ศาสนา

620529_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาให้สุดจนหยุดเดรัจฉานกถา

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่…https://docs.google.com/document/d/1O5wuPrb9Q-BxEzFp_AjwuIQsGdx31ZaIn_Aq68o3jz0/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1Au8ww68hBwoOeMMJGku91bNpAiA_4joS

สมณะเดินดินว่า… วันนี้วันพุธที่ 29 พฤษภาคม 2562 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้มีบทความของเปลว สีเงิน เรื่อง โลกแห่ง ‘ประชาธิปไตยเนื้อหา’

ดูลิเก….

               เขาห้าม แง้มดูหลังฉาก

               มันจะทำลายโลกสวย “ในจินตนาการ” ของเราไปสิ้น!

               เพราะ “ชีวิตจริง” ของตัวแสดง นั้น

               ตั้งแต่ตัวเจ้า พระเอก-นางเอก ยันเสนา ตอนอยู่ “หน้าฉาก” จะสวยงาม ประหนึ่ง “เทวัญ” พาเราเตลิด-เพริดตาม

               แต่ “หลังฉาก” นั้น

               แต่ละชีวิต เหมือนอยู่ใน “โลกันตร์” ระคนคลั่กทั้ง ยิ้ม, เยาะ, หัวเราะ, ร้องไห้ สมอย่างที่ใครๆ ว่า “โลกนี้คือละคร”

               มันเศร้า…….

               เพราะล้วนตรงข้าม “จินตนาการเรา” ทั้งสิ้น!

               ไปกินอาหารตามร้าน ตามภัตตาคารหรู ก็ดังว่า เพื่อให้มื้อนั้น คล่องปาก-คล่องใจ

               ห้ามเข้าไปดู “หลังครัว” เด็ดขาด

               ขืนเข้าไปจะ “กินไม่ลง”!

               ดู “การเมือง” ว่าด้วยเรื่อง “ตั้งรัฐบาล” ก็ไม่ต่างกัน

               อย่าไปกระหาย-ใคร่รู้ “ทุกช็อต-ทุกวินาที” ในบทอัศจรรย์ที่แต่ละพรรคเขาโลมเล้าเข้าสังวาสกัน

               มันจะทำให้จิตตก แต่อารมณ์ขึ้น

               ขึ้นในทาง “หมั่นไส้-คลื่นไส้” ว่าพวกคุณมึงจะมากลีลากันไปถึงไหน

               ดั่งอุปมาลิเกนั่นแหละ

               จะดูให้เพลิดเพลิน ต้องรอเขาแต่งตัว-แต่งหน้าเสร็จ รำออกมาหน้าฉาก เฉิดฉัน ก็ค่อยดูตอนนั้น

               หรือไปกินอาหารตามร้าน ตามภัตตาคาร อย่างที่ว่า สั่งอาหารแล้วก็นั่งเลียช้อน เลียตะเกียบ รออยู่ที่โต๊ะนั่น

               อย่าแฉลบไปดูที่เขากองเขลอะขละหลังครัวเชียว จะทำให้อ้วกแตกก่อน!

               ตอนนี้ ตัวประธานวุฒิสภาก็ได้แล้ว คือ “นายพรเพชร วิชิตชลชัย” อดีตประธาน สนช.

               ตัวประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ได้แล้ว คือ “นายชวน หลีกภัย” อดีตนายกฯ 2 สมัย

               และตอนนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้เป็นนายกรัฐมนตรี มี “อำนาจเต็ม” ไม่ใช่นายกฯ รักษาการ

               ได้นำรายชื่อประมุขทั้ง 2 สภา ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงพิจารณาลงพระปรมาภิไธยแล้ว

               มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่ นายชวน หลีกภัย จะได้กำหนดวัน เรียกสมาชิกทั้ง 2 สภา คือ ส.ว. 250 และ ส.ส. 500 ประชุมรัฐสภา

               เพื่อโหวตเลือกตัว “นายกรัฐมนตรี”!

               สรุปตามหน้าเสื่อตอนนี้ ซีกจัดตั้งรัฐบาล ก็มี “พลเอกประยุทธ์” ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐคนเดียว

               ส่วนในซีกฝ่ายค้าน 7 พรรค แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ปรากฏว่า “สอบตก” หมดทั้ง 3 คน  ไม่มีใครได้เข้าสภาเลย

               ความจริงก็ไม่ผิดกติกา ที่พรรคจะเสนอ “สุดารัตน์-ชัยเกษม-ชัชชาติ” คนใด-คนหนึ่ง ให้ที่ประชุมรัฐสภาเลือก

               แต่คงเพราะ

               เสนอไป..ก็งั้นๆ มันไม่ได้อยู่แล้ว!

               จึงเล่นบทสวย อ้างพรรคเคยประกาศ “นายกฯ ต้องมาจาก ส.ส.” เมื่อสอบตก กระโปรงฉีก กางเกงขาด กันหมด

               พรรคจึงรักษาฟอร์ม ประกาศไม่ส่งใครลงแข่ง

               เห็นว่าจะเสนอ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส” คนรักใคร่นับถือกันกับผมเข้าชิงเก้าอี้นายกฯ แทน

               แต่รัฐธรรมนูญกำหนดว่า…….

               คนที่จะถูกเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องอยู่ในรายชื่อของพรรคที่ได้ ส.ส. 25 คนขึ้นไป และต้องได้รับการรับรองจาก ส.ส. 50 คนขึ้นไป

               จึงน่าเสียดาย……

พรรค พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ มี ส.ส.เพียง 10 คน หมดสิทธิ์เข้าชิง!

               ใน 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่เข้าเกณฑ์จะเสนอชิงได้ ก็เหลือพรรคอนาคตใหม่พรรคเดียว

               แต่ติดตรงว่า หัวหน้าพรรค คือนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

               ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ “งดปฏิบัติหน้าที่”

               ตอนนี้ อยู่ระหว่างรอการไต่สวนวินิจฉัย ว่าการ “ถือหุ้นสื่อ” นั้น ขาดคุณสมบัติหรือไม่?

               เท่าที่ฟัง ทาง 7 พรรคเขาตีความกระเดียดไปทางว่า นายธนาธรยังดำรงสภาพ ส.ส.อยู่ เพียงถูกแขวนชั่วคราว

               ฉะนั้น เขาจะเสนอนายธนาธรเข้าชิงตำแหน่งนายกฯ ในที่ประชุมรัฐสภา!

               ผมไม่สงสัยในประเด็นว่า “นายธนาธรยังเป็น ส.ส.อยู่”

               แต่สงสัยว่า นายธนาธรจะเข้าไปประชุมรัฐสภาได้อย่างไร ในวันโหวตเลือกนายกฯ

               ในเมื่ออยู่ระหว่างถูกศาลฯ สั่งให้ “หยุดปฏิบัติหน้าที่”?

               เพราะในทางปฏิบัติ………

               การจะเสนอชื่อเข้าชิง ตัวก็จะต้องปรากฏในที่ประชุมด้วย

               “การนั่งประชุมหน้าจอโทรทัศน์” อยู่นอกห้องคนเดียว อย่างคราวที่แล้ว ซึ่งท่านประธาน “ชัย ชิดชอบ” เชิญออกจากที่ประชุม อย่างนั้น

               ใช้ไม่ได้นะ..ธนาธร!

               ศาลฯ ให้เวลาธนาธร 15 วัน ในการทำคำชี้แจง แก้ต่าง-แก้คดีส่งไปให้ แล้วศาลจะนัดวันไต่สวน จากนั้น ก็จะนัดวันฟังคำพิจารณาวินิจฉัย

               ดูตามเทอมเวลาแล้ว จาก 23 พฤษภา จะครบ 15 วัน ก็ตกราววันที่ 6-7 มิถุนา

               ก็ไม่น่าทัน!

               คือ การประชุมรัฐสภา โหวตเลือกนายกฯ น่าจะเกิดก่อนวันที่ 6-7 มิ.ย.แน่

               ดังนั้น ความน่าจะเป็น ก็คือ ถ้าต้องการสร้างประเด็นไว้ประดิษฐ์วาทะกวนเล่นโก้ๆ ในสังคมโซเชียล อยากเสนอชื่อธนาธร ก็เสนอไปเถอะ

               ตามรูปการณ์นี้ ทำไป-ทำมา การประชุมรัฐสภา นัดโหวตเลือกนายกฯ เหลือ “ว่าที่นายกฯ” ของพรรคพลังประชารัฐคนเดียว ที่จะถูกเสนอ

               เว้นแต่ว่า พรรคประชาธิปัตย์จะส่ง “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หรือพรรคภูมิใจไทย จะส่ง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” เข้าชิง?

               เห็นยักเงี่ยงกันเหลือเกิน……….

               ทั้งประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ก็ส่งแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค เข้าชิงกันเอง 3 พรรค 3 แคนดิเดต

              ให้มัน รู้แล้ว-รู้แรดไปซะเลยเป็นไง?

               เมื่อวาน (28 พ.ค.) ตลาดหุ้นไทย สะท้อนความเชื่อมั่นในการจัดตั้งรัฐบาลให้เห็นแล้ว

               เงินนอกเข้ามาซื้อ-ขายหุ้นวันเดียว กว่า 2 แสนล้าน!

               เห็นเขาว่าสูงเป็น “ประวัติการณ์” นับตั้งแต่มีตลาดหุ้นมา ขนาดนั้นเลยเชียว

               นี่ขนาด “การเมือง” ทะล่อก-ทะแล่กนะ

               แสดงว่า ในภาวะเศรษฐกิจ-การลงทุนโลก อยู่ในภาวะวิกฤติ

               แต่สังคมโลก “มองทะลุ” เชื่อมั่นในเสถียรภาพ “ประเทศไทย” ด้านเศรษฐกิจ-การเงิน-การลงทุนของไทยมาก

               ด้วยมองยาว ทะลุไปถึงอนาคต

               ไม่อย่างนั้น เขาคงไม่ให้น้ำหนักตลาดหุ้น-ตลาดทุนไทยขนาดนี้!

               เขายึดตรงไหนเป็นความเชื่อมั่น?

               ตอบได้เลย….

               เขาเชื่อว่ารัฐบาลเลือกตั้งนี้ “พลเอกประยุทธ์” จะกลับมาเป็นนายกฯ!

               โลกภาคีเครือข่ายสังคมในยุคไอที อย่างที่คุยกันไป เขาไม่ได้ให้น้ำหนัก “ประชาธิปไตย-เผด็จการ” รูปแบบ เป็นตัวชี้ขาดสังคมกันแล้ว

               หากแต่ให้น้ำหนักทาง “เนื้อหา” จากเศรษฐกิจ-สังคม และการเปิดกว้าง “ทุกอย่าง” ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม

               “ส่วนร่วม” ในที่นี้ คือสิทธิ-เสรีภาพการตรวจสอบภาครัฐจากภาคประชาชน ในทุกโครงการและปฏิบัติการ

               จึงเห็นชัด เมื่อ 5 ปีก่อน ตอน คสช.ยึดอำนาจประเทศ ปี 57

               ทั้งโลกแอนตี้ พลเอกประยุทธ์

               เมื่อ 5 ปีผ่านไป……….

               ทั้งโลก ชื่นชม-ยอมรับ พลเอกประยุทธ์!

               เพราะอะไร เพราะก่อนหน้า สังคมโลกติดรูปแบบคำว่า “เผด็จการ”

               แต่พอเห็น “เนื้อหา” ในการบริหารประเทศของรัฐบาลเผด็จการ ปรากฏว่า………

               เป็นประชาธิปไตย สร้างสังคม-เศรษฐกิจ และมาตรฐานประเทศ

               ดียิ่งกว่ารัฐบาล “ประชาธิปไตย” รูปแบบ ดังที่เป็นมา!

               นี่…เดือนหน้า ไทยเป็นประธานประชุมอาเซียน

               ทุกประเทศ ยินดี พร้อมมาร่วมประชุมกันคึกคัก ไม่มีใครสงสัยว่า นายกฯ ผู้ทำหน้าที่ประธานอาเซียน จะเปลี่ยนไปจากพลเอกประยุทธ์

               เห็นอีกข่าวเมื่อวาน อินเดียเลือกตั้ง “นายนเรนทรา โมดี” ได้รับเลือกกลับมาเป็นนายกฯ สมัยที่ 2

               ในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งที่จะมีเร็วๆ นี้ ในรายชื่อประเทศที่รัฐบาลอินเดียเชิญร่วมเป็นสักขีพยาน

               “นายกรัฐมนตรีไทย” มีรายชื่อได้รับเชิญด้วย!

               เหล่านี้ แสดงถึงอะไร ในทัศนคติสังคมโลกที่มองไทย ผ่าน “ประชาธิปไตยเนื้อหา” ในผลงานที่ปรากฏจาก “รัฐบาลพลเอกประยุทธ์”

               คำตอบเดียว คือ “เชื่อมั่น”!       

พ่อครูว่า…เปลว สีเงิน ตรงกับอาตมา เขาเป็นนักมองมนุษย์นักมองสังคมเหมือนกัน เหมือนกับพระพุทธเจ้า ท่านศึกษาที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องอะไรเลย ท่านศึกษาเรื่องมนุษย์กับความเป็นสังคม สังคมที่เป็นประชาธิปไตย สุดยอด ศัพท์ในสมัยพระพุทธเจ้ายังไม่มีคำว่าประชาธิปไตย แต่อาตมาเอาที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นพยัญชนะ แปลความหมายประชาธิปไตยอยู่ในละเอียดกว่าคำว่าประชาธิปไตยด้วยได้แยกออกเป็น 3

คือโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตยและธรรมาธิปไตย ผู้ใดสามารถเข้าใจความเป็นประชาธิปไตยที่ไปยึดเอาโลกเป็นหลัก คนนั้นก็เอียงไปทางโลก คนยึดเอาตัวเองเป็นหลัก อัตตาธิปไตยก็เป็นเผด็จการ เป็นตัวตนเป็นหลัก ถ้าเอาโลกเป็นหลักก็ไม่เป็นเผด็จการ เอาโลกหมดเลย ตัวเราเองเหมือนเศษสวะไม่มีความคิดอะไรเลย ไม่มีความคิดความอ่านอะไรเลย เราถือว่าเราเป็นผู้รู้เป็นผู้มีน้ำหนักส่วนหนึ่งเหมือนกันในการที่จะแสดงออกกับสังคมเพื่อทำให้สังคมนั้นสมบูรณ์อยู่ดี มันก็เอียงไปสองข้างคือ โลก กับอัตตา แต่ว่าท่านใช้คำว่า กามกับอัตตา กามคือโลก คือความใคร่อยาก อยากรักอยากชังทั้งนั้นแหละ เข้าใจธรรมะได้ก็ชัดเจน ผู้ใดสามารถเรียนรู้ความเป็นโลกรู้จักความเป็นอัตตา แล้วก็ไม่ยึดติดในความเป็นโลกในความเป็นอัตตา อยู่กันอย่างสมสัดส่วน ให้อยู่กันได้อย่างเป็นไปได้ด้วยดี

ผู้ใดสามารถทำตนเองอยู่กับโลกแล้วก็ช่วยโลก ผสมส่วนให้ได้สัดส่วนพอดีพอเหมาะไป โดยการมีความลำบากความทุกข์ร้อน มีความไม่อยู่ดี ไม่มีธรรมะ ธรรมะเป็นสิ่งที่ดีที่เราต้องมี มีทั้งสมมติและปรมัตถ์ ให้เป็นไปอย่างพอเหมาะพอดี ปโหติ ราบรื่นไปได้ เหมือนชาวอโศก

อาตมาทำงานศาสนาให้มนุษยชาติ ทำงานให้ประเทศ โดยที่อาตมาไม่ได้คิดค่าตัว ทำงานฟรีตั้งแต่ออกบวช มาจนถึงทุกวันนี้จะ 50 ปีแล้วก็สบายแล้วก็เห็นว่าอาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาอธิบายมาประกาศ คนก็มารับฟังได้ส่วนหนึ่ง เมื่อรับฟังแล้วเข้าใจแล้วเอาไปปฏิบัติจนบรรลุผล จัดการจัดสรรจนเอาชีวิตมาอยู่ที่นี่ แล้วชีวิตสุดท้ายก็ตายไปจากชีวิต อย่างมีความเจริญอย่างมีความสุขให้แก่ตัวเองจนชีวิตจะหาไม่

อาตมาทำงานศาสนาพระพุทธเจ้าจนมีคนเห็นดีเห็นงามมาร่วมกันอยู่สร้างหมู่กลุ่ม เราก็อยู่กับหมู่ที่เป็นมิตรสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี อย่างแท้จริงเป็นเสนาสนะสัปปายะ มีบุคคลสัปปายะ อาหารสัปปายะ ธรรมะสัปปายะเจริญพร ประโยชน์สูงสุด ชีวิตของเราอยู่กับหมู่ด้วยความยินดี มีกรรมกิริยาไปกับกาละ เจริญในชีวิตไปตลอดเวลา เป็นเครื่องตัดสินพิสูจน์ความจริงที่อาตมาได้เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาอธิบายจนมีพวกเรามาเข้าใจ แล้วเอาชีวิตออกมาอยู่ทางนี้ หลายคนไม่คิดว่าชีวิตจะมาเป็นแบบนี้ฟังแล้วจะชัดเจนในชีวิตเลยว่าจะต้องมาเป็นอย่างนี้ แต่ก่อนก็มุ่งมั่นเหมือนกับทางโลกเขาชวนให้แสวงหาลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แม้จะบอกว่ามีการแสวงหาธรรมะบ้างก็ตาม

อาตมาทำงานจนเกิดหมู่กลุ่มที่มีธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นหลักในการดำเนินชีวิตแล้วเราก็ปฏิบัติตามจนได้ผลให้เกิดชีวิตอย่างยินดีพอใจ จนเอาชีวิตมาอยู่กันแบบนี้จนตาย แล้วก็ตายไปหลายคนแล้ว ชีวิตเจริญขึ้นจนเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อรหันต์ อยู่กับพวกเราไปจนกระทั่งชีวิตก็ตายไป ถ้ามีสิ่งที่ควรได้ในชีวิต

คนเราคิดว่าคนเราเกิดมายังจะไปหลงใหลในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แล้วใช้ทุกกาละของชีวิตในการแบ่งเอาลาภยศสรรเสริญโลกียสุขมาให้แก่ตัวเองอยู่กับคนนั้นชีวิตยังตกเป็นทาสของลาภยศสรรเสริญโลกีย์อยู่

จนเข้าใจแล้วว่าไม่ต้องเอาชีวิตไปแย่งโลกธรรมเลย มาอยู่กับหมู่ ลาภก็มี ไม่มีแต่ลาภเป็ดลาบไก่ แต่ชีวิตเป็นลาภธัมมิกา เป็นลาภโดยธรรมเอาเข้ากองกลาง เป็นสาธารณโภคี อาตมาเอามาอธิบายและยืนยันและพวกเราเข้าใจก็มาอยู่ร่วมกัน ทำได้อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างน่าชื่นใจ เป็นโลกุตรธรรมนะ ถึงขั้นสาธารณโภคี ไม่ได้หลงไหลลาภ ยศ สรรเสริญ. โลกียสุขอยู่กันอย่างเป็นสุขอย่างนี้แม้แต่ในยุคที่ศาสนาพุทธล้มเแล้ว สาธารณโภคี อย่าว่าแต่หมู่สงฆ์เลย แม้แต่ในหมู่ฆราวาสก็ทำได้ ไม่ใช่ว่าอาตมาเก่งกว่าพระพุทธเจ้า แต่ละยุคสมัยองค์ประกอบเหตุปัจจัยมันพร้อมก็เลยเป็นได้ พิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้าว่าเป็นได้

ตราบใดยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ อรหัตตผลเป็นเรื่องสุดยอด ที่สุดแล้วไม่ลึกลับ = อรหันต์

มีแต่สิ่งที่ชัดเจนกระจ่างใจทำอะไรต่ออะไรต่อไปได้โดยที่สบายแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต อยู่กับสังคมกลุ่มนี้ไปจนตาย แล้วชีวิตก็เจริญด้วยคุณธรรม

ชีวิตเราเกิดมาต้องการอะไร คนที่ไม่รู้ก็ไปต้องการลาภยศสรรเสริญสุขโลกีย์ ถูกเขาหลอกมาไม่รู้กี่ชาติก็หมุนเวียนชาตินี้ชอบอย่างนี้ชาตินั้นชอบอย่างโน้นหมุนเวียนกันอย่างนี้ ทำตามสังคมที่เขานิยมกันไป

อย่างที่เห็นออกอากาศ ที่เห็นออกไป เขาใช้เตาไฟฟ้าแก๊สก็ใช้กัน แต่พวกเราใช้เตาถ่านอยู่ ใครจะบอกว่าเราล้าหลัง คนชั้นสูงต้องใช้อีกแบบ คนสมัยนี้ไม่รู้แล้วว่าข้าวมาจากไหนบอกว่าข้าวมาจากจานกันถึงอย่างนั้นแล้วความรู้ ถามเด็กว่าข้าวมาจากไหนเขาตอบว่าข้าวมาจากจาน

ก็ไม่รู้แก่นแกนราก root ของชีวิตแท้ๆ

อาตมาเกิดมาชาตินี้อายุ 36 ก็ฟื้นตัวทันมีความรู้ทันไม่เอาแล้วความรู้ทางโลก ได้มาทำงานที่ยอดเลิศ สุดแล้ว อาตมาทำงานอยู่ทุกวันนี้ 50 ปีแล้วอาตมาได้เลือกเป็นงานที่ยอดที่สุด คืองานที่มาสืบทอดธรรมะพระพุทธเจ้า งานที่อาตมามั่นใจว่าธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ และธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตรธรรม อาตมาก็สืบทอดอันนี้ตามที่อาตมามั่นใจ ต้องสืบทอดเพราะว่าแม้แต่กระแสหลักก็ไม่เอาแล้วโลกุตรธรรม พูดได้เต็มปากว่าไม่มี พระที่เขายกย่องว่าเป็นพระปฏิบัติคือพระป่าก็ไม่มีโลกุตรธรรไม่เข้าใจโลกุตรธรรม การออกป่าไม่ใช่โลกุตรธรรมเลย ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรเล่มแรก สูตรที่สามอัมพัฏฐสูตร ว่า

  1. ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า  โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ

  2. ไม่เก็บผลไม้กิน  แต่ถือเสียม ตะกร้า  หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า

  3. สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์

  4. สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง  แล้ว สำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร  เล่ม 9 ข้อ 163)

พระพุทธเจ้ากอบกู้ไม่ให้เป็นพระป่ากันอย่างพระกัสสปะ ท่านมีจริตวาสนาแบบ  พระป่าก็มี แต่คนเข้าใจไม่ได้ว่าสมัยพระพุทธเจ้าเป็นยุคสังคมป่าไม่เหมือนยุคสังคมเมืองสมัยนี้ แม้จะเจริญเป็นเมืองแล้วก็อยู่ใกล้ป่า วังกับเขาคิชฌกูฏใกล้กันนิดเดียวอย่างนี้เป็นต้น อย่างพระเจ้าอชาตศัตรูอยู่จะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าก็ยกทัพไปจะค่ำมืดแล้วก็ไปถึงได้ อย่างนี้เป็นต้น แต่ก่อนนี้มันไม่รู้ว่าป่ากับเมืองไม่ไกลกัน สมัยนี้ป่ากับเมืองคนละทิศกันเลย

แก่นรากจิตวิญญาณของมนุษย์ต้องรู้ว่าควรจะอยู่กับอะไร ควรจะอยู่กับธรรมะเพื่อจะนำพาชีวิตให้เป็นประโยชน์คุณค่าสูงสุด ชีวิตของคนมีประโยชน์คุณค่าสูงสุดก็คือมีธรรมะ คนอย่างพระพุทธเจ้า เจ้าชายสิทธัตถะเมื่อรู้ตัวว่าเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็เลิกทางโลกเลย ท่านเป็นคนที่จะอยู่ทางโลก เป็นคนที่อยู่ในสังคมชั้นสูง เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ใดองค์หนึ่ง ในรัฐของท่าน ในทวีปอินเดียคือแคว้น สักกะ ซึ่งเป็นแคว้นเล็ก ส่วนแคว้นโกศล เป็นแคว้นใหญ่ ในทวีปอินเดีย ทวีปเอเชียก็มีไม่รู้กี่ประเทศ เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ใดองค์หนึ่งก็มีศักดิ์ศรีเท่ากัน แม้จะเป็นประเทศที่เล็กที่สุด เช่นประเทศบรูไน ก็เล็ก ประเทศเล็กนิดเดียวแต่รวยน้ำมัน ก็ยังเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รวยมากก็อยู่กันอย่างสบายในสังคมโลก ที่สังคมโลกแต่ละประเทศไม่รวยเท่าเค้า คนทุกคนเกิดมาในประเทศนี้ก็มีเงินเดือนเลยจ่ายได้หมด ประเทศเขาไม่ต้องเสียภาษี แต่พระเจ้าแผ่นดินหรือในหลวงแจกเงินรายได้ เงินประจำชีวิตทุกคน มีวิธีการแจกจ่ายตามกฎเกณฑ์ของเขา

สรุปแล้วคนเกิดมาแต่ละชาติมีชีวิตเป็นมนุษย์ มีจิตวิญญาณเป็นมนุษย์ในสังคม มันไม่มีอะไรเลยที่จะสำคัญที่สุดเท่ากับธรรมะ ผู้ไม่รู้จักธรรมะไปหลงอยู่กับโลกเขา เป็นเบี้ย-หมากในกระดานหมากรุก เขาก็สมมุติกันต้อนกันไปกินกันไปกินกันมา แม้ในยุคนี้เป็นประชาธิปไตยก็ยังมีขุนจำได้ มีขุนระดับโลกด้วยนะ สมมุติกันต่างก็ไม่ยอมกันอีกที โดนัลด์ทรัมป์ก็พยายามมีอำนาจในกระดานหมากรุกของโลก ถ้าใครถูกกินก็ถือว่าแพ้ ผู้ชนะขุนยังอยู่ แล้วต้องมีกระดานมีบริวารเหลือในกระดานมากที่สุด หมากรุกของไทยหรือสากลก็เหมือนกัน แต่สมมติต่างกันแต่วิธีเหมือนกันคล้ายกัน อยู่อย่างนั้นกันทั่วโลก

ซึ่งมันเป็นเรื่องของชีวิต ผู้ที่เข้าใจผู้ที่บรรลุ มันเห็นบทบาทลีลาของมนุษย์ที่จะอยู่กันแย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุขมันเหมือนละครตลกที่น่าสงสาร ทรมานทรกรรมกันไป ผู้ที่รู้ดีแล้วอย่างพระพุทธเจ้า เจ้าชายสิทธัตถะก็รู้แล้วไม่เอาชีวิตที่ต้องจมอยู่ในโลก ออกมาสอนโลกุตระดีกว่า

อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์หลงไปกับลิงลมอมข้าวพองถึง 36 ปี พระพุทธเจ้าถึง 35 ปี เมื่อรู้ตัวแล้วก็ไม่เอาทางนั้นมาทำงานนี้ดีกว่า คนอย่างพระพุทธเจ้าท่านไม่เอาแล้วที่จะไปทำงานทางโลกบริหารแม้จะเป็นใหญ่ ถ้าหากท่านอยู่ก็จะได้เป็นพระเจ้าจอมจักรพรรดิ์ มีอาณาจักร แคว้นจะไม่เล็กจะใหญ่ขึ้น ทรัพย์สมบัติมากขึ้นแผ่นดินกว้างใหญ่ขึ้น

พ่อครูพักดื่มน้ำ…

สมณะเดินดินว่า…พวกเราเป็นเบี้ยเป็นหมากที่เขาจัดให้เดินก็อยู่กันอย่างสบาย ก่อนลงมาดูข่าวคนปีนเขาเอเวอเรสต์ตายไปหลายคน ต้องมีท่อออกซิเจนขึ้นไปด้วยถึงจะรอด แต่คนก็พยายามจะเดินทางไปเพื่อตายอย่างเก่า ถ้ามาตายทางธรรมน่าจะประเสริฐกว่า

พ่อครูว่า…ก็คนมันหาทางล่าลาภยศสรรเสริญโลกียสุข กินจนตายเสพจนตาย แย่งลาภยศสรรเสริญจนตาย

อาตมาบ่นนำไปก่อนแล้ว

ก็คือบ่นว่าผู้หลงแล้วยกผู้ไม่หลง ผู้รู้ตัวแล้วเอาสารัตถะของชีวิตมาศึกษาสิ่งนี้ ขนาดเกิดมาเป็นพระเจ้าแผ่นดินเป็นพระเจ้าจอมจักรพรรดิ์ได้ มีผู้ทำนายไว้แล้ว แต่ท่านไม่เอา พระพุทธเจ้าท่านไม่เอา ถ้าท่านไปอยู่ทางโลกท่านจะได้เป็นเจ้าจอมจักรพรรดิคือมีความยิ่งใหญ่ในพระเจ้าแผ่นดินในโลกเลย ไม่ใช่เป็นแคว้นเล็กอย่างนั้น จะเป็นแคว้นใหญ่บริวารใหญ่มีอำนาจแผ่นดินใหญ่มีทรัพย์สินเงินทองมากอย่างนั้นจริงๆ แต่ว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ยืนยันพิสูจน์ แต่อาตมารู้ถ้าเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ท่านจะยิ่งใหญ่มากกว่าใครเลย แคว้นมคธ โกศล จะเสียทั้งทรัพย์สินที่ดินและคนมาให้แคว้นสักกะแต่ท่านไม่เอา อาตมาไม่ได้พยากรณ์นะ แต่ยิ่งกว่าพราหมณ์อาตมาทำนายได้ยิ่งกว่า แต่ท่านไม่เอา ท่านออกมาสอนธรรมะ ประกาศโลกุตรธรรมและสอนศาสนาจนสิ้นพระชนม์ ขออภัยไม่ได้เทียบเท่า แต่เหมือนกัน อาตมารู้ตัวว่าเสียเวลาไป 36 ปีก็ออกมาทำงานธรรมะเป็นงานที่ดีที่สุด พระพุทธเจ้าก่อนออกมาทำงานที่ดีที่สุด เป็นพระพุทธเจ้าแล้วท่านก็รู้ตัว เมื่ออายุ 35 ปีท่านก็ออกมาเลยไม่เอาแล้ว มาอยู่ทางนี้เลย

ผู้ที่มีความรู้จริงรู้ยิ่งมีความรู้ในการเห็นชีวิตและสังคมอย่างนี้มาก็มาทำให้เกิดสังคมแบบนี้ อาตมาภาคภูมิใจที่เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาประกาศแล้วเกิดสังคมโลกุตระ เป็นสังคมที่มีธรรมะเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จนเป็นสังคมพระอาริยะ เป็นชมพูทวีป จึงบอกว่านี่คือแดนชมพูทวีป สุรภาโว สติมันโน อิธพรหมจริยวาโส

มนุษย์ ผู้มีสุรภาโว มีภาวะความแข็งแรงทุกอย่างและมีภาวะของสติที่แข็งแรงสุดยอด เลือกเอาอันนี้เป็นธาตุ ของ พรหมจริยวาโส ดินแดนที่ควรอยู่อย่างยิ่ง เป็นดินแดนที่ไม่ต้องมาแย่งลาภยศ อยู่ในนี้ มันสบายจริงๆ ต่างคนต่างเท่าเทียมกันในเรื่องลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ใช้กองกลาง

ส่วนใครจะมีกระมิดกระเมี้ยนเก็บเป็นของตนบ้าง เรื่อง ลาภ เงินทองข้าวของก็มีบ้างแต่ไม่ติดใจกัน ใครหวงแหนก็แล้วแต่ แต่คนเข้าใจแล้วก็ไม่มี

อย่างพลเอกเปรมก่อนตายก็บอกไว้ว่าจะเอาไปแจกจ่ายประชาชน ไม่เอาไปให้ญาติ ไม่อย่างนั้นเขาก็จะแจกจ่าย ท่านบอกไว้ก่อนว่าให้เอาไปบริจาค ญาติก็ไม่ต้อง ส่วนพระพุทธเจ้าท่านไม่ดูดำดูดีเลยกับสมบัติ ใครจะมีวิบากไปแย่งกันก็แล้วแต่ท่านก็มาแต่ตัวท่าน แล้วมาทำงานด้านนี้ไปต่างๆ แล้วไปโปรดญาติ ให้มีความรู้ ไม่ยึดติด ในโลกธรรม จนมีญาติของท่านออกมาบวชตามบารมีของท่าน จนมาเป็นพระอรหันต์เป็นพระอัครสาวกได้เยอะแยะมันเป็นไปตามธรรมทั้งนั้นเลย

ถ้าเข้าใจดีๆแล้วควรจะเข้าใจเรื่องกรรมวิบาก กรรมเป็นของของตน จะเข้าใจความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า จะเห็นจริงจังในกรรมวิบาก ที่จะลึกซึ้งมากก็คือ พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่อง ธรรมนิยาม 5 จะรู้จักธาตุหรือพลังงาน

พลังงานที่อยู่ในสภาพธาตุวัตถุ อุตุนิยาม มันอยู่อย่างไร อาตมาไม่เก่งทีเดียวที่จะอธิบายรายละเอียดของอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยามได้ละเอียดกว่านี้ แต่ในนักวิทยาศาสตร์ไม่มีใครค้นพบความรู้ที่แยกสภาพ 5 อย่างนี้ได้ยังไม่มีในโลก ไม่มีใครบังอาจด้วย มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะตรัสรู้ ธรรมนิยาม 5

วัตถุ จะจับตัวเป็นก้อนตั้งแต่ธาตุดิน จนจับตัวเป็นธาตุน้ำ รวมเป็นธาตุลม รวมเป็นธาตุไฟซึ่งเป็นวัตถุทั้งนั้นไม่มีชีวิตไม่มีชีวะ จะมีพลังงานสูงสุดขนาดเป็นดวงอาทิตย์ ยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ก็ตาม แต่พลังงานรวมตัวเป็นก้อน เรามองไปนี่เห็นดวงอาทิตย์เป็นก้อน ถ้ามันรวมเป็นจักรวาล Nebula Galaxy มันก็รวมกลุ่มพลังงานมหาศาล วิทยาศาสตร์ก็พอเข้าใจเรื่องอุตุนิยาม แต่จะไม่เข้าใจนัยจากสิ่งที่พระพุทธเจ้าแยกแยะให้ฟัง ทั้งกว้าง และย่อ ในจิตวิญญาณ

อาตมาไม่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์แบบดาราศาสตร์หรือแบบนั้น ถ้าหากรู้ก็จะใช้ภาษาของสิ่งเหล่านั้นมาอธิบายได้อีกเยอะ แต่ไม่เข้าใจก็อธิบายได้แค่นี้

อุตุนิยาม เป็นพลังงานรวมตัว เกิดเป็นธาตุวัตถุ พอเริ่มเป็นชีวะเป็นพีชนิยาม ซึ่งรู้จักตัวตนแล้วเป็น ISH มีเจ้าของคือ I แล้วสร้างตัวเองเป็นพีชะ ดึงเอาธาตุต่างๆมารวมกัน จนเป็นตระกูลชนิดต่างๆของต้นไม้ เป็นล้านๆชนิด ก็มีแต่ตัวมันเองที่จะสร้างตระกูลของมันไป แต่มันมีพลังงานที่เป็นตัวตนแล้วแต่พลังงานไม่ถึงเวทนา ไม่ถึงวิญญาณ มีแต่สัญญากับสังขาร มี

รูป เวทนา สังขาร ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ จึงเรียกว่าชีวะที่ยังไม่มีกรรมครอง ไม่มีบุญไม่มีบาป แต่ถ้าเป็นสัตว์เล็กสัตว์น้อยตั้งแต่เซลล์เดียว ก็มีจิตวิญญาณแล้ว

เราก็มาเรียนจิตนิยามเป็นหลักเรารู้พอสมควร อยู่กับอุตุนิยาม พีชนิยาม เราก็รู้แล้วไม่มีบาปเพราะไม่มีเวทนาไม่ติดยึด แต่ถ้าเริ่มเป็นสัตว์ขึ้นมาตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวมันก็มีความรักความชังความพยาบาทได้ แล้วเป็นเวทนา พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าอย่าไปยุ่งกับมัน ทุกวันนี้เราก็มีวิบากกับคนเพียงพอแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าไปยุ่งกับสัตว์ สัตว์ก็ปล่อยเขาไปตามวิบาก เอาแต่เฉพาะคนก็มีวิบากที่ต้องปลดปลง หมดรักหมดชังกันให้ได้ อันนี้เป็นหลักใหญ่ ยากแสนยาก อันอื่นๆอีกไม่ไหวจะไปจัดการอย่าไปยุ่งกับสัตว์ พืชพรรณธัญญาหารมันก็ไม่มีวิบากอะไร อยู่กับอุตุนิยาม พีชนิยามไม่มีปัญหา แปลว่ากับสัตว์นั้นละเว้นไปได้เลย วิบากมันควรจะตัดได้ แต่ไม่พอเสียที

อาตมารู้อย่างนี้ถึงมาบอกพวกเรา เรื่องสัตว์เป็นศีลข้อที่ 1 อย่าไปยุ่งกับมันเลย ส่วนข้าวของวัตถุกับพืชเราต้องมีชีวิตต้องกินจะอยู่จะใช้ร่วมกัน แค่นี้ก็พอแล้ว สำคัญที่ว่าอย่าไปทุจริต วัตถุก็ไม่ใช่ของเราพืชพรรณธัญญาหารก็ไม่ใช่ของเราอย่าไปทำวิบาก ให้เอาแต่สิ่งที่เป็นสิทธิของเราที่ไม่ผิดไม่ทุจริต อาศัยกินใช้อยู่ไปแค่นี้ชีวิตก็ตลอดรอดฝั่งชีวิตก็ดี วิบากก็ไม่มีปัญหามาก ยิ่งไม่เข้าใจเรื่องจิตวิญญาณโดยเฉพาะมนุษย์ สัตว์เดรัจฉานก็อย่าไปยุ่งกับมันเลยให้มันเป็นไปตามวิบากของใครของมัน มันจะมีความทุกข์มันจะทรมาน มันเห็นตําตาสงสารช่วยมันเล็กๆน้อยๆก็ช่วยไปบ้าง แต่ไม่ช่วยมันก็ไม่เสียอะไรที่เหมือนเป็นคนใจดำแต่เป็นความรู้ที่จริง ถ้าคุณไม่ช่วยมันก็ต้องไปเกิดวิบากต่อเนื่องกัน ต้องมาใช้หนี้ผูกพันกันอีก แต่สิ่งที่มีอยู่แล้วมันน้อยที่ไหน ไปเพิ่มมันอีกทำไม

มาช่วยมาลดวิบากที่มีร่วมกันอีกเยอะ จะได้เป็นพลเมืองที่ต่อไปจะได้ช่วยเหลือกันอีกต่อไปสุดท้ายจะได้เป็นอัครสาวก ให้มนุษย์ได้รับประโยชน์สูงสุดด้วยกันเป็นหนึ่งเดียวมีทิศทางเดียวกัน ชาวอโศกก็ได้พวกเรามาขนาดนี้ช่วยอาตมามาขนาดนี้ ก็เป็นเรื่องของกรรมวิบากเป็นเรื่องของบารมี มันก็เป็นไปตามสัจธรรมอาตมาชัดเจนซาบซึ้งใจในเรื่องเหล่านี้เมื่อรู้แล้ว จะไปเป็นเจ้าจอมจักรพรรดิหรือ กับการมาทำงานอย่างไม่มีสมบัติพัสถานเดินพระบาทเปล่าจนสิ้นพระชนม์ท่านก็ว่าไป อาตมาก็จะอยู่ของอาตมาอย่างนี้ไปจนตาย มาจนป่านนี้แล้วผู้หญิงจะพาสึก ลาภยศจะพาให้สึกก็ไม่มี หรือกฎหมายบังคับให้สึกเราก็สู้มาแล้วจนเป็นนานาสังวาสด้วยหลักการของโลกและหลักการของธรรม ทำอะไรไม่ได้แล้ว อาตมาก็อยู่อย่างทุกอย่างหลุดพ้น ชนักทางโลกแม้ชนักทางธรรม เถรสมาคมก็มาอะไรกับอาตมาไม่ได้แล้วต่างคนต่างอยู่อย่างนานาสังวาส มาอธิกรณ์เราไม่ได้แล้วว่าผิดหลักนั้นหลักนี้ไม่ได้ ได้แต่ท้วงอาตมาก็อธิกรณ์เขาไม่ได้ ได้แต่ปฏิกโกสนา จะกล่าวคัดค้านว่าหนักขนาดไหนก็ทำไปอย่าโกฏนา คือทำคำผิดคำด่าทุจริตเลย แต่ถ้าด่าว่าถูกก็เอาเลยแรงเท่าไหร่ก็เชิญแต่อย่าให้ถึงอุกโกฏนา คือการไปด่าไปทำการทุจริตพูดผิดพูดเพี้ยนไม่ได้

อาตมาพูดตามหลักการพระพุทธเจ้าที่สอนไว้ เรียกว่าทิฏฐาวิกัมม์

ทิฏฐาวิกัมม์  = เป็นการแสดงความเห็น  แค่เห็นแย้งหรือชี้แจงความเห็นส่วนตัว  แต่ไม่ได้คัดค้านหักหาญกันเต็มที่

ปฏิกโกสนา  = การกล่าวคัดค้านจังๆ  ไม่เห็นด้วย กล่าวด้วยเหตุผลข่มขี่ที่มีน้ำหนักมากกว่า เท่านั้น  

แต่ไม่ถึงขั้น อักโกสะ = การด่า, การติเตียนด่าว่า

ขอบเขตของการกล่าวคัดค้านและเห็นแย้งได้เต็มที่นั้น  จะไม่ก้าวล่วงไปเอาผิดกันทางอธิกรณ์ หรือไม่ข้ามเขตไปลงโทษกัน  จนกลายเป็น อุกโกฏนา = การที่ไม่เป็นธรรม, ไม่สามารถยุติธรรมได้

เพราะฉะนั้นเถรสมาคมที่จับกลุ่มกันมาฟ้องร้องอาตมาผิดหลักธรรมวินัยทั้งนั้นเลย อาตมาประกาศนานาสังวาสตั้งแต่ 6สิงหาคม 2558 ตอนแรกทางเขาก็ยอมรับแต่ตอนหลังเหมือนไม่รู้อะไรผีเข้าก็มาฟ้องร้องอาตมา หมู่ใหญ่เล่นงานอาตมาขึ้นศาล เราก็แพ้ได้ อาตมาก็แสดงสัจธรรมที่เป็นโลกุตระทำได้ตลอดไม่ได้ลดหย่อนอะไร ทางโน้นเขาก็ทำไปสิ จะเอาชนะคะคาน สุดท้ายไม่สามารถทำให้อาตมาไม่แสดงธรรมได้ สัจธรรมก็ต้องเป็นสัจธรรม ดีไม่ดีก็มาพูดตอนนี้ อาตมาเอาพระไตรปิฎกยันเอาๆ แต่ก่อนอาตมาไม่เก่งพระไตรปิฎกเขาก็เอาอำนาจของหมู่ใหญ่มาเล่นงานได้ อาตมาพูดเหมือนเชิงอวดดี ทางด้านโน้นทำอะไรไม่ได้ก็เลยพูดวันนี้เหมือนได้ทีขี่แพะไล่ก็ขออภัยไม่ได้มีเชิงอย่างนั้น

_ราชัน ชินศรี • คนที่ตายเเล้วฟื้นเขาบอกว่าสวรรค์นรกมีจริง

พ่อครูว่า…ตอนคุณยังไม่ตายคุณก็ยังมีสวรรค์และนรกอยู่แล้ว สัญญาของคุณมีอุปาทานอย่างไร มันก็แปลไปอย่างนั้น อย่างเช่น คุณนอนหลับคุณก็ฝัน มีสวรรค์และนรก คุณมีความสุขความทุกข์ในเรื่องราวฝัน ก็เป็นสุขเป็นทุกข์ จริงจังอย่างไร คุณนอนหลับฝันไปก็เหมือนจริง แต่คุณไม่รู้ตัวหรอก ตายคุณก็เหมือนอย่างนั้น เพราะฉะนั้นคนที่เขาไม่เข้าใจ เขาบอกว่าเขาตายแล้วก็ฟื้นขึ้นมา ก็เหมือนคนนอนหลับตื่นขึ้นมาเหมือนกันแหละตายก็หมายความว่า สรีระร่างกายมัน drop ลงไปมาก ชีพจรมันก็เหมือนไม่มีแล้วแต่มันยังไม่ขาดไปมันก็ฟื้นขึ้นมาได้ แม้แต่ชีพจรขาดไปแล้วเขาก็ยังปั๊มหัวใจให้ฟื้นคืนมาได้เลย เขาก็พยายามให้สรีระมันขับเคลื่อนได้ นอกจากจะขาดจริงเท่านั้นก็ต่อไม่ติดก็ไม่ฟื้น ถ้าหากฟื้นขึ้นมาก็แบบเดียวกัน มีสวรรค์และนรกเพราะเขาไม่รู้ความเป็นสวรรค์และนรกที่แท้จริง

สวรรค์และนรกคือจิตใจที่คุณไปยึดติด สรุปที่ยอดของสวรรค์และนรกคือติดยึดในความสุขความทุกข์ ถ้าหากความทุกข์ก็คือนรก ถ้าหากเป็นความสุขก็คือสวรรค์ มันไม่สุขไม่ทุกข์ก็เป็นความกลางๆ มันก็มีอยู่ 3 อารมณ์ตามความรู้สึกนี้เท่านั้นแหละ ใหญ่ๆ สวรรค์มากน้อย นรกน้อยใหญ่

ผู้ที่บรรลุธรรมเป็นอรหันต์แล้วเรื่องราวก็จะหมดความสุขความทุกข์ จะมีภาพเป็นนิมิตต่างๆมันก็มี แต่ภาพนิมิตต่างๆนั้น ผู้ที่เป็นอรหันต์ขึ้นไป ก็จะมีเรื่องราวเหล่านี้ ซึ่งถ้ามีปฏิภาณปัญญาก็จะอ่านได้เป็นธรรมะ แต่เรื่องราวก็เหมือนสามัญ จะไม่มีการตื่นเต้นตกใจ

  1. จะไม่มีนิมิตอะไรไม่มีฝันร้าย

  2. จะไม่มีนิมิตที่ไม่ดี นิมิตหมายแทนเรื่องราวสัจธรรมก็จะมีเรื่องราวตัวตนรูปร่าง มีกิริยามีคกรรมต่างๆ นามสมมุตินามตามเรื่องลิเกละคร แต่มันหมายถึงสัจธรรม

ผู้ที่เป็นอรหันต์มีปฏิภาณปัญญามากก็จะอ่านนิมิตเหล่านี้ออกมาใช้ประโยชน์ได้บ้าง อรหันต์ทุกองค์

เขามีการเข้าใจผิดว่าพระอรหันต์แล้วจะนอนไม่ฝัน ในจริตที่เป็นนักสะกดจิตให้จิตใจหยุดไม่คิดนึกไม่ปรุงแต่งอะไรเลย จนเกิดพลังอำนาจ ในการไม่ปรุงแต่ง แม้แต่สัมผัสอยู่ตรงหน้าก็ไม่ปรุง นอนหลับก็ยิ่งไม่ปรุงแต่งเลยสะกดจิตได้เก่งแล้ว จนไม่ฝัน หลงว่าเป็นสิ่งตัดสินว่าเป็นอรหันต์นั้นผิดเลย แล้วจะผิดไปไกลด้วย เอาอำนาจสมถะเป็นใหญ่ ไม่มีอำนาจที่จะรู้ความจริงตามความเป็นจริงที่เมื่อสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายแม้แต่ใจ ตอนหลับแล้วมีการปรุงแต่งก็จะมีสติรู้ไม่ให้เกิดไปเอาเรื่องไร้สาระเรื่องไม่เข้าท่ามาเกิด มันจะมีมา แต่พลังงานสติสัมปชัญญะที่มีในจิตมันจะไม่รับมันมาก็ไม่รับ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีในห้วงจะเรียกว่านิมิตหรือฝันก็แล้วแต่

พระอรหันต์ที่เป็นสายศรัทธา เจโต ไปนั่งสะกดจิตนอนหลับนิ่ง มันก็ได้ แต่มันยิ่งเป็นการปิดประตูที่คุณจะรู้จักธรรมะไปอีกเยอะเลย เพราะมันไม่มีสังขารให้คุณศึกษา มันเป็นอวิชชา คุณไม่เรียนรู้สังขาร คือการปรุงแต่งของจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้นสังขารคุณก็ไม่ได้เรียนรู้วิญญาณก็ไม่มีอายตนะ คุณก็ไม่เป็นเลย จะมีผัสสะจริงๆ นอนหลับนั้นไม่มีผัสสะ 5 ก็ไม่ดีเท่ากับตื่นมีผัสสะ 5 ภายนอกแล้วสัมผัสด้วยใจที่ 6 แล้วคุณก็จะเรียนรู้เวทนา

ศาสนาพุทธนั้นตรัสรู้ที่เวทนา ถ้าคุณไม่รู้ที่เวทนาแล้วแตกออกเป็น 108 จนกระทั่งทำให้เป็น เนกขัมมสิตเวทนา เป็นอุเบกขาได้ คุณไม่มีฐานที่จะไปนิพพาน ฐานจิตที่ทำอุเบกขาได้ ท่านเรียกว่าฌานที่ 4 เป็นฐานของอุเบกขา แล้วทำให้กิเลสออกจากจิตเป็นเนกขัมมะกำจัดกิเลสออกจากจิต เติมฐานจิตบริสุทธิ์ เรียกว่า ปริสุทธา แม้จะมีชีวิตเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับอะไรอยู่อีกก็ทำให้บริสุทธิ์ได้ เรียกว่าปริโยทาตา ตัวจิตมุทุภูตธาตุ ดูอาการจิตได้เร็ว จัดการให้บริสุทธิ์ได้ตลอดเวลา คุณจะมีกรรมอะไรหลังจาก มุทุธาตุ จัดการไม่ให้มีกิเลสเป็นจิตว่างจากกิเลสแล้ว กรรมกิริยาต่างๆก็เป็นกรรมที่ดี เป็นกรรมที่เหมาะควร ไม่มีอกุศลมาปนเลยสักตัว แล้วก็จะรู้เราก็รู้ตัวเราปรุงแต่งอย่างเหมาะสมควร ปโหติ ถึงจะอยู่อย่างไรอีกก็ ปภัสสร

นี่คือคุณสมบัติ 5 ของธาตุจิต ของอรหันต์พระอาริยะที่เริ่มเป็นพระอรหันต์

สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน…

พ่อครูว่า…ศาสนาพุทธสูงสุดที่ความจริงที่ไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก มีความสูญ ซึ่งเป็นความสุดยอดของจิตวิญญาณที่ทำให้แก่ตัวเองได้ มันเป็นอุเบกขา เห็นในโลกก็มีของเขาไปคนนั้นคนนี้ แต่ตัวเราเองนั้นเราก็ไม่ได้ทุกข์ได้สุขอะไรกับเขา ไม่ใช่ไม่เข้าใจแต่เข้าใจความเป็นทุกข์นั้น ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ความทุกข์ความสุขเป็นอันเดียวกัน เราไปหลงความสุขเป็นของแท้แต่ที่จริงแล้วต้องแก้ไข ไม่ให้เกิดมีความทุกข์แล้วมันก็ไม่มีความสุข เข้าใจด้วยปัญญา พูดอย่างสรุป ผู้ที่ฟังดูก็จะไม่ง่าย

อาตมาพูดเรื่องที่ขยายความและสรุปจบให้ฟังบ่อยในฐานะที่อาตมารู้ที่จบ รู้ตัวอย่างสมบูรณ์ตามฐานะของอรหันต์ของพระโพธิสัตว์ แต่เขาก็ฟังไม่เข้าใจ มีผู้ที่ตั้งความเห็นผิดว่า อาตมาโม้ มาพูดสัจธรรมระดับโลกุตระนิพพาน ปรมัตถ์.  เขาก็ว่าโม้ก็หมั่นไส้

_โมก • วิปัสสนาสั่งสมสมถะในตัว. ฟังอีกครั้งสมถะมาจากวิปัสสนา ไม่มีสัตตบุรุษมาบอก นึกเองไม่ได้

พ่อครูว่า…ใช่ คำว่าสมถะ คือ ความสงบ จริงๆแล้วคู่ของความสงบกับสมถะ ความสงบนั้นท่านไม่ใช้คำว่าสมถะ ท่านใช้คำว่าปัสสัทธิ เป็นความสงบแบบปัสสัทธิ ถ้าใช้คำว่าสมถะมันก็เป็นคำที่ กลางๆ หมายถึงไปทางสะกดจิต สงบแบบไม่สมบูรณ์แบบ

ฟังอีกครั้ง วิปัสสนาสั่งสมสมถะในตัว แต่ที่จริงสั่งสมปัสสัทธิ ถ้าไม่มีสัตบุรุษมาบอกก็จะทำความสงบจิตที่เรียกว่าปัสสัทธิไม่ได้

_แตง โม • พระเอามือไขวหลังเดิน แสดงว่ายังมีกิเลส เย้อ

พ่อครูว่า…เขาคงเห็นภาพที่อาตมาเดินตรวจงาน เพราะทุกบรรยากาศคือการรายงานความจริง ไม่ได้ปกปิด ทำในที่ลับหรือแจ้งก็ไม่ได้ปกปิด เห็นควรว่าออกก็ออกไป เขาก็ไปเห็นว่าอาตมาเดินเอามือไขว้หลัง แสดงว่ายังมีกิเลส โอ้โห เอามือไขว้หลังก็เป็นกิเลสแล้วทำไมมีปัญญาสูงจังเลย คุณเข้าใจกิเลสอะไรแค่ไหนก่อนจะพูดก่อนเพ่งโทษ อาตมาไม่ได้ไปว่าอะไรคุณหรอกแต่ทำไมตื้นอย่างนี้ ก็ได้แต่สมเพชเวทนา

_สุทัศน์ ศรีสังทวงษ์ • ไปชวนท่านโพธิรักษ์ สนทนาเดียรฉานคาถาอีกแล้ว มันไม่เหมาะกับการเป็นสมณเพศ (จากคลิปที่พ่อครูพูดเรื่องการเมือง)

พ่อครูว่า…คนที่ไม่เข้าใจว่าเดรัจฉานกถาคืออะไร เดี๋ยวจะได้ขยายความ รู้ไม่จริง

คนที่ชวนอาตมา อาตมาไม่พูดเดรัจฉานกถาหรอกอาตมาจะพูดสมณะคาถา พูดโลกุตระกถา

_คอริก บริบรูณ์ดี • อะไรคือเดรัจฉานกถา

ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย จงอย่ากล่าวเดรัจฉานกถาเห็นปานนี้ คือพูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องการรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยานพาหนะ เรื่องหมู่บ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อม ด้วยประการนั้นๆ

ข้อนั้นเพราะเหตุไร ..เพราะถ้อยคำนี้ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่ายความคลายกำหนัด ความดับ ความระงับ ความรู้ยิ่งความรู้พร้อม และนิพพานเลย. -บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๖/๑๖๖๓

พ่อครูว่า…ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ต้องนั่งนิ่งๆอย่ากล่าวอะไรขึ้นมาเลย กล่าวพูดถึงเรื่องข้าวไม่ได้ พูดถึงเรื่องน้ำเรื่องผ้าเรื่องยาเรื่องพาหนะเรื่องทะเลเรื่องเบ็ดเตล็ดทุกอย่าง เรื่องความเจริญความเสื่อมก็พูดไม่ได้ ความดีความชั่วก็พูดไม่ได้เป็นเดรัจฉานกันทั้งหมด นี่คือคนพาซื่อ

คำต่างๆเป็นคำแทนสิ่งที่เป็นพฤติกรรม สิ่งที่เป็นวัตถุสิ่งที่เป็นอะไรต่างๆทุกอย่างในโลกประมวลลงแล้ว ท่านกล่าวมาเป็นตัวอย่างทุกอย่างคุณกล่าวถึงอะไรก็ไม่ได้ คุณก็ต้องนั่งนิ่งเงียบเป็นใบ้ นั่นแหละตัวเดรัจฉานแท้ กล่าวอะไรไม่ได้เลย เพราะเดรัจฉานมันพูดภาษาคนไม่ได้มันดีแต่เห่า นกก็ร้องประสานกหมาก็เห่าตามประสาหมา สัตว์อย่างนั้นก็ร้องไปตามภาษาสัตว์ชนิดนั้น แต่คนนี้มีภาษาคน เพราะฉะนั้นคนจึงพูดภาษาคน แต่ถ้าคนเลิกอยากพูดภาษาคน พระพูดคําใดๆออกมามันก็เป็นสิ่งที่ถือว่าเป็นเดรัจฉานกถา กถา แปลว่าคำพูด ถ้าพูดคําใดๆออกมาก็เป็นเดรัจฉานทั้งนั้น

คำว่าเดรัจฉานกถาหมายความว่า อย่าพูดไปเป็นเดรัจฉานที่หมายถึงสิ่งที่ขวางทางนิพพาน คุณอย่าไปกล่าวเรื่องนั้นเรื่องนี้ออกมาแล้วมันกลายเป็นเรื่องที่ไม่เปิดให้รู้ว่ามันจะทำอะไรที่จะรู้กิเลส ทำอย่างไรจะทำให้กิเลสหลุด ก็ต้องอาศัยการพูดอาศัยวัตถุอาศัยทุกสิ่งทุกอย่างมาเป็นรูปธรรมมาเป็นเรื่องกล่าวถึง มาเป็นพาหะ ที่จะรู้จักว่ากิเลสเกิดจากสิ่งนี้ แล้วก็อ่านกิเลสให้ออกด้วยสัจจะที่จริง กำจัดสัตว์หรือกิเลสที่มันเกิดได้อย่างจริง คุณก็จะได้นิพพาน

แต่ถ้าคุณพูด พาซื่อ ไม่พูดอะไรเลย จะพูดออกไปก็จะเป็นคำพูด เป็นกถา คุณจะพูดเรื่องข้าวเรื่องน้ำเรื่องที่นอนของหอมเรื่องญาติ เรื่องหมู่บ้านนิคม เรื่องสตรีบุรุษเรื่องท่าน้ำทะเล ความเจริญความเสื่อมพูดไม่ได้หมดเลย

สรุปคือ ถ้าคนไม่รู้จักเดรัจฉาน คุณก็พูดออกมาก็เป็นคำที่ขวางทางนิพพานหมด แต่ที่จริงแล้วพูดได้ทุกคำทุกเรื่องแหละ แต่จะต้องพูดแล้วต้องอธิบายให้เข้าใจให้ได้ว่าคำพูดนี้ เป็นไปเพื่อนิพพานอย่างไร นั่นก็จะพ้นคำว่าเดรัจฉาน ถ้าไปพูดแล้วทำให้คนเข้าใจไม่ได้เข้าใจผิดไปขวางทางที่จะเดินสู่นิพพาน อธิบายไม่ออก อธิบายให้เข้าใจวิธีการปฏิบัติวิธีเกี่ยวข้องกับอันนั้นอันนี้แล้ว คุณทำอันนี้แล้วก็จะรู้กิเลสแล้วก็จะฆ่ากิเลสได้ คุณก็จะไปนิพพานได้ แต่คำที่พูดแล้วทำให้คนเข้าใจว่ากิเลสเกิดจากคำพูดอันนั้นการกล่าวถึงคำพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้วคุณก็อ่านกิเลสออกได้ แล้วคุณก็กำจัดกิเลสได้ อันนั้นไม่ใช่เดรัจฉานกถาแต่เป็นสมณะกถา อาริยกถา นิพพานังปรมังวทันติพุทธา ผู้ที่เป็นพุทธะ เป็นอาริยะแล้ว คือพุทธะ จะกล่าวอะไรอย่างไรก็พาไปนิพพานทั้งนั้น วทันตะ แปลว่าจะกล่าวอะไรก็กล่าวเป็นไปเพื่อนิพพานอย่างยิ่ง

คุณสังเกตไหม อาตมาพูดอะไรอย่างไรเดี๋ยวก็จะพาไปหาปรินิพพานไปหานิพพาน จะมาพูดขึ้นต้นด้วยโลกเป็นนรกทุจริตเรื่องหยาบอะไรก็ตามไป เดี๋ยวก็ค่อยๆอธิบายไปสู่นิพพาน นิพพานังปรมังวัตทันติพุทธา คุณสังเกตสิอาตมานี่แหละเป็น พุทธา คือผู้รู้แล้วก็จะพูดเป็นแบบนี้ทั้งสิ้น นี่คือตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในโอวาทปาติโมกข์

เพราะฉะนั้นเดรัจฉานกถา แน่นอนคนที่พูดเรื่องเหล่านี้แล้วก็จะไปให้เกิดการล่าลาภยศสรรเสริญต่างๆนานา โดยไปยินดีในสิ่งเหล่านั้นคือนรกทั้งนั้น

คุณยินดีในลาภยศ ก็นรก ยินดีในสรรเสริญก็นรก ยินดีในสุขก็คือนรก ที่จริงโดยพยัญชนะคำว่าสุขนั้นคือ สุ กับ ข คือว่างนั้นดี แต่คุณก็ไปยินดีแต่สุขไม่ยินดีในความชั่ว แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าสุขนั้นเป็นของเก๊ สุขขัลลิกะ  มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป หมดความสุขความทุกข์นี่แหละคือนิพพาน

อาตมาไม่ค่อยได้ยินอาจารย์ที่ไหนบอกว่าให้หมดทั้งความสุขความทุกข์นั่นแหละจะได้นิพพาน มีแต่จะหลอกให้ไปหาสวรรค์ สุขมันมีแต่ของเก๊ สุขขัลลิกะ ทุกข์นั้นของจริง ผู้มีภพชาติก็มีความสุขความทุกข์อยู่ ผู้หมดความสุขความทุกข์ก็คือผู้ที่ได้นิพพานไม่มีภพชาติแล้ว

ต้องมาเรียนรู้ความไม่สุขไม่ทุกข์ให้ได้ แล้วก็จะบรรลุได้สูงสุด

_Roller Bunny ทำอย่างไรถึงจะเลิกติดการดูดวงคะ

พ่อครูว่า…ก็คุณไปติดมันอยู่ทำไมดูดวง พูดถึงคำว่าดวงคืออะไร

ดวง มันมีสถิติของกรรมวิบาก ดวงคือ สถิติของกรรมวิบาก เขาก็เอาไปคำนวณ ในกัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ ก็เอากรรมของคนนั้นคนนี้มาเป็นสถิติเพื่อทำนาย คนที่ทำนายเรื่องนี้ไม่มีใครทำนายเก่งเท่ากับพระพุทธเจ้า ถ้าคุณยังมีนรกสวรรค์ก็ต้องไปตามนรกสวรรค์ ส่วนพระอรหันต์นั้นหมดความเป็นนรกสวรรค์   ท่านตายแล้วก็ไม่มีนรกสวรรค์ ใครมีนรกสวรรค์ผู้รู้ก็รู้ได้จะบอกว่าพอเป็นพอไปได้ แต่ผู้ที่ยังดูดวงอยู่ก็ยังมีนรกสวรรค์ ถ้าหากเลิกดูดวง มาฟังโพธิรักษ์เทศน์คุณก็จะไม่มีนรกสวรรค์ได้ ถ้าายังมีความเป็นสวรรค์ก็ยังมีนรกติดตามไปอย่างนั้นแหละไม่มีใครกล้าสอนให้ตัดสวรรค์นรก มีแต่โพธิรักษ์ให้ตัดความเป็นสวรรค์นรกผู้ที่หมดความเป็นสวรรค์นรกได้คือผู้ที่เป็นอรหันต์ มาศึกษาให้ดีๆ

_กูรูแป้ง …ช่วงนี้ มีคนอยากจะไปขอให้พ่อท่าน รับรองภูมิอรหันต์ของเขา โดยเขาประเมินเทียบเอาจาก กรณีพ่อท่านรับรอง ดร.อ้วน

ผมเห็นว่า คนที่จะแน่ใจว่าตนเองเข้าสู่อรหัตตมรรคนั้น จะต้องรู้จักตนเองด้วยญาณ มีญาณรู้จิตตนเองว่า อาสวะเบาบางลงมากแล้ว หรือรู้ถึงการสิ้นอาสวะแล้ว รอบถ้วน (อาสวขยักญาณ) ไม่ใช่ไปคาดคะเนเอาจาก คนอื่นได้รับการยกย่อง แล้วก็เทียบด้วยตรรกะ ว่า ถ้าเขาได้ ฉันเองก็ต้องได้บ้างล่ะวะ !

อรหัตตมรรค อรหัตตผล

ไม่ใช่เรื่องของคนที่ใส่ชุดผ้าอาภรณ์

ใช่ดูกันที่เก่งในการหว่านอ้างคำสอน

แต่คือฉากตอนของผู้เข้าถึงธาตุธรรมดา

พ่อครูว่า…อันหลังนี่กวีหรือ? อาตมาว่ากลอนประตูกระมัง มันต้องมีภาษากวี แม้จะถูกผังแต่ไม่เป็นกวี เป็นคำที่เลือกเฟ้น แต่นี่เอาคำร้อยแก้วมาต่อกันโดยไม่มีความรู้เรื่องเหล่านี้ อาตมาเล่นเรื่องกลอนกาพย์ฉันทลักษณ์มาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งถึงป่านนี้ ก็ยังแต่งกวีอยู่เลย เพราะฉะนั้นอาตมาไม่พูดคุยหรอกว่ามีความรู้เรื่องเหล่านี้ ก็ตำหนินะ ก็กูรูแป้ง ก็อยู่ตรงนี้

_FOR TRUTH 2559 • ดับความเป็นตัวตนของจิตที่หลง(โมหะ)ติดยึดว่าร่างกายเป็นเราและปรุงแต่งร่างกายนี้ให้มีอาการไม่ชอบในสิ่งใดก็ตามที่ถูกรู้หรือที่เรียกว่า รูป (ซึ่งร่างกายจะมีอาการไม่ชอบโดยอัตโนมัติจากผลของสารสื่อประสาทอันเสมือนเป็นคำสั่งที่ทำให้ร่างกายแสดงอาการไม่ชอบ)หรือชอบก็ทำนองเดียวกัน ถ้าดับตัวตนได้เห็นความจริงตามความเป็นจริงดังกล่าวได้ จนจิตก่อเกิดตัวตนไม่ลงเพราะจำนนต่อความจริง ตัวตนที่ติดยึดกับสิ่งที่ถูกรู้หรือเรื่องราวนั้นๆของคุณก็จะไม่มีอยู่ ตัวตนก็จะหายไป จึงเหลือแต่สิ่งที่ถูกรู้ตามความเป็นจริง จิตเช่นนี้จึงเป็นอเทวะนิยม คือไม่มีธรรมะ 2 เป็นสภาวะจบ แต่จิตคุณก็ยังมีการสัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งที่ถูกรู้นั้นๆหรือเรื่องราวนั้นๆอยู่ได้ ทำการทำงานไปได้ด้วย ประเด็นสำคัญพิจารณาให้เห็นว่า ร่างกายนี้คือกายสักขี เป็นพยานเป็นตัวอ้างอิงในการปฏิบัติให้เห็นความจริงว่า ตัวตนของเรานั้นมันไม่มีอยู่จริง มันมีขึ้นมาเพราะจิตเราสร้างเองจากปัจจัยต่างๆดังกล่าวข้างต้น ถ้าคนดับตัวตนยังไม่ได้และเมื่อตายไปแล้วร่างกายถูกเผาเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว ตัวตนของคุณก็จะยังมีอยู่ ยังมีตัวตนสมมุติอยู่ในจิตวิญญาณตัวเองในรูปสัญญา(memory)ในสัญญาขันธุ์ ยึดเป็นจริงเป็นจังยิ่งกว่าตอนมีชีวิตอยู่ เพราะคุณตายไปแล้ว ไม่มีสรีระสังขารหรือร่างกายมาเป็นพยานหรือเป็นตัวอ้างอิงว่า ตัวตนที่คุณยึดนั้นมัน ” ไม่มีอยู่จริง “

พ่อครูว่า…ก็พูดถึงสภาวะร่วมกับตรรกะก็ดูเข้าใจดี พูดได้ดี

คุณที่พูดมานี้ใช้พยัญชนะอ่านสภาวะเข้าใจได้ดี ถ้าคุณทำได้อย่างนี้คุณก็เป็นอาริยะที่ไม่ใช่เล่น คือ กายนั้น คนเราจะต้องรู้จักเรื่องกาย

คำว่ากาย ขออภัยที่ต้องยกตนเอง ถ้าอาตมาไม่เกิดมาอธิบายคำว่ากายนี้ คุณก็จะเข้าใจกันอย่างที่อาจารย์ใหญ่ๆอธิบายกัน ว่ากายคือทางวัตถุเท่านั้นหรือกายคือภายนอก จะไม่เน้นเอาที่กายคือจิตมโนวิญญาณ กายคือ หมวดหมู่ของเจตสิก 3

กาย ในพจนานุกรมบาลีไทย ยังแปลว่า กายคือหมวดของเจตสิก 3 หมวดของเวทนาเจตสิก สัญญาเจตสิก สังขารเจตสิก จริง ร่างกายก็มีดินน้ำไฟลม แต่กายนี้พระพุทธเจ้าเน้นในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 230 ท่านตรัสยืนยันไว้เลยว่า กายทางวัตถุนั้นคนเบื่อหน่ายคลายทางร่างกาย แต่กาย หมายถึง จิต เจตสิก รูป นิพพาน หมายถึง จิต มโน วิญญาณ มันไม่เข้าใจได้ง่ายๆว่ามันไม่ใช่ตัวตนมันไม่เหลือ แต่ร่างกายนี้มันไม่ใช่ตัวเราของเรา ตายแล้วเผามันเหี่ยวมันแก่มันง่ายจะเห็นแต่จิตนี้มันอายุ 80 ก็ยังหัวงูอยู่เลย มันยังนึกว่าตนเองอายุ15-16

หรือ20อยู่เลย

จะเห็นได้ง่ายในความชราความเสื่อมของร่างกาย มันเกิดกับกาละ แต่ความติดยึดในกายก็วางง่าย แต่จิตจะทิ้งความติดยึดมันยากมาก เพราะฉะนั้นศึกษาให้ดีๆ

อาตมาว่าอาตมาเอาคำว่ากายมาแยกแยะให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้หมายความว่า กาย ไปสำคัญที่ร่างภายนอกเท่านั้น  จริง ไม่ได้ทิ้งจากร่างภายนอกแต่ให้มาเน้นที่เรียนรู้ถึงจิตเจตสิก จิต มโน วิญญาณ

จิต มโน วิญญาณก็จะเกี่ยวกับกายภายนอกตลอดเวลา แล้วก็ไปติดอยู่อย่างนี้ การเข้าใจผิดว่าพิจารณา กายคตาสติ กายปัสสัทธิ คือร่างกายไม่กระดุกกระดิกไม่ขยับเขยื้อนให้นิ่งอันนั้นพังเลย ปัสสัทธิ คือเข้าใจว่าให้ดินน้ำไฟลมนั่งนิ่งเฉยๆนั่นก็คือได้ กายสติ แล้ว มันปัสสัทธิแล้ว ก็พิจารณากายคตาสติให้เกิดปัสสัทธิ คือความสงบ ระงับ หรือปัสสัมภยังกายสังขารัง ก็ไม่กระดุกกระดิกคือกายสงบ มันไม่ใช่

ถ้าจะบอกว่า จิตสังขารังปัสสัมภยังคือ ข้างนอกสงบได้แล้วจึงค่อยเลื่อนเข้ามาดูในจิต ถ้าหากข้างนอกยังไม่สงบระงับ แล้วก็พิจารณาแต่ให้จิตสงบระงับมันไม่เป็นลำดับ การไปนั่งหลับตาไม่ไปปฏิบัติภายนอกก่อน ข้างนอกยังเละเทะ โอฬาริกอัตตา ไม่ได้เรียนรู้เบื้องต้น.  ท่ามกลาง. บั้นปลาย. เลยไม่ได้เป็นลำดับอย่างถูกต้อง ไม่มีทางได้เป็นอรหันต์หรอก เพราะสลับไปสลับมา ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายเลย

เริ่มต้นก็ยังเลือกไม่ถูกเลย เริ่มต้นก็ยังสับสน ดีไม่ดีคุณก็จะเอามีดโกนยิลเลตต์ไปฟันต้นไม้ เอามีดโกนยิลเลตต์ไปผ่าทุเรียน ใบมีดโกนบางๆ มีดโกนมันก็จะบาดมือคุณก่อนจะได้ปอกทุเรียน คือมันผิดสภาพผิดสัดส่วน ไม่ถูกฝาถูกตัวอะไรเลย

สิ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียดที่อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรวิจัยวิจารไปให้ละเอียด

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

สมณะเดินดินว่า…ก็คำว่ากายนี้ ส่วนใหญ่เขาจะสอนแต่ว่าผมหงอกฟันหักหนังเหี่ยว แต่พระไตรปิฎกกล่าวว่า กายคือ จิต มโน วิญญาณ คือภายใน เหมือนลิงที่กระโดดจากกิ่งนั้นไปกิ่งนี้ พ่อครูว่าจะดูกายให้ดูที่ความเป็นเฒ่าหัวงูให้ระงับเบาบางลงได้อย่างไร แต่ทุกวันนี้พิจารณากายภายนอกไม่เข้าไปถึงจิตมโนวิญญาณ แต่มันต้องสัมพันธ์กันทั้งภายนอกและภายในเรียนรู้จากภายนอกแล้วค่อยเรียนรู้ความสงบภายในด้วย

พ่อครูว่า…อาตมาว่าจะมาขยายความ เดรัจฉานกถา

หมายความว่า จะพูดถึงอะไรก็แล้วแต่ จะพูดถึงเรื่องบ้านเรือนเรื่องทุกอย่างเท่าที่ท่านตรัสมาในมัชฌิมศีล จะกล่าวถึงเรื่องอะไรก็แล้วแต่ทุกอย่างเรื่องเบ็ดเตล็ดหมดทุกอย่าง คุณกล่าวถึงอันนั้นแล้ว แล้วเป็นเรื่องที่ไม่พาไปนิพพาน ไม่เป็นนิพพานังปรมังวทันติพุทธา ไม่พูดให้พาไปสู่นิพพาน จะเริ่มต้นที่นรกหรือเดรัจฉานขนาดหนัก ใกล้อเวจีขนาดไหนก็ตาม พูดแล้วก็ต้องให้รู้จักนรกสวรรค์ สุดท้ายก็ต้องไม่ติดทั้งนรกและสวรรค์ มันก็เป็นนิพพานได้

การพูด นิพพานังปรมังวทันติพุทธา ผู้รู้ทั้งหลายพูดอะไรก็จะพาไปหานิพพานทั้งนั้น ถ้าใครพูดแล้วลากจูงไปสู่สวรรค์และนรก ลากจูงไปสู่ความเจริญความเสื่อมที่ไปเป็นความติดยึด ให้ไปแย่งสวรรค์ แต่ที่จริงอันเดียวกับนรก ไปได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข

ถ้าไม่ชัดเจนไม่สะดุด ไม่สรุปให้ชัดเจนว่าทั้งสวรรค์และนรกมันเป็นความติดยึดทั้งนั้น มาถึงในยุคนี้ มันควรจะต้องพูดกันให้ดีให้รู้เรื่องเพราะว่าความเฉลียวฉลาดมันมากมายแล้ว นอกจากจะมีกิเลสเป็นความติดยึดหลายอย่างหลายอัน

ติดยึดในอะไรต่างๆในกาลามสูตรมี 10 อย่าง ถ้าไม่ติดยึดอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งคุณฟังธรรมะอาตมาไม่ได้หรอก หากติดยึดที่อาการ ก็ตัดสินตามอาการ คุณก็ไม่ได้ไปถึงไหน

อาตมาเป็นคนไม่ไว้ท่า มุ่งเน้นแสดงสัจจะอย่างเดียว แล้วอาตมาอาศัยการแสดงสัจจะเป็นเครื่องคัดเลือกบุคคล

เชื่อไหมว่าถ้าหากอาตมาแสดงธรรม มีการเอาใจ มีการไม่แสดงธรรมที่ดูเหมือนหยาบแข็งกระด้างอย่างนี้ อาตมาแสดงธรรมอย่างประเล้าประเหลาะ อาตมาจะมีบริวารมาอีกเยอะเลยจะมีคนรุมกันเข้ามาจนอาตมาตายพอดีแล้วอาตมาก็จะมีแต่เศษสวะมากองอยู่ตรงหน้าทำอะไรไม่ได้ จะมาพูดกันอย่างนั้นโลกุตระ พูดกันอย่างผู้ที่สนใจในภูมิอย่างนี้ไม่ได้ มันจะมีความรวนเร เช่นพูดสำมะปี๋ คุณก็จะถามอะไรเลอะเทอะ แต่นี่ขนาดเด็กเราก็ยังถามดีเลย ถ้าไปข้างนอกก็จะพูดกันยังไง สำมะปี๋เลย อย่างนั้นไปถามใครก็ได้ที่มีความรู้ทางธรรมะโลกียะ แต่ธรรมะอาตมานั่นมันสูงกว่านั้นเยอะ พูดแล้วเหมือนยกตัวตนแต่มันเป็นจริงอย่างนั้น

พระพุทธเจ้าท่านอุบัติขึ้นมาก็บอกอย่างนั้น ว่าเราเป็นสารถีผู้ฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้

อาตมาก็ไม่ได้ประกาศว่าเป็นพระพุทธเจ้า แต่เป็นพระโพธิสัตว์ที่จะเจริญไปเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้วถ้าใครมีภูมิรู้สูงกว่าอาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ผู้ที่เป็นพี่กว่าก็ขอให้แสดงตัวออกมา แต่ก็ยังไม่มี คุณอย่ามาตั้งข้อสังเกตอาตมาให้ยากว่าแค่เอามือไขว้หลังก็เป็นกิเลสแล้ว โถ! อย่างนี้คุณฟังธรรมะอาตมาไม่ได้ผลหรอกถ้าคุณเองตื้นเขินอย่างนั้น โน่น ไปสำนักอื่นที่พาไปวุ่นวายกับโลกียะพาให้ขึ้นสวรรค์ที่เป็นนรกที่ยังพูดอยู่อย่างนั้นมีเยอะแยะ

คำว่าเดรัจฉานกถา ชัดๆก็แปลแล้ว ผู้รู้ก็แปลไว้อาตมาก็แปลว่า ว่าคำพูดที่ไม่พาให้เกิดการลดละหน่ายคลายกิเลสเป็นคำเดรัจฉานกถาทั้งนั้น

ถ้าคำพูดใดๆที่พูดแล้วนำพาเพื่อให้เกิดความรู้จักกิเลสลดกิเลส อันนี้เป็นสมณกถาหรือเป็นอาริยกถา เป็นคำพูดที่จะพาไปสู่ความสงบความบรรลุเป็นสมณะที่ 1 2 3 4

ถ้าหากคำพูดใดพูดแล้วเพื่อให้เป็นไปเพื่อหลงในลาภยศสรรเสริญโลกียสุขติดในลาภยศสรรเสริญคำพูดเหล่านั้นเป็นเดรัจฉานกถาทั้งนั้น

อาตมาอธิบายธรรมะ ขนาดทานสูตร พูดเรื่องทานไม่ให้ตั้งภพชาติ แม้แต่สาเปกโข

คุณจะทำทานก็ต้องมีมนสิการทำใจในใจ ถ้าคุณไม่รู้จักการทำใจในใจ เรียนธรรมะปฏิบัติไปอย่างไรคุณก็ไม่มีอรหันต์ คุณอาจจะทำใจในใจได้ แต่คุณไม่ได้ทำใจในใจไม่เป็นอย่างสัมมาทิฏฐิ

ผู้ที่เป็นนักสะกดจิตเขาก็ทำใจในใจควบคุมจิตให้หยุดนิ่ง อย่าไปนึกคิดอะไร คุณก็ไปบังคับมันอย่างนั้นแต่คุณไม่เคยมีสังกัปปะ 7 ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ทำสังกัปปะ 7 ให้ปราศจากกิเลสแล้วสั่งสม เป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา อาตมาพูดนี้มี สังกัปปะ 7 นะ 7 คำนี้ เป็นกระบวนการของสังกัปปะ 7 เป็นการจัดการให้จิตใจลดกิเลสทำให้กิเลสลดได้ทุกครั้งไป

แต่คุณจัดการสังกัปปะ 7 ไม่เป็นคุณแยกแยะเวทนา108 ไม่ออก.  จะไม่รู้จักมโนปวิจาร 18 จะไม่รู้จักเคหสิตเวทนาที่คุณปรุงอย่างโลกๆ เป็นเดรัจฉานกถา แต่คนจะต้องปรุงให้เป็น เนกขัมสิตเวทนา ต้องปรุงให้จิตใจออกจากกิเลสให้ได้ ถ้าไม่เข้าใจมโนปวิจาร 18 ทำจิตจากเคหสิตเวทนาเป็นเนกขัมมสิตเวทนาไม่ได้ คุณจะได้โสดา.  สกิทาคา. อนาคา. ก็ไม่ได้ก็อย่าหวังว่าจะได้เป็นอรหันต์เลยแม้แต่ตัวเรามันก็ไม่ได้

เวทนา 2 คือกายยิกเวทนากับเคหสิตเวทนา แยกส่วนที่เป็นการเกี่ยวเนื่องกับกาย กับแยกเฉพาะจิต พิจารณาลึกถึงจิตเลย แยกออกไหม นี่แหละคือเป็นเทวะคู่แรก กายกับจิต

พระพุทธเจ้าท่านสอนสมณะมาบวชใหม่ ท่านให้แยกกายแยกจิต แต่ทุกวันนี้แยกกายแยกจิตใจไม่เป็น แยกอย่างไร ให้รู้ว่าส่วนไหนที่เป็นกายแบบอุตุนิยาม ส่วนไหนเป็นกายที่เป็นพีชะนิยาม ส่วนไหนกายที่เป็นจิตนิยาม

ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้พิจารณาอะไร ไม่ใช่แค่พิจารณาว่ามันไม่เที่ยงมันเป็นพวกมันไม่มีตัวตนแต่ให้พิจารณาว่าอะไรคือกายอะไรคือจิต

ขยายความ อีก อะไรเป็นอุตุ อะไรเป็นพีชะ ขนาดไหนอะไรเป็นจิต แล้วจิตมันก็มีกิริยา กรรม เป็นธรรมะ

ถ้าเข้าใจจิตไม่ได้ ควบคุมจิตไม่ได้ มนสิการ ทำจิตในจิตไม่ได้ คุณก็ควบคุมกายไม่ได้ คุณก็จะสร้างธรรมมะให้เป็นโลกุตระธรรมไม่ได้ พระพุทธเจ้าถึงบอกว่ากรรมฐานต้นให้อ่านให้แยกอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยามแล้วถึงไปทำ กรรมนิยาม ธรรมนิยาม

หากแยกแค่นี้ไม่ออกว่า นี่คือลักษณะของวัตถุมันไม่มีธาตุรู้แล้วนะ เรียกว่าอุตุ ท่านก็แยกมา อาตมาจึงได้อธิบายเอาผมหรือเล็บมาอธิบายฟันก็ได้ มันเป็นอวัยวะภายนอกที่พูดกันได้ง่าย นอกนั้นมันเป็น ตับไตไส้พุงมันก็เอามาอธิบายแยกไม่ชัด

เอาเล็บนี่ เล็บคุณที่ยาวออกไปมันยังมีชีวะนะ ยาวออกไปที่ไม่มีเวทนา กับความรู้สึกไม่ได้อันนั้น เป็นพีชะ มันเป็นชีวิต ถ้ามีอาหารเลี้ยงมันก็โตขึ้นไปถ้าไม่มีอาหารเลี้ยงมันก็เสื่อม คุณตัดออกไปจากร่างกาย เป็นวัตถุแท้ไม่มีท่อต่ออาหารแล้วกลายเป็นอุตุนิยามแท้ ตัดเล็บออกไป มันก็ไม่มีเวทนาไม่มีกรรมวิบากไม่มีจิตวิญญาณ คุณจะแยกวิญญาณหรือจิต กับสิ่งที่ไปพิจารณากาย แล้วก็บอกว่าเป็นวัตถุเป็นดินน้ำไฟลมโดยไม่มีจิตไปร่วม

คุณจะไปพิจารณามันทำไม เล็บที่ตัดทิ้งไปแล้ว บอกว่ามันยังเป็นของกู เมื่อตัดออกไปแล้วนะ เรายังยึดถือว่าเป็นของเราอยู่ ก็ตื้นแค่นี้ มันตัดออกไปจากตัวคุณแล้วมันติดอยู่กับเรามันก็ยังไม่ใช่ของเราเลย มันไม่รู้สึกแล้วตัดก็ไม่รู้สึก เล็บนี่ ส่วนที่มันตัดออกไป ส่วนที่มันยังมีประสาทอยู่ก็เจ็บนะ เป็นเราเป็นของเราแน่นอนเลย แต่แยกแค่นี้ก็แยกไม่ชัด แยกอุตุ แยกพีชะ แยกจิตไม่ชัด

เวลาคนไปปฏิบัติธรรม ต้องมาทำจิตให้มันเป็น พีชะ คือทำจิตของคุณให้ไม่เกิดวิบาก ไม่เกิดเวทนา คุณรู้จักมันว่ามันเป็นความรู้สึกหน้าตาอย่างนี้เห็นเหมือนกันทุกคน ไทยจีนแขกมาเห็นลูกมะม่วงลูกนี้ก็เป็นลูกอย่างนี้สิมันก็เขียวเขียวอย่างนี้ จะเป็นคนชาติไหนมาสัมผัสความจริงของอันนี้มันก็เป็นอย่างนี้ แต่จะเรียกด้วยภาษาแยกก็เรียกกันไปเท่านั้นเอง แล้วมันก็ไม่ใช่ว่า โอ้ สวย มีกลิ่นด้วย หอมน่ากิน อะไร? นั่นคือสิ่งปรุงแต่งเพิ่มเติมขึ้นที่คุณจะต้องเรียนรู้ ความปรุงแต่งพวกนั้นไม่เหมือนกันแล้ว ถ้าของจริงตามความเป็นจริงเด็กผู้ใหญ่ไทยเจ๊กแขกฝรั่งมาสัมผัส เป็นสภาวะเดียวกันหมด แต่บัญญัติที่เรียกว่าความรู้สึกเป็นภาษาต่างกันไป ความรู้สึกที่ชอบหรือไม่ชอบ ชอบมากหรือชอบน้อยอะไรก็แล้วแต่มีเยอะแยะ ซึ่งเป็นการปรุงแต่งออกไปอีก

ถ้าคุณไม่เรียนรู้เวทนานี่แหละ พีชะไม่มีเวทนาไม่มีความสุขความสุขไม่มีวิบากมันเป็นชีวะ คุณแยกชีวะไม่ออก พืชนี่ก็ไปกินมันก็เป็นบาปนะกินสัตว์ก็เป็นบาปนะ อย่างนี้ไม่ถูก แค่เข้าใจความเป็นพืชที่ไม่มีเวทนาก็แยกไม่ออกแล้ว มันจะมีวิบากหรือไม่คุณก็แยกไม่ออกอีก สัตว์ก็มีวิบากเป็นจิตนิยาม มีวิญญาณมีเวทนา กับพืชไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ

ชีวิตคนกินแค่พืชก็พอแล้ว

ส.เดินดินว่า…สรุปจบ