ศาสนา

630821_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมบรรยายอัมพัฏฐสูตร ตอน 14

ดาวโหลดเอกสารที่  https://docs.google.com/document/d/1dQ3AyOc5V5p_xktgnEDjHkqVxWQ2OsnRfGEwHRR1G7A/edit?usp=sharing                                                  

ดาวน์โหลดเสียงที่    https://drive.google.com/file/d/1A6Pqdb84r7wWj3Hrm_MySiaEwMLUrygZ/view?usp=sharing 

และยูทูปที่  

สมณะเดินดินว่า…วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2563 ที่บวร ราชธานีอโศก วันนี้เรามีงานศพของคุณปะดาวบุญ มาตั้งด้วย เราจะมีพิธีฌาปนกิจศพในวันเสาร์ที่ 22 นี้ คนที่จะมางานก็จะต้องรักษาระยะห่าง ใส่แมสก์ เป็นงานศพแบบ new normal 

คุณปะดาวบุญ ถือว่าเป็นผู้ที่ขวนขวายการงานของหมู่กลุ่มอย่างมากใช้ร่างกายเป็นประโยชน์สุดคุ้มค่าในชีวิตแล้ว พวกเราที่อยู่ต่อก็ควรต้องได้ทำประโยชน์ตนประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อม 

พ่อครูว่า…SMS วันที่ 19-20 ส.ค. 2563 

_หมอ มโน เคยเห็นพระต่างๆได้พัดยศก็มีฉลองพัดยศ 

พ่อครูได้รับรางวัล จะมีการจัดงาน ฉลองหรือเปล่า

พ่อครูว่า…อาตมาไม่ฉลองหรอก ก็รับทราบในรางวัลที่เขาให้มาก็เป็นความรู้ความเข้าใจ ความจริงใจของเขาให้รางวัลมาก็เท่านั้นเอง ก็รับรู้ แล้วก็ตรวจสอบ เขาให้รางวัลในประเด็นว่า อาตมาจะรับรางวัลในสาขาส่งเสริมสันติภาพ ก็เอา ก็ได้รับรางวัลแมนแฮ สาขาสันติภาพ แด่โพธิรักษ์ ก็ซับซาบ เป็นธรรมดา คนเขารู้ในสิ่งที่ดี สิ่งที่จริงของเราแล้วเราก็เปิดได้สิ่งที่ดีสิ่งที่จริง คนที่เข้าใจก็ให้ค่า ยกย่อง เชิดชู ส่งเสริมให้การแสดงออก ส่วนคนที่ไม่เห็นไม่เข้าใจ เขาก็ไม่ให้ค่า ดีไม่ดีเขาก็หาว่าผิดหาว่าทำลาย มันก็มี 2 ค่า เรื่องฉลองเฉลิมอาตมาก็ไม่มีอะไร ก็มุทิตา ก็รับซับซาบ เขาเข้าใจดีก็ดีแล้ว 

_ไพฑูรย์ ขอเรียนถามครับ

1.อภิธรรม 7 คัมภีร์ที่สวดงานศพ เป็นธรรมบทไหม ผิดวินัยที่ห้ามสวดต่ออนุปสัมบันไหม

พ่อครูว่า…เป็นธรรมบท ผิดวินัยหากเอาไปสวดต่อหน้าอนุปสัมบัน ซึ่งมันแก้ไม่ได้หรอก เขาผิดไปจนข้องอยู่ในถ้ำ อย่างในคุหัฏฐกสูตร ที่ท่านว่า จมลงในที่หลง เป็นอย่างนั้นเลย สำนวนนี้ชัดเจน ดึงไม่ขึ้นมีแต่จมในที่หลง พวกเราก็มาทำสิ่งที่ถูกต้องขึ้นก็แล้วกัน

2.บทที่ขึ้นต้นว่า ปุคคโลอุปลัภพะติสัจฉิกัจถะปรมัตเถนาติ มีคำแปลว่าค้นหาบุคคลไม่ได้ด้วยปรมัต หมายความว่าอย่างไรครับ

พ่อครูว่า…ก็หมายถึง จิต เจตสิก รูปนิพพาน ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา 

_แก้วตะวัน พวงบุบผา  : น้อมกราบนมัสการพ่อครูค่ะ..วลีทองของพ่อครู(นานมาแล้ว) คือให้ระวังอารมณ์ก่อนงาน การทำงานคือการปฏิบัติธรรม มีการตรวจสอบอารมณ์อยู่ตลอดเวลาในขณะที่ทำงาน ทำให้ชัดเจนว่า พ่อครูสอนสมาธิแบบลืมตาแป๋วๆ ไม่ใช่พานั่งหลับตา มาตั้งแต่เริ่มมีชาวอโศกเกิดขึ้นในประเทศไทยกันทีเดียว จนถึงปัจจุบันที่อโศกมีหลายกิจการหลายกิจกรรม พ่อครูก็ยังสอนการปฏิบัติธรรมแบบมีผัสสะเป็นปัจจัย ทุกอย่างเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความละเอียดละออลึกซึ้งค่ะ…กราบนมัสการขอบพระคุณค่ะ

พ่อครูว่า…ถูกต้องแล้ว คุณเข้าใจถูกต้องแล้ว เพราะว่า สมาธิก็ตาม ฌานก็ตาม การปฏิบัติธรรมของพุทธเจ้าต้องปฏิบัติธรรมแบบลืมตา การหลับตาใช้ในการตรวจสอบ ไม่ใช่ใช้ในการปฏิบัติธรรม เป็นบุพเพนิวาสานุสติญาณ ตรวจสอบการเกิดการดับที่ผ่านไปแล้ว หรือตรวจสอบว่าเราทำได้เท่าไหร่ มีกิเลสเหลืออยู่หรือไม่เหลืออยู่หรือสิ้นอาสวะแล้วอย่างนี้เป็นต้น ก็หลับตาไม่รับรู้ภายนอกไตร่ตรองภายในเป็นเตวิชโช ก็ใช้วิธีนั้น แต่ไม่ใช่การปฏิบัติธรรม นัยยะละเอียดนะ

การตรวจสอบเตวิชโช ไม่ใช่การปฏิบัติธรรม แต่เป็นการตรวจสอบผลที่ทำผ่านมาแล้วบุพเพนิวาสานุสติญาณ กิเลสมันเกิดกิเลสมันดับตอนนี้มีกิเลสอยู่หรือไม่ ดับได้แล้วบางส่วนเรียกว่า ส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ บุญคือการกำจัด คือการชำระกิเลส ชำระไปกี่ส่วนแล้วหรือหมดแล้วเป็นอนาสวะ หากจัดการได้เป็นส่วนก็เป็น สาสวะ เป็นเสขบุคคล ดับได้หมดก็เป็นอนาสวะ เป็นอเสขบุคคล 

คนไม่เข้าใจก็สับสนปนเปเลอะเทอะ ก็สรุปอีกที การปฏิบัติธรรมะของพุทธเจ้าต้องลืมตาปฏิบัติ หลับตาปฏิบัติไม่ได้ อาตมาก็จำเป็นต้องย้ำ เพราะเขาหลงผิดไปไกล ที่พูดนี้คงไม่ได้แก้พวกที่จมอยู่ในความหลับตาลงอยู่อย่างนั้น คงแก้ไม่ได้แล้ว แต่พูดย้ำเพื่อคนที่จะไปหลงตาม ให้ได้รู้ ให้ได้ฟัง ให้ได้ยิน ให้ได้คิด จะได้สะดุดใจว่า ที่เขานิยมกันเยอะแยะมากมายทำไมว่าอย่างนี้ ของเราพวกน้อยก็ต้องย้ำต้องพูด ยืนยัน อธิบาย เอาหลักฐานในพระไตรปิฎกมาอ้างอิงยืนยันตลอดเวลา เขาก็ยังไม่กระดิก ยังจมอยู่กับความหลงอยู่อย่างนั้น ก็น่าเห็นใจ 

_ชาญณรงค์ จินดาธรรม  : ญาติธรรมที่ได้ฟังธรรมสดๆต่อหน้าพ่อท่านนั้น…ท่านช่างโชคดีเหลือเกินครับ

พ่อครูว่า…ก็มาสิ ไม่ได้ขวางรั้วไว้ มาเลย

_เมตตา โพธิสุทธิ์  : กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพค่ะ ที่สุพรรณบุรีมีการขโมยตัดกล้วยน้ำว้าไปขายกันด้วยค่ะ  ปีนี้น้ำแล้ง ขนาดกล้วยน้ำว้าที่ว่าปลูกง่าย ยังได้ผลปริมาณน้อย ราคาจึงสูงค่ะ

พ่อครูว่า…โควิดคราวนี้ลำบากหลายอย่าง ที่เรียกกันว่าเศรษฐกิจไม่ดี ว่ากันว่าจะมีคนที่ขาดรายได้ ขาดลาภปฏิลาโภ ก็เดือดร้อนกัน อันนี้ยิ่งเห็นมีการแสดงออกตอบรับกันมาก็แสดงให้เห็นชี้บ่งถึงว่า เข้าปฏิบัติธรรมไม่ตรงตามพระพุทธเจ้าสอนก็เดือดร้อน ธรรมชาติก็ให้เดือดร้อน ธรรมชาติแปรปรวนทำให้เดือดร้อน อะไรต่างๆนานาเข้ามาแทรกแซงทำให้เดือดร้อนเท่านั้น แต่ผู้ที่ปฏิบัติสัมมาทิฐิของพระพุทธเจ้าแล้ว อย่างเช่นชาวอโศกจะไม่เดือดร้อน เรียกว่าพ้นภัย 5 พ้นอาชีวิตภัย การดำเนินชีวิตอยู่ธรรมดา ไม่มีเรื่องเดือดร้อนอะไร อาสิโลกภัยการติเตียนจากโลก ก็พ้น ปาริสารัชภัย การสะทกสะท้านในบริษัทต่างๆก็พ้น แม้ที่สุดมรณภัยก็พ้น ภัยจากความตาย หลายคนพวกเราก็ไม่ตกตกใจ ไม่เดือดร้อนตื่นเต้นกับความตาย ไม่เหมือนแต่ก่อนที่เรื่องตายถือเป็นเรื่องใหญ่ ใครตายก็ตามหรือเราตาย เราใกล้จะตายก็จะกลัวมาก แต่พวกเราจะเข้าใจถึงความเกิดความตาย ความเกิดความดับ หากควรตายก็ตาย แม้ตายเพราะอุปัทวเหตุก็ตาม

ยิ่งคนอย่างปะดาวบุญ มีความเจ็บป่วยต้องนอนติดเตียงมาหลายปีเป็น 10 ปีสุดท้ายก็ต้องไปไม่ได้มีความประหลาดอะไร มรณภัยก็ยิ่งไม่มีปัญหาโดยเฉพาะ ทุคติภัย กลัวจะตกนรก ผู้มีฐานจิต โสดาบันสกิทาคามีอนาคามีจะถึงอรหันต์ไม่กลัวตกนรก เพราะอะไรมันไม่มีนรก อนาคามีก็ไม่กลัว สกิทาคามีก็อาจวิเคราะห์บางช่วงที่เป็นนรกของตัวเองบ้าง แต่ก็รู้ว่าสิ่งที่เราต่อไปจะไม่ทำ สิ่งที่ทำไปแล้วก็ไม่รู้มันเป็นอวิชชา ทำแล้วเป็นอันทำ แต่ที่จะทำต่อไปก็ระมัดระวัง สกิทาคามี โสดาบัน ก็เช่นกัน 

แต่ข้างนอกเขาไม่รู้เรื่องนรก ทั้งๆที่รู้ว่าชั่วก็ทำ เพราะว่าตะกละในลาภ จะอกุศลทุจริตอย่างไรก็ทำ นี่เป็นการพ้นภัย 5 อย่างแท้จริง

_เจนบุญ จน : กราบนมัสการครับ พ่อท่าน ผมขออนุญาตแสดงความเห็นครับ เรื่องการชุมนุมของเด็กๆ ที่กระทรวงศึกษาฯ ผมมองว่าเป็นสิ่งดี ที่จะได้มีการปรับจูนแก้ไข การที่ รมว. ออกมารับฟังเด็ก ถือว่าดีมาก ผมไม่เห็นว่าการชูนิ้ว ติดโบว์ จะเป็นความผิดอะไร เด็กสมัยนี้เค้าเก่งนะครับ ดูอย่างเด็กอโศกของเรา บางคนที่อยู่ฐานสื่อ ยังถ่ายภาพ ตัดคลิปดีๆ ได้ เด็กสัมมาสิกขาฯ บางคน เรียนภาษา จากยูทูป ขอบพระคุณพ่อท่าน ที่ให้โอกาสแสดงความเห็นครับ

_POjjy Tamty พอจจี้ ทำที่:  อรหันต์ยูทูป  ทำไมไม่คุยว่าตนคือพระศรีอารย์มาเกิดล่ะ ดูจะเท่กว่าเป็นอรหันต์เสียอีก  ไอ้ลวงโลก

พ่อครูว่า…อาตมาไม่ได้คิดทำเท่ แต่ส่วนคุณจะคิดทำเท่อยู่ก็ทำไป ส่วนไอ้ลวงโลกนั้น อาตมาชัดเจนนะว่าอาตมาจะไม่ลวงโลกเป็นอันขาด ส่วนของคุณที่เข้าใจอาตมาไม่ได้ก็เป็นธรรมดา ก็หาว่าอาตมาลวงโลก ก็เป็นธรรมดา อาตมาก็ไม่ได้แปลกใจอะไร คุณพูดมาหาว่าอาตมาลวงโลก ก็แสดงว่าคุณไม่ได้เข้าใจอาตมา อาตมามีความแม่นมั่นตรงที่จะพูดอะไรที่ไม่เป็นความลวงเป็นความโกหกเป็นอันขาด อาตมาก็ทำอยู่ ส่วนคนเข้าใจอาตมาไม่ได้ก็โดนคุณว่า คุณเข้าใจอย่างที่คุณเข้าใจ มันคนละอย่าง ของคุณกับของอาตมามันคนละความเข้าใจ คนละ Concept 

_สุรภา  ลิ้มวรรณเสถียร :  กราบขอโอกาสค่ะ คำถามว่า ความอืดกับกิเลสต่างกันมั้ยคะ

พ่อครูว่า…ก็ต่าง พระพุทธเจ้าท่านไม่ส่งเสริม ปปัญจรามตา ความยินดีในความเนิ่นช้าอืดอาด เนิ่นช้า ท่านไม่ส่งเสริม ถือเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง อารามตา

_จาก อนุชา : ขอความกรุณาพ่อครูเรียงลำดับอาชีพต่างๆที่ความสำคัญลดหลั่นกันลงไป ที่ขึ้นต้นด้วย อาชีพของชาวไร่ชาวสวนชาวนาเป็นลำดับที่หนึ่ง เท่าที่ทราบมี ทั้งหมด 5 ลำดับ

และมีหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎกหรือไม่ นมัสการขอบพระคุณ

พ่อครูว่า…อาชีพ 5 ก็มี  

  1. การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา)  มีในงานการเมือง .

  2. การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง .

  3. การตลบตะแลง (เนมิตตกตา)  ยังเสี่ยง-ยังไม่แน่แท้ 

  4. การยอมมอบตนในทางผิด  อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) 

  5. การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ  ลาภัง  นิชิคิงสนตา) 

(พตปฎ. เล่ม 14   ข้อ 275   มหาจัตตารีสกสูตร) 

กุหนา คือ อาชีพที่ชั่ว เลวร้ายที่หยาบที่สุด ทำทุจริต อกุศล ชั่วหยาบ ก็เป็นอาชีพที่แย่ที่สุด ก็เข้าใจกันว่าอกุศลทุจริตอย่างไร คำว่า อบายมุข คือ ปากทางหัวหน้านรก คำว่าอบายมุขเข้าใจยากซับซ้อน ทุกวันนี้ความเป็นอบายมุข เช่น เป็นนักการเมืองที่เข้าไปเพื่อที่จะใช้การเมืองเป็นอาชีพ ล่า ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อย่างจัดจ้าน โดยใช้เหลี่ยมโกง กุหนา โดยใช้อาชีพนักการเมือง ทุกประเทศมีอยู่ทั่วโลกมี เป็นอาชีพ อบายมุข หรืออาชีพนักเต้นแร้งเต้นกา กีฬา เป็นอบายมุข 6 พวกเต้นรำ เล่นเกมกีฬา แม้แต่คนไปดู ไปติด ไปยึดอยู่ คนเล่นเป็นตัวอบาย ตัวนรกจริงแล้ว พวกกีฬา เต้น ร้อง เดี๋ยวนี้ยุคเสื่อม เพราะราคาค่าตัวพวกอบายมุขราคาแพง ราคานักการเมืองก็แพง ราคาดารา นักกีฬาก็แพง ราคานักออกแบบแฟชั่นก็แพง นี่คือยุคเสื่อม ไม่รู้จักความเป็นอบายมุข 

ลปนา ก็คือ คำพูดที่หลอกลวง ก็ย่อยจากกายกรรมมาเป็นวจีกรรม กายกรรมก็รวมทั้ง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ไม่มีกายกรรมก็มีแต่วจีกรรมกับมโนกรรม ไม่มีกายกรรมกับวจีกรรมด้วยก็เหลือแต่มโนกรรม 

ฟังให้ดี ใครที่ว่า กายกรรมไม่มีมโนกรรมเลยนี้ไม่ถูกต้อง กายกรรม วจีกรรมก็มาจาก มโนกรรมเป็นตัวประธาน

ภายนอก อิริยาบถ ดินน้ำไฟลม วิถีสรีระไม่มีแล้ว เหลือแต่วจีกรรม เหลือแต่ภาษาคำพูดกับมโน ไม่มีทั้งกายทั้งวจี เหลือแต่ มโน ก็คือมโนกรรม 

ลปนา คือ ฐานที่หยาบน้อยลงมา เป็นทุจริตเป็นอกุศลอยู่ เราศึกษาให้ดี ให้รู้ว่ากรรมเป็นอันทำ เราต้องจัดการกรรมของเราเอง ไม่ใช่พระเจ้ามาจัดการให้เรา เราจะดีจะชั่วขึ้นอยู่กับพระเจ้าไม่ใช่ แต่เราควบคุมกรรมของตัวเองให้ดี แล้วไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับกรรม เกิดมาศึกษาเรื่องของกรรมแล้วทำให้ดี 

กรรมเป็นโลกียกรรมกับโลกุตรกรรม นี้สำคัญ กุศลอกุศล โลกีย์ก็ไม่ยาก แต่ต้องรู้กรรมโลกียะกับโลกุตระ ศาสนาพุทธมีอันนี้ ส่วนศาสนาอื่นมีทั้งดีทั้งชั่ว เราก็ศึกษาทำกรรมนั้นให้ดีที่สุดก็มาเรียนรู้เรื่องกรรมนี่แหละเป็นเรื่องใหญ่ 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

ส.เดินดินว่า…คนทุจริตอวิชชาสุดยอด คืออวิชชาอัจฉริยะ ที่เหตุการณ์บ้านเมืองไทยวุ่นวายเพราะนักการเมืองเป็นต้นเหตุ แต่เขาเบี่ยงเบนไปหาว่าเป็นเพราะว่าสถาบัน อย่างเด็กรุ่นใหม่ออกมาว่า ปัญหาอยู่ที่สถาบัน ซึ่งแท้จริงแล้ว เขาก็รู้ความจริงกันหมด

พ่อครูว่า…ที่จริงแล้วนักการเมืองที่ดีๆก็มี 

_สู่แดนธรรมว่า…เมื่อกี้นี้มี ช่องเนชั่นนำคลิป หลวงพ่อดวงดี พาเด็กนร.เราชูสามนิ้ว เพื่อปฏิญาณ แต่ปฏิญาณถึงความรักชาติศาสน์กษัติรย์

พ่อครูว่า..ของเขาชู 3 นิ้วเพื่ออิสรเสรีรภาพ สันติภาพ ภราดรภาพ 

ทุกคนเขาก็ต้องการความเป็นสันติภาพ ความเป็นพี่เป็นน้องทุกคนนั่นแหละ ความเสมอภาคกันนี่แหละ เขาเข้าใจยังไม่หมด อย่างของพระพุทธเจ้าตรัสไม่มีอะไรในมหาจักรวาลนี้เท่าเทียมกัน ไม่มีอะไรเสมอภาคกันหรอก มีสิ่งที่เป็นหนึ่ง เท่าเทียมกันไม่ได้ และเป็นคู่ เมื่อเท่าเทียมกันไม่ได้ก็ต้อง แย้งกัน เมื่อเป็นสองต้องเป็นบวกเป็นลบ ต้องมีขัดแย้งกัน ถ้าสิ่งที่เป็นหนึ่งเดียวกันจริงๆไม่ขัดแย้งกันมีสิ่งเดียวเท่านั้น สัจจะหนึ่งเดียว มีหนึ่งเดียวคือ อาริยสัจ 4 ผู้ที่บรรลุอริยสัจ 4 นั่นแหละคือผู้มีหนึ่งเดียว ผู้นั้นจะจบ จะรู้เลยในโลกนี้ต่างคนต่างยึดถือ เถียงกันไปทั้งนั้นแหละ แม้แต่เถียงออกมาอยู่ในใจก็ตาม ต่างคนต่างเห็นคนละอย่าง แต่พระอรหันต์ขึ้นไปแล้ว ท่านรู้หมดท่านจบ ส่วนผู้ที่ขัดแย้งก็ขัดแย้ง เพราะสัจจะมีหนึ่งเดียว คืออรหันต์ พระอรหันต์ขึ้นไปมีนิพพานเป็นหนึ่งเดียว นอกนั้นก็ต่างคิดต่างคิดต่างคนต่างกำหนด สัญญายนิจจานิ ยึดสัญญาของตนว่าถูก ต่างคนต่างเที่ยง พอต่างคนต่างยึดถือของตัวเองว่าเที่ยง ผู้ที่ไม่ไปเถียง ผู้ที่เข้าใจแล้ว อย่างเช่นอาตมาไม่ได้ไปถกเถียง อาตมาพูดความจริง อธิบายความจริง สิ่งที่ถูกสิ่งที่ผิด ส่วนมันจะไปตกที่ใครจะไปกระทบที่ใคร มันก็เป็นความจริงของมันเท่านั้น ยังไม่ได้ไปเถียงอะไร ใครจะมาเถียงอาตมา อาตมาไม่เถียงด้วยหรอก อาตมาก็ยอม ไม่เถียงด้วยหรอก อาตมาไม่มีใจจะเถียงด้วย อาตมาว่าอาตมาเข้าใจแล้ว อาตมาจะตอบ หรือจะเถียงไม่เถียง แต่จะถกก็ถกบ้างโต้บ้าง แต่ไม่ถึงกับโต้เถียง พูดกันแล้วเราก็รู้ว่าเขากับเราเข้าใจคนละอย่าง ยึดถือคนละอย่าง ต่อไปอีกมากกว่านี้ไม่ได้ ไปขัดแย้งกันกว่านี้จะมากเกินไป ก็หยุด อาตมาจะสงวนท่าทีอันนี้ 

เมื่อกี้นี้อธิบาย อาชีพ 5 ไปได้สอง

เนมิตกตา คือ การปฏิบัติธรรมไปตามลำดับ เรียนรู้แล้วว่าสัมมาทิฏฐิเป็นเช่นนี้ ศีลสมาธิ ปัญญา เป็นเช่นนี้ จรณะ 15 วิชา 8 เป็นเช่นนี้ แล้วก็ปฏิบัติตามลำดับไป ยังไม่ได้ก็ต้องไปตามลำดับ เดินหาโชค เนมิตกตา ดำเนินแสวงโชคไปเรื่อยๆ จนบรรลุ

ผู้ที่บรรลุแล้วจบ ในอาชีพที่ 3 นิปเปสิกตา แปลว่า ผู้ที่มอบตนในทางที่ผิด ผู้ที่บรรลุได้แล้ว แต่ไปมอบตนไปรับใช้คนอื่นที่ผิด นี่ก็เป็นมิจฉาชีพที่น่าเกลียด คนที่บรรลุ คนที่รู้แล้วว่าอาชีพนี้ไม่ดี เราไปรับใช้อาชีพที่มันทุจริตเป็นอกุศลมันเป็นบาป ยังไม่ควรไปรับใช้เขาเลย ไอ้นี่ก็เป็นเรื่องที่ถือว่าเป็นมิจฉาชีพ ข้อ นิปเปสิกตา เป็นอาชีพที่มันน่าจะ พราวด์ในตัวเอง proud ควรจะนับถือตนเองบ้าง แต่ไม่ใช่หยิ่งผยอง นับถือตัวเองบ้างว่าเราก็เป็นคนที่ไม่ควรจะต้องไปเป็นผู้รับใช้ ผู้ที่ยังไม่ดีกว่าเรา เราก็ไปรับใช้อาชีพในสิ่งที่เขาทำร่วมด้วยเป็นอาชีพที่แปดเปื้อน เลอะเทอะ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งแสดงว่า ไม่เข้าใจตัวเอง ไม่รู้ว่าเราหลุดพ้นมาแล้ว แล้วไปเปลี่ยนอีกทำไม นิปเปสิกตา

ส่วน ลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา เป็นมิจฉาชีพ ขั้นสูงสุดคือทำงานแล้วยังรับสิ่งแลกเปลี่ยนมาให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะรับคืนมาเป็นวัตถุ ลาภ วัตถุ รับสิ่งตอบแทน ไม่ทำงานฟรี ยังเป็นมิจฉาชีพ คนทำงานฟรีเท่านั้นจึงจะพ้นมิจฉาชีพ ผู้มาทำงานฟรีในชาวอโศก พ้นจากมิจฉาชีพภายนอกไม่รับเงิน แต่ใจยังเอา ยังมีภพชาติ อยากได้อย่างนั้นอย่างนี้ ยังเป็นเราเป็นของเรา ยังเป็น สาเปกโข ให้แล้วให้ส่วนกลางแล้ว แต่ใจยังยึดถือเป็นเราเป็นของเราอีกอย่างนี้ก็ยังลึกซึ้งขึ้นไปอีก ต้องเรียนรู้ให้จริง พวกเรานี้ทำงานฟรีนอกจากไม่รับเปลี่ยนแรกวัตถุแล้ว จิตใจยังไม่ยึดติดเลย ทำแล้วก็ไปเป็นของกองกลาง เราก็ร่วมกินร่วมใช้ไป เอาไปให้กองกลาง แล้วกองกลางเขาไม่ให้เบิก ไม่ให้กิน ไม่ให้ใช้ ก็ต้องจำนน เราเป็นหมาหัวเน่า เราไม่มีประโยชน์ เราเป็นคนเลว ไม่ให้เรากินใช้ก็แล้วไป ขอจำนน แต่ละคนบางคนไม่มีบารมี ทำแทบตายแต่ก็เบิกไม่ได้ ก็เป็นวิบากของคุณเอง คุณทำมาเอง แต่ถ้าเผื่อว่ามันไม่มีวิบากปานฉะนั้น มันก็สบาย ยิ่งอยู่ในสาธารณโภคีอันนี้เยี่ยมยอด พูดไปแล้วก็ภาคภูมิใจในยุคนี้แท้ๆ ในยุคที่มีทุนนิยม อัตตามานะสูง อาตมาก็ยังพาพวกคุณหลุดพ้นมาจากสังคมทุนนิยมสังคมอัตตามานะสูงนี้ได้ ไปอยู่กับสังคมแบบนี้ได้ พิสูจน์ธรรมะพระเจ้าสุดยอด ใครจะว่าอาตมาหลงก็หลงของพระพุทธเจ้าว่าสุดยอดจริง 

_ดิฉันขอสรุปเรื่องการอยู่ป่าว่า 

1 เป็นความเข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิงในทิฐิที่ว่าธุดงควัตร คือ เอกายนมัคโค หรือทางเอกแห่งความหลุดพ้น เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นพระพุทธเจ้าจะทรงห้ามไม่ให้พระอุบาลีไปป่าทำไม 

พ่อครูว่า…พระพุทธเจ้าว่าอย่าไปป่า คนไปป่าต้องมีสมาธิสมบูรณ์ แต่ไปเพื่อทดสอบตามศรัทธา 10 ต้องไปอยู่ป่าเป็นวัตรบ้าง ลองดูบ้าง ไปอยู่เดี่ยว ไปเพื่อทดสอลว่า 1.เราไปอยู่คนเดียวไม่มีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสให้เกี่ยวข้องเลย เราจะโหยหาอาลัยอาวรณ์ไหม 2.เราไปป่าเพื่อจะทดสอบว่าเราติดในเรือนว่างในป่าหรือไม่ ใครที่ยังสงสัยในตัวเองก็ไปทดสอบได้จะได้เกิดศรัทธาที่เต็ม มันมีข้อหนึ่งในศรัทธา 10

  1. ศรัทธา  (เชื่อถือเลื่อมใสในอริยสัจเป็นต้น) 

  2. ศีล (ในบริบทที่สูงไปสู่สีลสัมปทา แห่ง จรณะ๑๕) 

  3. พหูสูต / พาหุสัจจะ (รู้สัจจะบรรลุจริง จนรู้มากขึ้น) .

  4. เป็นพระธรรมกถิกะ (อธิบายสัจธรรม สอนความจริง) 

  5. เข้าสู่บริษัท (สู่หมู่กลุ่มอื่น) . 

  6. แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท 

  7. ทรงวินัย 

  8. อยู่ป่าเป็นวัตร  ยินดีในเสนาสนะอันสงัด (คืออุเบกขา) . .

  9. ได้ตามความปรารถนาโดยไม่ยาก ไม่ลำบากซึ่งฌาน ๔  

  10. ได้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ-ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ 

ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 10 ประการนี้แล  ย่อมเป็นผู้ก่อให้ เกิดความเลื่อมใสโดยรอบ และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง 

(สัทธา 10  จาก สัทธาสูตร พตปฎ. เล่ม 24  ข้อ 8) 

  1. เมื่อมีพระพุทธเจ้าก็มีพระมหากัสสปะจะได้ชี้ให้เห็นว่าผู้ที่หลุดพ้นแล้วจะอยู่เมืองหรืออยู่ป่าก็อยู่ได้สบายๆไม่มีอะไรติดใจแล้ว 

แต่ไปอยู่ในป่าทำประโยชน์ได้น้อยกว่าในเมืองแน่นอน เพราะไม่เข้ากับปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้า 

  1. ดิฉันเชื่อว่าพ่อครูพูดถึงข้อด้อยของพระมหากัสสปะด้วยใจเป็นกลาง ในพระไตรปิฎกของมหาจุฬาฯ ข้อดีของท่านคือท่านเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนมาก แม้ท่านจะถือศีลเคร่งก็ไม่ได้ยกตนข่มผู้อื่นเลย ข้อด้อยคือ ท่านไม่ค่อยสอนใคร เพราะท่านมีทิฏฐิว่า การสงเคราะห์คนเป็นความลำบากการคลุกคลีในหมู่คณะก็ทำให้จิตใจฟุ้งซ่านไม่มีสมาธิ ท้ายนี้คิดว่าคุณ thai ch คงยอมรับความจริงได้นะคะ คุณพูดตรงไปตรงมาดี

พ่อครูว่า…มันยังเอียงอยู่ ไม่ค่อยบริบูรณ์ได้ง่ายๆ 

มีประเด็นที่ควรอธิบายให้กันฟังด้วยใจเมตตา อาตมาพูดไปก็ด้วยใจที่เมตตา เจตนาให้ความเข้าใจ ส่วนจะรับหรือไม่รับ หรือรับได้หรือไม่ได้ ไม่รับเลยก็แล้วไปเถิดหรือเขารับได้หรือไม่ได้ก็อีกเรื่องหนึ่ง อาตมามีหน้าที่นี้ มีหน้าที่ทำสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ควรจะทำก็ทำ 

มาเข้าถึงบทเรียน อัมพัฏฐสูตร อาตมาได้พูดถึงศีลที่พระพุทธเจ้าได้คุยกับ อัมพัฏฐมานพ พูดถึงจรณะและวิชชา พระพุทธเจ้าไล่เรียงถึงต้นตระกูล อัมพัฏฐมานพว่า ตระกูลตัวเองเป็นตระกูลพราหมณ์ ส่วนพระพุทธเจ้าเป็นกษัตริย์ พระพุทธเจ้าก็เลยไล่ไปว่า พราหมณ์นี้ที่เป็นต้นตระกูลของอัมพัฏฐมานพ ต้นตระกูลนี้เป็นทาสคนหนึ่งของพระเจ้าโอกากราช 

สุดท้ายอัมพัฏฐมานพก็จำนน ง่อยกินหมดไปไม่ออก ก็ไล่ไปถึงจรณะและวิชชา อัมพัฏฐะอธิบายไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็เลยอธิบาย 

จรณะ เริ่มต้นที่ศีล อนาคตทิ้งศีลไม่ได้ซึ่งเป็นต้นหลักของความรู้และความจริง ศีล เป็นหลักเกณฑ์ ศีลข้อที่ 1 เป็นต้น คุณก็ต้องศึกษาปฏิบัติจนได้บรรลุความจริงด้วยความรู้ ได้เต็มความรู้ความจริงในศีลข้อที่ 1 ความรู้ความจริงของมันคืออะไร เกี่ยวข้องกับสัตว์ในโลก 

ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวข้องกับของซึ่งมีทั้งพืชและวัตถุ  จะทุจริตไม่ทุจริตอย่างไรก็ศึกษาในศีลข้อที่ 2 ซึ่งวัตถุกับพืชมันไม่จองเวรจองกรรมไม่เหมือนกับสัตว์ พืชกับวัตถุมันไม่มีวิบาก แต่มันทุจริตได้ง่ายกว่า ถ้าเกี่ยวกับสัตว์โดยเฉพาะกับคน มันมีเรื่องมาก แต่พืชกับวัตถุ มันมีเรื่องน้อย เพราะตัวมันเองไม่เป็นตัวตนของมัน พืชก็ดี วัตถุก็ดี อย่างนี้เป็นต้น ก็มีนัยยะสำคัญที่ต่างกัน 

ส่วนศีลข้อที่ 3 ก็คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่สัมผัสแล้วก็เกิดเวทนา ให้ศึกษาเวทนานี่แหละเป็นจุดสูงสุดของศาสนาพุทธ ถ้าไม่ศึกษาที่เวทนา ป่วยการเลย ถ้าไปศึกษาอันอื่นๆ ยิ่งไปนั่งดับเวทนา สัญญาเวทยิตนิโรธเข้าไปนั่งดับสัญญา ดับเวทนาเป็นนิโรธ คนนี้หมดท่าเลย ลงทะเล ยะเยือกเย็นเลย ไม่ได้เข้าทางของพระพุทธเจ้าเลย โมฆะไป เสร็จ 

สัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาต้องกำหนดรู้เคล้าเคลียเวทนาให้ครบหมดเลย เป็นเวทนา 108 จนถึงขั้นจบเรื่องของนิโรธ ชัดเจนในนิโรธ นิโรธอะไร นิโรธเวทนาเก๊ อาตมาอธิบาย

ลัดๆนะ

เวทนามีสอง เวทนาสัมผัสความจริงตามความเป็นจริง โอ้.. ฟักข้าวแดงดีจริงๆเลย เกิดชอบใจ เกิดจิตปฏิพัทธ์ หรือไม่ชอบใจ มันมีหนามเยอะ ก็เป็นเวทนาอีกตัวหนึ่ง เป็นคู่เคียงขึ้นมา แต่ถ้าเวทนาเดียวทำให้สำเร็จได้ เอกสโมสรณา ภวันติ เรียนรู้ 

นี่คือหัวใจศาสนาพุทธ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ )  ล.10 ข.60

แยกเวทนา เวทนาที่เป็นอารมณ์ของทุกข์ สุข หรืออารมณ์เก๊ แล้วมันก็มีเหตุ ดับเหตุที่เป็นเวทนาเก๊ สุข ทุกข์

ความสุขความทุกข์เป็นอันเดียวกัน แต่มายาของความสุขมันหลอกให้คนไปติด ที่จริงคุณแยกไม่ออกหรอก เมื่อแยกไม่ออกควรต้องดับมันทั้งความทุกข์ความสุข ถ้าให้คุณไปดับความสุขมันยากใครก็ไม่อยากดับ ต้องเรียนรู้ทุกข์ ไปเรียนรู้ความสุขและดับมันยาก ต้องเรียนรู้ความทุกข์นี่คือความฉลาดของพระพุทธเจ้าเมื่อดับความทุกข์ความสุขก็หมดไปด้วย 

อทุกขมสุข จิตก็เหลือแต่อุเบกขาเวทนา จิตกลางๆ ไม่ได้เป็นความเฉยเด๋อ 

ต้องรู้อย่างตื่นตัวเต็มที่ ไม่ใช่อยู่กลางๆอย่างจิตใจไม่นึกคิดอะไร จิตเด๋อ เป็นอุเบกขาเก๊ๆ ไม่ใช่อุเบกขาของพระพุทธเจ้า 

อุเบกขาของพุทธเจ้ามีองค์ธรรมทั้ง 5 ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา

คือจิตที่บริสุทธิ์ ปราศจากกิเลส แม้กระทบสัมผัสกับอะไรต่างๆก็บริสุทธิ์อยู่เรียกว่า ปริโยทาตา จิตยิ่งบริสุทธิ์ ยิ่งเรียนถูกต้องตามสัมมาทิฎฐิพระพุทธเจ้า ไม่ต้องหลบเลี่ยงเลย

ยิ่งกระทบสัมผัสเหตุปัจจัยต่างๆยิ่งจะทำได้เก่ง มีมุทุภูตธาตุ จิตยิ่งเร็วยิ่งไว ยิ่งแข็งแรงทั้ง Static และ Dynamic ทั้ง เจโตและปัญญา มุทุมีทั้งสองอย่างเลย เป็นกายปาคุญญตา และจิตปาคุญญตา ได้คล่องแคล่งว่องไว ทั้งภายนอกภายใน 

ไม่ใช่ว่า จิตบรรลุแล้ว เฉื่อย หนืด ไม่ใช่ แต่คล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียว ยิ่งมีสมาธิดี ยิ่งปราดเปรียว ยิ่งมีฌานดียิ่งปราดเปรียว นี่คือความเข้าใจที่เขายังเข้าใจผิดกันอีกเยอะเลย กลับไปทำให้มันเกิดความช้า ย่องหนอ หยุดหนอ มันตรงกันข้ามกับการศึกษาของพระพุทธเจ้าเลย 

ของพระพุทธเจ้าต้องศึกษาให้จิตใจมันเร็วขึ้น โดยแบ่งทำเป็นเรื่องๆตามศีล ศีลข้อที่ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 มี จุลศีลทั้ง 26 ข้อ คุณไปทำไม่ถึง 26 ข้อก็เป็นอรหันต์ปฏิบัติให้สัมมาทิฏฐิเถิด 

การศึกษาที่ผิดเพี้ยนไปไกลมาก อาตมาพูดไป คนที่เห็นตรงกันข้าม ก็จะหมั่นไส้ เกรงว่าเขาจะอาเจียนเป็นโลหิต เขาหมั่นไส้ว่าอาตมายกตัวตน ครูบาอาจารย์อื่นทำมาเป็นร้อยปีแล้ว เอ็งเพิ่งเกิดมาอายุแค่ 86 87 เขาเกิดมาตั้งหลายร้อยปี ตายไปตั้งหลายร้อยปี เอากระดูกไปใส่เจดีย์ เป็นพระอรหันต์กันไปปิดทองคำสร้างเจดีย์ทองคำใส่พระอรหันต์ ซึ่งขออภัยเถิด เป็นพระอรหันต์เก๊ ก็น่าสงสาร อาตมาก็จำเป็นจะต้องเปิดเผยความจริงนี้มาแก้ไข ไม่เช่นนั้นก็จะหลง จมอยู่ในความหลงนั้นต่อไปอีก ผู้ที่จมในความหลงนั้น เป็นผู้ติดยึดในทางที่ผิด ก็แล้วไปเถิด ก็หวังในผู้ที่จะพอฟื้นตื่นกลับมาเข้าใจใหม่ได้บ้าง ก็เก็บตกผู้ที่จะพอได้ ก็ไม่รู้จะทำยังไง ต้องทำแบบนี้ 

นิมนต์จิบน้ำ….

สมณะเดินดิน…การปฏิบัติธรรม เราต้องมาฝึกเห็นทุกข์ของตนก่อน

สู่แดนธรรม…ท่านส.เดินดินว่า เรื่องทุกข์ ผมเลยเห็นเพื่อนเราเข้าใจผิด ว่าทุกข์นี้มีไว้เพื่อให้เกิดสุข ดับทุกข์เพื่อให้เกิดสุขอมตะถาวร

พ่อครูว่า…ขอยืนยันเรื่องนี้ถ้าอาตมาไม่พูดขึ้น ก็จะเป็นอย่างที่ สู่แดนธรรมพูด ไม่ว่าอาจารย์สำนักไหนเขาจะไม่รู้ว่าความสุขกับความทุกข์มันเป็นอันเดียวกัน ความสุขมันเป็นมายาของความทุกข์เท่านั้นเอง มันเป็นตัวหลอก ที่จริง สุข ทุกข์ มันตัวเดียวกัน คุณจะดับความสุข ความทุกข์มันก็หาย แต่จะไปดับความสุขมันยาก พระพุทธเจ้าไม่ไปทำสิ่งที่ยากก่อน แต่เอาสิ่งที่เป็นไปได้และง่ายกว่า ก็คือเรียนรู้อาการของความทุกข์ แล้วตามเหตุแห่งทุกข์แล้วดับมัน เมื่อดับเหตุแห่งทุกข์ความสุขมันก็ดับไปด้วย เพราะมันเป็นอันเดียวกัน ความสุขมันเป็นมายาเท่านั้น 

ความที่ทำให้ 2 เป็น 1 ความทุกข์ความสุขก็เป็น 2 ทำให้เป็น 1 ได้ อันนี้แหละ อยู่ระหว่างกลางของความมี คุณยังไม่ตาย คุณยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณยังมีชีวิต จึงยังมีอยู่ เมื่อมีอยู่ก็อาศัย อาศัย 1 นี่คือไม่มีความทุกข์ อาศัย 1 อย่างที่เป็นพลังงานในระดับ พีชธาตุ พีชนิยาม พืชพันธุ์ธัญญาหารมันไม่มีความทุกข์ไม่มีความสุข ไม่มีกรรมไม่มีวิบาก ไม่มีความรักไม่มีความชัง นี่คือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า 

เมื่อมีชีวิตอยู่ก็อาศัย พีชธาตุ อันใดที่เราจะทำให้เป็นอุตุธาตุไปเลยก็ทำไป ศาสนาพุทธจึงแยกกายแยกจิต อย่างวิจิตรมากเลย แยกกายแยกจิตให้เป็นจะรู้จักอุตุนิยม พีชนิยาม จิตนิยาม และรู้กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ถ้าสามารถแยกอุตุนิยม พีชนิยาม จิตนิยาม 3 อันนี้และทำได้ ก็จะปรินิพพานได้ ท่านใดที่ทำให้หมดสภาพเป็นกาย หมดสภาพนอกจากเป็นกายแล้ว แม้แต่มันจะเป็น พีชะ มันก็ไม่มี มันเป็นอุตุไปจริงๆ ธาตุที่ยังเป็นธาตุรู้อยู่ในจิตเรา จิตเจตสิกตัวไหนมันตายอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) มันตายอย่างไม่เกิดอีก แต่เรามีชีวิตอยู่ 

แต่จิตตัวนี้มันไม่มีความรับรู้อะไร ไม่มีธาตุรู้แล้ว พีชนิยาม เป็นธาตุรู้ที่รู้ แต่ไม่ทุกข์ไม่สุข รู้จักสิ่งที่ควรรับ สิ่งที่ไม่รับเข้าก็เฉย ก็อาศัยอันนี้อยู่ไม่เดือดร้อนกับใคร รักษาชีวิต รักษาตัวเองไป ก็ไม่มีวิบากอะไร แล้วก็ทำแต่ดี นอกจากไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีเบียดเบียนผู้อื่นแล้ว ก็ยังไม่เบียดเบียนตน ตนเองก็รักษาร่างกายชีวิต ให้อยู่ดี ไม่ได้สมควรสมดุล ก็จะรู้จักวิธีที่จะทำให้ร่างกายอยู่สมดุล ก็สามารถที่จะ ทำอายุให้เกินกว่ากัป ของตน เกินกว่าอายุขัยของตนเองด้วย อย่างที่อาตมากำลังพิสูจน์ตัวเองนี่แหละ ซึ่งพิสูจน์มาแล้ว ได้มา 1 นักษัตรแล้วอาตมาจะตายตอนอายุ 72 ตอนนี้อายุจะเต็ม 87 ก็เดือนมิถุนายนหน้า ตอนนี้ย่าง 87 

อาตมาก็ชัดเจนมั่นใจ ทีนี้อาตมาจะสามารถต่ออายุขัยไปอีกนานเท่าใด ก็ตั้งใจพิสูจน์ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามไป ถ้าถึงวาระที่บอกว่าไม่ไหวแล้ว สังขาร รูปขันธ์มันแย่เต็มทีแล้ว นามขันธ์อาตมาดูแลเองได้ แต่รูปขันธ์ พยายามประคองมัน ให้ธาตุที่จะไปสังเคราะห์เป็นรูป ให้การออกกำลังกาย มีการรับประทานอาหาร มันบกพร่องอะไรก็ช่วยกัน คนก็ช่วยกันดูแลเสริมเติมให้อยู่ ไม่ให้มันขาดมันพร่องอะไร ทุกวันนี้ก็มีคนช่วยดูแล อาตมาก็ว่าเป็นบารมีของอาตมา มีคนเอาใจใส่ดูแลเป็นจริงจัง เพื่อให้อาตมา ยังขันธ์ให้ยาวยืนไป เพื่อทำประโยชน์ให้แก่มนุษยชาติ ให้แก่โลก ซึ่งอาตมาก็เต็มใจ ซึ่งมันก็ควรทำไหม …ควรทำ เพราะคนอย่างอาตมานี่ พูดจริงๆนะไม่ได้ยกย่องตนเอง… มันหายาก คนอย่างอาตมาที่มีความรู้อันนี้ ที่จะเอามาเผยแพร่ ขยายอะไรต่ออะไรออกไป พวกคุณยังรับได้ยังฟังได้ ยังยินดีรับกันอยู่ใช่ไหม ยังมีผู้รับอยู่ มีผู้รับได้อยู่ การค้านี้ไม่ขาดทุนหรอก ไม่เสียหลาย

สู่แดนธรรมว่า…เป็นคนที่หายากในระบบสุริยะจักรวาลนี้เลยครับ 

พ่อครูว่า…ก็ว่าไป คนเขาจะหาว่าพวกเราหลงตัวเอง อย่างคนที่บอกว่า ไอ้ลวงโลก นี่ 

ก็เข้าใจเขานะ ก็เห็นใจเขา เขาเข้าใจที่เราพูดนี้มันเป็นสัจจะเป็นโลกุตระธรรมลึกซึ้งก็เข้าใจยาก ก็น่าเห็นใจ เพราะฉะนั้นจะไปถือสาเขาไม่ได้หรอก เขาจะโกรธอาตมา ไม่ชอบอาตมา เพราะอาตมาพูดถึงศาสนา พูดถึงพุทธธรรม เขาก็ถือว่าเขาเป็นชาวพุทธคนหนึ่ง เขาก็ถือว่าชาวพุทธ ศาสนาพุทธก็ต้องถูกต้องตามอาจารย์เขา เขามีทิฐิอย่างนี้ เห็นอย่างนี้ 

สู่แดนธรรมว่า…คนที่เขาเรียกพ่อครูว่า อรหันต์ youtube ก็แสดงว่า อรหันต์ของเขาต้องอยู่ป่า มาขึ้น youtube ไม่ได้

พ่อครูว่า…เป็นไปได้ ก็น่าสงสารเขา น่าเห็นใจเขา ไม่เป็นไร แต่ขออย่างเดียวให้ติดตามฟังอาตมาต่อไปก็แล้วกันนะ ดีกันนะ อย่าโกรธเคืองกันเลย อาตมาไม่ถือสาคุณหรอกจะว่าอาตมาแรงหยาบ ก็แสดงถึง สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล เท่านั้นเอง อาตมาไม่ติดใจ แต่ถ้าคุณจะปรับภาษาคุณให้ดีก็ดี แต่ถ้าคุณไม่ปรับ อาตมาจะไปห้ามได้อย่างไร อาตมาก็ขอดีกัน อย่าไปแย่เลย แม้คุณจะไม่ชอบใจอาตมาก็แล้วกัน มันเป็นประโยชน์กับอาตมาที่มีผู้ที่ยังทักท้วง ก็อาจจะมีบางมุมเหลี่ยม เหลี่ยมนี้คุณท้วงอาตมา จริงและถูก แต่อย่าท้วงว่าอาตมาลวงโลก อันนี้คุณเข้าใจผิด แต่อรหันต์ youtube ก็แล้วแต่ แต่ที่ว่าไม่เป็นพระศรีอาริยเมตไตรย อาตมาก็ไม่เป็นหรอก อาตมาไม่ติดใช้ในการทำเท่ แต่คุณจะทำเท่ห์ก็ห้ามไม่ได้หรอก อาตมาไม่มีแบบนั้นแล้ว ทำไปแต่สัจจะเท่านั้น ก็อธิบายไปอย่างนี้

ก็ทวนต่ออีก อาตมาอธิบายไปจนถึงอัมพัฏฐมานพ ทบทวนว่าไป ก็ลงที่ว่าจรณะและวิชชา เป็นอย่างไร

   ดูกรอัมพัฏฐะ ภิกษุผู้ปฏิบัติเช่นนี้เรียกว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาบ้าง ผู้ถึงพร้อมด้วยจรณะ

บ้าง ผู้ถึงพร้อมด้วยทั้งวิชชาและจรณะบ้าง อันวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอย่างอื่น ซึ่งดียิ่งกว่าหรือประณีตกว่านี้ไม่มี.

จรณะนั้น ผู้ที่ทำได้ก็เกิดจะเกิด ฌาน เกิดปัญญา ตกผลึกเป็นสมาธิ คนจะเข้าใจสมาธิของพระพุทธเจ้านั้นไม่ง่าย เข้าใจว่านั่งหลับตาทำสมาธิแบบนั้นสะกดจิต แบบนั้นเป็นสมาธิตื้นมาก แต่สมาธิ ของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งมาก แม้แต่ฌานก็เป็นเรื่อง อจินไตย สมาธิ เป็นเรื่องพุทธพิสัย 

ฌานวิสัย คือ พลังงานที่ไปกำจัดกิเลสออก เมื่อกำจัดกิเลสออกจากจิตได้ จิตใจก็สะอาด ด้วยจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์เป็นฐานอุเบกขา ปริสุทธา แล้วปฏิบัติอีก มันก็จะเกิดยิ่งเจริญเป็นปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นองค์ธรรม เป็นคุณธรรม ที่พระพุทธเจ้าท่านแยกไว้ชัดเจน แยกแยะไว้ให้เห็นว่าเป็นเจตสิกต่างๆ ปริสุทธา บริสุทธิ์ ปริโยทาตา บริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น มุทุ ก็เก่งทั้งรู้และทำได้และสั่งสมเป็นฐาน static ตั้งมั่น กับปฏิกิริยาตัวการงาน เป็นกัมมัญญา เป็นฐานแน่นและแคล่วคล่องเป็นสองธาตุ จะทำงานอีกก็ยิ่งผ่องแผ้วประภัสสร 

ทุกวันนี้เขาเข้าใจ จรณะ ของพระพุทธเจ้าไม่ได้เข้าใจ ฌาน ของพระพุทธเจ้าไม่ได้เข้าใจสมาธิของพระพุทธเจ้าไม่ได้ ฌาน เดียรถีย์ ไปนั่งหลับตาเอา สมาธิของเดียรถีย์ไปนั่งหลับตาเอา  มันไม่มีวันได้หรอก ต้องมาศึกษาศีล สมาธิ ปัญญา หรืออธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ให้ดีให้สัมมาทิฏฐิ ตะกละไม่ได้ ต้องทำทีละข้อ เอาแค่ 3อย่างก่อน เกี่ยวกับสัตว์ เกี่ยวกับพืช เกี่ยวกับข้าวของและเกี่ยวกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส สามเส้าหลัก 

อาตมาพยายามขยายและสรุปให้ฟังว่า ปฏิบัติศีล จะมีผลอย่างไร เพราะฟังเข้าใจได้ใช่ไหม อย่างนี้เป็นต้น ถ้าหากปฏิบัติธรรมไม่อยู่ในจรณะ 15 ไม่อยู่ในวิชชา 8 นี้ ไม่ใช่พุทธศาสนา ท่านสรุปไว้หากไม่มี สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา อยู่ในภาคปฏิบัติก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธ เป็นข้อปฏิบัติ นอกพุทธ ต้องมี 3 ข้อนี้ จึงเป็นการปฏิบัติของพุทธ หากปฏิบัติสำรวมอินทรีย์ โดยไม่เกี่ยวข้องกับของกินของใช้ ไปนั่งหลับอยู่ภายใน มันไม่ใช่จะต้องมาชาคริยา ไม่มี 3 ข้อนี้โมฆะ เมื่อไหร่จะตื่นสักที 

สมณะเดินดิน สรุป จบ