ศาสนา

630724_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประชาธิปไตยไทยที่มีหลักพุทธ

ดาวโหลดเอกสารที่  https://docs.google.com/document/d/1vnsS95IR9od41hAsGDaPWW813e0WKTiZYcUcd5BGgr4/edit?usp=sharing                                              

ดาวน์โหลดเสียงที่    https://drive.google.com/file/d/1GBj1q0wW4hv3kclXCVonsyMO2QEd0hPO/view?usp=sharing 

และยูทูปที่  https://youtu.be/zVEiEMKnlWo

สมณะเดินดินว่า… วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2563 ที่บวรราชธานีอโศก ในรายการพุทธศาสนาตามภูมิครั้งที่แล้วมีคนถามว่า พวกเรามาอยู่ที่นี่ ทำงานหนักที่นี่เป็นการใช้หนี้วิบากกรรมหรือเป็นการสร้างบารมี เมื่อไปดูพวกธรรมกาย มีคนทำงานหนักเป็นพวกชาวกสิกรรมต้องทำงานหนักรวมเงินได้ 1 ล้านบาท เพื่อ จะเอาไปทำบุญที่ธรรมกาย เพราะว่าหวังจะได้รวยกว่าเก่า อันนี้ก็จะได้เป็นหนี้ ใครที่คิดไปรวยก็จะเป็นหนี้ หากเราไม่ได้ต้องการอะไรให้แก่ตัวเองเลย ไม่เอาลาภแลกลาภ จะเป็นพัฒนาการทางจิตวิญญาณจึงเป็นการสร้างบารมี 

พ่อครูว่า…SMS วันที่ 22-23 ก.ค. 2563 

_กิ่งฟ้า ขันหล้า  · กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพอย่างสูงยิ่งค่ะ.. เท่าที่ดูตอนนี้ชาวอโศกทจะเสี่ยง..โควิด_19..ก็จะมีทางร้านค้าต่างๆค่ะ..เพราะมีคนนอกเข้ามาค่ะ..

พ่อครูว่า…เมืองไทยปลอดจากการติดเชื้อภายในประเทศมาหลายเดือน มีแต่คนเดินทางมาจากต่างประเทศที่มีเชื้อโควิด 

_แก้วตะวัน พวงบุบผา  · 

@@สร้างบารมีหรือสร้างหนี้กรรมวิบาก เราต้องมากด้วยปัญญาอย่าสับสน แดนอโศกคือแดนเด่นเป็นมงคล มาเป็นคนมากคุณค่าสร้างบารมี 

เราเป็นทาสหนี้กรรมในโลกเก่า ทำให้เมามลพิษจิตเป็นผี นานเท่าไรหลุดไม่ได้กันสักที นั่นแหละหนี้ที่ผูกมัดรัดตัวเรา 

จิตตั้งมั่นว่าสักวันต้องหมดหนี้ จะเร็วรี่รีบเข้าไปไม่มัวเขลา สร้างบารมีที่แดนพุทธหยุดงมเงา หนึ่งใจเราสร้างความดีที่มั่นคง@@

_Tone Jack โทน แจ๊ค · สักวันผมต้องไปให้ได้ครับ(อยู่อโศก) ผมต้องขอทำตนเองให้ดีก่อนตอนนี้ผมคงยังไม่มีบุณได้ไปครับ

_Tapanee Burakrai ฐาปนีย์ บุราไกร · กราบนมัสการพ่อท่านค่า เป็นความจริงและลูกเข้าใจวิบากกรรมค่า หนี้ทั้งหลายยังไม่หมดสิ้นแต่ยังเข้าไปไม่ได้เพราะเหตุปัจจัยนั่นก็คือต้องชดใช้หนี้ค่า ได้แต่กราบนมัสการและฟังธรรมพ่อท่านอยู่ข้างนอก และในโซเชียลค่า หนี้ทั้งเงินตราและวิบากกรรมมากมาย

พ่อครูว่า…ที่พูดมาแสดงว่าเข้าใจทั้งวัตถุและนามธรรมตั้งวิบากกรรม ก็ตั้งใจศึกษาให้ดี 

_Sukanya Manobal สุกัญญา มโนบาล· กราบนมัสการพ่อครู และ ท่านสมณะฟ้าไทที่เคารพอย่างสูง เข้าใจเหตุผลว่าทำไมต้องฟังธรรมและบันทึกทุกวันๆ การอธิบายโดยเทศน์อาจหายได้  ธรรมะที่ลึกซึ้งที่พ่อครูบรรจงเขียนกว่าจะได้แต่ละบรรทัด แล้วอธิบายให้เข้าใจไม่ใช่เรื่องง่าย จึงต้องฟังและทบทวนตลอดเวลา เพื่อขัดเกลา ตามที่เรามีสภาวะจริง เป็นกรรมฐานปฏิบัติต่อไป จะอ่านหนังสือคนจะมีธรรมะได้อย่างไรให้ได้หลายๆรอบ เจ้าค่ะ

พ่อครูว่า…พวกเราศึกษาไปก็จะมีพัฒนาการในการปฏิบัติธรรมมีอานิสงส์ในการฟังธรรมต่างจากพวกที่เป็นนั่งปฏิบัติสมาธิหลับตาก็จะไม่อยากจะยุ่งกับใคร ซึ่งเขาไม่มีความคิดแบบไหนเอาอะไรคิดว่า ศาสนาพุทธให้ไปนั่งแบบนั้นนานๆ และไม่ต้องคิดอะไรมาก ทั้งที่ในพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าเทศนาไว้เยอะอธิบายไว้เยอะ ไม่เห็นมีบอกว่าให้นั่ง มันมีแต่ละที่นั่งก็เอามาประกอบอยู่ไม่มาก แต่ไม่ใช่หลักปฏิบัติของศาสนาพุทธ แล้วท่านก็อธิบายว่าแม้จะมานั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงจะนั่งในป่าในเขาถ้ำ ก็ดี หรือภาษาบาลีว่า วา เช่น อยู่ป่า วา อยู่เขา วา ก็คือจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ต้องปฏิบัติให้ได้คือ ลงท้ายคุณจะต้องรู้จักตามเห็นความไม่เที่ยง ตามเห็นความจางคลายของกิเลส ทบทวนทำให้กิเลสลดลง ทำความดับของกิเลส คุณจะปฏิบัติอะไรก็แล้วแต่ หัวใจของศาสนาพุทธอยู่ตรงนี้ ท่านไม่ได้ตีทิ้ง เพราะถ้าตีทิ้งก็ไม่รู้จะสอนใครเพราะมันนั่งกันหมด ตอนนั้นไม่มีใครออกมาเป็นพุทธเลย ท่านก็เลยต้องอนุโลมอธิบายจากการนั่ง แต่ว่าอาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้า อาตมาเกิดมามีศาสนาพุทธแล้วก็ตีทิ้งพวกนั้นเท่านั้นเอง เพราะเป็นพุทธแท้ๆยังโง่ไปทำแบบนั้นอีก อาตมาทำไม่เหมือนพระพุทธเจ้าตรงนี้ ก็พยายามบอกความจริงอย่างแรงๆให้รู้ 

อาตมาเอาธรรมะพุทธเจ้าอธิบายให้พวกเราฟัง ก็ทำให้พวกเรามีความรู้แตกฉานกันมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แบบนั่งหลับตาสะกดจิตเลย ตรัสรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ไม่ใช่ตรัสรู้ด้วยการสะกดจิตดับลงไป ไม่ใช่ แบบนั้นมันเข้าใจแบบฤาษี ผิดไปอีกฟากหนึ่ง เป็นพวกเดียรถีย์ลัทธินอกพุทธ พูดอย่างไรเขาก็ไม่ฟังที่อาตมาพูดหรอก เพราะเขายึดมั่นถือมั่นแบบนั้นแล้วน่าสงสาร แต่อาตมาก็จำเป็นต้องพูดเรื่อยๆ 

_Aroonwun Tata อรุณวรรณ ทาทา · กระจ่างเลยค่ะ วิบากเรามากทำได้แค่ติดตามผ่านสื่อ  ชาตินี้ได้แค่นี้ก็ถือเป็นปัจจัยที่ทำให้เข้าใจตนเองมากขึ้น กราบคาระพ่อครูด้วยเกล้า หากไม่ได้รู้จักท่านชีวิตคงมืดบอดกว่านี้

พ่อครูว่า…จะชัดเจน ที่พูดมานี้คงไม่ใช่เอาจากคนอื่นมาพูดแต่เป็นความเข้าใจของตนเองที่เกิดจากตื่นจากความมืดบอดมาอย่างไร

_เมตตา โพธิสุทธิ์  · ดิฉันเป็นคนหนึ่งค่ะ ที่ยังต้องใช้หนี้อยู่ข้างนอก แม้จะติดตามอโศกมานานนับ สิบๆ ปี แต่ก็ยังไม่มีโอกาสเข้ามาค่ะ ขอเพียงนำคำสอนของพ่อท่านไปพากเพียรปฏิบัติ ก็ถือเป็นบุญของดิฉันแล้วค่ะ
พ่อครูว่า…ให้ได้บุญจริงๆ นะ บุญคือ กำจัดกิเลสไปได้

_ก้าวหน้า สํานึกดี  · กราบนมัสการพ่อครูและท่านสมณะด้วยความเคารพ เรียนถามว่าผู้ที่มีสภาวะไม่โกรธไม่โมโหเวลามีผัสสะมากระทบล้างกิเลสลดลงได้หรือสลายไปเลยใจเป็นสุขเบาใจโล่งสบายแต่ทำไมความจำเหตุการณ์หรือคำพูดหรือบุคคลก็เจือจางหายไป เพราะเราไม่ได้มาใส่ใจแล้ว เป็นเพราะอะไรค่ะ. กราบขอบพระคุณค่ะ

พ่อครูว่า…อย่างอาตมานี่ ไม่ได้ใส่ใจในบางเรื่องก็จะไม่จำ ผ่านๆไป แตะนิดนึงแล้วก็ผ่านไป  ต้องกำหนดหมายให้รับรู้ถึงจะจำได้ คือหากปล่อยวางมากไปก็จะจำไม่ได้ ก็จะต้องปรับให้มากำหนดหมายรับรู้ให้เพิ่มขึ้น 

_Aik Lim เอ็ก ลิม · กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพและศรัทธายิ่ง

  1. กราบเรียนถาม ‘อาหารทางจิตวิญญาณ’เป็นตัวเพิ่มสัมประสิทธิ์ของการยืดอายุขัย และ’อิทธิบาทสี่’ เป็นหนึ่งในอาหารทางจิตวิญญาณ ถูกต้องไหมเจ้าคะ

พ่อครูว่า…คุณพูดและเขียนพยัญชนะมาถูก จริงๆแล้วจะทำสภาวะได้ถูกต้องไหมก็พยายามอ่านอาการ ลิงค นิมิต อุเทส ตามที่อาตมาขยายความ แล้วไปสังเกตอ่านอาการของจิต พลังงานทางจิต ที่เราพยายามทำเรียกว่าอภิสังขาร ปรุงแต่งจิตของเราให้มีพลังงานที่ จะมีวิบากมีอะไรที่สามารถที่จะ ไม่ทรุดไม่เสื่อม มันจะมีพลังงานตื่น พลังงานก้าวหน้า พลังงาน อุปจยะ ภาษาวิชาการ รู้จิตอุปจยะ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็น ชรตา ในลักขณรูป 4 ที่มีอุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา

อนิจจตา สรุปว่าทุกอย่างว่าไม่เที่ยง ลักษณะสูงสุดในรูปธรรมต่างๆก็จะอยู่ที่ 3 ตัว อุปจยะ เกิด ชรตาก็เสื่อมไปตามสภาพ สันตติ คือตัวที่อยู่กลางจะให้ต่อหรือจะให้ดับ หากไม่ต่อก็จะเสื่อมไป ชรตาไปตามกาล เราต้องอ่านลักษณะต่างๆ เมื่ออ่านลักษณะต่างๆได้แล้ว สัมประสิทธิ์หมายความว่า เราจะต้องเพิ่ม อุปจยะ ให้มันสดชื่น เพิ่มจิตตัวที่เกิด แต่ไม่ใช่เกิดเพราะกิเลสเป็นตัวบงการตัวประกอบเป็นสสังขาริกัง ไม่ใช่ 

แต่อยากให้พลังงานจิตของเรามันตื่น ก็คือยังไม่ยอมตาย อย่างมีปัญญา กำหนดหมาย โดยให้สัญญากำหนดหมายตามที่เรามีปัญญาว่า จิตเช่นนี้ทำให้เกิด อุปจยะ อยู่เรื่อยๆ  อาตมาพูดจากสภาวะตัวเอง ในลักขณรูป 4 จากรูป 24 อุปาทายรูป ศึกษาไปอย่างที่ว่านี้ 

2.ขอพ่อครูได้โปรดเมตตา ขยายความเพิ่มเรื่องอาหารทางจิตวิญญาณและตัวอย่างประกอบ

กราบขอบพระคุณพ่อครูเป็นอย่างสูงและกราบนมัสการด้วยความเคารพและศรัทธายิ่งเจ้าค่ะ

พ่อครูว่า…กวฬิงการาหาร เรียนรู้จากกามคุณ 5 ผัสสาหาร จะรู้จักเวทนา 3 ไปถึงมโนสัญเจตนาจะรู้ ตัณหา 3 กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา คุณเรียนรู้อยู่ในอาหาร 4 

กวฬิงการาหาร จะอ่านเวทนา 2 ออกแล้วอ่านเวทนาตัวปลอมเอาออกไป ตัวเก๊ มีคู่สอง แยกออกมา แยกจากลิงคะ เป็นคู่ที่มีความต่าง กิเลสเป็นตัวสำคัญที่เราแยกออกมารู้ได้เราก็จะรู้ตัว กายกลิ ตัวที่เป็นโทษภัย ก็นี่แหละ อาการอย่างนี้ในจิต จะต้องจัดการให้มันจางคลายแล้วก็ทำให้มันปฏินิสสัคคะ ให้เป็น 0 ไป นิโรธานุปัสสี 

ถ้าเรียนรู้ไม่รู้จักตามภาษาที่พระพุทธเจ้าอธิบายแต่ไปเอาแต่นั่งหลับตา น่าสงสารจริงๆเลยไม่รู้จะทำอย่างไร มันก็มืดบอดไปเป็นฤาษีเดียรถีย์ไปตามเดิม ที่พระพุทธเจ้าท่านได้มาปลุกพวกนี้ขึ้นมาตั้งแต่ยุคพระพุทธเจ้า จนกระทั่งสร้างศาสนา 2,500 กว่าปี ผ่านไปก็กลับไปเสื่อมไปเอากสิณมาเป็นการปฏิบัติอีก ไปเข้าใจผิดอีก 

สถานีโทรทัศน์ไม่รู้กี่ช่อง พานั่งหลับตาทั้งหมด แม้แต่สำนักพุทธวจนเวลาปฏิบัติก็เข้าไปนั่งหลับตาอยู่นั่นแหละ ก็ทำไมไม่ทำตามพุทธพจน์พุทธวจนเล่าซึ่งไม่มีให้ไปนั่งหลับตา มันยังไงกัน จะดึงคืนมาสู่เวทนาได้ 

ความจริงมันไม่มีในลัทธิพระพุทธเจ้า การนั่งหลับตาปฏิบัติ ตื่นหมดเลยลืมตาเห็นแม้แต่จะหมดกามแล้วก็ลืมตาปฏิบัติต่อ มีแต่รูปภพ อรูปภพ ก็ลืมตาสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้หลับตาปฏิบัติเลย เป็นพระอนาคามีก็ลืมตาปฏิบัติ มีรูปาวจรก็ล้าง ปฏิบัติ เหลืออรูปาวจร ก็ปฏิบัติลืมตานั่นแหละ ก็สัมผัสเหตุปัจจัยทั้งหมด มีผัสสะ มีเจตนา3 รู้ตัณหา 3 วิญญาณาหาร 3 

โดยการปฏิบัติรูปนาม เขาเป็นเช่นนี้มานานแล้วจนทับถมแน่นหนา ไปติดยึดความไม่รู้ จิตไม่เปลี่ยนแปลงคนอื่นได้เลย เมื่อเราไปกระทบกระเทือนเขาก็รู้สึกไม่ดี 

_นายหินเย็น ศิลป์ประกอบ : แม้จะให้อยู่ในสภาพที่เปรียบเท่ากับทาสผมก็ยอมครับ เพราะหัวใจส่วนลึกของผมพลีให้พ่อครูทั้งหมดแล้วครับ ส่วนที่เคยมีจิตตกล่วงแล้วมานั้นผมสำนึกผิดแล้วอย่างที่สุดครับ

_สติพล จนพัฒนา  · คนรู้ธรรมะชอบเอาชนะ\ผู้อื่น…คนมีธรรมะชอบเอาชนะตัวเอง…คนรวยมีความสุขเพราะได้ใช้เงิน…คนจนมีความสุขเพราะมีเงิน.

_Pimluck Wichaikul พิมพ์ลักษณ์ วิชัยกุล · พ่อท่าน สมณะ สิกขมาตุ ค่ะ ลูกรู้สึกสนุกกับการเจอผัสสะ แล้วลด ละ กิเลส อัตตา ฯลฯ ของตัวเอง…..คำถามคือ ตัวความรู้สึกสนุก มันคืออะไรคะ แล้วเราต้องลด ละ ความรู้สึกสนุก ให้หายไปด้วยหรือเปล่าคะ กราบขอบพระคุณค่ะ

พ่อครูว่า…ภาษาบาลี อัตตมนตาโสมนัสสัง เป็นความปลื้ม สำทับอาการฟูใจดีใจ ทำอัตตาใส่ตนหนักขึ้นอีก

สู่แดนธรรม…พ่อท่านเคยสอนพวกเราว่า เวลาลดกิเลสได้ก็จะดีใจ

พ่อครูว่า…ปฏิบัติธรรมมะไม่ใช่เป็นคนจืดๆไปเลย อย่างในอานาปานสติ เมื่อเราทำจิตให้สงบได้ ก็ทำกายให้เป็น อภิปโมทยังจิตตัง หมายความว่า ให้มันยินดี เต็มใจ อันนี้เป็นรายละเอียดของจิตเจตสิกต่างๆ ไม่ใช่แห้งๆ เหี่ยวๆ

แต่อภิปโมทยังจิตตัง อภิ คือวิเศษ ยิ่งใหญ่ ที่เป็นผู้ควบคุมได้ด้วย ปโมท จิตมันสดชื่น เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงไม่ใช่ศาสนาแห้งเหี่ยวจืดๆ แต่เป็นผู้ที่ ตื่นรู้ เบิกบาน ร่าเริงเบิกบาน แต่เราไม่ได้ไปติดจิตที่เบิกบานร่าเริง แต่เรารู้ว่านั่นคือเป็นจิตที่เราอาศัย 

ก็ไม่ต้องไปกังวลมากหรอก เรียนรู้ได้ผลลดกิเลสได้ก็ดีแล้ว 

_เกษม สันทอง  · คำว่า “สัตบุรุษ” พจนานุกรมกำหนดให้อ่านออกเสียงว่า สัด-บุ-หรุด (เท่านั้น) ครับ

พ่อครูว่า…เอาเถอะ ราชบัณฑิตจะกำหนดอย่างนั้นก็เรื่องของท่าน อาตมาจะพูด สัต ตะ บุ หรุด ก็ไม่มีใครมาจับอาตมาหรอก จะอ่าน สัด บุ หรุด ก็อ่านไป 

_Somnuek Lailak สมนึก ลายลักษณ์ · กราบนมัสการค่ะ ยังดิฉันอีกคนเจ้าค่ะฝันจะเข้าอโศกตั้งนานยังเข้าไม่ได้เลยค่ะ. เพราะมีกรรมและเจ้ากรรมนายเวรค่ะ / ถูกต้องค่ะชาวอโศกไปด้วยใจไม่ได้หลอกมาทำด้วยใจ. คนที่ยังไม่เข้าอโศกคือคนใช้หนี้ยังไม่เสร็จค่ะ

พ่อครูว่า…ที่นี่ก็มีครบ สถานที่ที่น่าอยู่ มีคนที่ดี มีอาหารดี มีสถานที่ดีมีธรรมะดี คือสบาย แม้ธรรมะก็สัปปายะ ไม่ได้พูดหลอกหลวงไม่ได้พูดเล่นๆแต่พูดจริง ผู้รู้เข้าใจดีก็มา ก็มาแล้วที่นี่ โอ้โห ถ้าคุณมีคุณธรรมมาได้เลย ถ้าคนไม่มีคุณธรรมจะมาอยู่ยาก ก็จะอยู่ไม่รอดหรอกเดี๋ยวก็ไป แต่ถ้าคนที่มีภูมิธรรม พอมาอยู่ได้สบาย 

_สุคนธ์ แดงมณี  · เป็นรายการธรรมะที่ฟังเพลิน,สนุกไม่เบื่อและไม่ง่วงค่ะ

_วินัส ศิลาสุวรรณ์  · กราบนมัสการพ่อครูอย่างสูงผมขอถามคำถามเรื่องปุ๋ยครับตอนนี้ผมเอาอาหารสัตว์มาทำปุ๋ยเเทนมูลสัตว์เช่นขี้ไก่ขี้หมูเพราะทำไห้ลดต้นทุนสำหลับคนจนอย่ามผมเป็นสิบเท่าเเต่ในองประกอบของอาหารสัตว์นอกจากพืชเเล้วยังมีปลาป่นเป็นส่วนประกอบด้วย 

พอทำปุ๋ยอาหารสัตว์ทุกครั้งก็ไม่สบายใจเลยอยากถามพ่อครูว่า ถ้าผมทำปุ๋ยอาหารสัตว์ต่อไปผมจะมีวิบากบาปเกี่ยวกับสัตว์ไหมครับ

พ่อครูว่า…คุณไปเอาเนื้อสัตว์มามันก็เกี่ยวสิ แต่ขี้ของสัตว์ไม่เป็นไรหรอก เพราะมันเป็นของที่เขาทิ้งแล้ว แต่เนื้อมันเป็นสิ่งที่มันถือเป็นของมันอยู่ เนื้อนั้นมันยึดถืออยู่มันเป็นสัตว์เดรัจฉานด้วย มันก็จะมีความยึดถือ แม้แต่พวกนั่งหลับตาสะกดจิต เป็นอนุสัยยึดถือไว้ ก็เลยกลายเป็นคนทำจิตให้มีสมถะได้เก่ง ตกผลึกอยู่ในอนุสัย หยุด ก็เลยกลายเป็นคนที่ไม่ตื่นขึ้นมารับภายนอก แต่ทำจิตวิญญาณให้เราได้กินพลังงานน้อย เสร็จแล้วก็กลายเป็นคนที่อยู่ได้นานสะกดจิตตัวเอง เมื่อฝึกเข้าจิตก็เก่งสมถะ เมื่อตายแล้ว จิตก็จะอยู่กับตรงนั้น ก็จะมีอาหารเลี้ยงขันธ์อยู่   เล็บก็จะยาวผมก็จะยาวเนื้อหนังมังสาก็ค่อยๆเหี่ยว ซึ่งจะไม่ตายง่ายๆเป็นพวกมิจฉาทิฏฐิ ที่เขาถือกันว่าอาจารย์เขาตายแล้วไม่เน่า เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ อันนี้เป็นเรื่องจิตวิญญาณเกาะเกี่ยวยึดติดตัวกูของกูอยู่ ไม่ไปไหน ซึ่งเป็นเรื่องนอกรีต เป็นเรื่องตรงกันข้ามกับของพุทธ ผู้ที่ไม่รู้ก็จะนึกว่าอาจารย์เราตายแล้วไม่เน่า เอาไปใส่โลงแก้วไว้ บูชาเคารพทำมาหากินกันไป เป็นพวกนอกรีตผิดทาง ยึดมั่นถือมั่นทำจิตวิญญาณให้เป็นลักษณะนั้น แล้วมันก็ได้อย่างนั้นจริงๆ 

เคยผ่านตา พวกนั่งหลับตาสะกดจิตเขาเอาไปใส่กล่องแล้วฝังดินได้ถึง 26 วัน แล้วก็ไม่ตาย ร่างกายยังสดอยู่อย่างสบาย ไม่ได้เหี่ยวไม่ได้ฝ่อเหมือนคนอดข้าวแล้วแห้งเหี่ยว เพราะว่าเป็นการใช้พลังงานที่น้อยมาก เป็นสังขารพลังงานจิตที่ละเอียดมากเลย อาตมาไม่ได้สงสัย ไม่ได้ไปประหลาดใจ และไม่ได้ตั้งใจจะไปฝึกอย่างนั้นหรอก เข้าใจ ถ้าฝึกไม่รู้จะได้เก่งเท่าเขาหรือไม่ พระพุทธเจ้านั่งอยู่ไม่ได้รับประทานอะไรตั้ง 49 วันหรือเท่าไร ผอม จนมีคนไปทำเป็นพระปางทุกรกิริยา ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิแล้วจะไปเคารพสิ่งที่ไม่ถูกต้องจะไปกันใหญ่ก็น่าสงสาร 

มีบทความของคุณกษิต ภิรมย์ 

อันหนึ่งชื่อ ประชาธิปไตยไทยกลับไปเริ่มต้นที่หลักพุทธ 

สังคมไทยใช้ระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาร่วม 88 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 ซึ่งก็มีสภาพล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาก็มีการกล่าวหา หรือโยนบาปกันไปมาว่า ผู้ใดกันแน่ ที่เป็นผู้ทำให้ประชาธิปไตยของไทยไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่นและมั่นคง

ตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2475 และหวังตลอดมาจนกระทั่งบัดนี้ ก็มักจะกล่าวกันอยู่เสมอว่า ชาวไทยส่วนใหญ่นั้นยังไม่พร้อมที่จะเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งในวันนี้ ผมเห็นว่าไม่เป็นความจริง เพราะตัวของปัญหาอยู่ตรงการที่ประชาชนพลเมืองถูกตีกรอบถูกปิดกั้น ถูกบิดเบือน และที่สำคัญที่สุดประชาชนไทยถูกขโมยอำนาจอธิปไตยมากกว่า

พ่อครูว่า…คนที่มีสติเป็นอธิปไตยเป็นคนที่จะมีความเหนือโลกเหนืออัตตา ที่มีความเป็นธรรมมาธิปไตย เมืองไทยมีคนที่มีแกนแบบนี้ไม่มากก็น้อย นี่เป็นแกนของพุทธ นะ

ตัวปัญหา 2 ตัวที่มีผลต่อการบอนไซของประชาธิปไตยของไทย คือ

1) การเมือง ฝ่ายนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ไม่คิด ไม่ยอม ไม่ตั้งใจ ที่จะพัฒนาตนเองให้เป็นสากลกันเสียที
พ่อครูว่า…อาตมาว่า คุณกษิต ก็ยังคิดไม่ได้ว่าประชาธิปไตยที่ดีที่สุดคือประชาธิปไตยของไทย แต่นี่เขาวกไปหาประชาธิปไตยสากล ตอนนี้อเมริกาเบ่งอำนาจเบ่งอัตตามากในโลก เขาแสดงพฤติกรรมจะเป็นเจ้าโลก มันไม่มีประชาธิปไตยเลยไม่มีธรรมาธิปไตยอะไรเลย ประชาธิปไตยของสหรัฐคืออะไรก็คือการลงคะแนนเสียงแล้วก็ประพฤติตาม Concept ของตัวเองแต่ละคน รีพับลิกันก็อย่างนั้น เดโมแครตก็อย่างนั้น นี่ 2 ขั้วใหญ่ๆ ขอสรุปว่าเมืองไทยนี่แหละเป็นแกนประชาธิปไตยของพุทธ อาตมาไม่ได้พูดเล่นนะ พูดตามหลักพระพุทธเจ้าเลย เมืองไทยมีประชาธิปไตยที่ดีที่สุดในโลกขณะนี้ 

2) ฝ่ายกองทัพ ซึ่งไม่ยอมรับหลักสากลว่า ต้องฟังคำสั่งของฝ่ายพลเรือนที่เป็นรัฐบาล และต้องไม่ยุ่งกับการเมือง แต่กองทัพไทยคลั่งไคล้ในอำนาจ ต่างเชื่อว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องรักษาดูแลความมั่นคง ซึ่งรวมทั้งการต้องมีส่วนในการเมืองด้วย

พ่อครูว่า…พลเอกประยุทธ์บอกว่าเมื่อก่อนตัวเองเป็นทหารแต่ตอนนี้ตัวเองเป็นนักการเมือง ซึ่งเป็นการพูดจากใจ เขาเป็นคนที่พูดตรง บางอย่างรู้แล้วแต่ไม่ควรพูดจะเป็นผลกระทบก็ไม่พูด ทุกวันนี้ก็ระงับยับยั้งได้เก่งขึ้น เพราะว่ามีบทเรียน แต่ก่อนนี้โป้งป้าง โดนลูกระเบิดลงเยอะ ตอนนี้ก็ดีขึ้นเยอะเลย 

เมื่อฝ่ายการเมืองไม่เข้มแข็ง ก็หมายความว่ารัฐสภาไม่เข้มแข็ง รัฐสภาก็พัฒนาตนเองให้เป็น 1 ใน 3 สถาบันหลักของชาติมิได้

และเมื่อฝ่ายการเมืองไม่แข็งแรงก็หมายความว่าส่วนที่มาเป็นฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายรัฐบาลนั้น ก็ไม่เข้มแข็งในหลักการและจิตสำนึกในหน้าที่ด้วย

ฝ่ายบริหารอ่อน ฝ่ายรัฐสภาอ่อนแอ และฝ่ายสถาบันหลักที่ 3 คือ ฝ่ายตุลาการก็พลอยอ่อนแอไปด้วย ส่งผลให้การแบ่งแยก การคานอำนาจ การตรวจสอบ ถ่วงดุล ไม่เป็นไปตามทฤษฎี หลักการที่เขียนไว้ มีการแทรกแซงกัน และมีการทุริตคอร์รัปชั่นอย่างกว้างขวาง

ที่กล่าวมาก็เป็นผลมาจากปรากฏการณ์ของการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ไทยทำตามฝ่ายยุโรปตะวันตกเป็นหลัก แต่ทำตามแค่รูปแบบ แต่ขาดประเพณีวัฒนธรรม จิตสำนึก และความเข้าอกเข้าใจในสาระเนื้อหาที่มาจากเนื้อในของตนเอง

พ่อครูว่า…คุณกษิตยังไม่เข้าใจว่าประชาธิปไตยไทยนะดีที่สุดแล้วตอนนี้ เหนือชั้นกว่าประเทศอื่นเยอะ 

ฉะนั้น ประเด็นปัญหาที่แท้จริงของประชาธิปไตยของไทยก็คือ เรายังไม่ได้มีแบบฉบับที่ไทยคิด ไทยทำ และไทยใช้ ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมแบบไทยๆ เราไม่มีความเป็นเจ้าของประชาธิปไตยของเราเอง แต่เป็นแบบของยุโรปตะวันตก จึงขาดรากเหง้าของเราเอง

ปัญหาของไทยก็เหมือนๆ กับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย นั่นคือไปเอาของฝรั่งมาใช้ ซึ่งก็มิใช่ว่าของฝรั่งเขาไม่ดี แต่ที่ฝรั่งเขาใช้ได้ ทำได้ เพราะเขามีเวลาในการพัฒนา มีรากมีฐาน มีที่ไปที่มา โดยเฉพาะเขาโยงกับอดีต เขาโยงกับประวัติศาสตร์ได้ และประวัติศาสตร์จากอดีตมีความต่อเนื่องถึงปัจจุบัน

หรือกล่าวได้ว่าประชาธิปไตยของเขามีรากเหง้ามาจากโบราณกาล

ในกรณีของไทยและประเทศกำลังพัฒนาต่างๆทั้งหลาย เราเอาของฝรั่งมา โดยเราไม่มีการยึดโยงกับรากเหง้าของเราเอง


รากเหง้าของพวกฝรั่ง คือ

1.ความคิดปราดเปรื่องและการปฏิบัติของพวกกรีกและโรมัน

2.ความเชื่อถือและประเพณีวัฒนธรรมของอารยธรรมยิว-คริสเตียน (Judeo-Christian Traditions)

3.การเจรจาต่อรองระหว่างผู้ปกครอง กับผู้เสียภาษี และผู้ถือครองทรัพย์สิน

แล้วเขาก็คิดขับเคลื่อนขับเคี่ยวกันมาเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม มีตัวแทน มีความทัดเทียมกันภายใต้กฎหมาย ก็เหมือนกับเราแต่งชุดสากลของฝรั่ง ก็ยังดูไม่สมน้ำสมเนื้อ เพราะมันไม่ใช่ของเรา ไม่ดูงามเหมือนนุ่งโจงกระเบน หรือจะดูสมาร์ทเมื่อใส่ผ้าขาวม้า ซึ่งจะแต่งอย่างไรก็เป็นตัวของตัวเอง

ฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราจะกลับมาเริ่มต้นที่รากของเรา อันได้แก่ ความเชื่อถือโบร่ำโบราณในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในธรรมะ คือพุทธศาสนา และ Hindu Buddhist Traditions ประเพณีวัฒนธรรมฮินดู-พุทธ และการเป็นสังคมแบบพ่อปกครองลูก เป็นต้น

ฉะนั้น การจะเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ เราก็น่าจะคิดเริ่มต้นจากความเป็นคนไทยที่มีประเพณีวัฒนธรรมและความเชื่อถือดั้งเดิม การนับถือศาสนาและการเป็นพหุสังคม พหุวัฒนธรรม โดยเฉพาะศาสนาอื่นๆ ในไทยก็มีคำสั่งสอนพื้นฐานเหมือนกัน คือการประพฤติตนให้เป็นคนดีและคำนึงถึงส่วนรวม

ในสังคมใดๆ ก็ต้องการคนดี และฉะนั้น กฎหมายบ้านเมืองก็ต้องเริ่มต้นที่คนที่มี “ธรรมะ” หรือคำสั่งสอนให้เป็นคนดี

ฉะนั้น การจะอยู่ในสังคมและโดยเฉพาะผู้ที่จะอาสาเข้ามารับใช้บ้านเมือง จะเป็นนักการเมือง หรือ เป็นข้าราชการทุกประเภท ก็ต้องเป็นคนดีเท่านั้น

ในพุทธศาสนามีคำสั่งสอนมากมายว่า จะเป็นคนดีอย่างไร และโดยเฉพาะผู้ที่ปกครองประเทศ หรือรับใช้บ้านเมืองจะเป็นอย่างไรอื่นใดไม่ได้ นอกจากดำรงธรรม

กษัตริย์ไทยต้องปกครองบ้านเมือง หรือเป็นองค์ประมุขประเทศ ก็ด้วยการยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย และต้องปกครองแผ่นดินด้วยธรรม

ฉะนั้น หัวใจของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ต้องเริ่มที่การกำหนดว่า สังคมไทยเป็นสังคมแห่งธรรมะ สังคมของเสรีชน สังคมแห่งการรับผิดชอบต่อส่วนรวม และสังคมแห่งการมีส่วนร่วมเป็นสำคัญ

นี่คือฐานรากเหง้า และจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยแบบไทยๆ

กษิต ภิรมย์

[email protected]

 พ่อครูว่า…สรุปได้ดี สรุปว่าเป็นคนดีตามหลัก เป็นคนที่มีประโยชน์ให้แก่คนอื่นและส่วนรวมไม่เห็นแก่ตัวนี้ใช่เลย 

อีกอันหนึ่งของคุณกษิตว่า ธรรมาธิปไตยก้าวต่อไปของประชาธิปไตยไทย 

ธรรมาธิปไตย ก้าวต่อไปของประชาธิปไตยไทย

แทนที่จะยึดโยงอยู่กับระบอบการเมืองการปกครองของไทยแบบที่แล้วๆ มา ซึ่งพึ่งพาความคิด ความปฏิบัติในระบอบประชาธิปไตยของฝ่ายตะวันตกเป็นหลักเราน่าจะลองมาคิดพัฒนา ให้ประชาธิปไตยของเราก้าวหน้าไปบนพื้นฐานของระบอบหลักธรรมาธิปไตยกันดีไหม?

เหตุที่เสนอเป็นอย่างนี้ เพราะเรื่องประชาธิปไตยหรือการเมืองแบบตัวแทนนั้นเป็นของพวกยุโรปฝรั่งมังค่า ซึ่งเขามีประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรม และความเชื่อของเขาเอง และมีการวิวัฒนาการมาเป็นเวลาหลายร้อยปี

แต่ในขณะที่ไทยเรา และประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายนอกทวีปยุโรป และอเมริกาเหนือ (ซึ่งเป็นอดีตชาวยุโรป) ก็ไปรับระบอบของเขามาเต็มใบ ในขณะที่สภาพสังคมต่างๆ ของเราไม่เหมือน และแตกต่างกับของเขาอย่างมากมาย

อย่างไรก็ดี เรานั้นมีประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม และระบบความคิด ความเชื่อของตนเอง หรือนัยหนึ่งเราก็มีรากของเราเอง เช่น ผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้การปกครองมีความสัมพันธ์กันแบบพ่อ-ลูก สะท้อนความรัก ความเมตตา ความยุติธรรมของฝ่ายผู้ปกครอง และความเคารพนับถือเชื่อฟังของฝ่ายลูกบ้าน แล้วทั้ง 2 ฝ่ายสื่อสารกันได้ “สั่นกระดิ่ง”

แต่ดั้งเดิมเราก็มีความเชื่อถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ในเรื่องภูตผีปีศาจ และต่อมาก็รับเอาศาสนาพุทธและพิธีการของพราหมณ์ฮินดูเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะผู้ปกครองเป็นผู้มีบุญ แต่ต้องกำกับตัวเองด้วยธรรมะ และปกครองด้วยหลักธรรม

ฉะนั้น ความเมตตา (ของฝ่ายผู้ปกครอง) พร้อมด้วยตัวธรรมะ จึงเป็นหนึ่งในหลักรัฐศาสตร์การเมืองการปกครองของไทยมาช้านาน

ในขณะเดียวกัน ความเป็น “ไท” ซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นอิสระเสรี ปราศจากการครอบงำ ขู่บังคับใดๆ(ซึ่งกฎหมายได้กล่าวถึงสิทธิเสรีภาพ หรือจะใช้ศัพท์ฝรั่งก็คือ การต้องมี ต้องได้รับการปฏิบัติด้วยหลักสิทธิมนุษยชน)

อีกทั้ง ศาสนาพุทธ และศาสนาอื่นๆ ที่หลั่งไหลเข้ามา ก็มีพื้นฐานคำสอนคล้ายคลึง หรือเหมือนกัน คือการต้องอยู่ร่วมกัน ด้วยการร่วมมือกัน เคารพซึ่งกันและกัน และการไม่เบียดเบียนกัน หรือจะใช้ศัพท์ฝรั่งก็คือ การเคารพซึ่งความเป็นมนุษย์ร่วมโลก

และการที่พ่อขุนเรียกประชุมหารือลูกบ้านก็ถือว่าเป็นหลักปฏิบัติประชาธิปไตยอันสำคัญขั้นพื้นฐานทีเดียว

ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นการแสดง หรือพิสูจน์ให้เห็นถึงพื้นฐานและรากเหง้าของสังคมไทยมาหลายๆ ร้อยปี และบ่งบอกซึ่งความเป็นประชาธิปไตยและการกำกับชีวิตกันด้วยหลักธรรมาภิบาล หรือธรรมะเป็นกรอบ เป็นตัวชี้นำ เป็นที่ตั้งอยู่ในตัว

ผู้ปกครองทุกคน ทุกระดับ จึงต้องเป็นผู้ที่มีธรรมะ

ไทยเราจึงมีรากเหง้า (Roots) ของเราเองไม่น้อยไปกว่าพวกยุโรป แต่เราไม่ได้ใช้ “ราก” ของเราเป็นจุดเริ่มต้นในการวางรากฐานการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย แต่รับและลอกของฝ่ายยุโรปมาทั้งดุ้น ก็ทำให้เกิดปัญหา จะแก้ได้เราต้องกลับไปเริ่มใหม่ที่รากนั้นๆ เช่น ธรรมะเป็นที่ตั้ง เป็นกรอบชี้นำ เป็นต้น

เมื่อขาดธรรมะประเด็นปัญหาในสังคมไทยที่เลวร้ายที่สุดในวันนี้ ก็เป็นที่ประจักษ์

เรามีกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายต่างๆ มากมายเกี่ยวกับเรื่องสิทธิ หน้าที่ และบทลงโทษ แต่มิได้มีการระบุแต่อย่างใดในเรื่องหลักธรรม หรือกฎธรรม

ฉะนั้น ก็ถึงเวลาที่เราจะทบทวน และเราวางโครงสร้างสังคมไทย และสร้างชีวิตสังคมไทยกันใหม่ด้วยการยึดหลักธรรมเป็นจุดเริ่มต้น หรือนัยหนึ่งแล้วจะต้องเสริมสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมธรรมาธิปไตย

ซึ่งไม่ขัดกับระบอบประชาธิปไตยของฝ่ายยุโรป อเมริกาในสาระเนื้อหาหลักๆ แต่มีมาก่อนเสียด้วยซ้ำ และมีมากกว่าด้วย คือเอาเรื่องธรรมะเป็นจุดเริ่มต้น เป็นกฎหมายข้อบังคับกับพลเมืองทุกคนและโดยเฉพาะกับผู้อาสาเข้ามารับใช้บ้านเมือง

จะมีปริญญา จะมีชื่อเสียง จะมีทุนทรัพย์ และจะมีอิทธิพลใดๆ ก็ไม่เหมาะสม ไม่เป็นการเพียงพอต่อการรับใช้บ้านเมือง หากเป็นผู้ที่ขาดซึ่งธรรมะ

การจะแก้ไขปัญหาการเมืองไทยในวันนี้ เราต้องกลับไปที่รากเหง้าของเรา คือการอยู่กันและอยู่ด้วยธรรมะ

จึงอยากขอเรียนเชิญให้มาช่วยกันคิด มาเขียนเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งธรรมาธิปไตย เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยประชาธิปไตยแบบฝรั่งไม่เพียงพอ และใช้ไม่ได้ ไม่เหมาะสม เพราะขาดธรรมะซึ่งเป็นรากเหง้าของสังคมไทย

กษิต ภิรมย์

[email protected]

พ่อครูว่า…ดี ถ้าหันกลับมามองอย่างนี้ดี ในชาวอโศกนี้อาตมาเป็นผู้บริหาร อาตมาบริหารด้วยธรรมะ แล้วเอาธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นรากฐานเป็น Root แล้วพวกเราเป็นยังไง สงบ เรียบร้อย เป็นอย่างที่โลกประชาธิปไตยต้องการคอมมิวนิสต์ต้องการ ต้องการว่าเป็นสังคมที่สงบเรียบร้อยแล้วก็อยู่ในอาณัติ โดยไปทำมาหากินแล้วเสียภาษีให้มากๆ ชาวอโศกเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ สุดยอดแล้ว ไม่มีอะไรเทียมเท่าแล้ว แล้วก็เป็นอยู่กันอย่างสบาย 

ปรากฏการณ์ของชาวอโศกที่มีสังคมตัวอย่าง ที่อยู่กันอย่างสาธารณโภคี อยู่กันอย่างมีสาราณียธรรม 6 มีวรรณะ 9 แล้วก็เรียนธรรมะกันเป็นหลัก เป็นสำคัญเลยในชีวิต อยู่กับธรรมะ เอาธรรมะเป็นตัวขับเคลื่อนชีวิตของเราทั้งชีวิต จะทำงานจะอยู่จะกิน จะประพฤติอะไรอยู่ในสังคมต่างๆนานา มีธรรมะเป็นหลัก ไม่ต้องไปเอาคำสอนอื่นมาวุ่นวายอะไรมากมาย พวกเราประสบผลสำเร็จหรือยัง … ได้แล้ว

ขั้นนี้ถือว่างามแล้ว แต่งามกว่านี้มีอีกไหม มี ทุกคนรับรอง ดี ก็ทำให้ดีขึ้นก็แล้วกัน

สมณะเดินดิน สรุป