ศาสนา

620515_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 49

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1ToxANJjzhdaloGUcQx-mr6GK84qd4zt5iZ0HdlW54gg/edit?usp=sharing  

ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=13RSierUBX6LPcQ1ZeDeCZynTVi9tz9XA

พ่อครูว่า…วันนี้วันพุธที่ 15 พฤษภาคม 2562 ที่บวรสันติอโศก

_SMS วันที่ 13 พ.ค. 2562 (สำมะปี๋ซีวิต)

_คอยไท · ผมฟังและร้องเพลงขวัญทุกวันเลยครับพ่อครู

_จันทรพนา สิทธิพันธุ์ · อยู่ไหนๆ…ท่านก็ให้ธรรม..อย่างดีที่สุด..ขอพ่อครู..โปรดถนอมสุขภาพ…ให้ธรรม..อยู่ประจำที่..ก็ประเสริฐสุด..พอควรแก่..กำลังแล้ว..ลูกๆๆๆๆเป็นห่วงมาก..ตลอดเวลา..กราบ..สาธุ

อัมพร กุลศักดิ์ศิริ · กราบเรียนถามพ่อท่านว่าการที่เราจะอโหสิกรรมให้ใคร เราจะพูดตอนไหนดี ครับ

พ่อครูว่า…พูดตอนไหนก็ได้คิดของคนให้อโหสิกรรมแล้วกัน อโหสิคืออภัย ยกเลิกที่จะไปจองเวรจองกรรมอะไรกัน ที่จะไปมีอะไรที่จะผูกพันอะไรต่อไปเรียกว่าอโหสิกรรม จิตใจของคนอโหสิกรรมเมื่อใดก็เมื่อนั้น ส่วนคู่ของเราที่จะอโหสิหรือไม่ก็เป็นเรื่องของเขา หากเราอโหสิกรรมแต่จิตใจเขาไม่อโหสิก็ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นอยู่ที่ใจ อโหสิ ใจเป็นสำคัญ หากพูดไปอีก บอกไปเลย ก็ดี ยิ่งจะพูดแล้วทางกายกรรมก็ไม่มีอะไรที่จะไปปฏิบัติกรรมเพื่อที่จะหาทางแก้แค้นเอาคืนอะไรกันอีกเลยมันก็ยิ่งดีใหญ่

_SMS วันที่ 14 พ.ค. 2562 (พุทธศาสนาตามภูมิ : สมณะ สิกขมาตุ สันติอโศก)

_ไชยะ ทองเข้ม ความหมายของ คำว่าขวัญนั้น หาคำจำกัดเฉพาะเจาะจงชัดๆได้ไม่ง่าย …ผู้ที่ตั้งคำนี้ขึ้นมามีจิตใจละเอียดอ่อนลึกซึ้ง มีดวงตาเห็นสภาวะของจิต ที่ไม่มีตัวตนแต่เป็นสภาพมีลักษณะต่างๆ เป็นนามธรรม ขอบคุณ ท่านสมณะ ได้นำเรื่องนี้มาสาทกธิบาย กราบนมัสการครับ

_ปาลิตา ทองสุขนอก · ท่านเจ้าคะฟังธรรมวันนี้หนูรู้สึกว่าพวกเราไม่มีอะไรดีเลย ทำดีอะไรก็มีข้อแม้ไปหมด ทำดี๊ดี แต่ก็ไม่มีอะไรดี สอนดี๊ดีแต่ฟังแล้วรู้สึกไม่ดี แบบนี้คือกรรม ที่คิตแต่สิ่งที่ไม่ดี เราก็เลยต้องเป็นคนไม่ดี งงงง ยิ่งคิดยิ่งงงงง

_3867พ่อครูพูดเรื่องอนิจจังวสสังขาราฯเคยเห็นสณ.สม.ญตธ.อาวุโสผู้ล่วงลับไปแล้ว!ทำไมไม่มีชาวมังสะวิรัติบริจาคร่างกายให้เป็นวิทยาทานการศึกษา แพทย์ฯเพราะกายอันบริสุทธิ์หลุดพ้นการเบียดเบียนสัตว์น่าจะยังปย.ต่อการศึกษาอันพาพ้นโรคภัยเวรกรรมวิบาก มลพิษภาวะได้?

_9454เมื่อกรรมชั่วยังไม่ส่งผล คนเขลาจะเห็นความชั่วเป็นน้ำผึ้ง

_กราบเรียนถามพ่อท่านในรายการสัมมะปี๋ วันนี้ค่ะ

  1. ศาสนาที่พ่อท่านนำพาทำ  จะไปได้นานแค่ใหน ขึ้นอยู่กับความมากน้อย เข้ม ลึก ในอาริยคุณที่ลูกศิษย์ฝึกฝนได้มรรคผลอยู่ในตนใช่ใหมคะ ? หรือมีคนที่มีบารมีมาเกิดร่วมสืบทอดงานศาสนาต่อคะ? หรือทั้งสองอย่างประกอบกัน…

พ่อครูว่า..ใช่ ก็ต้องทั้งสองส่วน

  1. ความทุกข์ลดลง ไม่ค่อยทุกข์มาก  ชิวๆ สบายๆ ทำให้ขาดสติ และเนิ่นช้านานมาก … จะทำอย่างไร จึงจะออกจากภาวะนี้ได้คะ ออกยากมาก… เพราะโทษภัยที่ส่งผลมีน้อยถึงน้อยมาก…

กราบนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

พ่อครูว่า..แล้วขาดสติกับเนิ่นช้ามันเจริญหรือเสื่อมแล้วจะไปอยู่กับความเสื่อมทำไม อันนี้แหละ ฟังดีๆ

ก็เข้าใจผิด เนิ่นช้ามันพูดน้อยเสียที่ไหน แล้วไปหลงว่าความทุกข์ลดลง ไม่ค่อยทุกข์มาก ไปหลงผิดยึดติดว่ามันสบายๆ แล้วตัวเองก็มีปฏิภาณเขารู้ว่าทำให้ขาดสติทำให้เนิ่นช้า แล้วความขาดสติกับความเนิ่นช้ามันคือความเสื่อมนะ ทำอย่างไรจะออกจากภาวะนี้ได้ ก็คนถามมานี้สับสน ไม่ชัดตรงไม่แม่นในสัจจะสภาวะ คุณคิดจะออกจากสภาวะนี้ดีแล้ว ออกยากมาก เพราะคุณไปหลงจมอยู่กับอันนี้ แล้วปฏิภาณรู้ด้วยว่าทำให้ขาดสติ แล้วบอกว่าโทษภัยส่งผลน้อยถึงน้อยมาก ..ก็มันมาก คุณเห็นให้ชัดเจนว่ามันมีโทษมากนะ ไม่ใช่โทษน้อย ตัวที่คุณติดยึดคือตัวที่บอกว่าผลมันมีโทษน้อย ไปหลงติด

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าถึงบอกว่าคนเราใครก็แล้วแต่ที่เป็นแบบนี้ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าปล่อยตัวให้ไปตามสบายมีแต่ความสบาย อะไรเจริญยิ่ง ก็อกุศลเจริญยิ่ง แต่ถ้าเผชิญทุกข์ กุศลเจริญยิ่ง

“เมื่อเราอยู่ตามสบาย (ยถาสุขัง โข เม วิหรโต) อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อม แต่เมื่อเราเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบาก (ทุกขายะ ปนะ เม อัตตานัง ปทหโต) อกุศลธรรมย่อมเสื่อมลง กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง”

(เทวทหสูตรจากปพระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 15)

_ก่อนวันอโศกรำลึกผมเคยใช้รหัส 9849 sms มา เป็นเหตุให้เกิด 48 พรรษา ปีนี้ผมก็อยากจะพูดว่า วันสวยนะครับ คือ อยากเชิญชวนญาติธรรมที่เป็นข้าราชการมีวันหยุดหลายวัน ให้ไปร่วมงานที่บ้านราชฯ

เมื่อวันพุธที่แล้ว พ่อครูเคยพูดว่า ทิศที่ชาวอโศกไม่ควรไป คือ ทิศบูรพา กับทักษิณ คือ อ.บูรพา กับ นายทักษิณ ก็เป็นอจินไตย

พ่อครูว่า…คุณทักษิณจมไปในทางโลกีย์จมไปในทางการเมืองหนัก ส่วนอ.บูรพาจมไปในทางธรรมะหนัก จมมากเลย ก็สงสารแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ได้แต่ให้ข้อคิดไปตามประสาปรารถนาดี มีแต่นำพาเข้าไปลึกในทางเทวนิยม มันก็ยิ่งมืดยิ่งงมงายยิ่งลึกลับยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้ได้ด้วยกัน จมในภพความคิดของตนเองเป็นมโนมยอัตตา ที่ไปใหญ่เลย คืออัตตาที่จิตตัวเองสร้างจิตตัวเอง และมโนมยอัตตากลายเป็นนิรมาณกาย คือกายที่ตนเองเนรมิตขึ้น ทั้งที่มันไม่มีตัวตนแล้วก็บริโภคร่วมกันเป็นการร่วมเสพ เห็นสมคล้อยไปด้วยกัน เหมือนพูดกันรู้เรื่องแต่ต่างคนต่างภพ ต่างคนต่างปั้นว่าตรงกันๆ แต่ที่จริงต่างคนต่างสัญญา ย นิจจานิ

อาตมาเคยอธิบายเหมือนคนเข้าทรง พูดภาษาโคบอล พูดกันเหมือนรู้เรื่องโมเมไป แต่ว่าพูดอีกทีไม่เหมือนเดิมแล้ว คือสัมโภคกายบริโภคร่วมกัน มันจะเมาขนาดไหนคิดดูสิ ทั้งที่ไม่รู้กันแต่รู้กัน แล้วก็เป็นอาทิสมาณกาย ครบ พวกกายมิจฉาที่เป็นมโนมยอัตตาครบสามเลย นิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมาณกาย อาทิสมาณกายคือ ไม่มีจริง ไม่มีใครรู้ใครเห็นด้วยเหมือนคนตาบอดคุยกันในเรื่องแสงสี

แล้วมันไม่ใช่เพียงแค่คนเดียวมีเยอะมากด้วย อาตมาพยายามจะคลายความ ก็ขอแวะเข้าไปหาสัจจะความรู้ที่อาตมาจะนำมูลสูตร 10 มา

  1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) . .

  2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) . . . .

  3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) . . .

  4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) .

  5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) . . .

  6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) . . . .

  7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) . กัปตันรู้ยิ่งยอด  

  8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง

  9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน.  

  10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน

(พตปฎ. เล่ม 24  ข้อ 58)

ความมีฉันทะนั้นที่จะต้องยินดีเห็นดีเห็นงาม ไม่ใช่เป็นการบังคับนะ นั่นคือเบื้องต้น ถ้าไม่มีจิตยินดีเต็ม ไม่มีจิตยินดีจริงเป็นการเสแสร้ง จ้างให้คุณก็ไม่มีทางปฏิบัติธรรมพุทธศาสนาบรรลุอะไรเลย แม้ข้อที่ 2 มนสิการ การทำใจในใจ ท่านจะไปแปลว่าสำคัญมั่นหมาย มนสิการยังไม่มี โยนิโส โยนิโสแปลว่าถ่องแท้ คำว่ามนสิการคือทำที่ใจ ใจมันตรงไหนเป็นนามธรรม หทยรูป ทำให้โยนิโสฯ ถ่องแท้แยบคาย ให้ลงถึงที่เกิด ให้กิเลสตาย แล้วจิตมันเกิดตรงที่กิเลสตายนี่แหละ

การทำคือลงมือปฏิบัติ การแยบคายถ่องแท้ เป็นเรื่องของปฏิภาณปัญญา มนสิการ อันหนึ่งทำ อันหนึ่งรู้ โยนิโส คือรู้ การ  คือทำ ทำที่จิต รู้ก็ที่จิตทำก็ที่จิต อย่างนี้เป็นต้น และสำคัญที่อาตมายืนยันเลยว่า

ผัสสะเป็นสมุทัย ต้องมีผัสสะ เป็นเหตุในการปฏิบัติ ถ้าไม่มีผัสสะในการปฏิบัติที่ไม่ใช่เหตุในอริยสัจนะ อันนี้ต้องมีผัสสะเป็นเหตุของมรรค ยังไม่ใช่ผล เป็นต้นของการปฏิบัติธรรมเลยต้องมีผัสสะเป็นสมุทัยเลย ปฏิบัติธรรม คนหลับตาปิดทวาร 5 ภายนอก เหลือแต่ทวารในเป็นหนึ่ง ทวารใจ ก็เลิกเลย ศาสนาพุทธไม่มี ศาสนาพุทธไม่มีปิดทวารเลย เปิดทวารหมด อาตมาจะพูดไปอีกกี่นานเท่าไหร่จะ 50 ปีแล้ว ตีทิ้งตีไม่บันยะบันยังเรื่องนั่งหลับตานี่แหละ เอาพระสูตรมาเล่าให้ฟังไม่รู้กี่พระสูตรตั้งแต่เริ่มต้นพระไตรปิฎกเล่ม 9 คือพรหมชาลสูตร ท่านก็ว่า ล. 9 ข. [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้

แล้วสูตรสองเป็นสามัญผลสูตร ต้องปฏิบัติมีศีลอันเป็นอาริยะ สำรวมอินทรีย์อันเป็นอาริยะ มีสติอันเป็นอาริยะ ปฏิบัติให้ลดละจนเป็นสันโดษที่เป็นอาริยะ

พระสูตรที่ 3 เป็นอัมพัฏฐสูตร ท่านกล่าวถึง ความเสื่อม 4 ประการคือไปตามหาอาจารย์อยู่ในป่า

  1. ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า  โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ

  2. ไม่เก็บผลไม้กิน  แต่ถือเสียม ตะกร้า  หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า

  3. สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์

  4. สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง  แล้ว สำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร  เล่ม 9 ข้อ 163)

_ใหม่เสมอ …ได้เชิญอาจารย์นายแพทย์มโน เลาหวณิช มาร่วมรายการ ช่วงหนึ่งได้พูดถึงพรรคอนาคตใหม่และคุณปิยบุตร คุณธนาธร ว่า พรรคนี้แปลกๆ ในช่วงบรมราชาภิเษกจะไม่มีการแสดงสัญลักษณ์ของความจงรักภักดีเลย และสองคนนี้ใส่เนคไทสีดำซึ่งเป็นการแสดงความไม่สุภาพ หมอมโนว่า ไม่ผิดกฎหมายแต่ไม่ถูกตามครรลองคลองธรรม หลังรายการ ผมก็ให้น้องๆทำปกรายการ มีรูปผมและหมอมโน น้องๆก็ทำรูปกระท่อมเล็กๆไปด้วย หมายความว่า พ่อท่านอยากจะชวนสองคนนี้มาเที่ยวที่บ้านราช เพื่อที่บ้านเมืองจะได้มีความสงบสงบเสียที

พ่อครูว่า..สองคนนี้มีความยึดมั่น ในอัตตาตัวเองแรงมาก เขาไม่กลัวไม่แคร์ แสดงออกตรงๆเปรี้ยงๆว่า เขาไม่เอาสถาบัน ชัดยิ่งกว่าชัด ชัดยิ่งกว่าทักษิณอีก ทักษิณยังตลบแตลงกลับไปกลับมา มีประสบการณ์มาก เล่ห์เหลี่ยมเยอะ แต่สองคนนี้ไม่เดียงสา อย่างจริงใจ จริงๆเลย เขาจะไม่เอาสถาบันเขาจะให้ทุกคนเท่าเทียมกันหมด อาตมาว่าคนที่มีความคิดไม่มีลำดับ ทุกอย่างอะไรเลยไม่มีเท่ากันหมด แม้ยอดเล็กสุดของมหาปรมาณู 2 ตัวก็ยังไม่เท่ากันเลย คนที่เป็นแฝดก็ยังไม่เหมือนกันเลย จะให้เท่าเทียมกันหมดเป็นความคิดที่วิตถารมากไม่เข้าใจ มี 2 สิ่งแล้วจะไม่มีทางเหมือนกันเลยในมหาเอกภพนี้ มันไม่มีอะไรเหมือนกันเลย จะให้เหมือนกันเท่าเทียมกัน อย่างศาสนาคริสต์ศาสนาเทวนิยม เขาบอกว่าจะให้เท่าเทียมกันเสมอภาคทั้งผู้หญิงและผู้ชาย อาตมาก็ไม่อธิบายกันมากเขาเป็นคริสต์ อาตมาก็บอกว่าคุณจะบอกให้พระเจ้าของคุณทำอดัมส์กับอีฟให้เท่ากัน อาตมาอธิบายว่า อีฟคือกระดูกซี่โครงของอดัม มาเสกให้เป็นอีฟ เป็นเพื่อนอดัม เขาก็จำนนเขาก็ต้องพอรู้อยู่ อาตมาว่าคุณไปทำให้อีฟกับอดัมเท่ากันก่อน ถึงมาทำให้ทุกคนเท่ากันได้ เขาก็ไม่กล้าเถียงต่อ

ทุกสิ่งในโลกนี้มีลำดับแต่ผู้ที่สูงกว่าเจริญกว่าจะไม่ไปข่มคนเล็กกว่าด้อยกว่า แต่คนต้องรู้ว่า มีคุรุกรณะ รู้อะไรสูงอะไรต่ำกว่ากัน แต่คนไปตีตนเสมอท่านนั้นไม่รู้ความจริงเลยทำแบบนั้น ไม่มีภูมิปัญญาอย่างแท้จริง

_ใหม่เสมอ …ผู้ที่มาซื้อของหน้าสันติอโศก บางคนรู้ว่าเราจะทุบตึกทิ้ง เขาก็รู้สึกไม่ดีจะให้ทำใจอย่างไร

พ่อครูว่า…ก็ทำใจว่า ทุกอย่างมันไม่ใช่ของๆเรา เราจะไปยึดว่ามันเป็นของๆเราไม่ได้ ทุกอย่างเป็นสมบัติผลัดกันชม ในมหาจักรวาลนี้เป็นสมบัติผลัดกันชม ตอนนี้เรามีสมบัติอันนี้ใช้อาศัยก็อาศัยไป ถ้าเราพากเพียรมากขึ้นดีขึ้น มันแข็งแรงขึ้นมีคุณภาพดีขึ้นอะไรก็ว่ากันไปไม่ใช่ไปหลงความสวยงามอีก ก็มีแค่นั้นเองสมบัติผลัดกันชม ในโลกนี้เราก็ต้องหัดปล่อยวางไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าทุกอย่างเป็นตัวกูของกู มันไม่ใช่ ก็ฟังกันพูดกันมากมายมหาศาล อันนี้เป็นเบื้องต้น

เข้ามาสู่อาคารของเรามันจบไปแล้ว ทางศาลก็ตัดสิน ประนีประนอมจบไปแล้ว เราจ่ายเงินให้เขาเท่านั้นเท่านี้ เขาจะเอาตั้ง 35 ล้านเราก็ยิ่งเป็นคนจน เราก็ไม่มีทางได้หรอก สุดท้ายมันน่ารำคาญมากเลยก็บอก กระหายเงินอยากได้เงินมากเลยทั้งที่ไม่ใช่สมบัติของเขา เราก็เลยให้ไปล้านนึงเขาก็ไม่พอใจ ต่อรอง ลดจาก 35 ล้าน ลดมาเรื่อยจนถึง 5 ล้าน เราก็ขอดให้ไป สุดท้ายเราก็ขอดให้ไป 3 ล้าน ศาลก็ตัดสินว่าจบ เขาก็ได้ไป 3 ล้าน

แล้วเราค่อยมาตกลงว่าจะใช้ที่ของเราอย่างไร

.เกิดเรื่องมาเป็นปี ก็ขนย้ายของ หน้าสันติอโศกเลยกลายเป็นเหมือนเมืองร้าง หาร่องหารูอยู่ไป เพราะมันที่แคบ ที่ข้างสันติอโศกแพงทั้งสองข้างสี่ข้างเลย คนจนอะไร ไปอยู่ที่ไหน ที่ตรงนั้นก็แพง ตลกจริงๆ

เราไปอยู่ที่ภูเขาที่ภูเขาก็เกิดแพงขึ้นมามีคนตามไปซื้อ หมอโชติช่วง แกตามไปซื้อ ไปอยู่ที่พะโต๊ะ ที่ป่าแป๋ แกรู้ดี ขออภัยที่พูดถึง เพิ่งตัดสินไปเมื่อวานนี้เอง

_หมอฟ้ารัก…พ่อครูช่วยอธิบาย 6 อย่างนี้ให้ชัดแจ้ง

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ตา … หู … จมูก … ลิ้น … กาย … ใจเป็นสิ่งไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นปกติ มีความเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเป็นปกติ.

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลใดย่อมรู้ ย่อมเห็นซึ่งธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ ด้วยอาการอย่างนี้

บุคคลนี้เราเรียกว่า โสดาบัน (ผู้ถึงแล้วซึ่งกระแส)ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อพระนิพพานมีการตรัสรู้พร้อมเป็นเบื้องหน้า

สารีบุตร !อริยอัฏฐังคิกมรรค นี้นั่นแหละ ชื่อว่า กระแส ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.

พ่อครูว่า…คำว่าเที่ยงแท้ก็ชัดอยู่แล้ว คนที่เกิดปัญญา ปัญญาเป็นความเฉลียวฉลาดแบบโลกุตระ อาตมาเอารากศัพท์อธิบายและสภาวะอธิบาย

จิตมันมีเจตสิกแตกจากจิตเดิม จิตเดิมเป็นโลกียะ มันเป็นความฉลาดแบบ เฉกา หรือเฉกะ แต่คนเอาคำว่าปัญญามาเรียกแทนคำว่า เฉกะ เฉกา มันเลยเพี้ยนไป คนที่เป็นปุถุชนอยู่ในโลกไม่มีปัญญาหรอกมีแต่ เฉกา ฉลาดได้เปรียบคนอื่นนี่คือความฉลาดแบบโลกียะ

คนที่มีความฉลาดแบบโลกุตระก็จะมีจิตใจที่แตกออกไปจากจิตเดิม เรียกว่าอัญญธาตุ อัญญะ พยัญชนะแปลว่า อื่น จิตอันอื่น เจตสิกอื่น เกิดขึ้นแล้วในใจ

พระพุทธเจ้าจึงได้อุทานว่า อัญญาสิวตโภโกณฑัญโญ หมายความว่า ธาตุตัวอื่น อัญญธาตุ เกิดเป็นความรู้ รู้แล้วหนอ จิตของ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ความฉลาดความรู้แบบใหม่

อัญญาคือความรู้แบบโลกุตระ แล้วอัญญาไปสนธิกับ ป.ปลาเป็นปัญญา สนธิกับก.เป็นกัญญา มีเป็นธัญญา แต่ตัว ป คือบทบาทของประพฤติ

ถ้าประพฤติเป็นก็เจริญขึ้น ป ผ พ ภ ม

สรุปแล้วคนที่มีปัญญาเกิดชัดเจนเลยว่าต้องอย่างนี้แหละถึงจะมีทางออกที่จะไปนิพพาน

โสดาบันที่มีปัญญาตัวนี้จึงเที่ยงแท้จึงมั่นคง ให้ตายอย่างไรก็จะกลับมาได้แม้จะไปถูกวิบากอะไรดึงออกไป

_

ฟ้ารัก..สะดุดใจว่า ธรรมทั่วไปก็สอนบอกว่าทำอะไรก็ต้องมีความเสื่อมเป็นธรรมดาแต่ในข้อ 2 นี้เมื่อมีโสดาปัตติผลในจิตเราแล้ว ท่านบอกว่าเป็นคนที่มีธรรมอันไม่เสื่อม

พ่อครูว่า…ธรรมะของพระพุทธเจ้าท่านใดเป็นมรรคผลแล้วจะไม่มีเสื่อม ถ้าเป็นผลที่สมบูรณ์แล้วจะไม่มีเสื่อมนิรันดร อวินิปาตธรรม ไม่ตกต่ำ

พอเข้ากระแสโสดาบันจะมีคุณสมบัติ โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยต สัมโพธิปรายนะ

หากจิตเขากระแสจะเดินทางจะไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา แต่ยึกยักได้ แต่บางคนยึกยักนาน ไม่เจริญเสียที แต่ถ้าเจริญก็ไปถึงขั้นที่ 3 นิยตะ คือเที่ยง มีฐานที่ตั้งมั่นคง มีแต่เจริญขึ้นสู่ที่สูงที่สุดอย่างเดียวเลย มันเป็นสัจจะของมันว่าจะเป็นแบบนี้ถ้าไม่ใช่อย่างนี้ก็ไม่ใช่

_ฟ้ารัก..เป็นบุคคลที่มีธรรมมันไม่รู้เสื่อม  จิตตกผลึกตั้งมั่นเป็น อัปปนา พยัปปนา เจตสโสอภินิโรปนา ของจริงได้แล้วมันไม่มีถอยไม่มีฟื้นคืนกลับกำเริบ มีแต่จบไปเรื่อยๆ

ฟ้ารัก… เป็นบุคคลผู้ประกอบด้วย อสาธารณญาณ

พ่อครูว่า…สาธารณะคือพวกคนปุถุชนพวกโลกียะ แต่อันนี้ไม่ใช่คนโลกียะมันเป็นอาริยชน เป็นของไม่ใช่สามัญคนที่ได้จึงเจริญขึ้นได้เป็นพระอริยะอย่างแท้จริง

_ฟ้ารัก…เป็นบุคคลที่เห็นธรรมที่เป็นเหตุ

เป็นบุคคลที่เห็นธรรมที่เกิดขึ้นมา

สองอันนี้เป็นผลหรือคะ

พ่อครูว่า…พอคุณเริ่มต้นรู้อันนี้ เจอเหตุ ปฏิบัติจนบรรลุได้ผลก็ไปตั้งต้นที่แกนนั้นอีกเป็นเหตุเป็นทุน เป็นต้นทุนปฏิบัติเอาเหตุปัจจัยอื่นมาขึ้นได้แล้วมีเหตุปัจจัยห้อมล้อมสร้างเพิ่มขึ้นได้อีก ก็จะเกิดผลใหม่คุณก็เอาอันนั้นแหละมารวมกับเหตุปัจจัยที่ได้มาใหม่มาเป็นเหตุและปฏิบัติไปอีก มันก็จะสะสมก้าวหน้าไปเรื่อยๆ

ฟ้ารักว่า..มรรคผลก็จะเลื่อนขั้นไป แม้ยังไม่จบก็จะมีการเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆจะมีแต่สูงที่สุดไปสู่ตรัสรู้ถ่ายเดียว สัมโพธิปรายนะ

_สัมประสิทธิ์  คือ พลังที่พัฒนาขึ้นไปได้เรื่อยๆ โดยมีพลังงานที่เลยจากขั้นบวกเป็นต้นไป เป็นระดับการคูณเป็นต้นไปถึงจะเรียกว่าสัมประสิทธิ์ ไม่ต้องไปบวกอีกเรื่อยๆ แต่คูณเลยหรือยกกำลัง

_นร. .. อโหสิกรรมคือต้องทำในใจใช่ไหมคะ

พ่อครูว่า…ใช่

_อยู่วัดตั้งแต่สาวจนเป็นสว. อโศกเจริญก้าวหน้าไปเรื่อยๆ แต่ป่วยกระเสาะกระแสะ จะทำใจอย่างไรดีคะ

พ่อครูว่า…สว.คือคนแก่สูงวัย อโศกเจริญก้าวหน้าไปเรื่อยๆเราก็จะได้อานิสงส์จากมิตรสหาย จะไปคิดว่าเราจะต้องเสื่อมไป ถ้าหากว่าชีวิตของเราต้องเสื่อมไปหรือตาย แต่ละคนฝืนกรรมวิบากได้ยากที่จะฝืนอายุขัย เป็นอจินไตยที่ยากมาก แล้วอาตมาก็กำลังฝืนอายุขัย โดยการศึกษาโดยการกระทำตนพยายาม สร้างสัมประสิทธิ์ให้ถึงกับยกกำลังเลย เพื่อให้สร้างพลังงานจิตให้เป็นตัวตั้ง แม้แต่ทางกายทางสรีระ ทำ 8 อ.ก็พยายามช่วย องค์ประกอบของสังขาร  เราก็ทำอยู่ เป็นรูปธรรม ส่วนนามธรรมเอง ของเราต้องจัดการ จิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง อาตมาพิสูจน์มานานแล้ว อาตมาสร้างสูตร E=C(mc2 + A) อธิบายได้ยาก แม้แต่ไอน์สไตน์ อธิบายส่วนของตัวเองได้ยากเลย

อาตมาอธิบายสูตรนี้ตั้งแต่ สมัยก่อนอาตมาเทศน์ให้นักศึกษาแพทย์ฟัง ตั้งชื่อหัวข้อการบรรยายว่าแพทย์ศาสตร์เป็นเดรัจฉานวิชา คนเข้ามาฟังกันเต็มเรื่อง อาตมาก็เอาตัวรอดออกมาได้

อาตมาเป็นคนที่ไม่มีใบรับรองการศึกษาทางโลกได้อย่างไร ตอนเด็กแม่ก็อยากจะให้ เรียนการแพทย์แต่อาตมาก็ต้องมาเรียน งานศิลปะ และก็ทำงานอักษรศาสตร์ ที่จริงลึกมากเป็น อาร์ท อักษรศาสตร์แต่คนก็ยังไม่ค่อยได้หรอก

อาตมาแสดงภาษาศาสตร์ประกอบเท่านั้นแต่มันเป็นธรรมะทั้งนั้น

เช่นบทกวี ความเป็นประชาธิปไตยต้องเป็นเช่นนี้

พระพุทธเจ้า เป็น นักเศรษฐศาสตร์ ชั้น 1 เป็นนักประชาธิปไตย ชั้น 1

อาตมาพูดไปแล้วเหมือนกับคุยตัว เหมือนแก้ตัว แต่ทั้งที่พูดความจริงทั้งหมด

ประชาธิปไตยไทยนี้แบบพุทธ

(1) รากไทยมีพุทธแท้ โลกุตระ

ก่อเกิดจิตอาริยะ ชาติเชื้อ

ศิวิไลซ์ใช่จริงจะ แค่พูด กันฮา  

ต้องลึกถึงแก่นเนื้อ เลือดแท้วิญญาณ

(2)  กาลเกิดไทยอุบัติพร้อม ธรรมพุทธ

คุ้มชาติไป่เคยหยุด วรรคเว้น

วิบากคั่นแค่สะดุด    ทรุดนิด มีแล

แต่ก็เพียงขับเน้น สัจจไซร้ไตรลักษณ์

(3) ประจักษ์มาตลอดแล้ว เป็นไทย

ยืนหยัด“อิสระ”ใน โลกนี้

สุข“สงบสยบร้าย”ไชย ชนะอัศ- จรรย์เฮย   

จารหลักรัฐศาสตร์ชี้ ประวัติให้้ศึกษา

(4) ประชาธิปเตยยะแท้ คือไฉน

แค่“เลือกตั้ง”เอาไป อวดอ้าง

หรือเนื้อแห่ง“อธิปไตย” แท้อยู่ ไหนเวย   

คือ“ประชาปฏิวัติ”สร้าง แบบไว้ สืบสาน

(5) “รัฐประหาร”ไทยที่แท้ ใครทำ

คือ“ประชา”ร่วมกันกำ- จัดไซร้

ใช่กองทัพทหารดำ- เนินกิจ นี้เลย

“สงบสยบรัฐบาล”ได้ ยอดแล้วปาฏิหาริย์

(6) ทหารสานต่อรับ“ไม้- ผลัด”พลัน

รับช่วง“สืบทอด”กัน ถูกต้อง “ประชาธิปไตย”สรรค์ ใช่จาก ทหารเลย ชี้“อธิปไตยไทย”พร้อง โลกให้เรียนตาม

(7) นามธรรมพร้อมรูปล้วน สวยสด

ปฏิวัติงามหมดจด พฤตินี้ ไทย“ทำ”ถูกตามกฏ- หมายโลก เลยเฮย    

“อำนาจประชาชน”ชี้ แบบแท้ไทยไทย

                    “สไมย์ จำปาแพง”

            30 มี.ค. 2562

         

             [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 346 ประจำเดือนพฤษภาคม 2562]

ความเป็นประชาธิปไตยไทยต้องอย่างนี้

(1)  นาม“ระบอบ”ที่โลกใช้ ทั่วไป

ว่า“ประชาธิปไตย” ร่วมพร้อง

ต่าง“คอนเซ็ปท์”ของใคร ต่างกำหนด

ยืนหยัดของตนต้อง อย่างนี้จึงจริง  

(2)  ต่างชิงต่างวาดไว้ ในใจ

ว่า“ประชาธิปไตย” เช่นข้า

แต่ละชาติย่อมเป็นไป    แตกต่าง กันเฮย

องค์ประกอบต่างกันท้า ว่าแท้คือกู

(3) ต้องรู้ทั้ง“เหตุ”-ทั้ง “ปัจจัย”

แยกแยะ“เทฺว”ไฉน ออกได้

จัดการ“ธาตุ 2”ไป ถูกสัด ส่วนแล   

จึง“หมดทุกข์สุข”ไซร้ เพราะรู้“โลกุตระ”

(4) กระจะกระจ่างหมดโรคบ้า โวยวาย

เพราะเกิด“ปัญญา” หาย- โง่แท้

พุทธฆ่ากิเลสตาย จากจิต วิเศษเลย   

จึงหยุดผลัดชนะแพ้ แย่งยื้อนรกสวรรค์

(5) พุทธรู้ทันสัจจะนี้ โดยเฉพาะ

หยุดแย่งไป่ทะเลาะ สงบได้

ต่างขยันกิจตนเสาะ เลี้ยงชีพ ตนแฮ

ตามศาสตร์พระราชไซร้ รอบรู้“เพียงพอ”

(6) ไม่ก่อ“ทุกข์-สุข”ได้ เด็ดขาด

เพราะเกิด“ปัญญา”ฉลาด วิเศษฟ้า ขั้นโลกุตระประหลาด “เหนือโลก” ชนประชากาจกล้า เก่งด้วย“พุทธธรรม”

(7) สำเร็จพิชิต“โลก”ได้ ด้วย“ธรรม”

กำจัด“อัตตา”สัม- ฤทธิ์แท้ “เหนือสุขทุกข์”นี้สำ- คัญสุด ยิ่งเอย  

“อธิปไตย”ไทยแก้ จบด้วย“เทฺวธรรม”

               “สไมย์ จำปาแพง”

               1 พ.ค. 2562

         

      [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 346 ประจำเดือนมิถุนายน 2562]

พ่อครูว่า…อโศกเรานี่ยอดทวดของคอมมิวนิสต์เลย..เป็นคอมมูนสาธารณโภคี แล้วพวกเราก็เข้าใจสาธารณโภคี เพราะพวกเรามีจริงเป็นจริงปฏิบัติประพฤติอยู่ แล้วสบายด้วย ยินดีพอใจ และเต็มใจอยู่กันอย่างระบบสาธารณโภคีไม่ต้องเอาสมบัติส่วนกลางมาเป็นส่วนตัว ไม่ต้องแบ่งมรดก แยกไปไม่ได้

_ใหม่เสมอว่า…ถ้ามีคนถามว่าสันติอโศกเป็นคอมมิวนิสต์ไหม ผมตอบว่าสันติอโศกเป็นสาธารณโภคีได้ไหม

พ่อครูว่า…ได้ ตอบให้ถูกยิ่งกว่านั้นเป็นทวดของคอมมิวนิสต์ แล้วอธิบายต่อว่าเป็นทวดอย่างไร ก็ว่า คอมมูน ไม่มีประเทศไหนหรอกจะเสียภาษีให้แก่ส่วนกลาง 100% อย่างเต็มใจ แต่ของเรานี้ทำมาหารายได้เท่าไหร่ก็เข้าส่วนกลาง 100% เลย ไม่มีประเทศไหนไม่ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์หรือประชาธิปไตยทำได้ คอมมิวนิสต์พยายามเอาเงินภาษีจากคนที่มีรายได้มากให้มากที่สุด ประชาธิปไตยก็เหมือนกันแต่สุดท้ายต่างคนเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวก็หาวิธีหลบเลี่ยงไป

_ปัญหาแห้ง…รบกวนพ่อท่านฉายภาพ slow motion ของการเกิดกิเลส

พ่อครูว่า…จะต้องตั้งหลักตั้งแต่ศีล เริ่มตั้งแต่ข้อ 1 เป็นต้น เกี่ยวข้องกับสัตว์ทั้งหลายแหล่ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กไปถึงสัตว์ใหญ่ สัตว์ก็อยู่ของเขาไปตามวิบาก เราก็อยู่ไปตามวิบากของเรา แต่เรื่องสัตว์ที่เป็นคนนี่แหละสำคัญ สัตว์ทั่วไปก็อยู่ไปตามวิบากของเขา เขาจะเป็นจะตายอย่างไร จะฆ่ากันจะกินกันมันก็เป็นวิบากของเขา ที่เราพูดไม่ได้หรอกเป็นอจินไตยมากมาย คนด้วยกันนี่เราก็เป็นสัตว์ที่มีวิบาก มีกรรมวิบากร่วมกันอีกเยอะแยะทั้งรักทั้งชัง เราก็มาดูอันนี้เท่านั้นแล้วก็พอ คน ขนาดนั้นเราก็ยังขอพักไว้ก่อนเลยมันมากมาย อย่าไปอะไรกับเขาเลย เขาจะแรงกับเรา เราก็ยอมเขาบ้าง ถ้าไม่เอาถึงตาย พยายามอดทนเอา ถ้าหากตายก็หลีกเลี่ยงไม่ต้องไปก่อวิบากเพิ่มขึ้นอีก หาทางเลี่ยง หรือถ้าสามารถที่จะทำอย่างไรให้เขาไม่มาทำเราได้ คุณก็ทำเอาก็แล้วกันให้เก่งที่สุด

สัตว์ก็เป็นข้อหนึ่งที่จะต้องเรียนรู้ ของไม่ว่าจะเป็นวัตถุหรือพืชก็เป็นของ เป็นศีลข้อที่ 2 มันมีสิทธิที่แต่ละคนเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ อย่าไปละเมิดให้เป็นการทุจริตอย่างนี้เป็นต้น สำหรับสัตว์นั้นไม่ฆ่าแกงไม่ทุจริตถูกต้องแล้ว ส่วนข้าวของเป็นพืช เราก็ไม่ไปตีไปกระทบกระเทือนมีแต่จะไปแย่งเอามา อย่าไปแย่งเอาของที่ไม่ใช่ของของเรา มันเป็นวิบาก มันเป็นความทุจริตมันเป็นหนี้เป็นความเลว มันไม่ถูกต้องอย่างนี้เป็นต้น

ซึ่งเราก็ต้องปฏิบัติ ถ้าคุณเข้าใจและปฏิบัติหน้าที่ ของของเขาไม่ใช่ของของเรา อย่าไปประพฤติเอาของคนอื่นด้วยวิธีที่ไม่ใช่ของเราที่เป็นการขโมย หรือแม้แต่การถือวิสาสะยังไม่แน่ชัดเลยก็ไปเอามาจะถือว่าเป็นของกลางใช้ร่วมกัน แต่คนนี้เขาดูแลเขาชัดเจนเขาใช้กันอยู่หรือเปล่า ก็ต้องถามกันให้แน่นอน สรุปคืออย่าไปละเมิดสิ่งของที่ใจเขาหวงแหนหรือเป็นของที่เขาจำเป็นก็อย่าไปละเมิดเอามา มันก็อยู่เป็นสุข ตัวเองสร้างสรรค์ด้วยแรงตนเองมีความรู้ความสามารถสร้างขึ้นมาเป็นสิทธิส่วนตัว อันนี้ให้มากให้พอกินพอใช้ของตัวเองจนเหลือเผื่อแบ่งให้คนอื่นได้ นี่คือบทจบ ที่อาตมาพูดซ้ำซาก 1. อย่าเป็นหนี้ 2. พึ่งพาตนเองให้รอด 3. ทำให้เหลือ เกิน  4.เอาไปแจกจ่ายเกื้อกูลผู้อื่น อันนี้พูดหมดแล้ว ถ้าใครเข้าใจแล้วทำให้ได้อย่างนี้รับรองเลยเมืองไทยจะอุดมสมบูรณ์ เมืองไทยจะสงบเรียบร้อย หรือเมืองอื่นก็ตามถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้ก็สมบูรณ์แบบเลย

_ทำไมคนต้องเบียดเบียนสัตว์โลกด้วยคะ

พ่อครูว่า…มันโง่

_อาภรณ์ วิชัยดิษฐ์ ..เปลี่ยนชื่อแล้วเป็นทอธรรม ธรรมทัศน์ ในฐานะที่มาอยู่อโศก 40 ปีตอนนี้อายุ 80 ปีแล้วเป็นรุ่นน้องพ่อท่าน 5 ปี …ย้อนเรื่องที่คนจะมาทุบตึก พวกเราชาวอโศกแข็งแกร่งมากทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทำงานอย่างเข้มแข็งอดทน รักสามัคคี สามารถปรับเปลี่ยนสถานะการณ์ แต่ดิฉันนั้นแก่แล้วก็วางได้ทั้งหมด ก็ขำนิดๆ ว่าพวกเราเปลี่ยนแปลงได้เร็วที่สุดแล้วสำเร็จเรียบร้อย ถ้าเขาอยากได้เงิน เห็นสิ่งของที่เราเอาไว้ให้กั้นไว้อย่างดี เอาสมบัติเราแถมให้ด้วย หากเป็นคนที่มีธรรมะก็รับไม่ไหวจะเอาคืนไปเลยล่ะ ดิฉันมองเห็นอีกอัน มีความภาคภูมิใจ วันหนึ่งดิฉันเดินไปที่ฟ้าอภัย เห็นท่านธัมมานั่งฉันคนเดียว อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในบริษัทฟ้าอภัย ท่านก็จะทำให้ดีที่สุด ไปดูเมื่อวันสองวันเห็นท่านธัมมา แซมดินนั่งแกะทองแดง ดิฉันก็ขำ แล้วท่านก็ไม่ได้ท้อ นั่งแกะอย่างมีความสุข ในฐานะที่เป็นชาวอโศกภูมิใจที่สุดว่าไม่ผิดหวังเลย ถึงดิฉันแก่แล้วไม่ได้ไปบ้านราชฯ แต่อยู่พัฒนาสวนบุญผักพืช ปลูกต้นไม้ ถมดิน มีเด็กคนหนึ่งลาออกไปแล้วขอมาทำงานชื่อนายหนึ่ง ดิฉันก็ถามว่าทำไมไม่มาเรียนที่นี่ เขาก็บอกว่ารุ่นเขาไม่มีใครอยู่เลยผู้ชายออกเหมือนกันหมดเขาก็เลยออก แต่เป็นเด็กที่ทำงานเก่งมาก ดิฉันก็จ้างเขาให้ติดตั้งปั๊มน้ำ เดินระบบน้ำ เขาทำได้ดีกว่าผู้ใหญ่บางคนอีก ดิฉันก็บอกว่ากลับมาเรียนบ้านเรา ตอนนี้อโศกกำลังเป็นที่เชื่อถือของสังคม รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯเข้ามาแล้วเป็นลูกศิษย์พ่อ ผู้ว่าฯมากราบพ่อท่าน คนภายนอกเขาเริ่มรู้จักแล้ว อโศกนี่จะเป็นไอดอล เป็นตัวอย่างที่เคยอยู่ที่นี่ นักเรียนจบออกไปจะมีคนจองทำงาน ดิฉันพูดเวอร์ไปหรือเปล่าคะ

_หลวงปู่คะ ทำไมเพื่อนหนูกลัวผีคะ หลวงปู่ช่วยทำให้เขาหายกลัวหน่อย

พ่อครูว่า…อธิบายกันบ่อยๆ ผีคือจิตใจของเรา ในคนอื่นๆก็จิตใจของเขา ในตัวเราก็จิตใจของเรา จิตใจของเราที่มันโง่ เรียกว่าอวิชชา จิตใจของเรามีกิเลสกามกิเลสราคะ มันก็กำลังเป็นผี กิเลสโทสะก็กำลังเป็นผี กิเลสโมหะก็กำลังเป็นผี นั่นแหละคือผี เป็นภาษาไทย ภาษาอื่นเรียกซาตาน ก็คือจิตใจจิตวิญญาณที่มีกิเลส นั่นคือผี

ทีนี้ คนกลัวนี่ดี กลัวเราจะมี กลัวไม่ใช่วิ่งหนีไปไหนมันอยู่ในจิตใจเรา คุณวิ่งหนีไปไหนไม่ได้หรอกเพราะอยู่ในจิตใจ เป็นผีเต็มอยู่ในจิตวิญญาณคุณหนีไม่ออก คุณควรกลัวมัน ควรรังเกียจมัน ควรจะทำให้มันหายไปจากจิตเรา หากคุณมีปัญญาแล้วมีวิธีทำอย่างที่พระพุทธเจ้าสอนทำให้อาการของโกรธ โลภ หลง ราคะโทสะโมหะ ให้มันไม่เกิดอาการในจิตขึ้นได้นั่นแหละ ผีมันก็เลิกไปจากจิต ผีมันก็ไม่มีในจิตเรา

คนควรกลัว ควรเกลียดผี แต่มันอยู่ในตัวเรา เราไม่รู้ ดีไม่ดีเรารักมันด้วยใครมาแตะไม่ได้ อย่ามาแตะ ความโกรธ ความโลภของฉัน ถ้าเป็นอย่างนี้คุณก็จะมีแต่ตกต่ำและเสื่อมไป ต้องเข้าใจภาษาที่จะสื่อสภาวะธรรมให้ดี

สรุปแล้ว เอาง่ายๆ ผีที่อยู่นอกตัวนี่ ที่มันหลอกกันว่าเป็นตัวๆไม่มีเลย ไม่มี มีแต่ตาเราเห็นหลอก เห็นหลอน แล้วคนโง่จัดๆ เห็นผีหลอกจริงๆ อาตมาบอกว่า คาถาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ใครไปเห็นผี จะฆ่าผีให้ตาย ท่องคาถาอาตมาว่า “แค่ตาย” แล้วเดินไปหาไปเห็นผีเลย แล้วจะพบว่ามันไม่มีตัวตน มันเป็นแค่ความหลอก มันอาจจะมีเค้าเงื่อนอะไรบ้าง แต่มันไม่ใช่ผี ดีไม่ดีมันไม่มีอะไรเลย มันเป็นความว่าง ไปคิดว่าเป็นผีแหกตาอยู่ มันเป็นมโนมยอัตตา สร้างขึ้นเองจนกระทั่งเห็นและหลอกตัวเอง โง่สะบัดเลย หลอกตัวเองจนสำเร็จ ผีอย่างนั้นไม่มี ถ้ามีคือโง่จัด เห็นผีนี่คือคนโง่จัด พวกเราไม่โง่จัดหรอกใครเคยเห็นผีมันเกิดขึ้นมา ..ยกมือ?…

แสดงว่า ขาวอโศกไม่โง่จัด แต่ที่อื่นเขาเห็นว่ามี พวกอาจารย์ไสยศาสตร์นี่แหละพวกโง่จัด สร้างสิ่งไม่มีให้หลอกตัวเอง และพวกเราฉลาดก็เลยไม่เห็น แต่ผีจริงๆคือโลภ โกรธหลง เราก็มาปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าล้างออกไปให้หมด มันเป็นสิ่งที่น่าเกลียด นั่นคือผี

_ทำไมหลวงปู่พูดว่าดนตรีไร้สาระ ซึ่งหนูอยากตีกลอง

พ่อครูว่า…ดนตรีเราก็มีบ้าง อนุโลมไปตามฐานะอย่างไม่จัดจ้านไม่เห็นเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ พอมี สำหรับผู้ที่ฐานะของเขาจะต้องอาศัยพวกนี้บ้าง อย่างอาตมาก็อาศัยเพลง แต่งเพลงให้เขาร้องบ้าง แต่ก็ใช้เนื้อหาสาระเป็นโลกุตระ สมัยเป็นฆราวาสยังไม่รู้เรื่องก็แต่งแบบโลกียะ พยายามทำให้ลืมไปเลยไม่เข้าถึง เพลงไร้สาระพวกนี้ที่มันไม่ดังมันจมหายไปแล้ว ที่เหลือมันดังบ้าง จะเป็นเพลงรักใคร่เหลือบ้าง มี ผู้ครองรักบ้างหรือธารสวาท เหลือบ้างแต่ไม่จัดจ้าน พยายามให้มันหายไป แต่ที่แต่งขึ้นมาใช้ขึ้นมาก็เป็นธรรมะ ดนตรีโลกุตระ ก็เป็นฐานที่คนต้องใช้อะไรบ้าง แต่ถ้ามันได้เนื้อหาสาระอย่าให้มันจมหลงเลอะไปเละเทะ อาตมาพูดไปก็จะเป็นเรื่องทะเลาะกับเพื่อนเก่าเขาหาว่าด่า เพราะมันไม่ดีอาตมาก็เลยต้องว่าต้องด่า จะไปจมอะไรกันนักหนาสาหัสเจริญขึ้นมาบ้างสิ มาเข้าใจโลกุตระบ้าง มันไม่ใช่สิ่งที่ควรไปติดยึดหลงใหลอะไรนักหนาหรอกเขาเข้าใจไม่ได้ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยสนิทกัน ทั้งๆที่อาตมาอยู่ในวงการ

_เรื่องจิตเดินทาง จิตไปบ้านเมื่อไฟไหม้บ้าน จิตเดินทางไปที่โลกพระจันทร์ต่างจากสัญญาหรือความจำด้วยอย่างไร

พ่อครูว่า…ความจำก็ใช้ด้วยในขณะปัจจุบันจิตคนไปในปัจจุบันก็เป็นปัจจุบัน มันเป็นสัญญาที่เป็นปัจจุบันที่จิตของคุณกำลังทำงานไป เท่าที่ควรจะใช้สัญญาความจำ คนที่มีสัญญาแข็งแรงมันก็จะจำได้ดีจำได้มั่นคง ดีไม่ดีมีพลังทางสัญญาที่ถึงขั้นเอามาใช้ปัจจุบันนี้มันพุ่งไป ไปเห็นจริงๆเลยถึงขนาดนั้น เป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์

_ทำไมคนต้องทำรุนแรงกับสัตว์โลกด้วย

พ่อครูว่า…เพราะมันโง่ เรามีดินน้ำไฟลมพืช อาศัยเป็นอุปโภคบริโภคก็พอแล้วไม่ต้องอาศัยส่วนใดของสัตว์โลกมากินมาใช้เลย มันจะเป็นวิบากแก่กันและกัน เพราะฉะนั้นไม่ต้องอาศัยสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ใดๆมากินมาใช้เลย มันจะเป็นวิบากแก่กัน ไม่ต้องใช้แรงงานมันด้วย ไม่ต้องกินมันด้วย แค่พืชกับวัตถุก็เหลือแหล่ สัตว์ที่มีวิบากแก่กันและกันเราก็ต้องปล่อยไป แต่เราเข้าใจแล้วก็ต้องเลิก

_คนอยากรู้…บางคนรู้ธรรมะสูงฟังเข้าใจอธิบายได้ชัด แต่บางเรื่องที่เล็กๆทำไมเขาไม่รู้เช่นมีคนจองที่นั่งไว้โดยวางของไว้เดี๋ยวจะมานั่ง แต่ก็จะมีคนเอาของเขาออกแล้วนั่ง เมื่อเขามาถึงก็ไม่มีที่นั่ง ทำไมเขาไม่รู้

พ่อครูว่า..เขารู้แต่เขาไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าที่ของกูหรือที่ของใครควรจะนั่งก็นั่งไปสิ เอาของมาจองเอาไว้อย่างนี้เป็นการหวงแหน มันไม่ใช่ของคุณ แต่คนไปยึดถือว่าเป็นของคุณและคุณจองไว้แล้วโลกนี้มันจองไว้ ถ้าคุณถือว่าโลกนี้คุณจองเอาไว้เป็นของคุณหมดเลยเป็นอย่างไร ฆ่ากันเลย เห็นไหม เพราะฉะนั้นเราต้องนึกถึงว่า ยิ่งที่มันมีน้อยแล้วคุณก็จองไว้แล้วไปที่ไหนแล้วค่อยมา แต่ถ้ามันไม่มีคนแบบนี้หรือมันมีที่มากเพราะอะไรพอมันก็พอเป็นไป

_เมื่อไหร่คนจนฯเล่ม 2 จะออกคะ หนูรออ่านอยู่ค่ะ

พ่อครูว่า..ยังไม่จบเลยเล่ม 2 มากกว่าและยาวกว่าเล่ม 1 ด้วย แต่แน่นอนจะมีเล่มที่ 3 ด้วยก็ยังสนุกอยู่ตอนนี้ ทวนทีไรแก้ทุกที

_หลวงปู่จะอยู่ถึง 150 ปีได้อย่างไร

พ่อครูว่า… try and try

_เราควรเดินทางไหนดีระหว่างทางโลกกับทางธรรม

พ่อครูว่า…ตอบกำปั้นทุบดิน มาทางธรรม เดินไปทำไมทางโลกมันเป็นทางทุกข์ มาทางธรรมนี้มันเป็นทางพ้นทุกข์

พ่อครูว่า จบ ขอบคุณทุกคนที่ตั้งใจฟังบ้างไม่ตั้งใจฟังบ้าง เขาอุตส่าห์มานั่งเป็นมวลให้