ศาสนา

620826_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 66

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่…  https://docs.google.com/document/d/1SfyYDxKYTOst-PQpVEo-PsGheTORx0NxhQa6U3rAStQ/edit?usp=sharing    

ดาวโหลดเสียงที่  https://drive.google.com/open?id=1MTq4NBnkXY5dwYoktslrXVjA52zd6LvV 

ดูยูทูปที่

พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม 2562 ที่บวรราชธานีอโศก ขอตอบsms ก่อนได้มั้ย

SMS วันที่ 25-26 ส.ค. 2562 

_7630 กราบนมัสการพ่อท่านครับ วันนี้ได้ฟังพ่อกล่าวอย่างอาสโภอย่างมากก็เลยอยากจะถามว่าถ้าหากมีไครเขาอยากจะจัดรายการเชิญพระโพธิรัก-อ.สุจินต์(บ้านธรรม)-ท่านประยุทธ ปยุตโต-อ.บูรพา-ว.วชิรเมธี-พระคึกฤทธิ์ มาออกอากาศ พ่อท่านยินดีจะตอบรับไหมครับ? ..แล้วเมื่อนั้นพ่อท่านยังจะกล่าวอย่างอาสภะวาจาว่า”อาตมาคือลูกไก่ …(มีประโยคต่อแต่ใน sms ที่ส่งมาประกอบประโยคไม่ได้บางประโยคขาดหายจึงคัดมาเท่านี้) 

พ่อครูว่า…เมื่อถึงเหตุปัจจัยอาตมาก็ต้องกล่าว จะไประย่ออะไร จะต้องกล้ากล่าวแน่นอน เพราะยุคนี้ ที่อาตมากล่าวไม่ใช่ไม่มีหลักฐาน กว่าจะพูดเรื่องเหล่านี้ ที่บอกว่าเป็นไก่ตัวพี่ เจาะกระเปาะไข่ออกมาได้ก่อนใครในยุคนี้ เพิ่งจะกล่าวในไม่กี่เดือนนี้ในยุคนี้ ไม่ใช่ว่าจะสุ่มสี่สุ่มห้ากล่าว ที่กล่าวนั้นกล่าวโดยได้ทำงานพิสูจน์ความจริงยืนยันว่าอาตมานี้เป็นผู้นำโลกุตรธรรม หรือนำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาสาธยายอธิบายขยายความ ให้รู้จักสภาวะ สังเคราะห์สังขารกันอย่างไรต่างๆนานา อาตมาว่าก็ต้องพูดตรงนี้แหละ เพราะมันหมายถึงไก่ตัวพี่ ไม่มีใครมากล่าวได้อย่างอาตมาที่จะกล้ากล่าวเป็นคนแรกในยุคนี้ อย่างนี้ จึงเรียกว่าอาตมาเป็นไก่ตัวผู้ กล่าวอย่างอาสโภ เขาใช้คำว่าบังอาจ แกล้วกล้าไม่ได้หวั่นเกรงเลย 

แต่อาตมาว่า อ.สุจินต์ ท่านประยุทธ ปยุตโต-อ.บูรพา-ว.วชิรเมธี-พระคึกฤทธิ์ จะกล้ากล่าวอย่างอาตมาหรือไม่ขออภัยฟังแล้วบางคนอาจจะหมั่นไส้ 

แต่ว่าอาจจะมาจำเป็นต้องพูดความจริง 

_สมนึก • ดิฉันเชื่อพ่อครู. สมณะทุกรูป และสิกขมาตุ เทศเรื่องอะไรเชื่อไว้ก่อนเพราะทุกท่านทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างมา. เพื่อมวลมนุษย์. ถ้าโยมนินทา พ่อครู. สมณะและสิกขมาตุจะเงียบฟัง จะไม่พูดต่อไป จะมาทบทวนตนเองว่ามีความรู้สึกตนเป็นอย่างไรบ้างค่ะ

_ค่อยไท • กราบเคารพพ่อครูครับ ผมได้ติดตามฟังธรรมพ่อครู สมณะ สิกขมาตุ ไม่ว่าจะสอนธรรมท่านเดียวหรือสอนธรรมเป็นกลุ่ม แบบกลุ่มเช่น ข่าวตอนเช้า ย่อยธรรมมะภาคค่ำ จนผมมองว่าถ้าให้จัดดรีมทีมของผม ผมจะจัดได้สองทีม ณ ขณะนี้ ดรีมทีมที่1 ทีมโดนใจ โหด มัน ฮา ยิงตรงทรงปัญญา ทีมนี้ประกอบด้วย ท่านฟ้าไท (สมณะรูปแรกที่ผมได้คุยด้วยเพราะต้องติดต่อขอเข้าพักที่บ้านราช) ท่านถักบุญ ท่านด่วนดี ท่านสิกขมาตุกล้าข้ามฝัน ฟังทีมนี้แล้วถ้ากำลังทำกับข้าวไปฟังไปด้วยเวลาจะเทน้ำปลาอาจมีกระฉอก เพราะทีมนี้มีหนักมีฮา อาจสะดุ้งได้หรือขำจนน้ำปลากระฉอกตอนกำลังปรุงรสกับข้าว

ดรีมทีมที่2 ทีมดีใจใจดี ฟังเพลินเจริญใจไขปัญญา ทีมนี้ประกอบด้วย ท่านเดินดิน (ผู้ตั้งชื่อใหม่ให้ผมว่า คอยใคร) ท่านดินไท(ไอดอลผม) ท่านแสนดิน ท่านสิกขมาตุรินฟ้า ฟังทีมนี้ผมว่าฟังง่ายฟังเพลิน แม้ทำกับข้าวไปฟังไปเทน้ำปลาก็ไม่กระฉอก เพราะฟังได้เรื่อยๆแบบขับรถใช้ครูซคอนโทรล ความเร็วจะคงที่ไม่กระตุกสะดุดอะไร แต่ทีมที่มีอยู่จริงและผมติดตามฟังตลอดคือทีม พุทธะชีวะศิลป์ เพราะรายการอื่นๆจะมี สมณะ สิกขมาตุ และฆาราวาสร่วมกัน ซึ่งตอนนี้จะเปลี่ยนผู้รวมรายการไป 1 ท่าน จากท่านสิกขมาตุรินฟ้าเป็น ท่านสิกขมาตุสร้างฝันใหม่ ผมว่าก็ไม่ติดขัดอะไรครับ ส่วนรายการอื่นๆที่มี สมณะ สิกขมาตุ และฆาราวาสร่วมกันผมก็จะติดตามทุกรายการตลอดไปครับ สาธุ

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน มุ่งรวยเพื่อช่วยคนอื่นอย่างสุจริตดีหรือไม่

_สมโชค  • กราบนมัสการพ่อครู ขออนุญาตเรียนถามพ่อครูว่า การอ้างว่าเราเป็นคนดี ต้องมุ่งไปรวย แล้วช่วยเหลือคนอื่นๆ สร้าง รร. รพ. วัด อื่นๆ และยังให้ความรู้ผู้อื่นเพื่อมุ่งไปรวยอย่างสุจริต การคิดเช่นนี้เป็นวิชชา หรือ อวิชชา หรือไม่อย่างไร ครับ ช่วยอธิบายด้วยครับ ถ้าเปรียบกับการมุ่งไปจน อย่างชาวอโศก ครับ

พ่อครูว่า…ตอบไม่ยับยั้ง อวิชชา คิดจะหาเงินรวยเพื่อช่วยคนอื่น คุณคิดเหมือนกับ โรบินฮู้ด ที่จะปล้นคนรวยมาช่วยคนจน แต่ศาสนาพุทธไม่คิดอย่างนั้นคนจะรวยก็รวยไป คนจะทำรวยก็เรื่องของเขา มีคนที่รวยตามสุจริตตามบารมีกับคนรวยโดยที่ทุจริต ที่ไม่ใช่บารมีแต่เป็นสันดาน เป็นคนรวยตามสันดาน มันก็มี 2 อย่างใหญ่ๆสำหรับคนรวย ทีนี้ถ้าคนที่มีภูมิปัญญาโดยเฉพาะภูมิปัญญาโลกุตรธรรมและภูมิปัญญาของชาวพุทธแล้วจะไม่ทำตนเป็นคนรวย 

พระพุทธเจ้าเป็นต้น พระพุทธเจ้าเป็นคนมีปัญญา ถ้าจะรวยก็รวยได้แต่ท่านไม่ไปเป็นคนรวย พระสาวกต่างๆหลายท่านหลายองค์มีปัญญา แล้วท่านก็ไม่ไปรวย ท่านทิ้งความรวยมา ไม่ว่าจะเป็นสาวกชายสาวกหญิงเยอะแยะ 

การไปรวยนั้นคิดผิด เพราะคนไปรวยนี้แม้คุณจะสุจริตคุณก็ต้องเอาเปรียบมา ได้เปรียบมาจากสังคมแล้วก็กักตุน การเอามากักตุนไว้มาก โลกก็ขาดแคลนต้องแย่งชิงกัน เมื่อมีคนตั้งตนเป็นคนรวย 2คน 3คน 4คน คนอื่นก็ต้องยิ่งขาดแคลนยิ่งแย่ใหญ่เลยอย่างที่เป็นอยู่ในทุกยุคสมัยเป็นอย่างนี้ 

คนมีปัญญาที่แท้จริงจะไม่คิดรวย คนไม่มีปัญญามีแต่ความ เฉโก มีแต่ความเฉลียวฉลาดแกมโกง จะมีแต่เอาเปรียบโดยไม่ประสีประสาไม่เดียงสากับคนอื่นเลยว่า คนอื่นเขาทุกข์นะ เขาไม่พอนะ เขาขาดแคลนนะ เราเอามากักไว้อะไรกันนักกันหนาเราทำโดยความรู้ความสุจริตด้วย ถ้าคุณทำอย่างพอกินพอใช้นอกนั้นก็สะพัดให้คนอื่นจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนสังคมเดือดร้อนโลก จะมีปัญญาอย่างนี้จริงๆเลย เพราะฉะนั้นคนที่มีปัญญาจริงๆ เป็นวิชชาจะไม่ไปรวย คนที่คิดไว้มีแต่ เฉกา ไม่มีปัญญา มีแต่ขี้โกง ไม่ต้องพูดถึงทุจริตเลยตีทิ้งเข้านรกไปได้เลยอย่างนั้น คนที่เป็นคนรวยสุจริตก็ยังเป็นคนเฉโก อวิชชา

ไม่ว่าจะเป็นศาสนาไหนไม่ต้องเปลี่ยนศาสนาพุทธเท่านั้นถ้ามีภูมิปัญญาจะมาจอง แม้แต่ศาสนาเทวนิยมก็ตาม ถ้าศาสนาทุนนิยมไม่ยอมจนดอกจะมีแต่รวย พวกที่เป็นเทวนิยมเขาก็รู้ว่ามาจนนี้ดี แต่เขาทำไม่ได้อย่างแท้จริง ไม่มีภูมิปัญญาจะลดกิเลสได้จริง พุทธนี่ คนที่ลดกิเลสได้จริงจึงมีความถาวรเที่ยงแท้ไม่วนกลับมา ไม่ว่าจะชาติไหนก็จะลดลงไปทุกชาติๆ ภาวะจิตจะสะสมใจอนุสัยเป็นธาตุจิตที่ดี มันก็จะยิ่งมักน้อยสันโดษ อย่างอาตมาในชาตินี้ไม่สะสมเลยแล้วก็พาพวกเรามาไม่สะสมสุดยอดอย่างนี้ 

คนรวยได้แม้สุจริตก็เป็นอวิชชา

_อรัญญา • กราบสาธุค่ะ ธรรมะที่พ่อครูแสดงถือว่าเป็นธรรมะชั้นสูง ยากจะเข้าใจแต่ดิฉันก็ติดตามรับชมรับฟังเป็นประจำค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

_gurux สาธุครับ 

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยาม 5) ตอน กรรมนิยามทำให้เกิดธรรมนิยาม

_เอื้อมพร กราบนมัสการพ่อครูค่ะ ได้ฟังคลิปนี้แล้ว เข้าใจเรื่องนิยาม ๕ ดีขึ้นมากค่ะ เรื่องการเปลี่ยนพลังงานในระดับต่างๆ ที่สำคัญ ก็คือกรรมนิยาม ต้องทำใจในใจ ไม่ให้กิเลสมาปะปนในการกระทำกรรมต่างๆ แต่ลูกอยากถามว่า เมื่อใด / อย่างใด จึงจะเรียกว่า “ธรรมะนิยาม” ค่ะ เมื่อถึงขั้นธรรมะนิยามแล้ว พลังงานขั้นนี้จะมีส่วนเกี่ยวพันอย่างไรกับกรรมนิยาม ขอกราบขอความกระจ่างด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณด้วยความเคารพค่ะ

พ่อครูว่า…ธรรมนิยาม 5 นี้ ทำความเข้าใจพลังงานในระดับอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม นี่เป็น 3 นิยามที่มีพลังงานแตกต่างกัน ผู้ที่มีความเป็นจิตนิยามเช่นมนุษย์เช่นคน ได้เรียนได้ศึกษาจะเข้าใจอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยามนี้ จะแยกออก โดยจะเข้าใจสภาพความเป็นจริงว่าอาการของพลังงาน อุตุนิยาม เป็นพลังงานเหมือน ความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นเรื่องของวัตถุธาตุ ดินน้ำไฟลมที่มันสังเคราะห์กันเป็นพลังงาน วิทยาศาสตร์เขาก็เรียนรู้กันอยู่ 

ในคนที่เป็นจิตนิยามมีพลังงานอย่างนี้อยู่แน่ และพลังงานที่เป็นชีวะปรุงแต่งขึ้นไป พีชนิยาม ซึ่งธรรมนิยาม 5 นี้ วิทยาศาสตร์สากลทั่วไปในโลกไม่สามารถรู้ได้ แม้แต่ศาสดาของเทวนิยมก็ไม่สามารถมีความรู้ที่จะรู้จักพลังงาน 5 นี้ 

แยกพลังงาน อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม จึงสามารถจัดการกับมโนกรรมให้อยู่ในสภาพของ อุตุ พีชะ จิต ได้ จนสามารถทำให้เกิดพลังงานนั้นยั่งยืนถาวรจึงทรงอยู่อย่างสามารถเรียกว่า วสวัตตีโก ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ 

แล้วที่ถามว่า กรรมนิยามกับธรรมนิยามสัมพันธ์อย่างไร ก็คือเราจัดการกรรมเราได้ จัดการใจในใจเราได้ให้ทรงอยู่ได้ เรียกว่าธรรมะ

กรรมกับธรรมะก็ต้องเกี่ยวเนื่องกัน ทำสภาพให้จิตเราเป็นอุตุ เป็นพลังงานที่ไม่รับรู้อะไร ไม่เป็นชีวะเป็นของมันไปตามสภาพแวดล้อม หรือมันเป็น พีชะ มันไม่มีความทุกข์ความสุข ไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่มีผลักไม่มีดูดอะไร เป็นพลังานพีชะ สมบูรณ์ขั้นอุเบกขา 

หรือจิตนิยาม เป็นได้ทั้ง อุตุนิยาม พีชนิยาม นั่นคือจัดการมโนกรรมหรือจัดการจิตตนเอง มนสิกโรติ จัดการใจตัวเองให้เป็นอย่างไรก็ได้ จึงเรียกว่าได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง 4 ทำสภาวะจิตให้เป็นได้ ฌาน 1 2 3 4 ซึ่งเป็นความสามารถที่ทำให้จิตมีพลังงาน อุณหธาตุ กำจัดกิเลสได้ แม้แต่อุปกิเลสก็จัดการได้ 

บางทีมันไม่ได้เป็นอุปกิเลสหรอก แต่มันเป็นจิตปรุงแต่งอภิสังขารได้ตามต้องการ โดยตนไม่ตกหล่น อย่างอาตมาปรุงแต่งให้คนอื่น เขาก็ดูเหมือนจะมีอาการรุนแรงก็ตีความที่อาการอาตมาเป็นอย่างนั้น 

อาตมาเข้าใจเขาเพราะเขาดูโดยตามอาการ ตัดสินด้วยอาการ ในกาลามสูตร 10 

_จากลูกเอี่ยมเช็ง กราบถามพ่อท่านดังนี้ ค่ะ สภาพของการรู้ทุกข์ คือการดับแล้วแต่เป็นสัญญาที่ดึงผูกมัดเอาไว้อยู่  จึงเป็นทุกข์ สิ่งที่เข้าไปยึดถือแล้วไม่ทุกข์ไม่มี. กราบขอคำอธิบายให้เข้าใจชัดเจนเพิ่มขึ้นค่ะ  

พ่อครูว่า…มันก็เป็นความทุกข์โดยสภาพ ทุกข์โดยสภาวะที่เป็นสิ่งไม่เที่ยง แล้วมันก็เป็นอนัตตาเดี๋ยวมันก็พรากจากไป แต่ผู้ที่ดับทุกข์แล้วดับกิเลสแล้ว ใช้สัญญาอันนี้อยู่มันก็ลำบาก ไม่ใช่ว่าเราไม่ปรุงแต่ง เราปรุงแต่ง แต่ทุกข์อย่างนี้ท่านไม่ได้ยึด มันเป็นทุกข์ที่ไม่ใช่เกิดจากกิเลสครอบงำ แต่มันเป็นทุกข์ที่ใช้ศัพท์คำว่า ทรถ 

มันยังมีความยากอยู่ในจิตใจอยู่บ้าง ซึ่งก็เสียสละทำเพื่อผู้อื่น 

_พิมพ์เพชรรุ้ง บรรยากาศรายการสำมะปี๋ หากพูดเรื่องเดจาวู เหมือนยุคสมัยพ่อขุนรามคำแหงที่ปกครองประชาชน แบบพ่อปกครองลูก ประชาชนถ้ามีเหตุการณ์อะไรก็ไปสั่นกระดิ่งที่แขวนหน้าประตู พ่อขุนรามฯก็จะออกมาว่าความ

ขอใช้โอกาสนี้เสนอเรื่องหนึ่ง ถ้าเป็นในรายการสำมะปี๋ขอให้เป็นบรรยากาศพ่อคุยกับลูก ให้เป็นปัญหาสดกับปัญหาแห้ง 

ขอให้ sms ไปตอบวันอื่น 

พ่อครูว่า…พ่อครูให้โหวต ..ส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ สู่แดนธรรมเสนอว่า ให้คัดมาบางส่วน พ่อครูว่า ที่ใช้เวลามากเพราะอาตมาเอง เอาล่ะ  ค่อยพิจารณาไป

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยาม 5) ตอน แยกแยะจิตนิยามออกได้อย่างไร

_สมใจ…ตอนไปทำงานอุทยาน มีผัดชะอม พอผัดออกมา บางคนก็บอกว่าหอมจังเลยบางคนก็บอกว่าเหม็นจังเลย ก็เลยคิดว่าผู้ปฏิบัติธรรมด้วยกัน พ่อท่านสอน สภาวะนั้นก็เกิดขึ้นพ่อท่านสอนว่าเป็นสัญญา ขอถามว่า ขณะเกิดมันเป็นกายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน หรือว่ากายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน ในสัตตาวาส 9 กับผัดชะอม

พ่อครูว่า…ได้ ถ้าเข้าใจสภาวะก็เป็นกายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน หรือว่ากายต่างกันสัญญาต่างกัน

สัญญาคือจิตของเรากำหนดหมายแล้วก็ดูอาการหรือว่ารูปนาม ทำไมกายถึงต้องมีสองเสมอเพราะว่ากายนี้เป็นเรื่องของคน คนที่มีกายอยู่ สิ่งที่ไม่ใช่กายของเราแล้ว 

  1. มันเป็นชีวะอยู่แต่เป็นพีชะ มันไม่เจ็บปวดทุกข์ร้อนอะไรไม่มีความรู้สึก ถ้าเป็นชีวะของเราเราก็ต้องดูแลรักษาเพื่ออาศัยใช้สอยแต่คนที่ยึดถือก็หวงแหน พวกรักผม เป็นต้น หรือแม้แต้เล็บที่ยาวออกมาแล้ว ฟันก็ตาม ขนก็ตาม ผิวหนังที่อยู่ภายนอกขัดออกไปได้ ผมขนเล็บฟันหนัง หากคนไม่ยึดก็ไม่ทุกข์ คนยึดก็ทุกข์

ท่านถึงสอน การรู้จัก การรับรู้อะไรคือกาย อะไรคือจิต มันเป็นความรู้ของศาสนาพุทธ ถ้าหากแยกอันนี้ไม่ได้ไม่สามารถบรรลุอรหันต์  แยก นิยาม อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยามได้ โดยการจัดการกรรมนิยามให้ทรงสภาพเป็นธรรมนิยามได้ตามต้องการ

ต้องเข้าใจสภาวะนี้ว่าปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติอันนี้นิยาม 5 นี้ ทุกวันนี้ศาสนาพุทธไม่รู้เรื่องธรรมนิยาม 5 นี้ ยิ่งกว่าไปนั่งหลับตาปฏิบัติกันนี่ อาตมาพอดีไปเจอคำบรรยายของมหาบัว บรรยายอาการของตัวเองบรรลุ บันทึกไว้จำวันที่ได้ด้วย อาการมันพิลึกกระโดดโลดเต้น แสดงออกเหมือนคนไม่ปกติ ฟุ้งซ่านไม่ปกติ คนก็ยังเข้าใจไม่ได้ ว่ามหาบัว พูดอะไรบรรยายอะไรออกมา ซึ่งน่าจะตัดสินได้ว่านอกรีตนอกทาง แต่ก็อย่างว่า คนที่ไม่ได้ศึกษาลึกซึ้งก็ไม่รู้เรื่องอะไร ก็ยอมให้มหาบัวหลอกไป

ที่ต้องพูดถึงอันนี้เพราะว่าเป็นเรื่องสัจจะที่จะต้องกำราบตำหนิ จะต้องพูดให้รู้ว่าอย่าไปหลงว่าเป็นคุณพิเศษของศาสนาพุทธ มันเป็นคุณของผีเปรตไม่ใช้คุณวิเศษ ป่านนี้ต้องใช้กรรมที่อวิชชาไม่ได้ผุดได้เกิด น่าสมเพชเวทนา แล้วมาเปิดเผยบรรยายประกาศให้คนอื่นหลงผิดตาม แล้วคนอื่นก็งมงายตาม เท่ากับทำลายศาสนาพุทธ เท่ากับชวนกันลงนรกกันไป จึงจำเป็นเหลือเกินที่อาตมาจะต้องตำหนิต้องบอกความจริงให้รู้ว่า อย่าไปหลงผิดเชียว ศึกษาให้ดี ใครจะว่าอย่างไรอาตมาอวดตัวตน ยกตนข่มท่านก็แล้วแต่ อาตมาพูดด้วยความสุจริตใจไม่ได้มีจิตใจรังเกียจมหาบัว ที่จะไปถล่มทลายความผิดของคนผิด อาตมาไม่ได้ชิงชัง แต่สังเวชใจ ตอนนี้เขาเสียไปแล้ว แม้ไม่เสียเขาก็ไม่ฟังอาตมาหรอก 

สิ่งที่เข้าไปยึดถือแล้วไม่ทุกข์เป็นไม่มี

ทุกสิ่งที่เข้าไปยึดถือไม่ทุกข์เป็นไม่มี อย่างอาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ต้องยึดสภาพที่ทำงานศาสนาอยู่ไปอาตมาก็ต้องเป็นทุกข์แต่เป็นความทุกข์ที่เป็นทรถ ต้องทนทำ เหน็ดเหนื่อยอุตสาหะพากเพียรต้องใช้พลังงานแคลลอรี่จริงๆอย่างนี้เป็นต้น เป็นสภาวะที่ละเอียดลึกซึ้งเป็นอย่างนั้น 

_กูรูแป้ง ใจจริงผมก็อยากจะช่วยพ่อท่านตอบคุณสุพัฒน์ เบ้าวันดี ที่เขาส่งคอมเม้นต์เข้ารายการวิถีอาริยธรรม มาว่า  “เข้าใจพ่อท่านมีเจตนาที่อยากจะช่วยให้พวกเขาหายโง่ เพราะมันถึงที่สุดของพ่อท่านแล้ว แต่พ่อท่านควรหวนมองดูใจเขาบ้างว่า “ถ้าเขาปฏิบัติถึงที่สุดแล้ว เขาก็คิดว่าพ่อท่านผิดทางแล้ว และอยากให้พ่อท่านกลับมาให้ถูกทางบ้าง” 

ซึ่งผมเองจะบอกคุณสุพัฒน์ว่า หากคุณฟังพ่อท่านมานาน จะต้องเคยได้ยินว่า สิ่งที่พวกเขาหรือพวกคุณพยายามปฏิบัติให้ถึงที่สุดแบบสายหลับตานั้น พ่อท่านก็บรรลุแจ้งในทางแบบนั้นมาหลายชาติแล้ว  ทำไมคุณยังจะเรียกร้องให้พ่อท่านไปบรรลุในสิ่งที่พวกคุณยังต้องพยายามไปให้ถึงที่สุด ซึ่งสิ่งนั้นก็ยังมิจฉาสมาธิอยู่ (แต่พวกคุณหลงว่า เป็นของสุดยอดที่ครูบาอาจารย์กระทำตามๆกันมา) พ่อท่านผ่านและจบสิ้นมิจฉาสมาธิ มิจฉาญาณะแบบเก่ามานานแล้ว  กำลังจะมาสอนให้เกิดอัญญธาตุใหม่ อันต่างไปจากวังวนมิจฉาเดิมๆ /  

ตราบใดที่คุณยังพยายามมาสอนพ่อท่าน ด้วยคิดว่า ฝ่ายคุณมีผลแห่งความจริงอย่างสุดยอดแห่งสัมมายิ่งกว่า  คุณช่วยเอาชีวิตฝ่ายคุณมายืนยันได้สักคนไหมว่า ฝ่ายคุณบรรลุผลแห่งการลาออกจากงาน ไม่มีเงินเดือน แล้วมารวมตัวกันได้อย่างไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันเอง หรือทะเลาะกัน คุณบริหารด้วยธรรมะอะไรจึงทำให้คนเหล่านั้นสงบศักดิ์ศรีลงได้ จนไม่ทะเลาะกัน จนกระทั่งรวมกันได้อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง จะมีสักกลุ่มก้อนไหม  ถ้าได้ผลแบบนี้บ้างแล้ว จึงสมควรค่อยมาเหิมเกริมคิดทึกทักไปเองว่า ตนเองคือผลแห่งการบรรลุที่ถูกต้อง !

พ่อครูว่า…อาตมาเคยนั่งหลับตาทำสมาธิแล้ว แต่ไม่ได้มีอุปาทานหยาบคายอย่างมหาบัวอย่างนั้น พูดออกมาก็ขายขี้หน้า ทำให้คนหลงอรหันต์อย่างมหาบัว อาตมาก็ลำบากต้องมาแก้กลับ ไม่ได้แย้งเพื่อเอาดีเอาเด่น แต่แก้เอาธรรมของพระพุทธเจ้าคืน ไปหลงผิดอย่างมหาบัวมันก็ซวยสิศาสนาพุทธ นั่งหลับตาปฏิบัติมันก็ผิดตั้งแต่ต้นทางแล้วถ้าอ่านพระไตรปิฎกตั้งแต่พระสูตรแรกพรหมชาลสูตร

นั่งหลับตาปฏิบัติไม่มีจักษุปัญญาญาณวิชชาอาโลกะ มันอยู่ในทวารใจทวารเดียวเป็นภพชาติ จะเก่งให้ตายอย่างไรก็ดิ้นอยู่ใน อดีต 18 อนาคต 44 พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ในพรหมชาลสูตรพระสูตรแรกเลยแต่อ่านพระไตรปิฎกกันไม่แตก 

สรุปอีกทีนั่งหลับตาไม่ใช่ของศาสนาพุทธเลยเป็นมิจฉาทิฏฐิ 62 ข้อ ได้แค่นั้น ระลึกตามขันธ์ อดีต อนาคต ได้ 18 กับ 44 ไม่ได้ขันธ์ปัจจุบัน 

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีทิฏฐธรรมนิพพานทิฐิ หมายความว่ามีปัจจุบันชาติ เพราะฉะนั้นหลับตาตีทิ้งได้เลย ไม่ใช่ลัทธิของชาวพุทธ ในการคิดการพูดการทำปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ปฏิบัติสั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ เป็นสมาธิก่อนพระพุทธเจ้าไม่ใช่สมาธิของแต่ละทีที่นั่งหลับตาปฏิบัติเป็นหลัก ส่วนสมาธิของพระพุทธเจ้านั้นลืมตาปฏิบัตินั่นเป็นสมาธิที่สัมมา

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ฌาน สมาธิของพุทธไม่ได้เกิดด้วยการนั่งหลับตา

_จากพระไตรปิฎกเล่ม 22 จะมีญาณ 5 อย่างเกิดขึ้นเฉพาะตน เมื่อเจริญสมาธิอันหาประมาณมิได้

  • สมาธินี้มีสุขในปัจจุบัน และมีความว่างดีเป็นวิบากต่อไป

  • สมาธิ ที่จะมีสุข(แปลว่าว่างนี่แหละดี)  สมาธิเป็นอาริยะ ปราศอามิส แม้แต่สุขโลกีย์ 
  • สมาธินี้อสัตบุรุษเสพไม่ได้ ไม่มีสิทธิ์จะได้รับธรรมรสอันนี้ 
  • สมาธินี้ละเอียด ประณีตอันได้มาด้วยความสงบรำงับและมิใช่บรรลุได้ด้วยการข่มธรรมะที่เป็นข้าศึกหรือห้ามกิเลสด้วยจิตที่เป็นสสังขาร 
  • เราย่อมมีสติเข้าสมาธินี้ได้ เรามีสติออกจากสมาธินี้ได้ 

พ่อครูว่า..การเข้าออกไม่ได้ไปหลับตาทำ แต่การเข้าออกคือจิตเข้าไปดูอารมณ์ที่เป็นสมาธิ ไม่ได้หลับตาปฏิบัติแต่ลืมตาปฏิบัติ เช่นอารมณ์อุเบกขา เนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา เป็นฐานนิพพาน หลับตาสมาธินั้นเลิกไปเลยของศาสนาพุทธขอยืนยันเลยว่ามันไม่ใช่ของศาสนาพุทธเลย สมาธิของพระพุทธเจ้าต้องปฏิบัติมรรคมีองค์ 7 ปฏิบัติทุกขณะการงานอาชีพการพูดการคิด ไม่ใช่ไม่ทำการงานอาชีพอะไรเลยไม่คิดไม่พูดเอาแต่นั่งสมาธิ 

ฌานของพุทธ ฌาน 1 2 3 4 เกิดจาก

  1. ศีลเป็นตัวตั้ง 

  2. อปัณกปฏิปทา 3 มี สำรวมอินทรีย์ 6 โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคคะ การไปหลับตาก็ไม่เอาลืมตานี้ยังต้องให้ตื่นมีสติสัมปชัญญะปัญญารู้เต็มเลย ชาคริยา ต้องพากเพียรตื่นเต็ม อย่าว่าจะไปนั่งหลับตาเลย 

  3. จิตจึงมี ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญา ต้องมีสติปัญญารู้ว่า กระทบอันนี้ เป็นเรื่องของบาปอกุศลที่จะเกิดความละอายกลัวเลยไม่เอาไม่ทำ ก็ประพฤติตาม เกิดเป็นพหูสูตเป็นคนเจริญเป็นปัญญาชน เห็นผลมีสติสมาธิปัญญา 

  4. สั่งสมลงเป็น ฌาน 1 2 3 4 

  5. โดยมีวิชชา 8 เป็นยาดำรู้มาตั้งแต่ตลอดสายตั้งแต่สังวรศีลสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ แล้วมีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติปัญญา 

นี่ไม่ได้ท่องนะ แต่เป็นสภาวะธรรมที่เป็นไปตามลำดับ สรุปแล้วฌานของพุทธต้องลืมตาตื่นปฏิบัติ แม้ลืมตาตื่นปฏิบัติก็ต้องมีสติสัมปชัญญะ 

สมาธิและฌานของพระพุทธเจ้าไม่มีหลับตา การหลับตาปฏิบัติเป็นเรื่องนอกรีตของศาสนาพุทธทั้งนั้น 

พระสารีบุตรก็ตามพระธัมมทินนาเถรีก็เคยพูดอธิบายเรื่องเข้าฌานออกฌาน เข้านิโรธออกนิโรธนี้ไม่มีหรอกที่จะไปหลับตาเข้าออก  ศาสนาพุทธจะเข้าจะออกคือเข้าไปสู่อารมณ์สภาวะอย่างลืมตาทั้งนั้น การเป็นนั่งแบบนั้นต้องหาสถานที่ต้องหาเวลาต้องทำกิริยา ปลีกออกไปจากชีวิต แม้อุเบกขาฌาน 4 ก็ต้องได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง๔ ในขณะปัจจุบันนี้เลย 

ขออภัยไม่มีใครมาอธิบายละเอียดอย่างอาตมานี้หรอก อาตมาถึงพูดว่าอาตมาเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า ที่นำเอาธรรมะของพระพุทธเจ้า หรือเป็นพระบุตรที่นำเอาธรรมะของพระเจ้าของศาสนาพุทธ เป็นสัจธรรมมาประกาศ เป็นปกาศกของพระพุทธเจ้า อาตมาก็อธิบายชัดเจนทุกอย่างก็มีคนตู่อาตมาว่าเป็นพระสารีบุตรที่เกิดในชาติก่อนๆ อาตมาก็ยืนยันว่าเป็นสารีบุตรแต่ไม่ใช่เป็นสารีบุตรแบบตัวตนบุคคลเราเขาที่คุณเข้าใจอย่างนั้น อันนี้เป็นเรื่องยากมากเลยอาตมาก็จะค่อยๆขยายความ อาตมาไม่ได้ยึดถือตัวตนมันเหตุปัจจัยมันเปลี่ยนไปแล้วถ้าหากไปยึดมั่นเป็นเราเป็นของเราอยู่ อาตมาเลิกเป็นเช่นนั้นแล้วคุณจะยึดถือก็เชิญคุณเลย 

_ดุลเพชร…ในวาระ พ่อครูจะทำงานครบ 49 ปี จะทำการเพิ่มสัมประสิทธิ์ อย่างน้อยมีคนสัก 2500 คน

 พ่อครูว่า…มันเกินฝัน…เอาแค่ อย่าเพิ่งพันเลย 777 คนให้ได้ก่อนเถอะ ตอนนี้จะมีสัก 400 จะถึงไหม 500 ถึงไหม 

_น้อมขวัญ..ที่พ่อท่านกล่าวว่าพระอาริยะก็เตะคนได้ พระอาริยะอย่างน้อยที่สุดก็น่าจะเป็นพระโสดาบัน แต่ว่าพระโสดาบันจะไม่ทำร้ายใครนอกจากจะมีหอกปาก 

พ่อครูว่า…เป็นการป้องกันตัวเองถ้าจะมี ไม่ได้เตะด้วยโทสะ ไม่เตะด้วยโหดร้ายหรอก พูดไปตอนนั้นก็เป็นเหตุการณ์ชุลมุนคนจะทำร้ายเท่านั้นเอง

_หมั่นตรอง…ช่วงบทสวดมนต์ ท่อนสังฆานุสสติ มีคู่แห่งบุรุษ 4 หมายถึงอรหันต์ 4 ระดับหรือไม่

พ่อครูว่า…เป็นโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล…อรหัตตมรรค อรหัตตผล

_หมั่นตรอง..หมู่บ้านเฟส 1 มีบุ่งน้อย จะมีคนมาขอปล่อยหอยขม ถามว่าพ่อครูคิดเห็นอย่างไร

พ่อครูว่า…อย่าไปยุ่งกับสัตว์ใดๆก็พูดกันแล้วไม่รู้กี่ครั้ง ก็บอกเขาดีๆใช้ศิลปะว่าให้ไปปล่อยที่อื่นเถิด เราไม่ต้องการจะให้สัตว์มาอยู่ในนี้มากมาย แค่หอยเชอรี่ก็มามากมายแล้ว 

_เทียนดิน…อ่านบทกวีสรรเสริญพ่อครู

_ถ้าหนู เกิดความรู้สึกรักใครสักคน ตัดใจไม่ได้ซักที เจอหน้ากันอยู่ทุกวัน หนูจะทำอย่างไรดีคะ 

พ่อครูว่า…ก็ขอแนะนำว่าความรักนั้นเป็นทุกข์ ยิ่งรักไม่ถูกกาละเทศะฐานะ เรามีฐานะเป็นเด็กยังเรียนอยู่ แน่นอนเรื่องกิเลสมันก็เป็น มันก็เกิดอะไรขึ้นมาได้ ก็แนะนำว่า หยุดยั้งใจ เลิก อย่าไปเที่ยวได้วุ่นวายเรื่องนี้ ไม่ต้องกลัวว่าเกิดมาเป็นคนจะเป็นผู้หญิงก็ตามผู้ชายก็ตามขี้เหร่ก็ตามสวยงามก็ตาม ไม่ต้องกลัวหรอก มันมีคู่จนได้ ในอนาคตถ้ายังไม่ได้ปฏิบัติธรรมดีๆจนเลิกได้ ให้มาศึกษาธรรมะดีๆแล้วจะรู้ว่าโอ้โห จิตมันไม่ควรจะต้องไปมีกิเลสอย่างนั้นไม่จำเป็นต้องไปแต่งงานไม่ต้องมีคู่ ขอแนะนำว่าให้ไปถามเยอะๆนะ ถาม ผู้ที่แต่งงานมาแล้ว ไปถามดูซิว่าคุณป้าคุณย่าคุณยายคุณอาคุณน้า แต่งงานไปแล้วมันทุกข์มากหรือสุขมาก ไปถาม แล้วจะได้คำตอบ คำตอบนั้นเอาไปจำไว้เชียว แล้วไปปฏิบัติตาม อาตมามั่นใจหรือว่าในกระบวนการ ถามไปสัก 20 คน 50 คน 100 คนจะได้คำว่ามันมีทุกข์ มากกว่า 50 ขึ้นไป จริงๆ อาจจะมีคนหลงสุขอยู่บ้างมีบ้าง แต่สุขก็คือทุกข์​

ถ้าพระพุทธเจ้าเห็นว่าการแต่งงานการมีคู่ดี พระพุทธเจ้าจะต้องเลิกจากการมีคู่หรือเปล่า พระภิกษุหรือแม้แต่ภิกษุณีแม้แต่ผู้หญิงจะเลิกจากคู่มาบวชได้ไหม แม้คำสอนก็ยืนยันไว้ทั้งหมดแต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้หักด้ามพร้าด้วยเข่า ท่านไม่ได้พูดแรงเท่านั้นเอง แต่แท้จริง พระพุทธเจ้าท่านทรงความรู้ที่สูงสุด พูดสิ่งใดเป็นจริงหมด ความรักเป็นทุกข์ 

รัก 100 ทุกข์ 100 มีรัก เท่าไหร่ก็ทุกข์เท่านั้น ไม่รักเลยไม่ทุกข์เลย จะทำอย่างไร ต้องศึกษาธรรมะพุทธเจ้าให้เป็นคนโสดให้ได้ มันไม่ใช่ความสุขหรอกเป็นความสุขที่หลอก 

_ถ้าเราจะขอโทษใครสักคนแต่เขากลับไม่อยากรับ เราควรทำอย่างไรดีคะ 

พ่อครูว่า…ก็ขอโทษเขา เขาไม่รับก็ไม่เป็นไร เราก็บอกเขาได้ หรือแม้แต่ปากไม่ได้บอกแต่เขาชอบในใจก็ดีแล้วยิ่งออกไปด้วยปากก็ยินดี เขาจะรับหรือไม่รับไม่เป็นไร ทำอย่างนี้เท่านั้นแหละไม่ต้องยาก เขาจะรับหรือไม่รับไม่มีปัญหาอะไร 

อย่าเลี้ยงสัตว์เลยเป็นวิบาก

_สม.เป็นหญิง…ขอพูดแทน ภ.สม.รูปอื่น

ญาติธรรมจับแมวไปปล่อยข้างนอกแต่ผู้ที่เลี้ยงประจำจับแมวกลับมาอีก 

พ่อครูว่า…ถ้าคนจะเลี้ยงแมวคนก็เอาแมวไปเลี้ยงอยู่ข้างนอกเลย อยู่ที่บ้านข้างนอกของคุณ นี่ต้องพูดให้ชัดเจนเลย อะไรกันนักกันหนาห้ามกันพูดกันไม่รู้เรื่อง บ้านเมืองนี้สงบด้วยเสียงแมวเสียงหมา คุณจะไปเอามาทำไมคุณจะผูกพันมันทำไมกันนักกันหนา ถ้ารักแมวนักก็ออกไปจากที่นี่ ไปเลี้ยงแมวที่บ้านนี่คือคำตอบ 

_สม.เป็นหญิง…วิญญาณสัตว์เดรัจฉานในตัวมันจะเอาไปยินดีกับสัตว์เดรัจฉานนอกตัว วิญญาณที่ยินดีในสัตว์เดรัจฉานนั้น 

พ่อครูว่า…วิญญาณของคนควรจะเจริญไปยินดีกับสัตว์เดรัจฉานทำไม แม้เป็นคนก็ควรยินดีกับคนที่ประเสริฐ คนที่ดี จิตของคนที่ไปรักกับสัตว์เดรัจฉานมันก็อยู่ในฐานของเดรัจฉาน เป็นความรู้ของศาสนาพุทธ ของศาสนาอื่นไม่ได้มีความรู้ลึกซึ้งอย่างนี้หรอก ไม่ได้ตัดรอนเรื่องเลี้ยงสัตว์หรอก 

แม้แต่เจอแมวอยู่ในนี้ก็ให้เอาไปปล่อยที่อื่นไกลๆ ช่วยกัน ก็เคยทำกันอยู่แล้ว พยายามอย่าให้มาเกี่ยวข้องกับพวกเรา สัตว์มันก็มีวิบากของมันไป เราไม่ใช่ไม่เมตตา เราไม่ใช่คนใจดำใจจืด  แต่อาตมาเข้าใจธรรมะมากกว่านั้น เข้าใจถึงเรื่องกรรมวิบาก ไม่อยากให้คุณไปต่อวิบากเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ คนเข้าใจยาก แต่อาตมาก็ต้องพูดความจริง 

_มีลูกค้าอุทยานบุญนิยม..ท่านหนึ่ง ข้องใจในปรัชญา “มุ่งมาจน” ของชาวอโศก กระผมได้ไขข้อข้องใจนั้นไปว่า คำว่ามุ่งมาจนนั้นเป็นอุดมการณ์สำคัญของชาวอโศก แต่ที่จริงแล้วพระพุทธเจ้านั่นแหละ ที่เป็นต้นแบบพุทธบริษัท มาจน (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) 

ลูกค้าท่านนั้นก็ย้อนถามมาว่าพวกคุณมีหลักฐานอะไรที่พระพุทธเจ้าพาให้คนมาจน กระผมได้ตอบคำถามนั้นโดยใจความสรุปได้ดังนี้คือ

ในบุญกิริยาวัตถุ 3 ข้อที่ 1ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ทาน คำว่าบุญ ตามความเข้าใจของเราคือการชำระกิเลส ในสัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 1 อัตถิทินนัง ทานมีผล ตามความเข้าใจของพวกเราก็คือทานที่ได้ให้ไปแล้วมีผลให้เกิดการชำระล้างกิเลสได้ ดังนั้นผู้ให้ทานอย่างมีสัมมาทิฏฐิ ย่อมสามารถชำระล้างกิเลสในใจของตนเองได้ ซึ่งก็คือ คนจน นั่นเอง 

อนึ่ง ปรัชญามุ่งมาจน พ่อท่าน ผู้นำชาวอโศก ได้ให้ไว้เพื่อเป็นกรอบของการปฏิบัตินั้นก็คือ ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อการชำระล้างกิเลสในจิตของผู้ให้ทาน (ทานมัย) และยืนยันความมีสัมมาทิฏฐิในข้อแรก อัตถิทินนัง ด้วยเช่นกัน 

พ่อครูว่า..

เรามีนามสกุลเกี่ยวกับความจนหลายอย่าง มีความเข้าใจเรื่องความ มาจน นั้นเป็นคุณสมบัติอันประเสริฐเลิศยอดของชาวพุทธ คนมาจนทำตนให้เป็นคนจนจะมีปฏิภาณปัญญา เราก็จนจริงๆไม่ได้จนเล่นๆด้วย คือว่ามีก็สละออก จนกระทั่งไม่มีสะสมเป็นของตนเองเลย 

มาอยู่กับสังคมสาธารณโภคีอย่างเช่นชาวอโศก แล้วไม่ใช่มีอยู่ในชุมชนเพียงชุมชนเดียวด้วยมีตั้งหลายสิบหมู่บ้านหลายสิบชุมชนชาวอโศกในประเทศไทย มาอยู่กันยังทำงานคือไม่เอารายได้เข้าแก่ส่วนตัว ทำงานเอาเข้ากองกลางหมด ส่วนใครจะมี error ก็เป็นธรรมดาบ้าง ไม่มีใครจะค้านแย้งอยู่ในนี้นอกจากตนเองจะจนไม่ลงเก็บไว้บ้างเท่านั้นเอง แต่จริงๆตัวเองก็จะรู้สึกว่าตัวเรานี้อยู่กับหมู่กลุ่มนี้ไม่ต้องจ่ายเงินใช้เงินเลยก็ได้  หากว่ามีความจำเป็นต้องใช้ก็เบิกจากส่วนกลางได้ ที่เป็นส่วนตัวนะ การเบิกจ่ายในเรื่องส่วนรวมเขาก็ให้อยู่แล้ว เป็นระบบของเศรษฐศาสตร์สุดยอดเลย ระบบสาธารณโภคี ประชาชนสมาชิกของสังคมนี้หมู่บ้านนี้ ทำงานแล้วเสียภาษีให้กองกลาง 100% เป็นสุดยอดของโลก สุดยอดของสังคมมนุษย์โลก ซึ่งเป็นเรื่องที่อาตมาภูมิใจมาก แล้วคนจนอย่างนี้ก็เป็นคนที่มีความสุขด้วย ความสุขไม่ได้จำเป็นจะต้องมีเงินร่ำรวย ไม่ได้ขึ้นกับสิ่งนั้นเลยแม้แต่อย่าว่าแต่ความสุขเลยความมีสุขภาพ ความมีชีวิตก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรวยความจน เราจนอย่างไม่มีทรัพย์สินเลยอยู่กับหมู่กลุ่มที่เป็นเสนาสนะสัปปายะบุคคลสัปปายะอาหารสัปปายะธรรมะสัปปายะครบพร้อม 

กินอยู่กับนอนอยู่ในนี้สบายมีทำมาด้วยจึงไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไรเลยเป็นการพิสูจน์ยืนยันสัจจะธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่พูดตอนนี้ไม่ได้เกินความจริงหรอก 

สังคมของชาวอโศกเป็นสังคมที่เป็นคนจนสังคมสาธารณโภคีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกในประเทศไหนๆ สังคมชุมชนอย่างหมู่บ้านของพวกเรานี้ไม่มีหรอก ไม่มีสังคมอย่างนี้ ใครที่รู้จักต่างประเทศมากๆ จะมีไหมสังคมอย่างนี้อยู่ในประเทศอื่น 

คนที่ไปต่างประเทศมาเป็นแอร์โฮสเตส (พิมพ์เพชรรุ้ง เคยเป็นแอร์โฮสเตส)ตอนนี้ออกมาแล้วแอร์กี่แล้ว เคยเห็นไหม ชุมชนหมู่บ้านต่างๆในประเทศต่างๆมีอย่างนี้ไหม ไม่มีหรอกในโลก แล้วทำได้อย่างเต็มใจสุขสำราญเบิกบานใจอยู่เย็นเป็นสุขกัน ไม่แย่งชิงทะเลาวิวาทเกื้อกูลเอื้อเฟื้อเจือจานกัน มันเป็นคุณสมบัติอันประเสริฐของมนุษยชาติจริงๆเลย อาตมาไม่ได้แกล้งชมไม่ได้แกล้งยกยอปอปั้นมันเป็นคุณวิเศษเป็นสิ่งประเสริฐของมนุษยชาติที่ทำได้เป็นได้มันยิ่งใหญ่นะ แต่คนก็ไม่เข้าใจความยิ่งใหญ่อันนี้แม้แต่ในประเทศไทย นักรัฐศาสตร์นักเศรษฐศาสตร์ยังไม่เห็นความจริงอันนี้เท่าไหร่เลยยังไม่ทราบซึ้ง ว่าเมืองไทยมีประชาชนที่ปฏิบัติตามธรรมะพระพุทธเจ้าปฏิบัติอย่างเป็นหมู่กลุ่มชุมชนกันได้อย่างนี้จริงๆ เป็นเรื่องสุดยอดของโลกนะในประเทศอื่นๆเขาเป็นไม่ได้ นี่อาตมาเอาจากทฤษฎีของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติแท้ๆ เมืองไทยทำได้จริงๆน่าจะมาทำได้เกือบ 50 ปีแล้วและอยู่อย่างดีได้ยืนยันมา 

เรื่องมาจนนี้ 

เป็นคนไม่สะสมเงินทองเป็นของตนเองเลยแต่ขยันหมั่นเพียรสร้างสรร แล้วสะพัดออก แม้จะขายก็ขายถูกๆ หรือแจกฟรี สะพัด คนนี้เป็นคนยอดนักเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยบรรเทา ความแย่งชิงกันได้ในสังคมโลก ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรทำไม่มีการงานทำ แต่เป็นคนที่ทำงานร่วมกันได้อย่างดีด้วย เป็นงานที่ไม่มอมเมาไม่ทุจริต หรือเป็นงานที่ไม่เข้าท่าเสียเวลาแต่อย่างใดแต่เป็นงานที่เป็นแก่นสารสาระ 

เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้น 1 ของโลก ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัสถึงเศรษฐกิจพอเพียง ชาวอโศกแปลว่าจริงๆแล้วสมบูรณ์แบบในความพอเพียง น่าจะเกินไปถึงขั้นสาธารณโภคี และเกิดชุมชน สาราณียธรรม 6 อยู่ร่วมกันด้วย เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา 

ศีล  5 เสมอ ศีล 5 ศีล 8 เสมอศีล 8 … จนถึง โอวาทปาติโมกข์ศีล เป็นการพิสูจน์ยืนยันธรรมะพระพุทธเจ้าในยุคนี้ ซึ่งคนมันเสื่อมจากศาสนาพุทธไปมากแล้วแต่เราก็ยังเอาธรรมะของพระพุทธเจ้าตามคำสอนถึงขั้นสาธารณโภคีมาสถาปนาขึ้นในสังคมได้ สุดยอดนะ อาตมาพูดชมตัวเองนี้ยังชมน้อยไป จริงๆก็เหนียมๆอยู่ แต่จริงๆชมน้อยไป เพราะอาตมาทำได้ตามคำสอนพระพุทธเจ้านี้ได้ยากแสนยาก แต่ยกย่องตนเองได้ไม่มาก ขนาดนี้คนก็ยังจะอาเจียนเอาโลหิตร้อนพุ่งออกจากปากแล้ว

สังคมใดเข้าใจว่าความจนนั้นเป็นความประเสริฐแล้วมาทำได้อย่างชาวอโศกนี้ ประเทศนั้นเป็นประเทศประเสริฐ สังคมที่เป็นสังคมคนจนและอยู่อย่างสุขสำราญเบิกบานใจจึงเป็นสังคมประเสริฐ เป็นสังคมอาริยะ เป็นคนฉลาด ทันสมัย เจริญ

ที่ไปแย่งเงินทอง ลาภยศสรรเสริญกันอย่างเช่นฮ่องกงอย่างเช่นอเมริกาเป็นสังคมต่ำสังคมไม่เจริญเป็นสังคมเสื่อม แย่งกันซอกๆๆ เมืองไทยไม่ได้แย่งกันขนาดนั้นหรอก ไม่ได้แย่งเหมือนฮ่องกง อเมริกานะ ขอยืนยัน เป็นเมืองที่สงบสบายอยู่กันยังไม่ได้ร่ำรวยอะไรกันหรอก คนที่รวยบ้าบอกันไปก็มีแต่ทำร้ายสังคมไปสร้างบาปให้แก่ตัวเองไป คนจนก็ไม่ได้มีบาปเพราะไม่ได้ไปสร้างหนี้ไม่ได้ขูดรีดไม่ได้แย่งชิงเอาเปรียบเอารัดกับใคร ส่วนคนรวยก็บาปเอาๆ แต่เขาไม่รู้ตัว ในการทำงานที่สุจริตคุณได้รวยนั้นคุณอย่านึกว่าไม่ได้บาป คุณได้บาป สรุปง่ายๆเลยว่ายิ่งรวยยิ่งบาป ยิ่งจนอย่างมีความสุขเป็นสุขสงบดีนี้ยิ่งเป็นคนที่มีกุศลหรือจริงๆเป็นคนมีบุญอย่างแท้จริง เป็นคนชำระกิเลส มีปัญญารู้การชำระกิเลสจริง

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สมาธิ 3 ระดับ

_สมาธิคืออะไร และขอให้พ่อท่าน ช่วยอธิบายถึงลำดับของสมาธิ 3 ระดับ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ

_อานาปานสติทุกลมหายใจเข้าออกคืออย่างไร

พ่อครูว่า…สมาธิคืออะไร คนทุกวันในชาวพุทธทุกวันนี้ แม้แต่ปราชญ์ชาวพุทธทุกวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าสมาธิคืออะไร 

สมาธิ ก็แปลกันถูกอยู่ว่า เป็นจิตตั้งมั่น แล้วจิตจะตั้งมั่นคือจิตอย่างไร จิตจะตั้งมั่นคือจิตที่ได้ชำระกิเลสออกไป ชำระกิเลสได้แล้วก็ทำซ้ำ อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง รักษาผลที่ได้ตัดกิเลสออกไปแล้วให้ได้ถาวรยั่งยืน จิตก็จะตกผลึกลงเป็นอเนญชา ไม่หวั่นไหวต่อการกระทบสัมผัสต่างๆ เป็นฐาน ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา อย่างนี้คือจิตสมาธิ

จะปฏิบัติสมาธิได้ ต้องปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 ฟังให้ดีนะนี่เป็นวิชชาจรณะสัมปันโน เป็นพุทธคุณของพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้มา เพราะหากไม่มีพระพุทธเจ้าก็ไม่มีวิชาจะระณะสัมปันโน ไม่มีวิชชา 8 แต่เพราะว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาจึงมีวิชชาจรณะสัมปันโนจึงมีจรณะ 15 วิชชา 8 ขึ้นมา

ผู้ไม่ปฏิบัติตรงตามวิชชาจรณะ ปฏิบัติฌานก็เป็นแบบนอกรีต 

ต้องปฏิบัติจรณะ 15 และเกิดวิชชา 8  วิชชา8 เป็นตัวช่วยเป็นตัวรู้ให้เกิด ฌาน 4 ฌาน4คือชำระกิเลส

ฌาน เป็นพลังงานไฟ ไปเผาไฟราคะโทสะโมหะ หมดจากจิต จิตก็สะอาดบริสุทธิ์ ปริสุทธา สะอาดแม้กระทบกับเหตุที่เคยเกิดกิเลส ก็ไม่เกิดกิเลสอีกเรียกว่า ปริโยทาตา จิตก็ยิ่งมุทุ เป็นวสิปัตโต เป็นจิตมีอำนาจ จิตมุทุอยู่กับชีวิต จัดการกรรม กาย วาจา ใจได้ดี ทำการงานไม่มีบาปอกุศลมีแต่กุศล จิตทำงานอย่างไรก็ปภัสสรตลอด คุณธรรม5ประการของอุเบกขาทำได้เพราะจิตเป็นสมาธิ ยากไหมกว่าจะเป็นสมาธิ 

แต่เขาพูดกันสมาธิอย่างโลก คือ Meditation นอกรีตเลย แต่ถ้า Concentration อย่างลืมตา ธรรมดาสามัญอยู่ในชีวิตแล้วพยายามไม่เกิดกิเลส มันก็ทำกันอยู่แล้ว แต่ถ้าทำอย่าง Supraconcentration นี้ของพุทธ แต่ถ้า Meditation เป็นของเดียรถีย์ทั้งนั้น นั่งสะกดจิตทั้งนั้น

ชาวอโศกเราปฏิบัติฌาน สมาธิ สัมมาทิฏฐิ เข้าหลักเกณฑ์พระพุทธเจ้าได้มากที่สุดจึงเกิดผลที่มีชีวิตถึงขั้นเป็นสาธารณโภคีได้ เป็นสังคมกลุ่มอย่างนี้ได้

ขณิกสมาธิ แปลว่าขณะๆ คุณทำกิเลสลดได้แต่ละขณะๆ นั่นเรียกว่าคุณทำได้เป็นขณะๆ(ขณิกะ)ทำได้ดีขึ้นมีวิตกวิจารสูงขึ้น จนเป็นผู้รู้จักมโนปวิจาร คือรู้จักจิตเจตสิกที่เป็นเคหสิตะ 18 แล้วทำให้เป็นเนกขัมมะ 18 จิตของคุณดีขึ้นมีพฤติกรรมเรียกว่า จาระ ใกล้เข้าไปเป็นสมาธิก็อุปจารสมาธิ จนจบเป็นสมาธิ สั่งสมเป็นอัปปนาเป็นสมาธิที่ตั้งมั่น  สมาธิ สั่งสม อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา นี่คือสมาธิ 3 ประการ

ขณิกสมาธิทำได้แต่ละขณะทำได้เจริญ เป็นอุปจารสมาธิ และสั่งสมเป็นอัปปนาสมาธิ

อานาปานสติคือมีสติ ตลอดเวลาที่มีลมหายใจเข้าลมหายใจออก แล้วทำงานมีสติปัฏฐาน4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 ให้เจริญโพธิปักขิยธรรม 37 นั่นคือปฏิบัติอานาปานสติ 

อานาปานสติคือมีสติให้ดี ลืมตาปฏิบัติในขณะมีลมหายใจเข้าลมหายใจออก แล้วก็พยายามเรียนรู้กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม อ่านแยกแยะกิเลสให้ออกแล้วล้างกิเลสให้ได้ด้วยกระบวนการของ สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 แล้วจะเกิดผลเป็นอินทรีย์ 5 พละ 5 ด้วยหลักของโพชฌงค์ 7 และมรรคมีองค์ 8 

นี่คือครบโพธิปักขิยธรรม 37 คือโลกุตรธรรม 37 นี่คืออานาปานสติของพระพุทธเจ้า ส่วนการไปนั่งหลับตาดูลมหายใจเข้าออกอยู่อย่างนั้น เป็นอานาปานสติแบบเดียรถีย์ นอกรีตศาสนาพุทธ 

แล้วที่ว่าจับสติทุกลมหายใจเข้าออกคืออย่างที่อธิบายไปแล้ว ทุกเวลาที่มีสติ ให้สติมีอธิปไตยเป็นอำนาจ แล้วมีปัญญาเป็น อุตระ สามารถควบคุมทุกอย่างได้ โดยทำใจในใจมนสิการ ให้เกิดจิตเจริญขึ้น โดยมีผัสสะเป็นสมุทัย เป็นเหตุในการปฏิบัติ อาตมาเอาพระสูตรของพระพุทธเจ้ามาอธิบายทั้งนั้นนะไม่ได้คิดเอาเอง แล้วรู้เวทนา 108 ทำให้เกิดเนกขัมมะเป็นฐานของอุเบกขาเป็นนิพพาน จนมั่นคงเที่ยงแท้ เป็นสมาธิที่มี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ทำได้ลืมตาทำทุกลมหายใจเข้าออก  จึงเป็นสมาธิของพระพุทธเจ้า เดี๋ยวนี้เขาเข้าใจหลักพวกนี้ไม่ได้แล้ว ถูกพวกเดียรถีย์ครอบงำแล้วก็หลงผิดกันไปหมด มีอรหันต์เก๊ อรหันต์ปลอมหลอกกันเต็มบ้านเต็มเมือง อธิบายหลักการผิดเพี้ยนไปจากโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า 

ทุกวันนี้อาตมาพูดอย่างอาจหาญ เพราะทำงานมาเกือบ 50 ปีแล้ว 

_นักรบธรรม…ขณะปัจจุบันนี้ ผมถือว่ามันเป็นความสุดยอดยิ่งใหญ่ที่สุดของความมีคุณค่าสาระประโยชน์ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ว่าได้ อยู่ต่อหน้าของพระโพธิสัตว์ระดับ 7 เป็นเรื่องยาก เรื่องปรินิพพาน ผมใจร้อน ไม่เอาชาติหน้ามันต้องชาตินี้ 

_น้อมยอดธรรม…มีคนมาขอให้เป็นเจ้าบ้านให้ อาดินดอนพาไปส่วนราชการ ได้เซ็นไปหลายอย่าง อาชีพตอบไปว่าผู้เสียสละ

พ่อครูว่า…ใช้ได้ พวกเราจริงใจ เราเป็นอันนี้ภูมิใจ

_รายการสำมะปี๋ ทั้งลูกที่อยู่ใกล้อยู่ไกล ควรมีส่วนร่วมได้ แต่ยกมือได้แต่ที่บ้านราชฯลูกว่าไม่เป็นธรรมที่อยากร่วมรายการ

พ่อครูว่า…ก็คงหมายความว่าอยากให้เปิดโอกาส ใช้เทคโนโลยีด้วย แต่มันติดขัดเสียเวลา เคยทำ แต่ตอนนี้ขออย่าเลย อาตมาอยากให้มา เป็นเงื่อนไขทำให้คนต้องมาที่บ้านราชฯ รายการนี้เมื่อไร คุณมา ยินดีต้อนรับ

_แพรวชมพู…ถ้าลูกคิดถึงคนหนึ่งที่ผูกพันกันมากๆแต่คนนั้นเขาตายแล้วลูกควรทำอย่างไรดีคะ 

พ่อครูว่า..คนตายกับคนเป็นสัมพันธ์กันไม่ได้แล้วก็วางใจไป จะสัมพันธ์กันไปทำไมตายแล้วก็ตายไป คนเป็นก็สัมพันธ์กับคนเป็นแต่สัมพันธ์กันอย่างไม่ให้เกิดทุกข์ สัมพันธ์กันอย่างดีๆอย่างชาวอโศกเราอยู่ในหมู่บ้านนี้ พวกที่สัมพันธ์หาทุกข์กันก็เป็นไปบ้างยังมีกิเลสอวิชชากันอยู่ 

_ที่หลวงปู่บอก ในหนังสือสัจจะชีวิตเล่มหนึ่งว่า “คุณยายของอาตมา ญาแม่คุณ ทั้งหมู่บ้าน ใครๆก็รู้จัก เพราะเป็นหลานเจ้าเมืองคนเดียวที่เหลืออยู คุณยายของอาตมาเป็นคนที่มีภูมิธรรมมาแต่กำเนิดเพราะเป็นคนที่ปฏิบัติธรรมเคร่งครัด ไม่ดูหนังดูละคร” แล้วท่านเป็นพระอริยะขั้นไหนครับ 

พ่อครูว่า.. มันเป็นภาษาของชาวบ้านเขา ญาแม่คุณ มันเป็นเรื่องของทางโลก เพราะว่าคุณยายของอาตมา เป็นหลานชิดใกล้ของเจ้าเมืองพิบูลฯ ที่เป็นน้องชายของเจ้าเมืองอุบลฯ ส่วนน้องชายของเจ้าเมืองพิบูลฯ ชื่อโพธิสาร เป็นทวดของอาตมา คือพ่อของยายอาตมา ซึ่งเป็นอุปราชของเมืองพิบูลฯ 

คนที่ยังเหลือชีวิตอยู่คือคุณยายอาตมา นอกนั้นเชื้อสายตายหมด ก็เลยเป็นญาแม่คุณทั้งอำเภอ เขาเรียกกัน ญาแม่ คือภาษาเรียกของทางโลก เป็นตำแหน่งยศศักดิ์ ไม่เกี่ยวกับทางธรรม 

แต่ทางธรรมะ พฤติกรรมของคุณยายอาตมา เป็นพฤติกรรมที่ไม่มีกาม อาตมามีความรู้ที่มองออก ไม่มีกามทางด้านโลภ โกรธ หลง ทางโทสะไม่มี แต่เป็นคนเคร่ง จริงจัง เหมือนอาตมา จริงจังไม่โกรธแต่แข็ง ตรง ซื่อ ที่อาตมาเห็นเพราะอาตมามีปัญญา ภูมิธรรม จึงสามารถอ่านคุณธรรมของคุณยายออก แต่ก่อนนี้ก็ไม่ชัดเจน เดี๋ยวนี้ชัดเจนมากจึงเอามาพูดเต็มๆ   เป็นบารมีเก่าของคุณยาย จะเรียกว่าระดับไหนมันบอกยาก เพราะว่าเป็นอจินไตยเรื่องของกรรมวิบากเรื่องของฌานวิสัย เป็นเรื่องอธิบายยาก ยายอาตมามีฌานในตัว แล้ววิบากต้องไปแต่งงานมีลูก ยายอาตมาเสียอายุ 94 

จบ