640324_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาด้วยปัญญามุทุภูเตของพ่อครู

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1UVk7A87PRQPQAQNOixenE2zfclXsw2L6gxDRygCZbtE/edit?usp=sharing                                                                                   

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1YgdCtnoHO0u-ZTgZg8aucuN76UYIeVpD/view?usp=sharing 

    

และยูทูปที่ https://youtu.be/6Ktz3JQzZrw 

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้เป็นวันพุธที่ 24 มีนาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้ดูข่าวการประท้วงที่พม่า เขาใช้รูปแบบการประท้วงใหม่คือไม่ออกจากบ้านไม่ไปทำงาน เลยเงียบเชียบ หยุดงานทั้งเมือง การประท้วงที่พม่าแปลก เขาเอาข้าวสารไปวางไว้ที่ริมน้ำโขงก็ไม่มีใครมาเอา แต่ฝ่ายเมืองไทย หากฝ่ายประท้วงบอกว่าไม่ให้ไปกินร้านไหน ร้านนั้นกลับขายดี ที่จริงร้าน MK เขาเป็นร้านที่เสียสละ สาขาที่ตั้งอยู่ที่ศิริราชก็ไม่เก็บเงินคืนเอาให้โรงพยาบาลหมดเลย 

เมืองไทยเป็นเมืองที่มี DNA ของศาสนาพุทธ คนไทยไม่ชอบความทะเลาะเบาะแว้งหยาบคาย คนไทยจะรับไม่ได้ เมืองไทยจึงมีพระโพธิสัตว์มาเกิด เพราะสามารถแสดงทำให้คนเหล่านี้รู้เรื่องบรรลุธรรมได้ 

พ่อครูว่า…ขอโอภาปราศรัยกับ SMS ก่อน 

ไม่พูดเป็นธรรมะไม่ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ(มหาสุตโสมชาดก)

_1614 : พุทธพจน์ สัตบุรุษ ไม่มีในชุมนุมใด ชุมนุมนั้นไม่ชื่อว่าสภา ขอพ่อครูอธิบายด้วย 

พ่อครูว่า…สภาคือในที่ประชุม เป็นสถานที่เขาคัดคนแล้ว เอาไปเป็นสมาชิกสภาหรือไปเป็นกรรมการเป็นผู้ที่คัดเข้าไป ว่าเป็นผู้ที่จะมาระดมความคิด ระดมสมอง 

ถ้าเผื่อว่าคนที่ไม่มีภูมิปัญญาปฏิภาณเพียงพอถึงขั้นถึงขีด ไปเป็นสมาชิกสภานั้นๆ มันก็ไม่ใช่สภา มันต้องเป็นผู้ที่เหมาะสม มีภูมิธรรม ความรู้ ความสามารถ ความคิดที่ถูกต้องที่ดี จึงเรียกว่า มีสัตบุรุษ 

คำว่า สัตบุรุษ คำนี้ สัตตะ แปลว่า 7 คนที่อยู่ในขีดเขตของ 7 เป็นเรื่องยาก อจินไตย เดาไม่ได้ ชนเหล่าใดไม่พูดเป็นธรรม ชนเหล่านั้นไม่ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ ก็เป็นคำจำกัดความอีก 

ในพระไตรปิฎก เล่ม 28 ข้อ 393 

  1. พระราชาใดชนะคนที่ไม่ควรชนะ  พระราชานั้นไม่ชื่อว่าเป็น “พระราชา” 

  2. ผู้ใดเอาชนะเพื่อน  ผู้นั้นไม่ชื่อว่าเป็น “เพื่อน”
    ..ใครที่จะไปหาทางเอาชนะอะไรใครนั้นไม่ควรทำ ที่จริงพระราชาควรชนะคน แต่คนที่ไม่ควรชนะก็เอาไปเอาชนะคะคานเขา พระราชาผู้นั้นไม่ชื่อว่าพระราชา หรือผู้ที่เป็นเพื่อนกัน อยากเอาชนะเพื่อน ตั้งอกตั้งใจเอาชนะเพื่อน ผู้นั้นก็ไม่ได้ชื่อว่าเพื่อน ยอมแพ้ได้ก็เป็นเพื่อน 

  3. ภรรยาใดย่อมไม่กลัวเกรงสามี  ภรรยานั้นไม่ชื่อว่า เป็น “ภรรยา”
    ..อันนี้ก็หนักเหมือนกัน เป็นปัญหาอยู่ที่ทางยุโรป หรือพวกเสมอภาค ไม่รู้จักอะไร ฝ่ายเทวนิยมพวกโน้น ชอบเสมอภาค มาแย้งอาตมา อาตมาก็เลยว่า พวกคุณถือศาสนาเทวนิยมเจ้าคุณก็ต้องไปตกลงกับพระเจ้าก่อนว่าผู้หญิงกับผู้ชาย พระเจ้าสร้างอาดัมขึ้นมาก่อน แล้วก็ค่อยเอาซี่โครงซี่ที่ 7 ของอดัมมาเสกสร้างเป็นผู้หญิงเป็นภรรยา 

ภรรยาหรือผู้หญิงเป็นส่วนหนึ่งของผู้ชายเท่านั้นเอง ไม่ใช่เป็นเอกอะไร คุณต้องไปล้มล้างตำนาน ล้มล้างสัจธรรมของศาสนาคุณเสียก่อนสิ คุณถึงค่อยมาแย้งอาตมา ศาสดาของคุณก็มีตำนานก่อเกิดมาอย่างนั้น อดัมเป็นเจ้าของคุณ คุณเป็นส่วนหนึ่งเป็นซี่โครงซี่ที่ 7 ของอดัม เอามาเสกตัวผู้หญิง แล้วคุณจะมาเป็นใหญ่กว่าอดัมได้อย่างไร อาตมาก็ต้องแก้อย่างนี้ ต้องตอบเขาอย่างนี้ ไม่รู้จะตอบจะเถียงเขาอย่างไร เขายกอ้างสิทธิมนุษยชน หลักการของโลกมันยึดถือกันคนละอย่าง โดยเฉพาะคุณจะยึดถืออย่างนั้น ก็เป็นเรื่องของความเห็นของคุณ เป็นอัตตามานะของคุณ 

  1. บุตรเหล่าใด ไม่เลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่แล้ว  บุตรเหล่านั้นไม่ชื่อว่าเป็น “บุตร” 

  2. ในที่ประชุมใดไม่มีสัตบุรุษ ที่ประชุมนั้นไม่ชื่อว่า “สภา” (น สา สภา  ยัตถะ  น สันติ สันโต)

  3. ชนเหล่าใดไม่พูดเป็นธรรม  ชนเหล่านั้นไม่ชื่อว่าเป็น “สัตบุรุษ” (น เต สันโต เย น ภณันติ ธัมมัง)  

  4. คนผู้ละราคะ  โทสะ โมหะ ได้แล้ว   พูดเป็นธรรมนั่นแล  ชื่อว่าเป็น “สัตบุรุษ”  (ราคัญจะ  โทสัญจะ  ปหายะ โมหะ ธัมมะ ภณันตาวะ  ภวันติ  สันโต) 

บัณฑิตผู้อยู่ปะปนกับคนพาล  เมื่อไม่พูด ใครๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นบัณฑิต   แต่ว่าบัณฑิตเมื่อพูด  แสดงอมตธรรม  ใครๆ จึงจะรู้ว่าเป็นบัณฑิต   เพราะเหตุนั้น  บัณฑิตพึงกล่าวธรรมให้กระจ่าง  พึงยกธงของพวกฤๅษี    ฤๅษีทั้งหลายมีคำสุภาษิตเป็นธง   ธรรมเหล่านั้นแลเป็นธง(หรือเครื่องหมาย)ของฤๅษีทั้งหลาย. 

มหาสุตโสมชาดกที่ 5 พตปฎ.เล่ม 28  ข้อ 393

..คำสอนของพระพุทธเจ้าที่เอามาแต่ละสูตร แต่ละวรรค แต่ละบท ที่เอามายืนยันต่างๆเป็นความรู้ที่ตรัสรู้เองโดยชอบของพระองค์ แล้วเอามาประกาศต่อมนุษย์ยืนยันให้พิสูจน์เลย พิสูจน์แล้วจะรู้ได้ด้วยตนอย่างชาวอโศก พิสูจน์ได้แล้ว จนกระทั่งมาถึงยืนยันพระสูตร เช่นยืนยันหลักวรรณะ 9 สาราณียธรรม 6 ชาวอโศกมาปฏิบัติ ปัจจุบันนี้ที่เทวนิยมจัดจ้าน แต่เราก็สามารถปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมท่ามกลางสังคมทุนนิยมจัดจ้านใกล้กลียุค กิเลสหนาตัณหาจัด แย่งชิงกันต่างๆนานา

แต่เราก็สามารถทำให้คนรับธรรมะพระพุทธเจ้าและเอาไปประพฤติปฏิบัติ จนสามารถหลุดพ้นมาจากหมู่คนพาล หมู่ที่ยังอยู่ในโลกีย์จัดจ้านหยาบๆ ไม่เอาแล้ว นิสัย ชีวิตแบบนั้นมาเอาหลุดพ้นไม่มีกิเลสไม่มีจิตวิญญาณที่มีอวิชชาอย่างนั้นอีกแล้ว จนมาอยู่รวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มที่เปรียบเทียบกันได้เลยว่าต่างกัน ใครจะเห็นจะยอมรับ ใครจะเข้าใจได้หรือไม่ได้ก็แล้วแต่บุคคล เราไปบังคับกันไม่ได้ แล้วมันเกิดจริงเป็นจริงเพื่อให้ยืนยันพิสูจน์ เราก็ยืนยันว่าเราเป็นจริงอย่างนี้ เราไม่ได้เสแสร้งไม่ได้หลอกลวง เราเป็นจริง เห็นจริงเป็นจริง แล้วเราก็ไม่ได้ไปข่ม ไปเบียดเบียนทำร้ายคนอื่น มีแต่ยอม เป็นผู้ให้ เป็นผู้ที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วยซ้ำอัตตาตัวตนไม่มี หรือลดอัตตาตัวตนให้หมดไปให้ได้ ให้เหลือน้อยจนมันหมดได้จริง ก็เป็นผู้ที่อยู่อย่างเป็นคนที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น อุ้มชูผู้อื่นอย่างแท้จริงไม่ใช่คารมเล่นลิ้น ใช่พูดเอาโก้ แต่เป็นเรื่องจริง ก็เชิญมาพิสูจน์ 

ซึ่งอาตมาก็เห็นว่า โลกทั้งโลกเข้าใจ ความหมายอย่างที่อาตมากล่าวสรุปไปสั้นๆ เข้าใจกันแล้วเดี๋ยวนี้ เป็นแต่เพียงว่าเขายังไม่ยอมเชื่อสนิท เพราะเขายังทำไม่ได้สมบูรณ์ ถ้าคนที่สามารถเข้าใจได้ แล้วทำได้บ้างก็เชื่อถือจนกระทั่งเข้าใจสมบูรณ์ขึ้นมา หรือเข้าใจขึ้นมาเป็นรอบๆๆ จากหยาบกลางละเอียดได้มรรคผลมาจึงจะเชื่อจริง ตามความเป็นจริงที่ตัวเองปฏิบัติบรรลุผลนั้นได้ ไม่ใช่ไปเชื่อใคร แต่เชื่อปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ เชื่อจากที่ตัวเองได้มรรคได้ผลเองแล้วจะรู้แจ้งจริงของตัวเอง ไม่ได้ไปเชื่อใคร จะบอกว่าเชื่อจากพระพุทธเจ้าเชื่อจากสัตบุรุษ เชื่อจากผู้อื่นมาก่อนแล้วมาพิสูจน์คนเกิดแล้วเป็นของตนเองจริงๆ ก็เชื่อของตนเองของตน จึงชื่อว่า ไม่ใช่หยิ่งผยองอวดดีลบหลู่คุณท่าน แต่ภาษาอธิบายเปรียบเทียบว่าเชื่อของตัวเองไม่ได้ไปเชื่อใคร ไม่ได้ลบหลู่ครูบาอาจารย์ ไม่ได้ลบหลู่ผู้ที่รู้นำมาก่อน นี่มันเป็นภาษาบอกความจริง บอกว่าเป็นภาษาอวดดีไม่เชื่อใคร เราเชื่อตัวเอง ไม่ใช่ว่าเราเป็นผู้ตรัสรู้เองก็ไม่ใช่ แต่มันเป็นผู้จบในความเชื่อนั้นแล้ว อันนี้ลึกซึ้ง เป็นความจบในความเชื่อที่เราเป็น เรามี เราสมบูรณ์ เรายืนยันพิสูจน์ ทุกอย่างอ้างอิงแล้วก็ความจริงที่มันเป็นจริงของตัวเราเอง เป็นคำตอบที่สุดยอด จนถึงขั้นศูนย์ ถึงขั้นสมบูรณ์แบบ ถึงขั้นที่มนุษย์ไม่มีอัตตา

ภาษาว่า ไม่มีอัตตา คุณต้องรู้ได้ด้วยตนเอง อัตตาเป็นอย่างไร แล้วไม่มีคืออย่างไร 

ปัญญาคืออะไร ปัญญาไม่ใช่ความฉลาดเฉโกแบบโลกๆ เป็นความรู้ความฉลาดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งค้านแย้งกับทางโลกด้วย ต้องมาพิสูจน์กันจริงๆ ก็ค่อยๆฟังไปตามลำดับ 

_อัมพร กุลศักดิ์ศิริ : ฉายาพ่อครูท่านคือขวานจักตอก ถ้าเทศไม่แรงจะง่วงนอนและเสียดายเวลาครับท่าน

พ่อครูว่า…คุณคนนี้ก็ชัดเจน 

จิตลรรลุธรรมของพุทธรวดเร็วคล่องแคล่วว่องไว ยิ่งกว่าลิง

_Lhindiamond (หลิน ไดมอนด์) : ดิฉันเคยถามพระพุทธเจ้าว่า “ผู้ที่มีศีลถึงขั้นเป็นอริยสงฆ์แล้วจะมีกิริยาเรียบร้อยสุขุม ได้เองใช่หรือไม่เจ้าคะ” ท่านตอบ ด้วยอะไรสักอย่างดิฉันจำไม่ได้ ท่านตอบว่า ”พระสารีบุตร ก่อนมาเกิดเป็นพระสารีบุตร เคยเกิดเป็นลิง กิริยานั้นชาติภพนั้นติดมาจึงมีกิริยาว่องไวเหมือนลิง”ทำให้ดิฉันเข้าใจ และ ไม่คิดติดภาพภายนอกในกริยาอีก ตอนนั้นดิฉันเห็นท่านพระโพธิรักษ์ ตอนมาร่วมกันรักษาชาติบ้านเมือง แต่ดิฉันยังไม่รู้จักท่านไม่เคยฟังธรรมท่าน พอมาฟังธรรมท่าน จึงเข้าใจว่าทำไมพระพุทธเจ้า ถึงยกตัวอย่างพระสารีบุตรให้ดิฉันได้รับรู้

ขอขอบพระคุณท่านพระโพธิรักษ์อย่างสูง ที่ท่านสอนธรรมโดยไม่หวั่นไหวในอุปสรรค ดิฉันขอให้สันติอโศกเป็นสื่อในธรรมของพระพุทธได้สำเร็จค่ะ เราต้องทำได้

พ่อครูว่า…ขอบคุณที่ให้กำลังใจอย่างมาก 

ไปพูดถึงความเป็นลิง มันเป็นความเปรียบเทียบ คือมันว่องไว ไวเหมือนลิง อาตมาเคยมีประวัติ เพื่อน อาตมาชมเพื่อน เมื่อของมันตกเขาก็คว้าทัน เขาก็บอกว่าเก่งจังเลย ไวเหมือนลิง โกรธ โกรธโดยไม่รู้ตัว ไม่บอกอาตมา ไม่พูดกับอาตมาเลย อาตมาก็เลยบอกว่า เพื่อนคนนี้เป็นอะไรไป เขาทำบึ้งตึงไม่พูดจากับอาตมา แล้วก็ไม่ยอมบอกด้วยว่าทำไมเป็นอะไรตั้งนาน ตอนหลังนั้นมาคลายความเหงาคลายใจอย่างไรก็ไม่รู้เลยมาบอก บอกว่าด่าเราว่าเราเป็นลิง เราก็ว่าชมนะไม่ได้ด่า ชมว่ามีความว่องไวเหมือนกับลิง สามารถรับได้เร็วมันเป็นการชมไม่ได้ด่า ก็มันเจตนาต่างกันสัญญาต่างกัน เจตนาต่างกัน เราก็เลยเข้าใจผิดไปแล้วจะเสียเพื่อนเอา ดีนะยังมาคลายความจริงกันได้ชัดเจน เราชมต่างหาก ยกย่องว่าคนมีความว่องไวเหมือนลิงเป็นความชำนาญ เป็นประโยชน์คุณค่า 

เพราะฉะนั้นสัจธรรมความไวเหมือนลิง คือความรวดเร็วว่องไวของปฏิภาณปัญญา และความรู้ต่างๆทั้งจิต เจโตก็เร็ว ปัญญาก็เร็ว คือ มุทุธาตุ จิตหัวอ่อน อาตมาก็ไม่รู้จะแปลว่าอะไร มุทุแปลว่าอ่อน แล้วเขาแปลกันไม่ค่อยจะถูกต้อง อาตมามีสภาวะจิตมุทุธาตุ เป็นจิตตัวสำคัญยิ่งใหญ่เลย ปฏิภาณทั้งเจโตและปัญญา มีทั้งบวกและลบ มีสภาวะ 2 อย่างอยู่ใน มุทุภูตธาตุ ภูตะคือจิตวิญญาณ

เป็นจุดรวมของนิวเคลียส สุดยอดของจิตวิญญาณ นิวเคลียสเรียกทางภาษาวิทยาศาสตร์วัตถุเท่านั้น แต่นี่คือจิตวิญญาณ ต้องมีธาตุบวก ธาตุลบ แล้วก็มีธาตุปัญญา มีธาตุเป็นนายเลย ดูแล 3 เส้า cyclic order บวก ลบ แล้วก็มีตัวควบคุม อุตุธาตุตัวควบคุมไม่สามารถเป็นเจ้าของเป็นนายไม่เกิดอัตตา

ในสูตร E=mc2 ในอุตุ ไม่มีตัวประธานที่มาเป็นเจ้าของได้ แต่ว่าเมื่อมาเป็นพีชะ มันก็มีสภาพชีวะเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ จึงสร้างตัวตนขึ้นมาเองได้ พืช แต่ยังไม่สูงไปถึงขั้นจิตนิยาม พีชนิยาม ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่ได้ยึดถือตัวตนทีเดียว 

ตัวตน อาตมาได้ภาษาอังกฤษว่า ISH 

ฉะนั้น ish เป็นตัวตนขึ้นมา ภาษาอังกฤษที่จะใช้ตัวตนคือ self พอเติม ish เป็น selfish คือความเห็นแก่ตัว ถูกต้องสภาวะเลย ยังเป็นอวิชชาอยู่นะ

s คือ she 

h คือ he

i คือ i คือประธาน

(พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

สมณะฟ้าไท…ศาสนาพุทธ เราลดกิเลสได้มากเท่าไหร่ จิตก็ยิ่งแคล่วคล่องว่องไว โพธิสัตว์ก็ยิ่งมีจิตใจที่แคล่วคล่องว่องไว องคุลีมาลจึงวิ่งตามพระพุทธเจ้าไม่ทัน ทุกวันนี้คนเข้าใจ Concept ผิดว่านักปฏิบัติธรรมต้องเรียบร้อยช้าๆ เหมือนคนนอนติดเตียง แต่ชาวอโศกปฏิบัติธรรมเห็นมีแต่ทำงานทั้งวัน เขาบอกว่าปฏิบัติธรรมกันตรงไหน แต่เขาไม่ได้รู้ว่าในมรรคมีองค์ 8 มีสัมมากัมมันตะและสัมมาอาชีวะ เขาเอาแต่สมถะก็เลยเข้าใจผิด จึงไม่สามารถปฏิบัติธรรมครบส่วนได้ กิเลสนั้นอยู่ในการงานและอาชีพ ปฏิบัติธรรมลดกิเลสในการงานอาชีพ ก็สำเร็จ 

พ่อครูว่า…เพราะฉะนั้น คนที่ยังไม่สัมมาทิฏฐิ มาศึกษาของพุทธ มันจึงยังยากมากเลย เพราะมันจะเข้าใจ ตรงกันข้ามกันไปหมด เช่น มีความเร็วว่องไว นี่คือความเจริญความประเสริฐ ไม่ใช่เป็นความเฉื่อยนิ่งช้าลงไป มันยิ่งจะตรงกันข้ามกับคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า 

เพราะฉะนั้นคุณสมบัติของผู้ที่บรรลุธรรม เช่น บรรลุ ฌาน สมาธิ จิตเป็นฌานหรือสมาธิของพุทธ เป็นจิตที่แคล่วคล่องว่องไวมาก มากกว่าปุถุชนไม่รู้กี่ต่อไวกว่าไม่รู้กี่ต่อเลย ไม่ใช่ยิ่งเฉื่อยชา 

ภาษาวิชาการของพระพุทธเจ้า ปาคุญญตา แปลว่า แคล่วคล่องว่องไวปราดเปรียว จะแคล่วคล่องว่องไวทั้งภายนอก กายปาคุญญตา จะแคล่วคล่องว่องไวทั้งภายในคือ จิตปาคุญญตา 

เพราะฉะนั้นยิ่งเป็น ฌาน ก็ยิ่งมีความรวดเร็วว่องไวปราดเปรียวมีไหวพริบ ยิ่งเกิดมุทุธาตุ ไม่ใช่ยิ่งเฉื่อยช้าเย็นๆแข็งๆ จะต้องไปก้าวหนอย่างหนอ อะไรต่ออะไรอีก ยืดยาดเซื่องๆเซ่อๆซึมๆ ไม่ใช่ ขออภัยฟังภาษาจะดูไปข่ม มันก็ตรงกันข้ามกันไปเรื่อยๆ 

สัตว์ที่เร็วเหมือนลิง มันเป็นคำอธิบายถึงความเร็วว่องไว ปราดเปรียว คล่องแคล่ว ไม่ใช่เรื่องของลิงจริงๆหรอก แต่เป็นคุณลักษณะ คุณวิเศษ ที่ยืนยันอุทาหรณ์พวกนั้นเอามาเทียบรู้เท่านั้น บอกว่าจิตใจเร็วไวเหมือนลิงนั่นก็ใช่ แต่นี่มันเป็นคุณวิเศษที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก ศึกษาปฏิบัติไปจะเกิดเองมีเองเป็นจริงแล้วจะรู้ว่าเป็นจริง จิตจริงๆนั้นเร็วยิ่งกว่าแสง แสงนี่ยังช้าไป ความร้อนแสงเสียง แม่เหล็กไฟฟ้า เร็วสู้จิตไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นจิตที่ปฏิบัติดีแล้วจึงได้ทนไฟได้ มันสูงขนาดนั้น แต่ก็ไม่ใช่เล่น ขนาดทนไฟฟ้าได้ อาตมาก็คงทนไฟฟ้าไม่ได้ ไฟฟ้าดูดตายแน่ อาตมาเชื่อว่าสู้ไม่ได้ อย่าให้ใครเอามาลองนะ ถ้าลองเชื่อว่าตายแน่ 

มุทุภูตธาตุของพ่อครูทำให้อาจหาญแกล้วกล้า

_สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ เวลาพ่อครูเทศน์ถึงเรื่องชุมนุม ทางสื่อก็ให้เห็นภาพ ที่พ่อครูอยุ่ในที่ชุมนุม ลูกเห็นภาพพ่อครู แล้ว พ่อ ครูอาจหาญแกล้วกล้ามากค่ะ ลูกขอน้อมกราบพ่อครูด้วยเศียรเกล้า พ่อครูทำอย่างไรถึงได้อาจหาญแกล้วกล้าอย่างนี้คะ

พ่อครูว่า…ที่อาจหาญแกล้วกล้าเพราะอาตมามีสภาวะจริงของจิตที่ฝึกฝนมา เป็นบารมีแล้ว เรื่องความกลัวตายมันน้อยหรือมันไม่มี มันไม่มีความกลัวตาย มันไม่เหมือนคนทั่วไป ตายก็ตาย เกิดก็เกิด เพราะเข้าใจความตายความเกิด ถ้าเรายังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน  อาตมาก็พูดความจริง ซึ่งไม่มีใครอธิบายหรอก ถึงเรื่องปรินิพพานเป็นปริโยสาน ยังไม่เคยได้ยินใครใดเลยที่อาตมาเคยฟัง บรรดาอรรถกถาจารย์ บรรดาศาสดา บรรดาผู้ที่พูดอธิบายกันให้เข้าใจชัดเลยว่า จิตผู้ที่เป็นนิพพานได้ถึงอรหันตผลสูงสุดขึ้นไป จะทำปรินิพพานเป็นปริโยสาน หมายความว่า แยกธาตุตัวเองให้เป็นอุตุนิยามไปเลย  ตายแล้ว จิตตั้งเลย 

ตั้ง คือไม่ตั้ง ตายด้วย อนิมิต ตายด้วย อปณิหิต ตายด้วย สุญญตา กลายเป็น อนิมิตนิพพาน อปณิหิตตนิพพาน สุญญตนิพพาน หมายความว่า ตายด้วยลักษณะสามนี้ คือตายแบบไม่สร้างนิมิตรอะไรขึ้นในจิตอีกเลย ไม่ตั้งจิตตั้งใจอะไรอีกเลย จิตปล่อยเลย สูญไปเลย อนิมิต อปณิหิติ และสุญญตา นี่คือ การปรินิพพานเป็นปริโยสาน ของพระอรหันต์ทุกองค์ที่ทำได้แล้ว อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์คือผู้เจริญกว่าอรหันต์ คนอาจจะเข้าใจได้ดีมากขึ้นกว่าเดิมเพราะอาตมายืนยันสิ่งเหล่านี้มาก่อน 

โพธิสัตว์ถ้ายังไม่มีอรหัตผล เริ่มตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นมา อาริยธรรมเบื้องต้น ยังไม่ชื่อว่าเป็นโพธิสัตว์ เพราะงั้นปุถุชนเป็นโพธิสัตว์ไม่ได้ ปุุถุชนไม่มีความตรัสรู้แน่นอน แล้วจะบอกว่าเป็นโพธิสัตว์ปุถุชน นั้นเป็นการเอาภาษาไปเล่นลิ้นเรียกเฉยๆ ความจริงคนยังไม่มี โพธิ

โพธิ ระดับต่ำที่สุดคือ โสดาบัน อาตมาก็แยก โพธิสัตว์เป็น 9 ระดับ 

โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ซึ่งไม่เคยเห็นใครมาเรียบเรียงอย่างอาตมาได้ อาตมายกย่องทานมหาปยุต ท่านเป็นนักศึกษาธรรมะจริง แต่ถ้าท่านเติมให้เข้าถึงสภาวะ หากท่านได้ทุกสภาวะเป็นลำดับโดย ไม่เตลิดเปิดเปิง ไม่หลงวิปัสสนูปกิเลสเกินไป จะบรรลุแล้วมาช่วยศาสนาพุทธได้มากจะได้มาช่วยกันกับอาตมาได้เยอะเลย แต่ทีนี้ท่านก็ ก็ท่านไม่เป็นอย่างที่อาตมาว่า ก็เลยไม่ได้มาช่วยกันมากเท่าไหร่ แต่อาตมาก็เอาความรู้ที่ท่านมีทั้งพยัญชนะบัญญัติเยอะท่านรวบรวม อาตมาได้อาศัยตำราของท่านเยอะ อาตมากราบเคารพ เก็บไว้เกินกว่าที่อาตมาจะใช้เลย พูดตรงๆด้วยความจริงใจไม่ได้ลบหลู่ไม่ได้ยกตนข่มท่าน 

ในคุณสมบัติคุณวิเศษของพระพุทธเจ้า ธรรมะที่เป็นโลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้า ศึกษาให้ดีๆเถอะ อาตมาพูดความจริงทั้งสิ้น ผู้ใดไม่เชื่อก็ตามพิสูจน์ไปเรื่อยๆ 

สมาทานกับอุปาทานคือเช่นไร

_นายกิม แซ่โง้ว : หลายปีมาแล้ว กระผมเปิดทีวีฟังพ่อเฒ่าอยู่ที่บ้านเป็นประจำเสมอมา ฟังแล้วเหมือนกับได้เข็มทิศนำทางชีวิต จึงพยายามติดตามไปเรื่อยๆหลายปีแล้ว วันนี้ขอให้พ่อเฒ่าอธิบายคำว่า”สมาทาน”ด้วยขอรับ  ขอบคุณขอรับ

พ่อครูว่า…สมาทาน นี้ก็คือคำว่า สมะ กับ อาทาน 

อาทาน แปลว่า การยึดถือ ความยึดถือ จิตของเรามีความยึดถือขึ้นมาเรียกว่า อาทาน

สมะ คือ เสมอ หรือ ความลงตัว 

สมะ ขยายความ ก็คือ สัมมา หรือ สมัญญะ หรือ สัมมัป เป็นคุณสมบัติของ ส กับ ม

ส คือ พลังงานตัวที่ 5 ของเศษวรรคกับ ม คือจิต

จิต กับพลังงาน พลังงานทั้งหมดสูงที่สุดคือพลังงานระดับ 9 ใน  1 2 3  4 5 6 7 8 9 

สูงสุดคือเลข 9 สูงสุดในสังขยาเลขและสภาวะธรรม 

คุณมีพลังงานถึงขั้นที่ 4 มันจะออกรอบเป็น cyclic order ชุดแรก มา 5 ได้ครึ่งของ 9 ล่วงมาถึง 6 ก็เป็น 2 เส้า พอ 7 จะเป็นพลังงานหลักของเส้าที่ 3

พอถึงขั้นนี้เป็นพลังงานที่ไม่มีที่ยั้งไว้ได้แล้วถึงเลข 7 ไปสู่ที่สุดที่สูงถ่ายเดียวไม่มีตกต่ำเลย อย่างอาตมาเป็น โพธิสัตว์ระดับ 7 จะเป็นผู้ที่ไปเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตแน่นอน นิยตะคือแน่นอน จะได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน นอกจากอาตมาจะรีไทร์ตัวเองเท่านั้นเอง ไม่เป็นพระพุทธเจ้า เป็นปัจเจกได้ประมาณนึง ก็เมื่อยแล้วไม่ไปเป็นพระพุทธเจ้า ตกลงปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเลย ก็จบ เป็นเรื่องสิทธิของอาตมา แต่ถ้าอาตมาไม่รีไทร์ตัวเอง ก็จะไม่มีตกต่ำเป็นธรรมดาอยู่แล้ว อวินิปาตธรรม เป็น นิยตะ เที่ยงแท้แน่นอน เป็นนิยตโพธิสัตว์ เที่ยงแท้แน่นอนจะเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

ขออภัยพูดสัจจะอธิบายเป็นวิชาการ ไม่ได้อวดตัวอวดตนไปยกตนข่มท่าน ไม่ได้มีสาเฐยจิต อาตมาจะไม่พูดความไม่จริง เพราะความไม่จริงเป็นบาป เป็นอกุศลจิต เป็นกิเลส เป็นบาป อาตมาเป็นผู้เรียนรู้เรื่องบาป อกุศล บุญ กุศล จนเอามาอธิบายกุศล อกุศลอธิบายบาปกับบุญ มีนัยยะต่างกันซึ่งมันเป็นโลกุตระ ส่วนกุศลกับอกุศลเป็นโลกียะ ก็เป็นความรู้อจินไตยของอาตมา เป็นวิสัยของอาตมา เป็นฌานวิสัย หรือเป็นพุทธะวิสัยที่อาตมายังไม่ถึงพุทธพิสัยเต็มตัว แต่สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่จะเป็นพระพุทธเจ้าไปแล้ว ได้แล้ว อาตมาสอบได้แล้ว รับเรียบร้อยแล้ว และอาตมาไม่ตกต่ำที่จะทำผิด เพราะไม่ทำบาปทำชั่วอีกแล้ว จนมีหลักประกันว่า อาตมาจะไม่ทำชั่วให้ตัวเองตกต่ำอีกแล้ว  เป็นแต่เพียงสูงมีแต่สู่ที่สุดที่สูงถ่ายเดียว นี่ก็เป็นคุณสมบัติคุณธรรมตั้งแต่พระโสดาบัน 

โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ 

โสตาปันนะ คือ เริ่มเข้ากระแสอาริยะ โลกุตระ เมื่อปฏิบัติธรรมไปก็จะไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา อวินิปาตธรรม แต่ถ้าตกต่ำ แล้วไม่ขึ้นมาได้ก็ไม่ใช่โสดาบันแต่ถ้าเป็น อวินิปาตธรรรม ตกอย่างไรก็ไม่หลุดจากกระแส ก็จะขึ้นมาได้จนเลย 50 % ก็เป็น นิยตะ ก็ไม่ยึกยักแล้ว เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปก็มีแต่ 60% 70% จนเป็น 75% ก็เป็น นิยต ขึ้นสู่ สัมโพธิปรายนะ เลย 

ไปสู่ที่สุดที่สูงแต่ถ่ายเดียว คือ สัมโพธิปรายนะ 

มีหลัก 4 นี้ ยืนยันตามหลักของแต่ละฐานะ 

สมาทาน สมะ เมื่อผู้ใดสามารถยึด ยึดอันนี้เป็นโลกุตระ คำว่า อาทาน คือ ยึดอย่างสมะ ไม่ได้ยึดอย่างอุปะ 

อุปะ คืออย่างโลกีย์ ส่วนสมะคืออย่างโลกุตระ สมาทาน ตนเองยึดอย่างมีปัญญามีธาตุรู้ ไม่ได้ยึดอย่างหลงหรือเป็นกิเลสแต่อย่างใด ยึดอย่างผู้ตั้งจิตที่จะตั้งหน้าตั้งตาทำอันนี้ ซึ่งเป็นโลกุตระล้วนๆเลย สมาทาน จึงต่างจากอุปาทาน คนละขั้ว 

อุปาทาน คือโลกีย์ ไม่มีปัญญา มีความยึดถือทำให้ตกต่ำ แต่ความยึดถือของสมาทานมีแต่ทำให้สูง ทำให้เจริญ 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

สมณะฟ้าไท…

พ่อครูว่า…

SMS วันที่ 22 มี.ค. 2564

ปฏิวัติรัฐประหารโดยประชาชนสำเร็จครั้งแรกในโลก

_Boonyakorn Pattanasattaporn (บุญญากร พัฒนสัตถาพร) : ตั้งแต่ลุงตู่เข้ามาบริหารประเทศ ได้แก้ไขหลายปัญหาที่หมักหมม มีการเร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน..มีผลงานปรากฎให้เห็นเด่นชัดมากมาย อาทิ รถไฟฟ้า 12 เส้นทาง , สถานีกลางบางซื่อ , ก่อสร้างพัฒนามอเตอร์เวย์ , รถไฟทางคู่ 16 โครงการ , รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน , ท่าอากาศยานเบตง , โครงการชิมช้อปใช้ , มหานครไร้สาย , ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ , แก้ไขปัญหาการระบาดของเชื้อไวรัส covid-19 จนองค์การ อนามัยโลกให้ทุกประเทศนำแนวทางการบริหารจัดการไปเป็นแบบอย่าง , โครงการคนละครึ่ง , โครงการเราชนะ ฯลฯ และลุงตู่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ ซึ่งเวลานี้ทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง..ไม่เหมือนกับแนวความคิดอดีตนายก 3 คน..ที่ชวนทำให้คิด..ว่าคิดอะไร.. ในส่วนของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เป็นผลดีกับนักการเมืองที่มีความตั้งใจดีแบบลุง เพราะมียุทธศาสตร์ชาติที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศ มีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน จึงมีผลดีต่อประชาชนเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์.. แต่ไม่เป็นผลดีต่อนักการเมืองที่จะเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเองหรือพวกพ้อง..ถึงดิ้นกันอย่างหนักเวลานี้.. ท้ายนี้ขอให้กำลังใจลุงตู่และคณะทำงานของท่าน

ทำหน้าที่นี้ต่อไปยาวๆ

พ่อครูว่า…เป็นการมองอย่างผู้ที่ไม่มีอคติมองจะเห็นเหมือนอย่างอาตมา นายกฯตู่มารับไม้ต่อจากประชาชน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาไม่ได้เป็นนักปฏิวัติรัฐประหารที่ทำประหารรัฐบาล ไม่ได้เป็นคนลงมือ ด้วยภาษาว่าปฏิวัติรัฐประหารรัฐบาลลง ไม่ใช่ พฤติกรรมแท้จริงๆ ผู้ที่ปฏิวัติรัฐบาลลงคือพฤติกรรมของประชาชนชาวไทย ประชาชนชาวไทยทำรัฐประหารสำเร็จ ตั้งแต่นายกฯทักษิณ   อันนั้นเริ่มต้นก็มีพลเอกสนธิ บุญยรัตกลินเป็นผู้ช่วย ลงมือเป็นกองทหารมาทำ แต่ไม่ได้ทำเหมือนกัน เครื่องออกมาเท่านั้นเอง เอารถถังเอาปืนออกมาเท่านั้นเองแต่ไม่ได้ยิงสักนัด ไม่ได้ทำอะไร พอออกมาแล้วก็สำเร็จแล้ว เพราะว่าทักษิณไม่ได้เข้ามา ไม่กล้าเข้ามา เพราะตัวเองก็ผิด ทำผิด คดีความตัดสินเข้ามาไม่ได้ แล้วยังมีคดีอื่นๆอยู่อีกตั้งหลายคดี ถูกตัดสินแล้วเข้ามาก็เข้าคุก แต่แกไม่ยอมมาเข้าคุก ก็จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ แล้วแกก็แสดงอำนาจบาตรใหญ่ พยายามเอานอมินีขึ้นมา เอาสมัครขึ้นมา สมัครก็ถูกล้มลงไปด้วยสัจธรรมของประชาชนนี่แหละ เราก็ออกไปไล่สมัคร 

สมชายขึ้นมาอีก ไล่สมัครออกไปก็ยังไม่ชัดกันอีก เพราะว่าเอาคำตัดสินของศาล ก็บอกว่าไม่ใช่ประชาชน ที่จริงก็เป็นประชาชนนั่นแหละที่เป็นอำนาจที่เป็นองค์ประกอบให้ทำ สิ่งเหล่านี้รัฐศาสตร์ควรศึกษาให้สำคัญ จนกระทั่งสมชายเข้าทำเนียบไม่ได้ ประชาชนยึดทำเนียบเสร็จเรียบร้อยเลย จนเป็นคดีอยู่ถึงทุกวันนี้ ไปยึดทำเนียบ จนป่านนี้ยังว่าความจะให้เอาเข้าคุก ทั้งๆที่ทำประโยชน์ให้แก่ชาติ เขาทำชนะและก็ทำประโยชน์ให้แก่ชาติบริบูรณ์ แล้วทำไมจะต้องมาฟ้องพวกที่ไปช่วยกันชุมนุมประท้วงไล่รัฐบาลพวกนี้ออก ประชาชนก็ยังงงหัวแตกอยู่เนี่ย แต่ว่าขบวนการยุติธรรม ทั้งอัยการและผู้พิพากษา ก็ยังต้องทำตามหลักกฎหมาย มันเป็นสิริมหามายามันค้านแย้งกันอยู่ในตัว แต่ว่าผู้พิพากษาและอัยการก็มีดุลพินิจที่จะพูดให้ความพวกนี้เพื่อที่จะไขความได้ แต่อย่างว่า เขาก็ไม่กล้าอะไรมากมายนัก เพราะยังไม่ชัดเจนอย่างที่อาตมาชัดเจน ก็ไม่เป็นไรถือว่าเป็นวิบาก 

พวกเราตอนนี้ก็เหลือแซมดิน ที่ยังติดอีกหลายคดี แซมดินก็เป็นระดับตัวแทนหัวหน้าไปช่วยกันทำอยู่นี่ ก็ยังติดเป็นคดีอยู่ ซึ่งแซมดินก็ยอมรับ จะตัดสินให้ติดคุกก็ต้องติดคุก แต่ถ้าไม่ติดก็เป็นกุศลไป แล้วแต่มันจะออกเราไม่ไปวิ่งเต้น ปล่อยไปตามสัจธรรมเลย 

สรุปต่อว่า พลเอกประยุทธ์ไม่ได้ทำการรัฐประหาร ไม่ได้ทำการปฏิวัติใดๆเลย ประชาชนจริงๆทำ เป็นตัวอย่างของโลกที่ยังไม่มีประเทศไหนทำได้สวยงามเท่า แล้ว ยืนยันไม่ใช่รัฐบาลเดียว ประชาชนปฏิวัติตั้งแต่ทักษิณ แต่มันยังผสมผเส กับคณะทหาร พลเอกสนธิ ก็ยกไว้ 

สมัครมาอีก ก็เป็นประชาชนจริงๆไปไล่ ก็ไปเนื่องกับทางตุลาการ ศาลเป็นผู้ตัดสินให้สมัครลง 

แต่พอมาสมชาย ก็ประชาชน พอมาถึงยิ่งลักษณ์ ก็เป็นประชาชนเต็มไม้เต็มมือ สมบูรณ์แบบเลย แต่นักรัฐศาสตร์ก็ยังงงๆอยู่ แม้แต่เราชนะแล้วในเหตุการณ์ เราไปถวายฎีกาแล้ว ไปถึงวังแล้ว เข้าไปส่งฎีกาไป เจ้าหน้าที่ก็ เงอะๆงะๆ มันไม่เคยมีตัวอย่าง ถือแล้วจะเอาไปให้ในหลวงอย่างไร  มันมีตัวอย่างที่ไหนยังไม่เคย ถือกลับมาคืน ก็ต้องกลับไปประชุมต่ออีกตั้งแต่สมชาย มาถึงยิ่งลักษณ์เราก็ประท้วงต่ออีก ตอนไปถวายฎีกาก็มีสมเด็จปู่วิชิตอวิชชาใส่รถนำหน้าไป พลเอกปรีชาเป็นคนไปยื่นให้ หลักฐานต่างๆเหล่านี้นักรัฐศาสตร์ต้องมาศึกษาเป็น Pioneer เป็นหัวเจาะอันแรกของโลก ซึ่งสงบจนกระทั่งมาประท้วง Neo protest ที่ว่าด้วยการประท้วงอย่างสงบเรียบร้อย ไม่มีอาวุธ เอาความจริง ยาวให้เป็นเย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆหมด มีเนื้อแท้สัจจะเลย

มีหลักฐานโบว์ชัวร์ต่างๆว่าเรามีวิธีปฏิบัติอย่างไร มีหลักการอย่างไร สั้นๆเป็นหลักวิชาเอาไปศึกษาได้เลยนักรัฐศาสตร์ อย่างนี้เป็นต้น 

สรุปแล้ว ประชาชนทำชนะเสร็จเรียบร้อย กระทั่งสุดท้าย นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาลก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อแล้ว เพราะว่าหลุดหมดแล้ว ตามหลักนิตินัยไม่มีแล้ว สุดท้ายรอจนกระทั่งพลเอกประยุทธ์ อยู่ในหัวหน้า คสช. ก็บอกว่าผมขอยึดอำนาจนะ ก็ต้องใช้วิธีการสื่อลักษณะพวกนี้ เพราะไม่ใช้รูปลักษณ์ พฤตินัย ของพวกนี้ก็ไม่รู้เรื่อง ไม่ได้ลงมือลงไม้ ไม่ได้ใช้อำนาจบาตรใหญ่ พูดกันอย่างสุภาพ คุยกันดีๆ ด้วยว่า ตกลงคุณตกลงกันได้ไหม ถ้าไม่ไปก็ผมขอยึดอำนาจ 

ตั้งแต่นั้นมา พลเอกประยุทธ์ก็บริหาร ซึ่งโลกตอนแรกไม่ยอมรับ เขาถือว่าใช้อำนาจทหารปฏิวัติ เขาก็ไม่ยอมรับ แต่เมื่อบริหารต่อไปแล้ว สภาก็เลือกอีก ก็ได้เลือกพลเอกประยุทธ์กลับมาอีก คณะสส.ก็เลือกเอาพลเอกประยุทธ์มาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก ซึ่งมันงดงามมากแล้วท่านนักรัฐศาสตร์ทั้งหลายตรวจสอบให้ดีๆเถอะ 

จึงสรุปได้ว่าพลเอกประยุทธ์ไม่ใช่เป็นนักปฏิวัติ ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ ไม่ได้เป็นเผด็จการทางทหาร ปฏิวัติแต่อย่างใด แต่ว่าประชาชนปฏิวัติซึ่งเป็นตัวอย่างอันที่ 1 ของโลก สวยงามที่สุด 

มีคนเจ็บคนตายบ้างก็ไม่ใช่เรื่องของประชาชนทำ แต่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามทางโน้นเขา จนป่านนี้ก็มายังยัดเยียด พวกชุดดำ พวกอะไรก็ไม่รู้ต่างๆ ยัดเยียดให้แก่ทางประชาชน ซึ่งมันไม่ใช่หรอก มันเป็นพวกคนนั่นแหละ อาตมาให้เกียรติแล้วนะใช้คำว่าพวกคุณ จริงๆแล้วก็คือพวกแกนี่แหละ พวกเอ็งนี่แหละ ชัดขึ้น นี่คือปรากฎการณ์จริง ไม่ได้สร้างเรื่องขึ้นมา

เราเก็บรายละเอียด ทั้งภาพวีดีโอ เรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆไว้ ก็จะเป็นประวัติศาสตร์ทางรัฐศาสตร์ที่งดงามที่สุดในโลก 

ตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้าน เมียนมาร์กำลังทำอยู่ มีคณะทหารกับคณะประชาชนอองซานซูจี แล้วทางโน้นก็น่าเห็นใจเพราะอองซานซูจีเป็นผู้หญิง แต่พลเอกประยุทธ์เป็นผู้ชาย แถมเป็นทหารอีก เป็น ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้า คสช. อีก มันก็เลยงดงามสมบูรณ์แบบกว่าทางโน้น ก็น่าเห็นใจทางพม่าเขาเหมือนกัน ก็ไม่เป็นไรก็ค่อยๆเป็นไป ดูท่าทางอองซานก็ยังแข็งแรงอยู่นะ ยังอายุไม่ถึง 80 ปีแต่ก็แกร่ง ตัวน้อยๆเล็กๆ เห็นใจเลย น่ายกย่องน้ำใจ เก่ง อาตมาก็ขอให้กำลังใจเท่านั้น 

_โกศล สุขเล็ก : กราบคารวะพ่อท่าน..สังคมชาวอโศกถือใด้ว่าเป็นโลกุตรชนเป็นกัลยาณมิตรมีความเป็นสุภาพชนจริงๆ..สาธุๆ

พ่อครูว่า…ถูกต้อง ตามความหมายที่คุณพูด ส่วนกัลยาณมิตรก็ยังไม่ใช่โลกุตระเท่าไร เป็นคำกลางกลาง ซึ่งไม่ใช่คำว่าอาริยะ อาตมาไม่ใช้คำว่าอารยะหรืออริยะ แต่ใช้ อาริยะ ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษเหนือกว่ากัลยาณมิตร 

คำว่าสุภาพชนก็เป็นคำกลางๆมากอีก เป็นสุภาวะ ภาวะที่ดี 

ก็เป็นคำชมยกย่องที่อยู่ในภาษายืนยันสภาวะ ศึกษาติดตามไปดูอาตมาพยายามจะไม่เน้นย้ำตรงนี้มันเป็นการยกย่องตัวเองเท่านั้น ขอผ่านไปก่อน 

_Pa Vo (ภา โว) : พระไตรปิฎกภาษาไทยมีหลายสำนวน รบกวนพ่อท่านแนะนำว่าควรอ่านสำนวนไหนครับที่ถ่ายทอดสาระคำสอนทางศาสนาพุทธได้ชัดเจน

พ่อครูว่า…อาตมาใช้ฉบับสยามรัฐ และอาตมาใช้ภาษาไทยเป็นหลัก ภาษาบาลีใช้ประกอบ ซึ่งอาตมายังไม่เก่งบาลีเท่าไหร่ ยังไม่ได้เรียนในชาตินี้ ที่มีเป็นความรู้เดิมเป็นความรู้ที่นำมาใช้มาศึกษาไปตามประสา ไม่ได้เรียนไปตามระบบเลย เพราะฉะนั้นจะขัดแย้งกับที่ท่านเรียนมาตามระบบบ้าง ก็ต้องขออภัยไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรที่จะไปแย้งกัน มันก็อาจจะมีมุมเหลี่ยมที่ไม่สอดคล้องกัน ก็อาตมาเอาสภาวะเป็นหลัก ก็ใช้ตามที่อาตมาพอทำได้โดยที่มีเจตนาบริสุทธิ์ใจจริงๆก็คิดว่าไม่มีปัญหาอะไร ส่วนฉบับอื่นใดนั้นอาตมายังไม่ประสีประสา อาตมามีแต่ภาษาไทยฉบับสยามรัฐเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสำนวนของมหามกุฏ ซึ่งอาตมาไม่มี มีแต่ของมหาจุฬา 45 เล่มสีฟ้า แล้วก็มีของฉบับหลวง คือฉบับที่รวบรวม พ.ศ. 2500 พิมพ์ออกมาเป็นทางการของสภาสงฆ์เลย เรียกว่าฉบับหลวง อาตมาใช้อันนั้นแหละเป็นหลัก กับมาตรวจสอบกับภาษาบาลีฉบับสยามรัฐ ซึ่งเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นมหามกุฏหรือมหาจุฬา ก็ใช้ภาษาบาลีอันเดียวกัน ฉบับเดียวกัน 

640324 sms 

_กราบนมัสการหลวงปู่ค่ะ

จะขอเรียนถามว่า… ในการปฏิบัติธรรมล้างกิเลสแต่ละตัวนั้น​  ตัววิจิกิจฉา  ความลังเลสงสัย​เป็นตัวสุดท้ายที่ต้องทำให้ชัดเจน​ ให้จบ​ ใช่หรือไม่คะ?

ถ้าใช่​ แสดงว่าการจบของการล้างกิเลสแต่ละตัว​ คือความชัด​ รู้ว่าจบจริงด้วยปัญญา​ ว่าเราชนะแล้ว​ แท้จริงใช่ไหมคะ?

ความชัด​ ความจบ​ จะสะสมพลังงานความแกล้วกล้าอาจหาญในตน​ เป็นพละ​ ด้วยใช่ไหมคะ?….จากพุทธทำดีค่ะ

พ่อครูว่า…ได้ คุณจะใช้อันนี้เป็นตัวตัดสินก็ได้ จะเป็นตัวต้นที่ให้พ้นวิจิกิจฉาแล้วก็จะลังเล แม้ที่สุดจะพ้นวิจิกิจฉาตัวสุดท้ายอีกก็ได้ เป็นตัวต้นหรือตัวท้ายก็ได้ เอาความเป็นสภาวะ วิจิกิจฉาคือ มันยังไม่สิ้นสงสัย มันยังไม่มีความรู้รอบที่สมบูรณ์แบบอย่างไม่มีอะไรข้องคาเลย ทะลุปรุโปร่งครบรอบหมดเลย ครบรอบหมดเลย มันก็หมดวิจิกิจฉา 

ใช่แล้ว เป็นปัญญาที่สมบูรณ์แบบด้วย แล้วก็พ้นวิจิกิจฉาด้วย

_ท่านคะ กราบเรียนถามพ่อครู ลักษณะของ รูปราคะและอรูปราคะ  กับ ผัสสะที่ยังสอบไม่ผ่าน มีรายละเอียดดังนี้

รูปราคะ เป็นอาการกิเลสที่กระเพื่อมอยู่ในใจ จับอาการได้ง่าย (พ่อครูว่า…ใช่มันหยาบอยู่)  ทุกข์แรงอยู่ในใจ ต้องทำสงครามฆ่าข้าศึก (กิเลส) อยู่ภายใน แต่กิเลสไม่มีฤทธิ์แรงออกมาทางกายกรรมและวจีกรรม(พ่อครูว่า…ถูกต้อง) เพราะพลังงานกิเลสถูกกำจัดออกไปมากจนอ่อนแรงนอนอยู่ภายในจิต กิเลสระดับนี้สามารถนำอุปกิเลส 16 หรือ อุปกิเลส 36 มาตรวจสอบได้อย่างชัดเจน(พ่อครูว่า…ดี ดีมาก)

(พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

สมณะฟ้าไท…การตัดกิเลสเขาต้องชัดเจนในสิ่งที่เขาทำ

_อรูปราคะ เป็นกิเลสที่มีอาการพริ้วๆ แผ่วๆ เบาบางมากๆๆๆ …  ถึงเบาบางมากที่สุด ทำให้สบาย ไม่ทุกข์ เป็นเหตุให้ติดแป้นได้ง่าย(พ่อครูว่า…คุณเข้าใจดี)  เห็นนรกได้ยากมาก จึงเผลอไผล เมา อยู่บนแป้นนาน… อาจถึงแสนนาน ไม่สามารถนำอุปกิเลสมาตรวจสอบและเทียบเคียงได้  แต่ก็สามารถรู้อาการอรูปราคะได้ โดยการมีสติคอยกำหนดรู้ และทำการกำจัดกิเลสด้วยหลักจรณะ 15

ดิฉันเข้าใจ รูปราคะ อรูปราคะ ถูกต้องไหมคะ (พ่อครูว่า…ถูกต้อง) 

กราบขอบพระคุณมาด้วยความเคารพอย่างสูง

พ่อครูว่า…หมดเรื่องของ sms 

ปัญญาที่เป็นความฉลาดโลกุตระเป็นเช่นไร 

ความรู้ความฉลาดที่ใช้พยัญชนะว่าปัญญา มันหมายถึงโลกุตระจริงๆอย่างเดียว แต่ที่นี้เอาภาษาไปปู้ยี่ปู้ยำ เอาไปใช้แทนความเฉลียวฉลาดแบบ เฉโก โลกีย์เสียหมด จนคนเขานึกว่าความเฉลียวฉลาดนั้นมีแต่ความฉลาดแบบเฉโก โลกีย์ ก็เลยทำให้ความเฉลียวฉลาดแบบปัญญาหรือแบบโลกุตตระมันหายไป เหลวไหลเละเทะไม่เหลือเชื้อกันเลย 

อาตมาต้องเอามาปลูกฝังขึ้นใหม่ อาตมาขอใช้คำนี้เลยนะ เอามาปลูกฝังให้รู้ว่าปัญญาไม่ใช่ความเฉลียวฉลาดอย่างโลกีย์ของศาสดาเทวนิยมทุกองค์ ไม่ใช่ 

ศาสดาของเทวนิยมทุกองค์นั้นเป็นศาสดาโลกีย์ทั้งสิ้น ไม่ใช่โลกุตระ เฉลียวฉลาดที่สุดก็ยังไม่หมดความวน

ส่วนศาสนาที่เป็นอเทวนิยมของพุทธนั้น หมดความวน จบความวน มี one way Traffic เป็นนิวเคลียร์ฟิชชั่น ตัวเดียวเลย เป็น isotope พุ่งดิ่งไม่มีถอยหลังเลบ ไม่มีโค้งงอเลยไม่มี loop ไม่มี turn อะไรเลย ตรงอย่างเดียวแล้ว หายไปเลยออกนอกจักรวาลไปไหนก็ไม่รู้ ตรงไปเลย ไม่มีโค้งแล้วไปสลายหายไปเลยจักรวาลตรงไหนก็ไม่รู้ ไม่มีอะไรเหลือความโค้งกลับมาอีกเลย นี่คือพลังงานนิวเคลียร์ฟิชชั่น 

ถ้ารู้อันนี้ แม้แต่ในทางโลกีย์ แม้ในทางพลังงานทางวิทยาศาสตร์ คุณก็จะชัดเจนว่า พลังงานที่เอามาใช้ E=mc2 คือนิวเคลียร์ฟิชชั่น เมื่อพลังงานระเบิดไปแล้ว คุณก็จะเก็บพลังงานจากลูกเก่ามาใช้อีกไม่ได้เลย ไม่เหลือ เป็นสูญ หายไปหมด อย่างนี้เป็นต้น 

ศึกษาให้ดีๆ อาตมาเป็นผู้มีภูมิเก่า อาตมาเลิกพลังงานทางวัตถุไม่ได้เอามาใช้ เอามาทำ เอามาอธิบายเป็นพลังงานทางจิตวิญญาณ ซึ่งมันละเอียดมากมาย แล้วเป็นบทบาทของมนุษยชาติของสัตว์โลก ยิ่งกว่า เพราะว่าเกิดความยึดถือ เกิดความรู้สึก เกิดสุขทุกข์ เกิดความยึดถือและวนเวียน อาตมาก็ทำให้ชัดเจนหมดจนเลิกวนเวียนจนหมดสุขหมดทุกข์ จนสลาย สลายโดยไม่กลับคืนมาอีก ทำให้จิตนิยามหรือวิญญาณหมดชีวะ เป็นดินน้ำไฟลม ไปได้เลย ฟังที่อาตมาอธิบายจะเชื่อหรือไม่เชื่อ คุณก็ติดตามมาพิสูจน์เอาได้ ซึ่งจะเชื่อตั้งแต่เป็นๆนี้ได้ เมื่อได้ศึกษาตั้งแต่โลกที่วนเวียน ตั้งแต่โลกอบายมุขต่ำหยาบ ตั้งแต่ตอนเป็นๆนี่แหละคุณก็จะพิสูจน์ได้เลยว่า โอ้โห! โลกนั้นมันวนเวียนอยู่อย่างนั้น แล้วเราก็อยู่กับมันเฉยเลยไม่มีฤทธิ์เดชอะไรกับเราจริงๆ มันมีร้ายแรงยิ่งกว่าเราเคยเจอกันด้วย ในชีวิตเรา อบายมุขอย่างนั้น เราไม่เคยไปหยาบหนักจัดถึงขนาดนั้น แต่มันจัดอย่างนั้นมากระแทกกระทุ้งอยู่กับเราทุกวันมันแสดงมาเต็มที่เลย ถ้าไม่มีกฎหมาย ไม่มีเซ็นเซอร์ เจ้าประคุณเอ๋ย! ขนาดนั้นมันก็ยังแลบๆ รอดออกมาเยอะไป บางคนก็แอบสัมผัสอยู่ ก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ต้องแอบสัมผัสหรอก ในขณะที่มันเป็นๆ ในขณะที่คุณสัมผัสกันอยู่ โดยสามัญปกติก็เหลือกินแล้ว แรงพอแล้ว จัดจ้านพอแล้ว ตัดสินได้แล้วว่าเราพ้น อย่างนี้เป็น มาศึกษาให้ดีๆ 

สมณะฟ้าไท ..สรุปจบ