ศาสนา

620531_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แบบคนจนคือทางออกของ Animal Farm

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่…https://docs.google.com/document/d/1SvozGi4vE4duXMt53EIZ74yJZra_lmgXTcTK6OFMads/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่..https://drive.google.com/a/ssv-asoka.ac.th/file/d/1FUyq7aQrAYqVC0TI_XMr6EIiHTHdjIPk/view?usp=drivesdk

สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม 2562 ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้ใกล้งานอโศกรำลึก มีนักเรียนสัมมาสิกขาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ ปวช.2 มาเตรียมงาน เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ชาวอโศก ส่วนระดับประเทศก็กำลังใกล้จะจัดตั้งรัฐบาล เด็กนักเรียนสัมมาสิกขามีทั้งอยากและไม่อยากมาเข้าค่าย แต่คนที่จะมาเป็นรัฐบาลก็อยากกันทั้งนั้น อยากเป็นรัฐบาล รมต.ทำเพื่อใคร? แต่เด็กมาเตรียมงานเชื่อแน่ว่าทำเพื่อส่วนรวม

พ่อครูว่า…

SMS วันที่ 30 พ.ค. 2562 (พุทธศาสนาตามภูมิ สมณะ สิกขมาตุ บ้านราช)

_1614 ศีล คือกรรมกิริยา(การกระทำ) ของจิต ศีลเป็นเหตุเป็นปัจจัย มีสมาธิ,ปัญญา เป็นวิบาก(ผล) สมาธิ,ปัญญา เป็นกุศลกรรมวิบากของศีล และเป็นคุณสมบัติของจิต บุญ มีความหมายดังที่กล่าวมานี้ บุญ มิใช่สมบัติพัสถานที่จะซื้อหา หรือแลกมาด้วยปริมาณใดๆของเงิน บุญ ก็คือปัญญาที่ได้มาด้วยการปฏิบัติขันธ์ 5 ให้อยู่ในกรอบของ ศีล และ ทาน

พ่อครูว่า…สรุปอันนี้ดี บุญคืออะไร อันนี้บอกว่าบุญคือปัญญาที่ได้มาด้วยการปฏิบัติขันธ์ 5 บุญเป็นความฉลาดโลกุตระ ให้กำจัดกิเลส ฌานกับบุญต่อเนื่องกัน

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ฌานต้องมีปัญญา ฌานไม่มีปัญญาไม่ใช่ฌาน แล้วปัญญาต้องมีฌาน เพราะปัญญานี้คืออะไร ปัญญาคือความรู้ที่ต้องกำจัดกิเลส สำคัญมากเลย มันจะเป็นปัญญาหรือเป็นธาตุรู้ที่สมบูรณ์ที่บรรลุธรรมแล้ว ทำแต่ดี ปัญญา เช่นบุญกับปัญญา บุญกำจัดกิเลสได้หมดแล้วก็ไม่มีบุญมีแต่ปัญญา มีกรรมกิริยาทุกอย่างเป็นกุศลทำแต่ดี ไม่ทำชั่วอีก กิเลสหมดแล้ว

ฌานกับบุญ ถ้าฌานเปรียบประดุจกับวัตถุคน ฌานคือหวังเฉา หม่าฮั่น แต่บุญหมายถึงเครื่องประหารหัวสุนัข เครื่องประหารที่ตัดหัวคน หรือกิโยตินหัวหมาก็ได้ ฌานคือหวังเฉาหม่าฮั่นช่วยท่านเปาจับตัวกิเลสเอาเข้าเครื่องประหารเลย ยกตัวอย่างเปรียบเทียบรูปธรรมให้ชัด

ศีลเป็นเหตุเป็นปัจจัยมีสมาธิมีปัญญาเป็นวิบากใช่

ช่วยกันเพื่อทำให้เกิดจิตเจริญเป็นผล สะอาดจากกิเลส ฆ่ากิเลสออกจากจิตแล้วเป็นผลวิบากผลที่ได้ จิตที่ปราศจากกิเลสตกผลึกจนควบแน่นเป็นสมาธิ ปัญญาประกอบเป็นยาดำ ปัญญาจะแทรกรู้ละเอียดรู้ต้นกลางปลายจบ เป็นตัวแทรกรู้อย่างละเอียดละออไปด้วยเสมอ ปัญญาเป็นกุศลกรรมวิบากของศีล ปัญญาก็รู้ว่าศีลทำอะไรเกิดผลไหม ปัญญากับศีลก็ไปด้วยกัน เป็นวิบากเป็นผลของศีลก็ได้

บุญไม่ใช่สมบัติพัสถานใช่แล้ว หรือจะเอาเงินไปแลกก็ไม่ได้ ทำทานด้วยเงินสละเงินไป แต่แทนที่จะได้บุญเป็นผลของบุญ คือการกำจัดกิเลส แต่กลับยิ่งได้บาปยิ่งได้อกุศลยิ่งได้สมบัติที่เป็นนรก เพิ่มขึ้นๆ กับการทานที่โง่ อย่างทุกวันนี้สอนกันผิดเต็มสังคมศาสนาพุทธ เพราะเข้าใจคำว่าทานกับบุญไม่ได้

ให้ติดตามให้ดีแล้วค่อยๆเรียนไป อาตมาอธิบายซับซ้อน วนไม่รู้กี่วน ให้รู้ศีล สมาธิ ปัญญา

_0851กราบเรียน แอนิมอลฟาร์ม เป็นบท อะไรครับ นมัสการสะมะณะพ่อครูโพธิ์รักษ์

พ่อครูว่า…น่าจะแอนิมอลฟาร์ม…กำลังดังตอนนี้ แปลง่ายๆว่าฟาร์มของสัตว์ เลี้ยงไก่นะ แต่ทำไปทำมากลายเป็นเสือสิงห์กระทิงแรดเต็มไปหมด เดี๋ยวค่อยว่ากัน

_2166ท่านถักครับยังชอบกินไอติ๋มอยู่เป่า!!!??

พ่อครูว่า…ให้ท่านตอบ

_รักธรรม สรหงษ์ · อยากได้มากเลยค่ะ ทองอุไร เดี๋ยวจะไปหามาปลูกหน้าบ้านสัก 5-6 ต้น

พ่อครูว่า…มางานอโศกรำลึกสิ คือเราไปได้ต้นดอกไม้ ชื่อเดิม ต้นดอกทองอุไรเรามาเรียกก็ขัดหู ก็เลยรู้สึกว่าไม่ไพเราะหูเท่าไหร่ ก็เลยมาเรียก ดอกเหลืองไม่หยุด มันออกดอกสีเหลือง แล้วเราเข้าใจมัน มีน้ำมากก็ไม่ออกดอกแดดมากน้ำน้อยก็ไม่ออกดอก เมื่อถึงหน้าฝนมันจะไม่ค่อยออกดอกมีแต่ใบที่งาม มันต้องมีแดดมีน้ำที่พอสมควรจะออกดอก เพราะฉะนั้นหน้าฝนก็จะออกดอกน้อยนอกนั้นอีก 9 เดือนออกดอกอร่ามเหลืองไปหมด แล้วเลี้ยงง่ายเราก็มาตั้งชื่อว่าเหลืองไม่หยุด

_จาก สุดสายธรรม …

สิ่ง   ใดเมื่อเกิดย่อม             ดับไป แท้เฮย

แวด วงมิตรลาไกล               มากแล้ว

ล้อม สร้างสิ่งดีไว้                 ก่อนจาก

โลก นี้จักคลาดแคล้ว            ทุรกาล

What  be born  must be surely   died.

Many  friends  we don’t  find so much.

To good act,love mankind  before death.

Protect  the world  for us far from trouble time.

วัน    ที่ผู้แจ้งแล้ว         จุติมา

เกิด  5  มิถุนา               ยนยิ่ง

พ่อ   คือสยังอภิญญา   เปรื่องปราด

ท่าน  สอนเราให้ทิ้ง      ทุกอัตตา

The day which enlighten man   was born.

5th june  be blessed  on the human.

Father’s  knowledges  are all of his

He  taught  us to ban all  egoes.

ตั้ง    ใจตั้งจิตมุ่ง              สู่นิพพาน

มั่น    คงสุดประมาณ        แน่วแน่

บรรลุ สู่นิรวาน                  พ้นเกิด

ธรรม ในธรรมนั้นแท้        เที่ยงนิรันดร์

The   most stable  we are very   sure.

To   entrance   and far from  the birth.

Dhamma  teaches’s to  be poor but eternity.( teaches ‘s= teaches  us )

Intending to reach nirvana.

พ่อท่านเหน็ดเหนื่อยล้า     สอนคน

ในยุคกลีลน                    ลามกล้า

พาผองศิษย์มาจน              สมเจตน์

สร้างคนดีไว้กู้หล้า  อีกกึ่ง พุทธกาล

Father’s  tired to   teach the men.

Among the time of trouble time  happen.

Take us to be poor  but be heaven.

His   men will  continue until   Bhudda time’send.

กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพอย่างสูงสุดค่ะ

พ่อครูว่า…กลอนกวี นี้ สัมผัสเอกโท ไม่ค่อยถูก โคลงสี่สุภาพนี้มีแบบแผนของมัน อันที่เขียนมาเป็นโคลงกระทู้ ก็เรียกว่าโคลงขลุกขลิก ก็ไม่ง่ายนักก็ค่อยๆเป็นไป

มาเข้าสู่เรื่องที่ค้างไว้ว่า Animal farm

บทเรียนอำนาจจาก Animal Farm ของจอร์ช ออร์เวลล์

ผู้จัดการออนไลน์ manageronline 1 ธันวาคม 2017 Written by  ดร.เสรี พงศ์พิศ

จอร์ช ออร์เวลล์ นักเขียนนักวิจารณ์ชาวอังกฤษ เขียน อะนิมัล ฟาร์ม ตีพิมพ์มื่อปี 2488 เป็นนิทานเปรียบเทียบเสียดสีการเมืองในรัสเซียเมื่อต้นศตวรรษที่ 20  มีการแปลเป็นไทยถึง 9 สำนวน ตั้งแต่ปี 2502 ถึงปี 2560 ได้กลายเป็นหนังสือคลาสสิกที่ให้บทเรียนแก่สังคมทุกระบอบที่มีผู้นำ “หลงอำนาจ”

            เรื่องย่อมีอยู่ว่า ฟาร์มสัตว์แห่งหนึ่งไม่พอใจเจ้าของที่เป็น “คน” ที่ขี้เกียจ เมา ไม่เอาการเอางาน มีแต่ใช้งานสัตว์ ผู้นำหมูจึงรวมตัวกันขับไล่ เมื่อผู้นำหมูตัวแรกตายไปก็ตั้งทายาทเป็นหมูสองตัว แย่งอำนาจกันจึงเหลือแต่ตัวที่ชื่อ “นะโปเลียน”

            นะโปเลียนแรกๆ ก็ดูดี แต่นานเข้าก็เริ่มหลงอำนาจ แก้บัญญัติ 7 ประการให้ตอบสนองตนเอง ใช้สื่อเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารโฆษณาชวนเชื่อครอบงำผู้คนในสังคม จนที่สุดหมูเดินสี่ขาก็เริ่มเดินสองขา เริ่มใส่เสื้อผ้า เริ่มนอนเตียง เริ่มกินเหล้า เริ่มฆ่าสัตว์อื่น ซึ่งผิดกฎ 7 ข้อที่ตั้งกันไว้แต่ต้น  

           โดยเฉพาะข้อสุดท้ายที่เขียนไว้แต่เดิมว่า “สัตว์ทุกตัวย่อมเท่ากัน” ก็มาเพิ่มว่า “แต่บางตัวเท่ากันมากกว่าอีกบางตัว” “All animals are equal, but some animals are more equal than others” เมื่อหมูทำตัวเหมือน “คน” ในตอนจบพวกมันก็พบว่า ตัวเองไม่ได้ต่างไปจาก “คน” (ที่มันได้ยึดอำนาจมา) นั่นเลย

           จอร์ช ออร์เวลเสียดสีคอมมิวนิสม์ และผู้นำรัสเซีย ซึ่งประกาศอิสรภาพจากอำนาจเก่า ประกาศความเท่าเทียมและความยุติธรรม แต่แล้วก็ “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง”

          มีการแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาต่างๆ ทั่วโลก นำไปประกอบการศึกษาและหลักสูตรต่างๆ อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในยุคสงครามเย็น การปลุกผีต่อต้านภัยคอมมิวนิสต์ รวมทั้งเผด็จการทุกรูปแบบ ในนามของการส่งเสริมประชาธิปไตย

พ่อครูว่า…คำว่าอธิปไตยคำว่าอำนาจคำเดียว อำนาจที่คนได้รับความยอมรับนับถือจากคน อำนาจนั้นเป็นอำนาจดี แต่คนที่ได้รับอำนาจมีความเหลิงหลงตัว เอาอำนาจนั้นไปเบ่งคมประชาชนต่อ อำนาจนั้นเลว ถ้าประชาชนให้อำนาจ แต่ผู้ที่ได้อำนาจกลับไปรับใช้ประชาชนมากขึ้นคุณจะได้อำนาจนั้นมาไม่มีจบ แต่ถ้าคุณได้อำนาจมาแล้วหลงอำนาจนั้นแล้วเอาไปใช้ข่มเบ่งเหนือประชาชนขึ้นไปเรื่อยๆ คุณจะซวย แต่ถ้าเขาให้อำนาจมามากคุณต้องยิ่งถ่อมตนรับใช้เขาให้มากยิ่งขึ้น ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอัตตา

เพราะฉะนั้นคนที่จะเป็นประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์สูงสุดต้องไม่มีอัตตา ego แล้วล้างไม่มีกิเลส อัตตา มีศาสนาพุทธเท่านั้นที่ให้เรียนรู้ อัตตา(โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา) และดับอัตตาได้จริง จึงเป็นผู้ที่เป็นเจ้าของประชาธิปไตยได้ถูกต้องที่สุด

ขอยืนยันว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีประชาธิปไตยสูงที่สุด พระพุทธเจ้าเป็นยอดของนักประชาธิปไตยตั้งแต่ยุคของท่าน ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยังไม่รู้เรื่องสิทธิอะไรในโลกเลย พระพุทธเจ้าท่านทำได้สำเร็จรูปแล้วอยู่ในทวีปอินเดีย พระเจ้าแผ่นดินของแคว้นใหญ่ก็ยอมให้ท่าน ถือว่าเป็นความรู้สูงสุดเป็นยอดคน พระพุทธเจ้า

เขาไปติดยึดว่าเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ตัวพระพุทธเจ้านั้นเป็นประชาธิปไตย สรุปไว้ด้วย 3 ประโยค พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก)

อาตมารับต่อช่วงจากพุทธเจ้าสมณะโคดม ในพุทธกาลนี้ อาตมาก็รับสัญญาจากพระสมณะโคดมว่าจะทำงานนี้ให้รอด ช่วยพุทธกัปป์ของพระสมณโคดมให้ครบไปถึง 5000 ปี แต่ไม่ใช่ว่าอาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ในสมัยพระสมณะโคดม อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์มาก่อนสมัยพระสมณะโคดมอีกมากแล้ว อธิบายเปิดเผยตัวเองไปเป็นเรื่องลึกซึ้งมากจะ ต้องศึกษาให้ดีจึงจะรู้ความละเอียดเหล่านี้ เปิดเผยไปคนไม่เชื่อถือก็จะหมั่นไส้ บอกว่าไม่มีหลักฐาน แล้วจะเอาหลักฐานได้อย่างไรเพราะมันไม่มีใครมาบันทึกไว้ ที่มีอีกเยอะที่อาตมาพูดไม่ได้ยังไม่อ่านเองออกไปก็มีอีกเยอะ

         ต่อ… มีบทเรียนสำคัญเรื่องการใช้อำนาจ เมื่อคนมีอำนาจก็จะใช้อำนาจในทางที่ผิด และยิ่งมีอำนาจมากก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะใช้อำนาจผิดมาก (Absolute power, corrupts absolutely) มีบทเรียนสำคัญอยู่ 3 เรื่อง คือ

  1. การเคารพและปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน  แม้เดิมจะเป็นอุดมคติของผู้นำในฟาร์ม แต่

พ่อครูว่า…มันซ้อนใจ เราให้ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันแต่ แต่ละคนมีความยึดต่างกัน บางคนยึดมากกว่าควร บางคนยึดน้อยกว่าควร บางคนก็ยึดพอดี เราก็ต้องดูความจริงแล้วนี้แล้วจัดสัดส่วนให้พอเหมาะพอดี เราต้องเป็นผู้รู้ความจริงและรู้จักบุคคล ความจริงอย่างหนึ่งบุคคลอย่างหนึ่งความยึดต่างกัน

(ต่อ)เมื่อมีอำนาจ ก็ไม่ได้ทำตามนั้น หมูมีสิทธิมากกว่าและได้รับการปฏิบัติต่อเหนือกว่าสัตว์อื่นๆ ในฟาร์ม ผู้นำสูงสุดอย่างนะโปเลียนปรับกฎระเบียบตามอำเภอใจโดยไม่ได้ปรึกษาสัตว์อื่นๆ ซึ่งนำไปสู่จุดจบในตอนท้ายของนิทานเรื่องนี้

         ตามท้องเรื่อง การใช้อำนาจในทางที่ผิดไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ค่อยๆ เกิดขึ้น การมีอำนาจทำให้คนหลงอำนาจ และมัวเมากับอำนาจ คิดว่าตนเองถูกเสมอ และดีกว่าคนอื่น รับไม่ได้กับคำวิพากษ์วิจารณ์ หรือการตำหนิติเตียน การประท้วงต่อต้าน ในฟาร์มสัตว์ถึงเกิดการตายอย่างมีเงื่อนงำและการฆ่า “อย่างมีเหตุผล” มากมาย (กฎข้อที่ 6 ที่ตนเองแก้ไขอนุญาตให้ทำได้ถ้ามีเหตุผล)

  1. การยึดมั่นในความถูกต้องเป็นธรรม และไม่เกรงกลัวต่ออำนาจ พร้อมที่จะยืนยันในสิ่งที่ถูก

และปฏิเสธหรือประณามในสิ่งที่ผิด สัตว์ในฟาร์มไม่ได้ทำในสิ่งที่ตนเชื่อว่าถูกต้อง ไม่กล้าเผชิญกับนะโปเลียน ยอมรับสิ่งที่หัวหน้าหมูพูดและทำไปเสียทั้งหมด แม้ว่าจะอยู่อย่างไม่มีความสุข ไม่มีเสรีภาพ

         อย่างสัตว์บางตัวถูกฆ่าอย่างไม่เป็นธรรม แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดกล้าบอกใครเพราะกลัว แม้จะรู้ว่าเป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎระเบียบของฟาร์ม

  1. อำนาจทำให้ทำความผิด อำนาจมากที่สุดทำให้ผิดมากที่สุด นะโปเลียนหลงอำนาจ ตัดสินใจและสั่งการตามอำเภอใจ ให้สัตว์ต่างๆ ทำงานในฤดูหนาวท่ามกลางความหนาวเย็น โดยไม่ได้สนใจให้อาหารและเวลาพักผ่อนอย่างพอเพียง ไม่ใส่ใจต่อความเดือดร้อนของสัตว์อื่น คิดถึงแต่ตัวเองและพวกพ้อง

พ่อครูว่า…ไม่ว่าพลเอกประยุทธ์จะมีอำนาจทางทหารแต่ไม่ได้ใช้การบังคับอะไร ต่างประเทศแม้แต่สำนัก bloomberg ก็ยังยอมรับ ประชาธิปไตยจึงไม่ใช่เรื่องตื้นเป็นเรื่องลึกซึ้ง อาตมาเขียนกวีเกี่ยวกับประชาธิปไตยจะมีเป็น 10 หมดแล้ว แล้วยังจะเขียนอีก รู้สึกว่ายังอธิบายยังไม่จุใจ เพราะมันลึกซึ้ง และประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ดีที่สุดในโลกกว่าระบอบอื่นในโลก อาตมาเข้าใจประชาธิปไตยได้อย่างสมบูรณ์มากกว่า ในฐานะที่อาตมาเคยผ่านชาติที่เป็นผู้บริหารทางด้านประชาธิปไตยมาไม่รู้กี่ชาติแล้วไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แบบเป็นประชาชน แบบเป็นพระเจ้าแผ่นดิน มีทั้ง 2 อย่างผ่านมาหมดแล้ว ขออภัยใครฟังแล้วหมั่นไส้ แต่ใครฟังแล้วได้เติมภูมิธรรมก็ดี

         (ต่อ) นิทานเรื่องฟาร์มสัตว์ทำให้เห็นว่า อำนาจทั้งหลายล้วนมีแนวโน้มที่จะทำให้คนทำผิดได้มากถ้าหากไม่มีกลไกในการตรวจสอบและคานอำนาจนั้น ด้านหนึ่งก็เป็นกลไกทางการสังคมการเมืองในระบบ อีกด้านหนึ่งเป็นกลไกของสังคมพลเมือง  ด้านหนึ่งเป็น “สถาบัน” อีกด้านหนึ่งเป็น “ขบวนการ”

สังคมพลเมืองนี้มีความสำคัญมากที่สุด เพราะหากว่าอ่อนแอ และไม่เข้าใจว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง แม้ในสังคมประชาธิปไตย ท้ายที่สุดคนที่ได้รับเลือกตั้งก็คิดว่าตนเองมีอำนาจ หรือได้รับมอบอำนาจ (เหมือนประชาชนเซ็นเช็คเปล่าให้) ก็มีแนวโน้มที่จะไป “กรอกตัวเลขตามใจชอบ” ถึงได้มี “เผด็จการรัฐสภา เผด็จการการเมือง” และคอร์รัปชั่นในยุครัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง

สังคมไทย 85 ปี ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง มีรัฐบาลพลเรือนและทหารสับเปลี่ยนการเข้าสู่ “อำนาจ” มานับครั้งไม่ถ้วน มีรัฐธรรมนูญนับ 20 ฉบับ ร่างใหม่ทุกครั้งที่มีรัฐประหาร ไม่ว่าทหารหรือพลเรือน เมื่อเข้าสู่อำนาจก็มีแนวโน้มสถานการณ์อย่างที่เกิดขึ้นใน “Animal Farm”

หนังสือเล่มนี้ให้บทเรียนสำหรับทุกคน ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ ครอบครัว ชุมชนและสังคมโดยรวม ซึ่งมีแนวโน้มในการใช้อำนาจ สังคมไทยเป็นสังคมอำนาจ จึงมีความรุนแรงมาก เพราะมีการใช้อำนาจมาก การใช้อำนาจผิดเป็นการกดขี่ข่มเหง ปฏิกิริยาโต้ตอบจึงรุนแรงตามแรงกดนั้น

หนังสือเล่มนี้เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี ทำให้เกิดปัญญา ที่มาจากการวิเคราะห์วิจารณ์งานคลาสสิกนี้ เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจกับสังคมไทย การเมืองไทยได้เป็นอย่างดี

อะนิมัล ฟาร์ม เหมาะอย่างยิ่งที่จะเรียนไม่ใช่เริ่มที่มหาวิทยาลัย ควรเรียนตั้งแต่ชั้นประถม มัธยม ไปจนถึงอุดมศึกษา รวมทั้งโรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันการศึกษาทหาร ตำรวจ ข้าราชการทุกหมู่เหล่า

พ่อครูว่า…อาตมาตั้งใจจะเอาหนังสือคนจนที่มีแบบมาอ่าน แล้วค่อยๆขยายความไป เราจะได้อำนาจ จะยึดติดอำนาจหรือ แล้วเราจะทำงานกับสังคมไทย

อาตมายังโชคดีที่เกิดมาในยุคนี้ไม่โดดเดี่ยวเสียทีเดียว ยังมีคนที่ยืนหยัดยืนยันว่าต้องบริหารสังคมมนุษยชาติด้วยแบบคนจน ยุคนี้อาตมาก็ไม่หลงอยู่คนเดียว ยังมีผู้ที่เห็นตรงกันก็คือ พูดแล้วเขาก็จะหาว่าอาตมาโหนในหลวง คือเกาะในหลวงโหนให้ตัวเองสูงขึ้น ซึ่งก็เลี่ยงไม่ออกเพราะเป็นเรื่องที่เป็นสัจธรรม ว่าต้องมาจน แบบคนจน อัปปิจฉะ เป็นคนกล้าจนมักน้อย อย่าไปรวย อาตมาเอาพระราชดำรัสมาออกโทรทัศน์อยู่ทุกวัน แต่คนก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ ในหลวงท่านก็ไปก่อนอาตมาแล้วแต่ท่านก็ ทรงงานที่เป็นรูปธรรมอีกเยอะ อาตมาก็ต้องมาทำทางด้านนามธรรมที่เป็นพยัญชนะภาษา อธิบายถึงสภาวะธรรมนามธรรมไปอีก นี่ก็พูดความจริงใจ ใครจะหมั่นไส้ อาตมาก็เป็นคนไม่ค่อยเกรงใจคน ใครจะหมั่นไส้ก็เป็นความทุกข์ความโง่ของเขาเอง แต่ถ้าคนไหนคิดว่าทำใจเป็นกลางๆฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา สุสูสัง ลภเต ปัญญัง ฟังให้ดีไม่ต้องเพ่งโทษหรือหมั่นไส้

อาตมามีความจริง แต่คุณไม่เชื่อก็เลยฟังด้วยความลบหลู่ คุณก็ทุกข์เอง ถ้าหากฟังด้วยความไม่ลบหลู่ใคร  เผื่อว่าเขาจะมีอะไรดี ไม่อย่างนั้นคุณก็ไม่ต้องฟัง คนที่คุณลบหลู่ก็ไม่ฟังอันนี้ก็ตัดประเด็นว่าไม่รับอะไรจากเรา แต่ถ้าคุณฟังไปแล้วก็ลบหลู่ไปคุณก็เป็นทุกข์ แล้วคุณก็ไม่ได้ก้าวหน้าด้วย มันจะไม่เกิดปัญญาที่ดี ไม่สุตบคผกสูสังไม่ฟังด้วยดี ก็ได้แต่ปัญญาเฉโก มันไม่มีความลงตัว

ตั้งต้นอย่างนี้ดีกว่า ตั้งต้นด้วยความเป็นคนจนหรืออ่านแบบคนจนเล่ม 1 อาตมากำลังเขียนเล่ม 2 ตอนนี้เกินเล่ม 2 แล้วก็คงต้องตัดเป็นเล่ม 3 ก็กำลังดูอยู่ว่าให้ตรวจดู เล่ม 2 ที่เขียนไป 600 กว่าหน้า จะตัดเป็นเล่ม 3 ได้อีก ก็เลยว่าดูซิ อะไรที่ซ้ำก็ตัดออกบ้างก็แล้วกัน จะได้ไม่ยาวนักทะื่นถ เล่ม 2 3 ไม่น่าจะหนากว่านี้

เริ่มต้นเฉพาะสารบัญก็มีไม่รู้กี่หน้ากี่ข้อ เพราะเราทำสารบัญแบบใหม่

เล่ม 1 มี 325 ข้อสารบัญ

(๑)  • แบบคนจน •  …ที่มาของเรื่อง

คำว่า“แบบคนจน”นี้ อาตมานำมาจากพระราชดำรัสในหลวง ร. ๙  ที่ชาวไทย แม้แต่ชาวต่างประเทศต่างยอมรับว่า สุดยอดแห่ง“ศาสตร์พระราชา” อันเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่จริงๆ

พระราชดำรัสของในหลวง ร. ๙ ซึ่งทรงชี้บ่งความชัดเจนยิ่งขึ้นของปรัชญา“เศรษฐกิจพอเพียง”แท้ๆที่ตรัสเจาะลงไป ว่า “เศรษฐกิจพอเพียง”นั้น ก็คือการบริหารประเทศ“แบบคนจน”เมื่อวันที่ ๔ ธ.ค. ๒๕๓๔ คลิปนี้“ทีวีช่องบุญนิยม”เปิดให้ดูกันอยู่ทุกวัน นั่นเอง

และยังมีการตรัสต่อไปอีกว่า “การขาดทุนของเรา คือ การกำไรของเรา” ก็ยิ่งขยายชัดกว่าชัดขึ้นไปอีกซึ่งมีความวิเศษลึกซึ้งแท้จริงยิ่งยอด ในเรื่องของการบริหารประเทศ“แบบคนจน” และการมาเป็น“คนจน”

พ่อครูว่า…อาตมากล้าพูดว่าในหลวงท่านไม่แตะทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่ท่านบริหารในส่วนที่มีคนโดยเสด็จพระราชกุศล ตามพระบารมี หรือรัฐที่จะ support ท่าน อาตมารับรองได้ แต่ท่านไม่มีหน้าที่มาพูดแก้ตัวให้ตนเอง ท่านทำอย่างบริสุทธิ์ใจของท่านก็จบ แต่อาตมามั่นใจ อาตมาทำอย่างนี้อยู่ท่านก็ทำแบบนี้เพราะท่านเป็นโพธิสัตว์

(๒) ล้มเหลวเพราะทุ่มเทเร่งให้เศรษฐกิจเจริญขึ้นรวดเร็ว!                          

     พระราชทานพระราชดำรัสหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ครั้งแรก  “…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนเป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา      

เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับ ต่อไป

หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกฐานะทางเศรษฐกิจขึ้นได้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศ และของประชาชน โดยสอดคล้องด้วย จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆได้  ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวในที่สุด…” (“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ”ในงานพระราชทานปริญญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันพุธที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗)

(๓) สำเร็จได้เพราะ.. “ทำตามลำดับด้วยความรอบคอบ”

      และในวันถัดมา “..ในการพัฒนาประเทศนั้น จำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น เริ่มด้วยการสร้างพื้นฐาน คือความมีกินมีใช้ของประชาชนก่อน ด้วยวิธีการที่ประหยัดระมัดระวังแต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อพื้นฐานเกิดขึ้นมั่นคงพอควรแล้ว จึงค่อยสร้างความเจริญขั้นที่สูงขึ้นไปตามลำดับ …การถือหลักที่จะส่งเสริมความเจริญ ให้ค่อยเป็นไปตามลำดับด้วยความรอบคอบระมัดระวังและประหยัดนั้น ก็เพื่อป้องกันความผิดพลาดล้มเหลว และเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จได้แน่นอนบริบูรณ์…”(วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๑๗ ในการพระราชทานปริญญาบัตร ณ หอประชุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราโชวาทซ้ำว่าด้วยแนวทางการพัฒนา อย่างพอเพียง)

พ่อครูว่า…คนชั้นสูงต้องกินใช้ลดลงๆไปได้อีก มาเป็นแบบคนจนที่สุด แล้วจะรู้ความพอเหมาะพอดีขนาดไหน เป็นเรื่องซับซ้อน บางคนมองว่าในหลวงมีศักดินาในหลวงยังไม่สละออกหมด ยังมีสิ่งแวดล้อมมีคนบริการอะไรต่างๆ อันนี้เป็นความซับซ้อนของความพอเหมาะสม ปโหติ ความพอเหมาะพอดีไม่ใช่เรื่องตื้น

อย่างอาตมานี่ ใครมาเห็นภายในว่าพวกเราคอยช่วยเหลืออาตมาส่วนนั้นส่วนนี้อยู่คุณเองจะรับไว้ได้ในส่วนที่ถือสา จะกินจะอยู่จะไปจะมา จะใส่เสื้อผ้าแม้แต่จะสวมรองเท้าใส่ถุงเท้า เขามาทำให้อาตมาเหมือน The Last Emperor ผูกเชือกรองเท้าก็ไม่เป็น สวมรองเท้าก็ไม่เป็น คุณจะอ้วกแตกว่านี่มันศักดินามากเลย อาตมาก็ให้เขาทำ พวกเข้าใจแล้วเขาก็ไม่ติดใจว่าอาตมาต้องให้เขาทำ ทำเองก็ได้แต่ทำไมให้เขาทำ มันเป็นภาวะทางจิตวิญญาณ เขาศรัทธา เขาอยากจะอุปการะ เขาอยากจะมีส่วนช่วยอาตมาช่วยส่วนนี้เท่าที่ได้ ซึ่งเขาไม่ได้ติดใจ เขาเชื่อว่าอาตมาไม่ได้หลงในศักดินา ว่าฉันใหญ่ฉันพองตัว ฉันเป็นคนชั้นสูงคนจะต้องมารับใช้ฉันเป็นศักดินาทั้งหลาย อาตมาว่าอาตมาไม่มี แต่อันนี้ให้เขาทำให้เขาศึกษา เขาจะได้ศึกษาในตัวเขา เขาจะได้มีโอกาสในการที่จะช่วยเหลืออาตมาบริการอาตมา ซับซ้อน สิ่งเหล่านี้แหละเป็นเรื่องลึกซึ้งที่ต้องศึกษาให้ดีๆ โดยเจ้าตัวเราเองจะรู้ว่า เราแค่ไหนพอ ไม่ต้องให้เขาช่วยเหลือบริการเรา เราช่วยตัวเองบริการตัวเองได้ หลายอย่างต้องให้เขาช่วยบ้าง ผ่อนแรงผ่อนเวลาอะไรต่างๆซับซ้อน เขาก็ได้ศึกษาลดตัวตน ถ้าคนที่เขาถือตัวเขาไม่มาทำให้อาตมาหรอกเรื่องอะไรไม่ใช่ข้ารองบาทอะไรพวกนี้ มันซับซ้อนหลายชั้น อย่างพวกเรามีแบบนั้นเหมือนกันแต่ไม่จัดจ้านทางโลกแต่ถ้ามาดูเบื้องลึกในจะเห็นเช่นนี้ แล้วอาจจะไม่นับถืออาตมาเลย ในพฤติกรรมที่เป็นอยู่ มันเป็นความซับซ้อนอย่างนั้น ถ้าผู้ติดใจก็จะบอกว่าโพธิรักษ์ติดยึดศักดินา ซับซ้อนพวกนี้อาตมาก็รู้อนุโลมปฏิโลม คนนี้ใช้ได้แล้วหรือคนนี้เขาไม่เชื่อถือแล้ว หรือกราบเขาก็ไม่กราบหรือกราบก็เสียไม่ได้หรือฟังก็ไม่เชื่อหมดหรอก จริง คุณจะยังไม่เชื่อหมดหรอก หลายคนก็ไม่เชื่อว่ากิเลสหมด หลายคนก็ยักตัวเองไว้ ทุกคนนั่นแหละก็ยักไว้ จะให้อาตมาทำเป็นขนาดสั่งให้ไปตาย สั่งฆ่าแกงเขาก็บอกว่ายังหรอก ยังไม่ถึงขั้นนั้น หรือบางคนว่าพ่อท่านสั่งให้ไปตายก็ไป แต่อาตมาจะไปสั่งคนไปตายทำไม

(๔) ไทยยอดยิ่งยวดได้เพราะ….?

      หลังจากนั้นทรงมีพระราชดำรัส “เน้นย้ำ” เรื่องความพอมี พอกิน พอใช้ อีกครั้ง  “…คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่ พอมี พอกิน และขอให้ทุกคน มีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่ พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งปณิธาน ในทางนี้ที่ จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่ พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน  มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศ อื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่ พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้…” ( พระราชทานให้คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๑๗)

พ่อครูว่า…ในหลวงปกครองอย่างพ่อปกครองลูก เป็นนักประชาธิปไตยแท้ จนท่านสวรรคตก็จึงมีปรากฏการณ์ bomb of love เกิดขึ้น ชาวอโศกปฏิบัติได้ตรงกับในหลวงรัชกาลที่ 9 และตรงตามพระพุทธเจ้าที่สอนไว้ แล้วอาตมาเอามาให้พวกเราปฏิบัติจนเกิดสังคมกลุ่ม เป็นสังคมกลุ่มที่ทำได้ เพราะเป็นกรอบสังคมมนุษยชาติที่ได้คัดเลือกมา จึงมีเศรษฐกิจได้ถึงขั้นสาธารณโภคี ในหลวงทำให้ทั้งประเทศทำไม่ได้ สาธารณโภคีทั้งประเทศไม่ได้ แต่จะทำได้เป็นกลุ่มหมู่บ้าน หรืออย่างเก่งได้เป็นอำเภอ จังหวัด ค่าเฉลี่ยจะเป็นอย่างนั้นในสภาพจริง ในหมู่บ้านเขาจะเต็มที่ ในอำเภอก็จะหลวมลงไป ในจังหวัดก็จะหลวมไปอีก แต่ค่าเฉลี่ยชุมชนหมู่บ้านอโศก เป็นสาธารณโภคีได้ แต่ถ้าได้หมู่บ้านอื่นๆจะเป็นเครือแหซ้อนกันไปอย่างนี้

(๕) เราจะเป็นที่หนึ่งในโลก ด้วย “พอมี พอกิน”

    …ประเทศไทยเราอาจไม่เป็นประเทศที่รุ่งเรืองที่สุดในโลก หรือรวยที่สุดในโลก หรือฟู่ฟ่าที่สุดในโลก แต่ก็ขอให้เมืองไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคง มีความสงบได้ เพราะว่าในโลกนี้หายากแล้ว เราทำเป็นประเทศที่สงบ ประเทศที่มีคนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันจริงๆ  เราจะเป็นที่หนึ่งในโลกในข้อนี้…

    …แล้วรู้สึกว่าที่หนึ่งในโลกในข้อนี้จะดีกว่าผู้อื่น จะดีกว่าคนที่รวยที่สุดในโลก จะดีกว่าคนที่เก่งในทางอะไรก็ตามที่สุดในโลก ถ้าเรามีความสงบ แล้วมีความสบาย ความมั่นคงที่สุดในโลกนั้น รู้สึกจะไม่มีใครสู้เราได้…(ที่มา : พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หนังสือคำพ่อสอน ในโครงการตามรอยเบื้องพระยุคลบาทด้วยความรักและความดี ๖๐ ปี ๖๐ ล้านความดีถวายในหลวง น้อมเกล้าถวายในหลวง)

(๖) ต้องทำ“แบบคนจน”!

มีชาวต่างประเทศคนหนึ่งมาพบ. (นาย พาร์ก จุล อุน รัฐมนตรีการกีฬาและเยาวชน แห่งสาธารณรัฐเกาหลี มาเฝ้าที่ พระตำหนักจิตรลดาฯ เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๔) เขาบอกว่าประธานาธิบดีของเขา ผู้เป็นเพื่อนเขามอบหมายให้มาขอโอวาท.

  เราเลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำก็แนะนำได้ ต้องทำ “แบบ คนจน” เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้. แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก  เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก. เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็จะมีแต่ถอยหลัง. ประเทศเหล่านั้น ที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้าจะมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว.

แต่ถ้าเรามีการบริหารแบบเรียกว่า “แบบคนจน” แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ คือเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป. คนที่ทำงานตามวิชาการ จะต้องดูตำรา. เมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายแล้ว ในหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอก “อนาคตยังมี” แต่ไม่บอกว่าให้ทำอย่างไร. ก็ต้องปิดเล่มคือปิดตำรา. ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร. ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ่มต้นใหม่ ถอยหลังเข้าคลอง.

แต่ถ้าเราใช้ตำรา“แบบ คนจน”ใช้ความอะลุ้มอล่วยกัน  ตำรานั้นไม่จบ เราจะก้าวหน้า “เรื่อยๆ”.

(พระราชดำรัส ที่ทรงเรียบเรียงและปรับปรุงขึ้นจากที่ได้บันทึกพระสุรเสียงไว้  ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันพุธ ที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔)

(๗) “ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา”

     “Our loss is our gain”.

“Our Loss Is Our Gain” ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา หรือว่า เราขาดทุน เราก็ได้กำไร เวลาพูดไปแล้วเขาก็บอกว่า “ขอย้ำ ขอซ้ำอีกที” ก็พูดซ้ำอีกที เขาก็นั่งเฉยไปอีก ก็หมายความว่าต้องการ การอธิบาย เราก็ อธิบายว่า

         ถ้าเราทำอะไรที่เป็นการกระทำแล้วก็เราเสีย แต่ในที่สุดก็ ไอ้ที่เราเสียนั้นมันเป็น “การได้”..

พ่อครูว่า…เราเสียไปเราเลยได้เป็นคนมีประโยชน์ เรามีเพราะเราไม่มี เราได้ให้เขาไปหมดแล้ว แล้วมีคือเราให้เขาไปหมดแล้ว เราอยู่ได้ไหม? อยู่อย่างขาดแคลนลำบากก็ไม่ เรามีเรี่ยวแรงสมรรถนะ มีผู้สนับสนุนส่งเสริมเราก็สามารถแจกได้อีก เพราะเรารู้ว่าเราแจกไปนี้ การแจกคือการให้เราก็มีปัญญารู้ว่าควรให้หรือไม่ควรให้กับใคร คนที่ขี้เหล้าเมายาเผาผลาญเราก็จะไปให้เขาทำไมให้เป็นพิษภัย ให้เกิดความเสียหาย เสียนิสัย ทำลายของ เป็นแบบอย่างไม่ดี เราก็ต้องรู้มีปัญญาให้อย่างเหมาะสมอย่าไปซ้ำเติมเขา

พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ทรงพระราชทานไว้เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔( “เสีย”ในที่นี้ย่อมไม่ใช่เสียหาย  แต่มุ่งหมายถึงการกระทำที่เราได้เสียสละ ซึ่งนัยของการที่เราได้เสียสละออกไป นั่นแหละมันเป็น “การได้” คือได้ทำความดีที่สุดแล้วใน มนุษย์ใดที่ทำการให้ ยิ่งการเสียสละหรือการให้ใด ๆ ออกไปแก่ผู้อื่น โดยไม่หวังหรืออยากได้อะไรตอบแทนเลย นั่นคือสุดยอดมนุษย์ผู้ประเสริฐ)

พ่อครูว่า…สังคมใดมีการให้เรามีโอกาสได้ให้ อาตมาพาพวกเราเป็นสังคมที่ให้คนอื่นได้ ในพวกเราเองพอเพียงแล้ว เราก็ช่วยกันสร้างให้มากขึ้นส่วนที่เหลือกินเหลือใช้ก็สะพัดออก ให้ ให้อย่างแจกฟรีได้ก็แจก ขายไม่ได้ก็ขายให้ต่ำในราคาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต่ำกว่าทุนไม่ไหวก็เท่าทุน ไม่มีใครได้เสียแลกไปแลกมา ถ้ามันเกินทุนเราก็ขาดทุน ถ้าเราขายเกินทุนก็ขาดทุนแล้วเราขาดทุนแล้ว ถ้าเราขายเกินทุน

เด็กๆถามดู หลวงปู่พูดผิดหรือเปล่าถ้าเราขายเกินทุนนี้เราขาดทุนแล้วนะ หลวงปู่พูดผิดหรือถูก…เด็กตอบว่าถูก…ใช้ได้สอบได้คะแนนเต็ม 10 ไปเลย เด็กของเราได้รับการศึกษาได้เรียนรู้แบบนี้ เป็นข้อสอบปากเปล่า เข้าใจสัจจะอย่างนี้จริงๆและปฏิบัติจริงๆอย่างนี้มันก็ลงตัว ยถาวาที ตถากรี พูดอย่างนี้ทำได้อย่างนี้ เราก็มีชีวิตเป็นผู้ให้ดีกว่าเป็นผู้เอา หากว่ามีชีวิตเป็นแต่เพียงผู้เอาแล้วไม่รู้จักพอด้วย ไม่ได้แช่งนะก็ควรตายไปก่อนเถอะ และมีชีวิตเป็นผู้เอาไม่เป็นผู้ให้และยังกักตุนหวงแหนอีก ต่างหาก คนแบบนี้ไม่เป็นนักเศรษฐศาสตร์เลย เป็นนรก

(๘) สังคมสามัคคี มั่นคง เป็นปึกแผ่นได้ด้วยการ“ให้!”

“…ข้าพเจ้าเองก็มีความปีติเต็มตื้นใจ ที่ได้เห็นน้ำใจของทุกคนเช่นนี้ เพราะเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงคุณธรรมข้อหนึ่ง ที่ยังมีอยู่อย่างบริบูรณ์ในจิตใจของคนไทย ก็คือ การให้

การ“ให้”นี้ ไม่ว่าจะ“ให้”สิ่งใดแก่ผู้ใด โดยสถานใดก็ตาม ล้วนเป็น“การกระทำที่พึงประสงค์”อย่างยิ่ง เพราะเป็นเครื่องประสานไมตรีอย่างสำคัญ ระหว่างบุคคลกับบุคคล

และทำให้สังคมมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น ด้วยสามัคคีธรรม นอกจากนั้น การให้ ยังเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขอีกด้วย

พ่อครูว่า…คนมีกิเลสมากหวงมากทุกข์มาก คนหวงแหนน้อยก็ทุกข์น้อย ให้ไปแล้วก็ยังเสียดายอีก ต้องให้แล้วตัดใจสิ(วะ)

กล่าวคือ ผู้ให้ก็มีความสุข มีความอิ่มเอิบใจ ผู้รับก็มีความสุข มีกำลังใจ สังคมส่วนรวม ตลอดถึงประเทศชาติ ก็มีความผาสุก มีความร่มเย็น

ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะเห็นชาวไทย มีความสุขถ้วนหน้ากัน ด้วยการให้ คือ ให้ความรัก ความเมตตากัน ให้น้ำใจไมตรีกัน ให้อภัยไม่ถือโทษ โกรธเคืองกัน ให้การสงเคราะห์ อนุเคราะห์กัน โดยมุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน ด้วยความบริสุทธิ์ และจริงใจ…”

(พระราชดำรัสพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๔๖ เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๕)

ส.ฟ้าไท สรุปจบ