630615_รายการเอื้อไออุ่นออนไลน์(สำมะปี๋ซี่วิต) ครั้งที่ 7​ ศาลีอโศก ทะเลธรรม ชเลขวัญ

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวน์โหลดเอกสารที่…https://docs.google.com/document/d/1dy8y2RxH8I4SoZdcws-ZgvXUBvaY9ZDKLZGY5VlMhuI/edit?usp=sharing                                    

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/open?id=1dFx5mTImdamH2hcPaaJM25KTlOmE9OI1 

สู่แดนธรรมว่า…วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2563 ที่บวรราชธานีอโศก  

พ่อครูว่า…ตอนนี้ใกล้จะเริ่มต้นรายการฝนก็ตกทันทีแสดงว่ารายการเราเป็นรายการที่ชุ่มเย็น ยืนยันว่าเป็นรายการที่ชุ่มเย็นของโลกแน่นอน ที่นี้มีอะไรจะเริ่มต้นก่อน 

ทะเลธรรม..คุณยายละไม..ที่เข้ามาทะเลธรรมเพราะศรัทธาลุงจำลองกับหมอเขียว พอมาฟังพ่อครูก็มาอีก ไม่คิดว่าชาตินี้จะได้มาเจอพระอรหันต์ เดี๋ยวนี้ฟังธรรมเข้าใจบ้าง ตั้งแต่อาจารย์ 2 มาอยู่ ขอติดตามพ่อครูกับอาจารย์ไปทุกชาติ

พ่อครูว่า…เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แล้วเชื่ออย่างไรว่าเป็นพระอรหันต์ ตอบได้ไหม? ตรงอื่นเขาก็บอกว่าสำนักของตนเองเป็นพระอรหันต์เหมือนกัน หลายองค์อยู่ในประเทศไทยขณะนี้ยืนยันว่าท่านเองก็เป็นพระอรหันต์ หลวงพ่อกัณหาก็บอกว่าตัวเองเป็นอรหันต์และบอกว่าอาตมาเป็นพระอนาคามี เดี๋ยวนี้ท่านก็ยังยืนยันว่าท่านเป็นพระอรหันต์ แม้ท่านไม่บอกเองก็ให้ลูกศิษย์บอก ถ้าจะมาบอกว่ามันมีอะไรลึกๆที่บอกกันได้ เอาพระไตรปิฎกมาเปรียบเทียบกันเลยว่าอย่างนี้ก็มีสาราณียธรรม 6 ปฏิบัติได้จริงเป็นอย่างนี้อย่างนี้พูดไปหมด จนกระทั่งจรณะ 15 วิชชา 8 ปฏิจจสมุปบาท มีสภาวะทำอย่างไรก็ไล่เรียงให้ดูเขาก็ไม่เชื่อ เขาฟังแล้วก็ยังไม่เชื่อ อาตมาก็ไม่มีปัญหา อาตมาเข้าใจว่า คนที่เขาไม่เชื่อนั้นดี แทนที่จะไปหลงงมงาย เชื่อโดยที่ไม่เข้าใจ อย่างนี้ก็ไม่เข้าท่าหรอก เขายืนยันว่าไม่เชื่อ ก็ไม่เชื่อจนกว่าเขาจะเข้าใจ คุณจะเชื่อก็เพราะว่าคุณเข้าใจ เข้าใจแล้วไม่ใช่เข้าใจธรรมดา มันจะเข้าใจอย่างลึกซึ้ง อย่างนี้ต้องใช่ เออ อย่างนั้นค่อยตัดสินค่อยเชื่อ อย่างนี้ใช่อย่างนี้ดี ไม่ถูกหลอกง่ายๆ หากเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างโมเมอย่างนี้ไม่ดี อาตมาเองก็ไม่อยากได้คนที่ไม่มีภูมิตัดสินตัวเองแบบนี้ โมเม เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง หากคนอย่างนี้มาอยู่ด้วยมากๆก็แย่เลย ไม่เป็นทิฏฐิสามัญญตา ไม่เป็นศีลสามัญญตา ไม่มีภูมิเป็นลำดับๆ พระโสดาบันเสมอพระโสดาบัน พระสกิทาคามีเสมอพระสกิทาคามี พระอนาคามีเสมอพระอนาคามี พระอรหันต์เสมอพระอรหันต์ มันต้องเป็นลำดับ มีศีล 8 ศีล 5 ศีล 10 ศีลโอวาทปาฏิโมกข์ ก็เข้าใจเนื้อหาว่าขนาดนี้เป็นอย่างนี้ มีศีล 5 มีเท่านี้ มีศีล 8 สูงกว่าศีล 5 อย่างไร มีเนื้อหาแท้ๆ 

แม้แต่ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ คนที่มีศีล 8 ก็จะมีความลึกซึ้งมีความละเอียดมากกว่าเราอย่างนี้นะ ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับของเกี่ยวกับพืช เขามีศีลสูงกว่าเรามากกว่าเรานะ ในศีลข้อเดียวกันนี้เขามีคุณสมบัติมากกว่าเราสูงกว่าเรา ศีลข้อที่ 3 เกี่ยวกับเรื่องเพศเกี่ยวกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เขามีคุณสมบัติสูงกว่าเราอยู่นะ ความหมายกลุ่มเดียวกัน แต่เขาสูงกว่า คนที่มีภูมิปัญญาก็สามารถเข้าใจสภาพเหล่านี้ได้ 

หรือศีล 10 เกี่ยวกับเรื่องเงินทองเลย คนนี้เขาศีล 10 เขาสบายเขาไม่ติดยึดเขาไม่มีเลยก็ได้ เราก็ยังสะสมกักตุน มุบมิบ ยังไม่เชื่อมั่นในส่วนกลางวาพึ่งพากันได้ สูงกว่านั้นเป็นศีล 26 ข้อ มันมีเนื้อหาลึกซึ้งละเอียด มันมีความคัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น)   (พตปฎ. เล่ม 9  ข้อ 34)

สู่แดนธรรม…อยากให้พ่อครูอ่าน sms คนที่มาด่ามาว่า 

พ่อครูว่า..

_โอม สุทธวงศ์  • บรรลุธรรมสำเร็จเป็นพระอรหันต์เลยรึไง รู้ไม่จริงอย่าเอามาโม้ไอ้หำ  แล้วเป็นผู้นำม้อบปิดถนนไล่รัฐบาลได้ด้วยหรือจนบ้านเมืองล่มจมมาจนถึงบัดนี้ไอ้กรวย

พ่อครูว่า…นี่คือความเห็นของคนที่เข้าใจไม่ได้ ยังมีอีกเยอะที่ไม่แสดงออก คนที่อดไม่ได้ก็จะโต้ตอบออกมา คนที่เขาแรงกว่านี้ไม่โต้ตอบก็มี หรือไม่แรงกว่านี้ หรือแรงอยู่แต่เขาไม่โต้ตอบก็มี มันไม่มีปัญหาหรอก มันเป็นธรรมดา อาตมาไม่ได้สงสัยอะไร มันเป็นของที่เข้าใจยาก รู้ได้ยาก และคนรู้ได้และเข้าใจเชื่อถือได้ อย่าไปหวังง่ายๆ อาตมาไม่ได้หวังง่ายๆเลย อาตมาทำงานมาถึง 50 ปี ได้ประมาณนี้ก็ 

โอ้โห.. อาตมาได้พูดมาไม่รู้กี่ทีแล้วว่าอาตมาประสบผลสำเร็จในชีวิตชาตินี้แล้ว ตายวินาทีนี้ก็ได้ ทำงานได้พักผ่อนไม่เป็นหมันในชาตินี้ทำงานได้ผลถึงขั้นนี้แล้ว อาตมามีลึกลงไปอีกว่า ได้ขนาดนี้แล้ว ผู้ที่เข้าใจผู้ที่ได้ธรรมะ สามารถที่จะเป็นผู้สืบสาน มีเนื้อหาสาระของธรรมะที่เป็นโลกุตระนี้ และจะทำงานสานต่อกันไป แม้ว่าอาตมาตายลงไปก็จะมีผู้สืบทอดรุ่นใหม่ก็จะตามมาอีก อาตมาจึงชัดเจนว่า ไปรอด ศาสนาพุทธไปรอด แต่ถ้าจะบอกว่าเต็มที่ไหม ก็ยังไม่ชัดนัก ก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น ตายได้ก็ถือว่ามีผู้สืบทอด แต่ว่าอาตมาตายชาตินี้แล้วจะต้องไม่ต้องเกิดอีกเลย หรือเกิดอีก เกิดมาแล้วก็ไม่ได้ทำงานยาก เกิดมาเพื่อมาดูผลงาน 

อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ที่ปรารถนาพุทธภูมิเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ร่างนี้ตายชาตินี้ กายสเภทาปรัมปรณา หลังจากตายอาตมาก็ยังไม่สูญ ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ยังจะกลับมาเกิดอีก ยังไม่ตายอย่างนิพพาน 3 แบบ คือ ตายอย่างสุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน หรือ อปนิหิตตนิพพาน

  1. สุญญตานิพพาน คือ ตายอย่างทำสูญเลย 

  2. อนิมิตนิพพาน คือ ไม่สร้างนิมิตใดๆไว้เลย ไม่มีนิมิตใดเหลือไว้เลย

  3. อปนิหิตตะ คือไม่มีตั้งจิต ปล่อยไป สูญไปหมดทั้งรูปทั้งนามหมดเลย ไม่มีอะไรอีกเลย 

ก็ตายอย่างปรินิพพานเป็นปริโยสาน เป็นนิพพาน 3 อย่างนี้ 

ปรินิพพานเป็นปริโยสานมีอยู่ในมูลสูตร ดูเหมือนว่าจะมีอยู่ในพระสูตรเดียวนี้ ถ้าไม่มีสภาวะจริง อธิบายไม่ได้หรอก หมายความว่าอย่างไรแท้ แต่อาตมามีสภาวะจริงและอาตมาก็เพราะว่ามีอาตมาไม่ได้ทำปรินิพพานเป็นปริโยสาน อาตมาจึงได้ยืนยันได้ และก็มีความหมายที่สุดท้ายรองจากอมตะแห่งมูลสูตร อมตะเป็นข้อที่ 9 ปรินิพพานเป็นปริโยสานเป็นข้อที่ 10 มีวิมุติ เป็นข้อที่ 8 

สู่แดนธรรม…นับว่าเราโชคดีที่ได้ศึกษากับพระอรหันต์ตอนท่านเป็นท่านประพฤติอย่างไร ถ้ามีการทำงานอย่างไรซึ่งเป็นการเปิดเผย มีใครข้องใจสงสัยอย่างไรก็ถามได้ ดีกว่าที่จะเป็นการศึกษากับพระอรหันต์ที่ตัวเองก็ไม่บอกใคร แล้วให้ลูกศิษย์พากันยกย่องว่าท่านเป็นอรหันต์ ก็ใช้การเดากันไปว่าอย่างนี้อรหันต์ อย่างนี้ไม่ใช่อรหันต์

_ไพบูลย์ แสงสุดตา  •  เหมือนพระตรงไหน บิดเบือน อุตริ ออกแนวเลอะเทอะ

พ่อครูว่า…ก็เป็นธรรมดาท่านที่พิมพ์มาให้อาตมาก็เกรงใจไม่อยากที่เอาของที่เขาว่าตอบโต้หยาบคายมา อาตมาก็บอกว่าเอามาเถอะอาตมาจะกลั่นกรองเอง มันหยาบ อาตมาก็จะใส่น้ำตาลใส่ผงชูรสเสริมไปเอง เอามาเถอะ อันไหนที่ไม่ไหวจริง ขนาดที่พูดไอ้หำไอ้กรวยก็เหนียมๆ แต่อันหยาบกว่านี้ก็ไม่พูดไปหรอก พูดเพียงให้คนจินตนาการได้

คำว่าพระของคุณไพบูลย์ เขาว่าอย่างนี้เหมือนตรงไหน ไม่ต้องพูดถึงรูป เจตนาไม่เหมือนเขาอยู่แล้วเพราะว่าผิดกฎหมายเขาไม่ให้แต่งกายลอกเลียนแบบพระ เช่นเขาโกนคิ้วเราก็ไม่โกน ส่วนโกนหัวเราก็โกนเหมือนกัน นุ่งห่มผ้าเขาก็สีเหลือง เราก็มาสีแบบทางนี้ แม้แต่การนุ่งห่มสภาพการครองผ้า แบบธรรมยุตแบบมหานิกายก็เป็นแบบหนึ่ง อาตมาก็ห่มอีกแบบหนึ่ง เราก็มาออกแบบเป็นของเราเอง ยิ่งชุดนี้รับรองมหานิกายไม่กล้านุ่งห่มอย่างอาตมาแน่ 

เพราะเราเองไม่มีปัญหาเรื่ององค์ประกอบของเปลือกผ้าผ่อนที่อาศัย ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรื่องเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับจิตเจตสิกรูปนิพพาน อันนี้สิ ต้องมีรูปมีนามมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับภาวะจิต เจตสิกรูปนิพพาน อันนั้นแหละสำคัญ ต้องเข้าใจให้จริงเลย สภาวะของเนื้อหาสาระจิตเจตสิกต่างๆซึ่งถูกรู้เรียกว่ารูป แล้วก็ไล่เรียงไปตามความละเอียดเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ กับ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล ….แล้วก็นิพพานเป็นโลกุตรธรรม 9 

เนื้อหาของพระโสดาปัตติมรรคเป็นขนาดไหน สกิทาคามีมรรค เป็นขนาดไหนสกิทาคามีผลเป็นยังไง อนาคามีมรรค อนาคามีผล มันมีเขตมีเนื้อหามีพยัญชนะที่พอรู้ร่วมกันได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ทั้งนั้นเอามาชี้เอามายืนยันแล้วเราก็มารู้ของเรา แต่ละคน เพราะว่าจิตวิญญาณรู้ได้ด้วยตน จิตวิญญาณของตนจะให้คนอื่นรู้แทนไม่ได้ ถึงได้ก็ไม่รับรองกัน แล้วจะต้องเชื่อถือกันอีกอย่างเช่นพระพุทธเจ้าท่านรับรองว่าจิตคนนี้เป็นอย่างนี้ หรือผู้รู้ที่สามารถรู้จริงๆไม่ง่าย อาตมาไม่อยากให้ใครมารับ บอกว่าคนนี้เป็นอย่างนี้ไม่ทำ ให้คุณรู้ของคุณเองแล้วก็เอาไปเปรียบเทียบกับของคนอื่น อย่าให้อาตมาไปชี้บ่งว่า คนนี้เป็นอย่างนี้ ไม่เอา แบบนี้ไม่มีประสิทธิภาพที่ดี เป็นประสิทธิภาพที่หลอกกันได้ ครอบงำกันได้ อาตมาไม่ชอบ อย่างนั้นไม่ดี ให้เขาใช้ปฏิภาณปัญญาความสามารถแต่ละคนเอง 

อย่างคุณสองคนนี้ เขามองอาตมา อย่างคุณไพบูลย์บอก เหมือนพระตรงไหน บิดเบือน เขาก็เข้าใจคนละอย่างกับเรา เราเข้าใจบุญอย่างหนึ่ง เขาก็เข้าใจบุญเป็นกุศล เขาก็บอกว่าบุญกับกุศลเป็นอย่างเดียวกัน ถ้าอันเดียวกันแล้วอย่างนั้นท่านจะใช้คำให้ต่างกันทำไม แล้วยังมีคำที่ชัดเจนว่าบุญนั้นมีวันหมด เป็นพระอรหันต์แล้วเป็นคนหมดบุญ พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดว่าเราเป็นคนหมดบุญหมดบาป ปุญญปาปปริกขีโณ ฟังดีๆ คำนี้ไม่ใช่คำของอาตมาเป็นพระบาลี ของพระอรหันต์ เช่นพระโมฆราช หรือองค์อื่นก็แล้วแต่ และอาตมาจำได้ พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่าท่านเป็นคนที่หมดบุญหมดบาปแล้ว ปุญญปาปปริกขีโณ 

หรือแม้แต่จะเข้าใจคำว่า บุญ บาป ไปอีกได้ว่า ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร คนไม่เข้าใจอธิบายผิด เช่น ปุญญาภิสังขารก็อธิบายเป็นกุศล อปุญญาภิสังขารก็อธิบายว่า เป็นสังขารอย่างที่ไม่ใช่บุญ เพราะฉะนั้นก็เลยบอกว่าเป็นบาป อธิบายอย่างนี้แปลว่าไม่รู้จักความเป็นบุญที่สัมมาทิฏฐิ เขาก็จะอธิบายกันแบบนี้ อปุญญะ แปลว่าไม่ใช่บุญก็เลยแปลว่าเป็นบาป เป็นแค่สภาพ 2 นี้คือโลกีย์เป็นเทวนิยม ความไม่จบ 

แต่อภิสังขาร 3 เป็นโลกุตรธรรม ไม่ใช่โลกียธรรมที่จะวนเวียนกลับไปกลับมาไม่รู้แล้ว..ไม่ใช่ แต่เป็นสภาวะธรรมที่หมดได้และหมดแล้วหมดเลย ปุญญะ คือ พลังงานที่ฆ่ากิเลส เป็นพลังงานอุณหธาตุ พลังงานไฟ แปลเป็นภาษาไทยคือไฟ เป็นฌาน 

ฌานในจรณะ 15 ข้อ 11 12 13 14 เมื่อเกิดพลังงานไฟเผากิเลสเป็นฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 เผาไปถึงขั้นอุเบกขามีความบริสุทธิ์จากกิเลส เมื่อบริสุทธิ์จากกิเลสก็ทำความบริสุทธิ์อย่างนี้ เพราะความบริสุทธิ์จากกิเลสนี้เป็นความบริสุทธิ์ที่เกิดได้อย่างมีปัญญาอันยิ่ง ปัญญานั้นไม่ใช่ เฉโก ที่เป็นความรู้ทางโลกีย์ ส่วนปัญญาเป็นความรู้โลกุตระซึ่งไม่เกิดง่ายๆ 

นี่ก็จะพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งเลยเกี่ยวกับปัญญา 8 ของพระพุทธเจ้า ยังไม่เสร็จ ปัญญานั้นเป็นความรู้อีกต่างหากหนึ่งเป็นคนละโลกกับโลกีย์ต่างกันคนละเรื่องกัน เล่มที่ 3 เป็นหนังสือประชาธิปไตยไทยที่ใครๆก็ไล่ไม่ทัน อาตมาตอนนี้เขียนหนังสือไม่เร็วนะ เพราะว่าต้องทบทวนเพิ่มเติม ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เขียนรวดเดียวได้ไว 

สู่แดนธรรม…นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

พ่อครูว่า…

ชเลขวัญ…ในสถานการณ์โควิด ชาวอโศกเอาตัวรอดด้วยธัมมาธิปไตย วิถีพุทธ เศรษฐกิจพอเพียง อยากทราบว่าสังคมโลกและประเทศจะใช้วิธีไหนเอาตัวรอดหลัง covid 

พ่อครูว่า…ใช้อันนี้แหละใช้แบบศาสนาพุทธนี่แหละมันเป็นไปได้โดยที่ว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 เราเป็นพระโพธิสัตว์และท่านก็ใช้ธรรมะของศาสนาพุทธ แต่ท่านเป็นในหลวงเป็นพระเจ้าแผ่นดินของประเทศที่มีคนหลายศาสนา ฟังความนี้ให้ดีๆ ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินของประเทศที่ประชากรของพระองค์มีคนหลายศาสนา เพราะฉะนั้นท่านจะไปลงความเห็นเอาแต่ของพุทธเต็มที่เลยไม่ดี ดูไม่ดี ท่านก็ไม่ทรงปฏิบัติอย่างนั้น ก็เป็นหน้าที่ของอาตมาที่จะต้องขยายสัจธรรม คุณธรรมพวกนี้ ติดตามไป เป็นเรื่องที่อาตมารับผิดชอบต้องทำหน้าที่นี้ 

ประเทศไทยจะไปด้วยอะไร ไปด้วยอันนี้ ขณะนี้ประเทศไทยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้นำพาสังคมประเทศชาติไป พลเอกประยุทธ์เป็นทหารในยุคนี้ ที่มีคุณสมบัติมีคุณธรรม จะบอกว่าพลเอกประยุทธ์นี้เป็นโพธิสัตว์หรือเปล่า ทำงานเพื่อมวลประชาชนหรือเปล่า? อาตมาพูดอย่างนี้ไปแล้ว คงมีคำตอบในใจของคนทันทีว่า พลเอกประยุทธ์นี้ทำงานเพื่อประชาชนหรือเปล่า 

พลเอกประยุทธ์ทำงานเป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีรายได้ตามอัตรา คนทำงานมีรายได้ตามเท่าที่ควร ไม่มีการใช้ความฉลาดแกมโกงที่จะหารายได้เพิ่มอีก คนซื่อสัตย์แบบนี้แล้วก็มีชีวิตอยู่ขนาดนี้เป็นชีวิตพอเพียงเท่านี้ก็พอ ไม่ต้องไปทำที่เห็นแก่ตัวเองไม่ต้องทำเลยไม่ คนอย่างนี้เป็นคนซื่อสัตย์สุจริตเป็นคนที่อยู่ในแกนของธรรมะ คำว่าโพธิสัตว์ เนื้อแก่นลึกชัดๆก็คือผู้รับใช้ผู้อื่น โพธิสัตว์ ผู้เพื่อผู้อื่น ส่วนอรหันต์นั้นผู้เพื่อตน 

โพธิสัตว์ผู้เพื่อผู้อื่นจะมีความผิดอยู่ที่ว่าคนที่ตัวเองยังไม่มีคุณสมบัติ แล้วก็อวดดีไปเพื่อผู้อื่น อวดดีไปทำเพื่อผู้อื่น พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ทำคุณอันสมควรก่อน แล้วสอนผู้อื่นจึงไม่มัวหมอง เพราะฉะนั้นคนที่หลงตัวเอง ไม่เข้าใจคำสอนพระพุทธเจ้า ก็ทำนอกคำสอน ไปสอนผู้อื่นโดยที่ตนเองยังไม่มี คุณจะไปแจกอะไรกับเขา จะไปให้อะไรแก่เขา คุณมีของตนเองแล้วหรือ คุณจะแจกเนื้อคุณมีเนื้อหรือยัง คุณจะเอาเนื้อมาจากไหนไปเอาเนื้อควายมาแจกเอาเนื้อวัวมาแจก คุณก็ต้องมีเนื้อของคุณเอง แล้วเนื้อของคุณดีหรือเปล่า เนื้อของคุณสะอาดบริสุทธิ์หรือเป็นเนื้อเน่า เป็นเนื้อที่มีพิษ 

ดุลเพชร…พระทั่วไปมีการแจกพระเครื่อง 

พ่อครูว่า..คนแบบนั้นเข้ามาในอโศกไม่ได้หรอก เขาอยู่ในภูมิแบบนั้น อยู่ในแวดวงแบบนั้นพวกนี้ถ้าไม่เป็นนักอบายมุขเป็นนักเลงหัวไม้วุ่นวายอยู่ในพระเครื่องแบบนี้ ก็ยังพอเป็นไป แล้วนึกถึงว่ามันยังมีฤทธิ์เดชมีความดีงาม แต่มันก็มีสองแง่ในเรื่องพระเครื่อง มีไปทางโทสะจัดมีไปในทางโลภะจัด มีไปทางโทสะ หรือทางหนังเหนียว 

คุณจะมีอะไรไปให้เขาต้องมีโลกุตรธรรม อาริยธรรมขั้นโลกุตระ คำว่าโลกียะกับโลกุตระพยัญชนะ 2 คำนี้มันมีหลักเกณฑ์มีสิ่งที่ตัดกรอบตัดเขตตัดเคิฟของเส้นแบ่งกันชัดเจน โดย อัญญธาตุ ธาตุจิตที่เป็นอัญญะ ธาตุจิตที่รู้เกินกว่าโลกีย์ หรือมันทวนกลับโลกีย์ โลกีย์เขายังชื่นชอบในลาภสมบัติวัตถุของโลกอยู่ ยังเห็นดีเห็นงามอยู่เลยแล้วคุณจะเพิ่มความร่ำรวยอยู่ในทางวัตถุนี้ ยศคุณก็ยังติดอยู่และยังจะเพิ่มยศศักดิ์ไปอีก สรรเสริญก็แน่นอนคุณก็ยังเพิ่มความสุขความสรรเสริญอยู่ 

แต่เขตของโลกุตระนั้นมีความเข้าใจแล้วบอกว่าไม่ได้ วัตถุลาภ หยาบที่สุด ยศชั้น อำนาจบาตรใหญ่หยาบรองลงมาเป็นนามธรรม ก็ชัดเจนว่าเราเป็นคนที่ลดละเรื่องลาภยศ แต่สรรเสริญสุขนี่สูงกว่า ยังมีอยู่นะเราก็เข้าใจ แต่คนนี้มีเกณฑ์ที่ตัดก็คือ ไม่แย่งลาภใคร ไม่แย่งยศใคร ไปทะเลาะเบาะแว้งแย่งลาภยศไม่มี คนนี้เริ่มเข้าเกณฑ์ของโลกุตระเริ่มเป็นพระโสดาบันแล้ว โลกียะ แย่งลาภยศ ฆ่าแกงกันเลย เหมือนเขาแย่งกันในสังคม ไม่ว่านอกประเทศหรือในประเทศ เขาก็อยู่ในโลกียของเขาเต็มรูป อย่างนี้เป็นต้น 

เอาขอไล่ sms

_หายโง่…ขอโอกาสฝากคำถามพ่อครูในรายการ’สัมมะปี๋’ ค่ำนี้ ดังนี้ค่ะ…น้องสาวของดิฉันมีเนื้องอกที่หัวใจ..หมอเอาหัวใจออกมาจากร่างตัดเนื้องอกออกแล้วใส่หัวใจเข้าไปใหม่ องค์ความรู้ด้านนี้ภาษาอังกฤษคือ Cardiology พจนานุกรมศัพท์แพทย์เรียกว่า..หทัยวิทยา..คำถามคือ…ก้อนหัวใจขณะที่ออกจากร่างขณะนั้นเป็น’พีชะ’ใช่ไหมคะ เพราะยังกลับเข้าไปทำงานกับประสาทได้..ยังไม่ตาย..และก้อนเนื้อหัวใจนี้มีความสัมพันธ์กับหทัยรูป,หทัยวัตถุหรือไม่..อย่างไรคะ..กราบขอบพระคุณค่ะ

พ่อครูว่า..พวกเรานี้ถามลึกละเอียดนะ หทย ในหทัยรูป รูป 28 

เป็น 1 ในรูป 28 มันไม่ใช่วัตถุ ไม่ใช่ตัวก้อนหัวใจ สิ่งที่ถูกรู้เรียกพยัญชนะว่า หทยรูปมันไม่ใช่วัตถุ มันไม่ใช่ก้อนเนื้อ มันหมายถึง อาการของจิต ที่เราจะต้องใช้สัญญากำหนดสัมผัส สัมผัสอาการของจิต แล้วรู้ได้ สัญญาจะรู้ รู้ว่ามันมีชีวะ ชีวิตินทรีย์หรือไม่มีชีวิตินทรีย์ มันก็มี1 ชีวิตินทรีย์ของชีวิต 2 ชีวิตินทรีย์ของกิเลส 

ชีวิต ความเป็นชีวิตของคุณที่เป็นจิตนิยาม ทีนี้คำว่าจิตนิยามนี้มันหมายความรวมถึงหมดเลยในความเป็นชีวิตอัตภาพของคุณ ส่วนชีวิตที่เป็นชีวิตินทรีย์ของกิเลส คุณจะต้องมีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ สามารถแยกสภาพ 2 ของคำว่าเป็นชีวิต หนึ่งชีวิตองค์รวมของจิตนิยาม 2 ชีวิตที่รองลงมาคือชีวิตของกิเลส เป็นนามธรรม เป็นนามรูป ตัวปลอม คุณแยกได้

เรียนรู้เวทนาในเวทนาแยก เคหสิตเวทนา จับกิเลสได้ ทำออก เรียกว่าเนกขัมมะ กดข่มไว้ วิกขัมภนปหาน มันไม่ถาวรไม่ตลอดกาลและสัญชาตญาณของคนก็จะทำอยู่แล้ว แต่คนเก่งจริงๆจะไม่ข่ม เอ็งมาเต็มรูปเลย แต่ถ้าไม่เก่งก็ต้องกดข่ม เพราะฉะนั้น สมถะจึงมีอุปการะมาก คุณต้องใช้สมถะโดยทำก่อนแต่คุณเก่งไม่ต้องข่มไม่ต้องสมถะเลย

วิกขัมปนะ แปลว่า การข่มเหมือนกัน สมถะคือความสงบที่ถูกข่มไว้สนิทเลย วิกขัมปนะคือการเอามาปฏิบัติ เพราะฉะนั้นคุณ ข่มไว้บ้างช่วยคุณ แต่ให้ปัญญารู้ พลังประสิทธิภาพของปัญญา ปัญญามันแหลมลึก สัมมปัปปัญญา อภิปัญญาที่ยิ่ง เป็นพลังงานของปัญญา คือ ฌานนี่แหละ ซึ่งจะมีความรู้ตั้งแต่วิตกวิจารจนลึกซึ้งในเรื่องของสังกัปปะ 7 

เรียนรู้วิตกวิจาร เรียนรู้ 1.ตักกะ คือ static 2.จาร คือ dynamic พลังงานของจิตโดยเฉพาะของกิเลส เพราะฉะนั้นเราต้องรู้พลังของตัวเองเหตุนี่คือตัวที่มันเป็นมิจฉาทิฐิ ตัวที่มันเป็นอกุศลเจตนา คือเจตนาไปทาง กาม หรือเจตนาไปทาง อัตตา คือกิเลส ซึ่งมันแยกออก เจตนาที่เป็นภวตัณหา เจตนา มี 3 กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

กามตัณหาคือตัวหยาบแต่ต้นๆ หมดกามแล้วเหลือรูปภพ หรือรูปาวจรของกิเลส คุณก็ต้องรู้สภาวะของ รูปาวจร คือยังมีการดำเนินอยู่นะ อวจร มีบทบาทอยู่นะ กามหมดแล้วได้แล้วก็หมดกามาวจร ผู้หมดกามภพ เป็นอนาคามีก็ยังสัมผัสอยู่กับกามภพ มีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอยู่ แต่เรื่องที่จะไปปรุงแต่งที่จะมีความสุขความทุกข์มีบทบาทที่จะเอามาเสพไว้ให้แก่ตนไม่เอาแล้วไม่เสพไม่เสวยแล้ว แต่มันเหลือดุ๊กดิ๊กอยู่ข้างในเป็น รูปาวจร ต้องจับอาการที่เหลือนี้ก็ต้องชัดเจนว่าคุณอยู่ในฐานะของอนาคามีไม่ใช่กามภายนอกนะ ข้างนอกไม่เอาแล้วเหลือแต่ข้างใน ไม่ต้องข่มมากนัก ตัวคุณ จะมีมากหรือน้อยต้องรู้ของคุณเอง แล้วก็เรียนรู้ให้ได้ เอ็งอย่ามาหน้าแสลน เอ็งมันของเก๊ เดี๋ยวเองก็หายไป ตอนนี้เอ็งทำเป็นหลอกข้า แต่ข้าไม่กลัวเอ็งหรอก คุณจะอยู่กับมัน มันไม่อยู่นานหรอก เดี๋ยวมันก็พักยกไป แต่มันไม่หายขาดมันก็กลับมาอีก คุณก็ว่าอย่าแหลมหน้ามาอีกมันจะมีพลังงานปัญญาชัดเจนว่าไม่ให้มันมาอีก ถ้าพลังงานปัญญามีอำนาจสูงมันจะเร็วมี อุณหธาตุ มันจะตายเร็วมันจะไม่มาอีกมันดักได้ขาดได้จริงๆ  

นามธรรมที่อาตมาขยายเป็นภาษาให้ฟัง ผู้ที่ยังไม่ถึงก็จินตนาการตาม พูดที่ใกล้ก็จะรู้เข้าใจเยอะ ผู้ที่ยิ่งเรากำลังทำอยู่แท้ๆยังไม่เสร็จนี่ได้บ้างไม่ได้บ้างแล้ว คนที่ยิ่งได้แล้วก็ โอ้โห ใช่เลย คนที่ยิ่งได้แล้วก็เข้าใจใช่เลย ตรงเป๊ะเลยคุณก็ได้ เพราะฉะนั้นคนที่เลยอนาคามี ตอนนี้อธิบายฐานของอนาคามี คนที่เลยอนาคามีฟังแล้วก็รู้ว่าใช่เลย สำหรับเหตุแต่ละเหตุ เหตุหยาบ ตั้งแต่ของชั้นต่ำแต่ละคน คุณก็ตรวจสอบดูจะมี ของโลกชั้นต่ำที่คุณไม่ได้ยุ่งไม่ได้เกี่ยวข้อง เกิดมาชาตินี้ไม่ต้องไปยุ่งกับของชั้นต่ำขนาดนั้นใช่ไหม หลายคนพวกเรา หยาบขนาดนั้นชาตินี้ก็ยังมีวิบากต้องไปร่วมอีก ขาดมาได้จะชัดเลย คนนี้จะยิ่งชัดเพราะอยู่ในชาตินี้เราก็ไปเกี่ยวข้องแล้วเราก็ดับได้เลือกได้ในชาตินี้ด้วย ชัด อย่างนี้เป็นต้น 

ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ศึกษาให้ดี อาตมาว่า อาตมาสบายใจ อาตมารู้สึกว่าดีจังเลยได้อธิบายพวกนี้ มันเป็นเรื่องสภาวะธรรมแท้ๆนะ เป็นโลกุตระแท้ๆ 

พวกคุณก็จะรู้ว่าชัดดีใช่ คุณปฏิบัติจริงก็จะได้จริง มันเป็นเรื่องไม่ใช่ของลอยลมเพ้อฝันเพ้อเจ้อ พูดไปแล้วอะไรวะ ไม่ใช่ แต่มันมีผู้รู้ ผู้เป็น ผู้ที่ได้จริง แล้วเราก็รู้อันนี้ใช่ในเรื่องของปรมัตถ์ในรูปของจิตเจตสิก มันใช่เลย 

เพราะฉะนั้นการเรียนรู้พวกนี้แหละ เมื่อกี้นี้อธิบาย หัวใจ หทยรูป มันไม่ใช่ก้อนแท่งรูปหัวใจ ที่ถามมา แท่งก้อนหัวใจออกมานั้น อาตมาแยกกายแยกจิต ตั้งแต่เล็บ มันรู้ง่าย หัวใจก็คล้ายกัน เหมือนกัน หัวใจนั้นเป็นกายหรือไม่ใช่กายของเรา ถ้าเผื่อว่าหัวใจนั้น มันยังยึดว่าเป็นเรา คุณเจ็บ หากคุณไม่ยึดว่าเป็นเราแล้ว คุณไม่เจ็บ

ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อยู่ข้างนอกเข้าใจได้ง่ายแต่หัวใจมันอยู่ภายใน ถ้าคุณไม่ยึดถือว่าหัวใจเป็นอวัยวะของเรา มันเป็นอุปกรณ์ที่เราอาศัยใช้สอยในร่างกายของเราเท่านั้น คุณไม่เจ็บ แต่ถ้าคุณยึดว่าเป็นเรา คุณเจ็บ ขนาดมันไม่ใช่เรา ลูกเรา ลูกเจ็บคุณเจ็บ เจ็บกว่าลูกด้วย อย่างนี้เป็นต้น 

เรื่องยึดกับไม่ยึดนี่ พีชะ มันไม่มีความยึดถือว่าเป็นเราเป็นของเรา มันจึงไม่เจ็บ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นชีวะ อยู่ในตัวเรา เมื่อธาตุที่มันเป็นจริงแล้ว อย่างข้างนอกอธิบายได้ชัดเจน อย่าง ผมขนเล็บฟันหนัง มันออกมาข้างนอกแล้ว มันไม่เจ็บแล้ว เมื่อมันไม่เจ็บแล้วมันไม่เกี่ยวกับประสาท อันนี้แหละมันงอกอยู่ภายนอก ส่วนในหัวใจนั้นประสาท มันเนียนมากมันลึกมันละเอียด หรือแม้แต่ในหนังในเนื้อมันก็เนียนเข้าไป หัวใจแท่งก้อนหัวใจมันเป็นเนื้อ เพราะฉะนั้นจะอธิบายเหมือน ผมขนเล็บฟันหนัง อาตมาว่า คุณจะฉลาดเกินกว่าพระอรหันต์ไปแล้ว อย่าให้อาตมาอธิบายเลย มันจะฉลาดเกินกว่าพระอรหันต์ไปแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าไปรู้เลยมันเกินไปแล้ว เอาแค่เป็นพระอรหันต์พอไหม คุณหายโง่ ที่คุณถามเกิน พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่าพวกคุณถามเกินปัญหา ล่วงเลยปัญหา มันเวอร์ไปแล้ว เกินเขตของปัญหา ทำไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะเป็นหรือไม่เป็น ก็ไม่เกี่ยวกับอันนี้หรอก

หัวใจมันจะเจ็บหรือไม่เจ็บก็เหมือนกับชีวะ ที่มันเป็นพืชหรือมันเป็นจิต อยู่ที่คุณเองยึดถือเป็นเราเป็นของเราหรือไม่ ถ้าหัวใจยังเป็นของเรา แน่นอน ถ้าหัวใจกับเล็บมาเทียบกันคุณต้องยึดถือหัวใจมากกว่าเล็บ หากคุณไม่ยึดว่าหัวใจเป็นของเราคุณก็ไม่ยึด เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ยึดว่าชีวิตนี้ก็ไม่ใช่เรา จะไม่เจ็บง่าย บางคนที่เจ็บป่วยอยู่ขนาดนี้ ฟังนะ ถ้าไม่ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา จะไม่เจ็บปวดมาก และจะมีพลังด้วย ก็ขอสรุป 

หัวใจของน้องสาวคุณ ไม่ต้องไปพูดหรอกเขายังไม่ได้ศึกษาแม้แต่คุณเองก็อย่าถามเลยปัญหาไป เพราะฉะนั้นหัวใจนั้นยาก จะเป็นหรือไม่เป็นมันเป็นกรณีเป็นเรื่องที่เขาเอาหัวใจออกมามัน กรณีน้องสาวหรือของคุณมันมีน้อยนัก เพราะฉะนั้นเอาที่ทั่วๆไปมาพูดกันจะดีกว่านะ สรุปแล้ว เอาที่ข้างนอกที่ไปยึดลมๆแล้งๆ อย่าว่าแต่หัวใจเลย ดีไม่ดีไปยึดถือวัตถุภายนอกมาเป็นของเรา แม้มันเป็น พีชะแล้ว โดยเฉพาะ ผมขนเล็บฟันหนัง พระพุทธเจ้าท่านแยกแยะให้ชัด ให้มาศึกษา คุณก็เข้าใจชัดว่า ขีดนี้มันไม่ใช่เรา ขีดนี้ไม่ใช่กาย

กายต้องมี 2 ถ้ามันไม่ใช่กายแล้วมันมี 1 เป็น พีชะ มันไม่ทุกข์ไม่สุข นี่เป็นเกณฑ์ของการตรัสรู้เป็นอรหันต์ หมดสุขหมดทุกข์ เอาตรงนี้ไม่สำคัญ ในจิตของคุณจะไปยึดถือสิ่งใดก็แล้วแต่ เป็นเราหรือไม่เป็นเรา ถ้ายึดเป็นเราก็คือเป็นกาย ถ้าไม่เป็นเรามันไม่เป็นกาย

สู่แดนธรรม…คนทั่วไปอธิบาย รูป 28 ไปเป็นรูปธรรมไปหมด ไม่มีนามร่วม

พ่อครูว่า…กายเขามี1 เดียว เป็นรูปวัตถุหมด กายแยกนามแยกรูปขาดจากกันไม่ได้

_ศาลีอโศก สมณะลือคม…เสียงไม่ดี ตัดไปก่อน

_ทะเลธรรม…สายพุทธ…พ่อท่านให้อ่านหนังคือคนคืออะไร? หลายเที่ยว อ่านแล้วก็พบว่านี่ไม่ใช่พระธรรมดาแต่เป็นพระอรหันต์นะ เคยได้ใส่บาตรพ่อท่าน กินมังฯมา 40 กว่าปีแล้ว จะถามพ่อท่านไม่รู้จะถามอะไรดี นึกไม่ออก 

_ถาวร…คำถามลึกๆ ผมได้อ่านพระไตรปิฎกเล่ม 22 ข้อ 221 อนุมานสูตร เกี่ยวกับบุคคลที่ว่ายาก ทำไมบางคนศึกษามาก็มาก แต่ทำไมยังว่ายากอยู่

พ่อครูว่า..เราก็ไม่อยากเป็นคนดื้อด้าน เราก็อยากเป็นคนว่าง่ายสอนง่าย ทำไมมันยังดื้อด้านมันไม่ออกมันยังไม่ได้ไม่เลิกไม่หยุด พ่อท่านก็ว่าเหลือเกิน แต่ทำไมไม่หยุด มันเป็นอย่างนี้ คุณไม่ได้ทำไปตามลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ คุณนึกว่าคนเองทำได้สูงอยู่แล้ว ส่วนมากจะไปหลงปรมัตถ์ในด้านในด้านอัตตา แต่ด้านนอกคุณเผิน คุณติดหมากพลูอยู่ คุณนึกว่าคุณเป็นพระอรหันต์ อย่างเช่นมหาบัว อย่าไปดูถูกด้านที่หยาบด้านข้างนอก ต้องปฏิบัติตั้งแต่เบื้องต้นเกี่ยวกับสัตว์ เกี่ยวกับข้าวของที่เป็นทุจริต สัตว์นี่คือชีวิตจะต้องเกื้อกูลกันช่วยเหลือกันหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง มีความเอ็นดู มีความเมตตา 

ส่วนวัตถุนั้นอย่าไปทุจริต อย่าไปเอาสิ่งที่ไม่ใช่ของของเรามาเป็นของเรา อย่าไปโกงอย่าไปปล้นจี้ ไปแย่งชิง ไปโลภ ไม่เอามาเป็นของเราแล้ว เรากลับจะให้ของเราไปให้แก่เขาให้มากๆ อย่างนี้ก็เป็นภาวะแทรกซ้อนๆๆอยู่ในสภาพของข้อ 2 อทินนาทาน จะต้องเป็นผู้ให้ไม่ใช่ผู้เอา เรื่องที่เป็นผู้ให้ไม่ใช่ผู้ที่เอาเนี่ย ไม่ใช่เรื่องเล่นเลย อาตมาว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจยากยิ่งกว่าเรื่องของสัตว์ 

เรื่องของสัตว์ ไม่ฆ่าแกงไม่ทำร้ายกัน แม้ที่สุดเราก็หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ มันยังง่ายกว่า เรื่องวัตถุนี้ มันจะเป็นเราเป็นของเรา เราจะสะสม เราจะหวงแหน ตระหนี่ เรายังยึดถือเป็นเราเป็นของเรา หรือเรายังโลภมาก มันซ้อนอยู่เยอะ มันไม่กล้าไม่มี ทั้งๆที่คุณไม่เป็นไรหรอกอยู่ในสังคมเราสาธารณโภคี คุณมีหมื่นล้านก็เอามาเข้ากองกลาง แล้วคุณอยู่ที่นี่อาศัยใช้สอยๆ เชื่อไหมว่าคนมีหมื่นล้านเอามาเข้ากองกลางโดยเฉพาะกับอโศก คุณจะใช้กองกลางนี้ยังไม่มีใครต้านคุณ เพราะคุณให้ตั้งหมื่นล้าน 

พวกเราจะมีคนละหมื่นล้านที่ไหนมาเข้ากองกลาง ไม่ต้องหมื่นล้านหรอก ร้อยล้านก็พิสูจน์เลยถ้าคุณเอามาให้ อโศกไม่มีใครมาบริจาคให้เป็นร้อยล้าน ไม่มี ตั้งแต่อาตมาทำงานมา 50 ปี คนที่จะมาบริจาคให้ร้อยล้านไม่มี 50 ล้านก็ยังไม่มี ทีเดียว นอกจากก็ยังหมุนไปหมุนมา เป็นก้อนเป็นกอบเป็นกำไม่เคยมี

รายละเอียดเรื่องความหวงแหนยึดติดในข้อ 2 อทินนาทานา เรื่องอทินนาทาน เป็นเรื่องที่ 1 เลย เรื่องสัตว์นั้นเป็นเรื่องง่าย ในบารมี 10 ทัศจบเรื่องทาน เรื่องของปรมัตถ์ที่จะเรียนเรื่องทาน จิตให้เป็นที่หนึ่ง ถ้าคุณให้ทานอย่างไม่สาเปกโข จบเลย ถ้าคุณยังทำไม่ได้คุณจึงยังมีตัวตนมีตัวกูของกูไปเรื่อยตั้งแต่ ปฏิพัทธจิตโต สันนิธิเปกโข ปริภุญชิตสามีติ 

อัตตมนตาโสมนัสสา อย่างธัมมชโย เอามาใช้ บอกให้เอามาให้ทาน กับครูไม่ใหญ่หมดเนื้อหมดตัวเลยปิดบัญชีมา ปลื้มเลย ใช้พยัญชนะว่าปลื้ม อัตตมนตาโสมนัสสา คือมันเลยภพชาติของ ปริภุญชิตสามีติ  เป็นชาติหน้าสวรรค์วิมานอย่างฤาษีลิงดำไป 

ที่จริงมันไม่ใช่เรื่องจริงแต่มันเป็นเหมือนของจริงทีเดียว เพราะมันมีคุณสมบัติของ นามธรรม อย่างผู้ที่มี บารมีหรือมีสภาวะ มีสาระสัจจะ ที่คุณจะต้องเกิดมามีวัตถุก็ต้องมีวัตถุ คุณเกิดมาชาตินี้วัตถุของคุณหายาก แต่คุณจะมี นามธรรม ที่มีได้ยากกว่าวัตถุอีก สูงส่งกว่าวัตถุด้วยอย่างนี้เป็นต้น มันก็เป็นสัจจะของมัน คุณมีบารมีด้านใดมันก็จะเป็นอย่างนั้น บอร์นทูบี ของมันทุกอันไป สัจจะพวกนี้ถึงบอกว่า สมมติไม่มีใครไปโกง ไม่มีใครจะไปเล่ห์เหลี่ยมกับสัจจะได้เป็นอันขาด สัจจะซื่อสัตย์ที่สุดจริงที่สุดตรงที่สุดทุกอัน 

เพราะฉะนั้นขอให้เรียนรู้ธรรมะไปยังคุณถาวรว่ามา ไปไล่เรียงตั้งแต่สัตว์ ตัวเองอยู่ปักษ์ใต้เกี่ยวกับสัตว์ยังมีอะไรอีกไหม ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่กับสัตว์ 

2 กับวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุหรือพืช เรามีทุจริตในวัตถุหรือพืชหรือไม่ เป็นตัวละเอียดอีก จนกระทั่งคุณไม่ติดว่าเป็นเราเป็นของเราในวัตถุ โดยเฉพาะเข้ามาอยู่กับส่วนกลางสาธารณโภคี คุณก็ยังจะมาติดอยู่อย่างนี้ หรือคุณไม่มี ใช้แต่ของส่วนกลางเลย ไม่ต้องเป็นเราเป็นของเราเลย เราจะใช้เมื่อไหร่ก็ไปเบิก เบิกไม่ให้ก็ไม่เอา ถือว่าบารมีเรามีเท่านี้ อะไรอย่างนี้เป็นต้น ผู้ที่ชัดเจนในตัวเองแล้วกล้า เป็นอาสโภ เป็นความกล้าหาญของฐานจิตวิญญาณมนุษย์ เป็นฐานะของผู้เจริญตามลำดับไป 

ก็เอาล่ะ คุณถาวรนี่ จะว่าไป ปัญญาก็ต้องมีพอด้วย บอกตรงๆ ถาวรนี่มีปัญญาเฉโกมันกลบปัญญา ความรู้เฉโก มันกลบความรู้ปัญญา  จงไปลดความรู้เฉโกลง ไปเพิ่มความรู้ปัญญา คุณยังยึดถือความรู้เฉโกมาก เป็นตัวกูของกู ฟังดีๆนะตรงนี้ลึกซึ้งความรู้ของ เฉโก คุณอย่าไปยึดถือมันมาก ทิ้งมันไปเลย มาเอาความรู้ทางปัญญาดีกว่า ต่างกันอย่างไร 

เฉโก คือ มันมีความเป็นตัวตนของโลกมากขึ้น แต่ถ้าคุณมาเอาหมดตัวหมดตน เชื่อว่าเราไม่ต้องมีตัวมีตน แต่มีพวก มีสาธารณโภคี มีเพื่อน มีอันอื่น ที่ไม่ต้องเป็นตัวตน คนอื่นเขารับเป็นตัวตน องค์รวมหมู่ทั้งหมดเป็นตัวตน คุณไม่ต้องมีตัวตนเลย คุณอยู่ในกลางความไม่มีตัวตน ซึ่งหลายคนก็ไม่มีตัวตน แต่ความไม่มีนั่นแหละคือมีของส่วนรวม ล้านนี่เป็น 0 หรือเป็น 1 หรือ 1 นี่เป็นล้านๆๆๆ ความไม่มีของเรานั่นแหละคือความมีทั้งหมด เปลี่ยนความเข้าใจของโลกและจักรวาล ผู้เข้าใจจะเข้าใจเลยแล้วกล้าด้วยมันชัดเจนยิ่งเราทำได้แล้วโอ้โห ทำไมมันชัดเจนขนาดนี้ 

สิกขมาตุกล้าข้ามฝันว่า…พ่อท่านสอนคุณถาวร คนเดียวได้ทั้งอโศกเลย 

พ่อครูว่า… อย่าว่าแต่ชาวอโศกเลยแม้แต่นอกชาวอโศกก็ได้ด้วย เพราะอะไรเพราะชื่อถาวร รู้ไหม ถาวรแปลว่าอะไร แปลว่า ตัวกูของกู ยั่งยืน ถาวร คือความยึดมั่นถือมั่น ให้เปลี่ยนชื่อเสีย เป็นถาไม่วร เคยเปลี่ยนชื่อให้ไม่ใช่หรือ 

ถาวร …ผมยังไม่กล้าใช้ครับ

พ่อครูว่า…คนไม่กล้าใช้ก็มีจริง 

สู่แดนธรรม…ทางศาลีอโศกพร้อมแล้ว

_ศาลีอโศก…สมณะลือคม…ที่บวร ศาลีอโศก รายงานความจริง วันนี้รายงานความเจ็บป่วยของ สิกขมาตุพูนเพียรให้รับทราบกัน ตอนนี้ทุกบวรมีคนมาเยี่ยมไม่ขาดสาย มาแล้วก็มีแต่ความประทับใจ บางคนก็รู้สึกว่าทำดีแล้วทำไมมีวิบากกรรมขนาดนี้ งานนี้ผมว่าธรรมะที่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ต้องขอบคุณ สิกขมาตุพูนเพียรที่ตัดสินใจมาพักที่ศาลีอโศก เป็นความตั้งใจของชาวศาลีอโศกด้วย เป็นความอบอุ่น ได้เห็นถึงความรักความห่วงใยความระลึกถึงกัน สาราณียธรรม 6 ใช้ได้เต็มที่เลย ฉะนั้นวันนี้ก็อยากให้ทุกคนได้มาให้กำลังใจ แต่สภาพกายอาจดูเสื่อมถอย แต่จิตใจซึ่งได้รับคำแนะนำจากพ่อท่าน ทำให้สิกขมาตุฟื้นกลับคืนมาแบบเกินคาด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราดูว่า เราก็ไปให้ความสำคัญว่ามีหมอที่ไหนดีๆ มียาที่ไหนดีๆที่จะช่วยดูแลสุขภาพ แต่วันนี้ผมว่า ยาที่ดีที่สุดก็คือจิตใจที่ไร้กังวล ไร้ความรู้สึกที่จะมีตัวตน ลดละอัตตาตัวตนลงไป สัมผัสว่า สิกขมาตุพูนเพียรได้เพชรเม็ดงาม ขณะที่ความเจ็บป่วยเข้ามาเยือน แต่สิ่งล้ำค่าได้เข้ามาในจิตวิญญาณของท่าน 

_สมณะใต้ดาว…ทางผู้ดูแล อยากขอความร่วมมือจากคนที่จะมาเยี่ยม ก่อนอื่น ฝากความขอบคุณไปกับทุกๆคนในความหวังดี ในเรื่องของความสะดวกสำหรับคนดูแล กับคนไข้ ฝากบอกมาว่า เวลาที่จะใช้ในการเยี่ยมมีอยู่ 2 ช่วง ทีมงานได้จัดเวลาเยี่ยม เป็น2รอบ เช้า 8.00.- 9.30น. บ่าย 14.30 – 15.30น. ข้อปฏิบัติสำหรับคนมาเยี่ยม ควรปิดเสียงโทรศัพท์ ขณะไปเยี่ยมทุกครั้ง ไม่ควรไปถ่ายรูปเพื่อจะอัพโซเชียลต่างๆ เป็นความต้องการของคนดูแลเห็นว่าการถ่ายภาพไปลงมันไม่ควรมันไม่เหมาะสม ด้วยความเป็นจริง 

ส่วนคนที่มาเยี่ยม ได้แต่ขอบคุณในสูตรต่างๆที่บอกมา ก็เลยขอความเห็นใจว่า ให้มาเยี่ยมเฉยๆ ขอให้เป็นการตัดสินใจของคณะผู้ดูแล ทางพยาบาลก็ให้น้ำเกลืออยู่ 

สิกขมาตุมาลินี ก็ได้ฝาก การจะมาเยี่ยม ขอให้ตรงต่อเวลาที่กำหนด ในเรื่องของสิทธิพิเศษที่รู้จักกันสนิทกัน ก็ขอให้งดไปก่อน 

พ่อครูว่า…ก็เป็นการได้ทราบข่าวคราวสำคัญอันหนึ่ง ขณะนี้เป็นเรื่องจริงเป็นเรื่องของชีวิตเกิดแก่เจ็บตาย ถึงวาระไม่มีใครอยากเจ็บอยากได้ ก็ต้องรู้มัน มันเป็นไปมันต้องผ่าน ทุกคน ไม่มีใครไม่ผ่าน อยากรู้จัก รู้เท่าทันก็จะบรรเทามันก็จะสะดวก เป็นเรื่องจริงอาตมาว่าพวกเรา ชาวอโศก มันเป็นตัวอย่างที่เกิดมาสอนโลก ที่ผ่านเหตุการณ์ก็เป็น phenomenology เป็นปรากฏการณ์วิทยาที่เป็นเรื่องจริงบันทึกจริง ออกจริงมีเรื่องจริงอะไรครบครัน เป็นของจริงไม่มีอะไรเสแสร้ง พร้อมทั้งรูปทั้งนาม มีทั้งรูปธรรมและนามธรรมอันละเอียดลึกซึ้ง ชั้นสูงด้วย พูดถึงเรื่องของความรู้ขั้นโลกุตระ จิตเจตสิกต่างๆเลย การทำใจในใจ การที่จะวางอารมณ์อย่างไร การที่จะสร้างความรู้สึกอย่างไร การที่จะสงวนพลังงานภายในของจิตอย่างไร โอ้โห..มันเป็นเรื่องลึกซึ้งซับซ้อนมาก เสร็จแล้วก็เหลืออีก 3 นาที 

_SMSวันที่14 มิ.ย.2563

_BoonyakornPattanasattaporn บุญญกร พัฒนสถาพร  •การศึกษาทั่วไปเปลี่ยนคนไม่ได้ ธรรมะของพระพุทธเจ้า ที่ท่านพ่อครูนำมาสอน ทำให้คนเปลี่ยนเป็นคนดีอย่างประเสริฐมากมายในสังคมโลกครับ

พ่อครูว่า…อาตมาเน้นย้ำไม่รู้กี่ทีแล้ว ว่า “การศึกษาที่ไม่ลดกิเลส กู้ประเทศไม่ได้” เมืองไทยเป็นเมืองพุทธที่มีเรากระทำ สามารถฆ่ากิเลสได้ จัดการกิเลสได้ เพราะฉะนั้นการศึกษาในขั้นที่จัดลดกิเลสได้ อันนี้แหละผู้บริหารเอ๋ย อาตมาก็ขออภัยที่ต้องพูด เถรสมาคม เขาให้ไม่ได้แล้ว ในเรื่องของโลกุตระ เพราะว่าเขาไม่มีเขาไม่สามารถจะให้ได้ พวกคุณก็ต้องเกรงใจเถรสมาคมเพราะเป็นความหวังของประเทศ ก็อาตมาก็ยกให้ ไม่แย่งชิง เป็นแต่เพียงว่าคนก็เอาความรู้นี้ไปใช้สิมันเป็นเรื่องของนามธรรม เถรสมาคมจะทำเรื่องของรูปธรรมก็ทำไปเลยเต็มที่ อาตมาไม่ไปแย่งชิงแทรกแซง แต่ว่านามธรรมคุณมาเอาสิ คุณธรรมของพระพุทธเจ้ามาเอาอันนี้แล้วเอาไปใช้กับประชาชน เพื่อจะเปลี่ยนการศึกษาของประชาชนให้เป็นการศึกษาระดับโลกุตระที่มันสามารถ มีการลดกิเลส 

โรงเรียนประถม มัธยม อุดมศึกษา ปริญญาตรี โท เอก ก็คนมีความรู้อันนี้ไปด้วยอย่างที่ชาวอโศกทำ ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชชา อย่างนี้เป็นต้น จะได้จริงมากน้อยก็แล้วแต่ ถ้าได้องค์รวมระดับประเทศ อาตมาว่าประเทศไทยรุ่งโรจน์ เด็ดขาดเลย 

สู่แดนธรรม…ขอขอบพระคุณพ่อครูสมณะโพธิรักษ์