ศาสนา

630812_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สันติภาพแท้ไม่แปรผันไปกับคำสรรเสริญ

ดาวโหลดเอกสารที่  https://docs.google.com/document/d/1SQWReRUvkgqQUFI-02OzdNRt9le5Vk5rrL2FF56p2hY/edit?usp=sharing                                                 

ดาวน์โหลดเสียงที่    https://drive.google.com/file/d/1tyfCyZqAPjJxVUC5nZggV-3308Qhw8Pz/view?usp=sharing 

และยูทูปที่  

สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้เป็นวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2563 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้เป็นวันแม่ เมืองไทยมีวันสำคัญต่างๆมากมาย เป็นเมืองที่มีครอบครัวอบอุ่น คนสมัยใหม่กลับไปนิยมสังคมแบบตะวันตกที่ทำให้ครอบครัวไม่อบอุ่น 

หัวใจประชาธิปไตยไทย

พ่อครูว่า…เรื่องประชาธิปไตย อาตมาพูดบรรยาย และเขียนมาก็เยอะ นี่ก็เขียนเป็นเล่มเลยยังไม่จบ เรื่องประชาธิปไตยไทยที่ใครๆไล่ไม่ทัน เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ความเป็นประชาธิปไตยนี้คนเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ อาตมาก็พยายามยกอ้างอิงของพระพุทธเจ้า ความเป็นประชาธิปไตยมันเกิดในกลุ่มคน กลุ่มคนนั้นมีคุณลักษณะต่างๆ ที่ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตย เช่น 1. ความมีอิสรเสรีภาพสมบูรณ์ จะต้องเข้าใจว่าอิสรเสรีภาพคืออะไร อย่างไร ไม่ใช่อิสระแบบ Hippy 2. อัตตาไม่มีหรือ ความมีตัวตนน้อยหรือจนไม่มี   3. เสียสละรับใช้ผู้อื่นอย่างดี อย่างมาก อย่างเห็นได้เลย แค่ 3 ประเด็นนี้ เอาเป็นเครื่องวัดความเป็นประชาธิปไตยในกลุ่มมนุษย์ชาติที่ไหนๆ ก็ได้ 

  1. อิสรเสรีภาพ 

  2. ไม่มีตัวตน 

  3. แสดงออกถึงการมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นอย่างแท้จริงเลย ช่วยประชาชน 

  4. ไม่มีอคติไม่ลำเอียงไม่เข้าข้างผู้นั้นผู้นี้ แม้แต่พรรคพวกของตน ไม่เห็นแก่แม้แต่พรรคพวกของตน 

ต้องมีจิตใจไม่มีอัตตา แค่นี้ ก็แน่นอน จะเป็นผู้ไม่เข้าข้างใคร เห็นแก่ความถูกต้อง เห็นแก่ความเป็นเพื่อประชาชน อย่างสมเหมาะสมควร ไม่ใช่เพื่อประชาชนอย่างที่บางประเทศ เอาปริมาณเป็นหลักด้วย ไม่เอาปริมาณเป็นหลัก 

ประชาธิปไตย ที่ยิ่งใหญ่มากและคนเข้าใจได้ยากอีกข้อนึงคือ ต้องเป็นประชาธิปไตย 2 ขา ประชาธิปไตยขาเดียวคือไม่มีกษัตริย์ เป็นประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดีเลือกประชาชนขึ้นไปเป็นประธานาธิบดีเป็นประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง ประชาธิปไตยขาเดียวนั้นไม่สมบูรณ์แบบ ไม่ลึกซึ้งเป็นเรื่องผิวเผิน เพราะคนหรือสังคม ต้องประกอบด้วย 2 ไม่ใช่ประกอบด้วย 1 เดียว เมื่อมีจิตวิญญาณจะต้องมีรูปนะ จิตนิยามจะต้องศึกษารูปนาม มีแต่รูปอย่างเดียวเป็นวัตถุ มีแต่นามอย่างเดียวไม่รู้จักรูป เหมือนพวกนั่งหลับตาสะกดจิตไปสร้างนามธรรม เป็นนิรมาณกาย เป็น มโนมยอัตตาเลอะเทอะไปหมดไม่ได้ ไม่ใช่สัจจะที่จะเอามาใช้กับมนุษย์โลกที่มีองค์ประกอบต่างๆแบบนั้นมันไม่รู้เรื่อง อย่างนี้เป็นต้น 

อาตมาพยายามประคองชีวิตอยู่ให้ยาวๆ นานๆ เพื่ออธิบาย 

  1. ศาสนา 

  2. ประชาธิปไตย 

3 อันใหญ่ๆที่ทั่วโลกเขาเข้าใจ 1. การเมือง 2. เศรษฐกิจ 3. สังคม จะอยู่เพื่ออธิบาย 3 อย่างนี้ไปเรื่อยๆ

ซึ่งอาตมาเกิดมาในชาตินี้ ต้องพิสูจน์ความจริงว่าจะมามีความรู้สิ่งใหม่ แต่ก็ไม่ได้อวดดี ก็อ่อนน้อมถ่อมตนอยู่ อาตมาไม่มีอะไรเป็นเครื่องยืนยันในชาตินี้ ปริญญาตรีก็ไม่ได้นักธรรมตรีก็ไม่ได้ สิบตรีก็ไม่ได้ ไม่ได้ทั้งนั้น รวยก็ไม่รวยอีกต่างหาก พ่อก็ไม่รวย ตัวเองก็ไม่หล่ออีกต่างหาก หากอาตมาหล่อ ตอนนี้อาตมาเป็นพระเอกหนังไปแล้ว 

ก็ค่อยๆฟังไปเรื่อยๆ ยืนยันว่า ประชาธิปไตยเป็นลักษณะของมนุษย์และสังคมที่วิเศษสุด มีมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์กันทั้งโลก เมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน ยังไม่มีประชาธิปไตย แต่ฟพระพุทธเจ้าท่านสำเร็จความเป็นประชาธิปไตยแล้ว อย่างเป็นรูปธรรม มีหลักสูตร มีทฤษฎี เรียบร้อยเลย แล้วมีพลังของอธิปไตย จนกระทั่งแคว้นต่างๆก็คือรัฐต่างๆ หรือประเทศต่างๆในทวีปอินเดีย ยอมรับหมดเลย แคว้นใหญ่ขนาดไหนแม้แต่โกศล แคว้นมคธก็ยอมรับพระพุทธเจ้าหมด ยอมรับ ยกให้หมดเลย ท่านจะประกาศธรรมนูญประกาศหลักเกณฑ์ของท่าน แล้วใครมาศรัทธาหลักเกณฑ์นี้ เข้ารีต ยกให้เลยเอาไปเลย อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านยืนยันหลักฐานมีในสามัญญผลสูตร ที่มีพระเจ้าอชาตศัตรูลูกของพระเจ้าพิมพิสาร มาซักไซ้ไล่เรียงให้ชัดเจนเลยว่า

ถ้ามีผู้มาเข้ารีตพระพุทธเจ้า มาปฏิบัติ มีพฤติกรรมอย่างนี้ มีความเป็นคนแบบนี้ แม้จะเป็นคนของท่านเป็นข้าราชบริพารรับใช้อย่างใกล้ชิดสนิทสนมอยู่ที่เดียว เป็นคนข้างเคียงเลย เป็นมหาดเล็กราชวัลลภอยู่คู่อยู่เลย

แล้วมาเข้าใจ เข้ารีต ธรรมะพุทธเจ้า ออกจากการเป็นข้าราชบริพารมาเป็นคนของพระพุทธเจ้า ไม่ไปทำงานทางโลกแล้ว มาทำงานทางธรรมะ ท่านจะเอาคนของท่านคืนไปไหม ซึ่งในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีสิทธิ์เอาคืนไปได้ พระเจ้าอชาตศัตรูบอกว่าไม่เอาพะยะค่ะ มีแต่สนับสนุนเขาเลย  ท่านก็มีภูมิปัญญา 

แต่ประชาธิปไตยที่เขาเรียกร้องกันทุกวันนี้ มันไร้สาระเป็นคนที่หลง ไม่รู้เรื่องอะไร ไม่ประสีประสา แต่ห้ามเขาไม่ได้หรอก เขามีความฉลาดเท่านั้น เพราะคนเราก็มีความฉลาดเท่าที่ตัวเองโง่ ไม่มีใครที่จะฉลาดเกินกว่าตัวเองโง่หรอก คนเราโง่เท่าที่ตัวเองฉลาดทุกคน ก็ต้องเป็นเท่าที่เขาเป็น 

SMS วันที่ 9-10 ส.ค. 2563 

_แก้วตะวัน พวงบุบผา  :  น้อมกราบนมัสการพ่อครู ท่านฟ้าไทและเจริญธรรมอาสู่แดนธรรม …รับชม(รายการวิถีอาริยธรรม)ที่สุพรรณบุรี เสียงพ่อครูชัดเจน ส่วนท่านฟ้าไทและอาแป้งเบาไปนิด…พ่อครูต้องอยู่ไปยาวนานเพื่อเผยแผ่ความจริงของศาสนาพุทธ ที่พ่อครูมีปฏิภาณเพิ่มขึ้นๆ  จัดการ

_สติพล จนพัฒนา  : อสังขตธรรมคือไม่ปรุงแต่ง แต่ปรุงแต่งคือนิพพาน..ถูกไหมครับ?. พ่อครูว่า…ได้จะพูดอย่างนั้นก็ได้ พูดเอาแบบดื้อๆ นิพพานก็มีสังขาร แต่เป็นอสังขาร หรือวิสังขาร ท่านไม่ใช้อสังขาร แต่วิ มีคุณสมบัติที่ดีกว่า 

_ฐปะนีย์ บุราไกร  : ลูกฟังธรรมมะของพ่อท่านก็อร่อยและเข้าใจ  ยิ่งฟังยิ่งลึกซึ้งมากขึ้นๆๆ ลูกกราบขอบพระคุณพ่อท่านด้วยความเคารพยิ่ง ขอให้พ่อท่านมีอายุยาวนานเพื่อที่จะปล่อยความละเอียดของธรรมมะโลกุตระของพระพุทธเจ้า  มาให้ลูกๆฟังและอยากให้พ่อท่าน เป็นผู้ที่เป็นครูโลกุตระธรรมะของพระพุทธเจ้าเจ้าค่า

พ่อครูว่า…มีเชิงอร่อยชอบใจ เป็นแต่เพียงรสของอาตมาไม่มีพริกมาก อาจปะแล่มๆ หวานนิดหน่อย เค็มนิดๆ เปรี้ยวหน่อย อะไรอย่างนี้

_ชาญณรงค์  จินดาธรรม : กราบแทบเท้าอาราธนาพ่อท่านให้อยู่สั่งสอนลูกๆตราบนานเท่านานที่สุดเท่าที่จะนานได้ครับ

ทำใจอย่างไรไม่ให้ฟูใจกับสรรเสริญ

_สุรภา ลิ้มวรรณเสถียร : คำสรรเสริญเป็นสิ่งชั่ว แต่ถ้ารับคำสรรเสริญเราจะทำใจอย่างไรคะ

พ่อครูว่า…ทันสมัยด้วยนะ ตอนนี้มีคนมาสรรเสริญเรา … อาตมาก็บอกของอาตมาทันทีเลย ทำใจกลางๆเฉยๆไม่ขึ้นไม่ลง ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ แต่รับรู้ความจริง เขาสรรเสริญแล้วก็เอาคำสรรเสริญเขามาตรวจสอบ อย่างคำสรรเสริญของแมนแฮ ที่เขาให้มาตอนนี้เขาสรรเสริญในประเด็นใด เขาสรรเสริญในประเด็นของผู้ส่งเสริมสันติภาพ สันติภาพคืออะไรอาตมาก็เข้าใจ แต่งเพลงสันติภาพมาตั้ง 3 เพลง 1. เพลงสันติภาพ 2. เพลงสันติภาพผี 3. เพลงสันติภาพประกาศิต 

การรับคำสรรเสริญ ก็เหมือนกับคำว่าบุญ คำว่าบุญนี้คนเขาเข้าใจว่าเป็นความดี ที่จริงมันก็ใช่ ความดีก็เป็นกุศลแต่เป็นโลกียะ ส่วนบุญนั้นเป็นโลกุตระ ซึ่งคนจะเข้าใจไม่ได้ง่ายๆเลย แยกแยะระหว่างบุญกับกุศล แยกแยะระหว่างวิบัติกับสมบัติ แยกแยะระหว่างสิ่งที่มีกับไม่มี แยกระหว่างความเป็นในปัจจุบันธรรมจบแล้วหายตัว กับความเป็นในปัจจุบันไม่หายตัวก็มีสั่งสมวิบากก็มี  กุศลเป็นขึ้นมาแล้วกรรมก็เป็นอันทำ จะเป็นกรรมชั่วก็สะสมกรรมดีก็สะสมไม่มีปัญหา กรรมดีหรือกรรมชั่วแม้นิดน้อยหนึ่ง ก็สะสม 

ส่วนบุญนั้นฆ่ากิเลส ทำนิดนึงแล้วก็จบไม่สะสม หรืออาจบุญทำได้ยิ่งจนกำจัดกิเลสอาสวะอนุสัยได้เลยก็ไม่สะสม บุญไม่สะสมที่ไหนเลยเช่นเดียวกันกับอายตนะจะไม่ตั้งอยู่ที่ไหนเลย อายตนะจะเกิดเมื่อมีเหตุปัจจัย 2 อันสัมผัสกันและมีสะพานเชื่อมต่อ อายตนะก็คือสะพานเชื่อมต่อ ถ้ามีสิ่งเดียวไม่มีการกระทบสัมผัสก็ไม่มี แต่ถ้ามีจะต้องมีการศึกษา พอเลิกกิจการงานที่คุณจะใช้แล้วมันก็เหลือเพียง 1 หรือ 0 อายตนะก็ไม่ตั้งอยู่ที่ไหน มันหายไปเลย สิ่งเหล่านี้เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าศึกษาให้ดีๆ

คำสรรเสริญก็เป็นของคนพูด และอีกอย่างหนึ่งก็คือคนอื่นเขายกย่องเราว่าเรามีสิ่งที่ดีน่าสรรเสริญ เขาก็บอกเรายกย่องเรา นี่ก็ยังดี อีกอย่างหนึ่งก็คือเรากล่าวไปให้คนอื่นได้ยิน คนอื่นจะได้รู้ว่าสรรเสริญคืออย่างไร 

สันติภาพนั้น ของแต่ละคนก็ต่างกันไป รางวัล nobel prize ก็มีสาขาสันติภาพ ชื่ออย่างนี้แต่สภาวะจริงมันเป็นอย่างไร อาตมาก็ขอยืนยันว่าสันติภาพของชาวอโศก มีสันติภาพ ในสังคมชาวอโศกมีสันติภาพแบบของพระพุทธเจ้า ที่อาตมาเข้าใจแล้วเอาทฤษฎีของท่าน เอามรรควิธีมาให้พวกเราปฏิบัติจนเกิดผลเป็นสันติภาพของพระพุทธเจ้า ก็เป็นอย่างนี้อยู่จะต้องมาศึกษา หรือเป็นประชาธิปไตยก็เป็นแบบของพระพุทธเจ้า เศรษฐกิจก็เป็นแบบของพระพุทธเจ้า 

เศรษฐกิจพวกเราถึงขั้น ทุกคนเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ และพวกเราก็มีอยู่มีกิน สบายไม่ขาดแคลน ถ้าหากจิตใจของคนไม่มีวรรณะ 9 ไม่เป็นคนเลี้ยงง่าย บำรุงง่าย ไม่เป็นคนมักน้อย ไม่เป็นคนใจพอ ไม่เป็นคนขัดเกลา ไม่เป็นคนมีศีลเคร่ง (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ต้องทำกายวจีมโนให้น่าเลื่อมใส ไม่สะสม มีแต่บริขารปัจจัยชีวิต อาจไม่เท่ากันทีเดียว แล้วแต่ความจำเป็นของแต่ละบุคคล 

สรุปแล้วผู้ที่ได้รับคำสรรเสริญก็อย่าได้ไป กระดี๊กระด๊า ยึดติดระเริง เอาไปเป็นเครื่องมือหากิน เบ่งข่ม ไม่ต้อง อาตมาไม่เอาคำสรรเสริญไปโฆษณาต่อ วันนี้เป็นวันประกาศก็เลยพูดกันมากหน่อย แต่วันอื่นก็คงจะไม่ คนอื่นอยากพูดเป็นเรื่องของเขาที่จะช่วยแนะนำโฆษณาเพิ่มเติมมันก็ดีถ้ามันจริง มันเป็นสิ่งที่จริง อย่างเช่นเราที่ได้รับรางวัลได้รับสรรเสริญอย่างนี้มีลักษณะอย่างนี้จริงนะ สังคมเราก็เอาไปใช้ต่อไม่เสียหายอะไร 

เราจะทำใจอย่างไร ก็ทำใจรู้ความจริงตามความเป็นจริง ไม่ฟูไม่แฟบ ไม่ดีใจเสียใจแต่ก็เข้าใจว่าเรามีสิ่งดี คนอื่นเขาเข้าใจ เขาให้เกียรติเรา เขาสรรเสริญเรา เราก็ต้องขอบคุณเขา ต้องยินดีที่จะรับในสิ่งที่เขาให้เป็นสิ่งดี แต่เราก็ไม่ต้องไปตื่นเต้นอะไร จิตสงบ ไม่ได้ฟูฟ่องอะไร ต้องอ่าน จิต เจตสิก รูป นิพพาน ต้องอ่านอาการจิต กิริยาจิตของคุณ อ่านได้เมื่อกระทบสัมผัส กลางๆ มีแต่ธาตุรู้ที่รับรู้ความจริง ตามความเป็นจริง ไม่ผลักไม่ดูด ความตอบรับ ที่ 35

_สู่แดนธรรม…บางคนทำใจรับรู้ความจริงตามความเป็นจริงได้แล้ว แล้วมีปฏิกิริยาตอบรับยิ้มแย้ม คนไม่เข้าใจ คิดไปว่าเป็นกิเลส 

พ่อครูว่า…เรามีการปฏิสันถารมี Action reaction ต้องร่าเริงเบิกบาน เพราะมันควรจะเป็นความเบิกบานแจ่มใสอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าเขาสรรเสริญ ๆ มาก็ทำหน้าบูด มันไม่สอดรับกัน ต้องมีสภาวะตอบรับสนองตอบ รับการสำนองอันนี้ เข้าใจแล้วมีภาวะตอบรับรับรู้เข้าใจว่าใช่ ส่วนจิตมันจะสงบหรือไม่ก็ของใครของมัน ยิ่งไม่สงบ ถ้าไปหลงติด ก็ของใครของมันอีก 

_แก้วตะวัน พวงบุบผา : น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพศรัทธาสูงสุดค่ะ…การปฏิบัติธรรมติดแป้นอยู่กับที่ก็เหมือนกับถอยหลังไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่กระตุ้นตัวเองขึ้นมาให้มีอธิศีลก็จะหลุดจากวงโคจรของอโศกไปได้ค่ะ

พ่อครูว่า…ในโลกนี้ กาละไม่มีอยู่กับที่ คุณอยู่ที่ไหนก็มีการเคลื่อนไปทั้งนั้นแหละในมหาจักรวาลนี้ไม่มีอะไรไม่เคลื่อนที่ สิ่งที่ไม่เคลื่อนที่เลยจริงๆคือศูนย์เท่านั้น ศูนย์คือมันไม่มีอะไร แต่ถ้ามันมีอะไรโดยเฉพาะมันเกิด 2 ขึ้นมา แล้วมันจะเกิดอยู่ในวงโคจรที่เรียกว่าโลกหรือที่เรียกว่าวงกลม วงวน แม้จะเป็นสภาพพลังงานตรงสภาพนิวเคลียร์ฟิชชัน สูญหายไปเลย แล้วหมดเนื้อหมดตัว 

ผู้ใดมีพลังงานส่งตัวเองให้สิ้นอาสวะ ไม่ต้องพูดถึงอนุสัยเลย ท่านตรัสให้เป็นอรหันต์เลย ได้สิ้นอาสวะเหลือเศษอนุสัยอยู่ ไม่มีทางกลับ จนหายไปเป็นโมเมนตัม เศษ ละอองธุลี เหลือก็เป็น ชรตา 

แต่ถ้าเป็นคนมีอำนาจจิต อยู่เหนือจิตแล้ว วสวัตตี คุณปล่อยก็ชรตา แต่คุณเปลี่ยนทิศทางอนิจจตา ก็ทำให้กลับมาได้อีกนะ คนที่มีพลังของวสวัตตีเพียงพอ ก็เอากลับมาได้อีก เป็น อนิจจัง

อุปจยะ คือการทำให้เกิด

อปจยะ คือไม่ทำให้เกิด 

หากคุณอยู่กับที่ เท่ากับคุณถอยหลัง ผู้ที่เดินไปต้องเรียนวิชารถไฟ จะมีสภาวะรู้ได้ว่ามีความต่างกันอยู่ คนอยู่กับที่ แต่สิ่งอื่นเคลื่อนไปก็มองดูเหมือนถอยหลัง 

นิมนต์จิบน้ำ

สมณะฟ้าไท…เพลงชีวิต หมายเลข ๔

“สันติภาพ” เจ้าเอ๋ย! …”สันติภาพ” เจ้าเอย!

บทร้องนั้นดังอยู่สนั่นโลกทั้ง ๖ ทิศ

จะมีใครบ้างเล่าที่ไม่เคยได้ยิน?!

แม้ ไม่ได้ยินด้วยหู ท่านก็จะได้ยินด้วยตา

หรือ แม้ไม่ได้ยินด้วยตา ก็ตาม

ด้วยจมูก หรือ ด้วยลิ้น หรือ ด้วยกายสัมผัส

ก็จะบอกท่านได้ว่า “โลกนี้ร่ำร้องหาสันติ”

แม้ที่สุดผู้บอดแล้วด้วยทวารทั้ง ๕

ก็ยังจะได้ยินจากทวาร”ใจ” ของเขา นั่นเอง

ว่า ทั้งโลกและทั้งตัวเขาเองก็ต้องการ “สันติ”

โลกดิบๆ ก็”สันติ” ตามสภาวะของธรรมชาติ

นั่นคือ เมื่อแดดทอแสงให้พืชไม้เพียงพองาม

เมื่อฝนฉ่ำน้ำ ให้พืชไร่แต่เพียงพอดี

เมื่อลมโปรยให้ไม้สลัดใบแก่ สลัดกลีบดอกได้ แต่เพียงพอเหมาะ

เมื่อนั้น ย่อมเป็น “สันติภาวะ” สำหรับโลกธรรมชาติแล้ว

ความอุดมย่อมมีแล้วอยู่เต็มโลก

นกน้อย ก็จะลงจิกกินผลที่สุกอร่าม จากต้นพืช แต่พอเลี้ยงกาย

จะโลภก็เพียงหมายไปให้ลูกที่ในรัง

จะไม่มุ่งสั่งสมสะสมเกินกำลังเกินพอดี

ยิ่งตัวใดมุ่งเมตตารู้จักคาบไปแบ่งปันเพื่อนบางตัว

ที่ง่อยเปลี้ยเจ็บไข้ และน้อยแรงกาย ด้อยแรงปัญญา

ก็นั่นแหละ คือ “สันติภาวะ” อันมีแล้วอุดมโลก

ก็คนหนอคน ? ! จะมีบ้างไหมที่เข้าใจคำว่า “พอดี”

โลกมันย่อมไม่มีความพอดี

อันเนื่องมาแต่ “กรรมปัจจัย” จำแนกบงการให้เกิด

บางคนเกิดมามีมรดกสมบัติทันที โดยไม่ต้องเหนื่อยยาก

บางคนแม้ ไม่มีมรดก ก็อาจจะเก่งกาจสามารถ

สร้างความอุดมลาภ อุดมยศ ให้แก่ตนได้

ซึ่งแม้ใครใดจะมีลาภสมบัติ ยศสมบัติด้วยลักษณะใด ก็ตาม

เมื่อ มากเกิน “พอดี” แล้ว

จงทำโลกให้มันสันติ ด้วย “สติปัญญา”

ด้วยใจ และด้วยน้ำมือของท่านเถิด

“ความเก่ง” ในทางสะสมสั่งสมจนเกินความ “พอดี” นั้น

จะไม่ใช่ทางแห่ง”สันติ” เลยแม้ประตูเดียว

แต่…”ความเก่ง” ในทุกๆทาง

ยกเว้นการสะสมสั่งสม

ไม่ว่าลาภ – ยศ – สรรเสริญ หรือแม้แต่สุข

และทุจริต มิจฉาทั้งปวง

นั่นแหละจะช่วยค้ำจุนโลก

และจะทำโลกให้มี “สันติภาพ” ได้ชะงัดทันที

เมื่อ ผู้มี “ความเก่ง” นั้น แจกจ่าย “ความเกินพอดี” ของตน

ช่วย “คนที่ยังไม่พอดี” ทุกวิถีทางอย่างจริงใจ

โลกจะไม่ต้องโอดโอยร่ำร้องด้วยบทครวญของคำว่า

“สันติภาพเจ้าเอ๋ย”

แต่…โลกจะเงียบสนิท

และ สู่สันติด้วยสภาวะของความแท้จริงเอง

หากจะมีเสียงที่ดังขึ้นมาแทน

ก็จะคือ เสียงแซ่ซ้อง 

ของคำ “สรรเสริญคุณ” แห่งผู้รู้บุญคุณ นั้นเอง

ที่จะดังอยู่ ไม่มี “สันติ”ลงได้

และ ไพเราะเสนาะซึ้งไปนานเท่านาน

๓ มิถุนายน ๒๕๑๔

พ่อครูว่า…เขียนมาเกือบ 50 ปีแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องแสดงอาตมาเหมือนกันว่าอาตมาเป็นคนที่มีเนื้อมาแต่เดิมอยู่ ไม่ใช่ว่าเป็นคน แบบ ไม่ใช่ขี้ไก่ อาตมาเป็นไก่ตัวพี่ ก็ใช้พยัญชนะสื่อสภาวธรรม ไก่ตัวพี่ ไม่ใช่ขี้ไก่ก็ตาม 

ตื่นดีกว่าหลับ เบิกบานดีกว่างัวเงีย

_บอย มุ่งชมกลาง : จากที่พ่อครูแนะนำให้สังเกตุอาการงัวเงีย กับ อาการตื่นเต็ม ผมลองทำตามแล้วครับ คืออาการตื่นเต็ม นี่ดีกว่าอาการงัวเงียมากจริง ๆ ครับ ผมรู้สึกตื่นตา ตื่นใจดีครับ มันมีกำลัง พร้อมจะทำภารกิจต่างๆ …แต่ก็มีปัญหาช่วงที่ขาดสติครับ ที่ผมยังทำตามไม่ได้ แล้วอีกอย่างคือสู้กับความเคยชิน ตามความจำแบบเดิม แบบเก่าที่ชอบสบายๆ ที่ยึดไว้ครับ และผมจะพยายามตั้งใจฟังธรรมทุกวัน เพราะจะได้นำมาปรับปรุงแก้ไขตนเอง…กราบขอบพระคุณ

พ่อครูว่า…งัวเงียเป็นคนตื่นไม่เต็มมันไม่สบายหรอก ต้องตื่นเต็มมันสบายกว่า คุณเปลี่ยนอาการจากอาการงัวเงีย ที่คุณเข้าใจสภาวะอย่างนั้นแล้วเปลี่ยนมาเป็นสภาวะที่ตื่นเต็ม แล้วคุณเปรียบเทียบอาการนี้ของตัวเอง อย่างนี้มันเข้าท่ากว่า มันโปร่งใส สว่าง สะอาด เบิกบานร่าเริงจะทำอะไรก็ได้ ส่วนความงัวเงียก็จมอยู่อย่างนั้นก็จะนอนหลับต่อไป แล้วก็เสร็จมันเป็นรสแล้วคุณก็ติดในรสนั้น ติดรสงัวเงียมันเจริญหรือเปล่า ไม่เจริญ อย่าทำเอานะ 

สตินี้เป็นเรื่องยากที่จะไม่ให้ขาด สติเป็นอธิปไตย เป็นใหญ่ คุณจะเข้าใจเลยทำไมพระพุทธเจ้าสุดยอด เข้าใจแค่ราก(มูลสูตร) 10 ข้อนี้ อาตมามีตั้ง 9 ข้อ คิดดูสิ เหลือข้อเดียวข้อสุดท้ายอาตมายังไม่ทำ แต่ได้แล้วปรินิพพานได้ นิพพานได้ แต่ยังไม่เป็นปริโยสาน ยังไม่ขออวสาน ทำได้อยู่ อาตมาพูดถึงตรงไหนคุณก็เข้าใจตาม ดีไม่ดีคุณปฏิบัติได้ด้วย

พระโพธิสัตว์ยังไม่จบยังจะต่อเป็นพระพุทธเจ้าต่อไป แต่ก็สามารถจะปรินิพพานเป็นปริโยสานไปก่อนได้ เพราะจบเป็นพระอรหันต์ก็สามารถทำได้แล้ว จะเป็นอนุโพธิสัตว์นิยตโพธิสัตว์ก็ทำได้แล้ว แม้แต่เป็นพระอรหันต์ระดับปัญญาวิมุติ ดับอาสวะสิ้นหมดแล้วก็ยังทำได้ เหลือโมเมนตั้มของนิวเคลียร์ฟิชชั่น มันก็ตรง มันไม่โค้ง มันไม่มีองศา มันก็ไปอีก เป็นชรตา แม้คุณเปลี่ยนใจเป็นอนิจจตา กลับมาก็ได้ เกิดมันง่าย แต่ปรินิพพานเป็นปริโยสานมันยาก  ยิ่งคุณรู้แล้วทำได้หรือรู้แล้วทำไม่ได้ แต่ให้ทำเลย  

ความเคยชินคือความติดยึดที่มันยังไม่เกิดปัญญาละลายความเคยชิน คุณก็อ้างตามความจำเป็นเดิมแบบเก่าที่คุณชอบสบาย คุณก็รู้ อย่างที่ว่า ติดอยู่กับความสบาย สบายๆอะไรก็มีอะไรรองรับเมียดำเนินชีวิตตลอดเวลานอกนอกๆทำทุกๆวันก็จะได้นำมาปรับปรุงแก้ไข เดินทางมาบางนาตายเมื่อไรกลับมาทันที กราบนมัสการพระเจ้าทรงยิ่งที่มีเวลา หนังสือติดรถเข็นเขียน ยะถาสุขังโขเมวิหรโต ตั้งตนบนความสบายอกุศลกรรมเจริญยิ่ง 

เมื่อเราอยู่ตามสบาย  (ยถา สุขัง  โข  เม  วิหรโต)   อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง  กุศลธรรมย่อมเสื่อม  

แต่เมื่อเราเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบาก  (ทุกขายะ  ปนะ   เม  อัตตานัง   ปทหโต) อกุศลธรรมย่อมเสื่อม  กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง 

(เทวทหะสูตร  พตปฎ.เล่ม ๑๔   ข้อ ๑๕) 

_กัลยา ราชสำเภา : กราบนมัสการพ่อท่าน และสมณะ สิกขมาตุ คะเจริญธรรมสำนึกดีญาติธรรม รับฟังอยู่ทางเยอรมันนี คะ

_สุนงค์. อิทธิไพบูลย์ : รับชมอยู่ที่กระบี่ค่ะ เมื่อไหร่หายจากโควิด เปิดอนุญาตให้ญาติธรรมเดินทางมาบ้านราชได้เมื่อไหร่ จะมาทันที รอวัน  อยากมากราบนมัสการสมณะ สิกขมาตุ นักบวชชาวอโศก ที่ศรัทธายิ่ง เปิดรับชมทุกครั้งที่มีเวลา

_view6 view6 : หนังสือที่พระเก่งๆเขียน อ่านได้ แต่ระดับสูงอย่ายึดเป็นสาระ พระไทยสอนเป็นฐานได้ แต่ถ้าสูงกว่าศีล 8 ให้ใช้ปัญญามากๆ

พ่อครูว่า…หากตัวเองเหมาะสมระดับไหนก็ทำไป แต่ถ้าติดแป้นไม่ไปไหนเลย คนติดแป้น พระพุทธเจ้าท่านยกตัวอย่างเป็นสำคัญที่สุดก็คือ นางวิสาขา เป็นโสดาบัน วัฏฏภิรตโสดาบัน เป็นพระโสดาบันที่ติดความสบาย ป่านนี้ยังไม่รู้จะโผล่เลย ต้องใช้วิบากอีกเยอะ เพราะเขารวย ขนาดคนใช้ของปู่นางวิสาขานี่ ก็เป็นเศรษฐีระดับ 6 ของคนในยุคนั้น 

_ไพฑูรย์ .คาถา ธรรมบท คืออะไรครับ ขอตัวอย่างด้วยครับ

พ่อครูว่า… ธรรมบทคือ คำสอนของพระพุทธเจ้า ที่สอนไว้ เป็นบทๆทั้งนั้น แต่อย่างคำขยายที่เป็นนิเทสต่างๆ ก็ไม่ใช่ธรรมบท อย่างอาตมาบรรยายก็ไม่ใช่ธรรมบท ต้องมีคนมาเรียบเรียง อย่างตอนนี้กำลังทำอภิธานศัพท์อโศกกัน 

สิ่งที่ขยายเป็นอุเทส หรือนิเทส ก็ไม่ใช่ธรรมบท ที่อาตมาพูดนี้ไม่ใช่ธรรมบท

_สู่แดนธรรมว่า…ธรรมบทจริงๆต้องหมายถึงนิพพาน

พ่อครูว่า…ตั้งแต่ไตรสิกขาก็เป็นนิพพาน สามเส้า หรือ ish หรือมีประธาน อิตถีภาวะ ปุริสภาวะ สามเส้านี้สังเคราะห์สังขารกันแล้ว ตัวประธานจะพาไปเป็น 0 เป็น 1 ได้

_สู่แดนธรรม..คำว่าบท คือ basic คือ บาทได้ไหมครับ

พ่อครูว่า..คำว่าบท ต่างจากอุเทศหรือนิเทศ ที่ยกคำมาขยายความ ยกบริบทมาขยายความ ยกคำ หรือวลี หรือประโยคมาขยายความได้ เป็นอุเทศ

คำว่าอุเทส คือ หัวข้อ นิเทส คือ ยกคำขึ้นมา ขยายอธิบาย 

ตัวอย่างธรรมบท เช่น มงคลสูตร 

_วินัยที่ห้ามภิกษุกล่าวธรรมพร้อมกับคฤหัสถ์ คืออย่างไรครับ

พ่อครูว่า…อันนี้หมายความว่าพูดคำเดียวกัน แต่ถ้าเป็นประณามคาถาไม่เป็นไร แต่ถ้าเอาธรรมบทมา พูดพร้อมกันอย่างนี้ อาบัติ ท่านห้าม เพราะภิกษุกับฆราวาส อย่าตีตนเสมอกัน มันลึกซึ้ง ต้องให้เกียรติกัน ถ้าภิกษุนั้นท่านอนุญาตให้คุณพูดธรรมะ จะเป็นธรรมบทไหนก็แล้วแต่ คุณก็พูดได้ แต่อย่าเอาธรรมบท ที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า หรืออนุสาสนีย์มันไม่ใช่ประณามคาถาที่เป็นคำสรรเสริญพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ใครแต่งก็ได้ แต่ธรรมบทเป็นคำตรัสคำสอนของพระพุทธเจ้า

ส่วนประณาม เป็นคำยกย่องเชิดชู แต่เขาไปแปลว่า ตำหนิ ที่ท่องกัน 12 ตำนาน 7 ตำนาน เป็นประณามคาถา มหากรุณา พาหุง 8 ภะวะตุสัพฯ ที่พวกเราใช้กันอยู่ ของเรามีไม่มากแต่ของเขามีเยอะ เช่น 7 ตำนาน 12 ตำนาน คือตำมันนานๆ แต่เนื้อหาสาระที่จะให้ประชาชนเท่านั้นถ้าคนที่มาฟังและศรัทธาก็แสดงว่ามาตรฐานของท่านอื่น กับข้าวทำตาข่ายเลยนะมี 2 ถ้าถ้า ยืดยาด ตำแปลว่าชน คือชนสะเปะสะปะไปเรื่อยๆ ชนไปเดี๋ยวหัวโนตาย

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

_สมณะฟ้าไท…

พ่อครูว่า..ในมุสาวาทวรรค ปาจิตตีย์ นี้เขายอมรับว่าทำได้ยาก หากไมให้ทำเขาก็ไม่รู้จะทำอะไร คืออย่าเอาธรรมบทท่องสวดอวดคนอื่นเล่น หากเอามาพูดขึ้นมาคนเดียวนั้นพระพุทธเจ้าอนุญาต คุณขยายความให้เป็นแต่เอามาท่องให้คนอื่นฟังเพียงคนเดียวนั้นไม่เป็นไร แต่อย่าไปเอาธรรมบทมาสวด 1.อย่าไปลากเสียงยาว 2. อย่าไปใส่ทำนอง หากไม่ลากเสียงยาวแต่ใส่ทำนองก็อาบัติ คุณก็เอามาพูดคนเดียวได้ คนอื่นก็ได้ฟังคำสอนพระพุทธเจ้าไม่ได้ ติดในอนุพยัญชนะไม่ได้ ติดในเสียงและทำนองเป็นรสชาติ แต่คุณฟังเป็นเนื้อแท้คำสอนพระพุทธเจ้าก็เหมือนการถ่ายทอดให้ฟัง แม้ว่าคุณจะอธิบายไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าหากคุณอธิบายได้คุณก็อธิบาย แล้วเวลาอธิบายจะอธิบายทีละ 2 คนได้อย่างไรมันก็จะพูดไม่เหมือนกันอยู่แล้ว มันก็จะแย่งกันพูดเท่านั้น มันจะต้องมาด้วยกันก็เรียกว่าท่อง พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้ท่อง ท่านมาให้นิเทศหรืออุเทศ ท่านให้มาขยายความ อุเทศก็ยกหัวข้อมา ส่วนนิเทศก็ขยายความออกไปเท่านั้นเอง 

เพราะฉะนั้นสิ่งที่พระพุทธเจ้าห้ามเพราะอะไร เพราะในศาสนาลัทธิอื่น เดียรถีย์ทั้งหลายเขาทำมาแต่ไหนแต่ไรอยู่ด้วย ใช้การสวดทำมาหากิน อย่างที่เป็นอยู่ที่นี่ จะใช้เพื่อสวดหากิน แล้วคนที่ได้ฟังคำสวดนี้ก็จะติดในคำสวด ยึดถือในคำสวดว่าได้เป็นมงคลแล้วได้สิ่งที่ดีแล้วได้ฟังคำสวด 

ถ้าคุณไม่สวดผิด 1 สวดคนเดียว ตามธรรมบทของพระพุทธเจ้าแล้วไม่ได้ใส่ทำนองไม่ได้ยืดเสียงลากเสียง รัสสระ ทีฆสระก็ตามนั้น ตามสำเนียงชนเผ่านั้นๆ สำเนียงอีสานก็อย่างหนึ่งสำเนียงอังกฤษก็แบบหนึ่ง

Where are you going? แบบไทยแบบลาวแบบอังกฤษก็ไม่เหมือนกัน

สรุปแล้ว ถ้าเอาธรรมบทของพระพุทธเจ้ามาสวดพร้อมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปต่อหน้าอนุสัมบันก็อาบัติ แต่เขาจะเอามาสวดกันเป็นล้านคนอย่างธรรมกายทำสวดกันล้านรอบด้วย แล้วให้คนรู้สึกว่ายิ่งใหญ่ขลัง ก็มีผลดีแค่จำได้เท่านั้น แต่มันทำให้คนหลงความขลังลงความเพ้อเจ้อ มันมีกุศล มีฤทธิ์เดช มีอำนาจ มีความเจริญแบบต่างๆ แต่คุณเสียเวลาเสียแรงงานอะไรไปเฉยๆ 

 แต่เขาก็เลิกได้ยาก เป็นแต่เพียงปรับมาให้ผิดน้อยลง รู้แล้วเข้าใจแล้วก็เลิกกันเสียบ้าง ไม่อย่างนั้นก็จะประกอบไปลีลาชาวโลกโลกีย์ เป็นลีลาของอบายมุข รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสใส่เข้าไปในการสวด คุณก็ติดสิ แล้วก็ไปสร้างให้เป็นโลกีย์เป็นกาม ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เสียงเขาก็ปรุงแต่งเสียง ด้วยวิธีการด้วยองค์ประกอบต่างๆ มีทั้งจังหวะมีทั้งสำเนียงมีทั้งลูกคอมีฮาโมนิคมีลูกเล่นต่างๆนานา มี rap ด้วยนะ rock ก็มี เลอะเทอะไปใหญ่

_จากเว็บไซท์ กรุงเทพธุรกิจ . “บลูมเบิร์ก” จัดอันดับเศรษฐกิจทุกข์ยากมากที่สุดและน้อยที่สุดในโลก ชี้ “ไทย” ทุกข์ยาก “น้อยที่สุด” ในโลกเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ขณะที่เวเนซุเอลาทุกข์ยาก “มากที่สุด” 6 ปีซ้อน ส่วนยักษ์ใหญ่สหรัฐร่วง 25 อันดับ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เว็บไซต์บลูมเบิร์ก เผยดัชนีความทุกข์ยากประจำปี 2563 ซึ่งประเมินจากตัวเลขอัตราเงินเฟ้อและการว่างงานใน 60 เศรษฐกิจทั่วโลก ณ วันที่ 27 ก.ค. พบว่า ไทยยังครองอันดับ 1 ประเทศที่มีเศรษฐกิจทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก และเป็นการครองอันดับ 1 ในดัชนีนี้เป็นปีที่ 4 ติดต่อกันตั้งแต่ปี 2560

บลูมเบิร์กอธิบายถึงการจัดทำดัชนีดังกล่าวว่า เป็นการคำนวณโดยอาศัยกรอบแนวคิดเดิมที่ว่าอัตราเงินเฟ้อและการว่างงานที่ต่ำ โดยทั่วไปแล้วจะสะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจนั้น ๆ

ดัชนีของบลูมเบิร์กระบุว่า การจัดทำตัวเลขอัตราว่างงานของไทยแตกต่างจากประเทศอื่น จึงมีความสำคัญไม่มากเท่าพัฒนาการของไต้หวันที่ไต่ขึ้น 2 อันดับมาอยู่อันดับ 6 หรือสิงคโปร์ที่ขึ้นจากอันดับ 3 ปีที่แล้วมาอยู่อันดับ 2 ในปีนี้

ขณะที่สหรัฐซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ร่วง 25 อันดับจากประเทศที่มีเศรษฐกิจทุกข์ยากน้อยที่สุดอันดับ 10 ปีที่แล้วมาอยู่ที่อันดับ 35 ในปีนี้ ตอกย้ำว่าการระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปีสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากเพียงใด

พ่อครูว่า..ในอนาคตจะพอเข้าใจว่าอาตมายืนยันเศรษฐกิจเมืองไทยเป็นเศรษฐกิจโลกุตร สังคมก็ดี คนในโลกเขาใช้ตัวเลขของเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่ของเราตัวเลขจะใช้เป็นเรื่องรอง และเป็นเรื่องตรงกันข้าม เศรษฐกิจดีที่สุดคืออะไรได้เงินทองเงินคงคลังต่ำ นี่คือเศรษฐกิจประเสริฐ แต่มีการสร้างสรรค์มีผลผลิตสูงเป็นคุณภาพดี แล้วมีการสะพัดให้ออกไปได้มากๆด้วยนี่คือเศรษฐกิจดี 

_ใจแก้ว อโศกตระกูล  . ขอกราบนมัสการพ่อครูที่เคารพอย่างสูงค่ะ 

ดิฉันคนหนึ่งที่ได้มาปฎิบัติธรรมกับพ่อครู 43ปีแล้ว ได้ลดละกิเลสได้จริง มีมรรคมีผลจริง พ่อครูได้ทำงานศาสนามา 50ปีแล้ว เอาคำสอนของพระพุทธเจ้าแท้ๆมาสอนมนุษย์ชาติบรรลุธรรมได้จริงๆค่ะ พ่อครูเป็นสัปบุรุษจริง 

วันนี้ดิฉันได้ดูรายการสดจากองศกรเกาหลีมอบรางวัลสันติภาพแด่พ่อครูของเรา ดิฉันได้คิดขึ้นว่า ต่างชาติมองเห็นพ่อครูของเราทำงานได้ผล เข้าตาองศกรต่างประเทศได้ แต่ทำไม องศกรศาสนาเมืองไทยมองไม่เห็นผลงานทีพ่อครูทำเลยคิดแล้วก็น่าแปลกใจจริงๆเนอะ

ดิฉันคิด ถ้าองศกรศาสนาเมืองไทยเข้าดูมาศึกษา แล้วมาช่วยทำงาน ช่วยกันสอนให้คนมีศีลห้าเท่านั้น เมืองไทยจะเป็นประเทศมหาอำนาจของจริงๆแท้ๆ และสอนให้คนพึ่งตนเองได้ แล้วจะได้ไปช่วยคนอื่นต่อไปได้ค่ะ

พ่อครูว่า…ที่พูดมานี้ถูกต้องหมดแต่ก็ต้องอาศัยเวลากว่าคนจะเข้าใจได้ เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะที่ทวนกระแส สวนทางกับโลกีย์ ฟังแล้วจะมีคนที่หูหักบ้างอาเจียนเอาโลหิตร้อนออกจากปากบ้าง คนฟังธรรมะพระพุทธเจ้า 180 60 คนบรรลุธรรม 60 คนโลหิตร้อนพุ่งออกจากปาก อีก 60 คนขอลาสิกขา ธรรมะของท่านยืนยันมี 3 ส่วนอย่างนี้ คนหนึ่งบรรลุธรรมคนหนึ่งตายคาที่อีกคนหนึ่งขอลาก่อน อีก 2 ส่วนไม่ได้ได้ส่วนเดียว ของท่านบอกเลยว่าไม่ใช่ได้คนส่วนใหญ่และคนส่วนน้อยจะเอาได้ 

สมณะฟ้าไท..สรุป จบ