ศาสนา

620909_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 68

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่…  https://docs.google.com/document/d/1EeUiJQQTxhlgIIkucSQAEnTVuan6sMWzetqHYwoZUc0/edit?usp=sharing    

ดาวโหลดเสียงที่  https://drive.google.com/open?id=1pqcNZOmsnZGSM0CEXN2zefysoreIal6d 

พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 9 กันยายน 2562 ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้มวลน้ำมหาศาลมาถึงเรา มาถึงวันนี้แล้วพวกเราไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจกับน้ำท่วมเท่าไหร่ มีแต่เหนื่อยกับขนของไม่ได้เหนื่อยได้พักเลย เดี๋ยวน้ำลงก็ต้องขนลง ดี ก็จะได้แข็งแรง ได้ออกกำลังกาย Exercise กันตลอดเวลา 

เอา sms ก่อน

SMS วันที่ 6 กันยายน 2562 (พุทธศาสนาตามภูมิ)

 

ทำให้คนยินดีในอาหารเนื้อสัตว์มีบาปเป็นอันมาก

_2863ฟังธรรมวันนี้ได้ความรู้เพิ่ม บาป5ประการของการฆ่าสัตว์มีความเข้มข้นของ(เสียงไมค์ช็อตไปสัก 10 วินาที ตัดออกด้วย) บาปจากน้อยไปมากจากหยาบไและเอียดคิดพูดทำเพื่อฆ่าคือบาปและบาปหนักมากคือทำให้ผู้อื่นยินดีในบาปที่ตนได้กระทำแล้ว

พ่อครูว่า…คนที่เอาเนื้อสัตว์มาถวายพระพุทธเจ้า บาปมาเป็นลำดับ จนถึงคิดฆ่า ลงมือฆ่า ฆ่าตายสำเร็จ ตายเสร็จแล้วเอาเนื้อสัตว์นั้นนำไปทำอาหารถวายสาวกของพระพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้า เจตนาจะให้สาวกของพระพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้ายินดีในเนื้อสัตว์ โอ้โห มีเจตนาแรงร้ายมากเลย เพราะฉะนั้นข้อ 5 จะมีความหนักของบาปมากเลย 

คนที่ไม่มีเจตนาทำโดยไม่รู้เอาเนื้อสัตว์ไปถวาย อาหารเนื้อสัตว์ไปถวายสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้า แน่นอนมันก็บาปแล้ว ยิ่งมีเจตนาเพื่อที่จะให้ยินดีในเนื้อสัตว์นั้นด้วย ทำอาหารอย่างประณีต มาอังคาตหรือมาถวายพระสงฆ์พระพุทธเจ้า ก็ยิ่งจะบาปหนักเข้าไปใหญ่ ถ้าเข้าใจในความหมายหรือคำกิริยาของจิตนิยามมีเจตนารมณ์พวกนี้ จะเห็นชัดเลย ตั้งแต่กล่าวชื่อสัตว์จนกระทั่งไปจับสัตว์นั้นมา กรรมกิริยาทางด้านรูปธรรม การกล่าวชื่อสัตว์ไม่น่าจะบาป การไปจับสัตว์มา มาทำอะไรต่ออะไร แต่มันไม่อย่างนั้นสิมันมีเจตนาร้าย กล่าวชื่อสัตว์ด้วยเจตนาร้าย ไปจับสัตว์มาด้วยเจตนาร้าย ถ้าเราจับมันมาช่วยเหลือเลี้ยงดูด้วยเมตตาก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่นี่จับมามีเจตนาร้าย เสร็จแล้วให้ฆ่า ฆ่าตายแล้วยังจะให้พระพุทธเจ้าก็ดีภิกษุก็ดี ซึ่งไม่ควร เป็นของไม่ควร อกัปปิยะ ที่จะเอาเนื้อสัตว์มาถวาย อกัปปิยะเป็นเรื่องของความไม่ควรจะเอาไปถวาย เป็นบาปสูงสุดเลยถ้าเข้าใจในความหมายเหล่านี้แล้วใครจะกล้าเอาเนื้อสัตว์ไปถวายพระภิกษุไปถวายพระพุทธเจ้า มันบาปเป็นอันมากถึงขั้นข้อที่ 5 ใช่ไหม นี่ถ้าศึกษาไม่ดีไม่รู้จักกรรมกิริยาไม่รู้จักที่เจตนารมณ์หรือมโนกรรม ที่เลวร้ายแล้วก็เป็นความเลวร้ายหยาบซับซ้อน ตั้งแต่กรรมกิริยาเบาจนถึงหนัก แบบหยาบจนกระทั่งสะท้อนให้เห็นถึงบาปซ้อนซ้ำ ทับถมเข้าไปอีกกี่ชั้น 

จริงๆแล้ว เรื่องภิกษุหรือผู้ปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้านั้น ละเว้นเรื่องที่จะเป็นอกุศลกรรม เป็นบาป อย่างละเอียดลึกซึ้งมาก ถ้าใครจะแย้งจะเถียงเพื่อไม่ก้าวหน้า เป็นการไม่ก้าวหน้าของเขา แต่คนที่ตั้งใจเจตนาจะปฏิบัติเพื่อความเจริญก้าวหน้าทางธรรมะ ก็ไม่ปฏิเสธแน่นอน จะรู้ความหมายหรือเจตนารมณ์อันนี้

เพราะฉะนั้น 5 ข้อในการเป็นบาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย พระพุทธเจ้าตรัสไว้จึงเป็นเครื่องชี้ความละเอียดสุขุมประณีตของกรรมกิริยาของมโนกรรมของจิต สูงส่งเลย

ถ้าคุณเข้าใจแล้วไม่มีทางที่จะไปรับประทานเนื้อสัตว์ แต่ก็เอาล่ะ เป็นไปเพราะความเสื่อมความเพี้ยน ถึงกาละนี้ก็ว่ากันไป ใครทำได้ก็ทำเป็นประโยชน์ของตนใครทำไม่ได้ก็ไม่ได้ประโยชน์นั้น 

_วาส ทองจันทร์ · กราบนมัสการครับ เสียดายที่ปีนี้นํ้าท้วมบ้านราชไม่ได้ไปช้วย ขอเป็รกำลังใจให้ชาวบ้านราชมีพลานามัยเข็มแข็งอย่าได้มีเจ็บมีไข้ทุกๆท่านครับสาธุ

_Somnuek Lailak · คนเสื้อแดงที่ยังไม่ตื่น. เขาเอารูป นายกนั่งบนเรือ ที่พิษณุโลก. และรูปธร. เดินลุยน้ำมาให้คนอีสานดูอีกแล้วว่า ธรดี สร้างภาพอีกแล้ว ประชาชนเชื่อไวมาก เจ้าค่ะ

_ปองแสงพุทธ ทองสุขนอก · นมัสการผู้ประสบภัยน้ำท่วมทุกท่าน วันนี้ดูผู้ประสบภัยน้ำท่วมมีความสุขก็ดีใจด้วยน่ะเจ้าคะจะได้ฉลองน้ำตามที่รอคอยกันมาหลายปี วันนี้พ่อครูเอาภาพเก่า ๆสี่ห้าปี ที่แล้ว ดูรายการสดซึ่งเป็นภาพปัจจุบันกับพ่อครูในอดีต ไม่เปลี่ยนเลย ดูหนุ่มไม่เปลี่ยนเจ้าคะ อากาศเย็นและแช่น้ำกันทุกวัน ระวังน้ำกัดเท้า ความสะอาดในน้ำดื่มและรักษาสุขภาพด้วยคะทุกคน น้อมนมัสการเจ้าคะ

_ใบฟ้า พฤ. 5 ก.ย. 62 กราบนมัสการพ่อครูด้วยเศียรเกล้า

ดิฉันจัดเป็นคนด้อยโอกาสจริงๆที่เพิ่งได้หนังสือสมาธิพุทธ เล่มใหญ่ปกแข็งอย่างดี ความหนา 495 หน้าบรรยายโดยพระโพธิรักษ์ เรียบเรียงได้อย่างยอดเยี่ยมโดยรศ.อาภรณ์ พุกกะมาน จากภาควิชาสารัตถศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อพ.ศ ๒๕๒๖ จำนวน 5,000 เล่ม เล่มที่ดิฉันได้รับนั้นเป็นการพิมพ์ครั้งล่าสุดคือครั้งที่ 5 (เมษายน 2562) จำนวน 1,000 เล่ม รวมการพิมพ์เผยแพร่ทั้งหมด  5 ครั้ง = 12,000 เล่ม ผ่านไปเพียง 100 กว่าหน้าก็ชัดเจนถึงธรรมะที่พ่อครูสอนอย่าง“อกาลิโก” เติมเต็มความเข้าใจอย่างเป็นลำดับ ได้เปรียบเทียบแยกแยะการพัฒนาสารัตถะและนิรุตติภาษาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นๆ จากพ่อครู ณ พ.ศ.นี้ ตัวอย่างเช่นคำว่า “บุญ-กุศล” เป็นต้น 

สนุกมากค่ะกับการอ่านสมาธิพุทธ ดังนั้นจึงหมดสงสัยที่ท่านปัจฉาสมณะหนักแน่น ขันติพโล ได้อ่านซ้ำๆ ถึง 40 เที่ยว กราบขอบพระคุณพ่อครูอย่างสูงสุด และกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อาภรณ์เป็นอย่างสูงค่ะ 

กราบขอพ่อครูกรุณาเล่าสู่ฟังเกี่ยวกับอาจารย์ด้วยเจ้า  

พ่อครูว่า…ก็ได้ข่าวคราว อ.อาภรณ์ ตั้งแต่มาทำหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ช่วยรวบรวมอะไรต่ออะไรมา ตอนนี้ก็อายุมากแล้วก็เลยไม่ค่อยได้มา ก็ติดตามศึกษาไปได้ประโยชน์ก็ดี 

_รอยใบไม้ เพิ่งมาอยู่ได้ไม่กี่เดือนสร้างบ้านเสร็จแล้วน้องน้ำก็มาเยี่ยมเยือนตั้งตัวเกือบไม่ทัน เกิดมาในชีวิตก็เพิ่งจะมาเจอน้ำท่วมแบบนี้ มีทั้งความตื่นเต้นปนกับความเครียด (พ่อครูว่าน่าเห็นใจ รู้สึกจะไม่สะดวก) ทำอะไรไม่ถูกค่ะ แสดงว่าลูกมาถึงบ้านราชฯแล้วใช่ไหมคะ 

อุ๋มถ่ายรูปไปให้โน้ตดู ก็บอกว่า หรูจังเลย มีสระน้ำขนาดใหญ่รอบบ้านเราเลย ไม่ต้องไปเสียเงินสร้างสระน้ำด้วยนะแม่ เท่จัง สู้ๆนะแม่ 

พ่อครูว่า..ก็เป็นความรู้สึกของผู้อยู่ในนี้ที่มาอยู่ใหม่ ผู้อยู่เก่าเป็นอย่างไร ชินไหม ชินชา น้ำท่วมก็ชินชา ไม่เห็นจะมีอะไร ปกติมันจะท่วมก็ท่วม มันจะมาก็มา มันจะไปก็ไป เราก็จัดการตามมีตามควรไม่มีที่เดินก็หาที่มา ทำสะพานทำอะไรต่ออะไร 

สมัยแรกๆเอาเรือใหญ่มาต่อกันยาว เดินตามเรือ ไต่ตามเรือ ตอนนี้ทำสะพานเล็กๆ ทำอะไรได้เก่งกว่าเก่าเยอะเรือก็ไม่ต้องเอามาแล้ว เรือก็ทำเป็นที่อยู่แล้ว แล้วก็มีเรือเล็กทั้งเรือพายเรือเครื่องท้องแบน เลยกลายเป็นแหล่งที่เราอยู่กับน้ำ น้ำมันจะท่วมน้ำมันจะมาก็มีอุปกรณ์ที่จะช่วยเหลือตัวเอง ให้อยู่ได้อย่างไม่ต้องเดือดร้อนวุ่นวายอะไรมากมาย ตามประสาที่เรามีความรู้ 

_โคลงสี่สุภาพจากพ่อเป็นต้น นาประโคน …ดาวเย็น นาวาบุญนิยมบันทึก 

ฉลองน้ำ 2562 

พ่อครูว่า…อาตมาบอกตรงๆพูดว่า ฉลองน้ำก็รู้สึกว่าไม่ตื่นเต้นอะไร พยายามจะให้มันสนุกก็ไม่ค่อยขึ้น ปลุกไม่ค่อยขึ้น ก็เลยบอกว่าจะฉลองน้ำกันเมื่อไหร่ อาตมาก็ว่าก็ฉลองกันอยู่นี่ไงก็สนุกทุกวันไป นี่ฉลองแล้ว เราฉลองด้วยสาระ ไม่ได้ฉลองด้วยเฮฮาปาร์ตี้เถิดเทิงก็ไม่อย่างนั้นทีเดียว การฉลองอย่างนี้เราก็เผชิญสัมผัสกับความไม่สะดวกความยากลำบาก เราก็ได้พัฒนาจิตใจของเรา ใครไม่เกิดความเครียด ใครไม่เกิดความรู้สึกลำบากเกินไปก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องปกติ น้ำมาก็ไม่สะดวกเป็นธรรมดา เราเข้าใจอย่างนี้ ใครรู้สึกอย่างนั้นบ้าง ..ยกมือเยอะ

มันไม่ติดขัด มันสะดวก เราเดินบนน้ำไม่ได้มันก็ไม่สะดวก ดีไม่ดีบางคนว่ายน้ำไม่เป็น ใครว่ายน้ำไม่เป็นบ้างยกมือ ..เยอะเหมือนกัน ก็หัดเข้าซี่ แก่แล้วก็ไม่เห็นเป็นไรไม่เสียหาย ริมถนนนี่ตื้นๆ หัดเข้าไปได้ ดี ไม่ต้องไปที่ลึกๆ แต่นี่ตื้นๆทั้งนั้น หัดว่ายได้

ฉลองน้ำ 2562 

พิรุณพิโรธบ้าง บางคราว 

หยั่งลงตั้งข้อหา โทษให้

ฤาฟ้าลงมา ใครสั่งฟ้าฤา

สัตว์โลกระวังไว้ เมื่อฟ้าสั่งฝน 

ประเทศไทยขาดน้ำ ทำนา 

มีศาสตร์พระราชา พึ่งได้ 

มรดกพระบิดา ทรงฝาก ฝนหลวง

สำนึกพระคุณให้ ทั่วถ้วน จักรวาล 

ทะเลทรายขาดน้ำ ไร้นา

จึงขุดน้ำมันมา แลกข้าว

อาศัยแค่เงินตรา อวดโลก สูเอย

เพื่อนร่วมโลกปวดร้าว เพราะเจ้าความรวย 

(พ่อครูว่า..แต่ถึงอย่างไรก็ตามข้าวในโลกนี้อย่างไรก็ขายแพงไม่ได้ น้ำมันขึ้นราคาเรื่อยไม่หยุดแต่ข้าวไม่ได้ เพราะข้าวนี้เป็นสำนึกของมนุษย์โลกต้องช่วยกัน ต้องจำกัดราคาไว้ ถ้าเผื่อว่าขายข้าวราคาแพง คนจนก็ตาย เราคนจนมีเยอะมีมาก คนจนมากกว่าคนรวย คนรวยไม่ตายได้เงินมาก แต่ฆ่ากันเลย นี่เป็นประเด็นเป็นเรื่องสำนึกของมนุษยชาติในโลก ข้าวนี้ทำยากมากเล็กๆกว่าจะได้แต่ละเมล็ด ข้าวคำหนึ่งมีกี่เม็ด)

น้ำท่วมดีกว่าน้ำ ขอดหนอง

น้ำหลากดีกว่าคลอง ขาดน้ำ

ฝนตกหนักเนืองนอง อพยพหนีภัย

อุปสรรคเกิดมาซ้ำ ห่อนสู้ ฤามี

ความลำบากช่วยสร้าง  มวลมนุษย์ 

ให้ต่อสู้ไม่หยุด ตลอดไซร้

ความเพียรเฉกชาวพุทธ ผ่านทุกข์ ได้เฮย

ไตรสิกขาต้องใช้ ถูกถ้วน สัมมา

โพธิสัตว์ท่านสร้าง บทเรียน 

ให้ลูกหลานพากเพียร ผ่านพ้น

รู้ตัดรอบวนเวียน ชีวิต วุ่นเฮย

เหตุแห่งทุกข์ต้องพ้น หมดข้อ กังขา

บทพิสูจน์ จิตไซร้ ต้องเผชิญ 

ให้มนุษย์ต้องดำเนิน ถูกต้อง 

ยาเสพสุขระเริง เดินพลาด พลั้งเฮย

สิ่งติดขัด จึงต้องขจัดให้ เสื่อมสลาย 

อ.เป็นต้น นาประโคน

_สู่แดนธรรม…เมื่อวานผมได้คุยกับเจ้าของศูนย์การค้าที่หนึ่ง น้ำกำลังท่วม เขาว่าน้ำท่วมทำให้เราได้ปฏิบัติธรรม เขาว่าถ้าน้ำไม่ท่วม จะทำให้เราเกิดโลกธรรมว่า ผลงานของฉันดีผลงานของฉันต้องเด่น คราวนี้ น้ำเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายทุกคนก็เลยเท่าเทียมกันหมดเลย โลกธรรมก็ไม่เกิดมีแต่ต้องทำใจ 

พ่อครูว่า…ใช่คนที่รู้จักกับประโยชน์เป็นโจทก์เป็นปัจจัยก็ได้ 

_ใสกลางเพ็ญ …สภาวะ 5 แปลว่าอะไร ?

พ่อครูว่า…สิ่งที่ปรากฏขึ้นเรียกว่าสภาวะ สภาวะ 5 จะบอกว่าปรากฏอะไรขึ้นเยอะแยะ ถ้าเผื่อว่าหลวงปู่จะตีความว่า หมายถึงสภาวะที่สำคัญที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือนิยาม 5 เรียกว่าธรรมชาติ 5 หรือนิยาม 5 ที่ไม่มีใครที่จะสามารถค้นพบตรัสรู้อันนี้ อาตมาว่าไม่มี ถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้า ประมาณเหนือชั้นแม้แต่นักวิทยาศาสตร์ที่เขาเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ทางวัตถุ วิทยาศาสตร์ทางฟิสิกส์ วิทยาศาสตร์ทางไบโอโลจี แม้แต่ทางจิตวิญญาณ เขาก็เรียน เป็นเทวศาสตร์ต่างๆ แต่ก็ไม่สามารถแยกแยะความเป็นสภาวะต่างๆ 5 ประการนี้ได้ คือ

ตั้งแต่ 1. เป็นธรรมชาติของโลกที่เป็นวัตถุแท้ๆ ดินน้ำไฟลม 

  1. สภาวะอีกอย่างเป็นชีวะแล้วแต่เป็นในระดับพืช 

ระดับของดินน้ำไฟลมยังไม่เป็นชีวะ รวมตัวเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นพลังงาน สสารเยอะแยะ เป็นดวงอาทิตย์ เป็นภูเขาไฟ เป็นน้ำทะเล เป็นหนองเป็นคลอง เป็นน้ำฝน เป็นลมสลาตัน ลมใหญ่ลมน้อยพลังงานความร้อน อะไรต่างๆนานาพวกนี้ ก็เรื่องของความไม่มีชีวะ 

ระดับต่อมาเป็นชีวะแล้วก็เป็นพืช อันนี้ลึกซึ้งมากเลย คนที่เข้าใจสภาวะพืชกับจิต 

อันที่ 3. คือจิต 

ส่วนพืช ภาษาวิชาการว่าพีชนิยาม เป็นระดับที่ต่างกันระหว่างพืชกับสัตว์ พีชะก็พืช จิตนิยามก็คือสัตว์ ตั้งแต่เป็นสัตว์เซลล์เดียวจนถึงเป็นล้านเซลล์ จิตนิยามจึงจะมีความสามารถศึกษาเรื่องกรรม เทวนิยมไม่ได้ศึกษาเรื่องกรรม

เมื่อศึกษาเรื่องกรรม ก็จะจำแนกธรรมะได้เป็นเทวธรรมได้ เทวะ แปลว่า 2 จะแยกโลกียธรรมกับโลกุตรธรรมได้ แยกสองที่เป็นคู่เทียบเคียงทุกอย่าง ดีชั่ว มากน้อย เบาแรง สุขทุกข์ อะไรต่างๆได้หมด เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธนี้สามารถรู้ถึงธรรมะ 2 ที่เรียกว่า เทวฺธมมฺา เอามาศึกษาเปรียบเทียบเป็นสภาวะคู่ เป็นรูปกับนาม 

หากเป็นรูปกับรูปก็เป็นฟิสิกส์ไปหมด แต่หากเป็นชีวะก็แยกได้ว่า เป็นพืชนั้น ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ไม่มีรักไม่มีชัง ไม่มีกรรมวิบาก ไม่มีการจองเวรจองกรรม ไม่มีการรักกันข้ามชาติอย่างนี้เป็นต้น เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่ยอดเยี่ยม 

ถ้าหากนักปฏิบัติธรรมไม่เข้าใจธรรมชาติ 5 ต่างๆเหล่านี้ ก็เป็นอรหันต์ไม่ได้ 

ในธรรมชาติ 5 นี้พระพุทธเจ้าท่านสอน ภิกษุที่มาบวชใหม่จะมีมูลกรรมฐาน 5 ให้พิจารณาก่อน อุปัชฌาย์จะสอนให้แยกกาย แยกจิต 

คำว่ากายนี้แปลว่า 2 อย่าง คือรูปกับนาม เพราะฉะนั้นจะให้แยกว่ากาย แยกว่าเมื่อไหร่มันไม่ใช่กาย เมื่อไหร่มันเป็นกาย แต่มันยังเป็นชีวะ 

กายของชีวะ แต่เขาไม่เรียก กาย แต่เป็นชีวะ ที่ไม่เรียกกายเพราะ คำว่า กายนี้ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ไม่มีเจ็บ ไม่มีปวด ไม่มีรัก ไม่มีชัง เพราะฉะนั้นในคนมีชีวะที่เป็นพีชะ

ผมขนเล็บฟันหนัง เป็นมูลกรรมฐาน 5 

เพราะฉะนั้นพิจารณาผมที่มันยาวออกมาแล้ว ยังไม่ตัดออกจากตัวเรามันก็เป็นชีวะอยู่มีอาหารไปเลี้ยงก็ยาวได้ เพราะมันไม่เจ็บปวด ไม่รักไม่ชังไม่ผลักไม่ดูด ผมก็ดี ขนก็ดี เล็บก็ดีฟันก็ดี ผิวหนังส่วนข้างนอกก็ดี ผิวๆนะไม่ใช่ข้างใน มันจะไม่รับรู้ ก็ต้องแยกอันนี้ให้ออก ถ้าแยกอันนี้ออกได้ จึงจะสามารถทำจิตให้เป็นจิตที่ไม่สุขไม่ทุกข์ อย่างจิตวิญญาณของเรา ทำให้จิตวิญญาณของเราเป็นพีชะ พระอรหันต์รู้จักการทำใจในใจให้เป็นพีชะได้ จึงไม่สุขไม่ทุกข์หมดบาปหมดบุญ ปุญญปาปปริกขีโณ เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธเสื่อมไม่เข้าใจอย่างที่อาตมาพูดนี่เลย แล้วฟังไม่ออกว่าอาตมาพูดอะไรด้วย 

เพราะว่าธรรมะของเขาก็กลายเป็นเรื่องวิธีการเดรัจฉานวิชาเป็นเรื่องพัวพันด้วยลาภยศสรรเสริญโลเกียสุขกันไปหมด ที่อาตมาพูดนี้เป็นโลกุตระเป็นธรรมะแท้ของศาสนาพุทธ เขาก็ฟังกันไม่ออก ฟังกันไม่เข้าใจ แต่พวกคุณฟังรู้เรื่องกัน แล้วเอามาปฏิบัติได้ อาตมาเห็นอยู่ พวกคุณเข้าใจ แล้วก็เอามาปฏิบัติมีมรรคผล จึงมาเป็นสังคมกลุ่มแบบนี้ได้ เป็นคนเหนือโลก เป็นโลกุตระบุคคล เป็นคนที่ไม่ไปแย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุขกับเขา เป็นการช่วยเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศของโลกด้วย เพราะเราไม่เป็นตัวแย่ง แย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เราไม่ไป เพราะฉะนั้นเราจึงเป็นคนที่ช่วยเศรษฐกิจของโลก ช่วยเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง เพราะเป็นคนมีธรรมะโลกุตระ จึงอยู่อย่างพอเพียงตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ตรัสไว้ ยืนยันอยู่อย่างสันโดษอยู่อย่าง อัปปิจฉะ มักน้อย

หากมักมากก็จะแย่งกัน จะอยู่กันอย่างเดือดร้อน แต่จิตไม่มักมาก ก็จะทำตามควร ได้มาโดยธรรมเรียกว่า ลาภธัมมิกา ก็พอใจแล้ว ยิ่งเห็นสังคมของพวกเราเป็นสังคมสาธารณโภคีที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วก็เอามารวมไว้ในสาราณียธรรม 6 มี เมตตากายกรรม วจีกรรมมโนกรรม อยู่กันอย่างทุกคนขยันหมั่นเพียรทำกันตามหน้าที่สิ่งที่เป็นกรรมดี เป็นกุศลกรรม อกุศลกรรมไม่ทำ อบายมุข อกุศลกรรมไม่ทำ จะมีภูมิธรรมไปตามลำดับ 

เอาลาภมารวมกันแบ่งกัน เอามารวมกันกองกลางเรียกว่า สาธารณโภคี กินใช้กับส่วนกลาง ซึ่งโลกทั้งโลกนะ ไม่ใช่ใครว่าประเทศใด ประเทศไหนก็ไม่มีสังคมอย่างที่พวกเราสร้างสาธารณโภคี คอมมิวนิสต์ก็ต้องการการรวมกลุ่มแบบนี้ โดยมีคณะจัดสรร ไม่ใช่ประชาชนมีความเข้าใจ ว่า พวกเรามีคอมมูนอล มันมีความรู้ในลักษณะที่มารวมกันแล้วก็อยู่กันอย่างไม่ต้องแย่งชิงกัน มีลักษณะ คอมมูนนอล พวกเราชาวอโศกเราสุดยอดเลยจึงเป็นคอมมิวนิสต์สมบูรณ์แบบ ชาอโศกเป็นคอมมิวนิสต์สมบูรณ์แบบ คาลมาร์ก ก็ทำไม่ได้ 

คาลมาร์ก ไม่สามารถมีความรู้ทำให้เกิดสาธารณโภคีได้ เราเป็น Super Commune สูงในระดับพิเศษ อยู่ในโลกอย่างไม่ขัดแย้งกับประชาธิปไตย แม้ขัดแย้งกับคอมมิวนิสต์ ไม่ขัดแย้งกับเผด็จการเพราะพวกเรานั้นเป็นผู้ที่อยู่เหนือโลกธรรมได้

โลกธรรมนั้น ยิ่งเผด็จการยิ่งจะเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ มีแต่ตัวกูของกู เมื่อมาเป็นคอมมิวนิสต์ก็ลดลงไปบ้างเอามารวมกันเพื่อจะแชร์จะแบ่งกันบ้าง ก็เป็นความรู้เป็นความสำนึก เขาก็ทำได้ประมาณนั้น เท่าที่ทำได้ ยิ่งมาทำความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยแบบที่ไม่ใช่ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประชาธิปไตยนั้น แก้ไม่เสร็จหรอก แก้ไม่เสร็จ เพราะเขาไม่ได้แก้ที่จิตวิญญาณ 

พวกเราเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาฝึกจิตแก้ไขจิตวิญญาณ ก็ไม่แย่งชิง เป็นผู้ที่ยินดีเสียสละเป็นผู้ยินดีเป็นผู้ที่จะมักน้อยสันโดษ เป็นผู้ที่สร้างสรรและแจกจ่ายผู้อื่นอย่างมีภูมิปัญญา รู้ว่าตัวเองเป็นคนมีประโยชน์เป็นคนสร้างได้มาก แล้วก็ใช้น้อยเอาไว้น้อย นอกนั้นเอาไว้สะพัดให้คนอื่น จึงเป็นเศรษฐศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบ พวกเราไม่เป็นภาระแก่ผู้บริหารบ้านเมืองช่วยผู้บริหารบ้านเมืองโดยอัตโนมัติ มีพฤติการณ์ ของการเป็นอยู่ ทำมาหากิน ทำการงานอยู่ในสังคม ซึ่งไม่เป็นภาระแก่ผู้บริหารประเทศเลย ช่วยผ่อนหนักเป็นเบา เพราะแม้แต่ประชากรคนอื่นก็มีความเป็นโลกียะ แล้วพวกเราก็ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นเผื่อเจือจานเสียสละ ซึ่งเป็นคุณสมบัติคุณธรรมที่สุดยอดวิเศษ นี่เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้าที่สุดยอด 

เพราะฉะนั้นที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในธรรมะแต่ละพระสูตรแต่ละหมวด แม้แต่เรื่องมาถามสภาวะ 5 อาตมาก็เอาธรรมนิยาม 5 มาซึ่งสุดยอดแล้วของพระพุทธเจ้า 

_น้ำท่วมได้ปฏิบัติธรรม (ทำใจ) ขนของจากบ้านหลายเที่ยว จนล้า ในที่สุดของรักของหวงคือ มือถือ ตกน้ำ …ใครมือถือตกน้ำบ้าง มีกี่คน …หลายคนเลย แล้วมันเสียไหม? ..งมได้ไม่เสียก็มี ..รถจักรยานที่อยู่ชั้น 2 แต่พอน้ำท่วมถึง ก็คิดย้ายมา เฮือนบวร ก็ทำให้จักรยานตกน้ำอีก จมหายไปเลย ได้แต่ทำใจ 

พ่อครูว่า…อุปสรรคต่างๆมันทดสอบตัวเรา ทุกอย่างก็เป็นความตั้งอยู่ เป็นความเสื่อมเป็นความขาดไป เขาเรียกว่าสูญหาย แต่ไอสไตน์บอกว่าสสารและพลังงานไม่มีสูญหายไปจากโลก เป็นแต่เพียงมัน 1 เปลี่ยนสถานที่ 2 เปลี่ยนสถานะ มันเปลี่ยนสถานะและพลังงาน เท่านั้นมันไม่มีสูญหายไปจากโลก เอาละ เราก็มีความหวงแหนยึดอันนั้นอันนี้เป็นของเรา หรือมันบกพร่องลงไป เสื่อมไป จิตวิญญาณก็เป็นไปด้วย 

_ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะทานอาหาร เห็นว่า เขาเถียงกัน เรื่องอุตุ และรูปนาม แต่ที่ผมเข้าใจคือว่า เป็นสมมุติ ในอุตุ แต่ถ้าเป็นปรมัตถ์ต้องเป็นจิต กรรม ธรรม

คนหนึ่งเขาว่ามีอิโต้ที่ถืออยู่เป็น รูป นาม อีกคนหนึ่งว่า รูปนาม ต้องมี จิต กรรม ธรรม  แต่ อุตุ พีชะไม่มีรูปนาม

อยากบอกพวกเราทุกคน น้ำท่วมคราวนี้อาหารมากมาย ตอนน้ำไม่ท่วมก็มีไม่กี่อย่างแต่ตอนน้ำท่วมอาหารมากมายหลายอย่าง พวกเราก็สู้กันทุกคน ขอบคุณทุกท่านที่ทำงานกันหนักมาก 

พ่อครูว่า..ตอนน้ำไม่ท่วม ที่ครัว จะมีอาหารในระดับบ้าน แต่พอน้ำท่วมนะที่นี่ อาหารเป็นระดับตลาดโต้รุ่ง มีสารพัดเลยมากมาย เหมือนตลาดโต้รุ่ง แต่มันต่างกันกับตลาดโต้รุ่งที่ต้องไปซื้อกิน ตอนนี้เอามาวางให้เลย จนตาลายเลือกกัน มากมาย 

พูดไปแล้วตรงนี้ สังคมของพวกเรานี้มันยิ่งเห็นพัฒนาการของพฤติกรรมมนุษย์ ที่ไม่หวงแหน มีน้ำใจ รู้จักว่าเราอยู่กันอย่างเมตตากายกรรมเมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรมต่างคนต่างก็อยู่กันอย่างช่วยกันคนนั้นทำอันนี้คนนี้ทำอันนั้นอันนี้ขาดแคลนอันนี้ควรทำอันนี้ ให้เป็นประโยชน์แก่กันและกันได้ใช้อาศัย ก็ทำขึ้นมาคนละไม้คนละมือไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่มาถึงวันนี้อาตมาสบายใจที่เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาอธิบาย แล้วก็ทำให้พวกเราเข้าใจจนพวกเราซาบซึ้ง กลายเป็นความเข้าใจความรู้นั้นมาทำให้เรามีพฤติกรรมมีการประพฤติ เป็นความประพฤติที่มีธรรมะ เป็นความประพฤติที่ดี อาตมาว่านี่แหละคือโลกุตตระบุคคล มีความประพฤติที่มีกรรมเป็นโลกุตระ เป็นการกระทำที่เป็นโลกุตระ 

โลกุตระคืออะไร …ตอบได้ไหม ประเด็นที่จะให้เป็นโลกุตระคืออะไร …คือลดกิเลสได้โลกียะ ลดกิเลสไม่ได้มีแต่กดข่มไว้ ไม่รู้จักตัวกิเลสไม่รู้จักตัว สักกายะหรืออัตตา ตัวตนของกิเลส เราเรียกชื่อภาษาวิชาการเฉพาะเลยตัวตนของกิเลสพระพุทธเจ้าเรียกว่า กายกลิ

กายกลิ คำว่า กลิคือ กิเลส เป็นอาการที่อยู่ในกาย กายคือรูปนาม แต่เดี๋ยวนี้ศาสนาผิดเพี้ยนไปเข้าใจว่ากายคือดินน้ำไฟลมอย่างเดียวเป็นร่างภายนอกเท่านั้น ซึ่งไม่เข้าใจผิดอย่างนี้ก็ปฏิบัติธรรมมะไม่มีทางบรรลุพระอรหันต์ สูญเลย เข้าใจกายผิด 

คุณจะพิจารณากายปัสสัทธิกายลหุตา กายกัมมัญญตาไม่ได้ เพราะมันไม่มีนามธรรมเลย แล้วกายกลิ หมายเข้าไปในจิตวิญญาณคือตัวกิเลสเลย กายกลินี่ 

ศาสนามันเพี้ยนคำว่ากายอย่างเดียวนี้มันหมดไปแล้ว ไปเข้าใจกาย เป็นดินน้ำไฟลมเป็นร่างภายนอกเป็นสรีระอย่างเดียวนี้ ผิดเลย มิจฉาทิฏฐิเข้าป่า ศาสนาพุทธสูญไปเลย ปฏิบัติธรรมไม่ได้ ดีนะ ในพระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ว่า กายนี้ ตถาคต หมายถึงจิตมโนวิญญาณ อยู่ในพระไตรปิฎกนะ ถ้าหากอาตมาไม่มีพระไตรปิฎกอาตมาตายเลย 

หากเข้าใจ กายนี่คือจิตมโนวิญญาณเป็นหลัก แต่ไม่ได้หมายความว่าทิ้งภายนอก นี่เป็นความซับซ้อนลึกซึ้งที่มันมี แต่มันร่วมกัน เพราะฉะนั้นถ้าไปขาด ไม่เป็น เทวฺ คำว่าเทวฺ แปลว่าสอง 

คำว่า เทวฺ จึงยิ่งใหญ่ในโลก สายเทวนิยมตีไม่แตกแยกเทวไม่ออก เขาว่าเทวฺยิ่งใหญ่ไม่เป็น 2 พระเจ้าของเรานี้ยิ่งใหญ่เป็นหนึ่งเดียวไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปให้น้อยมากกว่ากันได้เลย ก็เลยยิ่งแย่ใหญ่ 

ความยิ่งใหญ่ของศาสนาพุทธนี้ยิ่งใหญ่ตรงที่ว่า รู้จักคำว่าเทวะ สมบูรณ์แบบและสามารถแยกธรรม

นิยาม 5 ได้ แล้วก็ทำจิตวิญญาณให้เป็นธรรมนิยาม5ได้ คือทำจิตให้เป็นอุตุได้ ทำจิตให้เป็นพีชะได้ จิตก็รู้จักจิตดี แล้วมีความสามารถ ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้เรียกว่าเป็นผู้ที่มี วสวัตตีโก ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้จึงทำมโนกรรม กายกรรม วจีกรรมได้ เพราะจิตเป็นประธานจึงสามารถควบคุมกายกรรม วจีกรรมได้ จิตวิญญาณมีอำนาจ แล้วจะให้เป็นธรรมะอย่างไร เป็นธรรมะดี ไม่ทำธรรมะชั่ว หรือเป็นธรรมะขั้นความสุขความทุกข์เป็นโลกุตระ จนศาสนาพุทธนั้น ดับสุขดับทุกข์​ที่เป็นภาวะคู่ตัวสำคัญที่ยิ่งใหญ่มาก 

เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงดับพระเจ้าดับเทวะ ใหญ่ขนาดไหน จะเป็นความสุขขนาดไหน เป็นความสุขนิรันดร์ด้วย ศาสนาเทวนิยมเป็นสุขนิยม พระเจ้าเป็นเจ้าของความสุข ตายแล้วไปอยู่กับพระเจ้า นอกจากใครจะสั่งไปลงนรกก็เป็นหน้าที่พระเจ้า เขาไม่เข้าใจเรื่องธรรมะ 2 แยกไม่ออก แล้วตายตัวอยู่กับธรรมะ เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถที่จะเป็นสังคม ที่สามารถรู้จักรายละเอียดของกรรม และธรรมะ 

ก็จึงจัดสรรกรรมไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องกรรมเขาเรียนรู้น้อยมาก ศาสนาเทวนิยมเกิดมาเพียงชาติเดียวตายแล้วก็ไปอยู่กับพระเจ้า เป็นศาสนาที่เกิดแล้วเกิดอีกไม่รู้กี่ชาติ ต่างวิบากเขาไม่ได้เรียน เขาไม่รู้เรื่องเขาไม่มี rebirth ไม่มีความรู้เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด เพราะงั้นเขาจึงไม่รู้เรื่องชีวิตน้อยสั้น เขาจึงเรียนรู้น้อยมากในชาติเดียว แต่ก็แปลกนะ แต่ละชาติ มีนิยาย มีวิบากเรื่องสุขเรื่องทุกข์ เรื่องแค้น เรื่องรัก เรื่องชัง อะไรมากมาย แล้วมันเป็นอย่างไรมาอย่างไร ทำไมมันไม่เหมือนกัน ทำไมต้องเจอวิบากอะไรสารพัด เขาก็ไม่รู้ เขาไม่ฉงน ไม่เข้าใจว่ามันเกิดได้อย่างไร เขาก็เลยเหมาให้เป็นเรื่องของพระเจ้าสั่งให้เป็น เพราะฉะนั้นใครจะเป็นอย่างไร จะมีความทุกข์ความสุข จะร้ายจะดีอย่างไร เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าเท่านั้น พระเจ้าจึงเป็นเจ้าของนิยายมากเหลือเกิน เท่าจำนวนคนทุกคนในโลก

เพราะฉะนั้นคนทุกคนก็มีนิยายของตัวเองแต่ละคน พระเจ้านี้เป็นนักประพันธ์ที่ยิ่งใหญ่มาก สร้างละครให้แก่ตัวละคร ของคนทุกคน โอ้โห..ยิ่งใหญ่ 

อาตมาเคยสงสัยนักประพันธ์ที่เก่งๆ เขาเขียนเรื่องวันละ 4-5 เรื่อง อย่าง อรวรรณ เขาเขียนเรื่อง ตั้งเครื่องพิมพ์แล้วก็พิมพ์เรื่องส่ง วันหนึ่งหลายเรื่องเป็นต้นฉบับ ทมยันตีก็เหมือนกัน เขียนตั้งหลายเรื่องเก่งชะมัด อาตมาก็พยายามเป็นนักเขียนเหมือนกันแต่ไปไม่ออก สู้เขาไม่ได้ เขาเขียนเก่ง อาตมานี่อยากเป็นทางโลกีย์กับเขานี่ไม่เก่ง ไปแล้วไม่ชนะ ไม่เจริญ ไม่มีอะไรเด่นดังทางโลกีย์ซักอย่าง แต่พอได้ทางธรรมะ

หากอาตมาเก่งทางโลกีย์ไปติดลมไม่มาทางนี้นะก็ซวยเลย ดีแล้วเขาไม่ให้เราเด่นดังทางโน้น ก็มาทางธรรมะได้เก่งขึ้น 

_ส.ฟ้าไท..เมื่อกี้นี้นั่งเรือมา…คนที่ทำสะพานเขามาคุยด้วย เขาว่าเราเอาแผ่นอลูมิเนียมมาทำสะพาน แต่เขาว่าเอาใช้ผิดประเภทมันทำให้งอ เขาว่าควรเอาออก ไม่ควรจะเอาไปใช้ (พ่อครูว่า…ของเรามีของเยอะแล้วทำไม่ถูกทำไม่ดีจะเป็นภัยด้วย)

_หายโง่…จะมีคนมาศึกษาดูงานเรื่องน้ำท่วมจากบ้านโป่งราชบุรี 

เล่าเรื่องช่างสุริยา และเราโน่…

_สม.กล้าข้ามฝัน…แจ้งห้ามขึ้นเรือของเด็กนักเรียนฝ่ายหญิงที่บ้านราชฯ เพราะช่างไฟแจ้งว่าไม่ได้ตัดไฟ อาจจะถูกไฟดูดได้ …เรือของสม.รินฟ้า..หากไม่ตัดไฟ จะรั่วและจมแน่นอน เพราะมีรูรั่วเยอะ 

เหตุการณ์น้ำท่วมทำให้พวกเราหลายคน เลื่อนฐาน บอกว่าจะไม่สะสมของให้มากอีกแล้ว 

_สู่แดนธรรม…เมื่อกี้นี้พ่อครูพูดถึง แต่ก่อนนี้อาหารพวกเราเป็นแบบบ้าน แต่ตอนน้ำท่วมเป็นแบบโต้รุ่ง แต่จริงๆแล้ววัฒนธรรมของเราไม่เป็นแบบตลาดโต้รุ่ง ผมสังเกตดูว่า 20:00 น.ขึ้นไปแล้วไม่มีใครลงมากินอาหารเลย แม้ว่าจะมีอาหารเหลือเฟือแต่ไม่มีใครมากิน มันเป็นไปตามธรรมชาติที่เป็นชีวิตประจำวันไปแล้ว คือพวกเรามีวินัย กินอิ่มแล้วก็อิ่มเลยไม่กินเล่นกินหัว ไม่มีใครย่องลงมา 

พ่อครูว่า…พูดตรงนี้แล้วอาตมาก็ภาคภูมิใจว่าได้ผล ที่อาตมาพาปฏิบัติธรรมนั้นมีการแก้ไขปรับปรุงความประพฤติของคน ที่มาเป็นชาวอโศกเรา อย่างที่สู่แดนธรรมว่า มันมีวินัยในตัว มันรู้จักความประพฤติที่ควรประพฤติ อันไหนไม่ควรประพฤติ โดยอัตโนมัติ ไม่ได้เป็นการบำเรอกิเลสไปเสียทุกอย่าง เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ฉวยโอกาส มันไม่เป็นอย่างนั้น แต่มันรู้จักองค์รวม มันรู้จักของส่วนกลาง มันรู้จักว่าเราก็ต้องกินต้องใช้คนอื่นก็ต้องกินใช้ก็แบ่งกัน ไม่ต้องแย่งกัน มันลดความเห็นแก่ตัว ลดความเห็นแก่ได้ ลดความโลภ 

ธรรมดาสามัญคนในโลกแม้ว่าตัวเองอิ่มแล้ว ยังโลภไว้เก็บไว้ อย่างที่สม.กล้าฯว่า แม้แต่คนงานที่มาทำงานกับเรา  เขาจะสามารถเอาของไปได้ แต่เขาก็ไม่เอา 

รายละเอียดพวกนี้อาตมาเห็นความสำเร็จของความไม่เห็นแก่ได้ของคน ไม่ใช่เฉพาะแต่พวกเรา แต่คนที่มาอยู่กับพวกเราก็พลอยได้รับอานิสงส์ พลอยได้รับซับซาบปรับปรุงความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ให้ลดลงไป เป็นการพัฒนามนุษยชาติขึ้นไป 

อาตมาที่ได้เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาเป็นตัวหลัก เอามาอธิบายเอามาให้คนเข้าใจ แล้วก็ประพฤติปฏิบัติจนกลายเป็นพลเมืองของประเทศ ที่มีจิตใจเปลี่ยนพฤติกรรมเปลี่ยนความประพฤติเปลี่ยนนิสัย กลายเป็นนิสัยคนที่ไม่เต็มไปด้วยความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ได้ แม้แต่ในเรื่องของโทสะ เห็นได้ว่าพวกเราไม่มีพฤติกรรมทะเลาะวิวาทตีกัน ทำมาเกือบ 50 ปี แม้แต่ที่บ้านราช มาตั้งแต่พ.ศ 2537 มาถึงปีนี้ 25 ปีแล้ว ก็ไม่เห็นมีเรื่องราวที่จะต้องให้ตำรวจมา จะต้องขึ้นโรงขึ้นศาลหรือจะต้องบาดเจ็บอะไรก็ไม่มี สิ่งที่เป็นผลของธรรมะพระพุทธเจ้าแท้ๆเลย อาตมาถึงบอกว่า เราก็ยังดีนะเรายังเป็นคนที่ยังมีประโยชน์ต่อสังคมมนุษยชาติ เป็นประโยชน์ต่อประเทศ พาคนจำนวนหนึ่งคือชาวอโศกทุกสังคมชาวอโศกทุกชุมชนหมู่บ้าน มาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงความยึดถือที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ที่เป็นโทสะจัดจ้านก็ลดลงมา ทั้งความโลภโกรธหลง ลดได้จริง อันนี้คือเมืองเจริญ อันนี้คือคนอริยะคนเจริญจริงๆ แต่ละคนมันเนียน ชาวอโศกเราไม่เป็นคนมีเรื่องมีราวกับสังคม มีแต่จะไปช่วยเขา 

เขาไม่รู้ หรือเป็นคู่ขัดแย้งอย่างเช่นเราไปประท้วงรัฐบาลที่ไม่ดี เขาก็ต้องไม่ชอบเราเห็นเราเป็นศัตรู แต่คนทั่วไปจะเข้าใจเลยว่า เราเป็นสังคมที่ทำเพื่อคนส่วนรวม สิ่งเหล่านี้มาจากคำว่าพระพุทธเจ้าเลยมันเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ ที่อาตมาอธิบาย อาตมาก็ยังรู้สึก ไม่รู้นะ อาตมาอาจจะหลงตัวเองก็ได้ว่า อาตมาเข้าใจประชาธิปไตยไม่เหมือนกับที่เขาเข้าใจกัน พวกเรานี่ยอดประชาธิปไตย

อาตมาเห็นค่ารวมของคนไทย ว่ามีพฤติกรรมรวมเป็นประชาธิปไตยเหนือกว่าประเทศอื่นๆ จริงๆเลยไม่ใช่พูดเล่น เป็นประชาธิปไตยที่ทุกวันนี้อาตมาว่าเมืองไทยเรียบร้อยมาก เมื่อวานนี้อ่านหนังสือพิมพ์เขาว่า เมืองไทยตอนนี้เป็นเมืองที่มีความสุขเป็นอันดับ 1 อย่างเช่นกรุงเทพฯเป็นเมืองที่คนจะมาท่องเที่ยวเป็นอันดับหนึ่ง เท่ากับลอนดอน เท่ากับสิงคโปร์ 

ทางด้านเศรษฐกิจก็ดีการเมืองก็ดี โดยเฉพาะสังคม มีวัฒนธรรม มีศิลปะ มีพฤติกรรมความเป็นอยู่ของสังคมอะไรต่างๆนานา คนเขาเห็นดีเห็นงามที่จะมาสัมผัสเข้ามาเรียนรู้ อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นเรื่องของมนุษยชาติ ที่เจริญ 

_ส.มือมั่น…เมื่อกี้นี้พ่อครูพูดถึงเรื่องมูลกรรมฐาน 5 

พ่อครูว่า…มูลกรรม เป็นกรรมฐานที่ต้องเรียนรู้แยกกายแยกจิตให้ได้ แต่ทุกวันนี้เขาไม่รู้เลยเขาแยกกายแยกจิตไม่ได้ ถ้าเขาแยกกายแยกจิตได้เขาจะรู้จัก อุตุนิยาม พืชนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ถ้าไม่งั้นเขาจะแยกไม่ได้แล้วเขาก็จะไม่รู้ถึงรายละเอียดของพลังงานระดับอุตุ พลังงานระดับพืช พลังงานระดับจิต แล้วเราเป็นเจ้าของกรรมเราก็จะจัดการทำให้มันเป็นพลังงานจิต พลังงานพืชพลังงานอุตุให้แก่ตัวเองได้ เป็นโลกุตระธรรมหรือเป็นโลกียธรรม ผู้ที่ทำได้ก็สามารถแยกโลกียธรรม แล้วก็ทำให้เป็นโลกุตรธรรม แล้วก็อยู่กับโลกเอียงทำโดยเรามีเราก็ทำอยู่เหนือได้ สามารถอยู่อย่างไม่สุขไม่ทุกข์ ถ้าไม่มีความรู้ตอนนี้บรรลุอรหันต์ไม่ได้หรอก 

แม้ไม่รู้อย่างที่อธิบายมาเหล่านี้ได้หมด ก็ต้องดูในส่วนตัวที่พอสมควรที่จะต้องสามารถแยกแยะโลกียธรรมโลกุตรธรรม แยกแล้วก็ทำให้ได้เรียกว่ากรรมการกระทำกรรมนิยาม แล้วก็จะไปถึงขั้นจิต จะทำให้จิตเราเป็นพีชะ ทำให้จิตเราเป็นอุตุ 

ถ้าคนปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ทำจิตให้เป็นอุตุไม่ได้ ปรินิพพานเป็นปริโยสานไม่ได้เพราะอะไร เพราะคุณไม่สามารถแยกจิตจนมันไม่ต้องเกิดมันแตกสลายเป็นอุตุนิยามเป็นธาตุดินน้ำไฟลมไปเลย แม้แต่เป็นพีชะก็ไม่เป็น ตายเป็นปริโยสานต้องทำใจในใจของเราให้หยุด ให้ไม่เป็นพลังงานที่ไม่เป็นแม้แต่พีชะ ให้เป็นพลังงานอุตุได้ จึงจะสามารถสลายจิตนิยาม อัตภาพตัวเองให้เป็นดินน้ำไฟลมไป ไม่สามารถเวียนว่ายตายเกิด

_ส.มือมั่นพ่อครูได้เขียน ในหนังสือเราคิดอะไรหลายเล่ม ผมอ่านเเล้วยอมรับว่าไม่เข้าใจ ธรรมะทั่วไปนั้น ขอให้พิจารณาเพียงแค่ปลงอสุภกรรมฐาน ให้เห็นว่าผมขนเล็บฟันหนังเป็นเรื่องของอสุภะ เป็นสิ่งที่ไม่ได้สวยงามเป็นสิ่งที่ไม่น่าดูเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ ก็แค่นั้นเอง 

พ่อครูว่า..ธรรมะพุทธเจ้าต้องแยกแยะได้ว่าเมื่อไหร่เป็นกายเมื่อไหร่เป็นจิตเมื่อไหร่เป็นพืช ศาสนาพุทธในประเทศไทยจึงเสื่อมไม่มีแล้ว มันไม่มีนิพพานไม่มีเนื้อหาสาระ อันนี้แล้ว มันได้แต่ตรรกะ ที่บอกว่าทุกอย่างก็เกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไป มันเป็นตรรกะไปมันก็รู้ ใครก็รู้อย่างนั้น ไม่ต้องไปทำอะไรมันก็ยังรู้เลยมันเป็นอย่างนั้น แต่มันต้องมาทำจิตของคนให้เป็นอุตุให้เป็นพืชให้เป็นโลกุตระ มันไม่ใช่ธรรมดานะ ถ้าคุณไม่ทำก็ไม่เจริญในธรรมะของพุทธ เพราะว่าของพุทธนั้น พระพุทธเจ้าตรัสรู้อันนี้ 

_ส.มือมั่นว่า…การพิจารณาเป็นอสุภะนั้นทำได้ง่ายกว่า 

พ่อครูว่า..มันได้แต่เพียงตรรกะ พระเจ้าให้เรียนรู้ความเป็น 2 ความเป็นรูปนาม เป็นเทวะ ตั้งแต่จิตใจเราที่ไปติดในอบายภูมิ ติดในพฤติกรรมของโลกเขา เรื่องของการเสพติด หลงใหลในเรื่องของการละเล่นบันเทิง การพนันอะไร อย่างนี้เป็นต้น จิตมันไปเสพไปติดมัน ต้องเรียนรู้ในสภาวะพวกนี้ ที่เป็นสุขเป็นทุกข์กับมัน ใครก็รู้พูดกัน 3 วันคนก็รู้ คนไปติดการพนันมันชั่วหรือดี สามัญทุกคนก็รู้กันทั้งนั้นแหละ แต่มันไม่พอ มันต้องรู้ว่าจิตเราไปติดนี้มันเป็นอุปทาน มันเป็นอวิชชาคนไม่รู้มัน คุณต้องรู้ว่าคุณไปติดอย่างนั้นไปหลงใหลในโลกียะ มันได้ลาภหรือเสียลาภก็แล้วแต่ มันเพลินมันอร่อยมันหมดแล้วทั้งโลกียะ ลาภยศสรรเสริญโลเกสุขมันติดเป็นขบวนเลย ก็ต้องเรียนรู้แล้วล้างออกว่ามันเป็นอาการของอัตตา มันไม่จริงทุกวันไม่จริง ไปติดไปยึดมันไม่จริง คุณต้องมาเลิกหัดฝึกออกมาจิตใจมันไปอาลัยอาวรณ์ จะต้องวิ่งไปหามันอยู่ก็ต้องวนเวียน ยังต้องติดยึดยังจะต้องไป มีอวจร มันยังไปก็ต้องตัดให้ได้จนกระทั่งจิตของคนเข้าใจมีปัญญา ล้างการติดยึดล้างตัณหาอุปาทาน ปัญญาก็มีพลังงานที่สูงจนกระทั่ง ปัดโธ่..คนที่เขาไม่ติดยึดมีตั้งเยอะแยะ เราไปชั่วอะไรกับเขาขนาดนั้น จะเข้าใจสภาพอย่างนั้นจริงแล้วละด้วยปัญญา ต้องละได้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ต้องถอนได้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ไปนั่งสมาธิกดข่มมันไม่ใช่ของพุทธเลย พุทธจะต้องเห็นด้วยปัญญาอันยิ่งอย่างนี้เลย สุดท้าย ละไปตั้งแต่หยาบ กลาง ละอียด จนถึงการถอนอาสวะ มันรู้ชัดเจนด้วยปัญญาว่าไปทำมันทำไม มันจะไม่ทำ

_ส.มือมั่น..ผมไม่เห็นประโยชน์ที่พ่อครูสอนว่า ส่วนนี้เป็นอุตุ ส่วนนี้เป็นพีชะ ส่วนนี้เป็นจิต ทำไมต้องพิจารณาตรงนี้ด้วย มันหาประโยชน์ได้ยาก 

พ่อครูว่า…ขณะนี้จิตใจของคุณมีอาการเวทนา เวทนาเป็นอาการของอุตุไหม เวทนาเป็นอาการของพีชะไหม เวทนามันเป็นจิตที่ฉลาดที่สามารถทำให้เกิดอุตุได้ พีชะได้ คุณทำให้เกิดพีชนี้ทำให้เป็น1 ทำเป็นอุตุก็ทำให้เกิด0 ปรินิพพาน ถ้าเป็น1ก็คือการพ้นทุกข์ธรรมดา แต่ถ้าเป็น0 นี่คือปรินิพพานเป็นปริโยสานได้เลย

ศาสนาพุทธที่ผมพูดเป็นศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตรธรรม มันได้เสื่อมสูญไปแล้ว ถ้าผมไม่เกิดมาจริงแล้วนี้ไม่มีใครเอามาอธิบายไม่ฟื้นขึ้นมาหรอก ทั้งๆที่มันยังเหลืออยู่หน้าในพระไตรปิฎกก็ยังมี ในฉบับสยามรัฐไม่มีธรรมนิยาม 5 มีอยู่ใน คัมภีร์วิสุทธิมรรคอรรถกถาจารย์ เขาก็เอามาเรียบเรียงเอาไว้ ผมไปเห็นเข้าก็เลยรู้สึกว่านี่เป็นของพระพุทธเจ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าไม่มีสิทธิ์อาจจะรู้เรื่อง คนจะเก่งขนาดไหนก็แยกธรรมนิยาม 5 นี้ไม่ได้ เพราะอันนี้เป็นของพระอรหันต์ ถ้าไม่ใช่พระอรหันต์ไม่รู้อันนี้อธิบายไม่ได้แยกแยะไม่ได้ เอามาพูดให้คนรู้เรื่องแล้วเอาไปปฏิบัติให้บรรลุไม่ได้ แต่ผมรู้ ผมจึงนำมาอธิบายให้พวกคุณเข้าใจและปฏิบัติกันได้มากบ้างน้อยบ้าง จนกระทั่งเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีอรหันต์ ไปตามลำดับ อันนี้เป็นเรื่องจริง 

คนถามว่าทำไมคุยโม้ว่าตัวเองเป็นอรหันต์ รู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นอรหันต์ ก็รู้สิ มาดูอาการสูงสุดอย่างนี้ที่พูดไปด้วยพยัญชนะและมันมีสภาวะอย่างนี้ สภาวะของอุตุสภาวะของพืชะ มันเป็นอย่างนี้ได้จริงๆ แล้วเราก็เป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร ก็เราทำได้แล้วสอนคนอื่นทำได้ตามอีก แล้วมันไม่ใช่จะเป็นอย่างไร 

คนไม่เชื่อไม่เข้าใจตีทิ้งผมก็ไม่เป็นไรผมไม่เดือดร้อนอะไรนี่ ทำงานได้ พวกเรามีเกินกว่า 5 คน ผมบรรยายธรรมะแต่ละทีคนมาเกิน 5 คนทุกที แต่ตอนเริ่มต้นอาจจะไม่มากเท่านั้น ค่อยๆมา ตอนจะเลิกก็มีเยอะ 

_ลูกแร้งหน้าใหม่วัยแรกแย้ม…ลูกเข้าใจความหมายของคำว่า “ขวัญ” คือความมั่นใจใช่ไหมครับ 

พ่อครูว่า.. ความหมายของคำว่า “ขวัญ” พูดเป็นภาษามันตัวหยาบมันพูดไม่ได้เลย คำว่าขวัญ มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของจิตวิญญาณที่มันมีความรู้สึก มันเป็นอะไรอันหนึ่งของวิญญาณ อย่างเมืองไทยมีประเพณี เรียกขวัญ สู่ขวัญ ก็คือทำพิธีให้มันเกิดกำลังใจ ให้มันมีอะไรขึ้นมา มีความเชื่อมั่นอะไรก็แล้วแต่ อธิบายได้ยากมาก นิยามได้ยากมากเลย ไปเปิดพจนานุกรมกันว่า ขวัญ แปลว่าอะไร (สู่แดนธรรม จะบอกว่าขวัญคืออินทรีย์ 5 พละ 5 ได้หรือไม่ ) ก็ได้นะ

อินทรีย์ 5 พละ 5 อินทรีย์คือภาคของมรรค พลังคือภาคของผล 

มี ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา นี่คืออินทรีย์ 5 

ศรัทธา คือ ความเชื่อ ความรู้ มีเชิงความเข้าใจ รู้เข้าใจจนเชื่อ แล้วก็มี วิริยะ คือความเพียร ความขยัน ถ้าคนไม่มีอินทรีย์ 5 นี้ไม่เจริญ เช่น ศรัทธาไม่ศรัทธาในสิ่งที่ควรศรัทธา ไปศรัทธาวิญญาณล่องลอย วิญญาณอยู่ในภูเขา อยู่ในท้องน้ำ อยู่ในอะไรต่างๆนานา อยู่ในต้นไม้ มันเป็นเรื่องเลอะเทอะ ศรัทธาในคำสอนพระพุทธเจ้าที่มีความรู้ มีความหมาย แล้วจะเอาไปปฏิบัติ ทำให้เราเจริญ เจริญทั้งความดี เจริญทั้งความหมดสุขหมดทุกข์หรือลดความสุขความทุกข์

แต่เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธมันเสื่อมกลายเป็นเทวนิยม ไปหลงความสุข เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธคือไม่มีทุกข์แต่มีสุข มันไม่ใช่ ศาสนาพุทธมีความลึกซึ้งกว่านั้น ไม่มีทุกข์แล้วไม่มีสุข จึงจะถึงจุด0 หรือจุดนิพพานฐานของนิพพานคือไม่สุขไม่ทุกข์เรียกว่า อุเบกขา หรืออทุกขมสุข

จิตใจมีความรู้สึกความสุขความทุกข์อย่างไรก็มาเรียนรู้ ตั้งแต่โลกของอบายมุข ที่เป็นสุขเป็นทุกข์กับโลกของอบายมุข ก็เรียนรู้และเลิกออกมาได้ มันมีที่ติดยึดอีกคือโลกของกาม แต่กามต่ำสุดคืออบาย ก็ลดกามอีก จนไม่มีความสุขความทุกข์ในเรื่องภายนอกเลย เป็นพระอนาคามี จะกระทบสัมผัสกับอะไรก็สบาย แล้วแต่ภายในที่เป็นรูปธรรม อรูปธรรม เป็นรูปภพ อรูปภพ ของเราก็ล้างของเราเอง อนาคามีไม่เป็นพิษภัยต่อโลกเลย 

ศาสนาพุทธนั้น ไม่ติดในลาภยศสรรเสริญโลเกียสุขไม่ติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสภายนอกหมดแล้ว แต่อยู่กับโลกเขา ยังมีประโยชน์คุณค่าให้ประโยชน์แก่โลกเขา ไม่เหมือนศาสนาที่ไม่รู้ทั้งนอกและใน เมื่อเรียนรู้ให้ครบภายนอกภายในเป็นกาย อย่างเช่นศาสนาเชนเขามากน้อยไม่เอานะ เอาอบายมุข เขาก็ไม่มีกาม เขาก็ไม่มีนะ รูปภพ อรูปภพ เขาสุดโต่งอยู่ปลีกเดี่ยว เกิดมามีชีวิตแต่ไม่มีประโยชน์อะไรแก่โลก เดินโทงๆไม่ใส่เสื้อผ้า เป็นศาสนาที่ไม่รู้จริง ไม่รู้ความพอเหมาะของโลกของสังคม 

อธิบายก็ยังไม่ค่อยเก่งนะอาตมานี่ แต่เห็นแล้วว่าศาสนาเชนนี้สุดโต่ง ศาสนาพุทธนอกจากจะไม่ติดยึดในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แต่ก็รู้ในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เราอาศัยกินใช้ เป็นผู้ที่สูงถึงขั้นไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา อาตมาพาพวกเราก็ทำจนกระทั่งมีลาภยศสรรเสริญโลเกียสุข แต่ไม่ได้ยึดถือเป็นเรา เป็นของเรา นี่มันเป็นผลสำเร็จนะ พวกเราจึงอยู่ได้ แล้วมันก็ไม่ได้แย่งกัน มันมีโดยธรรม โดยสัจจะ ไม่ได้มีแล้วไปแย่งกับเขา รวยลาภ ยศสูง สรรเสริญอะไรมากมายก็ไม่มี มีแต่เขาจะว่าเอาด้วย ก็ไม่มีปัญหา เพราะเราไม่ได้มีความสุขเพราะลาภยศสรรเสริญ ไม่ทุกข์เพราะลาภ ยศ สรรเสริญ​ จึงไม่สุขไม่ทุกข์เพราะโลกธรรม 

อธิบายเป็นภาษาไทยง่ายๆ คนข้างนอกเขาไม่รู้ เขาว่าโพธิรักษ์บรรยายธรรมะศาสนาพุทธอย่างไร ก็ศาสนาพุทธของเขามันมีแต่จารีตประเพณี มีแต่ในรัฐฉานวิชา มีแต่พิธีกรรม เอ้า.. ไปวัด หรือให้พระไปบ้าน สวดมนต์ ไปทำพิธีรดน้ำมนต์ อะไรต่ออะไร คืออาตมาว่าหนักมาก อย่าว่าแต่ไปบ้านเลย ในราชการ ราชพิธี เอาพระไปทำไม ไปสวดมนต์ หมดรูปเลย 

_เต็มสิริ…โยมเห็นแผงโซล่าเซลล์ไปกับน้ำหมดเลย โทรหาช่างก็ไม่ว่าง ก็เลยทำเอง 

พ่อครูว่า…อย่าไปทำเองนะ ตายได้ นี่ดีนะ บารมีคุ้มหัว อย่าไปทำอีก อย่านึกว่าบารมีมีมาก 

คนเขาติเขาว่าเขาด่าก็เสียใจ คนเขาชมก็ดีใจ .เราก็อย่าไปเสียใจ ดีใจ .แต่เราฟังมาก็รับฟัง มันไม่จริงก็จะได้บอกเขาไปว่าไม่จริง อันไหนจริงแล้วก็แก้ไข เราอย่าไปอคติก็แล้วกันอย่าเข้าข้างตัวเอง ถ้าเป็นอย่างที่เขาว่า อย่างที่เขาตำหนิหรือชม เราก็รู้ เขาชมเราก็รู้ เขาติเราผิดก็แก้ไข อย่าไปน้ำขึ้นน้ำลงตามที่เขาพูดมา 

_เสียงสะท้อนถึงศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันที่ให้บริการเรือรับส่ง ..เป็นผัสสะที่ทำให้เครียด เพราะผู้ใหญ่สั่งหลายคนไม่รู้จะฟังใคร ใครๆก็เรียกให้ช่วย อยากให้จัดระบบให้คนเดียวสั่งค่ะ เพื่อคลายความเครียด กราบนิมนต์พ่อครูให้ธรรมะกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อคลายเครียดด้วยค่ะ

พ่อครูว่า…กิจการก็เยอะ เยอะการไปการมา หากให้คนสั่งคนเดียวหรือคนสั่งน้อยคนก็ไม่พอ เราทำความเข้าใจก็แล้วกัน มันยากที่เราเป็นระบบกลาง ถ้าเขาเป็นแต่ละครอบครัวเขาก็ไม่ยุ่งกัน เรื่องของเรื่องคือตัวใครตัวมัน แต่ของเรามีจิตสาธารณะจิตส่วนรวม การช่วยกันศิษย์เก่าศิษย์ใหม่ผู้ใหญ่ผู้เล็กเกิดเรื่องขึ้นมา เลือดความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้นมาเมื่อใดก็จะเกิดปฏิกิริยาเกิดพฤติกรรม ว่าเอ๊.. ทำไมเป็นอย่างนี้ พวกเราก็เรียนรู้ ใครแสดงความเห็นแก่ตัวขึ้นมา ก็ชักจะไม่ดี มันเป็นบทเรียนเป็นโจทย์ เราก็รู้ว่าคนนี้มีความเห็นแก่ตัวเยอะ เราช่วยได้ก็ช่วย ถ้าไม่สามารถช่วยได้ก็ปล่อยไปหน่อย เขาจะด่าจะว่าอย่างไรก็เป็นเรื่องธรรมดา มันเป็นเรื่องความยึดถือตัวกูของกู ไม่สนใจก็พูดแรงบ้างไม่น่าฟังบ้างเราก็ต้องรู้ความจริง เรารู้ความจริงแล้วก็ไม่แปลกอะไรเลย มันเป็นธรรมดาธรรมชาติ เขาคือเขา เราคือเรา เขาเป็นอย่างที่เขาเป็นแล้วเราจะให้เขาเป็นอย่างที่เราเป็น ถ้าคุณเป็นพระอรหันต์จะเข้าใจเลยว่าคนนั้นคนนี้เขาเป็นอย่างนี้จะเข้าใจ แต่คุณไม่เป็นอรหันต์คุณก็เรียนรู้ อันนี้มันผิดหรือถูก ดีมากไปน้อยไปเราก็ฟังดู ถ้ามากไปเราก็ทำให้พอสมควร ถ้าน้อยไปเราก็เพิ่มให้มากขึ้น ให้เสียสละมากขึ้น เข้าใจคนและเราก็จะได้มีความรู้ เราก็ได้ศึกษาแล้วก็ปรับตัว 

จริงๆแล้วพวกเรามาปฏิบัติธรรม สิ่งเหล่านี้แหละคือรายได้ หรือรายเสีย ระวังจะเสีย ถ้าคุณรับลูกไม่เป็น เสีย ถ้ารับลูกเป็น เข้าใจนะ ว่ารับลูกคืออะไร การสัมผัสกันแล้วต้องรับลูกเป็น มันก็ได้ประโยชน์ ถ้ารับลูกไม่เป็น ซวย ขาดทุน 

_หนเหิน…รู้สึกว่า รายการนี้ดีมากประทับใจไม่อยากให้เลิก หลายคนอยากจะถาม แต่ก็เกรงใจ …ในเรื่องของการเมือง เขาก็ยากที่จะแยกแยะโลกุตระกับโลกียะ 

พ่อครูว่า…จริงๆแล้วการเมืองทุกวันนี้มันเป็นเรื่องเขี้ยวมาก เป็นการเมืองที่เขี้ยวมาก หนักมันจะกัดกัน ทุกวันนี้เป็นการแย่งอำนาจ แล้วมันแย่งอำนาจแบบอะไรรู้ไหม เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ เป็นอำนาจแบบโลกุตระ นี่คือการแย่งอำนาจแบบโลกุตระนะ ยังมีพวกเถื่อนที่เป็นโลกียเห่าอยู่นะ แต่พวกนี้ยังไม่ลึกนะ  พวกที่แย่งแบบลึกยังมีอีกเยอะ 

ลองอ่านหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์ที่ไม่เห็นคุณค่าของคนเอกประยุทธ์ ก็จะว่ามาเยอะแยะ แต่ละคนแต่ละคนเจ้าประคุณ มองไปในแง่เล็กน้อยมาตีไข่ใส่ข่าว มันไม่จริงก็ขยายออกไปด้วยความฉลาดแกมโกง เป็นการดิสเครดิต 

เมืองไทยมีคนที่บริหารได้ขนาดนี้ ทำให้เรียบร้อยได้ขนาดนี้และเจริญขนาดนี้ ขณะนี้ถ้าใครตรวจสอบ ผู้ที่เขามองเมืองไทย เขามองมาอย่างไม่ใช่คนไทย องค์กรต่างๆก็ดี เขายอมรับเลยว่าประเทศไทยมีความเจริญ ไม่ว่าจะทางด้านเศรษฐกิจการเมืองหรือสังคมทุกด้านเลย เข้าใจให้ดี เมืองไทยขณะนี้ใช้ได้ 

เพราะฉะนั้นโดยค่ารวมของสังคมประเทศขนาดนี้ โพลหรือไม่โพลก็ตาม ต้องการให้นายกตู่อยู่ไปเลย 8 ปีนี้ก็ยังน้อยนะ 

แม้เลือกตั้งเสร็จแล้วเขาก็ยังได้เป็นนายก มันคืออะไร นี่คือประชาธิปไตยของประชาชนคนไทยนะ แต่พวกที่แย่งอำนาจก็หาว่าใช้วิธีการใช้กฎหมาย ความจริงไม่ใช่หรอก มันไม่ได้หรอกถ้ามันไม่เกิดความจริงแท้ 

จบ