรรมะ อาตมาเมตตาเขา หากไม่เมตตาก็ต้องบอยคอต หรือพรหมทัณฑ์เขา อาตมาไม่ได้ไปพรหมทัณฑ์เขา อย่างทักษิณเขาว่า let it be อาตมาก็ไม่ได้ไปทำอะไรอย่างเขา

ทำอย่างไรจึงจะเป็นคนกล้าแสดงออกก็ต้องมีความมั่นใจในสิ่งที่เรารู้ชัดเจน จะมีปัญญารู้อย่างครบถ้วน แล้วมั่นใจว่าสิ่งที่อาตมารู้และแสดงออกอาจจะมารู้ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ครบถ้วนแล้วอาตมากล้าแสดง แม้ว่าจะขัดแย้งกับผู้รู้อื่น จะขัดแย้งกับส่วนใหญ่ของเขาเลยทีเดียว ถ้าหากอาตมาไม่มีตัวนี้ อาตมาก็ทำงานนี้ไม่ได้หรอก เพราะว่าศาสนาพุทธทุกวันนี้ ในโลกเลยทีเดียวจะเห็นเหมือนกับในประเทศไทยเพราะศาสนาพุทธมันมีโลกียะเต็มไปหมดไม่มีโลกุตระเลย อาตมาจึงได้เอาโลกุตระมาปักหมุดมาฝังลงมาใหม่ ทำให้หยั่งลง ในพุทธศาสนิกชนพุทธมามกะ ต้องทำให้สำเร็จ แล้วก็ได้มาเรื่อยๆ แล้วจะเป็นต้นทางที่งอกเงยเป็นเชื้อของโลกุตระ ที่จะขยายผลต่อไปในอนาคต คนจะค่อยๆศึกษาจะค่อยๆเข้าใจ

อาตมาตายแล้ว เขาถึงจะรู้ว่าอาตมาถูกต้องอาจจะมาเอาโลกุตระนำมาคืนให้ ตอนนี้อาตมายังอยู่เขาก็ยังไม่อยากพูดไม่อยากจะยอมรับ เพราะเขาได้เผลอได้ผิดพลาดไปแล้วเขาได้ตำหนิอาตมาไปแล้ว เถรสมาคม เขายึดถือว่าเขาเป็นเจ้าลัทธิเป็นมหาเถรสมาคม แล้วเขาก็เข้าใจผิด เขาได้พลาดไปแล้วที่ได้มาว่ามาถล่มทลายอาตมา จึงไม่รู้จะทำอย่างไรจึงปล่อยให้อาตมาพูดเอาๆ เขาจะค้านแย้งอาตมาก็ไม่ได้ เพราะว่าอาตมาเอาพระไตรปิฎกเป็นหลัก เขาก็เลยต้องจำนนว่าเป็นจริงอย่างนั้น อาตมาไม่ได้พูดความเข้าข้างตัวเอง ส่วนคนที่ยังยึดมั่นถือมั่นด้วยความมืดดำไม่มีภูมิปัญญาก็จะขี้ตู่ว่าอาตมาผิดอยู่อย่างนั้นแหละไม่เข้าใจสัจจะ

คนที่มีภูมิปัญญาเพียงพอจะรู้ว่าอาตมาพูดนี้ถูกต้องวันเวลาจะพิสูจน์อาตมา

ขอยืนยันว่า ไม่มีใครในยุคนี้ที่เอาโลโก้สาราณีธรรมมาประกาศและคนปฏิบัติได้ เป็นสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 เป็น วรรณะ 9 อยู่กันถึงขั้นสาธารณโภคี เป็นคนขยันทำแล้วไม่สะสมอะไรเลย ทำเอาให้กองกลางหมดเลย มันเป็นการถือสัจจะในยุคนี้ว่าศาสนาพุทธยิ่งยอดขนาดนี้ ทางด้านเศรษฐกิจก็ดีทางด้านการเมืองก็ดีบริหารกันอย่างไม่ลำบากลำบนอะไรเลยเป็นการดูแลกันเลี้ยงดูกันยังสบายสงบมาก

เป็นสังคมที่สุดยอด พูดไปแล้วคนเขาก็จะหมั่นไส้เอาหาว่ายกย่องตัวเอง แล้วไม่ยกย่องตัวเองในสิ่งที่ถูกต้องสิ่งที่ดีไม่รู้จะว่าอย่างไรเพราะมันเป็นสิ่งที่ดีจริงๆ แล้วมันก็เป็นพวกเรา ถ้าพวกเราเป็นคนที่เข้าใจถูกต้องแล้วปฏิบัติได้จึงเป็นกลุ่มมนุษยชาติที่ดีก็ต้องยกย่องเป็นตัวอย่าง ถ้าเขาไม่มีอคติเขามีปัญญามีภูมิปัญญาจริงเขาจะน้อมรับจะเข้าใจ ส่วนคนไม่มีปัญญาคนที่รู้สึกหมั่นไส้รู้สึกเพ่งโทษมีอคติก็ไม่มีปัญหาอะไรเขาก็ต้องมองอย่างนั้น

_หลวงปู่คะ เมื่อไหร่หลวงปู่จะสร้างหยาดน้ำใจอีกคะ หนูอยากได้(มันเป็นกิเลสที่ไม่อยากฆ่าทิ้งค่ะ)

พ่อครูว่า..ไม่สร้างแล้ว สร้างงวดเดียวก็พอแล้ว เป็นประโยชน์ในยุคนั้น ในยุคอื่น ก็จะมีอย่างอื่น อาตมาเช่นสร้างพระพุทธรูป สร้างเป็นสัญลักษณ์ก็มีเป็น หยาดน้ำใจ มีเส้นผมในนั้น ก็ไม่ได้คิดทำต่อ เพราะจะเป็นที่ยึดถือ แต่ให้มายึดถือสังคม พฤติกรรมของสังคมที่เขาปฏิบัติตัวมีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมอย่างไร มายึดถืออันนี้แล้วศึกษาปฏิบัติตาม เรียนรู้จิตวิญญาณเราจะเข้าใจจะมาปฏิบัติตามนี้ได้ก็จะมาเป็นคนอย่างนี้ได้ เป็นคนประเสริฐเป็นคน อาริยะ

ก็รู้ว่ามันจะไม่สมหวังก็อย่าไปอยากมันปล่อยวางเสีย

_ถ้ามีผู้สาวมาจีบต้องทำอย่างไรครับ

พ่อครูว่า…หลงตัวเองหรือเปล่า เราเป็นนักเรียนมีหน้าที่เรียน อยู่ชั้นแค่มัธยม อย่าไปยุ่งวุ่นวายอะไรกับเรื่องมีคู่ ไม่ต้องไปยุ่งไม่ต้องไปวุ่นวายไม่ต้องกลัวว่าเราจะไม่มีคู่ เพราะคนที่ไม่มีคู่ได้นั้นสุดยอดประเสริฐของพระพุทธเจ้าก็ยังชม คนตั้งตนเป็นคนโสดท่านเรียกว่าบัณฑิต ส่วนคนที่ไปมีคู่นั้นจะเป็นคนที่ต้องมีความเศร้าหมอง นี่คือคำตรัสของพระพุทธเจ้าเลยเพราะฉะนั้นเป็นโสดได้ ดีกว่า ไปมีคู่นั้นเป็นเรื่องของโลกีย์เป็นเรื่องทุกข์เป็นเรื่องของภาระ เป็นเรื่องของวัฏจักรของโลก ถ้าผู้ใดเป็นโสดได้ผู้นั้นพ้นหลุดพ้นเป็นผู้ที่ไม่ก่อวิบากที่จะมีคู่วิบากต่อไปในอนาคตอีก ข้ามชาติไปเลย เป็นโสดให้ได้ จะดีมาก

_ทำไมหลายๆคนในอโศกต้องใส่ชุดแบบห่มคลุม แล้วหลวงปู่ทำอย่างไรถึงได้ชุดนี้ครับ

พ่อครูว่า…หมายความว่าไม่เหมือนชุดข้างนอกที่โป๊ๆเว้าแหว่ง แต่ของอโศกมิดชิดดี ทั้งหญิง ชาย เพราะว่าเราเข้าใจความยึดถือของโลกของสังคม โลกยึดถือจะเพ่งเห็นเนื้อเห็นหนังคนแล้วก็มองเพ่ง เห็นเนื้อหนังมาก จนเปลือยเขาก็ชอบมอง ก็เลยต้องปกปิดให้ดี การปกปิดก็เป็นความรู้ของคนที่มีความฉลาดนุ่งห่มอย่างนี้แหละดีที่สุดแล้ว ชาวอินเดียเขาไม่ได้นุ่งห่มอย่างเราเขาคลุมด้วยนะ นอกจากนุ่มห่มปิดมัดอย่างดี ยังมีผ้าคลุมอีก ส่าหรี แต่ของไทยเรานุ่งห่มง่ายๆก็สบายแล้วพอเหมาะพอดี

_มีคนเคยบอกหนูว่า การย้ายพุทธสถานนั้นเนรคุณจริงหรือเปล่าคะ

พ่อครูว่า…ก็ว่ากันไป บางทีมันเหมาะควรที่ต้องย้ายสถานที่ไปศึกษาก็ดีทั้งนั้นแหละ ซึ่งเหมาะสมกับตัวเราไม่ใช่เนรคุณอะไรหรอก จะมองไปในแง่ว่าเนรคุณก็มองได้ เพราะเพราะเราเองเราเคยอยู่อาศัยสถานที่นั้น แล้วเราก็ดูถูก ลบหลู่อะไรก็แล้วแต่ยังนั้นแน่นอนคือเนรคุณ แต่ถ้าหากเราไม่ได้ลบหลู่ดูถูกไม่ได้เนรคุณมันก็ไม่ได้ผิดอะไร

_การเป็นศิษย์เก่าเป็นอย่างไรคะ

พ่อครูว่า…ก็เคยเรียนจากที่นี่ไปแม้จะเรียนปีเดียวก็เป็นศิษย์เก่าแล้ว ยิ่งเรียน 3 ปีก็เป็นศิษย์เก่า 3 ปี เรียนจบม. 6 ตั้ง 6 ปีก็ยิ่งเป็นศิษย์เก่าตั้ง 6 ปี ทำไมเข้าใจยากอะไรกันเป็นศิษย์เก่าเป็นอย่างไร เป็นศิษย์เก่าก็เคยเรียนที่นี่ผ่านที่นี่ไปก็เป็นศิษย์เก่า

_ทำไมสาวสมัยนี้จีบยากครับ

พ่อครูว่า…โอ้ อย่าจีบ มันผิด อยู่ในวัยเรียน ไม่ใช่วัยรัก ไม่ใช่วัยหาคู่ ผิดกาละเทศะที่ควรจะเป็นอย่าไปทำ ไปเข้าใจอย่างนี้ได้เป็นคนเจริญเป็นคนมีปัญญาให้เข้าใจไม่ได้แล้วไปทำเข้าก็เป็นคนโง่คนไม่เจริญ รู้จักโง่ไหม ถ้าที่ยังจีบกันอยู่ก็คือคนโง่ มาอยู่ในวัยที่ต้องจีบ หากเรียนจบแล้วจะตั้งหลักฐานมีครอบครัวค่อยไปจีบยังมีเวลาอีกนะ ที่จะทุกข์ อย่าไปร่วมทุกข์ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ คนที่ไปจีบกันอยู่แล้วไปแต่งงานนั้นเป็นทุกข์ ทำไมวิ่งไปหาทุกข์จังเลยโง่จัง

_ทำอย่างไรหลวงปู่จะไปถึงโพธิสัตว์ขั้นที่ 8

_วิธีไม่กลัวผีต้องทำอย่างไร

_มีผีไหมคะ

_ทำไมผู้หญิงเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้

_เมื่อไหร่คนจนที่มีแบบเล่ม 2 จะออกคะ

พ่อครูว่า…อาตมากำลังเขียนเล่มที่ 2 อยู่นะ ดูหน้าแล้วก็หนากว่าเล่ม1 แล้ว ก็อ่านเล่ม 1 ก่อน

ทำอย่างไรจะไปถึงโพธิสัตว์ขั้นที่ 8 ก็คงหมายถึงถามอาตมาว่าทำอย่างไรจึงจะไปถึงขั้นโพธิสัตว์ระดับ 8 หลวงปู่จะทำอย่างไร หลวงปู่บอกไปแล้วว่าเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 แล้วจะทำอย่างไรถึงจะเป็นโพธิสัตว์ระดับ 8 ก็ต้องใช้ความอุตสาหะและใช้เวลา จะทำอย่างไร ไม่ใช่จะตอบได้ง่ายๆ ก็จะต้องทำการปฏิบัติเพื่อที่จะทำงานที่เป็นพุทธศาสนา ซึ่งจะมีความลึกซึ้งซับซ้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำงานเป็นโพธิสัตว์คือผู้ที่ช่วยคนให้บรรลุเป็นพระอาริยะ เพราะฉะนั้นระดับ 8 ก็จะต้องเก่งกว่าระดับ 7 จะมีความรู้ความสามารถเก่งกว่าระดับ 7 ถามว่าจะทำอย่างไรถึงจะเป็นโพธิสัตว์ระดับ 8 ก็ปฏิบัติไปเรื่อยๆ อย่างที่หลวงปู่จะต้องมีภูมิปัญญาหรือว่านี่แหละเพิ่มความรู้เพิ่มความจริง มีความรู้กับความจริงที่อยู่ในมนุษย์กับสังคม มีความจริงกับความรู้ที่ทำให้มนุษย์พัฒนาทางจิตวิญญาณและเกิดพฤติกรรมสังคมอย่างที่หลวงปู่ทำนี้ พัฒนาคนแต่ละคนให้มีจิตใจเป็นพระอาริยะแล้วแต่ละคนก็มารวมอยู่กันเป็นสังคม สังคมเจริญสังคมที่มีพฤติกรรมเจริญนี่มันก็เกิดผลอย่างนี้ขึ้นมา เป็นหน้าที่โพธิสัตว์ต้องทำอย่างนี้

_วิธีไม่กลัวผีต้องทำอย่างไรคะ

พ่อครูว่า…คำว่าผี เป็นภาษาไทย เป็นภาษาบาลีคือคำว่า มาร แปลว่าผี คนที่เป็นมารหรือมีจิตวิญญาณผี หรือมาร อยู่ที่จิตวิญญาณไม่ใช่อยู่ที่รูปร่าง อยู่ในตัวคนนี้แหละ บางคนรูปร่างหน้าตาดีด้วยนะแต่ใจเป็นผี ใจเป็นมาร ผีคืออะไร มารคืออะไร ผีหรือมารคือใจที่มีกิเลส กิเลสโลภก็ตามโทสะก็ตาม

วิธีที่จะไม่ให้กลัวผีต้องศึกษาจิตวิญญาณของเราที่เป็นผี แล้วพยายามรู้เท่าทันกิเลสในจิตหรือจิตที่เป็นผีนี้ให้ได้แล้วฆ่ากิเลส กิเลสจะสู้เราไม่ได้เราก็จะไม่กลัวผี เราก็จะไม่กลัวกิเลส ยิ่งฆ่าให้กิเลสตายเลยเราชนะผีชนะมารเลย นี่คือความไม่กลัวผีที่สมบูรณ์แบบ

แต่ที่ถามนี้ถามตื้นๆ ทำอย่างไรไม่กลัวผี คงหมายถึงว่า ผีที่เป็นผีหลอกๆ เราไปมองเห็นผีตาโปนแยกเขี้ยวมาหลอก แล้วเราก็เลยกลัว ก็ต้องเชื่อหลวงปู่ให้ได้ ​ผีอย่างนั้นไม่มีในโลก ผีอย่างนั้นเป็นความโง่ของตัวเราเองซึ่งมีอุปาทานมีความยึดถือว่าผีนั้นมี ผีนี้ก็เลยจะขึ้นมาให้เราเจอ คนเจอต้องเป็นคนซวย ไม่ใช่เกิดง่าย มันเกิดยาก ต้องโง่มากถึงจะเห็นผี แบบที่เป็นผีรูปร่างตัวตนมาหลอกอย่างนั้นมันไม่มีจริง เขาเรียกแล้วว่าผีหลอกไม่ใช่ผีจริง แล้วเราสร้างเองไปยึดถือว่ามันจะต้องมี ถ้าเข้าใจแล้วเชื่อตามหลวงปู่พูดตอนนี้ผีอย่างนั้นไม่มีหรอกในป่าช้าก็ไม่มีในที่ไหนก็ไม่มี มันมีเพราะตาหลอก ภาษาแพทย์ว่าตาหลอนเห็นเอง เห็นจริงถูกหลอกเอาจริง คนที่จะเห็นผีอย่างนั้นโง่ได้อันดับโง่มากจนเชื่อว่าจริงแล้วก็เลยเห็นผี เราเองคนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเห็นคนส่วนใหญ่ไม่โง่ถึงขนาดนั้นจึงไม่ค่อยเห็นผีที่มาหลอกเป็นรูปเป็นร่าง แต่ยังเชื่อว่ามันมีจริง ฟังให้ดี มันไม่มี ถ้าเชื่อฟังหลวงปู่ที่หลวงปู่พูดตอนนี้ไม่ต้องกลัวหรอกผีไม่มีจริงเป็นอุปาทานทั้งสิ้น เรียกว่ามโนมยอัตตา เป็นรูปที่สำเร็จด้วยจิตเราเองที่ปั้นขึ้นมา ที่จริงจิตปั้นเอาเอง ถ้าเด็กเป็นภาษาศัพท์ว่าเป็นนิรมาณกายซึ่งมันไม่มีจริงเราโง่อย่างเดียว

คนที่เป็นเห็นผีเป็นรูปกันบ้างไม่ใช่คนเก่งแต่เป็นคนโง่ อาจารย์ต่างๆที่เห็นผีนั้นเป็นอาจารย์ที่โง่ดักดาน หลวงปู่เคยเล่นเดรัจฉานวิชาไสยศาสตร์พวกนี้มาเยอะมาตั้งแต่เป็นฆราวาส แต่ก่อนหลงนึกว่ามันมีจริงเหมือนกัน แต่เมื่อศึกษาศาสนาพุทธแล้วก็เพราะว่าเราโง่มากมายเลย

วิธีที่จะไม่เห็นผีก็ต้องเข้าใจว่ากิเลสยืมตัวเรานี่แหละคือผีอย่างนี้น่ากลัว ต้องล้างออกไปจากจิตวิญญาณเรา เราถึงจะไม่ต้องกลัว หรือคนอื่นจะไม่ต้องกลัวเรา

เคยมีผีไหมก็ยังเคยมีอยู่ในคนโง่ ถ้าคนฉลาดแล้วรู้ว่าผีก็คือจิตที่เป็นกิเลสแล้วล้างกิเลสให้หมดไป ผีไม่มีหรอก พระอรหันต์ปราบผีหมดกิเลสได้เป็นพระโสดาบันก็เริ่มต้นฆ่าผีไปในระดับหนึ่ง สกิทาคามีก็ฆ่าผีไปอีก คือกิเลสของเราในจิตวิญญาณ อนาคามีก็ฆ่าผีออกไปอีกจนหมดกิเลสเลยเป็นพระอรหันต์ ก็เข้าใจแล้วว่าผีหรือกิเลสคืออะไรก็สอนให้คนอื่นรู้จักกิเลสรู้จักผี

_ทำไมผู้หญิงถึงเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้คะ

พ่อครูว่า…เป็นสัจจะเป็นอจินไตยเป็นสิ่งที่รู้ได้ยาก เพราะความจริงโลกสังคมทุกวันนี้เขาพยายามที่จะให้ผู้หญิงกับผู้ชายนี้เท่าเทียมกัน แต่ความจริงนั้นมันเท่ากันไม่ได้ สิ่ง 2 สิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นธรรมชาติ ไม่มีอะไรเท่ากัน ปรมาณูที่เล็กละเอียดเท่าไหร่ที่เกิดขึ้นมาเป็น 2 หน่วยแล้วไม่มีทางที่จะเท่ากัน เพราะฉะนั้นในธาตุที่อยู่ในนิวเคลียส 2 ตัวคือบวกและลบเล็กที่สุดแล้ว มันเป็นตัวปฏิบัติมันเป็นตัวที่ต่างกัน ก็ค่อยๆเรียนไป ซึ่งต้องเรียนรู้เทว สองอย่างในโลกแล้วจัดการด้วยปัญญาจะให้สองอย่างนี้ อยู่ร่วมกันได้อย่างไร อะไรจะเป็นสิ่งที่เราไม่มีจน0 เป็นพระอรหันต์แล้วจะรู้ เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นผู้หญิงนั้นเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้เพราะเป็นสิ่งที่เลิศยอดที่สุด จะบอกว่าพระพุทธเจ้านั้นเป็นคนที่ลำเอียงกดผู้หญิง หรือเห็นว่าผู้หญิงเป็นคนระดับ 2 ผู้ชายเป็นคนระดับหนึ่ง ผู้ที่ถือศาสนาคริสต์หรือเป็นศาสนาเทวนิยมก็ตามเคยมาพูดว่า ผู้หญิงผู้ชายต้องเสมอกัน อาตมาไม่ตอบเขา อาตมาพูดแต่เพียงว่าถ้าคุณจะให้เป็นอย่างนั้นคุณไปบอกพระเจ้า เพราะว่า พระเจ้าสร้างอีฟมาจากซี่โครงซี่ที่ 7 ของอดัม แล้วอี๊ฟจะไปใหญ่กว่าอดัมได้หรือว่าเป็นส่วนหนึ่งของอดัมเท่านั้นแหละเป็นซี่โครงซี่ที่ 7 ของอดัม นี่เป็นประวัติของศาสนาเทวนิยมเลยนะ ก็เลยเอาซี่โครง

มันมีความลึกซึ้งที่ทำไมต้องเอาซี่โครงซี่ที่ 7 มาสร้างขึ้นเป็นอีฟ คนทางศาสนาคริสต์อิสลาม

_ถ้าเป็นโสดตลอดชีวิตมันดีจริงเหรอครับ

พ่อครูว่า..ดีจริงๆ อย่างหลวงปู่นี้โสดตลอดชีวิต พวกเราสมณะศิษย์คำว่าเป็นได้ พระพุทธเจ้าบอกว่าผู้ที่ตั้งตนเป็นคนโสดถือว่าเป็นบัณฑิตเป็นผู้ฉลาด ผู้ที่ยังฝักใฝ่ในการมีคู่เป็นคนยังเศร้าหมอง

_ทานอาหารมังสวิรัติต่อเนื่องมาเป็นเวลา 14 ปี เป็นผลจากการอ่านวารสารของชาวอโศกจึงเกิดความศรัทธา ช่วงระหว่างวันที่ 1 ถึง 18 เมษายน 2562 ร้านอาหารมังสวิรัติหยุดจำหน่าย โยมจะนำอาหารมังสวิรัติเป็นชุดเพื่อจำหน่ายให้ลูกค้าจะได้ไหม

พ่อครูว่า…เราไปร่วมงานปลุกเสกฯตลาดอาริยะ เลยปิดร้าน แล้วโยมคนนี้บอกว่าอยากจะมาขายแทน ก็ให้ไปถามกรรมการ ไม่น่ามีปัญหาอะไร

_ปฏิปทาหมายถึงอะไร

พ่อครูว่า…ปฏิปทาแปลว่าการปฏิบัติ การปฏิบัติก็คือการฝึกฝนเรียนรู้แล้วก็ทำ เรียนรู้ให้เป็นสัมมาปฏิปทาให้เกิดสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ

_นักเรียนสัมมาสิกขาในภายภาคหน้าหลวงปู่ว่าจะดีขึ้นหรือแย่ลง

พ่อครูว่า…หลวงปู่ว่าจะดีขึ้นนะเพราะว่าคนต้องฉลาดขึ้นดีขึ้นสิ แน่นอน คนที่ไม่ฉลาด มองโลกุตระธรรม มองสิ่งที่เป็นประโยชน์คุณค่าต่อมนุษย์เป็นโลกุตรธรรมไม่ได้มองอย่างไรเขาก็มองไม่ออก เพราะเขาเข้าใจว่าอย่างนี้ไม่ดี แต่คนมีปัญญาอีกจำนวนหนึ่งจะรู้ว่าดี คนที่ได้รับโลกุตระทำไปแล้วจะยั่งยืน จะถาวร เป็นหลัก ส่วนคนที่มีภูมิปัญญาจะเข้าใจว่าโลกุตระดี จะเติมมาเรื่อยๆ ไม่เสื่อม นอกจากว่าโลกุตระที่หลวงปู่เอามาเปิดเผยให้ปฏิบัตินี้มันไม่จริงถ้าไม่จริงมันจะล้มละลายไปอีกไม่นาน แต่ถ้ามันจริงมันจะต่อไปอีก หลวงปู่เกิดมาเพื่อจะสืบทอดศาสนาพุทธเป็นโลกุตรธรรม หลวงปู่มั่นใจว่าสิ่งที่ทำให้เป็นสัจจะเป็นโลกุตระที่มีคุณภาพ มีน้ำหนักที่จะทำให้เจริญไปอีก 2000 กว่าปี

_หลวงปู่อยากให้นักเรียนสัมมาสิกขาเป็นอย่างไรเพื่อให้ศาสนาพุทธนี้สืบทอดไปอีกจนถึง 5 พันปี

พ่อครูว่า…อยากให้นักเรียนมาเป็นอรหันต์

แล้วมีใครอยากเป็นอรหันต์มั้ยนักเรียนในนี้ ..ยกมือน้อยกว่า แสดงว่ายังไม่มีภูมิปัญญาเฉลียวฉลาดโลกุตระยังโง่อยู่ก็เลยไม่อยากเป็นอะไร คนที่ฉลาดเป็นโลกุตระแล้วอยากเป็นอรหันต์ทุกคน คนที่เป็นอาริยะคนที่มีจิตภูมิปัญญา จะอยากเป็นอรหันต์ คนที่ไม่เข้าใจว่าอรหันต์เป็นอย่างไรไม่เข้าท่า คนที่ไม่รู้จะเห็นอย่างนั้นจริง แล้วคนโง่นี้มากไม่อยากเป็นอรหันต์มีมาก ไม่ผิด เขาก็ยกมือเท่านี้

_เวลาจิตใจอยากจะกินจุบจิบทำอย่างไรดีครับ เพราะจิตผมยังไม่วายที่จะจับมัน

พ่อครูว่า..ที่ถามมานี้รู้ว่าเป็นจิตที่ไม่ดีตอบง่ายๆเรารู้จริงๆว่ามันเป็นจิตไม่ดี แล้วเราจะยังทำไม่ดีอีกเราโง่หรือฉลาด …โง่ ก็รู้อยู่แล้วว่ากินจุบจิบไม่ดี เราจะทำตัวเองให้กินจุ๊บจิ๊บทำไมรู้อยู่แล้วว่ามันไม่ดีก็หยุดสิ ก็เพราะมันเป็นกิเลสมันเคยตัวมันติดนิสัยมานานเราก็เลิก เราก็พิสูจน์ให้เกิดปัญญาว่า ถ้าเราไม่กินจุบจิบนี้มันดีกว่าอย่างไร ได้เวลาคืนมา ไม่ต้องบำเรอตนมากขึ้น ให้กิเลสอ้วนหนาขึ้นสารพัดไม่ต้องวุ่นวายเป็นภาระอีกเยอะแยะเลยหาเหตุผลให้มัน จะเห็นข้อเสียหายความไม่ดีมันมีจริง แล้วเราจะเลิกได้

_ใสกลางเพ็ญ…Coefficient หมายถึงอะไร

พ่อครูว่า…Coefficient แปลเป็นภาษาไทยภาษาวิชาการว่าสัมประสิทธิ์

สัมประสิทธิ์ แปลอย่างธรรมะว่าคือการกระทำ หมายความว่าเรามีพลังงานแล้วเราจะใช้พลังงานของเราให้มีพลังงานนั้นเจริญ มากขึ้นมากขึ้น คำว่าเจริญมากขึ้นนั้นมีระดับ 1. บวก 2. คูณ 3. ยกกำลัง

ความเจริญนั้นจะมีระดับต่ำกลางสูง บวก เป็นการเพิ่มเจริญในระดับต่ำ คูณก็สูงขึ้น ยกกำลังก็สูงอีกขั้น

ความเจริญระดับสัมประสิทธิ์คือทำให้พลังงานเหล่าเจริญ เช่น เจริญไปโลกียะ คือสามารถสร้างความดี ถ้าเจริญก็คือความดีถ้าไม่เจริญคือความ เจริญทางโลกียะคือทำให้ความเจริญนี้เป็นระดับ + ก็ขั้นที่ 1 ระดับคูณก็เป็นระดับที่ 2 ระดับที่ 3 ก็ยกกำลัง

โลกุตระก็เหมือนกัน ทำให้จิตใจเราเจริญเป็นพระโสดาบันก็ตามเป็นพระสกิทาคามีก็ตามก็รู้จักลักษณะอาการของจิตว่ามันเพิ่มอย่างนี้มันเพิ่มเป็นขั้นบวก มันเพิ่มเป็นขั้นคูณ เพิ่มเป็นขั้นยกกำลัง ก็เป็นอัตราการก้าวหน้าพลังงานจิตที่เราสร้างขึ้นได้ สัมประสิทธิ์นั้นจะต้องมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นขั้น คูณ เป็นต้นไป เพราะถ้าขั้นคูณ มันเลยครึ่งไปแล้ว

ใน บวก คูณ​ ยกกำลัง สามขั้นนี้ คูณเป็นสองในสามแล้วเป็นความเจริญในระดับนิยตะ

_ภูมิพุทธ…ผีมาจากไหนครับ อายุ 3 ขวบ

พ่อครูว่า…ผีคือเราโง่ เราไม่รู้ว่าผีมาจากไหน ความจริงแล้วผีคือกิเลสของเรา เราจะต้องจับผีคือกิเลสของเราให้ได้แล้วฆ่าเสีย ผีหมดไปผีก็ไม่มาจิตของเราก็ไม่มีผี

_ถ้าเรารักษาศีลไม่ได้อะไรจะเกิดขึ้นกับตัวเราเอง

พ่อครูว่า…เราก็ไม่เจริญเราก็เสื่อม คนที่มีศีลแล้วก็ปฏิบัติศีลเป็นลำดับเจริญขึ้น มีความเจริญที่แท้จริง ศีล สมาธิ ปัญญา

ศีลเป็นตัวตั้งต้น ศาสนาพุทธนี้คนที่ไม่เริ่มต้นด้วยศีลผิดหมด ลัดเข้าไปนั่งสมาธิ ไปเอาปัญญาความเฉลียวฉลาดโดยไม่เอาศีลเป็นตัวตั้งผิดหมด เพราะฉะนั้นเรียนธรรมะพระพุทธเจ้านั้นจะต้องเรียนศีลเป็นตัวตั้ง แล้วจะได้เป็นลำดับ จะเป็นอรหันต์เร็ว ถ้าเป็นลำดับนี้อย่างน่าอัศจรรย์ เช่น จุลศีล มี ศีล 5 ศีล 8 เป็นต้น

ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ เราจะมีชีวิตอยู่กับสัตว์สัตว์ชั้นสูงก็คือคน สัตว์ชั้นต่ำก็คือสัตว์ เราเข้าใจว่าเราจะต้องไปสร้างวิบากกับสัตว์ใดๆ สัตว์มันอยู่ตัวของมันเราจะไปยุ่งเกี่ยวกับมันมันมีวิบากของมัน แต่คนนี้เราต้องเกี่ยวข้อง เราต้องพยายามไปร่วมมือร่วมใจร่วมกิจกรรมร่วมอะไรต่ออะไรกัน เกี่ยวข้องกันมีวิบากร่วมกันเยอะ พัฒนาอันนี้ สัตว์ก็พัฒนา กับคน ก็อย่าไปยุ่งกับสัตว์เลยแม้ที่สุดเรามีความรู้เรากินเนื้อสัตว์ก็เป็นวิบากต่อกัน เพราะฉะนั้นชีวิตนี้แม้แต่กินเนื้อสัตว์เราก็ไม่กิน สัตว์เขาจะมีกรรมกิริยาอย่างไรก็ส่วนเขาเราก็รู้เขาต้องเป็นอย่างนั้น สัตว์มันดุร้ายเราก็อยู่ห่างมัน หรือเอามันออกไปไกลๆเราเป็นคนเราต้องฉลาดพอที่จะทำได้ เราก็อยู่กับคนนี่แหละ มีคนร้ายก็เยอะ เราก็อยู่กับคนร้ายให้ได้แล้วช่วยคนที่ร้ายนี้ให้ดีขึ้นได้ อย่างนี้แหละคือศีลข้อที่ 1

ศีลข้อที่ 2 เราอยู่กับข้าวของวัตถุต่างๆเพชรนิลจินดาเงินทองหรือพืชพรรณธัญญาหาร ถ้าเราอยากได้เพชรนิลจินดาเงินทองเราก็สร้างสรรค์กำลังงานขึ้นมาแล้วก็เอาไปแลกเปลี่ยนให้ได้สิ่งเหล่านั้นมา หรือถ้าเราอยากจะได้สิ่งที่เป็นปัจจัยชีวิตพืชพรรณธัญญาหารของที่เอามากินเลี้ยงชีพหรือของใช้เอามาทำใช้ก็อย่าไปเอาของคนอื่น ในฐานะอันเป็นขโมย แม้จะถือวิสาสะก็ไม่บังควร อย่าไปเอาของคนอื่นที่ไม่ใช่ของของเรา นี่คือหลักเกณฑ์ข้อที่ 2 ถ้าชีวิตอยู่อย่างนี้ก็ปลอดภัยไม่เป็นบาปเป็นภัยไม่เป็นโทษ

ศีลข้อที่ 3 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจมากระทบสัมผัส มีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แล้วก่อกิเลสโลภ โกรธหรือราคะ โทสะ เราก็เดินดูอันนี้แล้วลดละให้ลึกซึ้ง

ศีล 3 ข้อนี้ถ้าหากปฏิบัติแล้วศีลข้อที่ 4 ก็เกี่ยวกับวาจาก็เกี่ยวกับ 3 ข้อนี้ ข้อที่ 5 เกี่ยวกับใจก็เกี่ยวข้องกับศีล 3 ข้อนี้แหละเป็นหลัก หากเข้าใจสิ่งทั้ง 3 ข้อนี้เป็นหลักปฏิบัติให้ได้ไปตามลำดับ อยู่กับสัตว์อยู่กับข้าวของ อยู่กับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็เรียนรู้ว่ากิเลสมันเกิดอย่างไรก็ลดกิเลสในศีล 3 ข้อนี้เป็นอรหันต์

อาตมาย่นย่อธรรมะของพระพุทธเจ้าลงมาให้สั้นที่สุดแล้ว

_ฟังฝน…รบกวน พ่อท่านอธิบายตัวอย่างของอนุสัย อาสวะ

พ่อครูว่า…คำว่าอาสวะตื้นกว่าอนุสัยที่ลึกละเอียดกว่า อนุสัยหรืออาสวะ คือกิเลสทั้งสองอัน กิเลสท่านเรียกว่า หมักดอง คืออาสวะ ถ้าอนุสัยคือยู่ก้นบึ้งของจิต เป็นตัวเล็กละอียดที่น้อย อนุสัย

เราอย่าเพิ่งกังวลรายละเอียดว่ามันต่างกันอย่างไร ใช้เป็นคำ synonym ใช้แทนกันได้ว่าเป็นกิเลสแล้วทำตามลำดับลดกิเลสไปในระดับของ อาสวะให้ได้ จนกว่าคุณจะมีภูมิธรรมเจริญไปถึงขั้นหนึ่ง เช่น ถึงขั้นกายสักขีเป็นต้นแล้วจะค่อยๆศึกษาว่ามันมี 2 อย่างนี้มันละเอียดขึ้นกว่ากัน แล้วคุณก็เรียนรู้เป็นปัญญาวิมุติแล้วเป็นอุภโตภาควิมุติ ตอนนี้อย่าไปกังวลถึงความแตกต่างระหว่างอาสวะและอนุสัย

อาสวะเป็นสังโยชน์ ส่วนอนุสัยนั้น สลับกัน

_ฟังฝน…สังเกตการทำงานของพ่อท่านมีแรงเสียดทานกับกระแสสังคมสูง แต่พ่อท่านไม่ถูกกำจัดหรือทำร้ายเหมือนกับผู้นำในโลกเพราะท่านมีวิธีการทำงานอย่างไร

พ่อครูว่า…อาตมาทำงานนี้ ค้านแย้งทวนกระแสกับโลกเขาด้วยแต่ทำไมไม่มีใครทำแรงกับอาตมา อันนี้เป็นบารมี อจินไตย ตอบยากเหมือนกัน เหมือนกับพระพุทธเจ้าไม่มีใครจะกล้าทำร้ายนอกจากคนที่ต่ำจริงๆโหดเหี้ยมจริง ธรรมดาจะไม่กล้าทำ อาตมาก็เป็นโพธิสัตว์ในระดับ 7 พอสมควรคนก็จะไม่กล้าทำ เพราะอะไร ตอบได้ตอนนี้เท่าที่มีปฏิภาณ เพราะอาตมามีความรู้จริงและมีความจริงขยายออกมา อธิบายออกมาแสดงออกมาจนมีคนรู้ได้แม้จะยากในโลกุตรธรรม แต่คนก็เข้าใจคนก็มาปฏิบัติโลกุตรธรรมได้มีมรรคผล คนก็เลยเกรง ก็ไม่กล้าทำอะไร เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันให้เขาเองว่าอย่าไปทำเล่น อย่างน้อยอาตมาเอง จะถาม คุณเก่งกว่าอาตมาคนสร้างคนให้เป็นหมู่มวลเป็นคนอย่างนี้ได้ไหม เอาหลักธรรมพระพุทธเจ้ามาตรวจ พวกนี้อยู่อย่างมีวรรณะ 9 อยู่อย่างมีสาราณียธรรม 6 เกิดจิตพุทธพจน์ 7 ปฏิบัติโดยมีหลักมูลสูตร 10 เขาก็จำนนอาตมาหมด อาตมาอ้างอิงของพระพุทธเจ้าแล้วอธิบายได้ว่าเพราะมีอย่างนี้จึงเป็นอย่างนี้ได้

_หนูมีเพื่อนหลายคนที่ชอบกินผลไม้ต่างกัน หนูชอบกินกล้วยอีกคนหนึ่งชอบกินแตงโมอีกคนหนึ่งชอบกินส้ม หนูควรจะทำอย่างไรที่จะกินผลไม้กับเพื่อนๆได้โดยไม่ทะเลาะกัน และเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือเปล่าที่หนูจะสรุปว่า คนที่ชอบต่างจากเราเป็นคนที่ไม่ฉลาด

พ่อครูว่า…อย่าไปว่าคนอื่นที่คิดต่างจากเราเป็นคนที่ไม่ฉลาดอย่าเพิ่งไปสรุปอย่างนั้นอย่าไปว่าเขาอย่างนั้น คนเรามีความคิดต่างกันได้ ส่วนการจะชอบนั้นมันคือรสนิยม ตอบชัดๆก็คือมันเป็นกิเลส มันไปยึดถือว่าเราชอบแตงโมเราชอบส้มเราชอบกล้วยอะไร คนละคน ก็ดีแล้วนี่จะไม่ทะเลาะกัน ต่างคนต่างชอบก็ต่างคนต่างกินไม่แย่งกัน แต่ถ้าไปชอบกล้วยด้วยกันนี่สิแย่งกันตายเลย ส้มดันไม่กินไม่กินแตงโมแย่งกล้วยกันใหญ่เลย มันจะยุ่ง

แม้ว่าจะชอบตรงกับ ชอบผู้ชายตรงคนเดียวกันก็ฆ่ากันตายเลย มันโง่อย่างเยี่ยมยอดเลย ผู้ชายมีตั้งเยอะแยะ โลกไม่ไร้เท่าใบพุทรา ผู้ชายมีเยอะแยะไป ถ้าเรายังต้องการมีคู่ ก็ไม่เห็นจะต้องไปอะไรเลย อาตมาไม่ส่งเสริมการมีคู่ ถ้าไม่มีคู่ได้มันเจริญกว่าสบายกว่าก็ศึกษาไปตามลำดับขั้น ความแตกต่างเป็นเรื่องธรรมชาติถ้าไม่มีความแตกต่างและมันจะทะเลาะกันอีกเยอะความแตกต่างแต่อยู่ร่วมกันให้ได้ เป็นความแตกต่างที่มีมิติมีนัยยะอีกเยอะแยะ

_ถ้าเกิดมีคนมาด่าเรา มาพูดถึงข้อบกพร่องของเราแล้วเราก็เก็บมาคิดแล้วเครียดเป็นทุกข์ใจไม่เป็นอันจะทำอะไรจมอยู่กับคำพูดเหล่านั้น แล้วก็เอาแต่โทษตัวเอง บางคนปล่อยวางได้แต่บางคนปล่อยวางไม่ได้ ควรจะทำอย่างไรคะ

พ่อครูว่า…ก็ควรปล่อยวางให้ได้ก่อน ที่ต้องวางให้ได้ ก็ควรจะมีปัญญาปฏิภาณรู้เหตุผลอะไรต่างๆว่า คนที่เขามาพูดมาว่ามาด่าเรา พูดถึงข้อบกพร่องของเรา แล้วเราเก็บมาคิดแล้วก็เครียดทุกข์ใจ ไม่เป็นอันจะทำอะไร จมอยู่กับคำพูดเหล่านั้นแล้วมาโทษตัวเอง แสดงว่าเรายอมรับ ว่าเขามาด่าเรานี้เป็นข้อบกพร่องของเราจริง เราก็ทุกข์ใจกับความบกพร่องของเรา เรารู้ว่าข้อบกพร่องของเราคืออันนี้ เป็นอย่างนี้ แล้วเราก็หาทางแก้ไขเสีย อย่าไปเครียดกับมันทำไม ก็มันเป็นไปแล้ว มันอยู่กับนิสัยของเรามันอยู่กับข้อบกพร่องของเราแล้วเราก็มาเรียนรู้แก้ไขนิสัยโดยเฉพาะแก้ให้เป็นจิตวิญญาณไปถึงจิตวิญญาณซึ่งเป็นตัวประธานที่ทำให้เกิดนิสัยเสียอันนี้ความไม่ดีอันนี้ข้อบกพร่องอันนี้ ก็มาเรียนรู้อันนี้ไม่ต้องไปเครียด ไม่ต้องไปเพ่งไม่ต้องไปลงโทษตัวเอง มันมีแล้วเราเป็นทุกข์เพราะเรามีข้อบกพร่อง เราเสื่อมและตกต่ำอยู่เพราะเรามีข้อบกพร่อง แล้วอย่าไปทำให้เกิดทุกข์ทับถมตนเอง อย่าไปเครียดซ้ำเติมอย่าไปลงโทษตัวเองอีกแก้ไขปรับปรุงความบกพร่องความไม่ดีของตัวเองให้ได้

_สมณะหนักแน่น…วันนี้เห็นหนังสือสมาธิพุทธ อยากโฆษณาต่อ…(พ่อครูว่า..คุณอ่านกี่เที่ยว) สมณะหนักแน่นว่าเท่าที่จดไว้มี 40 เที่ยว

พ่อครูว่า…องค์นี้ประหลาดตื่นมาก็อ่าน

สมณะหนักแน่นถามว่า…ในจิตวิญญาณและร่างกาย ถ้าร่างกายไม่สมประกอบคือไม่มีสุรภาโว สติมันโต ในหนังสือสมาธิพุทธเล่ม 263 ใครอยากดูให้ไปอ่านได้ อยากโฆษณาหนังสือเล่มนี้

พ่อครูว่า…คนที่สนใจธรรมะก็ลิ้มรสกับธรรมะอย่างท่านหนักแน่นนี้อ่าน ตื่นขึ้นมาก็อ่าน นอนลุกขึ้นมาก็อ่าน อยู่นั่นแหละ ศึกษาแล้วก็บางทีไม่ได้อ่านธรรมดา บอกว่าสนุกชะมัดเลยอ่านหนังสือธรรมะสนุกจัง คือเป็นธรรมรส คือรสของผู้ที่มีจิตเข้ากระแสเห็นดีเห็นงามมีฉันทะมีมนสิการ มีผัสสะเป็นสมุทัย มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง ตามมูลสูตรของพระพุทธเจ้า คนที่ทำอะไรไม่เกิดความยินดีพอใจนะ มันยาก คนไหนที่ยินดีพอใจในโลกุตระ คนนั้นมีนิพพานเป็นที่หมาย แล้วก็มีสัตบุรุษพาให้ปฏิบัติมีนิพพานเป็นที่หมายแน่นอน ไม่ได้ชาตินี้ก็ในชาติหน้า พวกเรานี้บางทีไม่เข้าใจว่าตัวเองเป็นอรหันต์ เป็นพระโสดาบันสกิทาคามีอนาคามีอรหันต์ หรือว่าเป็นอรหันต์ในอรหันต์ ในยุคนี้ซับซ้อน มาเจอยุคนี้ เลยไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร พวกเรานี้เป็นอรหันต์มาก่อนเยอะ แต่มันสับสนเพราะโลกมันปรุงแต่งเยอะ ในยุคของพระพุทธเจ้าไม่มีการปรุงแต่งเยอะขนาดนี้ ที่จริงเรารู้แล้วจุดที่ดับกิเลส มันปรุงแต่งกันอีกเท่าไหร่ก็เหมือนกันจิตใจหมดความยึดถือ จิตใจรู้จักกิเลสแล้วฆ่ากิเลสได้มีวิธีฆ่ากิเลสได้ก็จบทั้งนั้นเหมือนกัน แต่ไปงมกับภาพลวงของโลกใหม่ๆ ถ้าเข้าใจกันแล้วมันไม่มีอะไรใหม่มันปนอยู่ของเก่านั่นแหละคิดไปเองโง่ไปเองทั้งนั้น เพราะฉะนั้น จะไปปรุงอะไรกับมันมากมาย มันจะปรุงแต่งบ้าบออย่างไรก็เป็นโลกจินตา ปรุงไม่หยุดหย่อนหรอก อย่าไปวุ่นกับมัน เอาที่เราทำอยู่นี่แหละจบแล้วเป็นอรหันต์ หากเราหลงกับโลกให้โลกพาไปเรื่อยๆ คนที่จะไปสร้างอะไรแปลกใหม่เรื่อยๆคนนี้ไปสร้างวิบาก พิลึกพิลั่นอะไรปีกให้คนหลงติดเป็นนักแฟชั่นอย่างพวกกระเทยนี้ ชอบสร้างแฟชั่นพวกนี้เป็นนักดีไซเนอร์ครีเอท พวกนี้เป็นนักสร้างบาปให้แก่สังคม แล้วตัวเองนั่นแหละเป็นตัวต้นบาป ซึ่งมันมากมายเกินแล้ว แค่ที่มันมีสร้างกันมาแล้วไปหลงยึดติดกันให้ละหน่ายคลายวางความติดยึดให้ได้เถอะ คนไหนที่ลดลงมาให้เห็นความจำเป็นแค่บริขารของชีวิตแค่สมควรจบแค่นั้นก็สบาย ชีวิตนี้จะไปเดือดร้อนอะไร แต่คนไปหลงกับโลกถูกจูงจมูกไปตลอดกาล

_ถ้าหากโมโหต้องทำอย่างไรถึงจะหาย

พ่อครูว่า…ก็รู้จักอาการโมโหของเราและบอกตัวเองให้ได้ว่าอย่าไปโง่แล้วหาวิธีการแก้ไขให้จิตใจที่โมโหของเรามันหายไป

จบ…