ศาสนา

621016_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เอาร่างกายออกป่าเขาถ้ำยิ่งไกลจากวิเวก

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่…  https://docs.google.com/document/d/1PR4JOqjXBz4GLo5sr-18ga2isHZXUTw2oLkj51JkCZI/edit?usp=sharing 

ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1dbTUVClrWQuYgiCp6fQAHTOMr2RF_NNx 

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้เป็นวันพุธที่ 16 ตุลาคม 2562 ที่บวร ราชธานีอโศก น้ำท่วมใหญ่คราวนี้ทำให้พวกเราลดละกิเลสเรื่องของการสะสมข้าวของลงไปได้มาก แม่เป็นคนมีวรรณะ 9 เป็นมนุษย์พัฒนาเลี้ยงง่ายบำรุงง่ายมักน้อยสันโดษ แค่นี้ก็พอ เป็นคนขัดเกลา มีศีลเคร่ง จึงเป็นคนมีอาการที่น่าเลื่อมใส แล้วยังไม่สะสมอีก และยังเป็นคนยอดขยัน เรามาเป็นคนที่เบาภาระจึงจะเป็นคนที่เอาภาระ 

พ่อครูว่า…

SMS วันที่ 14 – 15 ต.ค. 2562

_วิวหก วิวหก : ศีลเสมอคือเข้าใจในสิ่งที่พูด เข้าใจว่าผู้นั้นอยูระดับไหน และประเมินตัวเองได้ว่า อยู่ตรงไหน / ศีลเสมอคือ เข้าใจแล้วในเรื่องนั้น ๆ

ก็อเมกา คนไม่มีบ้านมากมายไม่มีอาหารกินก็มาก หนี้รัฐ 440 ล้านล้าน

พิมพ์เงินให้ทหารใช้ เพราะใช้ในประเทศไม่ได้

สันติอโศกมีบ้านให้ทุกคน /เศรษฐศาสตร์เข้าใจได้ แบบเห็นๆ

พ่อครูว่า…จริง! อโศกทุกวันนี้บ้านมีเหลือเฟือแต่คนไม่ค่อยมาอยู่ ทุกวันนี้ชุมชนชาวอโศกทุกชุมชนยินดีต้อนรับคนภายนอกจะมาเป็นชาวอโศกมาประพฤติปฏิบัติกัน ที่นี่มีความประพฤติพื้นฐานคือมีศีล 5 ละอบายมุขทุกอย่าง เป็นอย่างต่ำ อย่ามาเป็นหมาหัวเน่าก็แล้วกันขี้เกียจเกินไปขี้โกงกันไปหรือว่ามีเล่ห์เหลี่ยมเกินไปไม่มีศีล คนเก่าก็คงไม่อยากจะให้อยู่ด้วยก็คงมีวิธีการเอง 

_ถึกไท ณ ห้วยขาแข้ง : นิยาย ดีดี ก่อเกิด ตามพลังโพธิสัตว์ ที่ต้องสืบสาน พุทธแท้ๆ

_อําพร กันทะ : วันนี้ลูกขอกลับมาเพิ่มพลังค่ะรู้สึกใจหายค่ะ ตอนนี้ลูกขอเอาวัดมาอยู่บ้านค่ะ

_ใบฟ้า…รายการที่เยี่ยมยอดอีกรายการคือรายการเวียนธรรมออกพรรษา มีท่านสมณะและสิกขมาตุ มีท่านสมณะ 7 รูป สิกขมาตุ 6 รูป เสียดายหลายรูปที่ไม่ได้มาโปรดโยม งานต่อไปขอความกรุณานิมนต์มาทุกท่านให้พร้อม เป็นรายการที่อบอุ่นจริงๆ 

พ่อครูว่า…ความสนใจในธรรมะ จะว่าไปแล้วแม้แต่อาตมามาเป็นผู้เทศน์ผู้บรรยายก็ไม่สนใจฟัง ใช้สามัญสำนึกธรรมดาก็ดูได้ไม่ใช่เรื่องลึกลับ เพราะฉะนั้นคนเราไม่มีสำนึก ชีวิตก็เสื่อมเป็นธรรมดา มันก็ควรจะสำนึกก็รู้กาละสำคัญหรือสาระสำคัญในความสำคัญ ถ้าใครมีความสำคัญในสิ่งเหล่านี้ก็จะเจริญ ไม่เช่นนั้นก็เหมือนกับขี้หมาลอยน้ำไป สู่กองฟอนอยู่ๆไปกินๆนอนๆไม่น่าจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ใฝ่ธรรมเป็นผู้ที่แสวงหาสิ่งที่ดีให้กับชีวิต 

เอ้า สวดพอสมควรแล้ว 

_อโศกสัมปวังโก…พ่อท่านได้เน้นย้ำแนวทางการปฏิบัติธรรมว่า เวทนาคือหัวใจของกรรมฐาน และตามที่พ่อท่านได้เทศน์สอนหรือว่าเวทนาคือองค์ประกอบหนึ่งในห้าของนาม จึงเกิดมีคำถามขึ้นมาแล้วนามอีก 4 อย่างคือ 1. สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการนั้น มีบทบาทกับเวทนาอย่างไรหรือไม่ในขณะที่นักปฏิบัติอ่านเวทนาในจิตของตน 

  1. ความหมายของการแยกรูปแยกนามนั้นคืออะไร ชาวอโศกส่วนใหญ่แยกรูปแยกนามได้แค่ตามภาษาบัญญัติ ซึ่งก็คือรูปมี 28 อย่าง ส่วนนามนั้นมี 5 อย่าง การแยกรูปแยกนามได้ตามบัญญัติภาษาดังกล่าวยังไม่ถือว่าบรรลุเป้าหมายตามพุทธบัญญัติใช่หรือไม่ 

จะมีรายละเอียดของสภาวะจิตอย่างไรขอให้พ่อท่านได้อธิบายขยายความลงลึกในรายละเอียดดังกล่าว เพื่อให้เกิดความเข้าใจเรื่องการแยกรูปแยกนามให้ชัดเจน แก่ผู้ที่ไม่สามารถแยกรูปแยกนามได้ตามเกณฑ์ของนักปฏิบัติธรรม 

พ่อครูว่า…หลับตาปฏิบัตินี้ไม่มีผล มันไม่ใช่ของศาสนาพุทธเลย เป็นการปิดเวทนาไม่มีผัสสะ เพราะฉะนั้นเวทนาที่จะเกิดนั้น ที่จะเป็นกรรมฐานให้เราปฏิบัติ 108 มันไม่มี แล้วพวกคุณจะไปปฏิบัติอะไร ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พรหมชาลสูตรท่านก็ได้ยืนยันไว้ว่า ถ้าไม่มีเวทนาก็ไม่มีฐานแห่งการปฏิบัติ ก็มีแต่ปัญหาเท่านั้นเป็นความแส่หาของตัณหาทั้งนั้น 

ความผิดเพี้ยนของการปฏิบัติ ไปหลับตาปฏิบัติก็ดับองค์ประกอบแห่งการปฏิบัติออกไปหมดแล้ว ก็เลยไม่ได้เรียน ไม่มีผัสสะ ก็เลยไม่มีกายไม่มีภายนอก ขนาดนั้นเขาก็ไปนั่งหลับตาปฏิบัติอีก กายต้องต่อเนื่องจากภายในภายนอกขาดกันไม่ได้ ปฏิบัติธรรมะต้องมีทั้งนอกและในทิ้งกันไม่ได้ 

แล้วเวทนานี้สำคัญสุดที่มโนปวิจาร 18 ถ้าแยกเคหสิตเวทนากับเนกขัมสิตเวทนาไม่ได้ ก็ไม่มีจุดที่นักปฏิบัติธรรมจะได้เป็นพระอรหันต์ ไม่ได้มีคนรู้จิตเจตสิก เวทนา 18 อย่างไร เวทนาทางทวาร 6 แล้วมี สุข ทุกข์ อุเบกขา เป็น 18 หากไม่เข้าใจอาการ ลิงค นิมิต 2 สิ่งนี้ก็จบเห่ปฏิบัติอะไรไม่ได้ 

ปฏิบัติธรรมะต้องปฏิบัติกับรูป 28 กับนาม 5 มีผัสสะจึงทำมนสิการได้ เมื่อผัสสะก็จะเกิดเวทนาต้องใช้สัญญากำหนดรู้เจตนาในจิต หากเจตนาทางกามก็ให้มันลด ลดได้แล้วก็ทำที่รูปภพอรูปภพต่อ สำเร็จเป็นวิภวตัณหา เป็นปัญหาของพระอรหันต์ เป็นปัญหาของพระพุทธเจ้า คนไม่รู้สภาวะก็จะบอกว่าไปบอกว่าพระพุทธเจ้ามีปัญหาได้อย่างไร อาตมาพูดภาษาสิริมหามายา คนที่รู้สภาวะแล้วจะไม่สับสนต้องรู้ทั้ง 2 อย่าง 

เช่นนิพพาน มันก็มี 2 อย่างแล้วก็ไม่มี 2 อย่างนี่แหละ 

นิพพานคือไม่มีความสุขไม่มีความทุกข์ งงไหม สับสนไหม? 

เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ คือนาม 4 ที่ต้องใช้ปฏิบัติ 

ส่วนขันธ์มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีบทบาทร่วมกับเวทนาที่เป็นกรรมฐาน

  1. ความหมายของการแยกรูปแยกนามนั้นคืออะไร ชาวอโศกส่วนใหญ่แยกรูปแยกนามได้แค่ตามภาษาบัญญัติ ซึ่งก็คือรูปมี 28 อย่าง ส่วนนามนั้นมี 5 อย่าง การแยกรูปแยกนามได้ตามบัญญัติภาษาดังกล่าวยังไม่ถือว่าบรรลุเป้าหมายตามพุทธบัญญัติใช่หรือไม่ 

จะมีรายละเอียดของสภาวะจิตอย่างไรขอให้พ่อท่านได้อธิบายขยายความลงลึกในรายละเอียดดังกล่าว เพื่อให้เกิดความเข้าใจเรื่องการแยกรูปแยกนามให้ชัดเจน แก่ผู้ที่ไม่สามารถแยกรูปแยกนามได้ตามเกณฑ์ของนักปฏิบัติธรรม 

พ่อครูว่า…ใช่แล้ว จะให้แยกรูปนามทั้งหมดก็คือทั้งหมดของศาสนาพุทธ อาตมาไม่เก่งพอที่จะอธิบายทั้งหมดที่คุณต้องการ 

แยกรูป แยกนาม ไม่ง่าย หากคุณแยกรูปแยกนามได้จริง ผลก็มีอัตราการก้าวหน้าเป็นพระอรหันต์เรื่องจริง ถ้าคุณแยกรูปแยกนามได้จริง

ผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจะติดเครื่องอิทธิบาท 4 มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาอยู่ตลอด 

แยกรูปแยกนาม เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด 

ใครที่แสวงหาไม่ติดยึดกับโลกีย์ที่เขาผิดเพี้ยนไป อาตมาไม่มีบารมีไปรู้จักอาจารย์สำนักใหญ่ๆ และยิ่งพูดโลกุตระด้วย แต่คุณได้ยึดมิจฉาทิฏฐิและคุณก็มีผลแล้ว ติดยึดมันก็จริง ทฤษฎีที่จะปฏิบัติต้องมีผลจริง ไม่อย่างนั้นจะมาสอนอะไรบ้าง 

มิจฉาทิฏฐิที่เห็นไม่ใช่ไม่มีมรรคผล แต่เป็นมิจฉามรรค มิจฉาผล มิจฉาวิมุติ มิจฉาฌาน มิจฉาสมาธิ 

  1. ความหมายของการแยกรูปแยกนามนั้นคืออะไร ชาวอโศกส่วนใหญ่แยกรูปแยกนามได้แค่ตามภาษาบัญญัติ ซึ่งก็คือรูปมี 28 อย่าง ส่วนนามนั้นมี 5 อย่าง การแยกรูปแยกนามได้ตามบัญญัติภาษาดังกล่าวยังไม่ถือว่าบรรลุเป้าหมายตามพุทธบัญญัติใช่หรือไม่ 

จะมีรายละเอียดของสภาวะจิตอย่างไรขอให้พ่อท่านได้อธิบายขยายความลงลึกในรายละเอียดดังกล่าว เพื่อให้เกิดความเข้าใจเรื่องการแยกรูปแยกนามให้ชัดเจน แก่ผู้ที่ไม่สามารถแยกรูปแยกนามได้ตามเกณฑ์ของนักปฏิบัติธรรม 

พ่อครูว่า…รูปนามเป็นภาวะ 2 ที่ต้องแยกให้รู้แต่จะแยกกันเด็ดขาดนะไม่มี ถ้าหากรูปกับนามแยกขาดกันนั้นคือปรินิพพานเป็นปริโยสาน รูปก็ดินน้ำไฟลม นามก็เป็นดินน้ำไฟลม พระอรหันต์ทำจิตให้เป็นดินน้ำไฟลมไปเลย พระอรหันต์ตายไปแล้วคุณก็บูชาอยู่กับซากศพ ก็คือดินน้ำลมไฟไม่มีพระอรหันต์อยู่ตรงนั้นเลยเหมือนกับเสื้อตัวหนึ่งของพระอรหันต์ ตายแล้วท่านก็ถอดเสื้อทิ้งไว้ คุณก็เอาเสื้อมากราบไหว้พระอรหันต์อยู่ที่นี่ ซึ่งไม่มีหรอก คุณก็กราบเสื้อกับขี้เหงื่อขี้ไคล อรหันต์จะใส่เสื้อใส่จีวร 

ก็เหมือนกันไม่ว่าฆราวาสหรือพระก็เหมือนกัน คือเครื่องนุ่งห่ม คุณก็ได้แต่กราบเครื่องนุ่งห่ม 

นอกจากคุณจะคิดเองมีปฏิภาณปัญญาเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับเจ้าของ อย่างเช่นการใส่ที่สังเวชนียสถานของพระพุทธเจ้า ก็เป็นหลักฐานว่ามีจริงๆนะคนนี้จริงๆ ก็เหมือนกับมีจีวร ของพระอรหันต์ ศาสนาคริสต์เขาจึงมีผ้าห่อศพของพระเยซูเป็นชิ้นสำคัญ มีคราบเลือดคราบอะไรต่างๆ 

อาการ ลิงคิ นิมิต อุเทส สิ่งที่คุณต้องเข้าใจความสำคัญ ลิงค ความแตกต่างของสภาวะกายสภาวะ 2 ภาวะ 2 อิตถีภาวะปุริสภาวะ ต้องเข้าใจแล้วแยกแยะออกให้ได้แล้วต้องทำให้เป็นหนึ่ง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ )  ล.10 ข.60

หากไม่อธิบายให้ถึงจุดตรงนี้ก็ไม่มีจุดสุดท้ายจุดที่บรรลุสำเร็จผลเป็นจุดจบของศาสนาเลย อาตมาก็ต้องอธิบายซ้ำซากอย่างนี้เพราะไม่มีใครอธิบาย ที่จริงจะต้องอธิบายตลอดไปทุกวินาที เพราะคนไม่ได้ฟังอีกมาก 

อาการ ลิงค นิมิต อุเทส 

อุเทสคือคำบรรยายคำสอน

คุณพยายามจับอาการ กำหนดหมายเอาว่าเป็นอาการอย่างนี้ เป็นนามธรรมคนอื่นไม่ได้รู้กับคุณเอง ถึงกับต้องทำเครื่องหมายเอาเองว่าอาการนี้คืออาการโกรธ มันไม่มีรูปร่างอาตมาก็ทำมือไปอย่างนั้นภาษาใบ้ก็อ่านไม่ออก อาการอย่างนี้เป็นอาการความทุกข์อาการแบบนี้เป็นอาการของสุข อาการอย่างนี้เป็นอาการกาม อาการนี้โทสะ

ภาษาบัญญัติว่าเป็นโทสะมันมีความต่าง ลิงค แตกต่างจากอาการความรักอาการความชอบ โทสะมันผลัก มันอย่างไร คุณต้องดูอาการของจิตเจตสิกเหล่านี้ตามลำดับ คุณจึงสามารถรู้ว่าอะไรเป็นกุศลอะไรเป็นอกุศล หรือ อะไรเข้าสู่สภาพของจิตแท้ๆมีความรู้สึกสัมผัส แล้วได้อันนี้เป็นอย่างนี้อย่างเดียวไม่มีความชอบไม่มีความชัง ไม่มีอาการอื่นเข้าแทรกไม่มีเวทนาเก๊เข้าไปร่วม คุณก็อ่านอาการแยกความจริงให้ออกระหว่างมีกับไม่มี

ศาสนาพุทธต้องทำให้ไม่มีเป็นที่สุด แต่มี เพราะยังไม่ตายยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน 

หากปรินิพพานเป็นปริโยสานพระอรหันต์ก็สามารถมีความรู้ความสามารถแยกแยะจิตนิยามให้สลาย เป็นดินน้ำไฟลมเหมือนพวงมะม่วงที่ถูกตัดออกจากขั้วลงมาแตกกระจาย ไม่มีกายให้เห็น ตามที่พระพุทธเจ้า ตรัสในปริเฉทรองสุดท้ายของพรหมชาลสูตร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย! กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว ยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคต ชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต เปรียบเหมือนพวงมะม่วง เมื่อขาดจากขั้วแล้ว ผลใดผลหนึ่งติดขั้วอยู่ ย่อมติดขั้วไป

ดูกรภิกษุทั้งหลาย! กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตได้ก็ชั่วเวลา ที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้วเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต.

ศาสนาเทวนิยมมีพระเจ้านิรันดร แต่ของพระพุทธเจ้าท่านจะปรินิพพานตายไปแล้วจะไม่มีเทวดาผู้ยิ่งใหญ่นิรันดรเหลืออยู่ ของพระพุทธเจ้าตรัสรวมทั้งหมดสูญเลิกไปหมดเลยสลายเป็นอุตุธาตุก็จบ

มะม่วงที่ติดขั้วอยู่ผลใดผลหนึ่งก็ไม่เป็นพีชะแล้ว ก็ขาดจากความเป็นพีชะแล้ว เหมือนเล็บเราถูกตัดออกไป 

กายแตกไปก็ไม่เหลืออุตุธาตุ พีชธาตุ

พระอรหันต์เจ้าขึ้นไปอาศัยพีชธาตุ พระอรหันต์ไม่มีความทุกข์ความสุขได้อย่างถาวรเมื่อไหร่ก็ไม่มี จิตใจมีแต่อุเบกขาอยู่นั้นนิรันดร พระอรหันต์เต็มรูปแล้ว โดยเฉพาะเป็นพระอรหันต์ในระดับ อุภโตภาควิมุติแล้วก็ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ไม่มีบาปไม่มีบุญด้วยความจริงทั้งหมดของจิตวิญญาณไม่มี บาปบุญไม่มี สุขทุกข์ไม่มี มีแต่พลังงานสะอาดพลังงานที่รู้จักความเป็นมนุษย์ รู้จักการช่วยโลก โลกานุกัมปา ช่วยโลกทำประโยชน์ให้แก่โลกเพราะจิตใจที่เป็นโลกุตระสิ้นสุด นี่คือสภาพทั้งหลายที่อาตมาขยายความ

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

สมณะฟ้าไท…

พ่อครูว่า…การแยกรูปแยกนามสภาวะ 2 นี่แหละที่สำคัญคือคำว่าเทวแปลว่า 2 เป็นคำที่ยิ่งใหญ่มาก อาตมายังไม่เก่งในการอธิบาย คำว่าเทวะ รวมศาสนาเทวนิยมและอเทวนิยมได้หมดเลย พุทธก็อยู่ด้วย แต่ท่านรู้แจ้งในความเป็นเทวะความเป็นเทวะได้แยกเทวะได้อาศัยเทวะได้ควบคุมเทวะได้ เทวะใหญ่ขนาดไหนก็ควบคุมได้ แม้ที่สุด ขออภัยต้องใช้ภาษานี้ เย้ยพระเจ้าได้ เย้ยตรงไหน ตายแล้วพระเจ้าอย่ามายุ่ง เราสลายวิญญาณเราเองได้ไหม วิญญาณของเราเองไม่ใช่ของพระเจ้าเรามีสิทธิ์จะสลายเป็นอุตุธาตุไปเลยสูญหาย ไม่ต้องไปหาพระเจ้า ไม่เอาความสุขของพระเจ้าไม่เอาความทุกข์ของพระเจ้า แม้แต่ปรมังสุขัง ยิ่งกว่าสุขอย่างไรก็ตาม แยกธาตุแตกแยกไปแล้ว ก็ไม่ต้องมีอีกเลย

หากแยกรูปนามเท่านี้ไม่ได้ก็ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ แยกธรรมะสองไม่ได้ แยกเวทนาไม่ได้ก็ทำไม่ได้ก็ไม่มีทางนิพพานแล้วก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไม่ได้ 

คำว่าติดหรือข้องอยู่ มาเข้าสู่ตำรา คุหัฏฐกสุตตนิทเทสที่ 2

ทวนอีก

ว่าด้วยวิเวก 3 อย่าง

[33] คำว่า นรชนเช่นนั้น ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก มีความว่า วิเวก ได้แก่ วิเวก 3 อย่าง คือ กายวิเวก จิตตวิเวก อุปธิวิเวกผ 

คำว่า ไกลจากวิเวก มีความว่า นรชนนั้นใด เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำอย่างนี้ อันกิเลสมากปิดบังไว้อย่างนี้ หยั่งลงในที่หลงอย่างนี้ นรชนนั้นย่อมอยู่ไกลแม้จากกายวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากจิตตวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากอุปธิวิเวก(พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) 

สมณะฟ้าไท…จิตใจเราข้องก็จะฟังธรรมไม่รู้เรื่อง

พ่อครูว่า…ทีนี้ไกลจากวิเวก ท่านขยายความต่อ ….

คำว่า ไกลจากวิเวก มีความว่า นรชนนั้นใด เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำอย่างนี้ อันกิเลสมากปิดบังไว้อย่างนี้ หยั่งลงในที่หลงอย่างนี้ นรชนนั้นย่อมอยู่ไกลแม้จากกายวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากจิตตวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากอุปธิวิเวก คืออยู่ในที่ห่างไกลแสนไกล มิใช่ใกล้มิใช่ใกล้ชิด มิใช่เคียง มิใช่ใกล้เคียง. คำว่า อย่างนั้น คือ ผู้หยั่งลงในที่หลง ชนิดนั้นเช่นนั้น ดำรงอยู่ดังนั้น แบบนั้น เหมือนเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจากวิเวก.

พ่อครูว่า…สรุปแล้วคุณไม่ได้สัมผัสวิเวกเลย กายก็ไม่มี จิตก็ไม่มี อุปธิก็ไม่มี คุณไกลจากวิเวกสามนี้

ย้อนกลับไป

[33] คำว่า นรชนเช่นนั้น ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก มีความว่า วิเวก ได้แก่ วิเวก 3 อย่าง คือ กายวิเวก จิตตวิเวก อุปธิวิเวก

กายวิเวกเป็นไฉน? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมซ่องเสพเสนาสนะอันสงัด คือป่า โคนต้นไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง และเป็นผู้สงัดด้วยกายอยู่คือ เดินผู้เดียว ยืนผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว นั่งอยู่ในที่เร้นลับผู้เดียว อธิษฐานจงกรมผู้เดียว เป็นผู้เดียว เที่ยว อยู่ เปลี่ยนอริยาบถ ประพฤติรักษาเป็นไป ให้เป็นไป นี้ชื่อว่า กายวิเวก.

จิตตวิเวกเป็นไฉน? ภิกษุผู้บรรลุปฐมฌาน มีจิตสงัดจากนิวรณ์ บรรลุทุติยฌาน มีจิตสงัดจากวิตกและวิจาร บรรลุตติยฌาน มีจิตสงัดจากปีติ บรรลุจตุตตถฌาน มีจิตสงัดจากสุขและทุกข์ บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญา บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากวิญญาณัญจายตนสัญญา บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากิญจัญญายตนสัญญา (เมื่อภิกษุนั้น) เป็นโสดาบันบุคคล มีจิตสงัดจากสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับสักกายทิฏฐิเป็นต้น เป็นสกทาคามีบุคคล มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ อย่างหยาบ กามราคานุสัยปฏิฆานุสัย อย่างหยาบ และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกันกามราคสังโยชน์อย่างหยาบเป็นต้นนั้น เป็นอนาคามีบุคคล มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียดกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อย่างละเอียด และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์อย่างละเอียดเป็นต้นนั้น เป็นอรหันตบุคคลมีจิตสงัดจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะอุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย กิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับรูปราคะเป็นต้นนั้น และจากสังขารนิมิตทั้งปวงในภายนอก นี้ชื่อว่าจิตตวิเวก.

พ่อครูว่า…คุณออกป่า คุณว่าคุณได้วิเวก แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นผู้ไกลจากวิเวก 

ได้แต่สงัด เช่นคนที่หนีจากที่นี่ อย่างทักษิณ เขาได้จากประเทศไทย แต่มันอยู่ที่ใจเขานะ เขาจะคิดถึงประเทศไทยมากกว่าตอนเขาอยู่ในประเทศไทย เพราะฉะนั้นพวกที่มีแต่ป่า แต่คุณยังมีกิเลสกาม พยาบาทอยู่จริงปิดบังไว้แล้วคุณเข้าป่า คุณจะยิ่งอาการหนักกว่าความรู้ที่มี มันได้บรรเทา แต่หนีไปป่าก็อาการหนักกว่าก็ยิ่งห่างไกลจากวิเวก แม้ว่าคุณจะรู้สึกว่าได้ทำความมีวิเวกมันไม่ใช่หรอก เป็นสัมภเวสีสัญจรยิ่งคิดถึงประเทศไทยหนัก เขาเข้าใจผิดว่าจะได้กายวิเวกแต่เปล่าเลย เขาไม่รู้จักกายเขายิ่งจะอาการหนักมากขึ้นอีก

คนที่ไม่รู้จักกายจะมาทำจิตวิเวกไม่ได้ แต่เป็นความรู้ แม้เอาร่างกายออกป่าเขาถ้ำ ผู้ที่สัมมาทิฏฐิแล้วก็ทำจิตวิเวกได้ แต่ท่านมีสัมมาทิฐิกว่านั้นไม่ต้องแบกกลดออกไปไหนเลยไม่กล้าอยู่กับสังคมธรรมดาท่านก็ไม่ต้องเอาตัวเองไปหาที่ทำสมาธิ มีวิธีการคิดการพูดการทำที่มีสัมมาทิฏฐิ 

กายไม่ถูกต้องทำอย่างไรก็มิจฉา นั่งหลับตาสะกดจิตบอกว่าได้มรรคผลเป็นรูปฌานอรูปฌานได้ที่คุณได้คุณนึกว่าคุณได้ แต่มันไม่ใช่มัน เป็นสิ่งที่คุณสร้างขึ้นมาเป็นรูปลวง ภาวะลวงที่คุณได้ เป็นมิจฉาหมดเลยคุณยิ่งไกลจากวิเวกไปอย่างลิบลับเลย 

โดยเฉพาะอุปธิวิเวก 

อุปธิวิเวกเป็นไฉน? กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี เรียกว่าอุปธิ. อมตะ นิพพานเรียกว่าอุปธิวิเวก ได้แก่ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สำรอก เป็นที่ดับ เป็นที่ออกไปจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด นี้ชื่อว่าอุปธิวิเวก.

อย่างคำว่าบุญนี้ก็เข้าใจผิดไปเป็นกุศลกันไปแล้ว บุญเป็นอเทวะดับเทวะเป็นสูญไปได้เลย 

ทำไมต้องแยกรูปแยกนาม ทำไมต้องแยกอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ต้องรู้สภาวะแล้วทำได้จึงทำการตายได้ ตายระดับหนึ่งทำจิตเป็นพีชธาตุได้ ต้องรู้อาการลิงค นิมิต อรหันต์อาศัยพีชธาตุไม่มีบาปไม่มีบุญ แต่แน่นอนต้องอาศัยจิตนิยามที่เหนือโลกียะควบคุมโลกียะไม่มีบาปไม่มีบุญ มีแต่คุณประโยชน์คุณค่าต่อโลกนี้คือลักษณะพิเศษของศาสนาพุทธที่ทำให้คนเป็นพระอรหันต์เป็นคนที่ไม่มีโทษไทยมีแต่คุณค่าประโยชน์มีแต่คุณงามความดีจะให้เกิดขึ้นในโลกมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ถ้ามีน้อยหรือไม่มีก็เป็นกลียุคทุกวันนี้เดือดร้อนเลวร้ายเพราะมันใกล้กลียุคแล้วในทุกวันนี้ 

ต้องมาต่อ สิ่งที่ถูกเอาไว้ถึงจะได้ ให้ศาสนายืนยาวไปจนถึง 5,000 

อาตมาทำโมเดลเอาไว้ เป็นรูปสามเหลี่ยม 

สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน

สมณะเดินดิน

สู่แดนธรรมว่า…มีคนถามให้พ่อครูแยกรูปแยกนาม แต่พ่อครูได้ตอบว่ายังไม่สามารถมีเวลาตอบให้ละเอียดได้มากขณะนั้น แต่พ่อครูได้ทำมาตามลำดับแล้ว ขยายความมาตามลำดับ พ่อครูไม่ได้สอนละเอียดมาก่อน สอนเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย เป็นการทำงานแยกรูปแยกนาม ของพ่อท่านได้หรือไม่

พ่อครูว่า…ถูกต้องอาตมาทำตามลำดับมาตั้งแต่ต้น ไม่ได้ยกยอตัวเอง สู่แดนธรรมเอามาทวนให้อาตมาฟัง ก็เป็นลำดับถูกต้องอย่างที่ว่า 

ผู้ที่ทำอะไรไปแล้วก็เป็นไปตามธรรมของมัน อาตมาบอกเสมอว่าเป็นคนไม่มีแผน plan อัตโนมัติไปในตัวตลอดเวลาและมันก็เป็นไปเองตามธรรม 

พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนตามลำดับอย่างที่ควรเรียงลำดับมาจนกระทั่งละเอียดแล้วก็จะมีความซับซ้อน หมุนหยาบสู่ละเอียด จากละเอียดสู่หยาบ ที่พูดนี้สองชั้นเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วละเอียดลึกซึ้งซับซ้อนไม่รู้กี่ชั้น 

ธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น)   (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) เป็นสัจธรรมที่มีความซับซ้อน 

_เขาถามให้อธิบายรูป 28 นาม 5 แล้วจะต้องใช้หรือเปล่า

พ่อครูว่า..ปฏิบัติธรรมต้องใช้รูป 28 และนาม 5 

เอานาม 5 ก่อน มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี่คือนาม 5 ที่คุณจะต้องใช้ ผู้ปฏิบัติธรรมะไม่ต้องไปท่องพระอภิธรรมจิตเจตสิก 89 150 อะไรอย่างนั้น ให้รู้รูป 28 นาม 5 แล้วมาปฏิบัติธรรมมะนี่แหละคือรูปนามที่จะต้องปฏิบัติ 

คุณจะต้องใช้เวทนาแล้วเอาสัญญาเป็นตัวกำหนดหมาย อย่างนี้มีผัสสะให้เกิดเวทนาให้ปฏิบัติได้ เมื่อเกิดแล้วก็ทำใจในใจ ทำตรงนี้แหละ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ )  ล.10 ข.60 ทำเวทนาให้เป็น 1 ให้เป็น 0 ให้ได้ นี่แหละคือกรรมฐานของศาสนาพุทธอย่าไปเข้าใจกสิณแบบกรรมฐานสมถะแบบเดียรถีย์ ผิดบาปนะ เอาของที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ

อ่านในพรหมชาลสูตรให้แตกสิ ว่าต้องมีเวทนาไม่อย่างนั้นไม่มีฐานแห่งการปฏิบัติ

ถ้าแค่นี้ก็ยังไม่เข้าใจพอเพียง ก็หมดท่า ที่มันผิดก็คือ มันหลงยึดติดแน่นอนหนักหนาแล้วก็คือสายหลับตาแล้วมาปฏิบัติ ยิ่งออกมาแล้วบอกว่าเป็นกายวิเวก ก็เป็นการไกลออกจากวิเวก มองเผินๆ เราปลีกออกจากที่วุ่นวายไปที่เงียบเหมือนเราจิตเป็นหนึ่ง วิเวก แต่พระพุทธเจ้าบอกว่ากาย คือ จิต มโน วิญญาณ  

คนที่ฟังอาตมาแล้วฟังเหมือนอาบน้ำกลัวเปียก ก็จะไม่ได้ประโยชน์ 

เขาต้องเปิดจิตรับฟังอย่าอคติ มีปรโตโฆษะ ที่อาตมาอธิบายแล้วเอาไปโยนิโสมนสิการ ทำใจในใจให้ถ่องแท้แยบคายลงไปในสิ่งที่เกิดโทษที่จะแก้ไข เป็นสุริยเปยยาลข้อที่ 7 อาตมาเป็นมิตรดีสหายดีของทุกคน ถ้าตอนมีพระพุทธเจ้าเข้าไปพบพระพุทธเจ้า แต่ตอนนี้มาพบมาฟังอาตมา หากฟังคนที่ไม่มีสัมมาทิฏฐิก็จะไม่ตรงทางไปตลอดสาย 

อาตมาบอกเส้นทางที่ถูกตรง อาตมามากอบกู้ ฟังอาตมาแล้วลองทำบ้าง คุณทำแบบเดิมมานานแล้วเท่าไหร่ ถ้าทำแล้วมันถูกก็จะเป็นอรหันต์กันแล้ว หากเป็นอรหันต์ 2 คน 5 คนร้อยคนพันคน ก็มาเป็นสังคมอาริยะ เอาหลักต่างๆของพุทธเจ้ามาตรวจสอบ 

อาตมาก็เป็นกลุ่มธรรมะเป็นชาวพุทธกลุ่มหนึ่ง แล้วคนที่อาตมาอธิบายแล้วมาปฏิบัติตามมาเป็นแบบนี้ เอากลุ่มต่อกลุ่มมาเปรียบเทียบกันว่ากลุ่มนี้มีศีลจริงไหมมีสมาธิจริงไหมที่เป็นสัมมาสมาธิ มีปัญญาที่เป็นโลกุตระ ไม่ใช่ปัญญาเฉโก หลงอยู่ในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข 

หมู่บ้านนี้ คนมาอยู่มีสภาพเป็นอนาคามีเป็นต้นไป เป็นสาธารณโภคี คนที่ศึกษามาให้ดีมีปฏิภาณไหวพริบมาศึกษาแล้วจะรู้ว่าอันนี้ไม่เหมือนที่เคยพบเห็น มันเป็นดาวอีกดวงหนึ่ง เป็นโลกอีกโลกหนึ่ง มีคนอุทานบ่อยๆว่ามาอยู่ที่นี่เหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง มันมีสภาวะธรรมที่ลึกซึ้งละเอียดที่สัมผัสได้ เขาเรียกว่ามี Sixth sense เขาสัมผัสได้ว่านี่เป็นโลกุตระ 

ในสัจธรรมที่อาตมาเอามาเปิดเผยในยุคนี้ ขอยืนยัน แม้ในรูปสามเหลี่ยมเมื่อกี้นี้ อาตมาก็พยายามจะอยู่ต่อไปให้ถึง 151 ปี ถ้าอยู่ไม่ถึงก็จะมาเกิดอีก จะรออาตมากลับมาเกิดอีกไหม ไม่รอก็รีบเข้ามาช่วยกันหน่อย อาตมาจะได้สบายตอนแก่ ไม่เช่นนั้นอาตมาต้องเหน็ดเหนื่อยยุ่งยาก 

อาตมาพูดไปนี้มันเป็นความจริง ไม่ได้พูดเล่น อาตมาไม่มีสภาพเป็นคนแก่อายุ 80 ถ้าไม่เกรงใจโลกก็จะดิ้นทำกิริยาเหมือนนายภูมิให้ดู อย่านึกว่าอาตมาทำไม่ได้นะ ไม่ใช่ว่าเราเองไม่มีแรงทำทำไม่ไหวไม่ใช่ อาตมาทำได้ อย่างคนใกล้เคียงจะเห็น อาตมาไม่พยายามทำ หากพยายามทำก็จะเห็นเลย มันก็จะน่าหมั่นไส้น่าเกลียด ก็เลยเอาแค่นี้ 

รูป 28 ตัดมหาภูตรูป 4 ก็เหลืออุปาทายรูป 24 

คุณมีตาหูจมูกลิ้นกายภายนอก โคจรรูป ปสาทรูป มันจะทำงานเป็นคู่เป็นภาวะ 2 ถ้าเข้าใจพระพุทธเจ้าสอนไว้ ไปหลับตามันก็ผิดตั้งแต่ตรงนี้แล้ว คุณมีประสาทตาดีอยู่ เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าถามว่าอาจารย์ของเธอสอนอย่างไร เขาก็บอกว่าไม่รับรู้ทางตาหูจมูกลิ้นกาย พระพุทธเจ้าก็บอกว่าอย่างนั้นก็เหมือนกับการทำให้ตาบอดสิ อย่างนั้นมันไม่ใช่ ประเด็นแค่นี้ก็พูดกันมาเกือบ 50 ปีแล้วเขาก็ทำหูทวนลมเฉยๆ มันจะดื้อด้านดันทุรังไปอีกเท่าไหร่ ทำอย่างไรจะดันสุรังได้ ได้แต่ดันทุรัง จนทุรังอย่างพระอินทร์ ก็คือธุระ +อิสระก็อ่านว่าทุเร สะ

ไม่มีผัสสะไม่เกิดกาย มีแต่ภายในไม่มีภายนอกก็ไม่เกิดกาย ไม่มีภายนอกไม่มีภายในก็ไม่เกิดกาย 

ปฏิบัติธรรมมะไม่มีกาย พระพุทธเจ้าบอกว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ไปไหนก็กายๆๆ แล้วก็ไปหลับตาทิ้งไปอีก 5 ทวารนอก ไปอยู่แต่ทวารใน เมื่อไหร่จะเข้าใจ 

อุปมาเหมือนทำเข็มเล็กๆ อยู่ภายในแล้วจะออกมาสู้กับภูเขาลำธารแม่น้ำ เหล็กผาโลหะภายนอก เข็มพิเศษคุณจะไปสู้ได้อย่างไรคุณไม่ทำตามลำดับ 

ถ้าหากทำตามลำดับเหมือนกับมีอาวุธภายนอกแล้ว ก็ทำอาวุธที่ละเอียดลึกซึ้งเป็นรูปราคะ แล้วคุณก็มีแล้วนะ อันนี้ก็คมแล้ว ให้ละเอียดอีก จะคมยิ่งขึ้นอีก เหมือนง้าวทวนกวนอู ก็จะละเอียดขึ้นอีก มีอาวุธอันที่ 2 อยู่ในทวนอันนี้อีก ก็คมกว่านั้นอีก ยิ่งไปอรูป ในทวน 90 ชั่งก็มีอาวุธคมละเอียดขึ้นไปอีกอย่างนี้คือรูปนามคือกายคือธรรมะ 2 มันแยกกันไม่ได้หรอก 

สู่แดนธรรมว่า…ครูบาอาจารย์ก็บอกว่าให้ทิ้งกาย อย่าส่งจิตออกนอกกาย

พ่อครูว่า…มันถึงได้ผิดเพี้ยนไปหมด อาตมาก็ต้องมากู้ เพื่อแจ้งหลักฐานมายืนยัน มันซับซ้อน 

ในวิเวก 3 กายวิเวกคือเอาตัวออกห่าง จิตวิเวกคือทำรูปฌานอรูปฌานอย่างลืมตา(พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ขั้นอรูปก็ลืมตาหมด แม้จะต้องล้างอนุสัย กิเลสจากสังขารนิมิตภายนอกทั้งหมด ทำจิตวิเวกในภายนอก 

เป็นอรหันตบุคคลมีจิตสงัดจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย กิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับรูปราคะเป็นต้นนั้น และจากสังขารนิมิตทั้งปวงในภายนอก นี้ชื่อว่าจิตตวิเวก.

กายวิเวกหากเอาร่างกายออกป่าก็ไม่ได้กายวิเวก แล้วก็ไม่มีกายภายนอกอีกหลบนั่งหลับตาทำฌานก็หลับเข้าไป ไม่มีกายภายนอกเลย ที่บอกว่ากายภายนอกถึงมีจิตวิเวกคุณก็ไม่ใช่ 

อันต้นนี้ไม่ใช่แล้ว เอาจิตไปทำซ้ำๆอยู่ในป่าอีก ลึกเข้าไปอีกห่างจากวิเวก ก็กำลังถอยออกไปอีกแล้วก็ไม่มี อุปธิวิเวก ไม่เห็นกิเลส ขันธ์ก็ไม่เห็น อภิสังขารไม่มี อุปธิก็ไม่เห็น แล้วจะไปทำอมตะนิพพานไม่มีทางเป็นไปได้ อุปธิวิเวก ยกทิ้งทั้งยวง นี่คือการนั่งหลับตาปฏิบัติออกป่านี้มันไม่ใช่ศาสนาพุทธ 

อุปธิวิเวกเป็นไฉน? กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี เรียกว่าอุปธิ. อมตะ นิพพานเรียกว่าอุปธิวิเวก ได้แก่ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สำรอก เป็นที่ดับ เป็นที่ออกไปจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด นี้ชื่อว่าอุปธิวิเวก.

ก็กายวิเวก ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีกายหลีกออกแล้ว ยินดียิ่งในเนกขัมมะ จิตตวิเวกย่อมมีแก่บุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์ ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วอย่างยิ่ง อุปธิวิเวก ย่อมมีแก่บุคคลผู้หมดอุปธิถึงซึ่งนิพพานอันเป็นวิสังขาร.

 คำว่า ไกลจากวิเวก มีความว่า นรชนนั้นใด เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำอย่างนี้ อันกิเลสมากปิดบังไว้อย่างนี้ หยั่งลงในที่หลงอย่างนี้ นรชนนั้นย่อมอยู่ไกลแม้จากกายวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากจิตตวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากอุปธิวิเวก คืออยู่ในที่ห่างไกลแสนไกล มิใช่ใกล้มิใช่ใกล้ชิด มิใช่เคียง มิใช่ใกล้เคียง. คำว่า อย่างนั้น คือ ผู้หยั่งลงในที่หลง ชนิดนั้นเช่นนั้น ดำรงอยู่ดังนั้น แบบนั้น เหมือนเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจากวิเวก.

ว่าด้วยกาม 2 อย่าง

[34] คำว่า กามทั้งหลายในโลกไม่เป็นของอันนรชนละได้โดยง่ายมีความว่า (1)- กามได้แก่กาม 2 อย่าง โดยหัวข้อ คือ วัตถุกาม 1 กิเลสกาม 1

พ่อครูว่า…กิเลสกามก็ต้องสัมผัสกามคุณ 5 แต่ไม่ได้สัมผัสก็ไม่ได้เรียนรู้กิเลสกาม เหมือนคำว่าแขวนขวัญนุชบนกิ่งฟ้า…มันเป็นสิ่งที่ไม่มีจริง

เมื่อไหร่จะเลิกนั่งหลับตาปฏิบัติแล้วหันมาปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ให้เกิดสัมมาสมาธิ ซึ่งมาศึกษาจรณะ 15 วิชชา 8 แล้วจะได้สมาธิ เป็นสมาหิโต 

ที่อาตมานำเอา กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวกมายืนยัน เพื่อให้รู้ว่าการปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า หากปฏิบัติแล้วไกลจากวิเวก หลงทิศทางไปปฏิบัติไม่มีภายนอก ไปหลงแต่จิตวิเวกก็สุญโญ ต้องศึกษาให้ดีๆพยายามตั้งใจฟังให้ดีๆ ถ้าพบว่ายังตั้งใจที่จะเอาธรรมะโลกุตระของพระพุทธเจ้าอยู่ ขอบอกอีกที ย้ำอีกที ว่าที่หลงกันอยู่ เป็นพระอรหันต์นั้นเก๊ทั้งนั้น มาเอาสายที่อาตมาพูดนี้ ไม่ได้ยกตนข่มท่าน จะพูดความจริงด้วยความจริงใจ 

สมณะฟ้าไท สรุปจบ