621113_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มัชฌิมาปฏิปทาพาให้วิเวก

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่…  https://docs.google.com/document/d/1Q5MlYiN4iood3dBeaCDky_sovqIKR-ZTlVsi2luIMI0/edit?usp=sharing      

ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1bYaOrvJmLD1nBuFAg3YZ3qluKYFVb-X3

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้ วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน 2562 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้มีศพมาตั้งที่ชุมชนราชธานีอโศก เป็นศพของพ่อสามเณรแนวตรง ชื่อนายธนานันท์ จรุงกัน ตายที่บุรีรัมย์ มาเผาที่อุบลฯ เพราะมีสามเณรมาบวชที่นี่ มีลูกหลานหลายคนเรียนที่นี่

ใครจะมาเอาศพเผาที่นี่ก็ไม่ต้องคิดมากไม่มีดอกไม้ธูปเทียน ในจุลศีลข้อที่ 11 สมณโคดม เว้นขาดจากการทัดทรงประดับตกแต่งร่างกาย ด้วยดอกไม้ของหอม และเครื่องประเทืองผิว ซึ่งเป็นฐานแห่งการแต่งตัว. 

ในมหาศีลได้ว่าไว้…พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะพื้นที่ ดูลักษณะที่ไร่นาเป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัดเป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอดูรอยเท้าสัตว์

พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉัน โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้คือ ทายลักษณะแก้วมณี ทายลักษณะไม้พลอง ทายลักษณะผ้า ทายลักษณะศาสตรา ทายลักษณะดาบ ทายลักษณะศร ทายลักษณะธนู ทายลักษณะอาวุธ ทายลักษณะสตรี ทายลักษณะบุรุษ ทายลักษณะกุมารทายลักษณะกุมารี ทายลักษณะทาส ทายลักษณะทาสี ทายลักษณะช้างทายลักษณะม้า ทายลักษณะกระบือ ทายลักษณะโคอุสภะ ทายลักษณะโคทายลักษณะแพะ ทายลักษณะแกะ ทายลักษณะไก่ ทายลักษณะนกกระทา ทายลักษณะเหี้ย ทายลักษณะช่อฟ้า ทายลักษณะเต่า ทายลักษณะมฤค

ความเกิดความดับของแต่ละศาสนา

พ่อครูว่า…แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธไม่รู้แล้วว่าเป็นเดรัจฉานวิชาแต่กลับถือเป็นองค์ประกอบของศาสนา ถ้าจะเริ่มต้นงานศาสนา ไม่มีการจุดธูปจุดเทียนก่อน ไม่ใช่พิธีกรรมทางศาสนา แล้วต้องมีการจุดธูปเทียนและมีการรดน้ำมนต์ ดูแล้วก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรพูดความจริงแต่ความจริงนั้นวงการศาสนาพุทธ ไปถึงรัฐพิธีก็ยังมีอยู่ 

อาตมาพาพวกเรา นักบวชถือศีล 10 เป็นต้นไปไม่ได้สะสมเครื่องเดี๋ยวนี้ หากมีแกะดำประหลาดมาก็น่าสนใจแต่ตอนนั้นอาตมาต้องเลี่ยง อาตมาก็รู้ว่ามันล่วงเลยมานานมากแล้วจะให้เลิกไปก็ไม่ได้ จะไม่ให้มีการจุดธูปเทียนไม่มีการรดน้ำมนต์ จะได้ไหม …ไม่ได้หรอก อาตมาก็รู้ว่าไม่ได้แต่ก็ไม่มีทางเลี่ยง อะไรผิดหรือถูกก็ตาม บางคนเข้าใจแล้วแต่ก็เลี่ยงไม่ออก อยู่ในวงการที่มันหมดทางแก้แล้ว มันแก่เกินแกง แก้ไขได้ยาก นอกจากให้คนปฏิบัติให้ถูกต้องเข้ามาใหม่ 

เรื่องของธรรมะสำคัญที่สุดในความเป็นมนุษย์เกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่มีอะไรสำคัญเท่าธรรมะ พระพุทธเจ้าบรรลุ ก่อนนั้นเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เกิดจากกองเงินกองทองเกิดจากสมบัติทางโลกียะอย่างเต็มรูปมาเกิด แม้ว่าจะเกิดตามวิบากของท่าน เกิดในแคว้นเล็ก เกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะก็อยู่ในแคว้นเล็กไม่ใช่แคว้นใหญ่ แต่ถ้าท่านอยู่เป็นฆราวาส ท่านได้รับการพยากรณ์สองทิศทาง อยู่ในแคว้นเล็กนั้นก็เป็นการพิสูจน์บารมีว่าท่านจะเป็นพระพุทธเจ้าได้ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในแคว้นใหญ่ 

พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาถ้าอยู่ทางโลกก็จะได้เป็นเจ้าจอมจักรพรรดิ์แต่ท่านไม่เอา ท่านทิ้งเลย มาแต่ตัว ชุดก็ไม่เอา ทองคำก็ไม่เอารองเท้าทองก็ทิ้งหมด มากับผ้า 3 ผืนเป็นผ้าบังสุกุลเป็นผ้าเขาทิ้งแล้ว เพราะท่านถึงธรรม เป็นพระพุทธเจ้าแล้วมีธรรมะในตัวเองพร้อมที่จะมาประกาศธรรมะ เมื่อท่านระลึกชาติได้สัมโพธิญาณท่านสามารถระลึกชาติ

ท่านก็รู้ว่าท่านจะได้เป็นพระพุทธเจ้ามาก่อนแล้วไม่ได้มาปฏิบัติธรรมในปางนี้ แล้วท่านออกป่าไปปฏิบัติด้วย 6 ปี อาตมาก็คล้ายกัน

ศาสนาที่พระพุทธเจ้าประกาศเป็นศาสนาใหม่ที่ถูกสถาปนาขึ้นในโลกไม่เหมือนกับใครเลย เป็นศาสนาที่มีสมณะ 4 เหล่า มรรคมีองค์ ​8 โพชฌงค์​ 7 เป็นศาสนาที่มีโลกุตรธรรม แยกธาตุจิตนิยามสูญเป็นอุตุธาตุไปหมดได้เลย ไม่มีชีวะเกิดอีกเลย นี่คือนิพพานของศาสนา เทวนิยมไม่มีสิทธิ์จะรู้เลยในเรื่องของปรินิพพาน แยกธาตุ เพราะเทวนิยมเขาตีไม่แตกเทวะ ยิ่งใหญ่ที่สุดดีที่สุดอย่างโลกีย์ก็คือศาสดา เป็นผู้ดีคนดี แต่เป็นแค่ดีไม่มีชั่ว ไม่ได้ล้างอัตภาพตัวเอง ไม่มี

เขาถือกันว่าพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาเพราะไม่มีพระเจ้า แต่ศาสนาพุทธรู้จักจิตวิญญาณจะอยู่นานเท่าไหร่ก็ได้ และสามารถสลายได้ ไม่มีนิรันดร แต่ของเขาแยกไม่ได้ต้องจำนนต่อจิตเทวะ แล้วไม่รู้จักจิตเทวะจริง ตายไปแล้วเขาไม่รู้เรื่องว่าเขาต้องมีวิบากวนเวียนอีกเขาก็ไม่รู้ เชื่อว่าตายไปแล้วอยู่กับพระเจ้า จบอยู่แค่ในสวรรค์ ถ้าไม่ดีพระเจ้าเองจะเป็นผู้สั่งให้ลงนรก  ต้องอ้อนวอนต่อพระเจ้า

จริงๆแล้วเราเข้าใจอย่างเทวะ เป็นอัตภาพสูงส่งยิ่งใหญ่ แต่วนเวียน เทวนิยมแท้ๆ เกิดชาติเดียวไม่รู้การเวียนตายเวียนเกิด

ศาสนาบางศาสนาก็พอรู้แล้วแต่ไม่สามารถล้างอัตภาพสลายเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ แต่เขาก็รู้ว่ามีการหมุนเวียนของวิบากบ้าง มีอดีต 18 และอนาคต 44 เทวนิยมไม่รู้จัก ทิฏฐิ 62 นี้เลย เขาถือว่าพระเจ้าเป็นสิ่งสูงสุด 

อย่างอาตมาผ่านอรหันต์มาแล้ว รู้แล้ว สามารถปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ แต่ยังไม่ยอมปรินิพพาน ต้องพิสูจน์ เลิกวนเวียนในความสุขทุกข์แล้ว แต่ผู้ที่มีภพชาติจะต้องมีวิบากอะไรอีกตั้งเยอะแยะ สำหรับในการเกิดเป็นคน อาตมาก็ไม่พอ เกิดเป็นคนแล้วก็จะปรินิพพานเลยก็จะไม่สามารถเรียนรู้กรรมวิบากของคนอื่นอีกเยอะแยะ จริงๆอยากจะรู้ว่า สูงสุดที่จะเป็นความรู้ในเรื่องของความเป็นผู้มีความรู้ความเป็นคนรู้จักมนุษยชาติสังคมมหาจักรวาลนี้ วิบากต่างๆนานา มากน้อยอย่างไร 

อาตมาเองไม่ยอมปรินิพพานเป็นปริโยสาน แม้แต่ผู้ประสพผลสำเร็จทางโลก สำเร็จเป็นศาสดาของศาสนาใดๆ จนกระทั่งเป็นผู้สำเร็จของศาสดาของศาสนาพุทธ อาตมาจะเป็น

อย่างศาสดาของแต่ละศาสนาสามารถเป็นได้ พ้นจากความดีความชั่วแต่ไม่สามารถพ้นจากความทุกข์ความสุข อาตมาก็ต้องผ่าน แต่ก็ไม่ต้องพูด ต้องผ่านศาสนาเทวนิยม ต้องบำเพ็ญไม่รู้กี่ล้านชาติ กว่าจะได้เป็นศาสดาของพุทธศาสนา 

ของศาสนาพุทธนั้น ตัวเราพ้นทุกข์แล้วสามารถช่วยคนอื่นได้ เพราะเราเป็นคนมีสตังค์แล้ว ได้มา 20 บาทก็ไปแจกคนอื่นได้ 20 บาท เทียบอย่างวัตถุ มันก็มีภูมิธรรมเท่าไหร่เราก็ไปแจกไปช่วยคนอื่นได้เท่านั้น  เราจะตายเมื่อไหร่ เราก็ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีวิบากเท่านั้นที่ต้องรับ อย่างเช่นอาตมา ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการทำงาน อจินไตย อย่างต้องมีอาการไอ มันเป็นเรื่องที่ไปพูดด่าเขามาก ก็เลยต้องไอ 

การตำหนิก็คือด่า แต่ตำหนิด้วยภาษาแรงๆเขาก็นึกว่าด่า แต่อาตมาไม่ได้ตำหนิหยาบ เป็นความจริงที่มันแรง ที่มันดัง เพราะกล่าวเป็นความจริงที่ผิดจริงตรงมากเท่าไหร่ ชัดเจนมากเท่าไหร่ออกเสียงแรงเท่าไหร่มันก็ยิ่งจะแรงมากขึ้นเท่านั้น ก็เป็นสัจจะ 

ผู้ที่มามีชีวิตแล้วเห็นความสำคัญของการเกิดมาเป็นคน ไม่มีอะไรหรอก จะไปล่าลาภยศสรรเสริญโลกียสุขขี้เก๊ มันลมๆแล้งๆ เป็นสมบัติผลัดกันชมแย่งอำนาจลาภยศสรรเสริญตำแหน่ง แย่งลาภกัน ลาภของวัตถุสมบัติอะไรต่างๆนานา 

ลองมาพิสูจน์ ที่จริงจะมีลาภโดยธรรม แต่เราไม่ยึดถือเป็นเราเป็นของเราไม่เอามาเป็นของเรานี่คือระบบของศาสนาพุทธทำได้ ทำสร้างได้ก็เป็นสิทธิของเราร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราไม่เอาไว้กับตัวเอง เอาเข้ากองกลางหมดอาศัยกินใช้อยู่กับหมู่ เป็นคนสังวร ไม่ตะกละเป็นคนกินน้อยใช้น้อยแต่ไม่ให้สุขภาพร่างกายเสื่อม ก็อยู่กินอย่างแข็งแรงโดยสมบูรณ์ร่างกายไม่เสื่อม 

ไม่ติดในความมาก ไม่ติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ยิ่งน้อยยิ่งดี ถ้ามันสมควรพอแล้วน้อยลงก็ดี จะได้มีเหลือไปแบ่งไปแจกให้คนอื่นกินใช้ร่วมกัน เป็นคนไม่ผลาญพร่าไม่เปลืองใช้พอดีพอเหมาะ แต่เราขยันสร้างสรรค์ให้มาก อาตมาไม่ต้องไปปลูกผักไม่ต้องไปสร้างอุตสาหกรรมเครื่องใช้เครื่องกิน มีแต่พูดสอนธรรมะ บอกสอนธรรมะ มันเกินฐานะที่ต้องไปรับผิดชอบสิ่งเล็กน้อย จนกระทั่งทำเสนาสนะ ซึ่งมันไม่ใหญ่เท่าไหร่หรอก แต่ที่ทำทุกวันนี้ทำให้มันเกิดธรรมชาติ มันไม่เป็น เราได้ราชธานีอโศกที่เป็นที่ที่เขาทิ้งกันไม่มีราคา แต่เมื่อเรามาอยู่แล้วราคามันขึ้นเอาๆ เป็นวิบากของเราไม่มีปัญหาเราก็ซื้อด้วยกระดาษชำระ หนี้ได้ตามกฎหมาย 

อาตมาขึ้นป้าย Pleasant Land Please Rest แดนเพลินเชิญพัก เราก็ทำเสนาสนะสัปปายะ สร้างให้มาพักผ่อนหย่อนใจกัน มาเล่นน้ำกันได้ มาพักผ่อนหย่อนใจเมื่อใช้ชีวิตเราไม่ได้ทำเพื่อเอาเด่นเอาดัง ไม่ได้ทำเพื่อลาภยศสรรเสริญ แต่มันจะดังเด่นก็เป็นผลพลอยได้ ไม่ได้ทำเพื่อคนมาชมเชย 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ…

สมณะฟ้าไท…สถานที่ที่สร้างมาเพื่อให้คนมาอาศัย 

พ่อครูว่า..ที่เราทำนี่เราทำด้วยความจริง.เราจนนะไม่ใช่รวย จนแต่ก็พยายามสร้าง คนก็งงว่าเอาเงินที่ไหนมาสร้าง คนงานก็มาทำงานดีไม่ดีอู้งานด้วยก็ได้ค่าแรงใช้ชีวิต เห็นอยู่แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร งานก็เลยล่าช้า แม้แต่ท่านคมคิด หรือท่านด่วนดี เป็นต้น 

อาตมาไม่ได้มีวิธีหาเงินอย่างที่เขาทำกัน อย่างไปจัดงานเป็นต้น

เราทำงานโดยสุจริต จะทำรายได้คืออุทยานบุญนิยม และ สหกรณ์บุญนิยมเป็นต้น มีที่จะผลิตได้เงินคือขยะ คนมาบริจาคหมุนเวียนกันไป นอกนั้นก็ไม่ได้เป็นโล้เป็นพายเท่าไหร่ 

เราทำพฤติกรรมสังคม เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาเป็นหลักใหญ่ทำให้เกิดการสร้างสังคม มีสัมมาอาชีพ พ้นมิจฉาชีพ 5

  1. การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา)  มีในงานการเมือง .

  2. การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง ทุจริตในระดับวาจา 

  3. การตลบตะแลง (เนมิตตกตา)  ยังเสี่ยง-ยังไม่แน่แท้ เจตนาจะเลิกชั่วแต่ก็ยังไม่หมด ค่อยละชั่วไปเรื่อยๆ ที่มันทำไม่ได้คือการเสี่ยงโชค ก็ทำไปให้มันได้ 

  4. การยอมมอบตนในทางผิด  อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) 

  5. การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ  ลาภัง นิชิคิงสนตา) 

(พตปฎ. เล่ม 14   ข้อ 275 มหาจัตตารีสกสูตร) 

มันโง่หนักทำชั่วจัดๆแล้วเป็นสุข แม้แต่สำเร็จในอบายก็สุข เอาเงินเข้ามาได้มากเอาเปรียบเขาได้มาก เป็น โลกียะ หรือจะเอามาด้วยวิธีการอำนาจที่ได้เปรียบตั้งหลักเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อให้ได้เปรียบ ยกตัวอย่างหลักเกณฑ์การตั้งอัตราเงิน 

จริงๆอัตราเงินดอลลาร์ไม่น่าจะมีค่ามากกว่าเงินบาท เพราะว่าเขาใช้อำนาจทางอาวุธ ประเทศไทยไม่สามารถสร้างอาวุธสู้เขาได้เลย ใช้เป็นตั๋วแลกเงินสำหรับตีราคา 30 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ เป็นอำนาจบาตรใหญ่ที่เขาทำ เจ้าไหนก็แล้วแต่ พยายามสร้างสกุลเงินใหม่ เงินยูโร นายMark Zuckerberg ก็จะตั้งระบบเงินของเขา libra คนก็ยอมตามก็รักษาสถานะนี้ในโลกได้ แต่ทุกวันนี้แท้จริงดอลล่าร์คือเศษกระดาษ ไม่มีหลักประกันค้ำได้เลย สมบัติที่โลกเขาถือว่าเป็นราคากลางเช่นทองคำด้วยน้ำมัน ทั่วโลกให้ความสำคัญเขาไม่มีสิ่งเหล่านี้เป็นที่รองรับ เขาไม่ประกาศเขาไม่บอกเลย แล้วก็ใช้อำนาจกระจายไป แต่หากเอาเงินดอลลาร์ไปคืนเพื่อเอาทองคำ แล้วคุณมีให้เขาหรือ ถ้าหากทั่วโลกเก็บเงินดอลลาร์ไปให้คุณมีพอไหม ไม่ได้คืนหรอก ตอนนี้ไม่รู้ว่าเป็นหนี้จีนอยู่เท่าไหร่ กลายเป็นหนี้เสียจนจำนนแล้ว ประธานาธิบดีที่มาแล้วก็สร้างหนี้ไว้แล้วก็ไปไม่รู้กี่คนต่อกี่คนก็กลายเป็นหนี้เสีย เขาก็จะใช้อำนาจบาตรใหญ่รบราฆ่าฟันเอาชนะแล้วก็ล้างหนี้ไว้หมดเลยแต่ก่อน แต่เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้แล้วไม่เหมือนกัน คนมันไม่มีทางออกไม่มีทางรอด ก็จมกับความไม่รู้ การเสพ ลาภยศสรรเสริญสุข 

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่าไปเป็นคู่วิบากในลาภยศสรรเสริญสุข กรรมวิบากเป็นของแท้ของอัตภาพของแต่ละคน ศาสนาเทวนิยมไม่รู้จักกรรมวิบาก ศาสนาพุทธรู้กรรมรู้วิบากดีจนกระทั่งหยุดทำวิบากไม่ดี แต่วิบากที่เคยทำไว้แล้วมันไม่หายไป ตามมาเล่นงานได้ แต่อาตมานี้ไม่มีวิบากหยาบที่ต้องทุเรศทุรังการหยาบเหมือนทางโลกๆอาตมาไม่มีเพราะว่าพ้นวิบากที่มากมาเยอะแล้วไม่ได้ท้าทายนะ 

อาตมาเป็นโพธิสัตว์ก็เข้าใจดีมากสำหรับกรรมวิบาก อาตมาเชื่อกรรมวิบาก ไม่สะสมอีกแล้ววิบากชั่วแม้น้อย อย่าทำเสียเลยเพราะว่ากรรมมันเป็นอันทำ คุณทำตั้งแต่คิดจนถึงวาจาถึงกายกรรม มันบันทึกลงไปเป็นสัจจะ คุณไม่เอาไม่ได้เลย ทำแล้วตกเป็นของเรา 

  1. กัมมัสสโกมหิ (มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน)  

  2. กัมมทายาโท (มีกรรมเป็นทายาทรับมรดกของตน) 

  3. กัมมโยนิ (มีกรรมเป็นแดนเกิด-หรือพากำเนิด)  

  4. กัมมพันธุ (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, พันธุ์เทพ,พันธุ์มาร)  

  5. กัมมปฏิสรโณ (มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ)  

(พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 581)

ชาตินี้อาตมาไม่ได้เรี่ยไร แต่ก็มีบารมี อาตมาไม่รับบริจาคจากคนที่ไม่ใช่สมาชิก กติกาเราก็มี เราก็อาศัยบารมีเท่านั้น เอาแต่คนใน ที่เป็นสมาชิกที่มีส่วนเกี่ยวข้อง คนที่เขาไม่เคยมาเกี่ยวกับอาตมา มาใหม่ๆก็ไม่รับ มีหลักเกณฑ์ว่าอย่างน้อยต้องมา 7 ครั้ง 

คนที่มาบริจาคให้อาตมา จะต้องเป็นคนที่เคยได้เกี่ยวข้องกัน ส่วนคนที่มาครั้งแรกจะมาบริจาคก็ยังไม่ได้ ถ้าหากมาครั้งแรกแล้วก็หายไปเลย ไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้อง ยิ่งคนละศาสนาก็ไม่เกี่ยวกันอยู่แล้ว

อาตมารับเฉพาะคนที่เกี่ยวข้องในแวดวงเท่านั้น ไม่ได้ประกาศเรี่ยไร ก็อาศัยคนศรัทธาเลื่อมใส อาตมาไม่ได้ไปเคยปะเหลาะว่าต้องเอามาให้ แต่คนที่มีมากไม่เอาให้ก็มีอยู่ในอโศกเลยก็ตามจิตที่สมควร ก็จะนำมาบริจาค มีอิสระเสรีภาพ อาตมาก็ใช้เงินเรานี่บริหารกันอยู่ เพิ่มเติมจากการทำมาหากินของพวกเรา มันก็ยังไม่พอ เราสร้างราชธานีอศก มันตัวใหญ่มากเปลืองมาก คนงานมาทำงานที่นี่ ได้เงินไปซื้อเครื่องกลหนักก็เอามาหาเงินที่นี่อีก เราก็ไม่ได้ว่าอะไร 

จริงๆแล้ว อย่างเช่นราชธานีอโศก เหมือนกับคนงานที่มาที่นี่ ก็เหมือนเขาไปหากินที่ซาอุฯเกาหลีญี่ปุ่น ก็ได้ไปเลี้ยงชีวิต ที่นี่ก็เหมือนกับสถานที่คนเหล่านั้นไปทำงาน

อาตมาเข้าใจมนุษย์เข้าใจพฤติกรรมมนุษย์เข้าใจวิบากกรรมของมนุษย์ เข้าใจผู้ที่แสวงหา เข้าใจในผู้ที่หยุดแล้วที่จะแสวงหา แต่เรามาแสวงหาธรรมะดีกว่า คนที่จะมาแสวงหาธรรมะ ก็ไปเจอคนที่ไม่ค่อยรู้จักธรรมะกลายเป็นบ่อที่หลอกเลยถูกหลอก  เช่นไปเจอธัมมชโย ซวยมากเลยถูกธัมมชโยปอกลอก​น่าสงสาร จะไปถูกอาจารย์ที่ไหนก็ตามหลอกหาเงินกับเขา ด้วยวิธีการต่างๆเป็นการขายบุญ ขายวิมานหลอก อย่างพวกเราอาตมาจะไม่หลอกไม่ประเล้าประโลม และเล็มเลียบเคียง สร้างปัญญาให้เราทำทานก็ทำด้วยปัญญา 

พวกชาวอโศกเราให้ทาน ส่วนใหญ่เอามาให้อาตมา แล้วสมณะสิกขมาตุได้มาก็เอามาให้อาตมาองค์เดียว ก็เอาเข้ากองกลาง สรุปแล้วเป็นสถานีรับบริจาคเฉยๆ และการบริจาคที่นี่ก็มีเงื่อนไขเสียอีกด้วย  สรุปแล้วเราได้มาน้อย แต่ว่าน้อยๆก็พอ เราก็ไม่ได้เป็นหนี้สินกับใครเราก็กินใช้ทำเองขึ้นมาอาศัย จะต้องใช้จ่ายเงินก็พอถูไถ อาตมาก็ยังอยากจะขยายท่าเรือทำท่าเรือ ให้เกิดการคมนาคมหมุนเวียน มีเรือแพขนานยนต์ข้ามไปมา คิดเงินถูกๆ พอที่จะทำได้ ทำให้เกิดความเจริญหมุนเวียน คิดต่อไปหากราชธานีอโศกมีผลผลิตดีมากพอ ก็จะเกิดการหมุนเวียนมาซื้อหา แต่ทีนี้เราก็ไม่ค่อยมีฝีมือเท่าไหร่ก็ทำได้ขนาดนี้แหละ แต่ก็มีพอสมควรไม่มากพอแม้ว่าเขาเชื่อถือแล้วแต่ปริมาณยังไม่มากพอ ​เชื่อว่าไร้สารพิษมีประโยชน์คุณค่า เหลือเราก็ขายหรือแจก เรามีใจจริง 

อาตมามีบทความอันหนึ่ง …

อ่านแล้วชอบ ใช่เลย

จากน้องคนหนึ่งที่ไปใช้ชีวิตในอเมริกามาหลายสิบปี 

เมื่อวานเช้าเพื่อนเก่าและแก่โทรมาหา “เอ็งมีวิธีให้หลาน(ลูกมัน) ไปทำมาหากินที่อเมกากะเอ็งได้ไหมวะ ที่เมืองไทยมันฝืดเคืองเหลือเกิน” เสียงเพื่อนโอดครวญมาตามไลน์ ผมเพิ่งมาถึงบ้านหลังจากดูคนไข้มาทั้งคืน ก็สูดลมหายใจลึกๆสองสามครั้ง สงบสติอารมณ์แล้วเอ่ยกะเพื่อนว่า “พม่า ลาว เขมร เวียตนาม ฟิลิปปินส์ชอบเมืองไทย มาหากินแล้วไม่ยอมกลับบ้านกัน มีแต่คนไทย เอาแต่บ่นๆๆๆๆว่าหากินลำบาก เอ็งรู้มั้ย ข้าอยู่อเมกามาเกือบ40ปี ต้องหุงข้าวกินเอง ทำกับข้าวเอง ขับรถไปกลับเอง อาหารการกินผักหลายๆอย่างต้องปลูกกินเองเพราะไม่มีขาย.” ผมเริ่มอธิบาย

“เอ็งอยู่เมืองไทย มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ทุกอย่าง ผักก็แสนถูก ทำกับข้าวสองสามอย่างเอาไว้กินได้สองสามวันอย่างข้ามั่งสิ นี่แค่จะหุงข้าวกิน ต้มไข่พวกเอ็งก็ไม่เอา ขี้เกียจ เดินเข้า7-11” ผมพูดต่อ “เอ็งรู้มั้ย อยู่ที่ไหนหากสุรุ่ยสุร่าย เงินไม่เหลือหรอก ต้องเก็บเล็กผสมน้อย เพื่อนข้าคนนึงลาออกจากราชการไปทำนา พวกชาวนาที่ทำนามือสะอาดในนาข้างๆที่เอาแต่ใส่ปุ๋ยเคมี จ้างเขาไถ หว่าน พ่นยาฆ่าหญ้า จ้างเขาเกี่ยวพากันมาถามว่าทำยังไง? เพื่อนข้าบอกทำเองทุกอย่าง ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ข้าวได้มาเหลือกินถึงขาย” 

“เอ็งจะให้ข้าไปทำนาเรอะ?” เพื่อนผมถาม

“ไม่ใช่หรอกนะ ข้าหมายถึงว่าให้รู้จักปรับปรุงตัว ไม่ใช่เอาแต่ความสบาย เอ็งรู้ไหมว่าในอเมกานี้ทำงานเสียภาษีให้รัฐบาลกลาง แต่ละรัฐเก็บภาษีต่างหาก ภาษีการค้า ภาษีบ้าน เขาเก็บโหดกว่าบ้านเราเยอะไม่มีการยกเว้น ยิ่งหาได้มาก ก็เสียภาษีมาก ทำงานเหนื่อยแล้วแทนที่จะกวักมือเรียกรถรับจ้างแบบในบ้านเราก็ต้องทรมานสังขารขับรถกลับบ้านเองอีก หากมีแท็กซี่เยอะแบบเมืองไทยข้าจะไม่ซื้อรถมาขับเลย”ผมอธิบาย

“เอ็งเลี้ยงลูกให้อยู่สบาย ทำอะไรก็ไม่เป็น มาอยู่อเมกาจะหากินไม่พอปากหรอกนะเพื่อน ที่นี่ค่าแรงแพง อย่าคิดว่าอยู่เมืองฝรั่งรวย พวกเขาเองตกงานเป็นล้านคน โดยเฉพาะไอ้ดอน ทรัมป์นี่มันกีดกันคนต่างชาติอย่างมาก.”

“จงมองดูคนต่างชาติในบ้านเราเถอะนะ เขาสร้างเนื้อสร้างตัวกันได้อย่างไร อ้อ..อีกอย่างหนึ่งที่จะเตือนคือ พวกเอ็งต้มประชาธิปไตยแดกไม่ได้หรอกนะ ไม่ต้องเรียกร้องมันไปนักหรอก เอ็งเห็นไหม? คนต่างด้าวในเมืองไทยเขาทำมาหากินกันแข็งขันไม่สนใจใครจะมาเป็นนายก ใครจะมาเป็นรัฐมนตรี เพราะเรายังต้องหากินเหมือนเดิม เอาแค่ว่าอย่าขายแผ่นดินก็พอ” ผมจบการสนทนากับเพื่อนเก่าแล้วขอตัวไปนอน  CR : คุณกำจร มหาข้างวัด

พ่อครูว่า…จะเห็นได้ว่าชีวิตมันก็เท่านี้ อาตมาหลุดพ้นมาแล้วไม่ไปวุ่นวาย คนอยากให้อาตมาไปเที่ยวอเมริกาไปเที่ยวอินเดียไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ อาตมาเคยเปรยในชีวิตนี้ไม่เคยคิดไปเที่ยวประเทศใดเลย อาตมาเคยพูด ถ้าจะไปประเทศไทยก็จะไปที่ภูฏาน เขาก็บอกว่าจะไปไหมเขาจะจ่ายให้ ก็บอกว่าเมื่อยแล้ว ไม่ไปหรอก เพราะว่ากษัตริย์ภูฏานก็มาดูแบบกษัตริย์เมืองไทยแล้วจะไปทำไม ท่านนับถือในหลวงรัชกาลที่ 9 ในหลวงภูฏานก็เอาตามแบบในหลวงร. 9 และท่านก็ต้องเข้าใจในความเป็นประชาธิปไตยหรือระบอบบริหาร ท่านก็ต้องเข้าพระทัยดีท่านเป็นกษัตริย์ท่านก็ศึกษามา ประเทศของท่านพลเมืองก็น้อย อาตมาถึงบอกว่าเมืองภูฏานมีบารมี พลเมืองก็มีน้อยกษัตริย์ก็เข้าใจการบริหาร  ท่านจะเป็นเมืองสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ได้แต่ท่านก็เปลี่ยนมาเป็นประชาธิปไตย 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ…

สม.กล้าข้ามฝัน…

ส.เดินดิน…

พ่อครูว่า…อาตมาเองยิ่งอธิบายธรรมะยิ่งแจกแจงยิ่งเห็นความหลากหลายนัยต่างๆมิติต่างๆมีเชิงต่างกันมุมเหลี่ยมต่างกัน พยายามเอาออกมาอธิบายมาพูดแก่พวกเราฟังกัน เป็นความแตกต่างเป็น 2 แล้วจริงๆแล้วเราก็ต้องรู้ว่าจบที่ไหน เราจะเทียบเป็นสองเราจะรู้ชัด ถ้าเป็น 3 ก็ยากไปอีก เป็น 4  ก็ยากไปอีก เป็น 5 6 7 8 9 10 ก็ยิ่งยาก คนฉลาดก็เทียบแค่ 2 พอแล้ว เทียบ 2 ได้แล้วก็เทียบ 2 กับ 1 ได้เร็ว 

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราเรียน เทวธัมมา แล้ว จุดสำคัญที่ท่านสอนก็คือที่เวทนา ให้เรียนรู้อันนี้แหละเป็นกรรมฐานเป็นเรื่องเดียวเลย ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ )  ล.10 ข.60

แยกให้ฟังง่ายๆ เวทนา 2 มีเวทนาแท้กับเวทนาเก๊

เวทนาแท้  คือความรู้สึกที่สัมผัส ถ้าไม่มีการสัมผัสไม่มีการศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า ไปนั่งหลับตาแล้วจะหลงไปว่าได้ปัญญาได้เป็นอาริยะได้เป็นอรหันต์ พวกหลับตาปฏิบัตินั้น โมฆะหมด ไม่มีทางเลย เพราะว่ามันไม่ใช่ทางที่จะรู้ ไม่ใช่สิ่งที่จะเข้าใจ ไม่ใช่มัชฌิมาปฏิปทา 

มัชฌิมาปฏิปทาเขาแปลกันว่าเป็นทางสายกลาง เขาไม่รู้ว่าเขาแปลผิด เขาก็เลยปฏิบัติไม่ได้ ก็ดูแต่ในทาง จริงๆแล้วไม่ใช่ทาง ต้องเรียนรู้ทำจิตให้ไม่เป็น 2 เลย กลางนี่คือไม่มีทั้งข้างนี้ ทั้งข้างนั้น นี่คือกลาง แล้วข้างอะไร ที่ต้องเรียนคือ กาม กับอัตตา

ต้องเลิกกามเป็นตัวต้น กามหมดจะอยู่เหนือกาม แต่จะอยู่กับรูป อรูปต่อ ไม่ได้หนีจากกามคุณนะ แต่กระทบลาภยศสรรเสริญสุข เราก็อยู่เหนือมันได้แล้วเราไม่ได้หลงเป็นทาสกับมันมีก็ได้ไม่มีก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น

ถ้าไม่เรียนรู้ทำใจให้เป็นกลาง มัชฌิมะ คือ ปราศจากกาม  อัตตา นี่ต่างหาก ไม่ใช่แค่ทางเดิน แต่เป็นวิธีปฏิบัติ หรือดับกิเลสที่ไปหลงกามอัตตาจนหมดได้ ทำหยาบให้ลดลงๆ ต้องทำคู่กันนะกามกับอัตตา จนเหลืออันนี้หน่อยๆ อากิญจัญญายตนะ เหลือนิดหน่อยก็ต้องเอาให้หมดไม่มีเนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่มีข้างใดเลยอันนั้นคือมัชฌิมะ เขาเข้าใจไม่ได้เป็นสภาวะอย่างนี้จึงได้แต่เพียงภาษา มัชฌิมาปฏิปทา อย่าให้โต่งไปทางไหนเหมือนพิณสามสาย อย่าให้มันตึงไปอย่าให้มันหย่อนไป เทียบเคียงเป็นปรัชญาไปโก้ๆเท่านั้นแต่ไม่ได้ปฏิบัติถึงจุดที่จะบรรลุได้ ต้องกระทบวัตถุแล้วเกิดนามธรรมเหล่านี้จนไม่มีอาการของกามไม่มีอาการของอัตตา หมดสูญ คนนี้คือผู้ที่มีมัชฌิมะ โดยวิธีปฏิบัติคือมัชฌิมาปฏิปทา 

_ขอเมตตาเล่าเรื่องฉีกแบงค์ร้อย

พ่อครูว่า…สมัยก่อนเมื่อ 60-70 ปีที่แล้ว แบงค์ร้อยไม่ใช่ธรรมดานะ ตั้งแต่สมัยที่อาตมาทำงานใหม่ ๆ ไปส่งน้องขึ้นรถไฟ ตัวมันอยู่ที่เรา อาตมาไปสายก็ขึ้นแท็กซี่ไป ไปถึงแท็กซี่แต่รถไฟออกจากสถานีแล้ว เราก็ไม่ทัน ควักแบงค์มีแต่แบงค์ร้อย แต่ค่าแท็กซี่มันไม่ถึงราคาแค่ 10-20 บาท ทำอย่างไรดี ก็เลยตัดสินใจปฏิภาณเร็ว ฉีกแบงค์ร้อยคนละครึ่ง บอกเขาว่าให้ไปรอสถานีหน้า เราก็วิ่งขึ้นรถไฟเอาตั๋วไปให้น้อง เขามีแบงค์ 100 ครึ่งเดียวก็ได้ไม่ได้ก็ต้องไปรอเอาอีกครึ่งนึง นี่คือฉีกแบงค์ร้อยของอาตมา 

อาตมาก็นำมาเขียนเรื่องจริงลงในหนังสือพิมพ์ เป็นเรื่องจริงมันก็สนุกใช่ปฏิภาณมันก็เข้าท่า เรื่องเมื่อข้าพเจ้าฉีกแบงค์ร้อย แต่เดี๋ยวนี้ต้องฉีกแบงค์พัน 

ตอนนั้นราคาทองคำบาทละ 300 ตอนนี้บาทละ 3 หมื่น 

ทางสายกลาง…คำว่ามัชฌิมาปฏิปทาที่แปลกันว่าทางสายกลาง ในพระไตรปิฎกเขาก็แปลกันไว้ดี มัชฌิมา แปลว่ากลาง ท่ามกลาง สภาวะอันนั้นกลางๆ เป็นนามธรรมนะไม่ใช่วัตถุ ไม่ใช่ทางเดินนะ ไม่ใช่เดินกลางทางเดินนะ  หากเข้าใจไม่ถูกเรื่อง ก็ไปหลงแค่รูปธรรม ไปเดินอย่าให้มันโต่งไปข้างใดนะ 

พระพุทธเจ้าสอนว่าต้องตั้งตนบนความลำบากกุศลธรรมเจริญยิ่ง ให้โต่งมาทางเข้มๆ ไม่ใช่ให้โต่งมาทางเบาๆ

มัชฌิมาแปลว่ากลาง ปฏิปทาแปลว่า ทางปฏิบัติ หรือ วิธีปฏิบัติ

ใช้ภาษาที่แปลว่าทางสายกลางก็พูดหวัดๆ มันไม่ชัดมันไม่สื่อความตรงความแม่นอะไรเลยทีเดียว ที่ถูกคือทางปฏิบัติหรือวิธีปฏิบัติให้เกิดผล ผลนั้นจะเป็นกลาง จิตจะหมดกิเลส กิเลสกามก็ดีกิเลสอัตตาก็ดีต้องเรียนรู้ กิเลส

กามคือ มีภายนอกและมีภายใน คำว่า กามคือกามคุณ 5 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ต้องสัมผัสกามคุณ 5 จึงปฏิบัติได้ หากว่าปฏิบัติโดยไม่เอากลับมาค้นหาทิ้งไปเลยทั้ง 5 ทวารแล้วไปนั่งหลับตา คุณจะเอากลางมาจากไหน กลางตั้งแต่หยาบๆภายนอกคุณยังไม่รู้จักตัวเลย คุณจะไปรู้กลางที่ละเอียดเล็กๆบางๆของนามธรรม คุณจะรู้ได้อย่างไร ความเป็นกลางของอารมณ์ที่มันกลาง ตั้งแต่ตากระทบรูป คุณก็เกิดกามหรืออัตตา ไม่ใช่กระทบรูปข้างนอกแล้วไม่มีอีตตา แต่คือคุณไปรับรู้มันแล้วมีกิเลสปรุงไปกับลาภยศสรรเสริญสุข คุณลดกามก็คือลดอัตตา ลดจนหมดกาม เหลือรูป อรูป ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ใช่กาม 

รูปคือราคะที่เหลือจากกาม อรูปคือราคะที่เหลือจากกาม รูป 

คนที่ปฏิบัติไม่เป็น ทิ้งกามก็ไปนั่งหลับตาอยู่ภายในพวกนี้คือพวก กิลมถะ อัตตกิลมถะ ปฏิบัติลำบากแล้วไม่มีผลอะไร ปฏิบัติไม่มีขั้นตอน 

คุณจะขึ้นไปยอดภูเขา คุณก็กระโดดขึ้นไปอยู่ยอดภูเขาเลย ไม่เดินไปขั้นต้นกลางปลายแล้วไปถึงยอด ไม่ได้เรียนรู้ขั้นต้นว่ามีขวากหนามอะไรคุณไม่เอา จะเอาบนยอดเบาบางเล็กน้อยเลย คุณจะเป็นกังฟูวิชาตัวเบากระโดดขึ้นไปเลยคุณทำได้หรือ 

พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าธรรมะของท่านเป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์มีเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย อาตมาพูดซ้ำเสมอ บรรลุกาม แล้วก็ไม่ได้ปิดตาหูจมูกลิ้นกายเลยนะ คุณไม่ได้หนีไปไหนไม่ต้องออกไปป่าเขาถ้ำ ไม่ต้องหลีกหนีจากอบาย ไม่ต้องหลีกจากลาภยศสรรเสริญ โลกธรรมใดๆเลย แต่จิตของคุณต่างหากที่มันหลีกออก จิตอยู่แต่ผู้เดียว ท่ามกลางผู้คนบ้านเมือง แต่จิตคุณอยู่แต่ผู้เดียวไม่มีเพื่อนสองเลย นี่คือไม่มีกิเลส แต่หากไปเข้าใจเป็นตัวตนบุคคลเราเขารีบออกจากบุคคลก็ไม่เป็นปรมัตถ์ ไม่ชัดไม่ละเอียดพอไม่รู้ว่าเมื่อไหร่หมายถึงอะไร 

ผู้หลีกออกจาก กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก 

ไปเข้าใจวิเวกก็คือปลีกออกจากความวุ่นวายไปอยู่สงัด เอาร่างออกจากสิ่งที่จะต้องกระทบสัมผัสแล้วยังไปอยู่ผู้เดียวเดินผู้เดียวกินผู้เดียวไปผู้เดียวนั่งผู้เดียวอยู่ผู้เดียว แล้วคุณนึกว่าคุณมีกายวิเวกแล้ว นี่คือมิจฉาทิฏฐิของกายวิเวก 

จิตวิเวก พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ครบ 

เมื่อเข้าใจวิเวกผิดก็ไปออกป่า จิตวิเวกก็ไปนั่งหลับตา แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า จิตวิเวกคือ รู้จักกิเลส เอากิเลสออก ทำกามให้ลดให้พรากออก เนกขัมมะจากกาม คุณก็ไม่ได้ทำแล้ว ถ้าคุณทำก็จะบรรลุพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ บริบูรณ์ในจิตวิเวกที่พระพุทธเจ้าท่านขยายไว้ครบ แต่หากคุณไม่มีภายนอกก็ผิด ท่านกล่าวไว้ตอนท้ายของสูตรนี้

สรุปแล้วเมื่อหลงผิด ตั้งแต่เอากายออกนอก แล้วไปนั่งหลับตาก็ไม่มีกายภายนอก ไม่มีทางสงัดจากกามได้ ไม่มีกายวิเวก แล้วจะไปมีจิตวิเวก อุปธิวิเวกไม่ได้ กลัดกระดุมเม็ดแรกผิด ก็ผิดไปทั้งหมด

อุปธิวิเวก อุปธิ หมายถึง กิเลส หมายถึง ขันธ์ 5 หมายถึง อภิสังขาร 

ทำการอภิสังขารต้องปรุงแต่งอย่างยิ่งต้องรู้กิเลสในโลกพัฒนาสัญญาสังขารวิญญาณขันธ์ 5 แล้วก็ลดกิเลสในรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณจนไม่มีอุปาทานในขันธ์ 5 เลย คุณก็เป็นพระอรหันต์ 

เป็นอรหันต์ก็มีอมตะ นิพพาน นี่คือ อุปธิวิเวก

อุปธิวิเวกคือ กิเลส ขันธฺ์ อภิสังขาร

ผู้เข้าใจวิธีปุญญาภิสังขาร จนกระทั่งทำอย่างไรให้เกิดบุญ ซึ่งไม่ได้เข้าใจกันง่ายๆเลย เห็นใจท่านที่แปลพระไตรปิฎก จะปนเประหว่างคำว่า กุศล กับ บุญ 

บุญ คือ การชำระกิเลส ต้องทำพลังงานฌาน 

ฌาน ของศาสนาพุทธ ฌานของศาสนาอื่นเขาก็ต้องนั่งหลับตาปฏิบัติ แต่ฌานของพระพุทธเจ้าเกิดจากศีล เกิดจากอปัณกปฏิปทา 3 เกิดจากศรัทธา แล้วก็จะเกิดพลังงานของฌานที่ 1 2 3 4 คือ จรณะ 15 วิชชา วิชชาแทรกในการปฏิบัติจรณะ 15 ซึ่งจะทำให้กิเลสหมดสิ้นอาสวะได้ 

วิชชาจะระณะสัมปันโน คือ พุทธคุณของศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นใดในโลกไม่มี ของชาวพุทธเท่านั้น ไปนั่งหลับตาปฏิบัติก็ไม่ถูกต้อง ซึ่งเดี๋ยวนี้มีเต็มไปหมด พระพุทธเจ้ายังไม่ประกาศศาสนาพวกหลับตาปฏิบัติมิจฉาทิฐิก็มีเต็มไปหมด เมื่อพระพุทธเจ้าได้ประกาศศาสนา ฌาน เกิดจากจรณะ15 วิชชา 8 หากไม่มีจรณะ ฌานไม่เกิด

แค่คำว่ากาย คำว่าบุญ สองคำนี้ก็สำคัญแล้วศาสนาพุทธที่ผิดเพี้ยนไปจากศาสนาพุทธ

กาย ไปเข้าใจว่ามีแต่เพียงภายนอกเท่านั้นเป็นเรื่องดินน้ำไฟลม ก็หมดแล้ว เขาเข้าใจว่าไม่เกี่ยวกับจิตเจตสิก เท่านี้ก็จบเห่ ในพจนานุกรมก็ยังแปลไว้ดีเลย แต่มีบางอัน

กาย แปลว่า กอง ฝูง หมู่ องค์ประชุม คือหมวดของเจตสิก ก็คือ เวทนาสัญญาสังขาร นี่คือกาย 

ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณ​บ้าง ล.16 ข.230

คนไทยทั่วไปก็ตามหรือในวงการศาสนาพุทธก็ตามเมื่อบอกว่ากายก็จะหมายถึงร่างภายนอก ไม่ได้เกี่ยวกับจิตวิญญาณ มันเป็นภาษาไทยไปแล้วก็มาจากบาลี เมื่อจะปฏิบัติธรรมก็ต้องเอาตามภาษาบาลี กายของภาษาไทยจะแปลว่าร่างก็ช่างเขาเถอะ 

ศพคนตายมีแต่ร่าง ศพคนตายไม่มีกาย 

พระพุทธเจ้าสอนให้แยกกายแยกจิตให้ชัด 

พอบวช อุปัชฌาย์ต้องอธิบายการแยกกายแยกจิตให้ชัดเจน ถ้าแยกกายแยกจิตไม่ชัดเจนถ้าไม่รู้จักธรรมนิยาม 5 ไม่รู้จักความเป็นอุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ 

เมื่อคุณไม่เข้าใจคุณไม่สามารถบรรลุแยกกายแยกจิตให้เป็นอุตุได้คุณก็ไม่มีอรหันต์ คุณจะต้องรู้จักนิยาม 5 รู้จักการแยกกายแยกจิต 

ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เอามาอธิบายได้ เล็บอธิบายได้ง่าย เเล้วเมื่อใดเป็น อุตุ พีช จิต หากแยกไม่ได้ก็ทำจิตให้เป็นอุตุ พีชะไม่ได้

ทำจิตเป็นพีชะได้ก็หมดความสุขความทุกข์ได้แล้ว ชีวะเป็นพีชะมี ISH มีประธาน พลังงาน 2 ตัวที่ดูแล พืชมันก็ดูแลพลังงาน 2 ตัวมันก็มีประธานของมันเอง ปรุงแต่งเอาธาตุที่มันรู้มีสัญญาสังขารรู้ มันไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ เป็นสังขารไม่มีวิญญาณครองไม่มีกรรมวิบากไม่มีความสุขความทุกข์ 

เวลาเราปฏิบัติจิตของเรา เราก็ต้องทำจิตของเราให้เป็นพลังงานระดับ พีชะได้ ล้างกิเลสหมด บุญบาปก็จบ พระอรหันต์จิตเป็น พีชะแท้ ไม่มีบาปไม่มีบุญไม่มีสุขไม่มีทุกข์ หัดทำจิตให้เป็น พีชะไม่ได้ เป็นอรหันต์ไม่ได้คุุณไม่หมดความสุขความทุกข์ 

แล้วคุณยังมีชีวะอยู่ ถ้าคุณตายคุณทำให้เป็นอุตุนิยามไม่สุขไม่ทุกข์ได้ ทำให้เกิดหนึ่งได้ไม่สุขไม่ทุกข์ อรหันต์ไม่ใช่โง่ว่าไม่รู้จักความสุขความทุกข์ แต่จิตของเราทำได้แล้ว อย่างเช่นจิตของอาตมาไม่มีสุขไม่มีทุกข์สบายมีแต่ อภิปโมทยังจิตตัง 

จิต อภิปโมทยังจิตตังคือจิตเบิกบานร่าเริงเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ไม่มีภาษาจะเรียกไม่มีเศร้าไม่มีหมองไม่มีโศก ปริเทวะ ไม่มี วิรชะ อาศัยความเบิกบานร่าเริงอยู่เท่านั้นเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน อาศัยภาษา มันไม่มีความสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีโศกปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะ 

อาตมามีสภาวะแล้ว เนื้อยาเอามาแปะก็ง่าย อาตมามีสภาวะมากกว่าเนื้อยา

คำว่า กาย ต่างๆ …มีอีกมาก หากเอามาใช้หมดคุณเวียนหัวเลย

ส.ฟ้าไท…สรุปจบ