ศาสนา

630329_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ วิญญาณฐิติ 7-วิโมกข์ 8-สัตตาวาส 9-อนุปุพพวิหาร 9 

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่…https://docs.google.com/document/d/1skEKDuWqCpEy0rC20mQkEiJ2EvvADHjZgpP4al30UtY/edit?usp=sharing                            

ดาวโหลดเสียงที่  https://drive.google.com/open?id=1e89De602qnW90wnhL5sXddV9051EoD6t 

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2563 ที่บวรราชธานีอโศก พ่อครูก็มาอธิบายธรรมะให้พวกเราพ้นภัยในชีวิต ตอนนี้เศรษฐกิจทั่วโลกจะตก ติดลบกันไม่ใช่น้อย ซึ่งเหตุการณ์นี้มนุษย์ไม่รู้มาก่อนว่าจะเกิดขึ้น แต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านบอกให้ทำเศรษฐกิจพอเพียงพึ่งพาตัวเองทำกินเองใช้เอง คนก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง แต่ถึงยุคนี้จะเห็นได้ว่า ใครดำเนินชีวิตเศรษฐกิจพอเพียงก็จะสบาย 

พ่อครูว่า…630329 sms

_พิเชฐ สุดประเสริฐ _ ผมขอฝากคำถามถึงพ่อครูหรือท่านสมณะเพื่อตอบในรายการ “สำมะปี๋ซี่วิต” ว่า……ในกรณีของคนวัด (อโศก) ซึ่งทำงานศูนย์บาท และไม่มีรายได้อื่นอีก เพราะอายุยังไม่ถึง 60 (ไม่ได้รับเงินผู้สูงอายุ) ตาม อาวาสสถาน สังฆสถาน พุทธสถาน ต่างๆ ที่เดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อปฏิบัติภารกิจจำเป็นและสำคัญ เช่น คนที่ต้องไปดูแลบุพการีที่ป่วยหนักในต่างจังหวัด หรือ คนที่ได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติภารกิจภายนอก ฯลฯ ก่อนการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเรื่องโรคระบาด ทำให้เค้าเหล่านั้นไม่สามารถกลับคืนสู่ที่ตั้งซึ่งมีระบบสาธารณโภคีอยู่อย่างพร้อมเพรียงได้ ทางอโศกจะมีมาตรการช่วยเหลือคนเหล่านั้นอย่างไรบ้างครับ

พ่อครูว่า…ก็ไม่มีปัญหา ที่นี่เราก็เบิกจ่ายได้เราใช้เงินกองกลาง…(สู่แดนธรรมว่า ในช่วงเกิดโรคระบาด) จะทำอย่างไรก็ออกไปแล้ว ก็ไปอยู่บ้านเขาไป โผล่ออกไปพ้นเขตแล้ว

ถ้าสงสัยอะไรมากๆ ก็เข้ามาเลย เข้ามาอยู่สักเดือนสองเดือนปีสองปีแล้วก็จะไม่สงสัย อาตมามั่นใจว่าเรามีระบบสาธารณโภคีสมบูรณ์แล้ว มันไม่คล่องไม่ขัดไม่มีปัญหา แต่มันยาก คนข้างนอกมองมาว่าอย่างไรนะ ใช่ คุณจะเดายาก จะอยู่ได้ไหม นั่นเป็นปัญหาที่คุณยังไม่พอจะอยู่ที่นี่ได้คุณก็ต้องมีปัญหาแน่ ชาวอโศกเขามาเรียนรู้ก็จะรู้ว่าเราเป็นผู้ที่ไม่มีปัญหา อย่างมาอยู่ที่นี่ถาวรยังอยู่ไม่ได้หรอกเขาก็จะรู้ของเขา  แต่ถ้าคนนี้บอกว่าอยู่ที่นี่สบายเลยพร้อมจะไม่มีรายได้เขาก็รู้ของเขา เพราะที่นี่มีอิสระเสรีภาพทุกคนตัดสินโดยไม่มีการบังคับล่อลวง ให้เข้าใจชัดเจนแจ่มแจ้ง ว่า เราจะมาอยู่ที่นี่ต้องมีความพร้อมพอสมควร อยู่ดีๆมาเล่นๆหัวๆไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนที่มาบุกรุกมาเล่นๆไม่ได้ เราไม่ได้ทำอะไร คุณก็อยู่ไม่ได้เองเป็นเรื่องตามฐานะเป็นสัจธรรมจัดสรรในตัวมันเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องมาศึกษาให้ดีๆจะได้รู้

_กราบนิมนต์พ่อครูพิจารณาประเด็นเหล่านี้ด้วยค่ะ

1) เรื่องต่ออายุการ lock down วันนี้ได้ยินคนเตรียมออกไปข้างนอกกันแล้วค่ะ เพราะไม่มีการประกาศต่ออายุอย่างเป็นทางการ บางคนก็อยากจะออกจะแย่ เลยทำเนียนว่า ครบ7วันแล้ว

พ่อครูว่า…นานาจิตตัง เป็นไปได้เยอะแยะ 

2) เรื่องเงิน5000 ที่รัฐจะให้ผู้เดือดร้อน ขาดรายได้จากโควิด มีเงื่อนไขชัดเจน ว่าต้องเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกออกจากงาน เลิกจ้างงาน หรือรายได้ไม่มี ช่วงรัฐสั่งปิดเมือง แต่ชาวเรา เตรียมไปขอกันหลายอยู่ แม้จะอธิบาย ว่าไม่เหมาะสม เหมือนโลภจะเอาเงิน ทั้งที่ไม่ได้ลำบากจริงตามเงื่อนไข แต่บางคนยืนยันว่าเป็นสิทธิ ซึ่งถ้าเป็นคนพิการหรือคนแก่ ก็เป็นสิทธิจริง แต่เงิน5พันนี้ ต้องการให้ผู้เดือดร้อนได้รับผลกระทบจากโควิดโดยตรง แค่ไปสมัคร ก็เหมือนโกหกแล้วนะคะ ว่าตัวเองเดือดร้อนขาดรายได้ ทั้งที่เราทำงานฟรีอยู่แล้ว

เพื่อโปรดพิจารณาด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ 

พ่อครูว่า…เขาให้จ่ายสำหรับผู้เดือดร้อนจากโรคโควิด เขาจะต้องสอบสวน ไม่ใช่ว่าใครๆก็ขอได้หมด จะบ้าหรือจะไปขายขี้หน้า ชาวอโศกไม่เห็นจะเดือดร้อนวุ่นวายอะไรแต่เห็นแก่ได้ นี่เขาก็ด่าให้เท่านั้น (ส.ฟ้าไท…ปกติเราก็ไม่มีรายได้อยู่แล้วแล้วจะไปขอเขาอย่างไร) คนไหนอยากได้ก็กิเลสมาก ตาลุกเลย คนแบบนี้ยังไม่ใช่ ผู้ที่จะมาอยู่ในชาวอโศกคนยังมีภูมิธรรม แค่ห้าพัน ไอ๊หยา มันใช้ไม่ได้เลยอาตมาก็พูดความจริง 

อย่าไปทำขายขี้หน้าหน้าแตก ไม่ใช่สิทธิ์แต่ตัวเองโง่เอง ตัวเองไม่ได้เข้าข่าย 

นี่กิเลสกระเพื่อมตาวาว ขายขี้หน้า เอาหน้าไปซุกกองแกลบดำ 

_สมเกียรติ สรณสุขสวัสดิ์…

เคยเห็นตัวจริงๆที่ลานอโศกวัดมหาธาตุ.สมัยคุณไสว..แก้วสม.ถกธรรมกัน30-40ปีแล้ว…ตอนนั้นยังไม่ดัง…

_ฟ้าใส แซ่หว่อง….ขอน้อบน้อมกราบนมัสการ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ผู้ไม่ไม่มีบุญ ค่ะ  ลูกมีคำถาม 2 ข้อค่ะ

  1. โรค ของคน มี “โรคกาย”  กับ “โรคใจ “ มีเหตุ มาจาก 1.กรรม  2.จิต 3.อุตุ 4.อาหาร ใช่หรือไม่ อย่างไรคะ?

พ่อครูว่า…ใช่ อุตุนี้รวมหมดเลย จากวัตถุต่างๆ 

  1. ขอ พ่อครู อธิบาย คำว่า “อนิจสัญญา “และ “ถิระสัญญา “ ค่ะ

ปล. ส่วนอันนี้ไม่ใช่คำถามค่ะ  เป็นความเห็นส่วนตัวค่ะ ช่วงนี้ เรา ต้องเก็บตัว ไม่มี      “ทรัพย์สิน” เข้ามา เป็นโอกาสของพวกเราที่ หา “อริยทรัพย์” เข้าแทนน่าจะดีนะคะ

พ่อครูว่า…อนิจจสัญญา คือการกำหนดรู้ความไม่เที่ยง ถิระสัญญาคือการกำหนดความเที่ยงและเสถียร 

_SMS วันที่  27 มี.ค. 2563 (พุทธศาสนาตามภูมิ : พ่อครู)

_7630 กราบนมัสการพ่อท้านด้วยความเคารพครับ สืบเนื่องมาจากวันที่ 220363.อยากถามต่อ ว่าที่พ่อท่านเคยพยากรณ์ว่าพระอริยะมี7องค์คือ-หลวงปู่มั่น-หลวงปู่เทสก์-หลวงปู่ชา-หลวงปู่พุทธทาส-เจ้าคุณนรรัตน์-อ.ยันตระ-ครูบาศรีวิชัย 

ณ.เวลานี้พ่อท่านก็ว่าหลวงปู่มั่นเป็นเดียรถี. ขอถามว่าที่เหลือนั้น องค์ไหนยังเป็นอริยะอยู่ครับ? โดยเฉพาะเจ้าคุณนรรัตน์(ฤษีเมือง)ท่านเป็นอริยะของแท้หรือเปล่าครับ/ไม่ต้องตอบแทงกั้กนะครับ/กราบขอบพระคุณครับ

พ่อครูว่า…อาตมาเคยพูดว่า หลวงปูเทศก์ ในสายอาจารย์มั่น ว่าหลวงปู่เทสก์มีภูมิธรรมเหนือกว่าอ.มั่น หลวงพ่อชามีสัมมาทิฏฐิขึ้นมา เข้าคุณนรฯ เป็นสายศรัทธา ท่านไม่อะไรกับใคร ท่านอยู่ในความเชื่อมั่นของท่านอย่างเดียวไม่เกี่ยวกับใคร แล้วท่านก็มั่นคงของท่านจนวาระสุดท้าย อาตมาก็เคยโอภาปราศรัยกับท่านเป็นชั่วโมง

อาตมาเคยพยากรณ์ก็มีความผิดพลาดได้ อย่างพยากรณ์ยันตระก็ไม่เที่ยง เขาทำในขณะที่อาตมาเห็นขณะนั้น พอต่อไปมันไม่ใช่แล้ว อาตมาก็ต้องพูดตามที่เขาเป็นหรืออาตมายังรู้ไม่ถึงไม่ครบ พยากรณ์เพี้ยนได้ ธรรมดา อาตมาไม่ได้เป็นคนที่พูดแล้วทุกอย่างเป๊ะ อาตมาพูดผิดก็มีผ่านมา อาตมายังไม่ใช่สัมมาสัมพุทธะ หรือใครจะเก่งเท่าสัมมาสัมพุทธะ พูดอะไรไม่ติดเลยก็เอาสิ อาตมายังทำไม่ได้อย่างนั้นหรอก 

_รับชมจาก จ.ตรัง ภาพเสียงชัดเจนดีค่ะ กราบสาธุค่ะ

_เจน ฮู เชอร์ • คนอโศกชอบฟังธรรมมะ. เราคนนอกอโศกยังชอบฟังเลย / คนฟังธรรมมะไม่เป็น คือ พวก ที่ตกภพ ตกชาติ. ??ความสุขของคนอโศกคือได้ฟังธรรมมะพ่อครูค่ะ. (ตอบคนที่ว่าทำไมฟังธรรมเยอะ)

พ่อครูว่า…อย่างเช่นพระพุทธเจ้าทำไมบริสุทธิ์ก้นก็ไปตำหนิว่าทำไมพระพุทธเจ้าบริสุทธิ์ คนอย่างนี้ก็มีนะ 

_นิตยา เกษร • กราบนมัสการพ่อท่านค่ะ ติดตามชมอยู่ จ. สระบุรี

_คอยใคร • กราบเคารพพ่อครูครับ ผมได้ฟังเพลงของพ่อครูและวงฆราวาส มีเพลงของวงฆราวาสอยู่เพลงหนึ่งที่เนื้อหาตรงกับเหตุการณ์ ณ วันนี้ครับ ผมยกท่อนนั้นมาเลยนะครับผมจำชื่อเพลงไม่ได้ครับ เนื้อเพลงร้องว่า ” ความตายอยู่ที่ปลายจมูก ” แต่เนื้อหาทั้งเพลงกล่าวถึงให้คนรีบทำความดี แต่มันตรงกับตอน ณ วันนี้คือ เราต้องปิดปากปิดจมูก ตรงกับเพลงที่ร้อง ความตายอยู่ที่ปลายจมูก ไม่ปิดอาจมีตายได้ครับ เนื้อเพลงเหมือนหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าอย่างไรอย่างนั้นเลยครับ

พ่อครูว่า…เพลงของปิ๊ก ฝากหินแต่งไว้ เพลงสายน้ำแห่งความดี

_2860 …พ.ค.พูดกำกวมได้เก่งมาก ใจอยากจะโจมตีการนั่งทำสมาธิแบบอานาปานสติ แต่ไม่กล้าพูดตรงๆ เพราะพระพุทธเจ้าสรรเสริญอานาปานสติไว้มาก จึงหันไปโจมตีการนั่งทำสมาธิแบบฤาษี ซึ่งไม่มีสำนักไหนเขาสอนกันในประเทศไทย ที่ผมว่าพ.ค.พูดกำกวมก็คือพอมีใครต่อว่าก็บอกว่าตัวเองไม่เคยว่าอานาปานสติไม่ดี ถ้าแน่จริงพ.ค.ลองพูดออกมาชัดๆซิว่าอานาปานสติไม่ดี เชื่อเถอะพอจนแต้มก็ว่าเอาไว้พักผ่อน ท่านทราบไหมว่าถ้าอานาปานสติบริบูรณ์สามารถเดินไปถึงโพชฌงค์บริบูรณ์ได้ เลิกโจมตีแบบเหยียบเรือสองแคมชะที สงสารชาวอโศกที่ได้เกิดเป็นคน,ได้พบพุทธศาสนา แต่ไม่ได้ของดี ไปทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นกิจเลว เป็นกิจของชาวบ้าน และที่ท่านปราถนาพุทธภูมิ ปราถนาทำไม อริยสัจ4ของสมณะโคดมก็มีแล้ว ก็ศึกษาและปฏิบัติไป หรือว่าท่านจะตรัสรู้อริยสัจ5ให้มันเลิดส์กว่าสมณะโคดม

พ่อครูว่า…ก็เป็นคนมองไปในแง่หนึ่ง จะติเตียนอาตมาก็เท่านั้นเอง อาตมาก็ไม่แย้งไม่วิเคราะห์วิจัยอะไร ตามที่อ่านให้ฟัง สำหรับความเห็นอาตมา อาตมาก็จริงใจ ตามความเห็นความจริงใจของอาตมา ใครที่ได้ประโยชน์จากที่อาตมาอธิบายก็อนุโมทนา หรือใครที่ไม่ได้ประโยชน์ไปวิจัยวิจารณ์ก็เสียประโยชน์บ้างก็ขออภัย จะผิดจะถูกก็เป็นกรรมของอาตมา ถ้าหากจะมาอธิบายผิดก็ได้บาป แน่นอนกรรมเป็นอันทำ ทำผิดบาป ทำถูกก็ได้กุศลไป มันเป็นเรื่องสัจจะ อาตมาเชื่อในกรรมวิบาก อาตมาก็มีความรู้เท่านี้แหละจริงใจ อาตมาไม่ทำความบาปให้แก่ตัวเองไม่ทำวิบากให้แก่ตัวเอง แต่คุณจะมองว่าเป็นบาปก็เป็นได้มันมีความรู้ไม่เท่ากันก็ตามความเห็น ก็ขอบคุณที่วิจัยวิจารณ์มาดี อาตมาก็รู้สึกดี มีผู้ที่เห็นต่างแล้วก็บอกความเห็นที่เขาค้านแย้งมาจะได้เรียนรู้ 

การเรียนรู้ความเห็นต่างมันทำให้เกิดความฉลาด มันจะได้เปรียบเทียบ ว่าใช่หรือไม่ใช่ ถ้าต่างคนต่างรู้แล้วไม่มีอะไรเห็นต่างกันเลยพากันไปก็ไม่ดี นี่ดีแล้วล่ะที่เห็นต่างกัน

นิมนต์จิบน้ำ

_สมณะฟ้าไท…เชิญคนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนมาลงทะเบียนได้ในวันพรุ่งนี้เวลา 12.00 -14:00 น.

_จากคุณมยุรี กทม. ติดตามฟังพ่อครูมานาน จะเลิกดาวเทียมก็ไม่มีปัญหา

_นมัสการกราบเรียนพ่อครู..บ้านราชฯปิดสนิทมาได้เริ่มสัปดาห์ที่ 2 แล้วมีผู้ที่ถูกกักตัวทั้งหมดที่อยู่ในบ้าน อยู่ในชุมชนและอยู่นอกชุมชน ยังไม่มีใครป่วย จนไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ทุกท่านมีสัปปายะ ที่พักในชุมชน สองราย อยู่ริมมูล1 อยู่ริมบุ่ง1 ได้และบำเพ็ญอยู่กับความร้อนมากๆ มีลมมีฝนมีเย็นสบายๆพอเป็นไป ได้รับการเกื้อกูลอาหารจากเพื่อนบ้าน ส่วนอีกครอบครัวที่เพิ่งมา เข้าพื้นที่เมื่อวานนี้ก็ไปพักอยู่ที่สวนไวพลัง มีญาติธรรมที่คุ้นกันมาช่วยเกื้อกูลกัน ตอนแรกอาจจะมีงงๆและน้อยใจนิดๆแต่ก็ปรับได้ ตัวอย่างเหตุการณ์เป็นบทฝึกหัดชนิดจู่โจม ไม่ต้องเตรียมตัว ให้ชาวอโศกได้สอบ และฝึกกายวาจาใจให้สัมมาได้ไม่ยาก กราบนิมนต์พ่อครูอธิบาย การปฏิบัติธรรมแบบอโศกในโลกนี้ที่มีการแปรปรวนวุ่นวายกัน

พ่อครูว่า…อาตมาว่าไม่ต้องถึงอาตมามั้ง ให้ท่านฟ้าไทพูดก็ได้ ชาวอโศกเจอโควิดแล้วเป็นอย่างไร

สมณะฟ้าไท …เราอยู่ได้สบายเราก็มีกินมีใช้แต่คนข้างนอกเขาเดือดร้อนวุ่นวาย

พ่อครูว่า..เรา lock down กัน ก็ไม่มีอะไรเราก็อยู่กันไป คนที่มาอยู่ในชาวอโศกต้องมีภูมิธรรมระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะไปอยู่ในชุมชนไหน อยู่ในระบบเดียวกันสาราณียธรรม 6  เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา

มีชีวิตอย่างชาวอโศกดำเนินไปแบบนี้มีสุคโตมาตลอดเวลา เมื่อมาถึงเวลานี้จะเห็นได้ว่าข้างนอกเขาเดือดร้อนกันมาก พวกเราที่นั่งอยู่นี่ทั้งหมด ใครเดือดร้อนบ้าง เมื่อโควิดเข้ามาใครเดือดร้อน (มีแต่ร้อน) เดือนห้านะตอนนี้ ต้องรู้สิภาษาว่าเดือดร้อนหมายถึงใจ ยังไม่ถึงเดือดหรอกไม่ถึง 40 องศาดี 

สู่แดนธรรมว่า…เราไม่เดือดร้อนเพราะมีอานิสงส์ของศีลข้อที่ 1 อยู่ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ มีแต่ขอบคุณผู้ที่มีจิตปลูกสร้างอาหารมาบริการ จนเรากินไม่ทัน 

พ่อครูว่า..อาตมาพูดแล้วก็แหม เหมือนกับเราพูดเล่นพูดหัว พูดบ้าๆบอๆ มันไม่ใช่ มันรู้สึกว่าที่นี่อุดมสมบูรณ์ เครื่องประดับโต๊ะที่เขาจะต้องตกแต่งกันเราก็ไม่ต้องเอาอะไรมากเอาวัตถุสมบัติที่เรามีกินมีใช้ที่เราปลูกกัน มาประดับ แตงโมพริกมะเขือกะหล่ำปลีมะม่วง อะไรต่างๆนานามาประดับ ที่อื่นเขาไม่มีนะ ถ้ามีเคมีก็จะมาทำให้เกิดพิษภัย แต่ที่นี่ไม่มีสบาย ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ลอกเลียนได้ยาก อาตมาว่าข้างนอกเขาจะลอกเลียนได้ยาก 

เข้าสู่ประเด็น เรื่องนี้เป็นสาระที่จะพูดกันให้ดี 

ชีวิตของคน พระพุทธเจ้าท่านสอน ท่านเอาความตรัสรู้มาสอนเพื่อให้คนเป็นคนบ้าบอไม่ได้อะไรที่นอกไปจากการดำเนินชีวิตที่ดีสบาย เป็นสุขเจริญงอกงามไม่เป็นโทษภัยกับใคร ก็เหมือนกันกับผู้ที่มีปัญญาที่เขาอยากจะสอนคน พวกหัวหน้าเผ่าหัวหน้าหมู่ ผู้ที่เป็นนักปราชญ์เป็นอาจารย์เป็นศาสดา เขาก็เป็นคนที่ปรารถนาสอนให้คนเจริญดีอย่างนี้ทั้งนั้น แต่ของพระพุทธเจ้านั้น ท่านมีภูมิธรรมของท่าน สามารถทำให้ทุกคนเจริญแบบนี้แบบของพระพุทธเจ้าที่เป็นโลกุตระธรรม ซึ่งมันเป็นความรู้ที่ทวนกระแสโลกีย์ 

อันนี้แหละเป็นประเด็นที่เข้าใจยากมาก ทวนกระแสก็คือโลกเขาก็จะมีกระแสที่ไหลไปในทางทิศทางเดียวกันคือโลกีย์ เขาต้องได้ลาภยศสรรเสริญโดยเฉพาะได้สุข แต่ของพระพุทธเจ้านั้นหมดความสุขหมดความทุกข์ เพราะพระองค์ตรัสรู้ว่าความสุขความทุกข์มันเป็นของหลอก สุขอัลลิกะ ที่จริงสุขกับทุกข์ เป็นตัวมายาอันเดียวกัน แต่ความทุกข์นี้คนรู้สึกและบอกกันได้ง่าย ท่านจึงเอาประเด็นนี้ความรู้สึกนี้มาเป็นประเด็นให้ศึกษา แล้วล้างกิเลสตัวนี้ เมื่อล้างจิตไม่ให้มีความทุกข์ความสุขก็ไม่มีเพราะความทุกข์ความสุข มันเป็นมายา สองขั้ว 

ซึ่งมันเป็นเทวะสภาพสอง เราหลงสุขเราก็หลงทุกข์ เราหลงในทุกข์เราก็หลงในสุข โลกุตระตรัสรู้ในเรื่องสุขทุกข์นี่แหละ นี่แหละคือสุดยอดสัจธรรมที่ยิ่งใหญ่ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเรื่องอะไรเลย ถ้าจะเอาสำนวนอย่างท่านพุทธทาส ท่านก็บอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเรื่องอื่นเลยนอกจากสอนแต่เรื่องทุกข์ แล้วก็เหตุแห่งทุกข์และการดับทุกข์ นี่เป็นสำนวนท่านพุทธทาส 

อาตมาก็พูดของอาตมาว่า พระพุทธเจ้าสอนให้ดับสุขดับทุกข์ เพราะว่าคนคิดว่าสุขมันเป็นอย่างหนึ่ง ความทุกข์มันเป็นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งความจริงมันไม่ใช่ มันเป็นเรื่องสิริมหามายาเป็นเรื่องเทวะ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากเลย ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่รู้ว่าความสุขความทุกข์มันอันเดียวกัน ไปยังหลงทุกข์อยู่ก็จะหลงสุข ใครยังหลงสุขอยู่ก็จะหลงทุกข์ สวรรค์และนรกของพระพุทธเจ้าไม่มี พระพุทธเจ้าหมดนรกและสวรรค์ หมดสุขหมดทุกข์ เป็นอุเบกขา คือ อทุกขมสุข 

เพราะฉะนั้น จิตที่ไม่เอียงโต่ง ไปข้างใดข้างหนึ่ง นี่แหละสุดยอด 

พูดมาถึงแล้วก็เอาฉบับนี้มา จะต้องอธิบายกันอีกหลายปี มีอยู่สองข้อ ข้อ 43, 44

พระไตรปิฎกล. 16 ข. [43] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี  1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก(โลกสมุทัย)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก นตฺถิตา สา น โหติฯ) เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก(โลกนิโรธ)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก อตฺถิตา สา น โหติฯ)

โลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทานและอภินิเวส แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย  อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะจึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ

[44] ดูกรกัจจานะ ส่วนสุดข้อที่ 1 นี้ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ ส่วนสุดข้อที่ 2 นี้ว่าสิ่งทั้งปวงไม่มี ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้ง 2 นั้นว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ … ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับเพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ … ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ จบสูตรที่ 5

พ่อครูว่า..แหม เห็นแล้วก็เหนื่อย อ่านของพระพุทธเจ้าแล้วก็เหนื่อยที่จะอธิบายแต่อาตมาชัดมาก พูดง่ายๆ จับประเด็นง่ายๆที่ความมีกับความไม่มี 2 อย่าง 

พระอรหันต์ทุกองค์ จะรู้ความมีและความไม่มีของโลก โลกมี ก็หมายถึงโลกสมุทัย โลกไม่มีก็หมายถึงโลกนิโรธ หากมีสมุทัยมีเหตุอยู่ก็ต้องดับ พระอรหันต์ทุกองค์ไม่มีปัญหาเรื่องมีกับไม่มี 

ใครไปติดกับความมีเขาก็ทุกข์ของเขาไป ใครไปติดยึดกับความไม่มีเขาก็ทุกข์กับของเขาไป พระอรหันต์ก็อยู่กับทั้งสองอย่างความมีกับความไม่มี ตัวเราเองใจของเราไม่ได้ไปติดยึดในด้านความมีและความไม่มีเลย ฟังเข้าใจไหม…เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ 

เป็นแต่เพียงว่าเราฟังแล้วเราพอรู้พอเข้าใจ แต่เราทำได้หรือไม่ เราทำได้หรือยัง ถ้าคุณทำได้แล้วก็ ผู้มีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย เพราะรู้แล้ว พระพุทธเจ้าท่านตรัสก็ไม่เห็นจะต้องเชื่อท่าน เพราะเราเชื่อในสิ่งที่เรามีเราเป็นไม่ต้องเชื่อใคร เราพิสูจน์ความจริงมีที่ตัวเราเองแล้วมีแล้วเป็นแล้วก็ไม่ต้องเชื่อใคร เป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ เชื่อตัวเราเอง นี่คือคำสอนพระพุทธเจ้าแค่ 2 ข้อนี้ข้อ 43 44 บริบูรณ์นะถ้วนรอบอยู่ตรงนี้ 

มาพูดถึงเรื่องที่อาตมาจะพูด 

อาตมาว่าพูดไปแล้วก็น่าเห็นใจ คนที่ไม่ค่อยเข้าใจไม่รู้เรื่องธรรมะพระพุทธเจ้า น่าเห็นใจเขา เพราะมันยาก คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น)   (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34)

แต่ถ้าไม่พูดไม่อธิบายจะไปรู้ได้อย่างไร ขนาดที่อธิบายแล้วก็ยังขนาดนี้ ไม่อย่างนั้นมันก็สูญไปเลย 2500 กว่าปี สูญหายไปเยอะแล้ว อาตมางมขึ้นมาเปิดเผยมาฟื้นใหม่

ที่อาตมาอยากจะพูด ให้งง เป็นที่สะดุด สำหรับผู้ที่ศึกษา สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อาตมาพูด แต่เป็นคำสอนพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสไว้ ที่ท่านพูดไว้มีมากกว่านี้ แต่ที่หยิบมาเป็นเรื่องสำคัญ 

  1. เรื่องวิญญาณฐิติ 2. เรื่องของวิโมกข์ 8 3. เรื่องสัตตาวาส 9 และ  4. เรื่องอนุปุพพวิหาร 9 

ได้พูดไปบ้างวันนี้ก็ได้พูดซ้ำ

วิญญาณฐีติ 7 เป็นคำสอนพระพุทธเจ้า ต้องศึกษาในขณะที่มีวิญญาณตั้งอยู่ ฐีติ แปลว่าตั้งอยู่ต้องมีวิญญาณ วิญญาณคือธาตุรู้ที่พร้อมด้วยทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าไปหลับตา ก็ออกนอกรีต ศาสนาพุทธแล้ว ไม่ได้ศึกษาวิญญาณฐีติ 7 เพราะว่าวิญญาณแบบนั่งหลับตามีแต่สัญญา เป็นสัมภเวสีหรือเป็นวิญญาณที่คิดเอา เป็นวิญญาณอยู่ในการสร้างภพชาติ วิญญาณเป็นธาตุรู้ที่ครบพร้อมทั้งตาหูจมูกลิ้นกายใจนี่คือวิญญาณ 

ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้านี้ แม้แต่วิญญาณฐีติ 7 มันก็บอกไว้แล้วว่าไปนั่งหลับตาปฏิบัติ มันสูญแล้ว สุญโญ

อาตมาจำเป็นมากต้องพูดซ้ำซากในเรื่องนี้ เพราะเขายึดมั่นถือมั่นว่าพระปฏิบัติจะต้องไปนั่งหลับตาทำสมาธิทำฌานทำความรู้ในจิตเจตสิกต่างๆ แล้วจะบรรลุนิพพาน ซึ่งมันตรงกันข้ามเลย อาตมาบอกว่าอย่างนั้นมันตรงกันข้ามกับนิพพาน จะปล่อยให้เขาไปแล้วโดยไม่มีวันได้ขึ้นมาเลยหรือ อาตมาก็ไม่ใช่คนใจดำอำมหิต จะปล่อยให้เขาไปอย่างนั้นได้ เขาจะรำคาญก็จำเป็น 

วิโมกข์ 8 อีกแหละ ไม่มีหลับตา เขาเข้าใจว่าต้องไปนั่งหลับตาทำสมาบัติ วิโมกข์ 8 ต้องลืมตาทำให้อย่างสัมมาทิฏฐิ 

สัตตาวาส 9 ถ้าผู้ที่ไปหลับตาปฏิบัติสัตตาวาส 9 นั่นแหละผู้นั้นจะเป็นสัตว์ทั้ง 9 ไม่ได้พ้นความเป็นสัตว์ การแสดงหลับตาปัจจุบันก็จะได้ไม่ 1 ก็ 2 3 อย่างนั้นแหละ หรือไม่ก็เป็นสัตว์ทั้ง 9 จมอยู่ในความเป็นสัตว์ แม้ที่สุด เนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ 

อนุปุพวิหาร 9 มันเป็นสัมมาทิฏฐิ รูปฌาน 4 อรูปฌาน 4 แล้วมีสัญญาเวทยิตนิโรธ มันเป็นสัมมาทิฏฐิไปตามลำดับ 

รูปฌานก็ดี อรูปฌานก็ดี ไม่มีหลับตา รูปฌานก็ตาม อรูปฌานก็ตาม ของพระพุทธเจ้าไม่มีหลับตาเลย 

รูปฌานก็คือ เรียนในระดับต้น กามภพ เลิกจากกาม ลดละกามไป ให้ได้ทั้งหมด ก็เป็นอันหมด ฌาน 1 2 3 4 จากกามไม่มี เหลือ รูป อรูป ข้างใน อนาคามีภูมิ ก็เรียนรู้ที่เหลือให้หมดรูปภพ อรูปภพหมด จบก็ได้สัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นอนุบุพวิหาร 9 ตามลำดับทั้งสิ้น 

พระพุทธเจ้าจึงจำเป็นต้องย้ำสอนในเรื่องของเนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ หรือเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ถ้าไปนั่งหลับตาปฏิบัติก็จะได้แต่เนวสัญญานาสัญญายตนะสัตว์ แต่ถ้าลืมตาปฏิบัติแล้วเป็นอนุปุพพวิหาร 9 ก็จะได้มีเนวสัญญานาสัญญายะตนะฌาน แล้วก็จะมี สัญญาเวทยิตนิโรธ 

ถ้าหากปฏิบัติผิดแล้วจะไม่มีสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ คือสัญญากำหนดหมายรู้นิโรธจากเวทนา เคล้าเคลียอารมณ์แทงทะลุเวทนาทั้งหมด เพราะว่าเวทนาเป็นกรรมฐานของศาสนาพุทธ โดยเฉพาะเรียนรู้เวทนา 108 มโนปวิจาร 18 มันเป็นจุดสำคัญ 

ตากระทบรูป คุณสุขก็ได้ทุกข์ก็ได้ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ 3 

ทางจมูก คุณกระทบกลิ่น มีความสุขก็ได้ทุกข์ก็ได้ไม่ทุกข์ไม่สุขก็ได้ 

หู ลิ้น กาย ทั้งนั้น ทั้ง 6 ทวาร แม้แต่ในใจเอง คุณกระทบแล้ว มีความสุขก็ได้ ทุกข์ก็ได้ 3 จึงเป็น 18 ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ คนที่ไม่ได้ศึกษาให้สัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้าก็เป็น เคหสิตะเลย ยิ่งไปนั่งหลับตาทวารทั้ง 5 ไม่ได้ปฏิบัติเลยต้องปิดประตู เพราะ ผู้ที่ปฏิบัติลืมตา หมดกามภพแล้วก็ไม่ต้องหนีจากกามภพ ก็ยังสัมผัสกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอยู่ แต่กิเลสรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ ก็ล้างไปที่เหลือ ไม่ต้องไปหลับตาเลย ไม่มีเวลาใดจะต้องไปปฏิบัติหลับตาในศาสนาพุทธ

เพราะฉะนั้นในจรณะ 15 ของพระพุทธเจ้าจึงเป็นเรื่องของการปฏิบัติที่ไม่ผิดข้อ ชาคริยานุโยคะ พากเพียรขณะตื่นๆ เป็นการปฏิบัติที่ไม่ผิดข้อที่ 3 ในจรณะ 15 

เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่มีทั้ง 3 ข้อนี้แล้ว โมฆะจากศาสนาพุทธ มันผิดจากศาสนาพุทธ มันเป็นการปฏิบัติผิด ก็เรียนรู้ปัณกปฏิปทา ต้องมีข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด 3 ข้อคืออปัณณกปฏิปทา 

ต้องมี สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ แต่ปิดอินทรีย์ เหลือแต่ในใจ ก็ไม่มีโภชเนมัตตัญญุตา อาหารการกินเครื่องใช้ไม้สอยไม่เกี่ยวข้อง พฤติกรรมปิดหูปิดตา ไปพากเพียรอยู่ในภพไม่มีชาคริยานุโยคะ ไม่มีพากเพียรทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ไม่มี มันผิดไปหมดทั้ง 3 ข้อ มันผิดไปจากจรณะ 15 ซึ่งเป็นพุทธคุณ 9 ของพระพุทธเจ้า เห็นไหมว่าในวงการศาสนาพุทธมันไม่เหลือแล้ว มันไปยึดผิดออกนอกรีต ไปปฏิบัติผิดไปหมด 

อาตมาพูดแล้วเหมือนตัวเองรู้ดีอยู่คนเดียว คนอื่นมีอาจารย์ใหญ่โตที่เขาเคารพนับถือกันทั่วประเทศ แล้วโพธิรักษ์เป็นใคร มันก็น่าให้เขารู้สึก โพธิรักษ์เป็นใคร โผล่มา ใหญ่อะไรนักหนา ครูบาอาจารย์เขาใหญ่กันมาเป็นร้อยปีแล้ว เขาสอนกันมาอย่างนี้ทั้งนั้น
(สู่แดนธรรมว่า.. พ่อท่านเป็นสมณะพราหมณ์ ในข้อที่ 10 ของสัมมาทิฏฐิ )

พ่อครูว่า…อาตมาก็บอกตรงๆ อาตมาพูดจริงทำจริงรู้จริง พากันปฏิบัติจริง พากันปฏิบัติจริงมาอย่างนี้ด้วย ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิข้อที่ 1 อาตมาก็ไม่เห็นสำนักไหนเขาสอนสัมมาทิฏฐิข้อที่ 1. คือการทำทาน ทำทานไม่มีผลของโลกุตระ เขาไม่ได้สอนเลย คือ ทานแล้วจิตลดกิเลส ไม่โลภมาก ไม่มีภพชาติ ปิดประตูสาเปกโข ไม่หวังอะไรตอบแทนเลย จะไปพูดถึง 1. ยังมีความหวังให้ทาน สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2. มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ  3. มุ่งการสั่งสมให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ

ทานแล้วปิดประตูมีภพชาติ อันนี้แหละจึงจะมีอานิสงส์การปฏิบัติธรรม แต่นี่สอนกัน ทานให้คนตายจะได้ไปสวรรค์อะไรอย่างนี้ สอนกันอย่างนี้ทั้งนั้น ก็ไปเรียนรู้กันมาจากสำนักต่างๆบ้างที่นั่งกันอยู่นี้เคยไปทำมาแล้วใช่ไหม มีสำนักไหนที่สอนอย่างที่อาตมาพูดบ้างยกมือ (หาไม่ได้สักคนเดียว) ก็มีแต่สอนว่าทำทานแล้วจะได้สวรรค์ แต่ของพระพุทธเจ้าทำทานและได้นิพพาน แล้วเขาก็ทำกันเหมือนกัน นิพพานังปัจจะโยโหตุ ขอให้เป็นเหตุปัจจัยให้ได้นิพพาน แต่คุณทำใจในใจคนละเรื่องกับที่คุณพูดเลย พูดอย่างหนึ่งแต่ทำอย่างหนึ่ง แล้วมันจะได้เรื่องอะไร 

เพราะฉะนั้นแม้แต่สัมมาทิฏฐิข้อแรกก็ผิด สอนไม่ได้เข้าร่องเข้ารอยของพระพุทธเจ้าเลย นี่แหละอาตมาเป็นสยังอภิญญา แล้วมาขยายความเรื่องนี้ หากอาตมาไม่ใช่สยังอภิญญา อาตมาก็ไม่รู้ คนไม่ใช่สยังอภิญญาก็อธิบายให้เหมือนที่อาตมาอธิบายได้ 

ศีลพรตก็เช่นกัน ข้อปฏิบัติเพื่อไปนิพพาน แต่เขาทำกันสีลัพพตุปาทานไม่ได้เข้าแม้สีลพรตปรามาส ยังทำกันมิจฉาทิฏฐิกันอยู่คือยังไม่รู้จักความเป็นกาย

เข้าใจคำว่า กาย นี่แหละเป็นสัมมาทิฏฐิ แยกกายแยกจิตยังไม่ถูก ซึ่งเป็นมูลกรรมฐาน 5 ของพระพุทธเจ้าที่สอนแก่ภิกษุทุกรูป โดยให้อุปัชฌาย์สอนเลย เริ่มต้นให้สอนกรรมฐาน 5 แยกกายแยกจิตให้เป็น เมื่อใดเป็นกาย เมื่อใดเป็นจิต หากแยกกายแยกจิตไม่ได้คุณก็ไม่รู้จักอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม แล้วจะไปปฏิบัติธรรมจิตให้เป็น อุตุนิยาม พีชนิยามได้อย่างไร คุณต้องรู้ก่อนจึงจะปฏิบัติได้ ทำไมรู้แล้วจะไปปฏิบัติได้อย่างไร 

หากว่าแยกกายแยกจิตให้เป็น แยกกายแยกจิตก็ไปนั่งหลับตาแล้วถอดจิตออกไปเป็นสัมภเวสีเห็นตัวเองนั่งอยู่ เป็นตาทิพย์ เห็นตัวเองนั่งสมาธิอยู่ ซึ่งเป็นอุปาทานเป็นนิรมาณกาย อาตมาพูดไปนี้เขาก็ไม่รู้เรื่องหรอกอาตมาสัญญาอย่างนี้เขาก็กำหนดหมายตามไม่ได้หรอก กายอย่างหนึ่ง สัญญาอย่างหนึ่งคนละเรื่อง วิญญาณฐิติ สัตตาวาส 9 คนละเรื่องกันเลย 

แต่ผู้ที่พยายามศึกษาตามที่อาตมาพาทำก็จะค่อยๆเข้าใจขึ้นเรื่อยๆ 

เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจคำว่า กายก็ตาม คำว่าสัญญาก็ตาม คนละเรื่องกันแล้ว ตลอดตายเลย คุณก็เป็นสัตตาวาส 9 กันอยู่นั่นแหละไม่เข้าใจคำว่ากาย 

ไปเข้าใจคำว่ากาย คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม เข้าใจผิดแค่นี้คุณก็โมฆะไปแล้วทั้งชาติ ที่จะบรรลุธรรมะพระพุทธเจ้า เพราะว่าในเล่ม 16 ข้อ 230 พระเจ้าตรัสยืนยันชัดเจน กายนี้คือ จิตมโน วิญญาณ เขาก็คงจะงง คงจะไปเปิดพระไตรปิฎกกันใหญ่ ในพระไตรปิฎกว่าอย่างนี้จริงเหรอ กายที่เป็นมหาภูตรูป พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็น จิตบ้าง  มโนบ้าง วิญญาณบ้าง เขาก็มึนแน่ มหาภูตรูป เป็นดินน้ำไฟลมแล้วจะไปเป็นจิตได้อย่างไร พระตถาคตพูดผิดพูดใหม่ได้นะ 

อาตมายังชมเชยพระไตรปิฎกที่พยายามรักษาพยัญชนะ แปลไม่ให้ผิด นี่ก็เป็นบุญคุณมาก ก็มีผิดเพี้ยนนิดหน่อยแต่มันก็พยายามเห็นใจเขา 

อย่างมนสิการ ก็ไปแปลว่า ไม่สำคัญมั่นหมาย อัชฌัตตัง อรูปสัญญี ปัสสติ ในวิโมกข์8 ข้อ2 เขาก็ไปแปลว่าไม่สำคัญมั่นหมายในอะไร ก็เจ๊งสิ แล้วท่านก็ไม่ได้ใช้คำว่า อรูปสัญญี ก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีการกำหนดเป็นตั้งแต่ รูป อรูป ชัดเจนกำหนดเห็นสัมผัสภายนอก และแม้แต่สัมผัสภายใน ก็ต้องสัมผัสด้วย เพราะคำว่า ปัสสัทธิอยู่ข้างหน้า ต้องกำหนดรู้รูป และอรูป ทั้งภายนอก และภายใน ผู้ที่ไม่มีสภาวะก็แปลไปตามพยัญชนะอาตมาก็เห็นใจ เขาไปแปลว่า ผู้ไม่สำคัญในรูป หากไม่สำคัญในรูปในนามจะไปศึกษาอะไร 

สู่แดนธรรมว่า…ตรงนี้เขาแปลตรงตามพยัญชนะ

พ่อครูว่า…ของพระพุทธเจ้าไม่ต้องไปหลับตาเลย ลืมตาถ่ายเดียว 

วิญญาณฐิติ 7-วิโมกข์ 8-สัตตาวาส 9 -อนุปุพพวิหาร 9 

เขาก็ไปปฏิบัติแบบนั่งหลับตา สรุปแบบมีสูตรเดียว เพราะฉะนั้นคุณจึงเป็นสัตว์ทั้ง 9 สัตตาวาส 9 ของพระพุทธเจ้าต้องลืมตาปฏิบัติ วิญญาณฐิติ 7-วิโมกข์ 8-สัตตาวาส 9 ก็ลืมตาปฏิบัติแล้ว ยิ่งอนุปุพพวิหาร 9 ก็ยิ่งต้องลืมตา แล้วคุณจะมีความจบ

หากปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิแล้วจะรู้จักวิญญาณ แล้ววิญญาณฐีติ 7 จะจบที่ อากิญจัญญายตนะ คือวิญญาณเปิดรู้ ไม่จำเป็นจะต้องไปรู้ เนวสัญญานาสัญญา ที่จะต้องไปกำหนดอะไรต่างๆนานา แต่รู้มาตามลำดับเมื่อมาถึงอากิญจัญญายตนะ คุณมีความบรรลุ ความไม่มีกิเลส คืออากาสานัญจายตนะ แล้วจิตวิญญาณคุณก็สะอาด วิญญาณัญจายตนะ เพราะฉะนั้นก็มีอะไรอีกแล้วที่คุณจะปฏิบัติ ก็จบวิญญาณฐิติ 7 

ส่วนวิโมกข์ 8 มีสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะฉะนั้นจึงเรียนรู้ในสามข้อต้นของวิโมกข์ 8 ต้องมีรูป มีนาม มีภายนอก ภายใน มีสรุป 3 ข้อต้น แล้วมาปฏิบัติ ฌาน 4 อรูปฌาน 4

3 ข้อต้นคือบอกประเด็นในการปฏิบัติว่าต้องมีรูป มีภายนอก ภายในแล้วมีรูป ตา หู จมูก ลิ้น กาย ต้องกระทบสัมผัส  ส่วนอันหลังของวิโมกข์ 8 ซึ่งมีสัญญาเวทยิตนิโรธจึงจะสมบูรณ์ 

สัตตาวาส 9 ถ้าลืมตาปฏิบัติแล้ว จะไม่เป็นสัตว์เลย จะพ้นจากความเป็นสัตว์มาทีละลำดับ แต่ถ้าไปหลับตาปฏิบัติ คุณจะหลับตาปฏิบัติให้ตายอย่างไร ก็คงความเป็นสัตว์ทั้ง 9 นี้อยู่เต็มรูปเลย อนุปุพวิหาร 9 คุณปฏิบัติอย่างสัมมาทิฎฐิลืมตาปฏิบัติก็จะจบที่สัญญาเวทยิตนิโรธ 

นี่คือ อาตมาหยิบหัวข้อต่างๆมาอธิบายเปรียบเทียบกัน คนที่ไม่ชัดเจนจะอธิบายไม่ได้หรอก มันจะยุ่งยิ่งกว่ายุงตีกัน มันจะสับสน อะไรไปหมดเลย เพราะว่าเป็นรายละเอียดของปรมัตถธรรม 

เป็นรายละเอียดที่อาตมาต้องขยายความจริงที่อยากจะพูดอธิบายสู่ฟัง เอาล่ะ อาตมาก็คงจะพูดอะไรอีกนิดหน่อย เหลืออีก 5 นาที

อาตมาย่างอายุ 87 ในวันที่ 5 มิถุนายน 2563 เต็ม 86 ในวันที่ 4 มิถุนายน 2563 ผ่านมาตั้งหลายนักษัตร อายุ 36 สามนักษัตร ออกมาทำงานศาสนาตั้งแต่บัดนั้นจนวันนี้ 36 ผ่านไป ทบไป 36 ผ่านเต็มก็อายุ 72 เลยจาก 72 มาเป็น 86 เลยมาอีก 14 ปี หากว่าไปถึง 96 ปีก็จะเลยไปถึงอีกหนึ่งนักษัตร อาตมาพยายามให้ตัวเลขอายุ 100 ตัวเลข 151 เป็นตัวเลขตกกระไดพลอยโจน ก็หมออารีย์ แกบอกว่าแกจะอายุยืน 150 ปี อาตมาก็เลยบอกว่าจะเอา 151 ตัวเลข 151 ก็เกิดมาด้วยประการฉะนี้ ซึ่งอาตมาพูดจริงๆอาตมาไม่เชื่อว่าอาตมาจะอายุ 151 ได้หรอก ทุกวันนี้มาถึงทุกวันนี้ยิ่งรู้สึกว่า ต้องไปอีกเท่าไหร่ อีก 65 ปี เจ้าประคุณเอ๋ย เพื่อนรักคนหนึ่งก็ตายไปแล้ว สุเทพ วงศ์คำแหง อายุเท่ากัน

เพราะฉะนั้นอาตมาก็เห็นว่า ถ้าหากอาตมาอยู่ได้ถึง 100 ปี อาตมารู้ว่าอายุขัยของอาตมาแค่ 72 ปี แต่ก็ต่ออายุขัยมาพยายามพากเพียรต่ออายุไขใช้สัมประสิทธิ์ มี 8 อ.ช่วยกันทั้งจิตทั้งกายก็ทำได้มาพอสมควร เพื่อจะพิสูจน์สัมประสิทธิ์ เพื่อพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้า 

สมณะฟ้าไท สรุปจบ