641027_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พุทธศาสตร์คือวิทยาศาสตร์แห่งพระอภิธรรม

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                         

https://docs.google.com/document/d/1gt4K4VSklF0x4bIlFp1fvE5kouyT7N74u4Vr59pFC0Y/edit?usp=sharing 

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1IGl9RuFq2ZAnnhJfSTnkR0mbpvvjvWcs/view?usp=sharing 

    

และดูวิดีโอได้ที่  https://fb.watch/8UX9Lg-v65/ และ https://youtu.be/dQLHCW1uNZs 

สมณะฟ้าไท… วันนี้วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก เราก็ออกพรรษามาแล้ว ชาวอโศกจะมีงานมหาปวารณากันต่อ ปีที่แล้วไม่ได้จัด ปีนี้โควิดเขาก็ยังรุนแรงอยู่เหมือนเดิม ก็มีญาติธรรมที่เคยมีบ้านในชุมชน อยากมาเยี่ยมบ้าง อยากมากราบพ่อครู สมณะ สิกขมาตุบ้าง อยากมาใส่บาตร ทำกุศลเพิ่ม แต่พ่อครูก็บอกว่าตอนนี้อย่าเพิ่งเลย อย่าประมาท ก็ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง กับญาติธรรมที่มีจิตเป็นกุศล อยากทำสิ่งที่ดี แต่ระยะนี้เป็นความจำเป็นของสังคม บางทีบางคนถูกปฏิเสธก็อาจไม่ชอบใจบ้าง ก็ต้องขออภัย เป็นเรื่องที่เราต้องดูแลคนในนี้ให้ปลอดภัยสูงสุด หากราชธานีอโศกติดขึ้นมาจะเป็น cluster ใหญ่เลยนะ เอาไว้กาละที่เหมาะสมก็คงได้มาแน่ เราก็ยังได้ฟังทางบุญนิยมทีวี 

พ่อครูว่า… เราค้าง sms ไว้หลาย 

SMS วันที่ 22-24 ต.ค. 2564

สาระที่แท้จริงของการตักบาตรเทโว 

_บุญกอง : กราบนมัสการ ท่าน สมณะ วินยธโร  ได้วิปัสสนา หรือวิเคราะห์เหตุการณ์ทำบุญของ ชาวพุทธทั่วไปในช่วงนี้ คือ  ประเพณีการกวนข้าวทิพย์ ถวายพระสงฆ์  ประเพณีตักบาตรเทโว  ที่มีคลิปเผยแพร่ความรู้หลากหลาย  การทำบุญนี้ของพุทธแท้ ควรทำอย่างไร  เราจะร่วมกับสังคมส่วนใหญ่อย่างไร  กราบนมัสการท่าน วิปัสสนาด้วยครับ

พ่อครูว่า…อาตมาขอตัดหน้าท่านวินยธโรก็แล้วกัน ขออภัยขอตอบประเด็นนี้แทน ส่วนท่านวินยธโรจะตอบอีกก็ว่าไป มันมาผ่านอาตมาไง เพราะเป็นความรู้ที่ เมื่อออกพรรษาก็จะมีตักบาตรเทโว เป็นนิยาย เป็นนิทานแบบรูปธรรม ฟังดีๆนะ เป็นนิทานหรือนิยาย เป็นเรื่องเล่าตำนานติดต่อกันมา เป็นตัวตนบุคคลเราเขา 

ว่าพระพุทธเจ้าขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นภพเป็นชาติ เป็นแดนสวรรค์ อะไรแดนหนึ่ง เป็นแดนสวรรค์ เพราะว่าท่านบอกว่า พระมารดาสิ้นพระชนม์แล้วจิตวิญญาณไปอยู่ที่ดาวดึงส์อะไรอย่างนี้ ก็ว่ากันไป เสร็จแล้วพระพุทธเจ้า เขาก็เล่ากันเป็นภาษาตัวตนบุคคลเราเขา  มีสถานที่มีแหล่งเป็นรูปธรรมเลย ว่าพระพุทธเจ้าทรงไปโปรดพุทธมารดา ในวาระที่เข้าพรรษา 3 เดือน แล้วก็ไปเทศน์อภิธรรม โปรดพระมารดา จนจบครบ 3 เดือน 

เสร็จแล้วยังมีต่อไปอีกนะในนิทานว่า พระสารีบุตรนั่งอยู่ตีนเขาสิเนรุ ซึ่งดาวดึงส์ก็อยู่บนยอดสูง แต่พระสารีบุตรอยู่ตีนเขาก็ได้ยินคำสอนพระพุทธเจ้า ซาบซึ้งเลย พอเสร็จแล้วออกพรรษาท่านก็ลงจากดาวดึงส์ เทวโลก ว่างั้นเลยนะ แล้วก็บอกว่าบิณฑบาตลงมาเลย ใครได้ใส่บาตรตอนที่พระพุทธเจ้าลงจากดาวดึงส์ จะมีอานิสงส์มาก เป็นการสืบสานตำนานให้มีรูปธรรม พวกญาติโยมอยากได้บุญมากๆก็ไปคอยใส่บาตรพระ ที่จะเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า ไม่มีพระพุทธเจ้าเดินลงมาจากดาวดึงส์ให้ใส่บาตรหรอก มีแต่พระสงฆ์ สมมติว่าเดินลงมาจากที่สูง วัดไหนมีภูเขาก็ใช้ภูเขาเดินลงมา ญาติโยมข้างล่างรอใส่บาตรก็ชื่นใจ ได้ใส่บาตรวันสำคัญวันที่ท่านโปรดพุทธมารดาแล้ว ก็ลงมาจากดาวดึงส์มาให้ใส่บาตร 

ก็เป็นตำนานที่ทำให้บุคคลเขาสนใจ โดยติดยึดที่คำว่า ได้บุญ ได้ทำทาน ได้เสียสละ แต่ยังไม่รู้ว่า เสียสละคืออะไร เสียสละนั้นคือ อ่านจิตตัวเอง  แล้วก็รู้จักกิเลสของตัวเอง แล้วสละกิเลสออกไปให้ได้ ละกิเลสออกไปให้ได้ ตัดกิเลสออกไปจากตัวตนให้ได้ เนกขัมมะให้ได้ นัยยะนี้คืออภิธรรมอย่างนี้ไม่เข้าใจ ได้แต่รูปร่าง มันก็ได้รูป ได้เรื่อง ได้ตำนาน ได้นิทานได้นิยาย สืบสานกันไป แล้วนิยายก็จะบานปลายปรุงแต่งกันไป จนกระทั่ง เล่าอีกทั้งรายการวันนี้แค่ 1-2 ชั่วโมงมันไม่พอหรอก มันก็มีสารพัดที่จะยึดติด เป็นตำนาน เป็นการยึดถือ มีรูปแบบวิธีการอะไรยืดยาด ยาวเยอะแยะ แล้วก็กลายเป็นเรื่องไม่มีสิ้นสุด 

เช่น ทิเบต เป็นต้น พระพุทธเจ้าไม่ไปผุดไปเกิดหรอก เพราะกลายเป็นพระโพธิสัตว์หมุนเวียนอยู่ที่ทิเบตแห่งเดียว มาเป็นดาไลลามะ องค์เก่านั่นแหละ ต้องตามหาให้ได้นะไปเกิดที่ไหนก็เอามาเป็นดาไลลามะ ตามหาอีก  ตายอีกก็ตามมาอีก ตายอีกก็ตามมาอีก เวลๆ (เวรๆ) เวรจริงๆเลย นี่คือความเสื่อมของการยึดถือในความเข้าใจ ทิเบตกลายเป็นสัสสตทิฏฐิสมบูรณ์แบบ 

ฉะนั้นจารีตประเพณีวิธีการก็ไม่เกี่ยงเวลา ขอให้บำเพ็ญธรรมด้วยการทรมานตัวเองหรือจะทำอะไรอย่างไรก็แล้วแต่ ทำเต็มที่เลย ถือว่าถวายพระพุทธเจ้า ถวายพุทธศาสนา สร้างบารมี บารมีจะยาววววววว ไม่มีสิ้นสุด นานไม่มีที่จบ วนเวียนอยู่ที่เดิม น่าสงสาร นั่นคือสายยึดติดเป็น static 

ส่วนสายมหายาน เกิดเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ยังไม่ยอมให้ตาย ไปอยู่ที่พุทธเกษตรเต็มไปหมดเลย พระอมิตาภะพุทธเจ้า อะไรต่ออะไร ไม่สามารถจำชื่อได้หวาดไหว เต็มอยู่ในพุทธเกษตร พระพุทธเจ้าอยู่ในนั้นทั้งนั้นเลย เยอะเหลือเกินพระพุทธเจ้า มหายาน มหายานก็โตงเตง เถรวาทแบบทิเบตก็สั้นกุด แล้วนิ่งแช่อยู่ที่เดิม สุดโต่งไปคนละแบบ คนละนัยยะ ขออภัยอธิบายสั้นๆง่ายๆให้เข้าใจได้ชัดเจน ฟังแล้วอาจจะแรง ไปตำหนิติเตียนอันนั้นอันนี้ 

อาตมามันต้องมีวิบากอยู่ทุกวันนี้ แม้เป็นวิบากถึงขันธ์ต้องเป็นโรคเป็นภัย โรคประจำตัวคืออาการไอ ไอทีหนึ่งก็เหนื่อย ต้องใช้แรง เสมหะมันเหนียวมากเลย ยังหวังอยู่ว่าจะมี Stem Cell ขึ้นมาช่วยได้อย่างไรหรือไม่ นอกนั้นหมอผ่าตัดเขาจนปัญญา มันติดกันอยู่กับหลอดลมเลย ผ่าไม่ได้ เหมือนจะแงะกระดาษ เอาออกจากกันไม่ได้ มันต้องตัดหลอดลมด้วยไปเลย ก็ไม่เข้าที ก็เลยเอา ถึงอะไรอย่างนี้ก็เอา เป็นวิบากที่อจินไตยจริงๆเลย อาตมาก็ได้แต่ยิ้มรับ รู้ว่าเป็นวิบากก็ไม่มีปัญหาอะไร ตอนไหนมันมาก็รับไป ตอนไหนไม่มีอาการก็สบายหน่อย ไม่มีปัญหาอะไร ก็ทำประโยชน์ได้อยู่ ก็เท่าที่ทำได้ ไม่เป็นไร ทรมานตอนที่มันเป็นเท่านั้นเอง มันไม่เป็นก็ปกติ 

เพราะฉะนั้นในเรื่องของการตักบาตรเทโวของพระพุทธเจ้าอย่างที่ว่านี้ มันเป็นตำนานมันไม่มีจริงหรอก มันเล่าเป็นรูปเป็นเรื่องเป็นนิยายไปเท่านั้นเอง จริงๆแล้วเป็นอย่างนี้ 

คำว่า อยู่สูง ก็แน่นอน พระพุทธเจ้าสถิตอยู่ที่สูง คำว่าที่ล่าง ที่พระสารีบุตรก็คือบุตรที่เอาแต่สาระ รับสาระธรรมของพระพุทธเจ้าเต็มๆทุกองค์ คือ เข้าพรรษา พระพุทธเจ้าก็จำพรรษาร่วมอยู่กับพระสงฆ์เท่าไหร่ก็เท่านั้นแหละ แล้วท่านก็เทศน์โปรด สารีปุตโตทั้งหมดเป็นผู้รับเป็นพระบุตร ตามสำนวนของเทวนิยมเขา พระพุทธเจ้าก็เหมือนพระเจ้าก็เทศน์โปรด ซึ่งเป็นพระเจ้าที่มีตัวตน ไม่ใช่พระเจ้าไม่มีตัวตนหาตัวตนไม่ได้ แล้วก็ไปแฝงว่า พระเจ้าก็ต้องไม่มีตัวตน เพราะว่าท่านอนัตตา ก็ว่ากันไป แต่ของผู้ที่จะต้องตรัสรู้ ผู้บรรลุธรรม ต้องมีตัวตนของสภาพคู่ มีสัมผัสเป็นปัจจัย เรียนรู้ครบครัน ไม่ใช่พระเจ้าประเภทที่ว่าพระเจ้าคือพระจิตวิญญาณ พระจิตที่สัมผัสไม่ได้เลยทางตาหูจมูกลิ้นกาย ก็เป็นพระเจ้าลึกลับ ไม่สมบูรณ์ ไม่เต็มสภาพ 

เพราะฉะนั้นการตรัสรู้เทวนิยมพระเจ้ามีสิ่งเดียว แต่ของพระพุทธเจ้านั้นพระพุทธเจ้าต้องมี 2 ต้องมีสภาวะธรรมครบครัน ไม่ใช่เป็นตัวตนบุคคล พระเจ้าจะเป็นตัวตนบุคคลอยู่ไม่ได้ พระเจ้าก็คือธรรมะ ไม่มีตัวตนแต่สัมผัสได้ เรียนรู้ได้ มีรูปนาม มีวิญญาณ มีเทวะ ที่เป็นมหาเทวะขนาดไหนก็ตาม เป็นฮินดูก็เรียกพระพรหม ทางสายตะวันตกก็เรียกพระเจ้า เรียกเป็นศัพท์ต่างๆไปหลายนัย ก็คือ องค์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นนามธรรมสัมผัสไม่ได้เขาก็ยกให้สิ แล้วถือว่าเที่ยงด้วยนะคำสอนของพระเจ้านี้เที่ยง ไม่ขึ้นอยู่กับ กาละ เทศะ ฐานะ คำสอนอย่างเดียวใช้ได้ทุกอย่าง สารพัดประโยชน์ ใช้อย่างเดียวนี้ ครอบจักรวาลเลย แล้วไม่ขึ้นอยู่กับ  กาละเทศะฐานะ ซึ่งมันไม่เที่ยงมันไม่อยู่ที่เดิม เทศะสถานที่ก็ต่างไป กาละก็ต่างไป ฐานะของจิตวิญญาณของบุคคล องค์ประกอบต่างๆก็ตามไปหมด มันไม่ได้อยู่อย่างเดิมเหมือนเดิมนี่ไม่ใช่ แต่ว่าพระเจ้าบอกว่าเที่ยง มันก็เลยโมเม เอาแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน

_ศิริพัฒน์ ชมภูรัตน์ : รับชมรายการจากที่บ้านเจียงใหม่เจ้า ติดตามตลอดคะ เพราะมีสาระดีธมีประโยชน์ต่อการพัฒนาจิตวิญญาณของตนเองได้ดีมาก กราบขอบพระคุณสาธุเจ้า

_สื่อฟ้าศิลป์ ภูวนาถ : อาจารย์ไพศาล พืชมงคล อดีตแกนนำแนวร่วมกู้ชาติทำงานทั้งภาคการเมืองภาคประชาชนอยู่ข้างหลังมวลชนให้ความรู้ร้อยเรื่องการบ้านการเมืองทาง ๑๓ สยามไทยฯเป็นแขกรับเชิญทุกสื่อมวลชนรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ประชาชน มาตลอดกราบอนุโมทนาอ.สาธุ?

_สติพล จนพัฒนา : **คุณโจนใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกวัด..แต่มีชีวิตที่เรียบง่ายสมถะติดดิน..ผมคนหนึ่งติดตามคุณโจนมานานเห็นด้วยกับแนวคิดนี้นะครับ..ขอบคุณที่ให้ข้อคิดดี ๆ ครับ.

พ่อครูว่า…โจน จันได เป็นศิลปินเดี่ยว ส่วนอาตมาเป็นวงออร์เคสตรา วงใหญ่มาก ส่วนโจน เป็นศิลปินเดี่ยว ต่างคนต่างทำไปตามถนัด 

_รุ่งศรี  แก้วดวงสี : กราบคารวะพ่อครูที่เคารพอย่างสูงค่ะ   ..ทำไมการกินเวลาเดียวทำได้ยากยิ่งเหลือเกินคะ  การกินมังสวิรัติ ลูกก็ได้ 90%เท่านั้น เต็มร้อย ยากมาก  เห็นโทษของมันชัดเจนมาก พยายามสุดๆ จะสู้ และเอาจริงเต็มที่ เผื่อมาบำเพ็ญที่นี่ จะได้ไม่เป็นภาระค่ะ

พ่อครูว่า…อ่านตัวเองให้ชัดๆ เรียนรู้ไปจะได้มีปัญญาแหลมคมไปได้เรื่อยๆ 

พระอภิธรรมคือรู้รูปนาม

_ลอย แคนาดา : พ่อครู มีความเห็นอย่างไรกับ อภิธรรมปิฎก 7 เล่ม ครับ  มีความจำเป็น ให้นักบวชศึกษาหรือไม่

พ่อครูว่า… ตอบง่ายๆว่า ไม่จำเป็น แต่เรียนรู้ไว้บ้างก็ดี ความรู้ที่มากเกินนี่แหละเป็นผู้ที่น่าสงสาร ไม่สรุปไปทีละลำดับ เรียนไปทีละคู่ๆ ตัดกิเลสไปทีละวัฏฏะ ทีละ cyclic ทีละคู่ มีตัวเราเป็นประธาน อ่านกิเลสทีละคู่ไปตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา ก็จะได้ลำดับที่น่าอัศจรรย์ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส 

เพราะฉะนั้นใครที่จับภาวะเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ที่จะเป็นสัจจะไปตามลำดับไม่ได้ไปยินดีกับความรู้ที่มากเหมือนมหายานเหมือนมหาประยุทธ์ ท่านพุทธโฆษาจารย์       เหมือนใครๆอีกเยอะที่ยังหลงในความรู้ ผู้ที่หลงในความรู้นี้จะไม่จบง่ายๆ เพราะความรู้ไม่มีจบ มันขยายไปได้เรื่อยๆๆ 

เพราะฉะนั้นต้องรู้จุดเริ่มต้นตั้งแต่ 1 กาย คู่หนึ่ง 2 รูปนาม ซึ่งเป็นความหมายที่ลึกซึ้งมาก รูปกับนาม ในวิญญาหาร ในปุตตมังสสูตร ผู้ที่ใช้นามรูปทำงานกับวิญญาณไปตลอดเลย จบ ผู้ที่รู้วิญญาณแล้วรู้นามรูปก็ไม่ต้องรู้อะไรอีก เพราะรู้แค่นี้แหละเป็นตัวหลักในการปฏิบัติ 

เมื่อดูนามรูปวิญญาณก็ปฏิบัติไปตั้งแต่ภาษา มีมโนสัญเจตนาแล้วก็อ่านจิต เจตนาที่มันไปหลงอยู่ในผัสสะในเวทนาต่างๆ ที่เกิด กวฬิงการาหาร โภชเนมัตตัญญุตาต่างๆ เรียนรู้มีเหตุปัจจัยที่สัมผัสและอ่านกิเลสที่เกิดจากผัสสะในปัจจุบัน กิเลสที่เกิดในปัจจุบันชาติคือกิเลสที่แท้จริงๆคือกิเลสตัวจริง ถ้ากิเลสผ่านปัจจุบันชาติไปแล้วเป็นอดีต มันก็เป็นสัญญา หรือยังมาไม่ถึงมันก็เป็นอนาคต 

ส่วนที่เป็นอดีตกับส่วนที่เป็นอนาคต คนไม่รู้เป็นอวิชชาในอวิชชา 8 

  1. ไม่รู้..ทุกข์  (ทุกฺเข อญฺญาณํ)

  2. ไม่รู้..ทุกขสมุทัย  (ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ) 

  3. ไม่รู้..ทุกขนิโรธ  (ทุกฺขนิโรเธ  อญฺญาณํ)  

  4. ไม่รู้..ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (มรรคมีองค์ 8)   

  5. ไม่รู้ในส่วนอดีต (ที่ไม่เที่ยง)   ปุพพันเต อัญญาณัง 

  6. ไม่รู้ในส่วนอนาคต (ที่ไม่เที่ยง)  อปรันเต อัญญาณัง 

  7. ไม่รู้ทั้งส่วนอดีต-ส่วนอนาคต  (ไม่รู้สิ่งที่เที่ยงแท้เท่ากันหมดแล้ว) (ปุพพันตาปรันเต  อัญญาณัง) 

  8. ไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย ที่อาศัยกันเกิดขึ้นเป็นห่วงโซ่แห่ง การเกิดทุกข์ หรือดับทุกข์  ตามหลักปฏิจจสมุปบาท  (หรืออิทัปปัจจยตา) 

(พตปฎ. ล.34  ข.691  ว่าด้วย อกุศลเหตุของโมหะ) 

เพราะฉะนั้นความเป็นส่วนอดีตกับส่วนอนาคต มันต้องต่างกันแน่ แต่ทีนี้ ในความต่างกันจะมีความเหมือนกันในส่วนอดีตกับส่วนอนาคต 

อดีตก็ตามในส่วนอนาคตก็ตาม ที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ 0 ทำ 0 ให้ได้ ทำให้กิเลสหมดให้ได้ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นทั้งปัจจุบัน ทั้งอดีต ทั้งอนาคต 3 อันนี้เป็น 0 หมด 

เพราะฉะนั้นคนที่สามารถทำปัจจุบันให้กิเลส 0 แล้วสั่งสมเป็นอดีต เป็นจิตที่ตกผลึกลงตั้งมั่นแข็งแรง จนกระทั่งกลายเป็นฐาน อดีตเป็นฐาน ปัจจุบันก็เป็นตัว Dynamic เป็นตัวที่เกิดอยู่ในปัจจุบันมีประสบการณ์สัมผัสอยู่ ก็มีพลังงานสามารถทำให้กิเลสสูญได้ตลอดกาล อย่างเก่ง อย่างเร็ว อย่างไว อย่างสำเร็จแน่นอนมั่นคง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) 

ปัจจุบันจึงเป็นตัวที่เป็นสัจจะเป็นความจริงที่แท้จริง อดีตก็เป็นฐานเสริม เป็นฐานที่ตั้ง อเนญชา สมาหิโต สมาหิตะ เป็นอเนญชาที่สั่งสมตั้งมั่นๆ 

จิตตั้งมั่นแปลว่า จิตมีสมาธิเป็นภาษาทั่วไป พระพุทธเจ้าบอกว่าจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิของท่านไม่เหมือนทั่วไปทีเดียว ที่เป็นเจโตสมาธิ แต่เจโตสมาธิของพระพุทธเจ้าเรียกว่า สมาหิโต ต้องมีความรู้ครบครันทุกอย่าง 

จนกระทั่งรู้แม้ในส่วนอดีต ส่วนที่เป็นตัวที่ 7 ในอวิชชา 8 ส่วนอดีตและส่วนอนาคต อันนั้นทั้งอดีตทั้งอนาคตทั้งปัจจุบันเป็น 0 หมด ส่วนอดีตไม่เที่ยงหรอก หากคุณยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานปัจจุบันก็จะมีกรรมกิริยา แต่ถ้าผู้ทำ 0 ได้แล้ว ผ่านมากิเลส 0 ก็เป็นมวลไปสะสมให้อดีตเพิ่มขึ้น อดีตก็ไม่เที่ยง เพราะว่า ชีวะ คุณยังมีกรรมวิบาก ยังมีผลของกรรมวิบาก แต่ผลของกรรมวิบากนี้เป็นผลที่เป็นกุศล ไม่ใช่ผลวิบากกรรมของโลกุตระ บุญหรือบาป ไม่ใช่

เพราะผู้ที่สำเร็จ 0 ได้ จิตเป็นอรหันต์แล้ว ผ่านมา 0 หมด บุญบาปไม่มีหรอก แต่มีกุศล อันไม่มีจบ ถ้าไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน อดีตก็มีแต่กุศลเท่านั้น เติมลงไปมีแต่กุศล ก็คือ สัพพปาปัสสอกรณัง กุสลสูปสัมปทา มีแต่กุศลที่เป็นสมบัติ กุศลที่เป็นโลกียะ ส่วนบุญบาป เป็นโลกุตระจบไปแล้ว 0 ท่าเดียวไม่ต้องมีอะไร 

เพราะฉะนั้นส่วนอดีตส่วนอนาคตที่เป็น 0 ก็ต้องไปอีกข้อในอวิชชา เป็นสมรรถนะของพระอรหันต์เจ้าและพระโพธิสัตว์เจ้าทุกพระองค์ พระพุทธเจ้าก็แน่นอนยกไว้เป็น 0 ไม่มีผิดเพี้ยนไปจากนั้น ถ้า 0 ไม่ได้ก็ไม่สำเร็จงานไม่จบกิจ 0 อย่างเก่งขึ้นๆ เป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ยิ่งมีอีกเท่าไหร่ก็ยิ่งประภัสรายิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีการลดความเจริญ เจริญอย่างไม่หยุดยั้ง  เจริญไปข้างหน้าเรื่อยๆไป เหมือนคุณเจริญนี่ก็รวยเรื่อยๆไม่จบ ตราบใดที่คนยังมีอวิชชาเสพสิ่งเสพติดที่เขามอมเมา ต่างคนลงนรกทั้งผู้ให้และผู้รับ ผู้รับก็คือคุณเจริญ ผู้ให้ก็คือผู้ที่ไปจ่ายสตางค์ซื้อของเขา บาปด้วยกันไป พากันลงนรกไปด้วยกันทั้งคู่ นี่ก็ขอแวะตำหนิ ด้วยเจตนาดี ด้วยปรารถนาดี เลิกเถอะ อย่าไปหลงความรวย อย่าไปมอมเมาคนให้มันหลงตกนรกกันทั้งคู่อยู่เลย ถ้าเลิกได้ก็ต้องให้รัฐบาลจัดการ ที่จะทำอย่างไรให้มันเข้มข้น ไม่ให้เกิดมีการกินเหล้ากินยากันเข้มงวด จะ Error บ้างก็ต้องจับ เหมือนอย่างการเข้มงวดอย่างทางอิสลาม Error ก็ต้องจับ ต้องลงโทษกันไป ถ้าจับไม่ได้ก็แล้วไป มันต้องมีกฎหมาย ต้องมีหลักการ ก็ต้องทำอย่างนั้น เพราะว่าคนยังไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์ทุกคน ก็ต้องลงโทษให้เข็ดหลาบ เรื่องไม่ดีจะปล่อยให้เขาพัฒนาไปทำไม 

พุทธศาสตร์คือวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ได้ในเรื่องกาย 2 1 0

_ฟ้าเจือศีล…ขอแสดงความคิดเห็นว่า พุทธศาสตร์คือวิทยาศาสตร์ ที่พิสูจน์ได้ในตัวเรา เรื่องกาย กายนี้คือนิวเคลียส สภาพ 2 ที่ปรุงแต่งกันอยู่ ถ้าเป็นวัตถุก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเริ่มเป็น พีชะ ชีวะ ก็มีตัวประธานเป็นเจ้าของ I S H ตัว S H คือบวกกับลบ I คือประธาน เป็นเจ้าของพลังงานก็ปรุงแต่งกันไป แต่พีชะ ไม่มีเวทนา ยังไม่มีวิญญาณ ปรุงแต่งอย่างไรก็ไม่มีบาปไม่มีบุญ มีแต่ดูดกับผลักเป็นตัวตนของตัวเอง 

พ่อครูว่า…ไม่รับเท่านั้นไม่ได้ผลัก ไอ้ที่ไม่ใช่ก็ไม่เอา ใครจะทำร้ายก็ทำได้ จุดนี้พระพุทธเจ้าท่านสอนทำจิตนิยามให้ พีชนิยาม จบ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีบุญไม่มีบาป ไม่มีคู่วิบากอีกแล้ว จบได้ พีชนิยาม จึงเป็นลักษณะคุณวิเศษ อาการนี้ของจิต ต้องเรียนให้รู้แล้วต้องรู้จักวิธีทำให้เป็น โดยท่านสอน 

เรื่องนี้ในธรรมนิยาม 5 อุตุนิยามก็อย่างหนึ่ง พีชนิยามก็อย่างหนึ่ง  จิตนิยามก็อย่างหนึ่ง โดยเรียนรู้กรรมกับธรรมะ ธรรมะเป็น Static กรรม เป็น Dynamic สั่งสมสภาพคู่เป็น Static Dynamic ให้มันเกิดผลฆ่ากิเลสให้ได้ดับกิเลสให้ได้ ทำพีชนิยามได้ แล้วทำพีชะให้เป็นอุตุนิยามให้ได้ ตั้งแต่สภาพตอนเราเป็นๆ 

โลกที่มันปรุงแต่งเราก็เอามาเรียนตั้งแต่โลกอบาย โลกกาม ก็เยอะแยะมากมาย ตัวอย่างทำได้จนกระทั่งเด็ดขาด อบายไม่เกิดอีกที่จะเป็นโลกให้แก่เรา 

กามภพหรือกามโลก ก็ไม่เกิดอีก ที่จะเป็นพิษภัยแก่เราก็ไม่เกิดอีกจนจบ หรือข้างในเป็นรูปภพก็ฆ่าอีก หมดอีก เหลือรูปภพ ก็ฆ่าอีก แบ่งเป็น 3 ลำดับอย่างนี้ แต่มันก็มีละเอียดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราก็ไม่ต้องไปยุ่งกับคนอื่นเขา ดูของตัวเอง จัดการของตัวเองให้เรียบร้อย 

กายนี้คือนิวเคลียส จากหนังสือคนจะมีธรรมะได้อย่างไรเล่ม 1 หน้า 266 ไปเปิดดูทวนอ่าน มีคนเข้าใจได้ตรงนี้นะ เราจะเข้าใจได้อย่างคุณ ฟ้าเจือศีลไหมนะ ตอนนี้ หนังสือรวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไรมี 3 เล่มแล้ว จะออกเล่ม 4 ส่วนเปิดยุคบุญนิยมมีแค่ 3 เล่ม จบแล้ว ส่วนคนจะมีธรรมะได้อย่างไรมี 4 เล่ม 

คุณฟ้าเจือศีล แบ่งเป็น 4 มุมมอง 

_มุมมองที่ 1 ทำให้เห็นชัดขึ้น ที่ เมื่อกาย คือ นิวเคลียส ดังนั้น กาย ไม่ใช่ร่างกาย
พ่อครูว่า…ชัดขึ้นว่า กายไม่ได้หมายเอาร่างนะ ร่างมันเรื่องหยาบ แต่กายหมายเอาที่จิต แค่นี้คนไทย พุทธศาสนิกชนคนไทยก็สอบตกกันระนาว เพราะกาย ไปหมายถึงร่างเมื่อเป็นภาษาไทยแล้ว พอมาบอกว่า กายคือจิต ก็บอกว่าพวกนี้จะมาทำลายศาสนา อาตมาก็เจอกรณีนี้ ที่อาตมาพูดเรื่องกาย บุญ สมาธิ ฌาน มันต่างกันกับของเขาหมด เพราะของเขาผิด ขออภัยที่อาตมาย้ำยืนยันอย่างแรงว่าเขาผิดอาตมาถูก ขอยืนยัน 

เพราะในร่างกายประกอบด้วยนิวเคลียสเป็นล้านล้านล้านๆ 

มุมมองที่ 2 นิวเคลียสประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอน ถ้าโปรตอนและอิเล็กตรอนก็คือบวกกับลบ ถ้านิวตรอนก็คือ 0 2 ตัวนี้ยึดเหนี่ยวอยู่ในองค์ประกอบที่พอเหมาะ
พ่อครูว่า…ก็ดี แสดงว่า ความรู้ของคุณ ฟ้าเจือศีลเอียงไปทางบุรุษเพศกับ 0 แต่หากเอียงไปทาง อิตถีภาวะคือ 2 กับ 0 ก็ไม่ค่อยดี 

0 1 2 เลขสามเส้านี้ ยิ่งใหญ่เป็นวงจร Cyclic Order ของมหาจักรวาลที่ไอน์สไตน์เอามาใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ แม้แต่ที่อาตมาเอามาใช้ จาก E=MC2 ยังไม่พอยังเป็น E=MC2 + A และยังเป็นถึง  E=C(MC2 + A)  

เพราะฉะนั้นสูตรที่อาตมาค้นพบต่อยอดจากของไอน์สไตน์ คือ  E=MC2 + A (A คือ Abstract ทั้งหลายเป็นนามธรรมก็คือ MC ซึ่งก็คือ E ของเขา) 

เพราะฉะนั้น กายไม่ใช่สสาร แต่มีพลังงานร่วมด้วย เมื่อไปสมมุติเรียกว่านิวตรอนคือสสาร โปรตอนคือพลังงาน
พ่อครูว่า…ก็ได้ โปรตอนคือพลังงาน คือ Dynamic นิวตรอนคือสสารคือ Static เป็น 1 ก็ได้

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า กายไม่ใช่สสาร แต่มีพลังงานร่วมด้วย ใช่ เพราะฉะนั้นคำว่าพลังงานคำนี้ เมื่อเอาไปอธิบายโดยสมมุติทางวิทยาศาสตร์ ภาษาทางอุตุนิยามเอามาใช้ คนที่ยึดมั่นถือมั่นทางนามธรรม เขาบอกว่านามธรรมไม่ใช่รูปธรรม อันนั้นพลังงานจะเป็นรูปได้อย่างไร เขาแยกสังขารไม่ได้ เขายึดมั่นถือมั่น อภิธรรม ก็นาม มันจะเป็นรูปได้อย่างไร พระพุทธเจ้าก็สอนถึงรูป 28 แต่เขาไม่เข้าใจถึงสภาวะ เขาก็แย้ง (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สมณะฟ้าไท… อธิบายรูปไปเทียบกับนามของเรา ใช้รูปธรรมอธิบายถึงนามธรรมได้ คนจะเข้าใจได้ง่าย ตามแต่ละสายที่เขารับรู้รูปธรรมได้
(ต่อ)

มุมมองที่ 3 การทำโยนิโสมนสิการเท่ากับการเข้าไปอ่านกายคืออ่านรูปนาม แล้วพยายามเปลี่ยนนามให้มีนิสัยใหม่ เปรียบเสมือนเราเปลี่ยนพลังงานซึ่งก็คือโปรตอน การเปลี่ยนโปรตอนก็คือการเปลี่ยน DNA (ในโลกวิทยาศาสตร์ทำได้ยาก)
พ่อครูว่า…เราเอา DNA ไปเรียกนามธรรมเท่านั้นเอง DNA เขาเปลี่ยนไม่ได้ แต่นามธรรมทางจิตวิญญาณ DNA ก็คือเชื้อแกนหลัก เพราะฉะนั้นของรูปธรรมทางวัตถุ โดยเฉพาะของชีวะ บวก(+) ลบ(-) หรือ ปุริสภาวะทางหญิงหรือชาย DNA ชาย โครโมโซม x y 

เพราะฉะนั้นทางสายวิทยาศาสตร์ก็น่าเห็นใจเขาเหมือนกัน เพราะว่ามันไม่ใช่นามธรรมเป็นรูปธรรมก็เปลี่ยนได้ยาก แต่ถ้าเราไม่ต้องสับสนรูปมันเปลี่ยนไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราก็เปลี่ยนนามธรรมก็แล้วกัน 

แล้วก็ชัดเจนให้ได้ว่า อาการของนามธรรมที่เมื่อใด เราเรียกมันว่าสิ่งที่ถูกรู้เรียกว่ารูป เมื่อใดมันเป็นตัวผู้รู้เป็นประธานเองก็เรียกว่านาม ลักษณะนามคือสิ่งที่เข้าไปรู้ของเราเอง เมื่อนามนี้เป็นตัวถูกรู้เรียกว่ารูป เราก็รู้นามธรรมของเราตัวนั้น มันเป็นตัวถูกรู้ ตัวประธานตัวรู้ Subject ไอ้ตัวนั้นเป็นตัว Object มันถูกรู้ แต่ เราเป็น Subject เป็นประธานเป็นตัวผู้รู้ ตัวผู้รู้นี้ เมื่อหยาบ มันก็เป็นประธาน เมื่อละเอียดเข้าไปอีก ซ้อนลึกเข้าไปอีก ก็จะมีประธานตัวใหม่คือปัญญา เข้าไปรู้ซ้อนอีก รู้ตัวที่แต่ก่อนเรายังไม่รู้ ตอนนี้รู้เพิ่มขึ้นแล้ว ไอ้ตัวนามธรรมที่เป็นอวิชชาถูกเรารู้ แล้วเราก็จัดการมันได้อีก ก็จัดการได้ เมื่อจัดการตัวนี้ได้อีกแล้ว ก็เป็นจิตสะอาด จิตสะอาดก็เป็นปัญญา ไปเป็นนามธรรม ก็มารู้ตัวที่ยังไม่สะอาดยังเหลือ ตัวไม่สะอาดที่ยังเป็นกิเลสที่เหลืออยู่อีก จับตัวนี้ได้อีก ตัวที่ถูกรู้ตัวนั้นเป็นนามธรรมก็กลายเป็นรูปธรรมที่ถูกรู้ โดยตัวประธานตัว Subject ของเราเอง 

มันก็เปลี่ยนกันไปเป็นกันมา นามธรรมกลายเป็นรูป ซึ่งอาตมาเขียนตั้งแต่หนังสือเล่มแรกคือ คนคืออะไรทำไมสำคัญนัก รูปกับนาม นามกับรูป ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมากลับไปกลับมา คนก็บอกว่า ไม่อยู่กับร่องกับรอย นามก็ต้องนาม รูปก็ต้องรูปสิ กลายเป็นสัสสตทิฏฐิเที่ยงแท้ ก็ไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ 

เราไม่มีสัสสตทิฏฐิถาวร อุจเฉททิฏฐิก็ไม่มี จะบอกว่าเป็นอย่างนั้นโดยที่สุดได้ แล้วก็ต้องรู้ในฐานะที่คนยังไม่ตาย ผู้ยังมีร่างยังไม่สิ้นสุด แต่ตายแล้วสุด อุจเฉททิฏฐิถาวรนิรันดร ตายแล้วไม่มี ธาตุรู้ของเราก็ไม่มี หายไปหมดเลยเป็นดินน้ำไฟลมไปหมดแล้ว รู้จักที่สุดแห่งที่สุดไหมล่ะ คุณอยากรู้ที่สุดแห่งที่สุดก็ต้องทำตั้งแต่โลกอบายของคุณ ทำรูปนามของอันนั้นของคุณให้มันสูญไปสิ แล้วมันสูญถาวร เดี๋ยวนี้มันมีอีกเมื่อไหร่เราก็อยู่เหนือมัน อาตมาใช้สำนวนว่าลูบหัวพระอาทิตย์ ลูบหัวล้านพระอาทิตย์เล่นได้ มันจะมีฤทธิ์แรงเท่ากับพระอาทิตย์ดวงใหญ่กี่ดวงก็ได้ เราก็ลูบหัวล้านพระอาทิตย์เล่นได้ สำนวนของพระพุทธเจ้าคือลูบคลำพระอาทิตย์ พระจันทร์ได้ด้วยฝ่ามือ มีอำนาจปานนั้น 

เหนือโลกนั่นเองสรุป พระอาทิตย์พระจันทร์ก็คือโลกและมีโลกที่มีฤทธิ์แรงมาก แต่ผู้ที่อยู่เหนือนั้นลูบคลำพระอาทิตย์พระจันทร์ได้ด้วยฝ่ามือ สำนวนของพระพุทธเจ้า 

ผู้ใดทำได้ก็คือ โยนิโสมนสิการ อันนี้ก็ขอแวะไปอีกนิดหน่อย โยนิโสคือ ลงไปถึงที่เกิด จะแปลว่าถ่องแท้แยบคายละเอียดลออ ก็ได้ มันต้องแยบคายละเอียดลออ มันต้องแม่นต้องเล็กต้องลงไปถึงจุดเกิดจุดตาย จุดสำคัญที่เกิดตายตรงนี้เรียกว่า จุดเกิดจุดตาย ลงไปถึงที่เกิด แล้วก็จัดการที่นี่แหละ อะไรจะให้ตายก็ตายตรงนี้ จะให้เกิดใหม่ก็เกิดตรงนี้ 

ให้กิเลสตาย ให้จิตสะอาดเกิด ให้มันมี 0 และให้มันมี 1 เป็นอิทธิพลเหนือ ในฐานะที่ผู้นี้อยู่ในความมี ยังไม่ “ไม่มี”อย่างเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน ยังอยู่ในภาวะที่มีชีวะชีวิตอาศัยอัตตาอยู่ก็ต้องมีความมี เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43-44 ก็ต้องอาศัยความมีกับความไม่มีเท่านี้แหละ คือการศึกษาทั้งหมด แล้วก็จะกลายเป็น อนุปคัมมะ คือ ผู้ที่คนเป็นกลางแล้ว มัชเฌนะหรือมัชฌิมา

คือคนที่เป็นกลางแล้ว Dynamic ก็คือ อนุปคัมมะ พลังงานที่รู้และทำงาน ตัว มัชเฌนะ ก็คือตัวตนผู้นั้น 2 อย่าง  รู้องค์ประกอบ สิ่งมีกับสิ่งไม่มี ตั้งแต่คู่หนึ่ง จนเป็นกี่คู่ก็แล้วแต่ กับความมีและความไม่มีในมหาจักรวาล รู้ชัดเจนแล้วก็จับคู่มีกับไม่มี หรือตัวไหน 0 แล้วตัวไหน 1 อยู่ ตัวไหนยัง 2 อยู่ตัวไหนยัง 1 อยู่ ตัวไหนตัว 2 ที่ไม่สามารถจะทำให้เป็น 2 ได้ เป็น 3 4 5 6 7 8 9 10 ไปเรื่อยๆ คูณหรือยกกำลังไปเลย เป็นคนที่ควบคุมไม่ได้ไม่มีอำนาจทางจิตก็จริงของเขา คนทำได้ก็ลดลงจนเหลือ 0 ได้ ฟังทันไหม

มุมมองที่ 3 นั้น คุณฟ้าเจือศีล สรุป มโนปุพพังคมาธัมมา มโนเสฏฐามโนมยา คือ จิต เป็นประธานของสิ่งทั้งปวง พาให้เจริญ พาให้เกิด หรือพาไม่เป็นตัวตน มโน มยา มยัง ก็คือตัวตนอยู่ก็ไปเรื่อยๆยังมีอยู่นั่นแหละ มยัง ก็รู้ในภาวะมีหรือไม่มีที่สุดสรุป 

มุมมองที่ 4 มุมมองของการปฏิบัติธรรมคือการเปลี่ยนแปลงนิวเคลียสทีละหน่วย เริ่มจากนิวเคลียสที่เราสามารถเห็นชัดได้ก่อน เป็นการกระทำทีละนิวเคลียส ซึ่งก็คือทำทีละคู่ของรูปนาม ชัดเจนไหม 

พ่อครูว่า…สรุปลงที่ตัวปฏิบัติจริง อยู่ในสามเส้า ตัวประธานเป็นผู้กระทำ ทำอะไร ทำรูปนาม นามรูป ทำให้จบ ทำ 2 ให้เป็น 1 ทำ 2 ให้เป็น 0 สรุปลงตรงนี้

เพราะฉะนั้นเลข 0 เลข 1 และ 2 จึงคือ Cyclic Order ที่ยิ่งใหญ่ วงวนของสามเส้า ที่เป็นนิวเคลียสที่ยิ่งใหญ่ 

ในตัววัตถุเองไม่มีประธาน มันไม่รู้ แต่มันก็มีพลังงานภายนอกเป็นนายของมัน คนถึงเอามันมาทำพลังงานระเบิดปรมาณู เพื่อสันติหรือบางคนไปทำเพื่อชิบหายเพื่อระเบิดทำร้ายเขาก็ได้บาปไป ถ้าเขาจะเอามาทำให้เป็นประโยชน์ก็ต้องได้ประโยชน์ แต่มันก็ช่วยไม่ได้หรอก คนเราก็จะต้อง… มันมีความรู้เสียแล้ว 

จะไปห้ามคิมจองอึนไม่ให้ทำปืนระเบิด อาวุธร้ายแรง ที่จะใช้พลังงานปรมาณูนี้ มันห้ามไม่ได้ อเมริกาก็ตาม ประเทศที่เขามีพลังงานต้องใช้อาวุธเขาก็ทำไป เมืองไทยไม่ต้องทำหรอก ให้เขามายึดเอาประเทศไทยไปเลย เขาจะเอาไปทำอะไรล่ะ 

สมมตินะ แต่เรื่องนี้เป็นจริงไม่ได้หรอก แต่สมมุติเล่นเล่าให้ฟัง นิทานหลอกเด็กของ เซียงเมี่ยง 

ถ้าเขามายึดเมืองไทยได้ ด้วยอาวุธยุทธภัณฑ์ร้ายแรง เมืองไทยไม่สู้ เขามายึดได้เขาก็เอาไป มันก็จะมีสมบัติในเมืองไทย จะมีน้ำมัน จะมีทองคำ จะมีแร่ธาตุ จะมีอะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าจะมีข้าว ต้องอาศัยคนปลูก ถ้าเขาบังคับ คุณก็เป็นทาส แต่ถ้าเราไม่ยอมเป็นทาส เราไม่ปลูกให้คุณกิน มันก็เป็นเรื่องของการบังคับ พวกมีอิสรเสรีภาพ พวกไม่หลุดพ้น มันก็วนเวียนอยู่แค่นี้ คุณก็ได้แต่แผ่นดินกับตัวคนที่ยังเป็นทาส ทาสไม่ยอม เดี๋ยวทาสรวมหัวกันเข้า ประเทศไทยถูกข่มขี่ สมมุติประเทศใดประเทศหนึ่งยึดเอาไป แล้วไปทำอย่างที่ว่านี้ ประเทศต่างๆเขาจะยอมไหม ถ้าประเทศไทยมีคุณงามความดี 

สมมุติง่ายๆ ไทยสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารเลี้ยงโลก อาตมาก็เร่งรัดให้พวกเราทำให้ได้ด้วย ถ้าทำได้จริงนะ ประเทศไทยเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ สร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารเลี้ยงคนขั้วโลกเหนือก็กินพืช ขั้วโลกใต้ก็กินพืช แม้คุณจะไม่มีพืชกินมากเท่าไหร่ จำนนต้องไปกินเนื้อสัตว์ก็ตาม คุณกินพืชอยู่ได้ยาวนาน พวกคนที่กินเนื้อสัตว์ขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต้่ อายุสูงสุดไม่เกิน 40 ปีหรอก สถิติส่วนมากก็อายุ 25 พวกขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต้ ค่าเฉลี่ยของอายุ 25 ปี 27 ปี 30 ปี สูงสุด 40 ปีตาย กินแต่เนื้อสัตว์ 

เพราะคนไม่ใช่สัตว์กินเนื้อ คนมันสัตว์กินพืช พวกกินพืชอายุเกิน 100 อย่างพวกหรรษาอยู่ยอดภูเขากินพืช อยู่เกิน 100 กันเต็มหมดเลย ส่วนขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต้กินแต่เนื้อสัตว์ มันมีที่ไหนอายุ 100 นี่ก็ยืนยันชัดเจน คนก็ช่างไม่ฉลาดพอ ไม่เชื่อว่า คนมากินพืชเถอะ ไปกินทำไมเนื้อสัตว์ แล้วอธิบายเรื่องกรรมวิบากเข้าไปอีก ซึ่งเขาไม่ใช่รู้ง่ายๆ เพราะว่ากรรมวิบากเป็นอจินไตย มันยิ่งหนักหนาสาหัสที่กรรมวิบากไม่รู้จะจบอีกกี่ชาติ คุณก็ทำอัตภาพของคุณให้ทุกข์ๆสุขๆ ลงนรกขึ้นสวรรค์ไปอีกตั้งเท่าไหร่ ทรมานทรกรรมตัวเองอีกเท่าไหร่ 

คุณบรรลุเป็นอรหันต์แล้วจะอยู่ใกล้เท่าไหร่ก็อยู่สิ มันปลอดภัยเกี่ยวกับนรกสวรรค์แล้ว จะต้องไปถูกนรกลากลงแล้วนรกหนักเข้า อวิชชาอยู่ตลอดแล้วก็ขึ้นสวรรค์หลง สวรรค์คือแดนมายาแดนหลง สวรรค์สูงเท่าไหร่ก็ตกนรกหนักเท่านั้นเพราะมันเป็นคู่กัน คุณติด2 +2 ก็คือ -2 คุณติดสวรรค์ 5 ได้ +5 คือก็ลงนรก 5 ก็มันคู่กัน จะไปมีอะไร พระพุทธเจ้าตรัสรู้เอามาสอนไว้แล้ว อาตมาก็เอามาสืบทอด นี่ก็พยายามไป 

SMS วันที่ 25-26 ต.ค. 2564

_4718 : ขออนุญาต นำเสนอค่ะ ช่วงนี้ ใครจะไปบ้านราช นอกจากใส่แมสสองชั้นแล้ว ควร พก ATK ติดเป๋าไปด้วยนะคะ ไว้ให้ ผญ.บ้านสว็อปจมูก ค่ะ ไม่ต้องเป็นภาระให้ชุมชนมาจ่ายให้เราค่ะ

พ่อครูว่า…เราได้สรุปกันแล้วว่าอย่าเพิ่งมาเลย เอาเถอะอดใจแล้วทำไงได้คุณอยากออกไป ช่วงระยะเวลานี้มันเข้มข้น ให้มันซาให้มันเบาๆ ให้มันมีความสามารถในการป้องกันได้ก่อน ยังไม่ได้อย่าประมาท ประมาทนั้นมันหมดเลย ความประมาทคือทางแห่งความตายที่เดียว เราลูกศิษย์พระพุทธเจ้าเชื่อพระพุทธเจ้าสิ ประมาทไม่ได้ เอาน่า อดใจบ้าง อดใจรอ อยู่อย่างนั้นน่ะ ถ้าไม่รอมาดีไม่ดีจะตายก่อน ถ้ารอมันอาจจะอยู่นะ 

ตัณหาล้ำหน้าที่เป็นอจินไตยอันไม่ควรถาม

_ทำเป็นธรรม : กราบนมัสการถามครับ…ถ้าพ่อท่านต่อศาสนาพุทธให้อยู่รอดครบ 5 พันปีแล้ว..พ่อท่านก็ไม่ต้องมาเกิดอีก.. ต้องรอวาระใหม่ที่จะมาเกิดอีกครั้ง… ขอถามว่า

1.ในระหว่างนั้น คือ พ่อท่านจะต้องอยู่ในภพของตัวเองใช่ไหมครับ(ตอนที่ไม่มีร่างเนื้อ)..พ่อท่านจะพักอาศัยอยู่ในภพของตนเองอย่างไรครับ?  จะอยู่คุยกับเทวดาในภพตนเองอย่างนั้นไปอีก สองพันกว่าปีใช่ไหมครับ? 

พ่อครูว่า…ก็แน่นอนต้องอยู่ในภพตัวเองจะเอาภพคนอื่นได้อย่างไร แล้วจะอยู่อย่างไรก็จะไปถามทำไม ช่างหัวอาตมาเถอะ ตอบอย่างนี้ก็แล้วกัน อย่ามายุ่งกับอาตมามากนัก.. ขออภัย 

คุณอยากรู้มันเกินความรู้ที่ควรจะรู้ไปแล้ว คุณถึงวาระที่จะรู้ว่ามันเป็นไปอย่างไรตามควรไม่ต้องไปอยากรู้ก่อนที่เราจะถึงวาระเวลาหรอก มันเสียเวลาท่านเรียกว่า อภิชัปปา มันมีตัณหาล้ำหน้า อยากรู้อะไรเกินไปมันจะไม่จบ เอาที่รู้ตัวเองแล้วจัดการไปทีละคู่อันนี้ก่อน จบแล้วคุณค่อยไปช่วยคนอื่นเขาทีละคู่ คุณเป็นโพธิสัตว์ช่วยเขาได้คู่หนึ่ง ช่วยเขาได้อีก 2 คู่ 3 คู่ 4 คู่ คุณก็ช่วยกันไป ช่วยให้เขาพ้นทุกข์ไปทีละคู่ แต่คนคู่ๆๆๆนี่แหละมันไม่พ้นทุกข์ รู้ไว้ซะด้วย แรงๆหน่อย มันจะได้ขาด 

คงหมายถึงว่าอาตมาจะคุยกับเทวดาไปเรื่อย เอาน่า เรื่องของอาตมาบอกไปแล้ว อย่ามายุ่งกับอาตมามากนัก

2.ระหว่างนั้นจะไม่มีพระโพธิสัตว์ ที่ระดับสูงกว่าพ่อท่านมาเกิดช่วยศาสนาของพระพุทธเจ้าโคดมเลยหรือครับ?  

พ่อครูว่า…อาตมาอาจจะเกิดก็ได้ ตอบอย่างนี้ก็แล้วกัน มาดูผลงาน มันถึงได้แต่ก็มาดูผลงานเพื่อศึกษาต่อว่ามันไปยังไง โดยความเป็นจริงว่า มันสัมผัสจริง ถ้าอาตมาไม่มาเกิดก็ไม่ได้สัมผัสจริงใช่ไหม ถ้าอาตมามาเกิดแล้วก็สัมผัสจริงโดยไม่ต้องปรากฏตัว ไม่ต้องแสดงตัว ไม่ต้องประกาศอีกก็ได้ มันได้อีกหลายนัยยะ อย่าไปเดาเลย เพราะฉะนั้นคุณอยากรู้มันเป็นตัณหาล้ำหน้าเป็น อภิชปา อยากรู้ก่อนไปเท่านั้นเอง 

_หรือต้องเป็นพ่อท่านเท่านั้นที่ต้องมาเกิด เพราะรับปากพระสมณะโคดมไว้แล้ว? ขออภัยนะครับ ผมไม่เจตนาถามอจินไตยให้พ่อท่านทรมาน..แต่ผมขอถามพ่อท่านตอนอยู่เป็นๆ.. เดี๋ยวจะไม่ได้ถามน่ะครับ (อาหารทางธรรมของพระโสดา-สกิทา-อนาคา คือ อจินไตยครับ FC พ่อท่านครับ)

พ่อครูว่า… ไอ้ความอยากรู้ บันยะบันยังมั่ง อาตมาก็ตอบจนกระทั่งตอบไม่ไหว เกินกว่าที่อาตมาจะตอบได้ อาตมาไม่ใช่คนเก่งจะตอบได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ตอบได้ขนาดนี้ก็เก่งแล้วนะ จะให้อาตมาเก่งไปถึงไหน บังคับความเก่งของอาตมาเหลือเกิน ก็ค่อยๆเป็นไป

บรรลุธรรมแล้วบอกใครไม่ได้คือคติของผู้เป็นนรกกับเดรัจฉาน 

_อ.แปลง สุวรรณกาญจน์ : นิสัยวาสนาแห่งการบรรลุธรรมที่สะสมมาต่างกัน อุคฆติตัญญ เพียงฟังธรรมสั้นไปก็บรรลุได้ กรุณาอย่าเอาความรู้ ของตนเองไปตัดสินผู้อื่นเลย บาปกรรมเปล่าๆครับ อริยสาวก ไม่มี อินทริยะปโรปริยญาณเหมือนพระพุทธเจ้า หรอกครับ มันน่ากลัวมาก ผมพูดเพราะสงสาร นะครับ

พ่อครูว่า…ก็ขอบคุณ อาตมาก็สงสารนี่แหละถึงได้พูด คุณก็สงสารอาตมาซ้อนอีก ก็ขอบคุณ แต่มันก็พ้นสงสารไปไม่ได้ คุณก็สงสารอาตมา  อาตมาก็สงสารคนอื่นต่อไปอีกเพราะอาตมาต้องปลดเขาออกจากสงสาร ก็เลยต้องจบอยู่ที่สงสาร ต่างคนต่างก็สงสาร คุณสงสารอาตมา อาตมาสงสารผู้อื่นไปอีก แล้วอาตมาก็ย้อนไปสงสารคุณเหมือนกัน ว่าคุณไม่ต้องสงสารอาตมา คุณเอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ 

ถ้าคุณเอาตัวเองรอดแล้ว คุณเข้าใจจิตโพธิสัตว์ได้ คุณจะไม่ว่าอาตมาเลย คุณจะเห็นอนุโมทนาสาธุกับอาตมา แต่ถ้าคุณยังไม่ได้เป็นพระโพธิสัตว์ คุณยังไม่รู้จักสงสารตัวนี้ ชัดเจนขึ้นไหม เพราะฉะนั้นคุณก็เลยบอกว่าสงสารจังเลยไปช่วยเขาทำไม ก็คุณนั่นแหละใจดำ ผู้รู้เห็นคนดิ้นรนอยู่ในนรกและไปช่วยเขา แต่คุณไม่ คุณเอาตัวคุณคนเดียว คุณจะเข้าหลักโลหิจสูตร ผู้รู้แล้วไม่ต้องไปบอกใคร บอกใครแล้วจะไม่จบ แสดงความถึงอยากบอกอยู่ พระพุทธเจ้าก็เลยพยากรณ์ คนที่มีความคิดอย่างนี้มีคติเป็น 2 เท่านั้นเองคือ นรกกับเดรัจฉาน 

คนที่มีความคิดว่า บรรลุรู้แล้วอย่าพูด อย่าบอกใคร การรู้แล้วไม่บอกผู้อื่น เป็นคนใจดำ เพราะสิ่งที่รู้นี้มันสุดยอดดีเลย แล้วไม่บอกเขาจะไปเก็บงำทำไม คุณเป็นมนุษย์ที่ได้แล้วคนหนึ่งจะไปใจดำทำไม ถ้ามีความคิดอย่างคุณนี้ศาสนาสั้นกุดหมดเลย เป็นพวกอุจเฉททิฏฐิ อย่างเถรวาทเข้าใจอย่างนี้ ก็รู้แล้วไม่ต้องบอกใคร บอกใครทำไม มันก็เลยกลายเป็นสุดโต่งไปอีกด้าน ไม่บอก 

ขนาดบอกแล้วบอกอีก ขยายความแล้วขยายความอีก มันง่ายที่ไหน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีต้องเผยแพร่ สิ่งที่ดีต้องบอกกัน ไม่มีวาระใดเลยที่ไม่ต้องเปิดเผยธรรมะ ตอบจบแค่นี้พอ 

ติดกินหมากพลูอยู่ยังไม่ใช่พระอรหันต์

_@อริยสาวกบางท่าน  ติดนิสัยมานานหลายภพหลายชาติ  แม้บรรลุอรหัตผลแล้วก็มี  จึงไม่ควรใส่ใจให้เป็นทุกข์เป็นร้อนกับท่าน จะเป็นกิเลสมานะ 9 ของตน  ผู้โง่เขลามักจะติดอยู่ในเรื่องของผู้อื่น  ไม่ใส่ใจละกิเลสของตนเอง  สัญญาวิปลาส  จิตตวิปลาส  ทิฏฐิวิปลาสครอบงำ  จนโงหัวไม่ขึ้น  น่าสงสารมาก หลวงตาบัว ท่านนั่งสมาธิหลับตา  เคี้ยวหมาก เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใคร  

พ่อครูว่า…ทำความเดือดร้อนฉิบหายให้แก่ศาสนา มหาบัวบาปหนัก ตรงที่เคี้ยวหมากและมาบอกคนอื่นว่าไม่ใช่กิเลส โง่ขนาดหนักที่ติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสมากก็ยังติด ก็ยังหลอกคนอื่นต่อ แล้วอาตมาก็เคยพูด เพราะว่ามันมีหลักฐานอยู่ที่ว่า มหาบัวเคยรู้ว่าอันนี้เป็นการติด แล้วพยายามเลิกแต่เลิกไม่ได้ ก็เลยไม่ยอมพูดว่าไม่ติดแล้ว ตีขลุมเลยว่าเป็นเรื่องสรีระ คนนี้ก็แก้ตัวว่าเป็นเรื่องติดมาหลายภพชาติ ติดมาหลายภพชาติก็ต้องแก้ให้ได้คุณจะไปจำนวนได้อย่างไรเพราะพระอรหันต์จะไม่ติดอะไรสักอย่าง โอ้โห 

นี่ไม่ใช่ว่าหางช้างติดถ้วยกานะ นี่ตัวช้างก็ยังออกจากกาไม่ได้เลย งวงก็ยังโผล่ออกมาไม่ได้เลย ขนช้างก็ยังโผล่ออกจากกาไม่ได้เลย คูณเอ๋ย

หลวงตาบัว ท่านนั่งสมาธิหลับตา .. พ่อครูว่า…นั่งหลับตาสมาธินั้นโมฆะจากการบรรลุธรรม ย้ำหัวตะปูตรงนี้เป็นครั้งที่ล้านๆ ครั้ง นั่งหลับตาบรรลุไม่ได้เพราะไม่มี กาย หลับตาไม่มี กาย 

กาย ต้องมีทั้งภายนอกภายใน ขาดภายนอกก็ไม่ใช่กาย ผู้ที่จะอยู่เหนือ กาย ก็เป็นภาษาว่า อยู่เหนือกายแล้วก็เหมือนไม่มีกาย แต่ต้องมีกายเหนือกาย เขาต้องเปิดตาหูจมูกลิ้นกายรับรู้ทุกอย่าง แต่ต้องอยู่เหนือมัน คือผู้ชนะ ถ้ายังไม่อยู่ ลืมตามีสติเต็ม รู้ทุกอย่างไม่อยู่เหนืออยู่ ก็ไม่ใช่ผู้ชนะที่แท้จริง ไปหลับตาปิดหูปิดจมูก ปิดจมูกระวังตายนะ ปิดปาก ไม่ได้ ไม่ให้ลิ้นมันทำงานไม่ให้รับรสอะไร ไม่ได้ ต้องเปิดนะ

_หนักกะบานใครเป็นเรื่องช่วยไม่ได้  ไม่ใช่ท่านจะบรรลุธรรมไม่ได้  เขาลือกันทั้งเมืองว่าหลวงปู่มั่น หลวงตาบัวเป็นปรมาจารย์สอนธรรมกรรมฐาน  ผมและชาวพุทธทั้งหลายได้ปฏิบัติตามได้ผลมาแล้ว  แต่ไม่กล้าอวดอ้างเหมือนผู้หลงบางคน …

เคี้ยวหมาก นั่งสมาธิหลับตา ไม่ดีเพราะอะไร กรุณาอธิบายให้เหตุผลด้วยครับ ทำไม

พ่อครูว่า…คุณก็เอาแต่เขาลือ เขาลือกันซึ่งมันไม่ใช่ความจริง เคี้ยวหมากนั่งสมาธิหลับตาไม่ดีเพราะอะไรแค่นี้ก็ไม่รู้ ก็จะเชื่ออย่างนี้ก็เชื่อไป ไม่ได้ขับไสไล่ส่ง แต่คุณดื้อด้านดึงดันที่จะเชื่อมหาบัว ที่ไม่รู้แม้แต่แค่รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แค่กินหมากกินพลูแค่นี้ ก็ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งเสพติด เสพติดสิ่งเหล่านี้ คุณก็อยู่กับมหาบัวไปเถอะ อาตมาไม่แย้งไม่เถียงหรอกไม่แย่งลูกค้ามหาบัวหรอก อาตมาพอใจลูกค้าเท่านี้ก็พอ 

จริง อาตมาลูกค้าไม่มากเท่ามหาบัว อาตมาก็ยอมรับ ลูกค้ามหาบัวหรือลูกศิษย์มหาบัวมากกว่าอาตมาแน่นอน เพราะเป็นธรรมดาธรรมชาติของโลกุตรธรรมมันจะมีจำนวนน้อย โลกียะจะมีจำนวนมาก อวิชชามันก็มีอวิชชามาถึง 2,500 กว่าปีแล้ว อาตมากู้กลับมาได้ขนาดนี้ นี่ลูกศิษย์มหาบัวก็มานี่หลายคนอยู่ไปเรื่อยๆ แต่เขาไม่จำเป็นต้องไปเปิดตัวอะไรมากมาย เพราะมันละอายอย่างแรงกล้าอยู่ก็ได้ เพราะฉะนั้นก็ค่อยๆศึกษาไป 

_สู่แดนธรรม… คุณ อ.แปลง คนนี้ ผมรู้ว่าเขาเป็นผู้ที่มีความรู้ในวงการศาสนา รู้ดีรู้มากพอสมควรนะครับ ผมก็รู้เช่นนั้นเหมือนกัน ผมก็เคยเป็นลูกศิษย์วัดป่าเหมือนกัน 

พ่อท่านเคยสอนจำแนก ความรู้กับความจริง สิ่งที่คุณรู้เป็นปริยัตินั้น คุณแน่ใจไหมว่าเป็นสัมมาทิฏฐิแท้ แม้แต่ปริยัติ โดยเฉพาะ ความรู้ที่ผมและคุณก็รู้กันมา ว่านั่งสมาธิได้บุญตอนไหนอย่างไร นี่คือความรู้ของเขา เขาบอกว่านั่งสมาธิเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งในการทำบุญ วิธีการแต่เขาก็บอกว่า ผู้มีพลังฌานเล่าว่า ตัวการสำคัญในการขัดขวางการรู้กิเลสก็คืออวิชชาและมิจฉาทิฏฐิ โดยเฉพาะมิจฉาทิฏฐิเคยพระอาจารย์ใหญ่ผู้สอนผิดลงนรก ก็เคยมีมาแล้ว อยากรู้ว่าจริงหรือไม่ให้ไปถามผู้มี ฌาน มีญาณที่เคยท่องนรกสวรรค์มาแล้วนะครับ ท่านอยู่ไหนผมก็ไม่ทราบ แต่เชื่อว่าขณะนี้มีอยู่หลายท่านหลายองค์ครับ 

นี่คือความรู้ของเขา ส่วนพวกเรามีการศึกษาปริยัติอย่างไร พวกเราเอาสภาวะมาจำแนกว่าสภาวะอย่างนี้เป็นอย่างนี้นะครับ เราเอาสภาวะมาเรียนรู้สลากยา แล้วปฏิบัติให้ถึงความจริง มี มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ช่วยกันตรวจสอบ เราไม่ได้เถียงกับคุณนะ 

_สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพยิ่งค่ะ ลูกได้ฟังคลิปพ่อครูทุกวัน และฟังหลายรอบกว่าจะพอเข้าใจได้ ลูกได้พยายามพิจารณาผัสสะทางทวาร๕(รูป)และเวทนา(นาม)เสมอๆยิ่งเวลาลูกมีความทุกข์มากก็ยิ่งพิจารณามาก เพื่อไม่ให้จมอยู่กับทุกข์ ลูกขอกราบเรียนถามว่า การพิจารณาผัสสะทางทวาร๕ เป็นรูป และเกิดเวทนาเป็นนาม จากนั้นเมื่อเรากำหนดรู้นามตัวนี้ นามจึงกลายเป็นรูป รูปนี้คืออุปาทายรูป ความเข้าใจของลูก บกพร่องอย่างไรคะ น้อมกราบพ่อครูด้วยเศียรเกล้าค่ะ

พ่อครูว่า… ถ้าจะอธิบายคงอีกยาว ฝากไว้ก่อนนะ 

_พันธุ์ พอเพียง : สัตตาวาส กับวิญญาณฐีตินี่เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นระหว่าง เทวะ อเทวะ ใช่ไหมครับ หรือลึกซึ้งกว่านี้อีกไหมครับ

_อัมพร กุลศักดิ์ศิริ : เรียนถามพ่อท่านว่าพระยันตระบรรลุธรรมขั้นใหนครับ

_เกษม สันทอง  · วันนี้ 26 ตค. 2564 ดีใจครับ ที่ท่านสมณะสิริเตโช หายอาพาธครับ

_รัตน์ กลับมา  · สิกขมาตุสัจฉิกตา เทศน์เข้าใจง่าย

สมณะฟ้าไท… สรุป จบ