ศาสนา

621231_ทำวัตรเช้า งานว.บบบ.เพื่อฟ้าดิน ครั้งที่ 7 ผู้ข้องอยู่ในถ้ำอันไกลจากวิเวก

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่…  https://docs.google.com/document/d/17z_gaWwX-c9zJkWD7kxt6EZVVEfIicLA1pdFwKe3YaY/edit?usp=sharing          

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1kfEJ-9MJxTiZDKlwJFLNqvB8zN0IqsPB  

พ่อครูว่า…วันนี้วันอังคารที่ 31 ธันวาคม 2562 ที่บวรราชธานีอโศก 

_จากน้อย : คำว่า ปีติ กับ ฉันทะ มีความหมายเหมือนกันหรือต่างกันอย่างๆไรคะ

พ่อครูว่า…ปีติ มันมีความยินดีปลาบปลื้ม มันมีอาการที่ ชื่นอกชื่นใจ ดีไม่ดีชื่นอกชื่นใจอย่างแรง ปีติ มี 5 อย่าง

  1. ขุททกาปีติ (ปีติเล็กน้อย) 

  2. ขณิกาปีติ (ปีติชั่วขณะ) 

  3. โอกกันติกาปีติ (ปีติเป็นพักๆ) ปีติชัดขึ้นแรงขึ้น  

  4. อุพเพงคาปีติ (ปีติแรงกล้า โลดลอย) ยกตัวอย่างเตะบอลเข้าโกลได้เป็นต้น สักวันจะช็อคตายได้ คนเชียร์หน้าจอก็เคยมีตายได้ 

  5. ผรณาปีติ (ปีติซาบซ่าน) 

(จาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค)

สู่แดนธรรมว่า….ปีติ ต้องทำเหตุมันจึงจะได้ ส่วนฉันทะเป็นตัวเริ่มต้นเลย

พ่อครูว่า..ฉันทะ เป็นความพอใจยินดีกลางๆ ที่มีเสมอ มีอยู่ในใจ หรือเป็นคนต้องมีความยินดีอยู่ในใจ นั่นคือจะต้องมีฉันทะ ถ้าคนไม่มีฉันทะไม่มีความยินดีในใจ เป็นคนเซ็งๆ ช้าๆจืดๆ เป็นคนไม่มีกำลังไม่มีความกระตือรือร้นที่จะเกิดอะไร เฉื่อยๆรอวันตาย 

ฉันทะ ในมูลสูตร เป็นตัวตั้งต้นที่จะมีจะเป็นอะไรต่อไป ถ้าไม่มีตัวเริ่มต้นเป็นความยินดีพอใจ เช่น คุณจะมาศึกษาธรรมะแต่คุณไม่มีความยินดีไม่มีฉันทะ ก็ยากที่จะรู้และก็ยากยิ่งที่จะเกิดปัญญา ผู้ที่จะเกิดปัญญาได้จะต้องมีความแรงกล้า ในปีติ แรงกล้าในความเคารพความรัก หิริ โอตตัปปะ มีความละอายที่จะเริ่มมีปัญญา

ปัญญาสูตร

 [92] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุ 8 ประการ ปัจจัย 8 ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงามไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์ แห่งปัญญาที่ได้แล้ว 8 ประการเป็นไฉน

1.ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรักและความเคารพไว้อย่างแรงกล้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 1 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว

พ่อครูว่า…จะมีปัญญาได้ ประเด็นสำคัญต้องได้รับการถ่ายทอด รู้เองไม่ได้เกิดเองไม่ได้ อ.บูรพาหรือหลายๆอาจารย์ที่อยู่ในสำนักนั่งหลับตาจะบอกว่าปัญญาจะเกิดเอง คุณต้องมีสมาธิก่อน เขาไปเอาศีลสมาธิปัญญามาใช้โดยเข้าใจตื้นๆว่าต้องนั่งสมาธิให้เกิดสมาธิก่อนให้จิตนิ่ง อย่าไปคิดนึก ถ้าหากคิดมันจะไม่เกิดปัญญา ต้องโพล่งขึ้นมาเอง ซึ่งความจริงไม่ใช่เลย ปัญญาจะเกิดได้พัฒนาได้ต้องมีผัสสะ ต้องมีมรรคมีองค์ 8 ต้องมีทำวิจัยสัมโพชฌงค์ต้องมีสัมมาทิฏฐิ จะเกิดปัญญา แล้วก้าวหน้าเป็นปัญญินทรีย์แล้วก้าวหน้าเป็นปัญญาพละได้ จะต้องมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ต้องมีสัมมาทิฏฐิ เป็นองค์แห่งมรรค 

สัมมาทิฏฐิ คือจะต้องเข้าใจอย่างถูกต้องอย่างที่อาตมาพูดนี่คือความถูกต้อง ต้องเข้าใจอย่างนี้ หากไปเข้าใจว่าการนั่งหลับตาแล้วปัญญาจะโผล่ขึ้นมาเองนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิแล้ว เข้าใจว่าปัญญาจะเกิดต้องไปนั่งหลับตาเป็นมิจฉาทิฐิแล้ว ปัญญาจากศีลสมาธิปัญญาต้องเกิดจากตอนตื่นปฏิบัติอยู่มีมรรคมีองค์ 8 ครบ ปฏิบัติการงานอยู่ (พ่อครูไอ ช่วยตัดออกด้วย) ทำงานอาชีพอยู่ทำการงานอยู่พูดอยู่คิดอยู่ พร้อมด้วยความมีสติเต็มข้างนอกข้างในมีกรรมกิริยาครบครัน มีชีวิตจะรู้โลก รู้อัตตาเต็ม มีธัมมวิจัยด้วย ต้องเปรียบเทียบวิจัยวิจารณ์ได้ เห็นไหมว่าเป็นความเข้าใจผิด ตรงกันข้ามกันเลย 180 องศาอย่างที่เขาเข้าใจกัน ในความเห็นผิด น่าสงสารศาสนาพุทธ มันเลยไปกันใหญ่เลย เป็นศาสนาแห่งความมืดแทนที่จะเป็นศาสนาแห่งความสว่างชัดแจ้ง กลายเป็นศาสนาแห่งความมืดดำ แล้วไปหลงความมืดดำเป็นสิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น เรียกว่าสุภกิณหา เป็นสายนั่งหลับตา ส่วนสายของอาภัสราก็คือพวกลืมตา เรียกว่าพวกตาบอดตาใส ใสๆๆ มองใส 

ฉันทะ นี่เป็นตัวสำคัญ ในอิทธิบาทเริ่มด้วยฉันทะ มูลสูตรก็เริ่มด้วยฉันทะ อะไรอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะมูลสูตร 10 ฉันทะเป็นมูล หากเข้าใจมูลสูตรก็ครบเลยศาสนาพุทธอยู่ในนั้น 

1.มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) จิตของคุณจะต้องมีความยินดีพอใจต้องการมีความปรารถนาเลย ถ้าไม่มีพลังอันนี้ไม่มีการเริ่มต้น เริ่มต้นก็อย่างไม่เต็ม เสียไม่ได้ เฉื่อยๆดันทุรัง ต้องหนักเหน็ดเหนื่อย 

จิตใจคนเรานี้มันเกิดเปลี่ยนแปลงได้ เช่น คนมาสัมผัสกับอโศก ก็เห็นว่าน่าสัมผัสน่ามาศึกษา  ถ้ามีมากเท่าไหร่ก็คือฉันทะมาก จะมีความยินดีมาก ถ้ามีน้อยก็ยินดีน้อย 

เมื่อเริ่มมีฉันทะ จึงจะทำการมนสิการเป็นผล 

2.มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) ถ้าคุณไม่เริ่มต้นมีฉันทะ จะมาทำการมนสิการ ทำใจในใจให้เป็นสมาธิเป็นฌาน ทำใจให้ทั้งรู้ทั้งสำรอก หมายความว่ารู้สิ่งที่จะสำรอกคือรู้ตัวเหตุแห่งใจ ว่ามีตัวกลิ โทษ ภัย ตัวกิเลส เป็นเหตุปรุงแต่งร่วมอยู่ผสมอยู่เกาะแน่นอยู่ ปลอมตัวแฝงมาอยู่ในตัวเรา อย่างที่หลอกตัวเราเองเลยว่าฉันเป็นคุณ คุณเป็นฉัน ฉันเป็นเธอ เธอเป็นฉันนะ เป็นอันเดียวกันนะ เราต้องแยก ต้องเรียนรู้ ต้องแยกให้ออก ต้องมนสิการ ต้องทำใจในใจ 

ต้องตีแตกแยกแยะออกให้ได้ เพราะมันจะติดกันอยู่เป็น 2 เรียกว่ากิเลสกับตัวเรา มันเป็นอย่างเดียวกัน เทวนิยมไม่ได้เรียนรู้เรื่องจิตเจตสิกไม่ได้แยกแยะกิเลสกับตัวเอง ก็เลยกลายเป็นตัวเดียวกัน เขาจะวิ่งไปหาตัวสุขแต่ก็คือตัวทุกข์นั่นแหละตัวเดียวกัน เขาได้สุขเท่าไหร่ก็ได้ทุกข์เท่านั้นตัวเดียวกัน เขาวิ่งไปหาดีก็คือได้ตัวชั่ว เพราะเขาแยกไม่ออก ไม่มีปัญญาที่จะแยกความดีความชั่วออกได้ชัดเจน จนกระทั่งไม่ทำชั่วเลย ไม่ได้ ไม่เด็ดขาด ความชั่วยังอยู่ยังแอบแฝงอยู่ไม่ได้หายไปไหน เพราะฉะนั้นจึงหยุดทำชั่วไม่ได้อย่างเด็ดขาด จะวนเวียนอยู่กับความชั่วความดี ลืมไปได้ชั่วคราว ชั่วคราวอันนี้อาจจะนานมาก หยุดได้ชั่วคราวอาจจะนานมาก แต่ไม่มีวันหมดสิ้นที่จะกลับไปทำชั่วอีก ดีแล้วก็ต้องมีชั่ว ชั่วก็มีดีอีก ศาสนาเทวนิยมจึงวนเวียนอยู่กับความดีความชั่ว ศาสนาพุทธหยุดความชั่วได้เด็ดขาดสนิท ถ้าจะอยู่ก็ทำดีอยู่ฝ่ายเดียว กุสะลัสสูปะสัมปะทา ถ้ายังอยู่ก็ไม่ทำชั่วอย่างเด็ดขาด สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง มีกรรมทุกกรรมกิริยามีแต่ดีตลอดกาล เช่นโพธิรักษ์ไม่ทำชั่วตลอดกาล ทำแต่ดี ด่าเก่งด่าดี ไม่มีด่าชั่วด่าผิด ถูกต้องในสิ่งที่ควรด่าเพราะว่ามันผิดมันควรแก้ไข ด่าแรงๆเพราะว่ามันดื้อด้านแข็งต้องกระแทกแรงๆ ขนาดนั้นยังบื้อตื้อ 

3.มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) ผัสสะเป็นเหตุสำคัญในการปฏิบัติ หากไม่มีผัสสะ มนิสการก็ทำไม่เป็น ก็มีแต่จมลงสู่ความหลง เพราะไกลจากวิเวก กิเลสก็มากแล้ว

4.มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) . 

5.มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) . . . 

ใครเคยได้ยินไหมพระไตรปิฎก ว่ากามคุณ 5 เป็นเบื้องต้นของพรหมจรรย์

หากว่าเริ่มต้นไปนั่งหลับตาก็ไม่ได้เรียนรู้กามคุณ 5 ตั้งแต่เริ่มต้น ก็จมในความหลงไม่งมเงยได้เลย น้ำมันลึกและเน่า เหม็น งมยากมากเลย

มีคนถามว่า ทำไมเรียกกามคุณทำไมไม่เรียกว่ากามโทษ 

พ่อครูว่า..ก็คนไม่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า คนทั้งหลายหลงอวิชชาจึงไปเห็นว่ามันเป็นคุณ คุณแปลว่าดี พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาจึงเรียก กามนั้นว่าเป็น กามาทีนวะ นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้าแต่ปุถุชนคนโง่จะเรียกว่ากามคุณ เหตุที่เรียกเพราะว่ามันโง่ ใครยังโง่ ยังหลงอยู่กับกามคุณ พอได้ยินพระพุทธเจ้าสอนว่า กามนั้นไม่เป็นคุณ กามนั้นมันเป็นโทษ แล้วไปหลง ในอนุปุพพิกถา ก็สอนว่า 

  1. ทาน การสละ  การให้ 

  2. ศีล  การชำระขัดเกลา ด้วยเจตนางดเว้น 

  3. สัคคะ (สวรรค์) .

  4. กามานัง  อาทีนวัง โอการัง  สังกิเลสัง 

โทษของกาม  ความต่ำทรามของกาม    ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย . .

  1. เนกขัมมะ อานิสัง  อานิสงส์การออกจากกาม 

ถ้ายังไม่เจอคำสอนของพระพุทธเจ้าคุณก็จะจมอยู่ในอวิชชา ที่จะเรียกกามนั้นว่าเป็นกามคุณ ..สว่างหรือยัง ชัดเจนหรือยังว่าทำไมเรียกกามคุณ

ผู้ที่ไม่ได้ยินคำสอนพระพุทธเจ้า ว่า กามนี้ เป็นเรื่องเบื้องต้นที่จะต้องศึกษาก่อน 

ก็ทำผิด ผิดเพราะไม่มีศีลเบื้องต้น ไม่มีการสำรวมอินทรีย์ ไม่มีการประมาณในการกินใช้ ไม่ตื่นจากกิเลส จะต้องตื่นมาเป็นผู้ศึกษานี่คืออปัณกปฏิปทา 3 ข้อ 

สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ เขาไม่มีเลย 3 ข้อนี้ ก็เลยเป็นการปฏิบัติศาสนาพุทธผิดหมด เพราะ 3 ข้อนี้คือการปฏิบัติที่ไม่ผิดของศาสนาพุทธ เดี๋ยวนี้ไม่ได้ปฏิบัติสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา หลับตาปฏิบัติไม่ได้ยินได้ฟังอะไร ไม่มีการพิจารณาสิ่งที่จะต้องอุปโภคบริโภคมาเกี่ยวข้อง ที่ต้องกินต้องใช้เขาไม่ยุ่งเกี่ยว กับเขาไปนั่งหลับตาเลย หลับตาจนเป็นพระอรหันต์มาหลายองค์แล้ว  อรหันต์เก๊ เขาสอนกันอย่างนั้นแล้วยึดถือกันอย่างนั้น ตราบใดที่อาตมาพยายาม ขุด ดีด อาตมาเป็น อาร์คีมีดีส งัดศาสนาพุทธขึ้นมา เขาก็จมอยู่อย่างนั้น หยั่งลงสู่ความหลง

คำว่า ผู้ข้องอยู่ในถ้ำนั้น ไม่ละเว้นว่าจะเป็นคนศาสนาใดก็ตาม ถ้าไม่ได้ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าก็จะเป็นผู้ที่ ข้องอยู่ในถ้ำ 

ลักษณะที่เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือ 

  1. มีกิเลสมาก 

  2. ปิดบังไว้แล้ว 

แต่ละคนถ้ามีกิเลสแล้วไม่ปิดบังไว้เลยสังคมมันจะเละขนาดไหน 

[30] พระผู้มีพระภาคตรัสว่านรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง นรชนเช่นนั้น ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก ก็เพราะกามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของอันนรชนละได้โดยง่าย.

กายวิเวก เขาเข้าใจผิดว่า ห่างจากการวุ่นวาย นี่เป็นการเอาร่างกายออกไปป่าคือไปสู่วิเวก เขาเข้าใจแค่นั้น ฟังแล้วก็เหมือนจะไม่ผิด เอาร่าง เอากายก็คือหมายถึงร่างกายทั้งตัว ออกไปจากที่วุ่นวายก็เอากายออกห่าง บอกว่าอยู่กับสังคมวุ่นวาย ก็เลยเอาออกห่างไปอยู่ป่า นี่คือเขาทำกายวิเวกสำเร็จ แต่นี่คือความหยั่งลงสู่ความหลง นี่เป็นประเด็นที่ 1

จิตวิเวก เขาก็เอาสูตรที่บอกว่า จิตตวิเวกเป็นไฉน? ภิกษุผู้บรรลุปฐมฌาน มีจิตสงัดจากนิวรณ์   บรรลุทุติยฌาน มีจิตสงัดจากวิตกและวิจาร บรรลุตติยฌาน มีจิตสงัดจากปีติ บรรลุจตุตตถฌาน มีจิตสงัดจากสุขและทุกข์ บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญา บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากวิญญาณัญจายตนสัญญา บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากิญจัญญายตนสัญญา (เมื่อภิกษุนั้น) เป็นโสดาบันบุคคล มีจิตสงัดจากสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาสทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับสักกายทิฏฐิเป็นต้นเป็นสกทาคามีบุคคล มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ อย่างหยาบ กามราคานุสัยปฏิฆานุสัย อย่างหยาบ และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกันกามราคสังโยชน์อย่างหยาบเป็นต้นนั้น เป็นอนาคามีบุคคล มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อย่างละเอียด และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์อย่างละเอียดเป็นต้นนั้น เป็นอรหันตบุคคลมีจิตสงัดจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะอุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย กิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับรูปราคะเป็นต้นนั้น และจากสังขารนิมิตทั้งปวงในภายนอก นี้ชื่อว่าจิตตวิเวก.

จิตวิเวกของอรหันต์เขาเข้าใจผิดว่าต้องพ้นจากภายนอก เป็นการเข้าใจผิดไปหมดเลย มันน่าสงสัยน่างง ทำไมพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ 

ในความเป็นกาย มีภายนอก ที่ไม่ขาดภายใน เพราะฉะนั้นเมื่อไปเข้าใจว่า กาย นี้เป็นเพียงภายนอกไม่มีภายใน คุณก็ปฏิบัติธรรมนี้ไปไม่รอด เพราะชีวิตขาดกายไม่ได้ ต้องมีกายเสมอ ก็คือ ต้องมีภายนอกด้วยเสมอ นี่แหละศาสนาพุทธในเมืองไทยจึงไปเข้าใจผิดว่า กาย มีแต่ภายนอก แต่กายนั้นขาดภายนอกไม่ได้ ต้องมีภายนอกร่วมด้วยเสมอ

แต่ในคำว่า กาย นี้แปลว่า 2 มี รูป นาม เมื่อมีรูปต้องมีนามเสมอ เพราะฉะนั้นภายนอก ต้องมีภายในร่วมด้วยเสมอตลอด ภายในคือหมวดเจตสิก 3 ในพจนานุกรมบาลีจะแปล กายว่า หมวดแห่งเวทนา หมวดแห่งสัญญา หมวดแห่งสังขาร นี้เรียกว่ากาย

พระพุทธเจ้าจึงสรุปว่า กายนั้นตถาคตเรียกว่า จิต มโน วิญญาณ

กามเป็นเบื้องต้นที่ต้องเรียนรู้ อย่างอบายภูมิก็อยู่ในกาม

ภพมี 2 กามภพ รูปภพ อรูปภพ

เบื้องต้นมีกามภพต้องเรียนรู้ ผู้จะประพฤติพรหมจรรย์ต้องเรียนรู้ กามภพเป็นเบื้องต้น

ต้องรู้ความหมาย ความหยาบของเราคืออบายของเรา

กามภพที่หยาบของตนคือเรื่องอะไร

กาม คือ กิเลสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย กามคุณ 5 ผู้เรียนรู้ธรรมะจะเรียนรู้ กามคือโทษ กามมาทีนวะ ไม่น่ายินดีเป็นโทษ พระพุทธเจ้าสอนกามโทษ ไม่ใช่กามคุณ 

ผู้ที่ยังเห็นว่าเป็น คุณ​คือคนอวิชชา ไปได้กามทางตา ได้ดูสิ่งที่สวยงามสิ่งที่น่าดู ไปฟังสิ่งที่น่าฟังเสียงเพราะๆ เสียงบางทีมันไม่เพราะหนวกหูจะตายแต่ก็บอกว่าเพราะ ไปดมกลิ่นน่าดม ได้ไปแตะลิ้มรสที่น่าลิ้มรส ได้มาเมืองไทยนี่ มีแสนล้านเมนูอาหาร ไปสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งทางกาย โผฏฐัพพารมณ์ คือรวมแล้วการสัมผัสภายนอกตาหูจมูกลิ้นกายทั้งหมดเรียกว่ากามคุณ 5 และต้องมีนามเสมอเป็นตัวที่ 6 คือจิต แยกกันไม่ได้

หากว่าไม่ได้เรียนรู้ตั้งแต่กาม ไปหลับตาปฏิบัติ จะเป็นคนปฏิบัติผิด ปัณณกปฏิปทา จะไม่ตื่น เป็นการปฏิบัติที่ไกลแสนไกลจากวิเวก ฟ

คำว่า ไกลจากวิเวก มีความว่า นรชนนั้นใด เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำอย่างนี้ อันกิเลสมากปิดบังไว้อย่างนี้ หยั่งลงในที่หลงอย่างนี้ นรชนนั้นย่อมอยู่ไกลแม้จากกายวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากจิตตวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากอุปธิวิเวก คืออยู่ในที่ห่างไกลแสนไกล มิใช่ใกล้มิใช่ใกล้ชิด มิใช่เคียง มิใช่ใกล้เคียง. คำว่า อย่างนั้น คือ ผู้หยั่งลงในที่หลง ชนิดนั้นเช่นนั้น ดำรงอยู่ดังนั้น แบบนั้น เหมือนเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจากวิเวก.

จากพระไตรปิฎก ล. 29 คุหัฏฐกสุตตนิทเทสที่ 2

ว่าด้วยนรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือกาย

[30] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง นรชนเช่นนั้น ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก ก็เพราะกามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของอันนรชนละได้โดยง่าย.

[31] คำว่า นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้วมีความว่าทรงตรัสคำว่า เป็นผู้ข้องไว้ก่อน. ก็แต่ว่าถ้ำควรกล่าวก่อน กายเรียกว่า ถ้ำ. คำว่า กายก็ดี ถ้ำก็ดี ร่างกายก็ดี ร่างกายของตนก็ดี เรือก็ดี รถก็ดี ธงก็ดี จอมปลวกก็ดี รังก็ดี เมืองก็ดีกระท่อมก็ดี ฝีก็ดี หม้อก็ดี เหล่านี้เป็นชื่อของกาย.

ฝี เป็นสิ่งที่ไม่น่ามีไม่น่าเป็นเลย อาตมาเคยเกิดถึงขั้นเป็นฝีดาษ ฝีดาษคือ กาฬโรค แต่ดีว่าหายแล้ว อาตมาตายไป 15 วินาที ชักดิ้นเงียบเลยแลบลิ้นยาว ยายเฝ้าอยู่เล่าให้ฟังชักตอนป่วยเป็นไทฟอยด์ ฟื้นขึ้นมา ต่อมาเป็นฝีที่โคนขา ระบมกว่ามันจะแตกมันก็ไม่แตก ตอนนั้นใช้สบู่ซันไลต์ ตัดเอามาแปะ หัวมันกลมๆนะ ฝีตรงโคนขา หายแล้วต้องหัดเดินเลย

ทั้งหมดเป็นองค์ประกอบของกาย คือสิ่งที่เราเกี่ยวข้องทั้งหมด คำว่ากายคือสิ่งที่เราจะต้องเกี่ยวข้องทั้งหมดทั้งภายนอก เรียกว่า กายภายนอก 

กายภายใน มันต้องเกี่ยวข้องอยู่เสมอ เพราะภายในกับภายนอกมันแยกกันไม่ออก มันเหมือนกับเหรียญ 2 ด้าน คุณผ่าเหรียญให้บางอย่างไร ก็จะไม่หมดความเป็น 2 ด้าน 

คำว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ คือ ข้อง เกี่ยวข้อง ข้องทั่วไป ติดอยู่ พันอยู่ เกี่ยวพันอยู่ในถ้ำ เหมือนสิ่งของที่ข้อง เกี่ยวข้อง ข้องทั่วไป ติดอยู่ พันอยู่ เกี่ยวพันอยู่ที่ตะปู ซึ่งตอกติดไว้ที่ฝา หรือที่ไม้ขอ ฉะนั้น.

พวกเราได้ยินคำสอนของพระพุทธเจ้า ตื่นขึ้นมา เรียกว่าละหน่ายคลายจากอวิชชา เริ่มต้นจากกาม เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ผู้ที่พ้นแล้วจากกามนี้ไม่ได้หนีจากกาม ภาษาเรียกว่ากาม แต่คุณไม่มีกาม คุณไม่ได้ใคร่อยากมัน แต่คุณไม่ได้หนีจากมัน มันยังเป็นกายอยู่ มันยังเป็นภายนอก มันยังอยู่กับเรา แต่เราไม่มีกิเลสแล้ว พระอนาคามีขึ้นไปอยู่กับกาม แต่กามไม่มี มีกาย แต่กามไม่มี มีภายนอกมีภายใน เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมจึงไม่เคยหนีไปจากกาย 

การปฏิบัติธรรมหนีไปหลับตาอยู่แต่ภายในถึงภายนอกมันเป็นโมฆะจากศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธไม่ได้กาย แม้ในอานาปานสติสูตร ของเดียรถีย์ ไปนั่งหลับตาคุณต้องมีความรู้สึกอยู่กับลมหายใจเข้าหายใจออก ซึ่งมันเป็นภายนอก เป็นส่วนเหลืออยู่ในร่างกาย ไม่ต้องรับรู้สึก หาความไม่รับรู้แม้แต่ลมหายใจเข้าออกแล้วจึงไม่มีกาย จึงเรียกลมหายใจเข้าออกนี้ว่า หากคุณไม่รู้สึกแม้แต่ลมหายใจเข้าออกตอนไปนั่งหลับตาสมาธิ คนคนนั้นปฏิบัติผิดทันที ลมหายใจเข้าหายใจออกนิดเดียว เป็นส่วนของกาย 

คำว่านั่งสมาธิอานาปานสติ ดูลมหายใจเข้าออก เป็นของเดียรถีย์ทั้งนั้น มันจะต้องศึกษาทั้งหมด ในอานาปานสติจะต้องมีสติปัฏฐาน 4 ของพระพุทธเจ้า จะต้องตื่นมาพิจารณากายนอกกายในเวทนา ไม่ขาดจากกัน กาย เวทนา จิต ธรรม แยกออกจากกันไม่ได้ 

เมื่อศึกษาผิดก็ผิดเพี้ยนไปหมด อาตมากำลังถล่มวงการศาสนาพุทธในเมืองไทยที่พากันไปหลง แล้วก็มีสำนักหลับตากันนับไม่ถ้วน สำนักที่จะมาลืมตาแล้วก็มาพูดอย่างเด็ดขาดเหมือนอาตมานี้ ตีทิ้งหลับตา ไม่ดูดำดูดีกับหลับตาเลย หาไม่ได้ ไม่มี เพราะว่าไม่กล้าไม่ชัดเจน ไม่แน่จริง ว่าจะต้องยืนยัน 

การนั่งหลับตาพิจารณานั้นเป็นสิ่งที่ง่ายไม่ใช่เรื่องยาก แต่ไปหลงสร้างภพชาติอยู่ในการนั่งหลับตา เลยอยากไปปั้นภพชาติ ไปเล่นอยู่กับสิ่งที่มันไม่มี เลยเกิดเป็นนิรมาณกายเป็นสวรรค์เป็นนรกเป็นเทวดา เป็นผีมาร อะไรอีกมากเลย เป็นการสร้างนิรมาณกายขึ้นมาเป็นเอง แล้วหลงว่านั่นคือเป็นผู้ที่มีกายทิพย์ 

สิ่งที่ไม่มีภายนอกไม่ใช่กาย เอากายไปเรียกอย่างนั้นเป็นการใช้พยัญชนะของพระพุทธเจ้าผิด แล้วก็หลงระเริงกันว่าผู้ที่เห็นภาพเป็นรูปเป็นเรื่องราวอยู่ในภายใน คือผู้วิเศษ คือผู้ที่มีความรู้ทางธรรม มีฤทธิ์เดช มีความเจริญทางการปฏิบัติธรรม ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดไปหมดเลย ว่าเป็นความเห็นที่ถูก 

ความเห็นที่ถูกต้องลืมตามีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก เห็นครบครัน ภายนอกภายในแล้วรู้ว่าโลกคือโลก อัตตาคืออัตตา เข้าใจชัดความเป็นโลก ความเป็นอัตตา แล้วมีอำนาจในความเป็นโลก เรียกว่าโลกาธิปไตย มีอำนาจในความเป็นอัตตา อัตตาธิปไตย อำนาจคือความมีสติรู้ครบ

สติ คือ ความเป็นอธิปไตย รู้พร้อมเต็มเรียกว่ามีสติ สติ มาจากสตะ แปลว่า 100 ครบพร้อมไม่บกพร่องทั้งภายนอกภายในรู้ตื่นเต็ม 

อาตมาลืมตามีความรู้สึกเต็ม หลับตาก็มีความรู้สึกเดียวกัน ถ้ายังไม่ปล่อยสติ ให้สติตกไปสู่ภพหลับ ตื่นอย่างนี้ก็ตื่นอย่างนี้ เช่นวันใดที่อาตมานอนแล้วไม่ยอมหลับ อาตมาก็จะนอนไปกับการปรุงธรรมะ แล้วก็เป็นบ่อย จนผู้คอยเตือนว่าคุยอยู่กับเทวดาไม่ยอมหลับ เสร็จแล้วก็บังคับให้นอนกลางวัน 

เมื่อเราสามารถจัดการจิตใจเราได้ จิตใจเราก็จะทำให้เป็นประโยชน์ในการใช้งานได้ แต่ถ้าเราไม่สามารถควบคุมได้ ให้จิตใจ ทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ไม่ทำสิ่งที่เป็นโทษ ถ้าทำไม่ได้ จิตมันก็เป็นนายเรา นั่นแหละเรียกว่าเป็นกิเลส เราจะต้องเป็นนายของจิต จะมีสติและมีปัญญา ปัญญาคือนายแท้ๆ ปัญญาเป็นผู้อยู่เหนือ เป็นอุตตระ สติเป็นอธิปไตยในมูลสูตร 10

ผู้มีปัญญาคือผู้อยู่เหนือกับสิ่งที่คุณอยู่ด้วย ไม่มีอะไรเป็นนายเราเพราะเรามีปัญญาอยู่เหนือ เราก็จะมีธัมมวิจัย ปัญญาคือธัมมวิจัย ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เป็นการวิจัยอย่างมี โพธิเพื่อความตรัสรู้ วิจัยอย่างมีปัญญา องค์แห่งโพชฌงค์ 7 มีสติ ธัมมวิจัย วิริยะ เป็นองค์ธรรมที่ใช้ทำงาน สติมีเสมอ รู้นอกในเสมอ  วิจัย คือเทียบคู่ สองอย่าง จะเทียบได้เร็วมุทุภูตธาตุ เทียบอะไรดีกว่าอะไร อะไรควรกว่าอะไร บางทีเราเรียกคำว่าดีกว่าเป็นภาษาโลก แต่ภาษาธรรมเรียกว่าควร อะไรควรกว่า 

ดีหรือชั่วขึ้นกับเหตุปัจจัยองค์ประกอบ มากไปอันนี้ยังไม่ดียังไม่ควร แต่มากขนาดนี้อันนี้ดีอันนี้ควร อย่างนี้เป็นต้น มันขึ้นอยู่กับองค์ประกอบมันไม่เที่ยง อย่าไปยึดมั่นถือมั่นในอันไหน 

นี่เป็นรายละเอียดที่ละเอียดมาก 

คำว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ คือ ข้อง เกี่ยวข้อง ข้องทั่วไป ติดอยู่ พันอยู่ เกี่ยวพันอยู่ในถ้ำ เหมือนสิ่งของที่ข้อง เกี่ยวข้อง ข้องทั่วไป ติดอยู่ พันอยู่ เกี่ยวพันอยู่ที่ตะปู ซึ่งตอกติดไว้ที่ฝา หรือที่ไม้ขอ ฉะนั้น.

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิน ความปรารถนาในรูป ความเข้าไปถือ ความเข้าไปยึดในรูป อันเป็นความตั้งมั่น ความถือมั่น และความนอนตามแห่งจิต บุคคลมาเกี่ยวข้องอยู่ในความพอใจเป็นต้นนั้น เพราะเพราะนั้น. จึงเรียกว่า สัตว์. คำว่า สัตว์เป็นชื่อของผู้เกี่ยวข้อง 

รูป คือสิ่งที่ถูกรู้ด้วยเรา ถูกรู้ทางรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ถูกรู้ภายใน แล้วเข้าไปยึดถือในรูป อันเป็นความตั้งมั่น ความยึด ความถือมั่น

ความนอนตามแห่งจิต ภาษาบาลีมาจาก อภิฐานาภินิเวสานุสยา ความถือมั่นและความนอนตามแห่งจิต อภินิเวสายะ คือ เป็นที่อยู่เลยนะ เรียกว่าไม่กระดิกไปไหน นอนจมอยู่เลย ถ้านั่งหรือยืนก็ยังขับเคลื่อนไปได้นะ แต่นี่นอนเลย ไม่ไปไหนเลย

ทีนี้มาขยายความลงไป ในโลกนี้เราจะเกี่ยวข้องอย่างไร เกี่ยวข้องด้วย ลาภ ยศสรรเสริญ สุข 

สุขที่เกี่ยวข้องกับกาม ได้เลิกละมันมาได้บ้างหรือยัง ผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ในถ้ำคือผู้ที่มีอวิชชา ไม่เคยได้ยินจากศาสดา ไม่เคยได้ยินเพื่อนพรหมจรรย์ ที่เป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในฐานะครู 

ปัญญาหรือความรู้ที่เป็นโลกุตตระของศาสนาพุทธจะต้องได้ยินจากพระศาสดาเอง หรือได้ยินจากพระสาวกเพื่อนพรหมจรรย์ผู้ที่มีภูมิธรรมแท้ตั้งอยู่ในฐานะครู ผู้ที่จะตั้งอยู่ในฐานะครูจะต้องเป็นสัตบุรุษ จะต้องเป็นผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ จะต้องเป็นผู้ที่มีธรรมะอันเป็นสัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธจริงๆถูกต้องแท้ๆ ถึงจะชื่อว่าผู้ที่ตั้งอยู่ในฐานะครู 

อาตมาจึงไม่แปลกใจว่าทำไม อาตมาเป็นพ่อท่านอยู่ดีๆ ก็มาให้อาตมาเป็นพ่อครู อาตมาก็ไม่แปลก ถ้าหากว่าเป็นแต่พ่อท่านก็จะได้แต่เลี้ยงพวกเรา บอกว่าเลี้ยงอย่างเดียวไม่พอ มันต้องสอนด้วย ก็เลยจากพ่อท่านมาเป็นพ่อครูซะ อีกอันหนึ่ง ตอนนี้ก็เลยเป็นทั้งพ่อท่านและพ่อครู เห็นไหมว่าทุกอย่างมันลงตัว มันเป็นเอง อาตมาไม่ได้ไปหาเรื่องตั้งชื่อตัวเองว่าท่านหรือพ่อครู พวกคุณนั่นแหละ มาให้ ตั้งให้ ยกให้ จะเรียกว่ามายัดเยียดให้ก็ได้ เอานะ พ่อท่านก็เอาพ่อครูก็เอา จริงๆก็คือมาอยู่ในฐานะผู้ที่จะเลี้ยงดูฟูมฟัก 

อาตมาเกิดมาชาตินี้เป็นทั้งพ่อทั้งแม่ เป็นนักรบพ่อลูกอ่อน มือหนึ่งอุ้มลูกมือหนึ่งแกว่งดาบ โอ้โห..ยากมากเลยเลี้ยงดูพวกคุณคือลูก แล้วต้องป้องกันศัตรู รบ โดยที่อาตมาไม่เคยทำร้ายใครหรอก ป้องกันตัวเท่านั้น ขอเลี้ยงลูกให้โตเท่านั้น อย่ามารุกรานข้าพเจ้าเลย อย่ามาทำร้าย อย่ามาทำให้ไม่มีแรงเลี้ยงลูกเลย แค่เลี้ยงลูกก็ยากอยู่แล้วเพราะว่ามีลูกเป็นจำนวนพันเป็นเอนก เป็นพระโพธิสัตว์

จบ