ศาสนา

630916_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เรียนรู้ความเป็นเทวนิยมจากประวัติอาจารย์มั่น

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/12NOO_Y-13fl4MzJYTvPBWyl7v1oWk3ezG6-WVki9rrY/edit?usp=sharing                                                      

ดาวน์โหลดเสียงที่    https://drive.google.com/file/d/1Q_XaNb4ZnZ98c3f5twiqqKX2dwnyRpmH/view?usp=sharing 

และยูทูปที่  https://youtu.be/WVIrPycT89w 

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้เป็นวันพุธที่ 16 กันยายน 2563 ที่บวรราชธานีอโศก  การเรียกร้องหาประชาธิปไตยในประเทศไทยก็ยังดำเนินต่อไป ก็ดูกันต่อว่าประชาธิปไตยที่เขาเรียกร้องจะเป็นอย่างไร ส่วนเรื่องของพายุก็จะมีพายุโนอึน เขาพยากรณ์กันว่าน้ำจะท่วมล้านเปอร์เซ็นต์ พวกเราก็เตรียมตัวเตรียมใจ เตรียมข้าวของรับสถานการณ์กันไว้ น่าจะมาหลังวันที่ 19 ก.ย.นี้ 

ที่ราชธานีอโศกนี้ เหมาะที่สุดก็คงเป็นการทำกสิกรรม เพราะน้ำท่วมไปก็ปลูกใหม่ได้ ไม่มีปัญหา แต่เรื่องของอุตสาหกรรมนั้นถ้าน้ำท่วมก็จะเสียหายมาก พ่อครูก็ให้สัญญาณให้เราทำกสิกรรมนี่แหละเป็นสิ่งสำคัญ คนเจอ covid แล้วยังเจอน้ำท่วมอีกก็จะเดือดร้อนกันมาก เราก็ทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ 

พ่อครูว่า…

SMS วันที่ 13-15 ก.ย. 2563 

_นาย กำจัด รูปแบะนาม  : เทศนาประชาธิปไตย  อ้าว..! ไม่เทศนาธรรมมะรึ ท่านบวชที่วัดอโศการามใช่มั้ยครับ

พ่อครูว่า…อาตมาจะพูดอะไรก็เป็นการเทศน์เรื่องธรรมะ คนที่ฟังธรรมะไม่เป็นทำให้สังคมเสื่อมสังคมเลวร้ายเพราะไม่มีธรรมะในทุกสิ่งทุกอย่าง คุณจะกินก็ต้องมีธรรมะ คุณอยู่ก็ต้องมีธรรมะทำงานก็ต้องมีธรรมะ คุณจะพูดก็ต้องมีธรรมะ คุณจะคิดก็ต้องมีธรรมะ ชีวิตคนเราธรรมะนั้นสำคัญที่สุดนะ 

_พันธุ์ พอเพียง  : มหัศจรรย์มากครับ เมื่อมีชาวอโศกหลายคนเห็นต่างจากพ่อครูในบางเรื่องและหลายเรื่อง พ่อครูก็ยังใช้หลักนานาสังวาสดูแลลูก ๆ ได้อย่างสวยงาม ไม่เกิดเรื่องวิวาทกับลูก ๆ เหล่านั้น   ซึ่งผิดกับเถรสมาคมที่ทำกับพ่อครู เมื่อพ่อครูบอกกับผู้ใหญ่ในเถรสมาคมว่า นี้เป็นนานาสังวาส แต่พระผู้ใหญ่ในเถรสมาคมกลับตอบกลับพ่อครูว่า นี่คือปาราชิก ต้องสึกเท่านั้น  ความอบอุ่นความเมตตาช่างไกลกันลิบลับเลยครับ(กรณีคุณเจนบุญ จน สะดุดใจให้ผมฉุกคิดครับ ขอบคุณ คุณเจนบุญ มาก ๆ ครับ)

พ่อครูว่า…ก็เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างที่ว่า

_สวนบุญ โคตรบุญอารยะ  : ทุกอย่างอยู่ที่คน!  ถ้าคนมีศีลแท้ ๆ รัฐธรรมนูญหรือกฏหมาย ก็แค่กระดาษใช่เปล่าคะพ่อ กราบนมัสการค่ะ

พ่อครูว่า…ใช่ อาตมาเคยพูด รัฐธรรมนูญก็เอา ศีล 5 ไปใช้เลยก็ได้แล้วแต่เขาทำไม่ไหวหรอกเพราะศีล 5 มันเข้ม และมีศาสนาอื่นอยู่ด้วยในประเทศไทยก็จึงจะต้องผสมผสานกัน อย่างเช่นศีลข้อที่ 1 ก็ประยุกต์หน่อย ศีลข้อที่ 2 ก็ตามรูปได้เลย ศีลข้อที่ 3 ก็เต็มรูปได้เลยศีลข้อที่ 4 ข้อที่ 5 ก็เต็มรูปได้เลย อย่างนี้เป็นต้น

 

_แก้วตะวัน พวงบุบผา  : น้อมกราบนมัสการพ่อครูค่ะ  มีกระทรวงไหนหนอที่จะนำความหมายของประชาธิปไตยที่ถูกต้องมาขยาย มาเผยแพร่ ให้ประชาชนได้ทราบ(แบบประโคมเลย) แบบที่พ่อครูพยายามอธิบาย แจกแจงประชาธิปไตยโลกุตระให้ลูก ๆ ชาวอโศกได้ฟัง และเข้าใจกันเพิ่มมากขึ้นค่ะ

พ่อครูว่า…เอาเถอะ มันก็ไม่ใช่ง่ายๆ ค่อยๆเป็นไปได้เมืองไทยก็มีอันนี้อยู่พวกเราก็ไปฟังไปเรียนรู้ให้เข้าใจแล้วได้ประพฤติปฏิบัติถูกก็ดีแล้ว ประชาชนคนไทยที่เป็นสมาชิกพลเมืองของประเทศไทยก็ได้ประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้าก็ดีแล้ว ทำให้เมืองไทยก็ง่ายขึ้นอยู่สบายขึ้น ผู้บริหารก็ไม่ลำบากยากเย็น ชาวอโศกนี้ผู้บริหารไม่ได้ยากเย็นเลย พวกเราไม่ได้เป็นตัวถ่วงตัวหนักตัวลำบากลำบนให้แก่ผู้บริหารเลย มีแต่ช่วยเหลือเกื้อกูลไป 

_ดูเธอทํา กับตัวเธอเอง : แน่ใจนะคะท่านพูดถูกต้องจริง ๆ  ถ้าไม่จริง กรรมใครกรรมมันเถอะค่ะ ท่านเป็นถึงสมณะ ท่านนำพาผู้คนหลงทาง (คอมเม้นท์ในยูทูปจากรายการวิถีอาริยธรรม 13 กย. 63)

พ่อครูว่า…ใช่กรรมใครกรรมมัน อาตมาถึงมั่นใจว่าอาตมาไม่ทำกรรมที่เป็นอกุศลเป็นพิษภัยให้แก่ตัวเอง และกับผู้อื่น อันนี้ขอยืนยัน อาตมานี้เข้มงวดกวดขันกับตัวเองมากเรื่องนี้ ที่อาตมาพูดจะต้องให้ถูกต้อง ถ้าผิดมันเป็นบาปหรือบุญ เป็นกุศลหรืออกุศล แล้วใครได้ล่ะ ก็อาตมาได้อัตโนมัติจะโง่ไปทำใส่ตัวเองทำไม 

_ชายพงไพร บุนิตระกูลพุทธ  : ถ้าฟังเกินภูมิก็จะไม่ค่อยรู้เรื่องแล้วครับ

พ่อครูว่า…อันไหนฟังได้ก็ฟังไป

มีบทความที่คนส่งมาให้ 

‘พระพุทธเจ้าและพระสาวกอรหันต์’ เสด็จมาอนุโมทนาวิมุตติธรรมกับ ‘หลวงปู่มั่น’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2563, 19.28 น.  (https://www.naewna.com/likesara/517518 )

หลวงปู่มั่น พระสาวกอรหันต์ วิมุตติธรรม พระพุทธเจ้า อนุโมทนา

พ่อครูว่า…ยังอยู่หน้าพระพุทธ พูดถึงตรงนี้ก็น่าสงสารที่เขามีทิฐิตรงนั้นแล้วเมื่อไหร่จะได้ปรินิพพานเป็นปริโยสาน พระพุทธเจ้าก็ไม่ให้ปรินิพพานพระอรหันต์ก็ไม่ให้ปรินิพพาน แล้วยังมีวิญญาณล่องลอยไปมา ยินดีกับสิ่งแบบนี้อีก หลวงปู่มั่นบรรลุอรหันต์มาแสดงอนุโมทนาสาธุด้วยอย่างนี้เป็นต้น เป็นเรื่องเป็นราวเลยนะ 

 

หลังจากท่าน (พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต) เดินทางถึงแดนแห่งวิมุตติแล้ว คืนต่อ ๆ มามีพระพุทธเจ้าพร้อมพระสาวกจำนวนมากเสด็จมาอนุโมทนาวิมุตติธรรมกับท่านเสมอมิได้ขาด

พ่อครูว่า…ดินแดนของเขาจะเป็นแดนวิมุตแบบพุทธเกษตร มีพระพุทธเจ้าไม่รู้กี่องค์อยู่เต็มไปหมด ซึ่งเป็นแดนเนรมิตขึ้นมาเอง เขาเนรมิตขึ้นมากันในความคิด คือเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น เห็นและพูดตามกันเล่าสืบต่อกันมา ซึ่งสิ่งเหล่านั้น ในวิชาการก็คือเป็นนิรมาณกายเป็นวิมาน หรือเป็นมโนมยอัตตา เป็นรูปที่สำเร็จด้วยจิต เนรมิตขึ้นมาเองมันไม่มีหรอกแต่ปั้นขึ้นมาเป็นโลกทิพย์เป็นแดนสวรรค์เป็นแดนวิมาน เหมือนหนังเรื่อง Harry Potter เรื่อง Lord of the Rings หนัง Star Wars อะไรพวกนี้เหมือนเลย สร้างขึ้นมา โอ้โห สนุก อย่างเช่น Harry Potter ขายกันระเบิดเถิดเทิงทั่วโลกรวยเละเลย JK rowling รวยเละเลย คนมันโง่งมงายกันทั่วโลก จึงขาย Harry Potter กันได้เยอะ หรือว่าทำ Lord of The Ring เป็นหนังรวยเละเลย หนัง Star Wars อย่างนี้เป็นต้น สร้างวิมานสร้างเรื่องขึ้นมา 

นั่นแหละเป็นการสร้างเรื่องวิมาน สตาร์วอร์ออกไปนอกโลก เราจะมีโลกดวงดาวต่างๆมีมนุษย์ต่างดาวเอามรบกัน สร้างสถานีอวกาศขึ้นมา ยิงกันสนุกชิบหายเลย เสียเงินเสียทองได้เงินได้ทองกันมา Harry Potter ก็มีเวทมนตร์คาถามีหายตัวได้มีฤทธิ์เดชอะไรสนุก เหมือนกันเลย นิยายเหมือนกันอย่างที่ว่านี้ 

 

คืนนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นกับพระสาวกบริวารเป็นจำนวนหมื่นเสด็จมาเยี่ยม

พ่อครูว่า…เป็นวิธีการเล่าที่แสดงให้รู้ว่าอาจารย์มั่นนี้ยิ่งใหญ่พระพุทธเจ้าก็ต้องมา พระอรหันต์สาวกก็มา แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอาจารย์มั่น เป็นวิธีการอย่างหนึ่ง.. พระพุทธเจ้าไม่รู้ว่าหน้าตาอย่างไรพูด 2 ทีก็หน้าตาไม่เหมือนกัน 

พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในโลก ก็คือผู้ที่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้วมาประกาศศาสนาในโลก ถ้าหากเป็นปัจเจกพุทธเจ้าก็ไม่ได้ประกาศและมีความรู้เท่ากับพระพุทธเจ้า 

ที่เขาว่ามานี้เป็นการปั้นนิรมาณกาย แล้วก็เอามาพูดกันให้เกิดจินตนาการร่วมกัน เป็นสัมโภคกาย เป็นมโนมยาอัตราเป็นสิ่งที่ปลอมแปลงขึ้นมาทั้งนั้นแล้วคนที่มีทิฐิเดียวกันก็จะเห็นร่วมกันแล้วก็บริโภคร่วม เรียกว่าเป็นอุปทานหมู่ จริงๆจริงๆ ยอมรับกัน สำนองยอมรับกันเลย

ที่จริงแล้วมันเป็นเรื่องโลกของคนตาบอดสอดตาเห็นทั้งนั้น  คือ คนตาบอด นี่ เขาไม่เคยเห็นเมฆสีขาวแสนสวยอยู่บนฟ้าเลยนะ แต่คนตาบอดก็บอกว่าเมฆสีขาวสวยอยู่บนฟ้า พวกนี้ตาบอดสอดตาเห็น ต่างคนก็ต่างเห็น แต่ทั้งนั้น พวกนี้มีอทิสมานกายทั้งนั้นไม่มีใครเห็นของกันสักคน ไม่มีจริงให้เห็นสักคนอทิสมานกาย เป็นกายเพ้อเจ้อที่เขาฝันกัน มีสิ่งที่ถูกรู้กับมีผู้รู้แล้วเอามาพูดกันถ่ายทอดกันให้หลงละเมอเพ้อพกกันไป เป็นการสร้างมิจฉาทิฏฐิส่งต่อกันไปเป็นคนตาบอดสอดตาเห็น ฉันก็เห็นฉันก็เห็น ทั้งที่จริงไม่ได้เห็นจริง แต่อุปาทานมันมีจริงเหมือนคนเห็นผีเดินไปเดินมา ก็เป็นอุปาทาน เห็นเป็นตัวเป็นตนเป็นรูปข้างนอกเลยเหมือนคนเห็นผีนางตานี ผีกระสือ มีไส้เป็นพวง ตาเขาเห็นเป็นอย่างนั้นจริงๆแต่มันเป็นอุปาทานเป็นมโนมยอัตตา สร้างภาพขึ้นมาหลอกตัวเองแล้วเชื่อว่ามีจริง คนที่เห็นก็จะบอกว่าคุณไม่เคยเห็นแต่ฉันเห็น เห็นจริงๆแต่เป็นดวงตาที่เป็นโรคชนิดหนึ่งเป็นภาพลวงตา ภาษาหมอเรียก psychosis หรือว่า neurosis

คืนนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นกับสาวกบริวารจำนวนแสนเสด็จมาเยี่ยม

คืนนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นมีสาวกเท่านั้นเสด็จมาเยี่ยมอนุโมทนา

จำนวนพระสาวกที่ตามเสด็จพระพุทธเจ้ามาแต่ละพระองค์นั้นมีจำนวนไม่เท่ากัน ทั้งนี้ท่านว่าขึ้นอยู่กับวาสนาของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ไม่เหมือนกัน ที่พระสาวกตามเสด็จมาด้วยแต่ละพระองค์นั้น มิได้ตามเสด็จมาทั้งหมดในบรรดาพระสาวกของแต่ละพระองค์ที่มีอยู่ แต่ที่ตามเสด็จมามากน้อยต่างกันนั้น พอแสดงให้เห็นภูมิพระวาสนาบารมีของแต่ละพระองค์นั้นต่างกันเท่านั้น

บรรดาพระสาวกจำนวนมากของแต่ละพระองค์ที่ตามเสด็จมานั้น มีสามเณรติดตามมาด้วยครั้งละไม่น้อยเลย ท่านสงสัยจึงพิจารณาก็ทราบว่า คำว่าพระอรหันต์ในนามธรรมนั้นมิได้หมายเฉพาะพระ แต่สามเณรที่มีจิตบริสุทธิ์หมดจดก็นับเข้าในจำนวนสาวกอรหันต์ด้วย ฉะนั้นที่สามเณรติดตามมาด้วยจึงไม่ขัดกัน

ในพระโอวาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ประทานอนุโมทนาแก่พระอาจารย์มั่นนั้น ส่วนใหญ่มีว่า… เราตถาคตทราบว่าเธอพ้นโทษจากอนันตรทุกข์ในที่คุมขังแห่งเรือนจำของวัฏทุกข์ จึงได้มาเยี่ยมอนุโมทนา ที่คุมขังแหล่งนี้ใหญ่โตมโหฬารและแน่นหนามั่นคงมาก และมีเครื่องยั่วยวนชวนให้เผลอตัวและติดอยู่รอบตัวไม่มีช่องว่าง จึงยากที่จะมีผู้แหวกว่ายออกมาได้ เพราะสัตว์โลกจำนวนมากไม่ค่อยมีผู้สนใจกับทุกข์ที่เป็นอยู่กับตัวตลอดมา ว่าเป็นสิ่งที่ทรมานและเสียดแทงร่างกายจิตใจเพียงใด พอจะคิดเสาะแสวงหาทางออกด้วยวิธีต่าง ๆ เหมือนคนเป็นโรคแต่มิได้สนใจกับยา ยาแม้มีมากจึงไม่มีประโยชน์สำหรับคนประเภทนั้น ธรรมของเราตถาคตก็เช่นเดียวกับยา สัตว์โลกอาภัพเพราะโรคกิเลสตัณหาภายในใจเบียดเบียนเสียดแทง ทำให้เป็นทุกข์แบบไม่มีจุดหมายว่าจะหายได้เมื่อไร

สิ่งตายตัวก็คือโรคพรรค์นี้ ถ้าไม่รับยาคือธรรมจะไม่มีวันหายได้ ต้องฉุดลากสัตว์โลกให้ตายเกิดคละเคล้าไปกับความทุกข์กายทุกข์ใจ และเกี่ยวโยงกันเหมือนลูกโซ่ตลอดอนันตกาล ธรรมแม้จะมีเต็มไปทั้งโลกธาตุ ก็ไม่สามารถอำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้ไม่สนใจนำไปปฏิบัติรักษาตัวเท่าที่ควรจะได้รับจากธรรม ธรรมก็อยู่แบบธรรม สัตว์โลกก็หมุนตัวเป็นกงจักรไปกับทุกข์ในภพน้อยภพใหญ่แบบสัตว์โลก โดยไม่มีจุดหมายปลายทางว่าจะสิ้นสุดทุกข์กันลงได้เมื่อใด ไม่มีทางช่วยได้ ถ้าไม่สนใจช่วยตัวเองโดยยึดธรรมมาเป็นหลักใจและพยายามปฏิบัติตาม

พ่อครูว่า…พูดอย่างนี้ก็ขัดแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้าที่ธรรมะพุทธเจ้านั้นไม่ใช่เป็นเรื่องสามัญมีเต็มโลกธาตุเลย 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

สมณะฟ้าไท…ฟังเหมือนนิทาน

พระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้เพิ่มจำนวนองค์และสั่งสอนมากมายเพียงไร ผลที่ได้รับก็เท่าที่โรคประเภทคอยรับยามีอยู่เท่านั้น ธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ว่าพระองค์ใด มีแบบตายตัวอยู่อย่างเดียวกัน คือสอนให้ละชั่วทำดีทั้งนั้น 

พ่อครูว่า…อันนี้แสดงว่าไม่รู้จักธรรมะพระพุทธเจ้าเลย พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้แค่ละชั่วทำดีเท่านั้น อย่างนั้นศาสดาใดๆก็สอนทั้งนั้น ไม่มีศาสดาองค์ใดไม่ได้สอนเรื่องละชั่วทำดี อย่าว่าแต่ถึงศาสดาเลย ไม่เป็นพระศาสดาก็สอนแล้วเป็นครูเป็นผู้ใหญ่ก็สอนให้คนละชั่วทำดีทั้งนั้นเป็นเรื่องโลกีย์ ไม่ใช่เรื่องของพระศาสดาที่ยิ่งใหญ่อะไร ศาสดาของพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาโลกุตระไม่ได้สอนให้แค่ละชั่วทำดี เท่านั้น แต่สอนให้รู้จักความสุขความทุกข์ด้วย ศาสนาอื่นไม่ได้สอนให้รู้เรื่องความสุขความทุกข์และดับเหตุแห่งทุกข์ มีแต่ศาสนาพุทธเท่านั้นที่สุด ตรงนี้แหละถ้าจับประเด็นนี้ไม่ได้ไม่เข้าถึงพุทธ สอนให้แค่ละชั่วทำดีมันก็เท่านั้น มันจะไปมีอะไรแปลกใหม่ ไม่เป็นโลกุตระ นี่แสดงว่าไม่มีภูมิโลกุตระ 

ไม่มีธรรมพิเศษและแบบสอนพิเศษไปกว่านี้ เพราะไม่มีกิเลสตัณหาพิเศษในใจสัตว์โลกที่พิเศษเหนือธรรมซึ่งประกาศสอนไว้ เท่าที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายประทานไว้แล้วเป็นธรรมที่ควรแก่การรื้อถอนกิเลสทุกประเภทของมวลสัตว์อยู่แล้ว นอกจากผู้รับฟังและปฏิบัติตามจะยอมแพ้ต่อเรื่องกิเลสตัณหาของตัวเสียเอง แล้วเห็นธรรมเป็นของไร้สาระไปเสียเท่านั้น

ตามธรรมดาแล้วกิเลสทุกประเภทต้องฝืนธรรมดาดั้งเดิม 

พ่อครูว่า…อันนี้พูดเข้าท่า แต่การละชั่วประพฤติดีก็เป็นกิเลส ก็เป็นกิเลสโลกีย์ ของพระพุทธเจ้าต้องสร้างจิตให้เป็นพลังงานฌาน เผาไฟราคะโทสะโมหะได้ อันนี้แหละยากที่ฌาณฤาษี ถ้าสอนยังไม่สัมมาทิฏฐิก็ไม่มีฌานแบบของพระพุทธเจ้า ดับกิเลสไม่ได้  

คนที่คล้อยตามมันจึงเป็นผู้ลืมธรรมไม่อยากเชื่อฟังและทำตาม โดยเห็นว่าลำบากและเสียเวลาทำในสิ่งที่ตนชอบ ทั้งที่สิ่งนั้นให้โทษ ประเพณีของนักปราชญ์ผู้ฉลาดมองเห็นการณ์ไกล ย่อมไม่หดตัวมั่วสุมอยู่เปล่า ๆ เหมือนเต่าถูกน้ำร้อนไม่มีทางออก ต้องยอมตายในหม้อที่กำลังเดือดพล่าน โลกเดือดพล่านอยู่ด้วยกิเลสตัณหาความแผดเผา ไม่มีกาลสถานที่ที่พอจะปลงวางลงได้ จำต้องยอมทนทุกข์ทรมานไปตาม ๆ กัน โดยไม่นิยมสัตว์น้ำ สัตว์บก สัตว์อยู่บนอากาศและใต้ดิน เพราะสิ่งแผดเผาเร่าร้อนอยู่กับใจ ความทุกข์จึงอยู่ที่นั่น

ที่นี่เธอเห็นพระตถาคตอย่างแท้จริงแล้วมิใช่หรือ?

พ่อครูว่า…นี่เป็นโลกที่เขาพูดกันเฉพาะมีตาทิพย์โลกทิพย์ พบพระพุทธเจ้า สาวกพระพุทธเจ้า สามเณร อรหันต์มาชุมนุมกัน มาแสดงความยินดี ให้กับพระอาจารย์มั่น พวกคุณไม่เห็นกันนะ แต่เขาเห็นกันอย่างนิรมาณกาย คือกายที่สร้างขึ้นมาในภพความคิดของแต่ละคน สร้างขึ้นมา แต่ละคนสร้างขึ้นมาก็มาพูดกับคนอื่น ก็บอกว่าใช่ๆ เลยเป็นอุปาทานหมู่ร่วมกันเป็นสัมโภคกาย บริโภคสิ่งมีจริงมีพระพุทธเจ้ามากมาย แสดงความยินดีกับพระอาจารย์มั่นมีพระพุทธเจ้า มีสามเณร อรหันต์ด้วยมากมายนับไม่ถ้วน มีกระเช้าผลไม้มากมาย แต่ที่เห็นกันนั้นเป็นอาทิสสมานกาย ไม่มีจริงเป็นจริงแต่เป็นตาบอดสอดตาเห็น เหมือนพวกตาบอดพูดกันบอกว่าเมฆขาวสวย อาตมาว่าเปรียบเทียบกันให้เห็นจริงแล้วนะ 

พวกตาบอดสอดตาเห็นพวกนี้ยังไม่พอ ไปชวนคนใบ้ ไปดูหนังอีก แล้วหนังยังเป็นหนังใบ้อีก คนตาบอดเขาก็ไม่เห็นหนัง แล้วก็ชวนคนหูหนวกไปดูหนัง แล้วเป็นหนังใบ้อีก ชัดเจนขึ้นมา คนโง่ต่อคนโง่ชวนกันโง่ก็ยิ่งมืดบอดไปด้วยกัน ยิ่งมืดบอดยิ่งหูหนวกไปเรื่อยๆ ขออภัยที่อาตมาอธิบายธรรมะ ไม่ได้ไปตั้งใจถล่มทลายเขาหรอก แต่มันก็น่าถล่ม 

เขาไม่รู้จักปรินิพพานเป็นปริโยสานไปได้เลย ขนาดพระพุทธเจ้าแล้วก็ยังมาแสดงอนุโมทนากับอาจารย์มั่น อรหันต์รูปอื่นๆก็เลยมาอนุโมทนาด้วย ไม่ได้หยุดหย่อนเลย 

พระตถาคตแท้คืออะไร คือความบริสุทธิ์แห่งใจที่เธอเห็นแล้วนั้นแล ที่พระตถาคตมาในร่างนี้ มาในร่างแห่งสมมุติต่างหาก เพราะพระตถาคตและพระอรหันต์อันแท้จริงมิใช่ร่างแบบที่มากันนี้ นี่เป็นเพียงเรือนร่างของตถาคตโดยทางสมมุติต่างหาก

ท่านพระอาจารย์กราบทูลว่า… ข้าพระองค์ทราบพระตถาคตและพระสาวกอรหันต์อันแท้จริงไม่สงสัย ที่สงสัยก็คือ พระองค์ทั้งหลายกับพระสาวกท่านที่เสด็จไปด้วยอนุปาทิเสสนิพพานไม่มีส่วนสมมุติยังเหลืออยู่เลย แล้วเสด็จมาในร่างนี้ได้อย่างไร?

สู่แดนธรรมว่า…หากคนเขียนคือหลวงตามหาบัว เป็นพระอรหันต์ ก็จะไม่พูดว่าสงสัยในสิ่งเหล่านี้เลย เรื่องนิพพาน

 พ่อครูว่า…พระอรหันต์สิ่งนี้เป็นสัจจะหนึ่งเดียว เมื่อท่านบรรลุสิ่งที่เป็นสัจจะมีหนึ่งเดียวนี้เป็นอริยสัจ พระอรหันต์ที่บรรลุสัจจะนี้จริงแล้ว สัจจะมีหนึ่งเดียวคือบรรลุอรหันตผลดีแล้ว ก็จะไม่แย้ง จะรู้ว่าคนที่พูดแย้งอยู่นี้ไม่จริงทั้งนั้น ถ้าจริงแล้วจะมีหนึ่งเดียวก็จะไม่พูด 

พระพุทธเจ้าตรัสว่า… ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งแม้มีความบริสุทธิ์ทางใจด้วยดีแล้ว แต่ยังครองร่างอันเป็นส่วนสมมุติอยู่ ฝ่ายอนุปาทิเสสนิพพานก็ต้องแสดงสมมุติตอบรับกัน คือต้องมาในร่างสมมุติซึ่งเป็นเครื่องใช้ชั่วคราวได้ ถ้าต่างฝ่ายต่างเป็นอนุปาทิเสสนิพพานด้วยกันแล้วไม่มีส่วนสมมุติยังเหลืออยู่ ตถาคตก็ไม่มีสมมุติอันใดมาแสดงเพื่ออะไรอีก ฉะนั้นการมาในร่างสมมุตินี้จึงเพื่อสมมุติเท่านั้น ถ้าไม่มีสมมุติเสียอย่างเดียวก็หมดปัญหา

พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงทราบเรื่องอดีตอนาคตก็ทรงถือเอานิมิต คือสมมุติอันดั้งเดิมของเรื่องนั้น ๆ เป็นเครื่องหมายให้ทราบ เช่น ทรงทราบอดีตของพระพุทธเจ้าทั้งหลายว่าทรงเป็นมาอย่างไรเป็นต้น ก็ต้องถือเอานิมิตของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น และพระอาการนั้น ๆ เป็นเครื่องหมายพิจารณาให้รู้ ถ้าไม่มีสมมุติของสิ่งนั้น ๆ เป็นเครื่องหมาย ก็ไม่มีทางทราบได้ในทางสมมุติ เพราะวิมุตติล้วน ๆ ไม่มีทางแสดงได้ ฉะนั้นการพิจารณาและทราบได้ ต้องอาศัยสมมุติเป็นหลักพิจารณา

ดังที่เราตถาคตนำสาวกมาเยี่ยมเวลานี้ ก็จำต้องมาในรูปลักษณะอันเป็นสมมุติดั้งเดิม เพื่อผู้อื่นจะพอมีทางทราบได้ว่า พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ๆ และพระอรหันต์องค์นั้น ๆ มีรูปลักษณะอย่างนั้น ๆ ถ้าไม่มาในรูปลักษณะนี้แล้ว ผู้อื่นก็ไม่มีทางทราบได้

เมื่อยังต้องเกี่ยวกับสมมุติในเวลาต้องการอยู่ วิมุตติก็จำต้องแยกแสดงออกโดยทางสมมุติเพื่อความเหมาะสมกัน

ถ้าเป็นวิมุตติล้วน ๆ เช่นจิตที่บริสุทธิ์รู้เห็นจิตที่บริสุทธิ์ด้วยกัน ก็เพียงแต่รู้อยู่เห็นอยู่เท่านั้น ไม่มีทางแสดงให้รู้ยิ่งกว่านั้นไปได้ เมื่อต้องการทราบลักษณะอาการของความบริสุทธิ์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ก็จำต้องนำสมมุติเข้ามาช่วยเสริมให้วิมุตติเด่นขึ้น พอมีทางทราบกันได้ว่าวิมุตติมีลักษณะว่างเปล่าจากนิมิตทั้งปวง มีความสว่างไสวประจำตัว มีความสงบสุขเหนือสิ่งใด ๆ เป็นต้น พอเป็นเครื่องหมายให้ทราบได้โดยทางสมมุติทั่ว ๆ ไป ผู้ทราบวิมุตติอย่างประจักษ์ใจแล้ว จึงไม่มีทางสงสัยทั้งเรื่องวิมุตติแสดงตัวออกต่อสมมุติในบางคราวที่ควรแก่กรณี และทรงตัวอยู่ตามสภาพเดิมของวิมุตติ ไม่แสดงอาการ

ที่เธอถามเราตถาคตนั้น ถามด้วยความสงสัย หรือถามพอเป็นกิริยาแห่งการสนทนากัน

ท่านกราบทูลว่า… ข้าพระองค์มิได้มีความสงสัยทั้งสมมุติและวิมุตติของพระองค์ทั้งหลาย แต่ที่กราบทูลนั้นก็เพื่อถวายความเคารพไปตามกิริยาแห่งสมมุติเท่านั้น 

พ่อครูว่า…จะไปพูดทำไมให้เสียน้ำลาย เสียเวลา เสียพลังงาน เพราะพระพุทธเจ้าท่านก็ต้องรู้เหมือนกันนั่นแหละ เป็นการแสดงภูมิของผู้เขียนเองเท่านั้น

แม้พระองค์กับพระสาวกจะเสด็จมาหรือไม่ก็มิได้สงสัยว่าพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์อันแท้จริงมีอยู่ ณ ที่แห่งใด แต่เป็นความเชื่อประจักษ์ใจอยู่เสมอว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต อันแสดงว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ มีใช่ธรรมชาติอื่นใดจากที่บริสุทธิ์หมดจดจากสมมุติในลักษณะเดียวกันกับพระรัตนตรัย

พระพุทธเจ้าตรัสว่า… การที่เราตถาคตถามเธอ ก็มิได้ถามด้วยความเข้าใจว่าเธอมีความสงสัย แต่ถามเพื่อเป็นสัมโมทนียธรรมต่อกันเท่านั้น

บรรดาพระสาวกที่ตามเสด็จพระพุทธเจ้ามาแต่ละพระองค์และแต่ละครั้งนั้น มิได้กล่าวปราศรัยอะไรกับท่านพระอาจารย์มั่นเลย มีพระพุทธเจ้าประทานพระโอวาทพระองค์เดียว ส่วนพระสาวกทั้งหลายเป็นเพียงนั่งฟังอยู่อย่างสงบเสงี่ยม น่าเคารพเลื่อมใสมากเท่านั้น แม้สามเณรองค์เล็ก ๆ ที่น่ารักมากกว่าจะน่าเคารพเลื่อมใส ก็นั่งฟังอยู่อย่างสงบเสงี่ยม เช่นเดียวกับพระสาวกทั้งหลาย อันเป็นที่น่าเคารพเลื่อมใสมากและน่ารักมากด้วย ซึ่งยังอยู่ในวัยเล็กมากก็มี อายุราว ๙ ขวบ ๑๐ ขวบ ๑๑–๑๒ ขวบ ซึ่งน่ารักมาก

ท่านเล่าว่า… พอเห็นสามเณรอรหันต์แล้ว ท่านเกิดความรู้สึกรักมากและสงสารมาก ถ้าตามภาษาของผู้ใหญ่พูดกับเด็กธรรมดาทั่วไปก็ว่า เณรตัวเล็ก ๆ ตาใสแจ๋ว ใครเห็นแล้วก็อดที่จะรักไม่ได้ ดีไม่ดีถ้าไม่ทราบไว้ก่อนว่าท่านเป็นสามเณรอรหันต์แล้ว น่ากลัวจะดื้อ มือไปคว้าเอาศีรษะท่านขยี้เขย่าเล่นโดยมิได้สำนึกในบาปแน่

ท่านพูดมาตอนนี้เลยนึกคันมือขึ้นมาว่า ถึงผู้เขียนก็เถอะอาจเป็นผู้หนึ่งก่อนใครที่จะอดคว้าไม่ได้ เป็นอะไรเป็นกัน แล้วค่อยขอขมาโทษท่านทีหลัง เพราะอดรักอดเล่นไม่ได้ ท่านว่าแม้ท่านจะเป็นสามเณรองค์เล็ก ๆ ก็ตาม แต่มรรยาทท่านเป็นผู้ใหญ่สงบเสงี่ยมสวยงามมากเหมือนพระสาวกทั้งหลาย

สรุปแล้ว บรรดาพระสาวกอรหันต์และสามเณรที่ตามเสด็จมากับพระพุทธเจ้าแต่ละครั้ง ล้วนมีมรรยาทอันสวยงามน่าเคารพเลื่อมใสมาก เหมือนผ้าที่ถูกพับและเก็บไว้เป็นระเบียบงามตา

…………………………………

คัดลอกจากประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ตอนที่ ๑ โดยท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี “พระพุทธเจ้าและพระสาวกอรหันต์เสด็จมาอนุโมทนา” ใน http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/lp-mun/lp-mun-hist-12-05.htm

 

พ่อครูว่า…ที่เอามาอ่านนี้ เจตนาที่จะเอามาเพื่อที่จะเป็นการศึกษาวิชาการ ให้รู้ว่าผู้ที่ยังหลงใหลเลอะเทอะอยู่อย่างนี้ ยังมีอยู่อีกเยอะ แล้วก็ยังนับถือกันอยู่ต่างๆนานา ก็ต้องขออภัยจริงๆ พูดไปแล้วเป็นเชิงข่มจริงๆ แล้วความถูกต้องก็ต้องข่มความผิดความไม่ถูกต้องเป็นธรรมชาติ อันนี้เป็นสัจจะมันเลี่ยงไม่ได้จึงจำนนที่จะต้องพูดเรื่องถูกที่จะข่มผู้ผิด แล้วผิดเป็นอย่างไรก็ต้องบอก ต้องกล่าวถึงนามพระอาจารย์มั่น ว่าอย่างนี้มันผิดก็ต้องเหมือนไปข่มอาจารย์มั่น จริงๆแล้วอาตมาไม่มีใจที่จะเป็นข่มเบ่ง แต่ที่อาศัยพูดนี้ อาศัยพูดสัจจะความจริงสิ่งที่เกิดจริงเป็นจริงมีตัวตนบุคคลจริงในโลกในประเทศไทย อาจารย์ของคนไทยและมีลูกศิษย์ลูกหาอยู่เยอะ ก็ต้องเอามาพูดเพราะอาตมาไม่กลัวที่จะพูดความจริงนี้โดยระบุว่าบุคคลมา..ไม่กลัว มันเป็นความจริงก็ต้องพูดกันให้ชัดเจน เพราะอาตมาไม่ได้มีเจตนาร้าย ไม่มีอกุศลจิตอะไรเลย นิดนึงก็ไม่มี อาตมาไม่ได้อวดดีก็ไม่มี มีแต่พูดความจริงความถูกต้องความผิด พูดถึงความผิดความถูกอย่างเต็มๆเท่านั้น 

สิ่งเหล่านี้พูดไปแล้วก็เหมือนกับอาตมาแก้ตัว พูดแก้ตัว จริงๆไม่ได้พูดแก้ตัวแต่พูดขยายความจริง อธิบายความจริงเสริมเติมเป็นไปเพื่อให้ชัดเจนเท่านั้นเอง แต่ฟังแล้วเหมือนกับแก้ตัวแต่มันไม่ใช่หรอกมันเป็นการแก้ไข สำหรับผู้ที่ยังเข้าใจผิด อาตมาก็พูดให้เข้าใจถูกเท่านั้นเอง 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

สมณะฟ้าไท…ฟังเรื่องที่ฝันหลวงปู่มั่น 

สู่แดนธรรม…

พ่อครูว่า..ผู้ที่หมดอัตตาหรือผู้ที่บรรลุอรหันต์แล้วก็เป็นผู้ที่ต้องรู้อัตตา ก็เอาอัตตามาอธิบายให้ชัดเจนขยายความให้ฟัง การจะพิสูจน์ว่าอัตตามีหรืออัตตาไม่มี ก็ต้องพิสูจน์ได้ด้วยการปฏิบัติ อัตตามีหรือไม่มีก็ต้องพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติ ที่นี่การปฏิบัติของพระพุทธเจ้านั้น ปฏิบัติด้วยวิชชาจะระณะสัมปันโน จรณะ 15 วิชชา 8 

ในจรณะ 15 วิชชา 8 นั้นมี 3 ข้อ อปันกปฏิปทา 3 ข้อนี้เป็นสิ่งยืนยันว่าถ้า 3 ข้อนี้ไม่มีไม่ใช่ศาสนาพุทธ อันนี้เป็นเครื่องตัดสินว่าศาสนาสายพระอาจารย์มั่นไม่ใช่ศาสนาพุทธเพราะไม่มี 3 ข้อนี้ ไม่มีการสำรวมอินทรีย์ เป็นการดับปิดทวาร สำรวมอินทรีย์เดียว มนินทรีย์ สำรวมใจอย่างเดียวสะกดจิตอย่างเดียว ซึ่งมันไม่ใช่การสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ยิ่งไม่สำรวมอินทรย์ โภชเนมัตตัญญุตาก็จะไม่มีใหญ่ จะไปพิจารณาเครื่องกินเครื่องใช้ที่เราต้องใช้ โดยเฉพาะ อาหาร 4 ไม่ได้พิจารณาเลย จึงชัดเจนว่าไม่ใช่พุทธ

ยิ่งข้อ 3 ก็เล่นแต่หลับอย่างเดียวไม่ตื่นไม่มีชาคริยานุโยคะ พระพุทธเจ้าทำไมต้องมีข้อนี้ในจรณะ เพราะมันมีศาสนาอยู่ 2 ศาสนา เป็นศาสนาของคนหลับกับศาสนาของคนตื่น เทวนิยมเรียกเต็มๆเป็นศาสนาของไสยศาสตร์ เป็นศาสนาของคนหลับอยู่ในความฝัน เพราะฉะนั้นจึงเป็นศาสนาที่ไม่มีวันที่เขาจะรู้จักผู้ที่เป็นพระศาสดาที่แท้ คือพระเจ้าหรือพระพุทธเจ้า ของเขาเรียกว่าพระเจ้า แล้วพระเจ้าของเขาอยู่ในฝัน ไม่มีใครเคยพบเคยเห็น แม้แต่พระบุตร พระศาสดานี้บอกว่าเป็นพระบุตร ก็ไม่เคยรู้จักพระเจ้า จนกระทั่งงมงาย 

อะไรงมงาย ก็ศาสดานั่นแหละงมงายก็บอกว่าคำสอนนี้เป็นของพระพุทธเจ้า จริงๆแล้วพระธรรมคำสอนที่เป็นของพระศาสดาเองได้สั่งสมมาเองจนได้เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง แต่เป็นศาสดาทางท้ายเทวนิยม เขาก็สั่งสมบารมีมา แต่ไม่มีความรู้เรื่องกรรมวิบากไม่มีความรู้เรื่องการสั่งสมบารมีไม่มี ศาสนาเทวนิยมไม่มี เขานึกว่าตายชาติเดียวแล้วไปอยู่กับพระเจ้า คำต่างๆที่ยกมาเป็นคำสอนเทวนิยมทั้งนั้น เขาจึงตัดสั้นจู๋ ถึงไม่รู้เรื่องเลย เวียนว่ายตายเกิดเขาก็ไม่รู้เรื่องเขาไม่มี rebirth การเวียนตายเวียนเกิดไม่มี ตายแล้วก็ไปอยู่กับพระเจ้าแล้วแต่พระเจ้าจะให้อยู่สวรรค์หรือนรก เขาจะมีการศึกษาอยู่แค่ชาติเดียว ไม่รู้เรื่องกรรมวิบากไม่เชื่อเรื่องกรรมวิบาก 

ศาสนาเทวนิยม นิยมพระเจ้าจึงแรง ฆ่าคนก็ยังฆ่าอยู่ ไม่มีศีลข้อที่ 1 บอกว่าไม่ฆ่าสัตว์ไม่ฆ่าคนก็ไม่เกี่ยว ซึ่งมันเป็นความรู้ในตัวเองก็ไม่รู้ตัวเอง อันนี้แหละอาตมาว่า จริงๆแล้วศาสดาของศาสนาทุกคนก็มีคำสอนก็คือคำสอนของตนเอง แต่ไม่รู้จักตัวเองคืออัตตา ไม่เรียนรู้ความเป็นตัวเองไม่ศึกษาความเป็นตัวเอง ตัวเองเกิดมาอย่างไรสะสมมาอย่างไรกี่ชาติกว่าจะได้มาเป็นพระศาสดานี้มาอย่างไร อยู่ดีๆได้เป็นพระศาสดา ก็บอกว่าพระเจ้าเลือก 

พระเจ้าคือความไม่รู้ความงมงายความเคลือบแคลงอยู่อย่างนั้นเป็นสมมุติอยู่ที่ไหนก็พูดกันไม่ออก 

พระศาสดาทุกพระองค์เทวนิยมก็ตามความรู้นั้นเป็นของศาสดาแต่ละองค์เองสั่งสมมาแต่ท่านไม่รู้ อัตตา ตัวเองที่สั่งสมบารมีมา เลยไม่รู้ว่าคำสอนขนาดนี้กูเป็นได้ด้วยหรือวะ 

สู่แดนธรรม…เขาว่าเขาไม่บังอาจจะคิดเช่นนี้ ไม่กล้าคิด

พ่อครูว่า..แล้วมันจะมีความมั่นใจได้อย่างไร ก็ไปสอนคนอื่นว่าความรู้นี้เป็นของพระเจ้า ตัวพระศาสดาเองไม่กล้าบอกว่าคำสอนนี้เป็นของอาตมาเอง ของพระศาสดาเองนะ สี่งสมมารู้เอง บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณด้วยตัวเองไม่ใช่ของใครหรอกพูดไม่ได้ รับรองไม่ได้ก็เลยโยนให้พระเจ้า ถ้าถูกเอาแต่ถ้าผิดของพระเจ้า 

สู่แดนธรรม…แม้แต่ท่านพุทธทาสหล่อที่บายเข้าข้างเขา บอกว่านี่เป็นการไม่เอาความรู้เป็นอัตราตัวเองยกให้เป็นปรมาตมันเป็นอัตราใหญ่ไปเสีย 

พ่อครูว่า..คำสอนที่จะมีสภาวะ 2 อย่างขัดแย้งได้ทุกมุม พระพุทธเจ้าตรัสไว้ จูฬวิยูหสูตร เพราะฉะนั้นสิ่งที่แย้งไม่ได้เลยมีสิ่งเดียวเท่านั้นคือมรรคมีองค์ 8 หรืออริยสัจ 4 ซึ่งจะต้องศึกษาเรียนรู้อันนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นอันนี้เท่านั้นแหละเป็นหนึ่ง สัจจะเป็นหนึ่งเดียว อย่างอื่นแย้งได้หมด 

ผู้ใดที่รู้จริงก็จะรู้ว่ามันต้องแย้ง เพราะเขาไม่รู้จักอริยสัจ 4 มรรคมีองค์ 8 ผู้ใดเป็นพระอรหันต์แล้วบรรลุอริยสัจ 4 ก็ไม่ไปถกเถียงกับใคร แล้วพระอรหันต์เองจะไปถกเถียงกันเองตรงไหนที่ไหน เพราะรู้ว่าพูดอะไรก็เป็น 2 ทั้งนั้น แต่ถ้าเป็นอรหันต์ก็จบ อรหัตผลจบนิพพานสูญ จะพูดหนึ่งก็หนึ่งพูด 0 ก็รู้ 0 ขยาย 2 เป็นคู่ไปอีกตั้งเท่าไหร่ เป็นสังขารปรุงแต่งกันเป็นรูปเป็นนามอีกเท่าไหร่เท่าไหร่ก็พระอรหันต์ทุกองค์เข้าใจแล้ว อย่างที่อาตมานี้อาตมาเข้าใจ 

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ เทว คำว่า 2 เทวคำนี้พยัญชนะแปลว่า 2 เพราะฉะนั้นจะยิ่งใหญ่เท่าไหร่ก็ 2 แต่เขาปิดประตู 2 ห้ามแตะหน้าพระเจ้ามี 1 เดียว อย่าไปแย้งว่ามี 2 ไม่ได้เลยนะต้องมี 1 เท่านั้น เขาก็เลยแยก 2 นี้ออกไม่ได้เลยเมื่อแยก 2 ไม่ได้เลยคุณก็ทำ 1 ไม่ได้ 1 นี้คือยังมีความสุข 0 คือหมดสุขหมดทุกข์

 0 คือหมด 2 คือหมดสุข ทุกข์ 

ศาสนาพุทธมาเรียนความสุขความทุกข์เรียนรู้เวทนา ถ้าไม่มีเวทนาไม่ใช่ฐานแห่งการปฏิบัติไม่มีอื่นเลย ถ้าไม่มาเรียนรู้เวทนาในเวทนา โดยเฉพาะต้องชัดเจนในเวทนา 108 แล้วต้องแยกเคหะสิตะ กับเนกขัมสิตเวทนา ที่เคหสิตะเป็นโลกีย์ แล้วเอากิเลสออกได้เป็นเนกขัมมะ จนกระทั่งกิเลสหมดเป็นเนกขัมมสิต อเุบกขา เอากิเลสออกหมดแล้วจึงเป็น เนกขัมมสิตอุเบกขา ที่มีคุณสมบัติ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา 

คนที่มีสภาวะแล้วเมื่อมาฟังอาตมาจะสาธุ ภันเต โพธิรักษ์ จริงๆเขาจะขอบคุณอาตมาเลย  เพราะว่าพูดให้ฟังได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น 

สมณะฟ้าไท..สรุปจบ