ศาสนา

631211_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาตีทิ้งการนั่งหลับตาปฏิบัติ

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/12Didtnh_agTVq9lo3sN4de_FaqXegsiQkjMc6Qq-PO8/edit?usp=sharing                                                                    

ดาวน์โหลดเสียงที่    https://drive.google.com/file/d/1Qsnwgt6TQLazO70PqMSpTUqUx12lHDEl/view?usp=sharing 

และยูทูปที่ https://youtu.be/5cTzaMXBWJ0 

สมณะเดินดินว่า…วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม 2563 ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้สิ่งที่เป็นภัยพิบัติของโลกคือ โควิด 19 สถิติตอนนี้คนติดเชื้อทั้งโลกมี 69 ล้านคนแล้ว 

สาเหตุที่ทำให้คนติดเชื้อกันมากคือ 1.มีแหล่งอบายมุขในประเทศมาก 2.ใช้นโยบายเอาเศรษฐกิจนำหน้าสุขภาพ  3.พวกศาสนาเทวนิยมที่เอาอัตตาตัวตนเองเป็นใหญ่ แม้แต่ในประเทศไทยถ้าหากมีความเป็นเทวนิยมมากก็จะทำให้ติดอบายมุขได้มากขึ้นไปด้วย 

พ่อครูว่า…อาตมาบรรยายธรรมะปรมัตถ์ ดิ่งลึกไปมากๆเข้าก็จะตัดขาดจากโลกภายนอก จะได้แต่พวกเราเพียงกระจุกเดียว ก็จะอาศัย sms ในการสื่อสารกับข้างนอกบ้าง 

_ Chanakun Inphuk ชนะกุล อินพฤกษ์ : ตำหนิองค์หลวงตามหาบัวนี่บาปหนักมาก

เดี๋ยวบุญท่านหมดท่านตายลงไป ท่านจะรู้สึก ถ้าท่านไม่รีบแก้ไขตัวเอง หลวงตามหาบัว ท่านคือพระอรหันต์  ล้าน % 

พ่อครูว่า…ที่คุณชนะกุลพูด หากอาตมาจะหยิบแค่ประเด็นบุญหมด ก็สามารถอธิบายเรื่องความเห็นความเข้าใจเรื่องบุญ ในคำว่า ตายลงไปจะรู้สึกก็ดี ซึ่ง ความเห็นของคุณกับความเห็นของอาตมามันคนละอย่าง บุญหมด คุณก็เข้าใจแค่ร่างกายตายลง แต่ตายลงนี่แหละ บอกว่าท่านจะรู้สึกกับตายแล้วไปรู้สึกอีก มันก็ทวนกระแสกันอยู่ คนที่เข้าใจเรื่อง กาย สัญญา ก็คงเข้าใจ 

ซึ่งคุณคนนี้ เห็นว่าหลวงตามหาบัวเป็นอรหันต์ล้านเปอร์เซ็นต์ อาตมาก็เห็นว่าหลวงตามหาบัวไม่ใช่อรหันต์ล้านเปอร์เซ็นต์เหมือนกัน ก็ต่างคนต่างเห็นคนละขั้ว อาตมาก็ขอจบตรงที่ว่า สำหรับคุณ อาตมาก็ยังไม่อยากจะขยายความแย้ง ขอให้คุณติดตามฟังอาตมาไปเรื่อยๆก่อน อาตมาจะจบที่ ความเห็นของคุณกับความเห็นอาตมา ทิฏฐิของคุณกับทิฏฐิของอาตมามันเดิน 180°กันเสียแล้ว ถ้าคุณยังคิดว่าอาตมาน่าจะมีอะไรน่าฟังน่าจะติดตามฟังบ้าง กรุณาติดตามจะขอบคุณมากด้วยความจริงใจ ติดตามอาตมาต่อไปอีก พยายามอย่ามีอคติ ตั้งใจฟังด้วยดีจะเกิดปัญญา ขอเท่านี้และก็แล้วกันสำหรับคุณชนะกุล วันหน้าคงจะได้พูดกันอีกนะ 

_ Astar Thai แอสตาร์ ไทย :ผมก็สงสัยพระไตรปิฏกเกิดขึ้นที่อินเดียพระอินเดียไม่กินเนื้อสัตว์ พระธิเบตมหายานจีนไม่กินเนื้อสัตว์ พระศรีลังกาไม่กินเนื้อสัตว์ทั้งที่เขาอยู่ต้นแบบพระไตยปิฏก แต่พอขยายเผยแผ่มาไทยลาวพม่า กลับกินเนื้อเป็นล่ำสัน ต้นตำรับกลับไม่กินเนื้อแต่ปลายทางกลับกินเนื้อ

พ่อครูว่า…คุณก็ตั้งข้อสังเกตถูกแล้ว เพราะว่าจริงๆแล้วโดยทั่วๆไปทั่วโลกเขารู้ดีว่าศาสนาพระพุทธเจ้าไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์ แต่นี่ที่คุณพูดมานี้ เมืองอื่นๆ ไม่ฉัน แต่เมืองไทยกลับเห็นว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์ ซึ่งทั่วไปในโลกไม่ได้เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์ เห็นว่าพระพุทธเจ้าเป็นมังสวิรัติตั้งแต่เป็นฮินดูเป็นพราหมณ์ชั้นสูงมาแต่เดิมเอาไว้แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน 

_ เพ็ชชรี อุทารไทร : พระไตรปิฦกของแท้ของจริงแท้อยู่ที่อินเดียค่ะอยู่ที่มหาลัยนาลันทาประเทศอินเดีย ประเทศไทยรับพระไตรปิฦกมาจากศรีลังกาและถูกแปลผิดเพี้ยนมา ที่พ่อครูท่านเทศน์มาถูกต้องทุกอย่าง แต่เพราะพระไตรปิฦกผิดเพี้ยนไปแปลอีกความหมาย

ไม่เห็นสัตว์นั้นถูกฆ่า ไม่ได้ยินเสียงร้องของสัตว์ที่ถูกฆ่า และไม่เจาะจงว่าสัตว์นั้นต้องมาเป็นอาหารเรา ที่แปลผิดเพี้ยนแบบนี้มาจนถึงทุกวันนี้(ทุกการแปลที่ผิดเพี้ยนมาสัตว์ตายไหม๊ก็ตาย)เป็นไปได้เหรอ ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาติให้แก่พระภิกษุ(ใช้ปัญญาคิดดูนะคะ) แต่พ่อครูท่านเห็นในความไม่ถูกต้องตรงนี้มานานแล้วท่านก็ออกมาเทศน์ให้ผู้คนฟังอย่างที่เห็นกันนี่ละคะ เราใช้ปัญญาคิดตามไปเราจะรู้ในสัจธรรมความถูกต้องอีกหลายๆหัวข้อที่ท่านเทศน์ถึงบางอ้อในหลายๆหัวข้อที่พระอีกสายปฏิบัติผิดเพี้ยนไปหมด ชาวสันติอโศกเป็นชนกลุ่มน้อยมีแค่นี้ คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ ด่าท่านต่างๆนาๆพวกนี้ระวังให้ดีกรรมปากอันหนาหนัก ไอพวกความคิดสุดโต่งแหวกแนวออกไปมีอีกเยอะ หาว่าท่านเพี้ยนมั่งนู่นนี่ ธรรมอันประเสริฐและความถูกต้องในความเป็นจริงที่คนผู้นั้นได้รับรู้และเข้าใจกุศลผลบุญจะเข้าสู่จิตใจคนผู้นั้นคะ 

พ่อครูว่า…อธิบายถึง ปุตตมังสสูตร เหมือนพระพุทธเจ้าท่านยกตัวอย่างกวฬิงการาหาร พูดถึงพ่อแม่ลูกเดินทางไกลกันดารแล้วอาหารหมดต้องกินเนื้อลูก 

ชาวอโศกมีจุดเด่นอย่างไรในมุมมองคนนอก

_ โลกสวยด้วยมือเรา ปัญญา : เป็นคนภายนอก ไม่เคยไป แต่เท่าที่ดูจากสิ่งที่ ท่านทำ คือ ทึ่ง และนับถือมากคะ ส่งเสริมสุขภาพ ทำมาหากินด้วยสองมือ มีธรรมะ ไม่เคยเอาเปรียบ มีแต่แบ่งปัน  จิตใจดี ถือศิลทุกท่าน 

พ่อครูว่า…คำชมสั้นๆนี้..ก็ขอเสริมนิดนึง ที่เสริมไม่ใช่เหลิงไปกับคำชม แต่อยากเน้นว่า คุณโลกสวยฯมองแล้วก็จับประเด็นชาวอโศก แล้ว เขาทึ่ง และนับถือมาก แค่ 7 ประเด็นนี้อธิบายเวลาที่เหลือก็คงไม่พอขยายกันไปได้ก็คงอธิบายพอสังเขป

ประเด็นแรกส่งเสริมสุขภาพ เดี๋ยวนี้ภัยของโควิด เขาเรียกว่า มันสุดยอดเลยมันทำลายอย่างต้านทานมันไม่ได้ สำหรับฤทธิ์แรงของ covid จะเก่งเท่าเก่งอย่างไรก็ต้องต้านไม่ได้ เป็นแต่เพียงรักษาเนื้อรักษาตัว เราไม่มีสิทธิ์ไปต้าน แต่เรารักษาเนื้อรักษาตัวของเราให้ดีๆ คือ 1.อยู่ในที่มั่น พวกเรานี้สะอาดปลอดจาก covid มันจะไม่วิ่งเข้ามา มันจะมากับพาหะ พวกเราที่จะไปสัมพันธ์กับคนข้างนอกอันนี้จะนำพาหะมา เรื่องของสัตว์ที่จะนำโรคมาเราก็ไม่ไปวุ่นวาย จะมีก็แต่คนนี่แหละ เพราะฉะนั้นต้องระมัดระวังคนที่จะเข้ามาให้เคร่งครัด แม้แต่พวกเราที่ออกไปแล้วเข้ามาก็ต้องปฏิบัติให้เคร่งครัดให้ดี จะต้องกักตัว ใส่แมสเป็นประจำ ต้องมีระยะห่าง ก็แค่ 3 ประเด็นใหญ่ ล้างมืออีกอย่างหนึ่ง อันนี้พวกเราทำมาหากินเลี้ยงกันเอง อย่างนี้ก็ไปรอดแล้ว 

ดูแล้ววิธีปฏิบัติเพื่อไม่ต้องไปติด covid มันไม่ยาก ง่าย แต่มันง่ายเกินไปจนคนประมาทนั่นแหละจะเสีย เพราะฉะนั้นให้ดัดนิสัยดัดสันดานของคนที่มักง่าย ได้ดีมากเลย มันเป็นเรื่องง่ายแต่วิเศษ มันซับซ้อนเป็นมิติสิริมหามายา ยิ่งใหญ่ นี่เรื่องสุขภาพ 

  1. เรื่องทำมาหากินด้วยสองมือ อันนี้ต้องย้ำกับพวกเราให้ดี พวกเราต้องทำมาหากินเองเลี้ยงตัวเองให้รอดพึ่งพาตัวเองให้รอด ก็คือ อาหารเป็น 1 ลงไปทำพืชพันธุ์ธัญญาหาร ถึงบอกไปบ้างแล้ว ใครอยู่หอคอยงาช้างไม่ถนัดเรื่องกสิกรรม ลงมาฝึกคลุกดินให้ได้ ฝึกตนเองเถิด เพราะงานกสิกรนี้เป็นงานยิ่งใหญ่มาแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์จนถึงทุกวันนี้ก็ยังยิ่งใหญ่ ทุกวันนี้จะยิ่งใหญ่ เพราะมันความเป็นหนึ่งในโลกแท้ๆเลยคืออาหาร กวฬิงการาหาร อาหารคือคำข้าวกินเข้าไปเลี้ยงขันธ์ ยิ่งอาหารที่ดีอาหารไร้สารพิษมีสารอาหารที่ดี มีความจำเป็นต่อชีวิตครบ อย่างนี้แหละทำขึ้นมาให้มากๆ ทำให้เหลือ ทำมาหากินด้วยสองมือ ด้วยหลักเกณฑ์ที่อาตมาพูดไป ไม่เป็นหนี้ พึ่งพาตนเองรอด ทำให้มากให้เหลือให้เกิน แจกจ่ายผู้อื่น แม้จะขายก็ขายอย่างถูก 

คนที่มือบางตีนบางแต่หน้าหนา คนนี้มีมากเยอะแยะ เราต้องช่วยเขาถึงแม้เขาจะเลวเราก็ต้องช่วยเขา มันเลี่ยงไม่ได้ อย่างน้อยถ้าไม่ช่วยเขามันก็จะแย่งกันมันก็จะตีกัน ไม่ใช่กลัวจะมาแย่งเรา เราให้อยู่แล้วไม่ต้องแย่ง แต่คนที่เขาไม่มีหรือมีน้อยก็ไปแย่งเขาอีก

ทำมาหากินด้วยสองมือเรา เลี้ยงตนเองได้เหลือกินแจกจ่าย แค่นี้ก็เป็นการพิสูจน์สุดยอดเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจ ในตัวเราแล้ว ยิ่งใหญ่นะ ยิ่งมาสาธารณโภคีนี้สุดยอด แค่เราทำ เหลือกิน เหลือใช้แจกจ่ายผู้อื่นตลอดเวลานี้ก็ยอดเศรษฐกิจ แต่สาธารณโภคีมันอีกกรอบนึงลึกซึ้งกว่า มันจะยากกว่าทำให้มากแล้วก็แจกจ่าย อันนี้คนไม่ได้สงสัยอะไร ไม่ได้ซับซ้อนอะไร และมันเป็นจริงได้ด้วย พวกเราทำอยู่แล้ว 

เพราะฉะนั้นทำมาหากินด้วยสองมือเรานี้สมบูรณ์แล้ว รักษาและทำให้ดีมากยิ่งขึ้น 

3.ธรรมะ อันนี้ตีรวมเลย ทั้งในทางที่ทำมาหากิน ทั้งในทางเผยแพร่ก็คุณช่วยเหลือผู้อื่น ทั้งแนวทางสร้างคนที่จะให้เป็นคนเจริญในศีลสมาธิปัญญาวิมุตติ ช่วยคนอื่นให้เป็นคนมีศีลสมาธิปัญญาวิมุตติ ซึ่งเขามิจฉาทิฏฐิหมดแล้ว ทั้งศีลสมาธิปัญญา ยิ่งวิมุตยิ่งไปใหญ่เลย ยิ่งวิมุตติญาณทัสสนะไม่ต้องพูดถึงเพราะปัญญามันก็ผิดแล้ว จะมีความรู้ไปถึงวิมุตมันไม่มีทางหรอก ข้อที่ 5.ไม่ต้องพูดถึงเลยวิมุตติญาณทัสสนะ แค่ข้อที่ 3.ปัญญาก็เลอะเทอะแล้ว ข้อที่ 4.วิมุติมันก็ไม่มี เพราะฉะนั้นทำมาเอาแค่หัวใจแค่นี้ก่อนอื่นยังมีอีกเยอะ 

4.ไม่เคยเอาเปรียบ อันนี้ก็จริง จริง เราอาจเคยเอาเปรียบมา แต่เราหยุดแล้ว ตั้งแต่เราแน่ชัด แล้วเราไม่เอาเปรียบ ถือว่าตั้งแต่เราหยุดไม่เอาเปรียบ ต่อแต่นี้ไปคือใช้คำว่าไม่เคยเอาเปรียบได้ เข้าใจให้ถูกกาละ จากปัจจุบันไปหาอนาคต แต่อดีตแน่นอนทุกคนเคยเอาเปรียบมา แต่ตอนนี้เราไม่แล้ว เลิกเด็ด ไม่เคยเอาเปรียบมีแต่แบ่งปัน 

5.มีแต่แบ่งปัน 

6.จิตใจดี

7.ถือศีลทุกท่าน อันนี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก แม้แต่เด็กๆเล็กๆพวกเราถือศีลทั้งนั้นจริง มันอาจจะมีข้อบกพร่องแต่เราถือจริงๆ ศีล 5 ข้อเป็นพื้นฐานของทุกชุมชนชาวอโศก หากผิดก็ชำระกัน ไม่ไหวก็ให้ออกไปก่อน คุณรักษาศีล 5 ไม่ได้ต่ำกว่าเกณฑ์ก็ต้องออก อย่างนี้เป็นต้น 

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าผู้ใดที่มีศีลแล้วหากยังไม่ได้มาก็จงมา ก็คือ ผู้ที่ยังไม่มีศีลก็อย่าเพิ่งมา มีศีลคือ ศีล 5 เป็นพื้นฐาน ศาสนาอื่น ก็อาจจะมี ศีล ที่ซ้ำกับศาสนาพุทธก็ได้ แม้จะไม่ครบทุกข้อของศีล 5 แต่อาศัย ศีล ข้อ 1 ข้อ 2  ข้อ 3 เป็นหลัก ส่วนข้อที่ 4 คือ วาจา ข้อที่ 5 คือ จิต 

ศีล 3 ข้อนี้แหละเข้าใจได้ครบ อย่างนี้เป็นต้น อีก 2 ข้อ คือวาจากับจิต โดยเฉพาะจิตจะต้องมาปฏิบัติจากศีลทั้ง 3 ข้อนี้แหละ ต้องลืมตามีภายนอกภายใน ควบคู่กันไป เทวะ เป็นสภาวะ 2 

ถือศีลแล้วรักษาตัวรอด อาตมาก็อยากบอกให้ใครรวบรวมว่า พระพระพุทธเจ้า พระสาวก หรือพระเถระต่างๆ ได้แปลให้คำนิยามว่า ศีล และอานิสงส์ ในแง่มุมต่างๆ รวบรวมมาให้หน่อยนนะ อาตมาว่า มันจะมีมากกว่า 10 นัยยะขึ้นไปนะ ศีลนี่ยิ่งใหญ่ที่สุดเลย แล้วอาตมาจะอธิบายธรรมะศีลสมาธิปัญญา ด้วยเอาศีลให้เห็นความสำคัญของศีล 

ให้เห็นเลยว่าถ้าคุณไม่มีศีลเป็นตัวต้น ไม่มีศีลเป็นหลักในการประพฤติ เริ่มตั้งแต่ความหมายศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ หรือมนุษย์นี่แหละสำคัญ มนุษย์ก็คือสัตว์ ถ้าคุณไม่มีความรู้จะเกี่ยวข้องกันด้วยศีลข้อนี้ ตั้งแต่ฆ่า เบียดเบียน หรือแม้ที่สุด สัมพันธ์กันด้วยรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส สัมพันธ์กันด้วยรัก ชัง สัมผัสด้วยตาหูจมูกลิ้นกายใจ มนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉานก็ตาม เอาแต่แค่คนนี้ก็ติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสกันนี่แหละ ต้องเรียนรู้ให้ลึกซึ้ง 

สมณะเดินดิน…ข้อที่ว่าไม่เอาเปรียบมีแต่แบ่งปัน ก็คือ ชาวอโศกไม่เหมือนองค์กรการกุศลหรือวัดอื่นๆที่ไม่มีการเรี่ยไร 

พ่อครูว่า…อันนี้เด็ดขาด ตั้งแต่นำพาศาสนามาไม่พาให้เรี่ยไร ยกเว้นไปทำงานกับส่วนกลาง เช่น การชุมนุมประท้วง ก็เลยต้องมีการใช้จ่ายมากกับภายนอกด้วยไม่อย่างนั้นหมุนเวียนไม่ครบก็ จำเป็น มีการรับบริจาคบ้าง แม้ว่าเงินเหลือเราก็ตัดไว้ใช้กับกิจกรรมสาธารณะในโอกาสต่อไป เราชัดเจนแล้วทำอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร 

สรุปแล้วอาตมาภาคภูมิใจที่อาตมาไม่ได้มีเชิงเรี่ยไร ไม่มี มีแต่บอกว่า ถ้าเผื่อว่าคนภายในที่เป็นสมาชิกชาวอโศกจริงๆ โดยเกณฑ์ ที่เป็นสมาชิกแท้ เราก็ไม่ได้เรี่ยไร แต่เรารับบริจาค ถ้าคนนอกที่ไม่ใช่สมาชิกแท้ชาวอโศกก็ไม่รับบริจาค บริจาคให้อย่างไรก็ไม่รับ เช่นเป็นรูปธรรม คุณเคยมาอโศกหรือยัง? ถ้าคุณไม่เคยมาอโศกเลย ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะบริจาค หรือ คุณเคยอ่านหนังสือ หรือเคยศึกษาชาวอโศกจากหนังสือหรือยัง ซึ่งจะต้องอ่านอย่างน้อย 7 เล่ม ถึงจะได้ ซึ่งไม่ใช่อ่านแค่ในปกเท่านั้นนะอ่านทั้งเล่มมีเนื้อหาที่เข้าใจใช้ได้แล้ว คือ เรามีเหตุผลเงื่อนไข เพื่อกันความมักง่าย ให้รู้ว่าเราเองนี้ ไม่ใช่อยากจะทำงานเพื่อให้คุณมาเป็นบริวารเลื่อมใสเอาลาภยศสรรเสริญมาให้นะไม่ใช่นะ เราทำงานอย่างบริสุทธิ์ใจเพื่อจะให้คุณ ละหน่ายคลาย รู้จักกิเลสตัวเอง กำจัดกิเลสตัวเองได้นั่นคือเป้าหมายหลักเลย  จนกิเลสหมดไปถาวรเลย นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) กิเลสตายอย่างไม่มีทางฟื้นเลย อันนี้อธิบายซับซ้อน ฟังให้ดีจะเห็นความวิจิตรพิสดารของศาสนาพุทธที่เยี่ยมยอดเลย 

เซ็นเป็นศาสนาแบบฟรุ้งฟริ้งพญาครุฑตกยุค 

_ Jiiz Jard จี๊ด จ๊าด : “อัตตา”ความยึดมั่นถือมั่นของท่านยังหนาเกินไปที่จะเข้าถึงพุทธภาวะหรือจิตดั้งเดิมแบบเซน 

พ่อครูว่า…เซ็นคือศาสนาแบบฟรุ้งฟริ้ง พวกตกยุค พวกพญาครุฑ ไม่ใช่พญานาคนะ พวกเลยเถิดเตลิดเปิดเปิงไปหลงวิมานฝันด้วยพยัญชนะ ด้วยตรรกะ ด้วยเหตุผล อยู่กับความคมคาย คำว่า คมบาด สนใจศัพท์สำนวนโวหารประโยคที่คมบาดจิตบาดใจ อย่างท่านเพาะพุทธนี้ชอบมาก คือติดใจในพยัญชนะมากเกินหลงในพยัญชนะไปจะไม่เข้าหาเนื้อหาสาระ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะยังติดยึดให้ความรู้ตำราบัญญัติมาก ยากมากเลยที่จะเข้าหาเนื้อหาสาระที่เป็นสาระที่แท้ แม้แต่ต้นๆพยัญชนะคำว่า กาย ยังไม่รู้สาระแท้ของคำว่า กายเลย

เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงลึกซึ้งอย่างอื่นเลยคำว่าบุญ คำว่าฌาน คำว่าสมาธิ คำว่า กาย เป็นเบื้องต้นของสังโยชน์ข้อที่ 1 ก็ไม่รู้ แล้วยิ่งสักกายของตัวเองไม่เข้าหาตัวหรอกไปอยู่กับพยัญชนะไปอยู่กับความรู้กับปรัชญา กับสิ่งที่ศึกษาและเป็นหลงความรู้ เป็นพญาครุฑ น่าสงสารเดี๋ยวนี้อาตมาก็ระลึกถึงท่านองค์หนึ่งขณะนี้ แต่ไม่บอกชื่อหรอก สงสารท่านมาก ถ้าท่านเข้าใจแล้วสะดุดเรื่องนี้ มาสนใจตัวเองอ่านจิตใจตัวเองให้ดี จนกระทั่งให้รู้สภาวะตั้งแต่คำว่า กาย เป็นคำต้น พิจารณา กาย กายนอกกายใน แล้วสามารถพิจารณากายในกายได้ พอพิจารณากายในได้ถูกสภาวะมันถึงจะเชื่อมมาหาเวทนา แต่นี่แยกกายนอกกายในไม่ถูกเลยเข้าใจว่า กาย มีแต่ภายนอกอย่างเดียวมันก็ มืดเลย

พญาครุฑที่หลงบินหลุดเข้าไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ไม่มีใครเห็นเลยนะ พญาครุฑนี้ไปเอง ตัวเองไปใหญ่เลยเข้าไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าหายไปเลยคล้ายๆกันกับธัมมชโยทุกวันนี้ หายไป ยังไม่มีใครหาเจอเลย ไม่ได้ข่าวกระเซ็นกระสาย ไม่มีวี่แววเลย อยู่ไหนยู้ฮู หรือตายเผาไปแล้วก็ไม่รู้ เงียบดีจริงๆเลย ไม่มีข่าวคราวให้รู้ได้เลย แต่ถ้าเผื่อว่าตาย อาตมาว่า ข่าวคงหลุดออกมาบ้างคนก็คงจะเศร้าโศกเสียใจ แต่นี่ มันยังไม่น่าจะตาย แต่โอ้โห อยู่ไหน 

คุณจี๊ดจ๊าดก็อย่าถือสาอาตมามาก ขอให้ได้ประโยชน์จากอาตมาบ้าง 

พ่อครูไม่สึกไม่เล่นการเมืองไม่ใส่สีเหลืองอย่างพระ

_ sirichok wongphom ศิริโชค วงค์พรหม : ว่าแล้ว ยังอยู่กับทางโลก ปล่อยวางไม่ได้ รู้ไหมพระพุทธเจ้าท่านบวชเพื่อหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด คือจะไม่เกิดอิกแล้ว หลุดพ้นแล้ว นี่อะไรยังถือยังแบกต่อ รู้จักดำ รู้จักขาวไหม ถ้าอยากเล่นการเมืองก็สึกออกมาเลย อย่าไห้ผ้าเหลืองเปอะเปื้อน พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสไว้ว่า อย่าดูคนอื่นท่านไห้มองที่ตัวเองจ้องตัวเองสังเกตุแต่ตัวเอง การประติบัติธรรม ตัวเราเองที่ได้ คนอื่นเขาไม่ได้อย่างเราหรอก 

พ่อครูว่า…อาตมารู้ขาวรู้ดำดีชัดเจนมันตื้นจะตาย อาตมาเรียนศิลปะมาด้วย เรื่องสีสันไม่ต้องห่วง สีที่ตรงข้ามกัน คอนทราส ตรงกันข้ามกันอาตมารู้ดี 

1.อาตมาไม่เล่นการเมือง 2.อาตมาไม่สึก อาตมาไม่เคยเล่นการเมืองแต่อาตมาเอาจริงกับการเมืองเข้าใจให้ดีเป็นภาษาไทยไม่ได้เข้าใจได้ยาก อาตมาไม่เคยเล่นอาตมาจริงจังกับการเมืองมาก อาตมาก็ประกาศว่าอาตมาเป็นนักการเมือง แต่อาตมาไม่ได้เป็นนักการเมืองที่จะไปอยู่ในสภา อาตมาจะเป็นนักการเมืองอยู่นอกสภา เป็นนักการเมืองประชาชนที่เอาจริงเอาจังกับเรื่องการเมือง แล้วก็ออกไปทำงานด้วยออกไปประท้วง เอารัฐบาลออกไปได้ตั้ง 3-4 รัฐบาล เอาละพอไม่ต้องฝืนมากกว่านี้ เดี๋ยวจะหาว่ารำเลิก เบิกประจาน

อาตมาไม่เล่นการเมืองและอาตมาไม่สึก ให้ตายอย่างไรอาตมาก็สึกไม่ออก เพราะอาตมาเป็นเองโดยสยังอภิญญา เป็นภิกษุเป็นสมณะโดยเนื้อแท้เองเป็นมาหลายชาติแล้ว จนชาตินี้เกิดมา จะว่าไป 36 ปีนั้นอาตมาเป็นฆราวาสแต่อาตมารู้ตัวแล้ว เริ่มปฏิบัติไม่กี่ปีก็ตัดขาดจากฆราวาส 100% เลย อาตมาไม่มีทางที่จะพลาดเหลืองเพื่อนเพราะอาตมาไม่ใส่ผ้าเหลืองเพราะผ้าเหลืองเป็นสีที่ผิดวินัยของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าห้ามไว้ 7 สี 

สีจีวรต้องห้าม (พระพุทธเจ้าไม่อนุญาตให้ภิกษุใช้)

  1. สีครามล้วน 

  2. สีเหลืองล้วน 

  3. สีแดงล้วน 

  4. สีบานเย็นล้วน

  5. สีดำล้วน 

  6. สีแสดล้วน 

  7. สีชมพูล้วน  (พตปฎ. เล่ม 5  ข้อ 169)

คุณยังไม่เข้าใจเรื่องศาสนาอีกเยอะ แค่พระนุ่งผ้าเหลืองผิดคุณก็ไม่รู้ แค่นุ่งผ้าเหลืองก็ผิดพระวินัยแล้วพระพุทธเจ้าห้ามไว้ 7 สี 

อาตมาว่า ขอให้คุณศิริโชคเถิด… วงศ์พรหมด้วย หมายถึง วงศ์ของผู้สะอาด บริสุทธิ์ พรหมก็คือพราหมณ์ ซึ่งก็คือ พุทธ มันสลับกันไปกันมาระหว่างพราหมณ์กับพุทธ ที่อาตมาพูดนี้หลายคนจะคิดอย่าง พยัญชนะเรียกว่าพราหมณ์กับพุทธแต่ใครจะมิจฉาทิฏฐิหรือสมาธิเท่านั้นเอาที่สภาวะ ส่วนพยัญชนะจะเรียกว่าพุทธหรือพราหมณ์ ก็ไม่มีปัญหาหรอกสำหรับพยัญชนะ แต่เอาสภาวะเป็นหลัก หากสภาวะมีสัมมาทิฏฐิที่ถูกนะ หากสภาวะธรรมแท้อันนั้นเป็นพุทธแม้จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ หรือพุทธโดยภาษา ถ้าเนื้อหาเป็นโลกุตระธรรมแท้ อันนั้นเป็นศาสนาพุทธ 

นั่งหลับตาคือการปฏิบัติผิด หลวงปู่มั่นก็ปฏิบัติผิด 

_บุญช่วย อึ้งเรือนยะ : นั่งสมาธิผิด แบบนั้น หลวงปู่มั่นก็ผิดสิครับ

พ่อครูว่า…คุณเข้าใจได้ถูกดี เข้าใจว่านั่งหลับตาสมาธิเข้าไปสะกดจิต แบบหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นก็ผิด อาตมาก็ขอยืนยันว่าผิดเพราะเป็นมิจฉาทิฏฐิ หลวงปู่มั่นหรือสายหลวงปู่มั่นหรือสายหลับตาทั้งหมดยังเป็นเดียรถีย์ ยังเป็นพวกนอกรีตของศาสนาพุทธในยุคที่พระพุทธเจ้าท่านอุบัติขึ้นมาสมณโคดมนี่แหละ ท่านอุบัติขึ้นมาก็เจอความผิดเพี้ยนไปแล้วเหมือนในยุคนี้ที่ไปนั่งหลับตาเป็นเดียรถีย์หมดแล้วไปหลงว่าอย่างนั้นคือถูกทาง อาตมาก็มาบอกว่าทางของพระพุทธเจ้าคือจรณะ 15 วิชชา 8 สมาธิต้องได้จากจรณะ 15 วิชชา 8 ล้างอาสวะสิ้นไปแล้วจิตใจไม่มีอาสวะ จิตใจที่บริสุทธิ์จึงจะตกผลึก จนกระทั่งแน่นเข้าไป อัปปนา พยัปปนา เจโตโสภินิโรปนา เป็นจิตตั้งมั่นที่แน่นเข้า 

เอาจิต ปริสทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา คือจิตที่สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลส ก็จะสั่งสมลง มีทั้งแนวตั้งและแนวนอนเจริญมากยิ่งขึ้น ทั้งภาคที่ตั้งแน่น อัปปนา ทั้งภาค static dynamic 2 สภาพเป็นอย่างยิ่งแข็งแรงยิ่งแน่นยิ่งวิ่งได้เร็วๆๆ มันเป็นสภาพ dialactic หมุนรอบเชิงซ้อนที่เป็นสิริมหามายา ยากที่จะแยกได้ 

มุทุภูตธาตุ มาจากคำว่า มุกับทุ มะ กับ ทะ 

มะคือ จิต ทะคือ พลังงานที่แข็งแรง เช่น ทหาร เป็นต้น

 ต ถ ท ธ น เป็นตัวที่จะทำงานให้เกิดพลังงานแข็งแรงจนคนอื่นสัมผัสได้ จนคนอื่นรู้ร่วมกันได้ แข็งแรงที่สุภาพ แข็งแรงสุภาพ ไม่ใช่แข็งแรงอันธพาล ถ้าจะแข็งแรงแบบ อันธพาล จะไประรานคนอื่น แต่แข็งแรงสุภาพมีแต่จะช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่นเขาเรียกว่า ทหาร เป็นผู้สุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน ทหารนี้แข็งแรงสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตนช่วยเหลือผู้อื่นเพราะเป็นผู้แข็งแรงกว่าแม้ตัวเองจะต้องเจ็บก็ไม่ว่าอะไร แม้ที่สุดตัวเองจะต้องตายก็เสียสละชีวิตเพื่อผู้อื่นนี่คือทหาร ทหาร คือหน้าที่อาสาไปตายทั้งนั้น นี่สุดยอด

ม คือ จิต ท คือตัวคุณสมบัติที่พิเศษ แล้วเป็นพยัญชนะ 2 ตัวนี้ ให้เกิดพลังงานในตัวเอง โดยเอา  สระมายืนยัน 

สระ ที่เป็นพลังงานสั้น อยู่ที่ อุ 

อะ อิ อุ เป็นรัสสระ อา อี อู ยาว แต่นี่ อุ ไม่ใช่ อิ และไม่ใช่ อะ 

อะ อิ อุ เป็น 3 สภาพ 

พลังงานของจิตก็เป็น cycle พลังงานของทหาระ ก็เป็น 3 มุทุ 

ชาวอโศกเรา ฟังเข้าใจขึ้นไหม? 

ผู้ที่บัญญัติพยัญชนะใครก็ตามที่บัญญัติมาเป็นภาษาบาลี  

 รากเหง้าของภาษาบาลี 

วรรคที่ 1 ก ข ค ฆ ง

วรรคที่ 2 จ ฉ ช ฌ ญ

วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ

วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น

วรรคที่ 5 ป ผ พ ภ ม

เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ

ตั้งขึ้นมาไม่ใช่ตั้งขึ้นมาแบบไม่มีความหมายแต่มีสิ่งลึกซึ้งของสภาวะของจิตวิญญาณและเอามาผสมรวมกัน ผสมกับสระ สื่อให้รู้ถึงสภาวะเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านสภาวะโดยพยัญชนะ ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้งมาก อาตมารู้จักพยัญชนะเหล่านี้มาหลายชาติ ปางนี้อาตมาไม่จำเป็นต้องตั้งพยัญชนะเขาตั้งไว้หมดแล้วแม้แต่ไวยากรณ์เขาก็เรียน ไวยากรณ์ที่เขาเรียนกันเป็นตำราทีหลังที่รวบรวมเอาไว้ใช้ เป็นเรื่องแยกก็ไปอีกนิดหน่อย แต่คนที่ไปหลงติดไวยากรณ์อาตมาเป็นต้นราก ก็เลยขัดแย้งกันหน่อย ก็ไม่อยากพูด เขาก็ต้องอาศัยไวยากรณ์ไปก่อน ยิ่งอาตมานี้เข้าใจเขา แต่เขาไม่เข้าใจอาตมาเขายึดถือไวยากรณ์แล้วเป็นบัญญัติเป็นหลักเกณฑ์ ที่พวกรุ่นหลังตั้ง ไม่ใช่ต้นแท้ผู้ที่เป็นบัญญัติ 

สรุปว่า หลวงปู่มั่นปฏิบัติผิดแน่นอน อาตมาตีทิ้งเด็ดขาดไปแล้ว ว่าการนั่งหลับตานั้นมันผิด เอาเหตุผล จากจรณะ 15 นี้ วิชชา 8 เอาแค่อปัณณกปฏิปทา 3 ข้อมายืนยัน ก็ชัดเจนแล้ว ถ้าเข้าใจอย่างมีปฏิภาณปัญญาพอ 

ว่า การจะเกิดความรู้ของพระพุทธเจ้าทางจิต จะเป็นฌานก็ดี เป็นคำอยู่ในจรณะ 15 แต่คำว่าสมาธิไม่มีอยู่ในจรณะ 15 หรือแม้แต่วิชชา 8 ก็ไม่เรียกสมาธิเขาเรียกว่าปัญญาเป็นวิชชา 

จิต ทั้งหมดก็คือต้องเกิดจากกระบวนการของจรณะ 15 จิต ปัญญาก็เกิดจากกระบวนการของวิชชา 8 จิตเป็นอธิจิต ปัญญาเป็นอธิปัญญา เริ่มจากศีล ไปทีละข้อๆ ก็จะเกิดจิตเกิดปัญญาและเกิดอธิมุติหรือวิมุติ พอเป็นอธิมุติแล้วไปเป็นวิมุตก็จะหลุดพ้น แล้วสำทับด้วยการตรวจสอบให้ดีเป็นวิมุตติญาณทัสสนะสมบูรณ์แบบ จิตตรวจสอบได้อย่างนี้แหละ 

ศีลสมาธิปัญญาวิมุตติวิมุตติญาณทัสสนะ จิตสะอาดจากนั้น ถึงมาเป็นจิตที่จะบริสุทธิ์ ปริสุทธา แล้วจะค่อยๆเสริมขึ้นมาอีกเพิ่มขึ้นอีกเพิ่มขึ้นอีก ต้องจิตสะอาดบริสุทธิ์ อาสวะสิ้นอย่างแข็งแรงถึงจะมาสะสม ไม่เอาจิตอ่อนแอมาสะสม แต่เอาจิตแข็งแรงตั้งมั่นนะ ไม่เอาจิตอ่อนแอมาสะสมมันจะเป็นภาระ เอาจิตแข็งแรงมาสะสมจึงเกิด อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา จึงจะ แน่วแน่ แนบแน่น ปักมั่นได้

มันยากที่เขาแปลเป็นภาษาไทยแล้วไม่ได้วงเล็บบาลีไว้ อาตมาก็ต้องเอาบาลีมาเป็นหลักขยายความพวกนี้ โดยอาศัยพยัญชนะของที่เขาแปลไว้บ้าง 

สมาธิก็ดี ฌานก็ดี ฌานคือจิตที่กำลังทำงานล้างกิเลส พอถึงฌาน 3 กิเลสสะอาด พอถึงฌาน 4 จิตสะอาดกิเลสหมดเกลี้ยง จิตสะอาดดี ว่างดี สุ ดี ข ว่าง สะอาดแล้วว่างแล้วจึงจะเลยไปเป็น เอกัคคตา เป็นตัวอุเบกขาสมบูรณ์แบบที่ฌาน 4 สะอาดแล้วก็ต้องทบทวน อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง ด้วยอรูปฌาน 4 อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ 

ตรวจ อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง จิตสะอาดจึงจะสั่งสมลงเป็นสมาธิ เจริญอย่างไม่เปลี่ยนแปลง นิจจังไม่ยึกยัก ได้บ้างไม่ได้บ้างไม่เอา แต่เอาที่ได้แล้วสะสม เป็นสมาหิโต ไม่ได้เรียกสมาหิตานะ จิตตั้งมั่นของพระพุทธเจ้าเป็นเอกพจน์นะมีแต่ 1 1 1 1 1 ไม่มี 2 นะมีแต่แน่นอย่างเดียวแยกไม่ได้ สมาหิตโตหรือสมาหิตะ ของพระพุทธเจ้านะ 

คำนี้ ไม่ใช่จะได้ฟังขยายความกันง่ายๆ แต่มีแต่ในเจโตปริยญาณ 16 ของพระพุทธเจ้า อสมาหิตะหรือสมาหิตะ ให้ทบทวนว่ามันตั้งมั่นหรือเปล่าหลุดพ้นจริงหรือเปล่าเป็นตัวสุดท้าย จริงๆแล้วจิตสุดท้ายคือ สมาหิตะ แต่วิมุติ อวิมุติ คือตัวที่ท่านทิ้งปลายเปิดไว้เหมือนกับท่านทิ้ง อนิจจตาไว้ที่ลักขณรูป 4 อปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา ที่จริงควรจะเป็น นิจจตา แต่มันไม่ได้ต้องเป็น อนิจจตา ต้องทำนิจจังให้ครบทั้งรูปและนามที่เป็นศูนย์ ในรูป 28 ที่จะจบตัวสุดท้ายด้วย อนิจจตา 

ฟังธรรมะที่อาตมาอธิบายด้วยดีๆ คุณจะไม่ได้ฟังคนอธิบายสัจธรรมโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าขยายความละเอียดลออ ไปอย่างอาตมา จะไม่มีคนมาอธิบายอย่างนี้ได้ง่ายๆหรอก ขออภัยที่ยกย่องตัวเอง แต่มันเป็นความจริงอาตมาสัมผัส ไม่ใช่อยาก อวดโอ่ ไม่ใช่ยกตัวเองบ่อยเกินแต่ขยายความให้เห็นนัยยะละเอียด 

อาตมามีสมบัติ อาตมามีคุณธรรม มีคุณวิเศษ มีโลกุตรธรรมอย่างที่เอามาอธิบายแล้วพากันทำ ไม่ใช่มีแค่พยัญชนะด้วย อาตมาได้แล้ว ก็เอามาขยายความให้พวกเราตามมาได้เรื่อยๆ ก็ใกล้อาตมามาเรื่อยๆ ใกล้หรือยัง? …นั่งใกล้ คนนี้ฉลาดตอบ แล้วธรรมะใกล้หรือยัง 

ก็ได้ ใช้ได้ 

เพราะฉะนั้น ก่อนจะล้างละไปตรงนี้อีกทีก็ขอย้ำว่า 

อย่าหาว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลย สายนั่งหลับตานั้นขออภัย อาตมาตีทิ้งไปหมดเลย เป็นโมฆะ เลิกได้เลย ศาสนาพุทธไม่ได้พานั่งหลับตา จะหลับตาก็มีเหตุปัจจัยต้องมีเหตุผล มีเจตนาจะหลับตาเพื่ออะไร หลับตานั้นจะมีประโยชน์อยู่ 2-3 อย่างและเป็นโทษอย่างยิ่งในข้อสุดท้าย หลับตาจะได้ประโยชน์ คือ 

1.ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก 

2.ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่าน  ภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ 

3.เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี . 

4.สร้างพลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ  (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง  ฤทธิ์ที่ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ-วิโมกข์-นิพพาน) 

ตรวจสอบ อาสวักขยญาณ ไม่ว่าจะอาสวะใน อบายมุข กามคุณ 5 หรืออัตตาก็ตาม คุณเกี่ยวข้องกับสัตว์ ศีลข้อ 1 เกี่ยวกับสัตว์ ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวข้องกับข้าวของ ศีลข้อที่ 3 เกี่ยวข้องกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็ต้องอ่านเวทนาอ่านอารมณ์ 2 เรียกว่าเกิดเป็นสภาวะธรรมในจิต ซึ่งก็มีตัวจริงกับตัวปลอม ตัวดีกับตัวเก๋ เรียกว่าสิ่งที่มี 2 เทวะ คุณก็ล้างตัวเก๊ เหลือแต่ตัวจริงไว้อาศัย แม้ตัวจริงที่คุณได้อาศัยมันก็เป็นสิ่งที่จะกลับมาช่วยในสิ่งที่คุณจะอาศัย มันคุณรู้ว่าอาศัยไว้ได้ แล้วก็ใช้การอาศัยนั้นทำงานไปเท่านั้นด้วยคุณเข้าใจแล้วไม่สงสัยเพราะมันหมดอากังขา ไม่มีการสงสัยมีแต่สยะ หรือ ลยะ โดยไม่มี อา มีแต่ ลยะ

ลยะ แยกพยัญขนะเป็น ละ กับ ยะ

ส่วน สยะ คือพยัญชนะ ส เป็นพลังงานในระดับที่ 5 ย ล ร ว ส ตัวที่ 5 เป็นตัวที่เป็นตัวกลางของขั้วละ 4 ขั้วละ 4 

ยะ เป็นตัวแรกของเศษวรรค ย ร ล ว ส 

ย ร ล เป็น 3 ตัวแรก ลยะ นี้ ยังละเอียด แต่ สยะ นี้ หยาบกว่า ลยะ เป็นเศษวรรคเอามาใช้ ส นี่มันใหญ่หยาบกว่า ล ถ้า ส มันวง 5 ส่วน ล วงที่ 3 

ยิ่ง ส มาบวกกับ ย ก็หนาแน่นกว่า ล  ย มีตัวตนมากกว่า ล

นัยะละเอียดเหล่านี้อาตมาไม่ได้เดาแต่มันละเอียดมากที่จะเป็นสภาวะมาสื่อเป็นพยัญชนะ อธิบายให้ฟังนี้ก็ต้องดึงของเก่ามา ไม่มีในตำรานะในยุคนี้ อาตมาไม่ได้เรียนตำราแบบพวกคุณ แต่อาตมารู้ถึงรากเหง้า รู้ละเอียดกว่าพวกคุณ จนคุณไม่สามารถฟังอาตมารู้เรื่องมันละเอียดถึงปานนั้น แต่พวกคุณฟังได้นะ แล้วเลอะเทอะสับสนไหม …ไม่

พูดเอาใจอาตมาหรือเปล่า ..เปล่า เข้าใจได้ 

สรุปอีกทีหนึ่งว่า อาจารย์มั่นนี่นะ หรือสายหลับตา ตีทิ้งได้เลยเพราะศาสนาพุทธไม่มีหลับตา อปัณณกปฏิปทา 3 นี่ก็ยืนยันอยู่แล้วว่าจะต้องเป็นผู้ตื่น ตื่นไม่ใช่หลับ แม้แต่ตื่นลืมตาจะทำเบลอไม่ได้ ต้องตื่นทั้งกายกรรม วจีกรรมครบ ตื่นทั้ง 6 ทวาร 

สู่แดนธรรม…พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องภาวนาไม่ถูกทางด้วยการหลับตา

อินทริยภาวนาสูตร ล.14 ข้อ 854

อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการ

เจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ อย่าได้ยินเสียง

ด้วยโสต ฯ

พ. ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของ

ปาราสิริยพราหมณ์ ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอด

ไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัส

แล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตก

ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ

สมณะเดินดินสรุปจบ