ศาสนา

640110_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ร้อยมาลัยพระอภิธรรมตามแบบพ่อครู

ดาวโหลดเอกสารที่นี่ https://docs.google.com/document/d/1yK5Y4DDIwOvLC0sUCCMkHTczsd7S1f-ELkqYrjxDiEE/edit?usp=sharing    

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1XtTIzFEzYVs9yQthFVIlVI8_C22DFzrB/view?usp=sharing      

และวิดีโอที่ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/700270860658023/ 

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก หลังจากงาน ว.บบบ.มีสิ่งที่ราชธานีอโศกจะทำต่อไป คือ วันบวร ที่แบ่งกันไปทำงานเป็นคุ้ม ร่วมกับเด็กๆ ส่วนสมณะประจำกลุ่มก็หมุนเวียนกันสัปดาห์ละครั้ง ที่ด่านทางเข้าราชธานีอโศกก็มีมาตรการที่เคร่งครัดต่อคนเข้าออกชุมชนต้องอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังจากไปทำธุระกลับมาแล้ว คนไทยก็เป็นคนที่มีน้ำใจ ขณะที่ถูกกักตัวก็มีน้ำใจส่งอาหารให้กัน 

ที่โต๊ะจัดรายการวันนี้ก็มีพืชพันธุ์ธัญญาหารเอามาวางไว้ทุกวัน วันนี้ก็เห็นมีมะรุมด้วย นี่คือความอุดมสมบูรณ์ของประเทศและสังคมเมืองไทย

พ่อครูว่า… 

กราบนมัสการพ่อครูด้วยเศียรเกล้า

กราบขอพิจารณาตามสมควรค่ะ

“คำตอบ บทกวีวันปีใหม่ 2564 ของพ่อครู”

วัยและวัน ผันผ่าน หลายวันแล้ว

แก้วกาญจน์ พานพบ จบได้(กิเลสทีละตัว)

ทิ้งขยะ สะสมสร้าง เส้นทางอธิปไตย

ฝ่าโพยภัย อุปสรรค ทั้งหนักเบา

ถึงวันนี้ เติมสุข คลายทุกข์โศก

โลกเจริญ เพลินบ้า ประสาเขา

แต่ลูกตื่น คืนสุข ทุกข์บรรเทา

เบาเบิกบาน เส้นทางแท้ แน่ “นิพพาน” (สักวันหนึ่ง)

กราบขอบพระคุณด้วยเศียรเกล้าฯ

“พริกเชื่อม”

อา. 10 ม.ค. 64 ; 5.12 น.

_แดง ลานกราบ : ท่านคะ คำว่า “ติสะระณะคะมะนังนิฐิตัง” แปลว่าอะไร? หรือคะ

พ่อครูว่า…ติสรณะคือ สรณะ 3 พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คมนังคือ เคารพ เราไหว้เสร็จก็บอกเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ 

นั่งสมาธิจนกว่าจะหายปวดขาเป็นมิจฉาทิฏฐิ

_ตุ้ม พรทิพย์ : กราบนมัสการค่ะ มีเพื่อนพอ พูดคุยกันเรื่อง ธรรมะ เพื่อนเคยไปนั่ง สมาธิหลับตาหลวงพ่อที ท่านก็ว่า หลวงพ่อสอนให้อ่านเวทนา อาการเจ็บปวดของร่างกายพิจารณามันห้ามกระดุกกระดิก พอนานไปก็เกิดอาการเจ็บปวดจากเหน็บชา ท่านให้พิจารณาถึงอาการเจ็บอาการปวดตามดู พอนั่งต่อไปนานไปอาการเจ็บอาการปวดก็หายไปเอง ท่านก็บอกว่านี่ไงอาการเจ็บปวดมันไม่เที่ยง เพื่อนก็บอกว่า ตัวนี้ก็เป็นฐานที่เอามาพิจารณาเวลาเราได้ผัสสะ จากข้างนอกคือการปฏิบัติธรรมแบบลืมตาที่พ่อครูสอน คืออันเดียวกัน พอฟังมันก็จริงเหมือนกันนะ ภาพพิจารณาตามดูอารมณ์ แต่มันมีความนิดๆที่มัน มันไม่ใช่แต่ไม่รู้จะบอกเขาอย่างไรได้ความรู้สึกคือมันไม่ใช่เหมือนกัน ฝากถามท่านค่ะ ว่าจุดที่แตกต่างในการพิจารณาความเจ็บปวด พ่อครู พูดว่าคือการสมถะแต่เขาก็ว่ามัน การใช้วิตกวิจารณ์การใช้ปัญญา 

กราบขออธิบายด้วยค่ะ 9 ม.ค. 64

พ่อครูว่า…อาการปวดที่หายไปไม่ได้หายเพราะการลดเหตุปัจจัย  

การนั่งสมาธิหลับตาแล้วก็แก้ไขการเจ็บปวดอะไรไปนี้ มันไม่ใช่การปฏิบัติเพื่อเรียนรู้กิเลส แล้วก็แก้กิเลส กิเลสไม่ใช่มาแก้ความเจ็บปวด ไม่ใช่ ไม่ใช่แก้ความเจ็บปวดที่เป็นสรีระ ความเจ็บปวดเป็นเรื่องของสรีระ เช่นคุณนั่งทับแขน ทับขา ก็ต้องเจ็บปวดต้องชา มันเป็นเรื่องของสรีระ แต่กิเลสเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ เอาเท่านี้ต่างกันนิดเดียว ตรงกายกับจิต นิดเดียวแต่เป็นคนละฟากฟ้า เป็นภาษาสิริมหามายา

เมื่อจับเป้าที่มันเป็นเหตุ ถ้าหากมันนั่งทับเท้าแล้วเหน็บชาก็เลิกนั่งทับเท้ามันก็หาย แก้ไม่ยาก ฉลาดซะอย่าง ถ้าโง่ต่อไปก็นั่งทับต่อไปนะเขาก็เป็นโรคภัยต่างๆนานาสารพัดได้เยอะ ดีไม่ดีจะเป็นมะเร็งเอา ประเด็นที่เขานั่งแล้วปฏิบัติไปทั้งหมดนี้ มันเป็นการปฏิบัติผิด ปฏิบัติไม่เข้าหลักเกณฑ์ 

มององค์รวมของสติปัฏฐาน 4 และ วิโมกข์ 8

_อ.ข้าดิน : ผมเข้าใจสติปัฏฐาน 4 และวิโมกข์ 8 เช่นนี้ 

สติปัฏฐาน 4 เหมือนกับเรามองสวนกสิกรรมทั้งหมดของบ้านราช 

วิโมกข์ 8 เหมือนมองเข้าไปเจาะจงสวนใดสวนหนึ่งโดยเฉพาะ

ผมเปรียบเทียบอย่างนี้ถูกต้องมั้ยครับ

พ่อครูว่า… “สติปัฏฐาน 4” เหมือนมององค์รวม “วิโมกข์ 8” เหมือนมองเจาะลงไปที่ใดที่หนึ่ง “สติปัฏฐาน 4” เหมือนกับ common noun ส่วน “วิโมกข์ 8” เหมือนกับวิสามัญนาม 

“สติปัฏฐาน 4” (ฐานปฏิบัติให้บริสุทธิ์ด้วยสติ) มีการพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม

  1. กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน “กายในกาย” (การกำหนดสติพิจารณากาย คือ การรวมประชุมกัน ทั้งกายนอก-ใน ให้รู้เห็นความจริง) 

  2. เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณา “เวทนาในเวทนา” (ทั้ง 108 เวทนา) ให้รู้เห็นทุกข์(ที่เป็นทุกขอริยสัจ) ตามความเป็นจริง 

  3. จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน  การตั้งสติพิจารณาเห็น “จิตในจิต” ให้รู้จิตที่เจริญขึ้นหรือยังข้องตามสัจจะจริง 

  4. ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณา “ธรรมในธรรม” ให้รู้เห็นจริงตามความจริง ได้แก่ นิวรณ์ 5, ขันธ์ 5, อายตนะ 6, โพชฌงค์ 7, อริยสัจ 4 

(พตปฎ. เล่ม 10 ข้อ 273 – 300)

ส่วนเรื่องประชาธิปไตยขาเดียวมันผิดธรรมชาติของมนุษย์ของสังคมคน เพราะมันมีธาตุจิตวิญญาณ ส่วนประชาธิปไตยสองขานั้นมันมีครบทั้งจิตวิญญาณและร่างกาย เพราะฉะนั้นผิดธรรมชาติมันจึงเป็นเรื่องไม่จริงไม่ถูกต้องแท้ มันไปได้แต่มันหลอกมันเหมือน ประชาธิปไตยเอาประชาชนมาเป็นมวลแต่แท้จริงมันไม่ใช่ ที่แท้มันหลอกเขาอย่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ หลอกเขาและวางโครงสร้างอำนาจเงิน อำนาจแห่งอำนาจใช้ ที่กำลังแสดงการจะเอาชนะคะคานก็คือการแสดงอำนาจแห่งอำนาจ อำนาจเงินลดลงไปบ้าง แต่ถ้าเกิดว่าเงินมากขึ้นจะมีคนมาอีกเยอะ ถ้าโดนัลด์ทรัมป์ทุ่มหมดตัวจะมาอีกเยอะ 

ทรัมป์นี่นะ ถึงแม้เขาจะชนะแต่เขาจะแย่อยู่แล้ว เขาชนะ แต่คดียังเยอะเลย เพราะเขาเป็นนายทุนใหญ่แล้วมาเล่นการเมือง ฉลาดไม่ใช่เล่นเหมือนกัน

“สติปัฏฐาน 4” เป็น common noun มันไม่ใช่มีแต่พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม แต่มันเป็นหัวต้น มันเป็นข้อต้นของโพธิปักขิยธรรม 37 ข้อต่อมา 

  1. สติปัฏฐาน 4 สติตรวจสอบจิตให้บริสุทธิ์

  2. สัมมัปปธาน 4 ยุทธวิธีเพียรทำลายกิเลส 

  3. อิทธิบาท 4 ทะยานยันไปสู่ความสำเร็จ 

  4. อินทรีย์ 5         สั่งสมเป็นกำลังธรรมของจิต  

  5. พละ 5         ขุมกำลังธรรมะของจิต 

  6. โพชฌงค์ 7       การก้าวเดิน..สู่การตรัสรู้ 

  7. มรรคมีองค์ 8    ทางเอกเพื่อเดินสู่การตรัสรู้ 

ส่วน “วิโมกข์ 8” เป็นการปฏิบัติเจาะลงไปที่จะต้องอ่านรูปและนาม

  1. ผู้มีรูป  ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย   (รูปี, รูปานิ, ปัสสติ)  แปลว่า เห็นด้วยตา มีลูกตามองกระทบรูป ผู้มีรูปจึงจะปฏิบัติอย่างคนที่มีรูป เอาตาไปกระทบรูปได้ แต่คนที่มีตาแต่ไม่มีรูปให้สัมผัส เช่น คนไปนั่งหลับตามันก็ไม่ได้สัมผัสรูป มันก็จะไปเห็นอะไร..ไม่ปัสสติ คนที่ไปนั่งหลับตาผิดตั้งแต่วิโมกข์ 8 ข้อแรก แต่พวกหลับตา เขาตีขลุมว่าวิโมกข์ 8 คือสมาบัติ เข้าสมาบัติ

สมาบัติ จริงๆแล้วก็คือการปฏิบัติ โดยองค์รวมที่เป็นมิจฉาทิฏฐิก็ได้ สัมมาทิฏฐิก็ได้ เพราะฉะนั้น สมาบัติแบบหลับตาคือมิจฉาทิฏฐิ สมาบัติแบบลืมตาคือสัมมาทิฏฐิเท่านั้นเอง 

เพราะฉะนั้นวิโมกข์ 8 ไปเข้าใจว่าสมาบัติคือหลับตา ข้อ 1 ก็ผิดแล้ว ต้องเห็นด้วยตากระทบรูป..ปัสสะ ปัสสี หูได้ยินเสียง เอาคำว่า เห็น มาขยายความ หูก็คือได้รับรู้ ปัสสะ ก็คือ วิปัสสนา วิปัสสติ 

2.*ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง  อรูปสัญญี เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ)  (*พ่อท.แปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป)

อัชฌัตตังแปลว่าภายใน แต่ท่านไปแปลผิดๆ เอาคำว่า อ ไปใส่สัญญี กายไปแปลว่า ผู้ไม่กำหนดสำคัญมั่นหมายในอะไร เขาก็ไปแปลว่าผู้มีอสัญญี ไม่มีความสำคัญมั่นหมายในรูปแทนที่จะเป็นอรูปกับสัญญี 

หากไม่มีสภาวะจะสับสนเพราะกลับไปกลับมา พ่อท่านบอกว่า ทำจากภายนอก ค่อยเข้าไปถึงภายใน อัชฌัตตัง คือรูปและ อรูป 

ข้อที่ 2 ตัวพระเอกคือสัญญา ผู้มีสัญญาคือสัญญี แล้วให้เรียนรู้ตั้งแต่รูปภายนอก

หมดแล้วไม่ได้ทิ้งภายนอก เช่น คุณพ้นจากกามก็อยู่กับกิเลสกามในโลกได้อย่างสบาย ล้างกิเลสกามหมด ก็เหลือกิเลสภายในคือ ภวตัณหา รูปตัณหา ที่เหลือโดยมีข้างนอกอยู่ไม่ได้หลับตา ไม่ได้หนี แต่อยู่เหนือ ลืมตาเป็นคนปกติ หมดรูปก็เหลืออรูป ก็จบข้อที่ 2 แต่ก็อธิบายกันผิดหมดเลย 

  1. ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต โหติ หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครู แปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) 

น้อมใจ ฟังแล้วก็เป็นอาการของใจน้อมไปหา โน้มไปหา ไปหาอะไร ก็ไปหาของงามมันก็เป็นกามสิ ของงามของสวยก็กามสิ เห็นไหม ความไม่รู้จักสภาวะ สุภะแปลว่า ของน่าได้น่ามีน่าเป็นหรืองาม เขาไปสรุปรวมว่า งาม เป็นภาษากลางๆ แต่คำว่างาม เอาไปใช้ในวงการของ กาม ของผู้หญิงเป็นผู้หญิงงามผู้หญิงสวย ผู้ชายก็ใช้คำว่าหล่อ ผู้หญิงใช้คำว่าสวยหรืองาม เป็นภาษา กาม ที่จริงเป็นคำกลางๆ น่าได้น่ามี เป็นของน่าได้น่ามี อะไรน่าได้น่ามีคือวิโมกข์ ออกจากกาม เนกขัมมะ ออกจากรูป อรูปต่อไป

ในการน้อมจิตหรือโน้มจิตไป เป็นจิตที่ค่อยๆเจริญเข้าไปหา มันเป็นทิศทางของจิต มันก็จะเจริญขยับเข้าไปหาความสูง ความเจริญ เข้าไปหาพระอริยสงฆ์ขึ้นจากพระโสดาบัน เป็นสกิทาคามีเข้าไปหาอนาคามีเข้าไปหาอรหันต์ อย่างนี้คือ อธิ อธิโมกข์ อธิมุติ 

_สู่แดนธรรม…สมัยผมบวชอาจารย์ไม่ได้ค่อยสอนเรื่องวิโมกข์เท่าไหร่ครับ 

พ่อครูว่า…ขออภัยตอนนี้พูดแล้วอย่าหมั่นไส้ ไม่มีอาจารย์ไหนมาอธิบายละเอียดลอออย่างอาตมาหรอก ทางโน้นเขาอธิบายไม่ได้พยัญชนะต่างๆ อาตมาไม่ได้เรียนบาลีมาแต่อาตมาเห็นพระบาลีแล้วของเก่าก็ขึ้น แต่ขนาดนั้นก็ยังไม่ดีเท่าไหร่แต่ก็ดีขนาดนี้แล้วถือว่า ไม่มีใครเทียบเทียม จนกระทั่งอาตมาแปลภาษาธรรมะพระพุทธเจ้าออกมามันก็จะตรงกันข้ามกับของที่เขาแปลกันมันผิดเพี้ยน จนกระทั่งพวกเรามารวบรวมได้เป็นอภิธานศัพท์อโศก ตอนนี้ออกมาเล่มนึงแล้ว ขออภัย ต้องพูดความจริงว่ายังไม่เรียบร้อยดีเท่าไหร่ อาตมายังไม่ได้ตรวจเลย มันไม่มีเวลามันไม่ไหว นี่เขากำลังทำเล่ม 2 แล้ว หนาพอกัน พอรู้ว่ายังเหลืออีกเท่าไหร่ มันอีก 3-4 แสนคำเท่านั้นเอง เล่มแรก 7,777 เลย หนังสือเล่มนี้จะเป็นหลักฐานอ้างอิงยืนยันในอนาคต

จะเรียกว่าเป็นหนังสือของอาจาริยวาท ไม่ใช่เถรวาท

เถรวาท หมายความว่า เป็นคำพูดของพระเถระรุ่นเดียวกันกับพระพุทธเจ้า พระสารีบุตรพระกัจจายนะ พระอานนท์ นั่นแหละเป็นคำพูดของพระเถระในรุ่นที่เกิดในยุคเดียวกันกับพระพุทธเจ้าบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกเป็นต้น  ในพระไตรปิฎกเองที่รวบรวมเอาไว้แล้ว เป็นเถรวาทะ เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้ากับพระเถระต่างๆ ดูเหมือนจะมีของพระอานนท์มากที่สุด ของพระสารีบุตร ท่านจำ ของพระพุทธเจ้าท่านก็จำไว้ ท่านก็เป็นผู้ที่มาร่วมสังคายนารุ่นพระมหากัสสปะถือว่าสมบูรณ์ที่สุดแม้จะไม่ครบก็ตาม 

ต่อมาก็มีอรรถกถา เป็นพวกอาจาริยวาททั้งนั้น ที่ไม่ใช่พระเถระ อย่างเมืองไทย อ.พระพุทธโฆษาจารย์ ซึ่งไม่ใช่องค์ปัจจุบันนี้นะ เป็นตำแหน่งสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ 

แต่ขออภัยต้องพูดความจริง อย่างที่สมเด็จพุทธโฆษาจารย์ทำนั้น ยังเป็นเทวนิยมอีกเยอะ ยังผิดเพี้ยนอีกเยอะ 

_สู่แดนธรรม… ส่วนที่สัมมาท่านก็เอาคำสอนของพระสารีบุตรมาไว้เยอะ 

พ่อครูว่า…ส่วนอาตมาต่างจากพุทธโฆษาจารย์ เพราะอาตมาอยู่ในรุ่นพระพุทธเจ้า ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วไป..จบ เพราะพูดไปมันไม่มีอะไรมายืนยันก็จบ จะพูดอย่างไร ที่เขาใช้กันเป็นคัมภีร์วิสุทธิมรรค แต่โพธิรักษ์ไม่มีสักเล่ม มากจนเอาสมัยนี้หลายเล่ม อาตมาเขียนหนังสือหลายเรื่องต้องการเป็นนักประพันธ์ สมัยก่อนเขียนเยอะ ละครเรื่องสั้นเป็นร้อยเรื่อง แฟ้มมันหายหมด ก่อนมาบวช อาตมาทิ้งหมดเลย เลยเอาให้คนอื่นๆไป 

ยังจำเรื่องสั้นที่รวบรวมเป็นละครวิทยุได้บ้าง มีเป็นแฟ้ม อันนี้มอบให้รุ่งโรจน์ ณ นคร ก่อนจะออกมาก็มาบวช ก็ทิ้งไว้ให้ เพื่อนๆตอนนี้ตายไปหลายคน เหลืออารีย์ นักดนตรี อยู่ อาตมาทำรายการมากที่สุดก่อนใครๆ

_สู่แดนธรรม…ขอกลับมาที่โพธิปักขิยธรรม 37

พ่อครูว่า…เรามีเลขโค้ดของพวกเราคือ 4578 

มาปฏิบัติแล้วจะเกิดเป็นพลังรวม เป็นอินทรีย์ เกิดพละ 

  1. สัทธา (ความเชื่อที่ปักมั่นยิ่งขึ้น เป็นสัทธินทรีย์ ฯ)

  2. วิริยะ (ความเพียรที่มีพลังขึ้น เป็นวิริยินทรีย์ ฯ)

  3. สติ (ความระลึกรู้ตัวแววไวขึ้น เป็นสตินทรีย์ ฯ) 

  4. สมาธิ (ความมีจิตตั้งมั่นแข็งแรงเป็นฌานยิ่งขึ้น ฯ)

  5. ปัญญา (ความรู้จริงในความจริงแห่งธรรม ฯ)

พระพุทธเจ้าเกิดโพชฌงค์ 7 จึงเกิด พระพุทธเจ้าเกิดมรรคมีองค์ 8 จึงเกิด ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าโพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 ไม่เกิด ไม่มี โพชฌงค์ 7 คือการก้าวเดิน 7 หลัก เขาก็ทำเป็นรูปธรรม พระพุทธเจ้าเกิดมาก็มีดอกบัวรองรับแล้วเดิน 7 ก้าว มันผิดเพี้ยนเป็นตัวตน ทั้งที่มันเป็นนามธรรม บางคนก็บอกว่าขยายศาสนาไป 7 แคว้น ด้วยความไม่ค่อยรู้สภาวะ 

อย่างอ.ข้าดินมองก็ถูก สติปัฏฐาน 4 เหมือนมองสวนทั้งบ้านราชฯ​ วิโมกข์ 8 คือเจาะลงในสวนใดสวนหนึ่ง 

จนกระทั่งวิโมกข์ 3 แล้วไปถึงอรูปฌาน ก็ถึงเป็นอากาสาฯ วิญญานัญจา อากิญจัญญาฯ เนวสัญญาฯ สัญญาเวทยิตนิโรธ เทียบกับอนุปุพพวิหาร 9 ก็มีสัญญาเวทยิตนิโรธ

วิญญาณฐีติ 7 ไม่มี เนวสัญญาฯ สัญญาเวทยิตนิโรธ

ส่วน “สัตตาวาส 9” มี อสัญญีสัตว์แล้วมี เนวสัญญาฯ  ตั้งแต่อสัญญีสัตว์ อากาสาฯ วิญญาณัญจา อากิญจัญญา เนวสัญญา คือมิจฉาทิฏฐิหมด ไม่มีสัญญาเวทยิตนิโรธ

สัตตาวาส 9

  1. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน  สัญญาต่างกัน  เช่นพวกมนุษย์  พวกเทพบางเหล่า  พวกสัตว์วินิปาติกะบางเหล่า  

  2. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน  มีสัญญาอย่างเดียวกัน   เช่น  เหล่าเทพจำพวกพรหม  ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น 

  3. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน  เช่นพวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) 

  4. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน  มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค)

พูดถึงนามธรรมเป็นมนุษย์เป็นมาร หรือพรหม หรือวิญญาณฐีติ ข้อที่ 1 

วิญญาณฐิติคือสัมมาทิฏฐิทั้งหมดส่วน ส้ตตาวาส 9 คือมิจฉาทิฏฐิทั้งหมด 

วิญญาณฐิติคือตัวปฏิบัติครบ 7 แล้วจะเกิดผลเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ แต่ไม่ได้พูดถึง ปฏิบัติถึงอากิญจัญญายตนะและจบวิญญาณฐีติ มีสัญญาเวทยิตนิโรธตามอนุปุพพวิหาร 9 

นิมนต์จิบน้ำ

สมณะฟ้าไท…พ่อครูร้อยมาลัยธรรมะ

เป้าหมายประพฤติพรหมจรรย์ของพ่อครู

_สู่แดนธรรม…เมื่อกี้นี้มีคนขอให้พ่อท่านอธิบายใหม่ เรื่องอภิธานศัพท์ เขาได้ยินว่าเป็นของอาจาริยวาท 

พ่อครูว่า…เถรวาท นั้น พวกคุณจะยอมรับหรือ สมมุติว่าพวกคุณเชื่อว่าอาตมาเป็นพระสารีบุตรในยุคโน้น พระสารีบุตรเป็นเถระในยุคนั้นแล้วพวกคุณจะเชื่อถือว่า อาตมาเป็นพระสารีบุตรคุณไม่เชื่ออาตมาก็ไม่อยากยืนยันกับพวกคุณหรอก เพราะอาตมาไม่ได้ติดใจไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ใครจะว่าอาตมาเป็นพระสารีบุตรหรือไม่เป็นพระสารีบุตรไม่มีปัญหา จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็มาไม่มีปัญหา ซ้ำ ใครบอกว่าอาตมาคือพระสารีบุตรก็ถือว่าดูถูกอาตมา จะใช้เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 เลย ฟังแล้วเขาจะโลหิตร้อนพุ่งออกจากปาก 

อาตมาเลยพยายามพูด ไม่อยากอวดตัว หลักฐานพวกนี้แสดงได้ว่า อาตมาไม่ได้อวดตัวไม่ได้มีสาเฐยจิต อวดตัวนี้จะได้คนโง่ แต่หากอาตมาไม่อวดตัว จะได้คนฉลาด เพราะฉะนั้นอาตมาจะเอามาทำไมคนโง่ ต้องให้คนฉลาดๆปัญญา คนโง่ได้ปัญญาก็ฉลาดคนฉลาดก็จะมา อาตมาไม่ไปหลอกไม่มาครอบงำคนโง่ อาตมาจะพูดสัจจะ คุณฉลาดเองคุณเข้าใจ คุณมีความยินดี มีฉันทะว่าอย่างนี้ใช่ อย่างนี้เอา..คุณก็มาเอง พวกคุณมาเองอาตมาไม่ได้ล่อหลอก อาตมายืนยันว่าอาตมาเดินตามพระพุทธเจ้า ไม่ได้ทำเพื่อลาภยศสรรเสริญ ไม่ทำเพื่อหาบริวาร ไม่พูดเพื่อให้คนเชื่อ เอาความจริงมายืนยัน อาตมาแสดงธรรมยืนยันหนักแน่นเลย

ภิกษุทั้งหลาย! พรหมจรรย์เราประพฤติ มิใช่เพื่อ… 

หลอกลวงคนให้มาเคารพนับถือ  (น ชนกุหนัตถัง) 

มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร (น อิติ มังชโน) 

มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่อจะได้เป็นเจ้าลัทธิ  หรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป  

มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า.. เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้ 

ภิกษุทั้งหลาย! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้เราประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อละ, เพื่อคลายกำหนัด, เพื่อดับทุกข์สนิทฯ (พรหมจริยสูตร พตปฎ.เล่ม 21  ข้อ 25) 

พ่อครูว่า…อาตมาไม่มีใจอยากจะเป็นเจ้าลัทธิ หัวหน้าหมู่ยังไม่อยากเป็นหัวหน้าเณรยังไม่อยากเป็นเลย 

วิโมกข์ 8 ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ

ในวิโมกข์ 8  3 ข้อต้น ไม่ใช่สมาบัติทั้งหมดไม่ใช่อนุปุพพวิหาร วิโมกข์ 8 เป็นการเจาะลงไปให้รู้ว่าการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า มีทั้งตัวเล็กตัวใหญ่อย่างไร มีการรู้รูปรู้นาม มันจะครบภายนอกทั้งโลกทั้งโลกและภายในอัตตาทั้งอัตตาเลย

ข้อที่ 3 ทำให้เกิดจิต สุภันเตวอธิมุตโตโหติ ไม่ได้แปลว่าของงาม แต่แปลว่าของน่าได้น่ามีน่าเป็น สุภันเตวะ ก็หมายถึงสิ่งใดสิ่งนั้น สุภ อันตะ เอวะ เป็นที่สุด อันนั้น มันน่าได้เป็นที่สุดอันนั้นอันไหน ก็คือนิพพาน ปรินิพพาน ก็มาปฏิบัติให้จิตมันน้อมไป อธิมุตโต 

โหติ คือมีแท้จริง หรือเสร็จแล้ว ให้ไปสู่อันนี้

นี่ 3 ข้อ ของวิโมกข์

ข้อ 4 5 6 7 8 คือ อรูปฌาน 4 กับสัญญาเวทยิตนิโรธ 

อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะและสัญญาเวทยิตนิโรธ 

อรูปฌาน 4 ของมิจฉาทิฏฐิ นั่งหลับตาเป็นอรูป ซึ่งมันผิดมันโมฆะไม่ได้เรื่อง ปั้นอรูปฌาน 4 ของ มิจฉาทิฏฐินั่งหลับตาปฏิบัติคือ กาย 3คือ นิรมาณกาย ต่างคนต่างหลับตาแล้วมีภพของตัวเองกันทุกคนใช่ไหม ต่างคนต่างปั้น สิ่งที่เกิดในจิตคุณก็สัญญากำหนดหมายเอาเอง รวมแล้ว อยู่ในมิจฉาทิฏฐิ 62 ทั้งหมดที่พระพุทธเจ้ารวบรวมไว้ สร้างวิมานเป็นรูปอย่างนั้นอย่างนี้อาศัยขันธ์ อดีต อนาคต 18 กับ 44 ก็เกิดเป็นนิรมาณกาย ในอนาคต 44 คือนิรมาณกาย อดีต 18 เคยเกิดมาบ้าง แต่ไม่ใช่ตัวบรรลุ แต่อนาคตมี 44 ซึ่งพระพุทธเจ้าประมวลไว้แล้ว คิดฝันปั้นไป สรุปเข้าไปหานิรมาณกาย 3 

นิรมาณกาย กายคือรูปนาม ก็เอามาสังขารปรุงแต่งเป็นวิมาน เนรมิตขึ้นมาเองเป็นนิรมาณกาย ซึ่งหมายถึงจิต นิร คือไม่มี มาณ คือจิต กายที่คุณทำในจิต ทำจิตของคุณขึ้นมา ซึ่งมันเป็นของไม่มีจริงๆ นิระไม่มี มาณคือจิต จิตของคุณสร้างขึ้นมาเป็น อุปาทานจิต สร้างเอง เป็นสังขารรูป 

แล้วนิรมาณกายนี่แหละคุณก็มีพวก พวกตาบอดหูหนวกพากันไปดูหนังใบ้ ไปพิจารณาเองว่าคนตาบอดหูหนวก ไปดูหนังใบ้มันโมฆะทั้งคู่ทั้งคนตาบอดและหูหนวก หนังใบ้ หนังไม่มีเสียงคนตาบอดก็มองไม่เห็น คนหูหนวกเสียงก็ไม่มีอีก 2 คนนี้ไปดูชวนกันไปดูหนัง หนังใบ้ด้วย คนตาบอดมองไม่เห็นภาพ คนหูหนวกเห็นภาพแต่ไม่ได้ยินเสียง แล้วมันจะได้เรื่องอย่างไรมันก็เดาไปต่างๆนานา มันไม่ใช่ภาษาใบ้นะแต่มันก็รู้ลีลาอาจจะรู้บ้าง คนตาดีแต่หูหนวกอาจเห็น แต่คนตาบอดซึ่งเป็นคนที่หมดท่า เช่น 

คนตาบอดมาแต่กำเนิด ปิดประตูที่จะให้มาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าไม่มีทางไม่มีทางรู้ปัจจุบันธรรม ไม่มีทางรู้รอบในยุคนี้เลย มีแต่สัญญาที่เดา ซึ่งโลกในยุคนี้ไม่ใช่โลกในยุคก่อนเราเอาไม่ได้ต้องเป็นของจริงสัมผัสจึงมีตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัสจริง เพราะฉะนั้นความจริงจึงต้องมีปัจจุบันธรรมมีสิ่งสัมผัสภายนอก ถ้าไม่มีสิ่งสัมผัสภายนอกไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจสัมผัสในปัจจุบันพระพุทธเจ้าไม่ถือว่าเป็นของจริง ปฏิบัติโดยไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจไม่นับว่าเป็นของจริง 

รายละเอียดต่างๆพวกนี้ อาตมาอธิบายยืนยันว่า อาตมาเป็นโพธิสัตว์เป็นผู้รู้ธรรมะพระพุทธเจ้า แล้วเป็นผู้ที่มาสืบทอดโลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้าด้วย ขยายความมากมายในเรื่องโลกุตรธรรมมันต่างจากโลกียธรรมอย่างไร 

โลกียะเก่งอย่างไรก็เป็นแค่เทวนิยม วนเวียนอยู่ในลาภยศสรรเสริญสุข และสอนแค่ความดีความชั่วเท่านั้น ส่วนโลกุตรธรรมนั้นดีชั่วก็สอน แล้วสอนให้ไม่ปฏิบัติชั่ว ทำแต่ดี แต่สอนให้ ละสุขละทุกข์ ล้างสุขทุกข์ให้ไปนิพพานเขาไม่สอนกันหรอก มีแต่สอนกันให้ไปแต่มีความสุข ถ้าเขาชัดเจนเขาจะรู้ว่าหมดทุกข์หมดสุขมีภาษาคือ อทุกขมสุข เขาก็ยังเผิน ยิ่งปรมังสุขังก็แปลว่าความสุขอย่างยิ่ง แต่ แท้จริงมันเหนือกว่าความสุข 

สุขมันเป็นมายาของทุกข์ 

เป็นตัวนักเล่นกล หน้ามือหลังมือสลับกันไปมาเพิ่งกลับมา  คุณก็ยึดถือหลังมือหน้ามือสลับกันไม่ทันคนหลอกที่เป็นนักเล่นกลเร็วไว แม้ขยายความเป็นสิริมหามายาขยายความ นักเล่นกลพวกนี้ก็ไม่มีใครมาขยายความหรอก แล้วทำไมใช้คำ มายา เป็นสัจจะฉีกหน้ามายาเป็นสิริมหามายา ขยายความอจินไตยว่าทำไมแม่ของพระพุทธเจ้าจึงได้ชื่อว่าสิริมหามายา เหมือนมายา แต่ดีเยี่ยมทั้งเก่ง สิริ มหา ยอดของมายา ถ้าคนไม่รู้ก็ว่ามายา แต่เป็นผู้ให้กำเนิดความจริงที่เป็นสิทธัตถะ ผู้ให้กำเนิดความจริงที่ยิ่งใหญ่ เป็นประโยชน์ที่สำเร็จ อัตถะ คือ เนื้อแท้ สิทธะ คือความจริง

เพราะฉะนั้นผู้ให้กำเนิดความจริงเนื้อแท้อันประเสริฐสุดนี้ ยุคนี้ก็คือสิริมหามายา เข้าใจยาก ผู้ไม่รู้จริงจะบอกว่าเป็นมายาคนหลอกคน นักมายาที่หลอกคนไปหมดนั้น 

_สู่แดนธรรมว่า…ทำไมต้องเป็น 2 อย่างไม่เป็นอย่างเดียว 

พ่อครูว่า…ทุกอย่างที่เกิดมาเป็นมนุษย์จะต้องมี 2 มี “กาย”กับ “จิต” คุณขาดไม่ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าคำเดียวก็มีอธิบายได้ ในขณะที่คุณเป็นชีวะชีวิตอยู่ คุณสามารถทำใจในใจ มนสิกโรติ หรือมนสิการ ต้องทำใจในใจให้เป็น แต่คุณก็ยังมีสองอยู่นั่นแหละ จะมีสิ่งที่คุณอาศัยจะมีอีกอันนึงที่คุณต้องร่วมกับคนอื่น เรียกว่า “สมมติสัจจะ “กับ “ปรมัตถสัจจะ” หรือ “สมมติฐาน” กับ “ปรมัตถธรรม” 

“สัจจะ” คือ ความจริง “ธรรมะ” คือสิ่งที่ทรงอยู่มีอยู่ สัจจะกับธรรมะต่างกันตรงที่ว่า อันหนึ่งเป็นความจริงคือสัจจะ ถ้าธรรมะก็คือธรรมะนี่แหละเป็นความจริง แต่เป็นความจริงที่เกิดสภาพทรงอยู่ทรงไว้ไม่ได้สูญไป ถ้าตายแล้วไม่มีธรรมะธรรมะไม่ทรงอยู่ คือไม่มีแล้ว หากจะเรียกว่าสุญญตาธรรม จะมี 2 อย่างคือ 0 กับสิ่งที่ยังอยู่ แต่ผู้ที่ปรินิพพานไปแล้วไม่มีร่าง ไม่มีกายไม่มีจิต สูญ ไม่มีธรรมะ อธรรม ไม่มีแล้ว เลิก เพราะชีวะหรือจิตนิยามหรืออัตภาพอัตตาของผู้นี้ ถูกแยกชิ้นส่วนแปรรูปไปเป็น ดินน้ำไฟเป็นอุตุธาตุไปหมดแล้ว เป็นอุตุนิยาม

พระอรหันต์จึงทำจิตของตนให้เป็นอุตุธาตุตั้งแต่เป็นๆ ตายไป..กายสเภทาปรัมมรณา แยกกายเสร็จจิตก็แยกด้วย หมดอัตภาพ ไม่รวมมาติดกันอีก เหมือนพวงมะม่วง ที่ถูกตัดหล่นลงมาแตกกระจายย่อมไม่ต่อกันติดอีกเป็นธรรมดา ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พรหมชาลสูตร ท่านเองมีชีวิตอยู่ก็เหมือนคนเห็นพวงมะม่วง ตายแล้วเหมือนพวงมะม่วงตัดพวงมะม่วงหล่นแตกลงมาถูกพื้น แตกกระจายรวมกันไม่ติดฉันใด ก็ไม่มีพวงมะม่วงนั้นอีก มีแต่มะม่วงแตก 

วิโมกข์ 8 ข้ออากาสาฯวิญญานัญจา 

คืออรูปฌาน 4 ที่ถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิ ส่วนอรูปฌาน 4 ของสัตตาวาส 9 เป็นอรูปฌานที่มิจฉาทิฏฐิ และอรูปฌาน 4ของอนุปุพพวิหาร 9 คือ อรูปฌาน 4 ของพระพุทธเจ้า แต่ทำไมวิญญาณฐิติก็มี อรูปฌาน 3 ตัว ไม่มีเนวสัญญาฯกับสัญญาเวทยิตนิโรธ 

เพราะวิญญาณฐิติเป็นตัวบอก ปฏิบัติในขณะที่มีวิญญาณตั้งอยู่ มีตากระทบรูป หูกระทบเสียง ไม่ใช่แบบสัมภเวสี เหมือนภิกษุ สาติบอกไว้ เหมือนพวกนั่งหลับตาทั้งหลาย มีแต่นิรมาณกายปั้นจิตไป ล่องลอย ไม่มีที่ตั้งที่เกิด ยืนยันได้ว่าจริง ตากระทบรูปอยู่ หูได้ยินเสียงอยู่ จมูกได้กลิ่นอยู่ ลิ้นกระทบรสอยู่ โผฐัพพะสัมผัสกายภายนอกมีครบอยู่ เป็นสภาวะสัมผัสทำให้คุณปฏิบัติ ไปถึงจิตสังขาร และปฏิบัติการที่จิตสังขารไม่ใช่ไปจัดการที่กายสังขาร วจีสังขาร

กายสังขาร วจีสังขาร เพียงภายนอกเป็นโลกียะธรรม ให้รู้ว่าดีหรือชั่วคืออะไรก็ปฏิบัติให้ตรงกับสมมติสัจจะของโลก เขาหมู่นี้ถือว่ากินเนื้อสัตว์ไม่ดี หมู่นี้ถือว่าไม่กินเนื้อสัตว์ดี ก็ทำตามเขา กาย วจี ก็พูดตามสมมุติที่เขาถือว่าดีอะไรไม่ดีคุณก็อยู่กับหมู่ตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม เป็นธรรมชาติอยู่ด้วยกันอนุโลมปฏิโลมไปแล้วค่อยๆพัฒนาขึ้นสู่ที่สูง อย่างนั้นเป็นสมมติสัจจะก็คืออนุโลมปฏิโลม สภาวะสัจจะคือสิ่งที่จริงแล้วแท้ๆไม่เปลี่ยนแปลง สุดท้ายจริงๆก็คือสัจจะมีหนึ่งเดียว นอกนั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบจึงต้องใช้สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 เป็นเครื่องพิจารณาประกอบตัดสิน 

สัจจะมี 1 เดียวตรงกันเป็นของพระอรหันต์เท่านั้น

อริยสัจ 4 ที่เป็นสัจจะเป็นอย่างเดียวได้นั้นถ้าเป็นอรหันต์ถึงพูดได้ ถ้ายังไม่เป็นอรหันต์มี 2 หมด แย้งกันได้หมด ผู้เป็นอรหันต์มีนิพพานได้ จึงจะพูดได้หนึ่งเดียวตรงกันหมด นอกนั้นเถียงกันหมดถ้ายังไม่ใช่พระอรหันต์ ไม่มีนิพพานแท้ก็เถียงกันหมด นี่คือสัจจะแท้มีหนึ่งเดียวใน จูฬวิยูหสูตร ไปอ่านให้ดีๆ 

ชนสองพวกได้กล่าวกันและกันว่า “เป็นผู้โง่” เพราะทิฐิฯ เรา(ตถาคต)ไม่กล่าวทิฐินั้นว่าเป็นสัจจะ เพราะเหตุว่าสัตว์ยึดทิฐิของตนว่า “สิ่งนี้เท่านั้นจริง” (สิ่งอื่นเปล่าดาย ไม่มีจริง) 

สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้นมิได้มีสองอย่าง สัจจะหลากหลาย ต่างๆ กันนั้น  มิได้มีเลยในโลก แต่ที่ไปเห็นว่ามีก็เพราะ ไปสัญญาว่าเที่ยงแท้แน่นอน เท่านั้น (น เหวะ  สัจจานิ  พหูนิ นานา  อัญญัตระ  สัญญายะ  นิจจานิ  โลเก) 

พตปฎ. เล่ม 25/419,  เล่ม 29/519 – 599 

พ่อครูว่า…คำว่า “เที่ยงแท้แน่นอน” คือ สัญญายะ นิจจานิ อาตมาเคยอธิบายซึ่งยากมาก ก็เลยต้องพูดถึงด็อกเตอร์รินธรรม คนนี้มีถึง 6 ปริญญาแล้ว ไปทำงานอยู่ข้างนอกไม่มาทำงานข้างในเรา ดูเหมือนจะเป็นดอกเตอร์คนแรกของชาวอโศก ก็แย้งเรื่องสัญญายะ นิจจานิ เอาไว้เวลาอื่นก็อธิบาย ขอสรุปว่า 

มีสัจจะ อันสัญญาคือ มีการกำหนดรู้หมายเหตุ ไปกำหนดว่าเที่ยง นิจจา ในโลก สัญญาว่าเที่ยงเท่านั้น การกำหนดว่าเที่ยงได้ คือการกำหนดรู้ อาริยสัจ 4 กำหนดรู้นิพพาน ผู้ที่เป็นพระอรหันต์เท่านั้นจึงกำหนดให้รู้ว่าอันนี้เป็นสภาวะของอรหันตผลของพระอรหันต์ มีหนึ่งเดียวเท่านั้น ตั้งแต่พระอรหันต์ขึ้นไปมีอรหัตผลด้วยกันไม่เถียงกันไม่แย้งกันมีหนึ่งเดียวเท่านั้นนอกจากพระอรหันต์แล้วแย้งกันได้หมด นอกจากพระอรหันต์แล้วแย้งกันหมด มีพระอรหันต์แท้เท่านั้น พระอรหันต์เก๊ หรือผู้ยังไม่สมบูรณ์แบบก็ต้อง แย้งกัน เพราะต้องมีแง่เชิงต่างกัน แต่เป็นหนึ่งเดียวจริงๆแม้แต่สองก็ไม่มี จึงจะเป็นสัจจะเป็นหนึ่งเดียวของพระอรหันต์แท้ ที่มี  นิจจัง(เที่ยงแท้), ธุวัง (ถาวร), สัสตัง(ยืนนาน), อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน), อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้), อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ของพระอรหันต์องค์หนึ่งเดียวกันเป็นสัจจะเป็นหนึ่งเดียวกันแม้แต่สองก็ไม่ 

_สู่แดนธรรม… ทำไม?.. พ่อท่านต้องพูด 2 อย่าง 

พ่อครูว่า…เมื่อเป็นสิ่งที่มีขึ้นมา ก็ต้องมี 2 ทั้งนั้น แม้แต่ในนิวเคลียสต้องมี 2 อย่างเดียวไม่เกิดพลังงาน ต้องมี 2 ถึงเกิดพลังงานเมื่อเคลื่อนที่จึงเกิดพลังงานตั้งแต่นิวเคลียส มีพลังงานบวกลบ โปรตรอน อิเล็กตรอน เกิดพืชก็มีคู่เป็น จิตก็มีคู่ พอเป็นจิตก็จึงจะเป็นเทวะ พืชไม่เป็นเทวะ แต่ถ้าจะเอาพยัญชนะไปเรียกเทวะ 2 ก็ได้ พืชจะมี 2 แม้แต่เป็นอุตุก็มี 2 คือบวกกับลบ 

เพราะฉะนั้นคำว่าสองของเทวะจึงคลุมหมดเลยทั้งโลกตั้งแต่อุตุ ทั้ง พีชะ ทั้งจิต ทั้ง อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระเจ้าเท่านั้น มีหนึ่งเดียว  ห้ามแตกนะ ห้ามแยกนะ ใครแยกเอาตายเลย อะไรๆก็อยู่ที่พระเจ้าหมด ฮุบไว้หมด ฟังพระเจ้าอย่างเดียวจึงเที่ยงพระเจ้าจึงเที่ยง พระเจ้าจึงมีความรู้เท่ากับพระเจ้าเท่านั้น ไม่สุด

ถ้าผู้ที่มีความรู้สุด ก็คือความไม่มีอะไรเลย ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น มี 0 = Infinity 

0 = หาประมาณไม่ได้ หาที่สุดไม่ได้ 

วิโมกข์ 8 มีสัญญาเวทยิตนิโรธ อนุปุพพวิหารมีสัญญาเวทยิตนิโรธ แต่วิญญาณฐิติไม่มีสัญญาเวทยิตนิโรธ แม้แต่เนวสัญญานาสัญญายตนะก็ไม่มีเพราะเป็นเรื่องของปัจจุบัน 

วิญญาณฐีติ ปฏิบัติในขณะมีวิญญาณ ตา หู จมูก ลิ้น กาย อยู่ในขณะนี้ แน่นอนต้องมีใจด้วยวิญญาณคือตัวใจแท้ ใจที่มีจมูกลิ้นกายตั้งอยู่เรียกว่าฐิติ ถ้าไม่มีที่ตั้งเป็นสัมภเวสีเป็นวิญญาณล่องลอยไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย นี่แหละไม่ใช่ ที่ตั้ง 

เพราะฉะนั้นจิตที่ไม่มีที่ตั้งตาหูจมูกลิ้นกายจึงโมฆะจากศาสนา 

สมณะฟ้าไท สรุปจบ