640910_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เทวนิยมมีหลากหลายศาสดาแต่พุทธมีศาสดาเดียว

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                         

https://docs.google.com/document/d/1gIypH9y0zhHHppb0oP9h9C6LpEdtMHj-aDaldapfA8Y/edit?usp=sharing 

ดาวน์โหลดเสียงที่    https://drive.google.com/file/d/1YUWcJgesxPOkwcnw_-T113daKEx3s1EE/view?usp=sharing 

    

และดูวิดีโอได้ที่ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/4876784079016274 

สมณะเดินดิน… วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 10 กันยายน 2564 ที่บวรราชธานีอโศก มีเรื่องราวที่อยู่ในเมืองไทยที่เราควรติดตาม 1 หลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาล ก็จะมีคลื่นสึนามิเกิด คือการลาออกของ 2 รัฐมนตรี 

พ่อครูว่า… SMS วันที่ 8-9 ก.ย. 2564 

จัดการกับวิบากท่ามกลางหมู่มิตรดีง่ายกว่าอยู่คนเดียว

_แก้วตะวัน พวงบุบผา : พ่อครูตอบว่า..คนเราตายแล้วก็อยู่กับกรรมวิบากของตนเอง กรรมเป็นหนึ่ง กรรมยิ่งใหญ่ที่สุด ..ถ้าตอนเป็นๆยังแก้โจทย์แห่งกิเลสไม่ได้ ยังทุกข์ ยังหนัก ตอนตายก็มีสภาพหนักและทุกข์เหมือนตอนเป็นใช่มั้ยคะ ..ตอนนี้ลูกต้องยอมรับว่ามีวิบากมากมาย พยายามจะเคลียให้เบาบางลงไปค่ะ ตายแล้วจะได้ไม่ทุกข์หนักมาก..อยากมาใช้ชีวิตแบบสาธารณะโภคี อยู่ร่วมกับพี่น้องชาวบวรค่ะ

พ่อครูว่า… ใช่ ก็พยายามเข้า ที่จริงเราตัดอกตัดใจจากวิบากมันไม่ใช่ว่าจะไปเก็บล้างกันอยู่ในที่ที่คุณอยู่คนเดียวแล้วจะง่ายกว่า เรามาอยู่กับหมู่มิตรสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีจะง่ายกว่า อันนี้คนก็เข้าใจยังไม่ถูกกัน ว่าจะต้องจัดการกับวิบากนั่นแหละยาก ถ้ามาอยู่กับหมู่กลุ่มนี้จะจัดการได้ง่ายกว่า ก็ให้แง่คิดไว้ บางคนก็มีเหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้ไปก็คิดพิจารณาเอาเอง 

_เกษม สันทอง : ท่านสัญญา เคยเป็นเป็นอธิการบดี มธ. เป็นประธานศาลฎีกา เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นประธานองคมนตรี  มิได้เป็นรัฐบุรุษ มิได้เป็นประธานสภาผู้แทนฯ ครับ

พ่อครูว่า… ก็เก็บรายละเอียดมาอาตมาก็ไม่ใช่เป็นคนช่างจำรายละเอียด อาจจะมีผิดพลาด ถ้าถูกต้องก็เอาตามที่คุณว่ามา ถ้าอาตมาถูกก็ว่าตามอาตมา 

_Danuthum Virulhsirikul (ดนุธรรม วิรุฬห์สิริกุล) : ลึกลึก.. ทาง UTube.. เขาไม่ชอบ”พ่อท่าน” ได้จังหวะจึงได้ตัดออกจากช่องของ UTube.. เหมือนกับครั้งหนึ่ง”พ่อท่าน” ได้นำข้อความที่เป็นประโยชน์ แก่คนทั่วไปของ ส.ศิวรักษ์.. มาเผยแผ่.. เขาก็ทักท้วง..แต่จริงเขาต้องการ”เงิน” มากกว่า.. แท้จริงในใจของเขา.. ไม่ได้มีเมตตา.. แต่แสวงหาผลประโยชน์.. แบบทางโลกทั่วทั่วไป.กราบนมัสการ”พ่อท่าน” ด้วยความเคารพ.. และศรัทธาอย่างสูงครับ..

พ่อครูว่า… จริงๆแล้วเขาไม่ได้ตัด แต่เขาเตือน ให้ใบเหลืองใบแดงเพราะว่าเราไปเอาวิดีโอที่มีลิขสิทธิ์ของคนอื่นมาออก 

ตอนนั้นอาตมาเห็นว่าบทความเขาดีก็เลยเอามาออก โดยไม่ได้บอกกล่าว ถือวิสาสะเอามาลงเลย ก็เห็นว่ามันดีเราก็เอามาสนับสนุนเผยแพร่ตลอด เพราะหนังสือเราก็ไม่ได้มีโฆษณาไม่ได้ค้าขายไม่ได้มีรายได้ เป็นช่องทางการสื่อสารเผยแพร่ไปต่อ ที่จริงก็ควรจะดีใจที่มีคนเผยแพร่ให้ต่อ เราไม่ได้ค่าโฆษณา ไม่ได้ทำงานเพื่อได้สิ่งตอบแทนอะไรเลย เราทำเพื่อประโยชน์กับประชาชน ซึ่งตอนหลังเขาก็เข้าใจความรู้สึกพวกนี้ก็ไม่มีปัญหา อาตมาก็ยังจำได้ว่าเรื่องนี้ 

ตอนนั้นอาจารย์อาภรณ์ พุกกะมาน เป็น บก.หนังสือแสงสูญ เขาก็ประท้วงมา เราก็เอาจดหมายตอบเขาไปว่า เราได้ผิดพลาดได้ละเมิดโดยไม่ได้บอกแจ้ง ไม่ได้ให้ค่าลิขสิทธิ์อะไร บอกไปว่า คุณจะคิดค่าลิขสิทธิ์เท่าไหร่ก็แจ้งมา เราก็นึกว่าท่านจะเข้าใจ อาตมาใช้คำว่าบุญนิยม บอกเขาด้วยว่าเรานึกว่าท่านก็คงจะเข้าใจเรื่องบุญนิยม ซึ่งไม่ใช่ทุนนิยม เราทำงานทางบุญนิยมไม่ใช่ทุนนิยมนึกว่าท่านเข้าใจอันนี้แล้ว ก็เลยคิดว่าไม่มีปัญหาก็ทำไปก็ต้องขออภัย ถ้าจะต้องเสียค่าลิขสิทธิ์เท่าไรก็คิดมาก็แล้วกัน 

เท่านั้นแหละ เงียบเลย ไม่ได้ตอบอะไรมาเลย นึกว่าอาจารย์ส.ศิวรักษ์จะเข้าใจเรื่องบุญนิยม ที่ไม่ได้เป็นเรื่องหารายได้ค้าขาย ใครได้ใครเสีย เรามีแต่ให้กับสังคมเท่านั้น นึกว่าจะเข้าใจอย่างนี้ เราก็บอกไปอย่างนี้เท่านั้นเอง เขาก็เข้าใจสะดุด หยุดไม่พูดจาอะไรต่ออีกเลยเรื่องนี้ 

_ทองคูณ สงฆมัย : ติดตามฟังธรรมอโศก มาตลอด ศรัทธาเชื่อมั่นว่าในโลกปัจจุบันมีที่นี้ที่เดียวที่ทำถูกตามพระธรรมคำสอนนอกนั้นลงทะเล

บุญไม่ใช่กุศล บุญคือนักฆ่ากิเลส 

_Took Aswin (ตุ๊ก อัศวิน) : ขอโอกาสเจ้าค่ะ..ในหนังสือเปิดยุคบุญนิยมเล่ม๒ หัวข้อ๓๙๖/หน้า ๒๘๖ พ่อครูท่านเขียนว่า “บุญ” ที่เป็น “๑” คือ “บุญ” ที่อาศัยทำงาน เมื่อทำงานสำเร็จ กำจัดกิเลสหมดสิ้น ก็เสร็จ”หน้าที่บุญ” ก็ “๐” ไป หมายถึง “๐” = สูญ คือ สูญทั้งกิเลส และ สูญทั้งขันธ์๕ ใช่ไหม..เจ้าคะ พ่อครูได้โปรดอรรถาธิบายไขให้เกิดความกระจ่าง..ด้วยเถิด!เจ้าค่ะ

พ่อครูว่า… ที่อาตมาหมายคืออรหันต์เป็นคน ปุญญปาปปริกขีโณ ไม่มีบุญไม่มีบาปแล้ว เพราะว่าบุญเป็นเครื่องมือกำจัดกิเลส เมื่อกิเลสหมดในตนเองแล้ว อย่างอาตมาเป็นคนไม่มีบุญ พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสเองว่า ท่านเป็นผู้ไม่มีบุญไม่มีบาป ปุญญปาปปริกขีโณ 

คนยังเข้าใจคำว่าบุญนี้อย่างถ้วนรอบสมบูรณ์ในนิยามของมัน ยาก ทุกวันนี้ยิ่งศาสนาพุทธโลกุตรธรรมเสื่อม ก็เลยไม่รู้ว่าคำว่าบุญนี้มีนิยามสุดยอด ทุกวันนี้ไปเข้าใจคำว่าบุญเป็นกุศลเป็นความดีงาม ซึ่งอาตมาก็พยายามอธิบายว่าบุญเป็นเพชฌฆาตด้วย เป็นนักฆ่า ซึ่งไม่ใช่ความดีงามเลย เป็นคนไม่มีบุญไม่ต้องใช้บุญ อันนี้สุดยอดแล้ว คนที่จะต้องใช้บุญอยู่คือคนที่ยังมีชนักยังมีเรื่องที่จะต้องอาศัยมือปราบ อาศัยเพชฌฆาตนี้มาทำร้ายสิ่งที่เลวร้ายอยู่ในตัวเรา ต้องอาศัยสภาพนี้ ซึ่งมันซ้อนอยู่ในเราเองต้องสร้างพลังงานนี้ เพื่อกำจัดตัวผีร้ายในตัวเราเองให้ได้ 

ทุกวันนี้คนเข้าใจบุญไม่ได้แล้ว จนต้องใช้คอลัมน์หนังสือเราคิดอะไรว่าเปิดยุคบุญนิยม เขียนเป็นหนังสือปึกเบ้อเร่อ ขยายคำว่าบุญ ก็ไม่ง่าย คนพวกเราก็เข้าใจความจริงได้บ้างแต่คนข้างนอกยาก ยังเข้าใจคำว่าบุญตามนิยามของพุทธเจ้าได้ชัดไม่ได้ 

บุญไม่ใช่กุศล บุญจะว่าเป็นอกุศลก็ไม่ได้ทีเดียว มันไม่ใช่ทั้งกุศลและอกุศล มันมีหน้าที่ปราบกิเลส กิเลสนั้นเป็นอกุศลแน่ แต่นี่กิเลสนี้มันแย่ยิ่งกว่าอกุศลอีก เพราะฉะนั้นต้องใช้มือระดับบุญเลยปราบ ผู้ที่จะล้างด้วยพลังงานชั้นบุญได้สำเร็จ 

บุญนี้มันต่อหางฌานที่ 4 เป็นตัวที่จะทำให้เกิดอุเบกขา อุเบกขาคือกิเลสหมดเกลี้ยงสะอาด ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา นี่คือองค์ธรรม 5 ของอุเบกขา ผู้ที่ทำฌานที่ 4 ได้จะมีผลของฌานเป็นอุเบกขาชัดเจน ฆ่ากิเลสไม่ได้ฆ่าด้วยกดข่ม แต่ฆ่าด้วยปัญญาอันยิ่ง 

ต้องสร้างปัญญาอันยิ่ง ฌานคือปัญญา ปัญญาคือฌาน สร้างปัญญาอันยิ่งที่ทำให้กิเลสตายเด็ดขาดเลย ตายไม่มีกลับมาอีกเลย อาตมาพยายามอธิบายความลึกซึ้งเท่าที่พอจะมีปัญญาอธิบายได้ก็ติดตามฟังไปก็แล้วกัน 

อาตมาพยายามอธิบายถึงสภาวะธรรมความเป็นจริงของมัน ทุกวันนี้แม้จะใช้พยัญชนะอธิบายอย่างไร มันก็ไม่ถึงความจริงทีเดียวหรอก ผู้จะถึงความจริงอย่างแท้จริงได้ต้องฟังความหมายที่นิยามไปอย่างละเอียดแล้วเอาไปปฏิบัติ แล้วจะได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความจริงนั้นได้ด้วยตนเอง ตนเองถึงจะรู้จักอันนั้น บัญญัติแท้ๆนั้นมันบอกความจริงไม่ได้ชัดเจนทั้งหมดหรอก 

_อัมพร กุลศักดิ์ศิริ : อยากให้พ่อท่านทำรางวัลมอบให้ผู้นำชาวเกาหลีหรือให้ผู้นำคนไทยบ้างครับ

พ่อครูว่า… อาตมาว่า 1 เราต้องเป็นผู้เจียมเนื้อเจียมตัว จะไปใหญ่อย่างไรที่พอจะให้รางวัลคนอื่น เราไม่ได้ใหญ่พอจะให้รางวัล เขาก็จะบอกว่าแกมีอะไรจะมาให้รางวัลฉัน มาเป็นผู้รับรอง รู้ขนาดไหนเชียวว่าคนนั้นดีอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วจะมาทำทีเป็นผู้รู้เป็นผู้ประกาศให้รู้ว่าฉันรู้นะว่าคุณดี ฉันให้รางวัลรับรองคุณนะ อาตมาว่าอาตมาไม่มีภูมิทำถึงขนาดนั้นหรอก ไม่บังอาจจะไปทำถึงขนาดนั้น ก็ขอบคุณที่พยายามมอบหมายความเชื่อถือให้อาตมา จะทำเหมือนทางโลกเขา อาตมาไม่กล้าทำเหมือนคนทางโลกเขา 

_คุณสัญญา บัวแก้ว : (จากคลิปเทศน์เรื่องคนชุมชนอโศกเล่นแชร์ ขายตรง เล่นหุ้น ธุรกิจเงินต่อเงินไม่ได้) ถามว่า 

  1. เป็นสมาชิกขายตรงซื้อกินซื้อใช้แบ่งปันให้ชาวชุมชนและนักบวชเพื่อสุขภาพอยู่ได้มั้ยขอรับ

พ่อครูว่า…ไม่ได้ ไปทำที่อื่น ถ้ายังต้องการเงินที่จะได้รายได้จากเรื่องนี้ ถือว่าเป็นงานอบายมุขไม่ให้ทำ จะมีเงิน 5 ล้านร้อยล้านพันล้านก็ไม่ให้ทำ จะอด0ตายก็ให้มันรู้กันไป 

2.เป็นชาวชุมชนมีเงิน แจกชาวชุมชนทุกคนุทุกเดือนหรือนานๆทีปีละครั้งได้มั้ยครับ

พ่อครูว่า…นี่ก็เผื่อแผ่เกื้อกูลช่วยเหลือกันไป ได้อยู่ เขาทำกันอยู่นี่นา ผู้ที่รับเขาก็รับคนไม่รับเขาก็ไม่รับก็มี เป็นอยู่ เป็นน้ำใจ 

สู่แดนธรรม… หากว่าเงินมาจากข้อที่ 1 จะทำได้หรือไม่ 

พ่อครูว่า… มันก็อันเดียวกันนั่นแหละกับข้อ 1 

3.ทีมงานสัมมาบัณฑิตมีเงินระดมเงินแจกชาวชุมชนโดยคัดคนอยู่นานยากจนในชุมชนอโศกอย่างนี้ทำได้ด้วยหรือครับ

พ่อครูว่า…คล้ายกันกับข้อ 2 ข้อ 2 นั้นส่วนตัวแต่นี่เป็นกลุ่มสัมมาบัณฑิต เขาก็ทำกันอยู่ ไม่ได้แสดงเพื่อเป็นกลุ่มอำนาจเป็นอิทธิพลก็ไม่ใช่ จะเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่ เป็นความซับซ้อนอยู่ในนี้ มีอกุศลซ้อนอยู่ในกุศลก็มี สิ่งที่ไม่น่าจะมีปนเปอยู่ในนั้นด้วยอย่างนี้เป็นต้น 

ฟ้าหลังฝนของประชาธิปไตยไทยสมัยพลเอกประยุทธ์ 

_ดั้นเมฆ หิรัญเขว้า

ลองฟังคุณดั้นเมฆ หิรัญเขว้า

“ฟ้าหลังฝนย่อมสดใส”

กลละ

กลละปะ

กลละปยะ

กลละปะยุ

กลละปะยุทธ

ทุกอย่างถูกวางมาเป็นขั้นตอน เหมาะสมกับเป็นนักกลยุทธ์ การจะเข้าทำการรบ การสัปยุทธ์ แผนการที่ดีเท่านั้นถึงจะมีชัย มองเห็นภาพดังนี้ขอรับ

1.ช่วงที่มีการชุมนุม สั่งทหารออกมาตรึงเมืองไว้ทุกมุมเมือง ตามแยกสำคัญต่างๆด้วย

พ่อครูว่า… กลละ คือ เริ่มก่อน เกิดเชื้อของชีวะเป็นน้ำ อย่างคนจะเกิดจุดนี้ก่อน พระไตรปิฎก ล.๑๕[๘๐๓] “รูปนี้เป็นกลละก่อนจาก กลละ เป็น อัพพุทะ จาก อัพพุทะ เกิดเป็น เปสิ จาก เปสิ เกิดเป็น ฆนะ จาก ฆนะ เกิดเป็น ๕ ปุ่ม (ปัญจสาขา) 

เราไปประท้วงด้วยอำนาจความสงบและความจริง มีอำนาจยิ่งใหญ่ จนทำให้รัฐบาลทรราช รัฐบาลที่ไม่ดีไม่จริงรัฐบาลพ่ายแพ้ไป ไม่ได้ใช้ความรุนแรงแต่ใช้ความจริงความสงบเรียบร้อย ใช้เวลายาวนาน ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆ สำเร็จไป 3-4 รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ เป็นอำนาจทรราชสุดท้าย นี่เป็นความสำเร็จอันงดงามของรัฐศาสตร์ในโลก 

คนก็ยังไม่ซาบซึ้งว่า พวกนี้มันมานั่งนอนๆกินๆนะนอนอยู่ข้างถนนเป็นเดือนๆกี่ปี แล้วก็ทำเป็นไล่ แล้วก็ทำได้จริงๆ รัฐบาลทรราชหมดไปกี่รัฐบาลจนถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็หมดไป แต่เขาไม่เชื่อว่า นี่เป็นอำนาจของประชาชน เขาไม่เชื่อว่า เป็นพลังประชาชนทำรัฐประหารทำการปฏิวัติรัฐบาลอย่างได้เรียบร้อยสมบูรณ์แบบ เขายังไม่เชื่อไม่เข้าใจเพราะความคิดที่ยังเผินๆ

คนมือเปล่า จะไปไล่รัฐบาลที่มีกองกำลังมีอำนาจในมือได้หรือ สั่งการกองตำรวจกองทหาร สุดท้ายตำรวจก็ลากโล่หนีออกไป จนสุดท้าย เราก็กถือว่าเราชนะ แต่เขาก็ยังไม่ชัดเจนยังไม่เชื่อ ประชาชนก็เงอะๆงะๆด้วย ยึดอำนาจได้เสร็จเราก็ตั้งตัวแทนของประชาชนขึ้นไป (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

_สมณะเดินดิน… ช่วงชุมนุมที่ทหารออกมาเพราะประชาชนถูกทำร้าย พลเอกประยุทธ์ก็สั่งให้ทหารออกมาคุ้มครองประชาชน ตอนนั้นนายกก็ออกมาติงว่า ทำให้ภาพพจน์ของประเทศไทยน่ากลัว ตอนหลังก็มีคนเอาดอกไม้มาประดับให้ทหารเป็นวิธีแก้อีกอย่าง 

พ่อครูว่า… เป็นความเข้าใจซ้อนลึกซึ้งละเอียด ซึ่งไม่มีตัวอย่างเกิดมาก่อนในโลก มีอย่างที่ไหน ประชาชนมาทำรัฐประหาร ประชาชนเอาความสงบเอาความไม่มีอาวุธไปประท้วง เอาความจริงความถูกต้องเป็นธัมมาวุธ ประหารรัฐบาลได้ซึ่งมันลึกซึ้งยิ่งใหญ่เป็นเรื่องสัจธรรมเป็นเรื่องธรรมะที่สูงส่งมากทุกวันนี้นักรัฐศาสตร์ก็ยังบื้ออยู่

_งามดีมาก…ใช้อำนาจสว่างมาไล่อำนาจมืด 

พ่อครูว่า… ที่จริงคนมองความสว่างไม่ออก คุณพูดก็ถูก แต่ความสว่างเขาไม่รู้จัก มันอยู่ในความมืดจนตาบอดไม่เห็นความสว่าง พลเอกประยุทธ์ก็บอกว่า ผมขอยึดอำนาจ 

ในระบบของเขา คุณนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ก็ไม่มีอำนาจอะไร ตีนลอยแล้ว ที่จริงไม่ต้องยึดอำนาจอะไรหรอก แต่นี่แหละอาตมาถึงบอกว่า นี่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนว่า พลเอกประยุทธ์คือตัวแทนของประชาชนที่ประชาชนไม่ได้ตั้ง แต่เขามีหน้าที่อยู่ในฐานะหน้าที่ ซึ่งกำลังคาราคาซังอยู่ ทางประชาชนก็ไม่ได้ตั้งใครมาเป็นตัวแทนไปยึดอำนาจ ก็ไม่ได้ทำ รออยู่ตั้งนาน แล้วพลเอกประยุทธ์ก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นก็ขอยึดอำนาจ เหมือนกับตัวแทน เมื่อประชาชนเห็นว่าพระเอกประยุทธ์มายึดอำนาจ ก็ไม่ได้เห็นว่าเป็นเรื่องขัดแย้งไม่ถูกต้อง ก็เชื่อว่าพลเอกประยุทธ์ให้ทำไป ดีแล้วมาสงบเรียบร้อยก็ต้องมีคนมารับช่วงรับไม้ต่อไปทำงาน 

แล้วทำงานมาประชาชนก็เห็น ผ่านไป 7 ปี ถ้าเผื่อว่าพลเอกประยุทธ์เป็นเหมือนกับสมชาย ยิ่งลักษณ์ ก็โดนพวกเราออกไปอีกนั่นแหละ ใช่ไหม แต่นี่ไม่ กลับเข้าตา พลเอกประยุทธ์ก็เลยเป็นตัวแทนประชาชนจริงๆ 

นี่คือสัจจะมันซ้อนโดยที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบยูนิฟอร์ม ที่มีมาก่อนเลย ไม่มีพิมพ์เขียวมาเลย เป็นไปตามอัตโนมัติ นี่แหละเป็นเรื่องที่นักประวัติศาสตร์ทางรัฐศาสตร์จะต้องบันทึกหมายเหตุการณ์ให้ดีๆ 

2.เมื่อเวลาลงตัว เรียกหัวหน้าทุกฝ่าย(คู่ขัดแย้ง)ทางการเมืองมารวมไว้ก่อน

3.เอาอำนาจบริหารมาจัดการเอง สงบมากเพราะทุกอย่างถูกล็อกไว้หมดแล้ว ด้านประชาชนที่ชุมนุมก็เต็มท้องถนน อีกกลุ่มรวมถึงฝ่ายรัฐบาลก็หมดความชอบธรรมไปก่อนหน้านั้นแล้ว

4.เมื่อบริหารก็ให้ตำแหน่งแก่คู่ขัดแย้งทางการเมืองอีกฝ่ายให้มีอำนาจด้วย เพื่อบริหารอย่างสมดุลย์ และสยบคลื่นใต้น้ำ และตัดกำลังผู้บงการอีกด้วย

5.เมื่อคนชั่วทำชั่วออกมาปรากฏตัวชัดเจน ก็รอเวลาที่เกิดประโยชน์สูงสุดในการจัดการ โดยเลือกปลดเลขาพรรคและผู้ช่วยรัฐมนตรีสองคนในวันก่อนมีการโหวต รธน.วาระสาม แบบฟรีโหวตที่จะมีขึ้นในวันนี้10กย64

(พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สมณะเดินดิน… เรื่องที่เป็นความเด็ดขาดของพลเอกประยุทธ์ เพราะเขากลัวว่าเขาเป็นเส้นเลือดใหญ่ กำความลับในพรรคไว้ คุณสนธิญาณก็บอกว่ารู้จักพลเอกประยุทธน้อยไป 

_เมื่อถึงตรงนี้ การโหวตก็คงชนะเพราะส่วนใหญ่คงจะไม่ฝืนความต้องการของประชาชนและตัวเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าอันไหนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

กราบนมัสการครับ 

ดั้นเมฆ หิรัญเขว้า 10 ก.ย. 64

ปัญญาของพุทธต้องรับจากสัตบุรุษจนเกิดความละอายเกรงกลัวอย่างแรงกล้า

พ่อครูว่า…เป็นเรื่องของแต่ละสมัยแต่ละกาละ อาตมาพูดย้ำหลายทีว่า 

ประชาธิปไตยไม่ใช่ว่าจะเข้าใจกันได้ง่ายๆ ในยุคของพระพุทธเจ้า ท่านตรัสรู้แล้วพาคนมาเป็นหมู่ประชาธิปไตย ที่นี้ประชาธิปไตยก็จะมีหลักเกณฑ์เรียกว่าธรรมนูญ ท่านก็ตั้งธรรมนูญขึ้นมาคือจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ผู้ใดมาเข้ารีต อยู่ภายใต้กรอบธรรมนูญอันนี้ มาอยู่ในระบบนี้ อยู่ในระบอบนี้ ก็ปฏิบัติ แล้วพระพุทธเจ้าในยุคนั้นก็ท่านยิ่งใหญ่ จนพระเจ้าแผ่นดินแคว้นใหญ่ๆในยุคนั้น ประเทศในยุคนี้ก็มีความหลากหลาย บางประเทศร่ำรวยจากการขายน้ำมันเช่นบรูไน คนรับเงินเดือนได้เลยไม่ต้องทำอะไร บางประเทศก็มีความลำบากมากแห้งแล้ง ประชาชนทำกินไม่เป็นอีกแล้วอดตายไปมากมาย ซึ่งก็มีตัวอย่างของทุกอย่าง 

พระพุทธเจ้าเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสัจจะที่เรียกว่ากรรมวิบากของมนุษย์ เพราะฉะนั้นใครที่มีกรรมวิบากแย่ๆก็จะไปเกิดในประเทศที่มันแสนจะทารุณโหดร้าย ไปเป็นพลเมืองที่ทุกข์ทรมาน เรื่องนี้เป็นเรื่องของกรรมจัดสรร เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก 

คนที่ได้มาเกิดในประเทศไทยนี้ แม้จะอยู่ในพุทธอื่นๆ หรือแม้จะไม่ได้อยู่ในพุทธ เป็นศาสนาอื่นก็ตามอยู่ในประเทศไทย ดีมาก ถ้าศาสนาอื่นอยู่ในประเทศอื่น ยาก ประเทศที่เขามีศาสนาเดียวเป็นมวลใหญ่ในประเทศ ศาสนาอื่นจะไปแทรกนั้นยาก จะมีศาสนาพุทธที่ไปแทรกอยู่ในศาสนาอื่นบ้าง เขาไม่รังเกียจเท่าไหร่ ในประเทศที่เขานับถือศาสนาเทวนิยมเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าชาวพุทธไปอยู่กับเขา ที่เขาเป็นเทวนิยมกันเกือบจะเป็นเทวนิยม ซึ่งไม่ใช่ง่ายที่จะเข้าใจเทวนิยมกับอเทวนิยม ไม่ใช่ง่ายเลย 

แม้ในประเทศไทยทุกวันนี้ก็ไม่ใช่จะเข้าใจเรื่องอเทวนิยม อาตมาเอาอเทวนิยมหรือโลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้ามาเปิดเผยสาธยายอยู่ทุกวันนี้ ยังไม่ค่อยกระเตื้องเท่าไหร่ พลเมืองเกือบ 70 ล้านคนในเมืองไทย นับถือพุทธ 95 เปอร์เซ็นต์ คนที่พอจะเข้าใจมาเป็นชาวอโศกก็มีแค่นี้ 67 ล้านคน มาที่นี่สัก 6000 คน แม้จะไม่มาเป็นชาวชุมชน ในชุมชนมี 500-600 คนก็ใหญ่แล้ว ก็อยู่ตรงนั้นตรงนี้กระจายกันอยู่ทั่วไป ชุมชนอโศกเล็กๆน้อยๆก็มีอยู่กันไปกระจัดกระจายทั่วประเทศ รวมแล้วก็ประมาณ นับอย่างหลวมๆก็ 60,000 คน ใน 60 เกือบ 70 ล้านคน ได้แค่นั้น ที่มาฟังธรรมและสนใจปฏิบัติ 

โดยเฉพาะอย่างพวกคุณมาอยู่ในชุมชนเห็นว่าอันนี้เป็นสาระสำคัญของชีวิต ชัดเจนแล้ว เพราะฉะนั้นคนที่เป็นสมาชิกของชุมชนอโศกขณะนี้ จะเป็นคนเลยอายุ 40 ขึ้นไปเป็นน้ำหนัก แล้วจากอายุ 40 ขึ้นไปตัดสินใจแล้วอยู่ในนี้ตายไปกับชาวอโศก นอกนั้นก็ยังมีเรี่ยวแรงดีอยู่ ยังจะออกไปแบ่งส่วนทางสังคมข้างนอกเขาอยู่อะไรต่ออะไรบ้าง จะไปแบ่งลาภยศสรรเสริญสุข แบ่งรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส มันก็ยังไม่แก่ เขายังไม่รู้จริง 

รู้จริงแล้วแม้จะมีอายุน้อยอยู่ในนี้ก็เข้าใจ ก็มีไม่มาก เป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ในนี้ก็อยู่ในนี้ไม่ชไปไหนหรอก มีน้อย ซึ่งมันไม่ง่าย 

พวกเราหรือใครก็แล้วแต่ที่รู้ชัดเจนแล้ว มันไม่คิดวอกแวกเลยนะ มันจบ ก็นี่แหละเรือนอยู่เรือนตาย มันชัดเจนเลย อันนี้มันเป็นเรื่องของจิตวิญญาณที่มีปัญญา ที่มีธาตุรู้ ธาตุรู้ที่เยี่ยมยอดจริงๆเลย ธาตุรู้ 8 ประการ 8 ข้อ อาตมาว่าความรู้เรื่องปัญญานี้รู้เองไม่ได้ มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ เมื่อได้แล้วท่านก็ประกาศมีคนรับสืบทอดต่อช่วงกันมาด้วยกาละ จนกระทั่งเกิดสัตบุรุษ เกิดสยังอภิญญา เกิดผู้รับรู้ในธรรมะโลกุตระ ในฐานะที่รู้ได้ถูกต้องดีสัมมาทิฏฐิก็อยู่ในฐานะผู้ที่จะถ่ายทอดต่อได้ แต่คนที่ไม่สัมมาทิฏฐิเขาก็ถ่ายทอดแบบผิดแบบมีบาปมีเวรของเขา คนที่ถูกต้องก็ไม่ใช่มีบาปเวรก็สั่งสมบารมีไปเรื่อยๆ 

พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีประเด็นที่อาตมาอธิบายยังไม่ถึง 

ความรู้ในระดับโลก ผู้มีปัญญาโลกุตระแล้ว คนที่มีความชัดเจนในตัวเองว่า คนนี้มีปัญญาโลกุตระจริงๆ จะเข้าไปหาด้วยความละอายโดยความเกรงกลัว ด้วยความเคารพนับถือบูชา อย่างแรงกล้า 

พระพุทธเจ้าท่านใช้คำเหล่านี้ไม่ใช่ไม่มีความหมาย พระพุทธเจ้าตรัสคือสัจจะความจริงที่ยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นอย่างพวกคุณนี้ เข้ามาหาอาตมา อาจจะไม่รู้สึกว่าละอาย แต่จะมีรู้สึกถึงความเกรงกลัว และเคารพ 

คำว่าละอายคำนี้เป็นสำนึกในตัวเอง สำนึกว่า เราไปหลงโลกียะ ไปหลงอยู่ทางโน้นมากบ้างน้อยบ้าง บางทีก็มากโดยไม่รู้ตัวซึ่งน่าละอาย ไปหลงอยู่จมอยู่ในความซับซ้อนของลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ซึ่งมันไม่ใช่แก่น ไม่ใช่เนื้อ ไม่ใช่กระพี้ ไม่ใช่เปลือก แม้แต่สะเก็ดยังไม่ใช่เลยซึ่งอันนี้ก็ลึกซึ้งซับซ้อน 

โลกุตรธรรมของพุทธเจ้ามันยืนยันความผิด ยืนยันความสิ้นไปในยุคนี้ แม้แต่ศีลก็ไม่มีกัน ที่บัญญัตินั้นก็มีอยู่ แต่ที่ประพฤติปฏิบัติจริงเขาไม่ได้เอาจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล โดยเฉพาะมหาศีล เขาไม่ได้รู้เรื่องเลย มีอยู่เต็มไปหมด มีแต่เดรัจฉานวิชา ไปติดอยู่กับลาภ ไป ติดอยู่กับสรรเสริญ สำคัญนะ ติดเกี่ยวกับสรรเสริญที่ยกย่องกันว่าเป็นปราชญ์ เป็นผู้รู้อยู่ทุกวันนี้ เขาไม่รู้ตัวกัน จมกับลาภยศสรรเสริญ มันน่าสงสารน่าเห็นใจ อยู่อย่างนั้นแหละ ทำอะไรก็ไม่ได้ 

แล้วก็ไม่ชัดเจน ถ้าชัดเจนก็แสดงตัวออกมาแล้วว่าไม่เอาอย่างนั้นแล้ว เราไปหลงอยู่นาน ก็จะละอาย กว่าจะมีคำว่าละอาย มันลึกซึ้งมากมายเลย กว่าจะรู้สึกว่า โอ้โห.. เราทำไมน่าอาย ดีไม่ดีเคยมาละลาบละล้วงอาตมา แล้วจะกล้าไปขอขมาหรือ เราไปทำเสียใหญ่เสียหนัก จะไปขอขมาได้อย่างไร มันสุดจะละอาย ถ้ามีความสำนึกอย่างนี้ก็ยังดีนะ แม้จะไม่กล้าเข้ามาขอขมา แต่สำนึกแล้วก็ยังดี แล้วยิ่งกล้าแสดงตัวเลย ว่าอย่างโพธิรักษ์นี้ถูกต้อง 

ขออภัยที่อาตมาพูดอย่างกับยกย่องตัวเอง เป็นผู้ถูกต้องยิ่งใหญ่เหลือเกิน ก็ต้องขออภัย ที่เป็นความจริงที่ต้องพูดสู่กันฟังไป 

เรื่องศาสนาเรื่องธรรมะ จะไม่มีใครมาพูดอย่างผ่า 2  ฟาก ความถูกต้องกับความไม่ถูกต้อง อย่างหงายของที่คว่ำถูกต้อง บอกขาวบอกดำ อย่างที่อาตมาพูด จะไม่มีใครมาพูดอย่างนี้ เพราะหากว่าพูดอย่างไม่ชัดเจนคลุมเครือ ว่านั่นดำนี่ขาว มันจึงต้องทำอย่างนี้ไง มันก็เลยดูแข็งดูอวดดี มันเสร็จไปในตัวเลย ให้มันรู้ดำรู้แดงรู้ดำรู้ขาว เขาก็เลยบอกว่า ใครมารับรองเอ็งวะ 

และที่มันน่าจริงๆเลย เขาไม่เชื่อ เขาไม่รู้ถึงกรรมวิบากอะไร อาตมามีกรรมวิบากมาเก่าตั้งแต่ชาติเก่าก่อน สั่งสมบารมีมา ชาตินี้ก็นำมาใช้ ก็พูดก็บอกความจริง แต่เขาไม่เชื่อเพราะเขาไม่รู้ เพราะฉะนั้นคนที่ไม่เชื่อกรรมวิบาก อจินไตยหรือกรรมวิบาก เป็นคนนอกศาสนาพุทธ 

กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ อาตมามีกรรมวิบากของอาตมาข้ามชาติมาชาตินี้ จนอาตมาบอกว่าอาตมาไม่มีอาจารย์ เพราะอาตมาเป็นอาจารย์ของตัวเอง พูดอย่างนี้เขาก็บอกว่าน่าหมั่นไส้ ชาตินี้ผู้ที่จะมาเป็นอาจารย์อาตมายังไม่ได้ เพราะไม่มีภูมิพอจะมาสอนอาตมา เพราะอาตมามี สยังอภิญญา มีความรู้เองแล้วก็เอามาประกาศ 50 ปีได้ประมาณนี้ อาตมาถึงได้ว่า มันยากเย็นแสนเข็ญที่คนจะเข้าใจแล้วก็จะเชื่อ ว่า 

อันนี้เป็นสัจธรรมจริง มันได้น้อยจัง อาตมาจึงกระเสือกกระสนที่จะอายุยืนยาวต่อๆๆไปอีก ซึ่งมันก็ดีขึ้นทำให้คนเข้าใจได้เพิ่มขึ้น มีอัตราการก้าวหน้าเพิ่มขึ้นมา มันมีเห็นอยู่ว่าอัตราการก้าวหน้ามีคนยอมรับเชื่อถือ ไม่กล้าต้านอะไรแล้ว เพราะโชคอาตมาดีที่ยังมีพระไตรปิฎกยืนยันหลักฐาน อาตมาก็เกาะแจกับพระไตรปิฎก เอามายืนยันตลอดเวลา จึงไปรอด ถ้าหากไม่มีพระไตรปิฎก ก็ไม่มีสำนัก ไม่มีอาจารย์ ก็ได้พระไตรปิฎกช่วยไว้อย่างดียืนยัน ไม่อย่างนั้นอาตมาแย่ไปไม่ออกเลย นี่อยู่รอดได้ก็เพราะว่าพระไตรปิฎกช่วยไว้อย่างสำคัญ เพราะฉะนั้นรอบตัวของอาตมาจึงมีพระไตรปิฎกเปิดเต็มไปหมด ไม่มีอะไรก็หยิบพระไตรปิฎกมาอ่าน สุดยอด หยิบเล่มไหนมาอ่านก็สุดยอดทั้งนั้นเลย พระไตรปิฎก มันจริงๆ มันสุดยอด

เทวนิยมมีหลากหลายศาสดาแต่พุทธมีศาสดาเดียว

_สู่แดนธรรม… พ่อท่านบอกว่าจะพูดปัญญาข้อ 1 กับข้อ 8 

พ่อครูว่า… ดี ตะล่อมมา พูดออกนอกค่ายไปเยอะ 

ที่บอกว่าปัญญาข้อที่ 1 ท่านตรัสว่าผู้ที่ได้รับฟังจากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าหรือจากสัตบุรุษก็ดี จากผู้มีฐานะครูที่มีสัมมาทิฏฐิ เสร็จแล้วก็รู้สึกว่าอย่างนี้เกิดความรู้ในระดับ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าปัญญาข้อที่ 1 จะมีอยู่ในตัวเองมีสิ่งที่ตัดสินว่าอย่างนี้ใช่หรือไม่ใช่ คนที่ไม่มีในตัวเองเขางงว่ามันพูดอะไรวะจะไม่รู้เรื่องด้วยจะไม่ซาบซึ้งไม่เข้าใจ แต่คนที่มีนี้จะบอกว่าอันนี้ใช่ 

ยิ่งคนที่มีอคติอย่างตื้นๆพื้นๆเลยว่า คนนี้บวชเรียนก็ไม่ได้บวชเรียน สำนักก็ไม่มี ศิษย์น้องศิษย์พี่ก็ไม่มี อะไรก็ไม่มีสิ่งยืนยันอ้างอิงได้เลยว่าได้มาจากไหน แล้วไปทำเป็นเอาพระไตรปิฎกมาอ้าง อ้างแล้วก็ดันอธิบายไม่เหมือนอาจารย์ใหญ่เขาด้วย มันก็เลยยิ่งไปกันใหญ่ นัยยะลึกซึ้งซับซ้อนอาตมาอธิบายไม่เหมือนกัน บุญ สมาธิ ฌาน กาย เป็นต้น ก็ไม่เหมือนเขานี่ อธิบายศีลก็ไม่เหมือนเขา สมาธิก็ไม่เหมือนเขา ปัญญาก็ไม่เหมือนเขา วิมุตก็ยิ่งไม่เหมือนใหญ่เลย แล้วมันจะได้อะไร ก็ไม่ได้เรื่องอะไร 

ข้อ 1 เป็นข้อยืนยันว่ามีต้นทางจะต้องมาจากผู้รู้ อันไม่มีใครตรัสรู้ได้เอง นอกจากพระพุทธเจ้าและสืบทอดจากพระพุทธเจ้ามา อันนี้จึงเป็นเรื่องที่ยืนหยัดยืนยันว่า ที่มานี้มาจากคน เป็นผู้รู้ แล้วคนนี้สืบทอดมาจากคน พระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ก็เป็นคนเหมือนกันไม่ใช่เป็นอะไรก็ไม่รู้ เอามาจากพระเจ้า แล้วพระเจ้าอยู่ที่ไหน เขาก็ตอบไม่ได้ 

อาตมาก็ไขความจริงแล้วว่า พระเจ้าไม่มีหรอก พระศาสดาของเทวนิยมแต่ละพระองค์นั่นแหละเป็นเจ้าของธรรมะเป็นพระเจ้าเสียเอง แต่เขาไม่รู้ตัวเองและไม่กล้ารับว่า ความรู้ขนาดนี้ข้ามีได้ขนาดนี้เชียวหรือ ไม่กล้า เพราะไม่รู้จักกรรมวิบาก ไม่รู้จักการสืบทอด ไม่รู้จักการสั่งสม ที่เป็นความรู้ของท่านเองของศาสดาแต่ละองค์ สายเทวนิยมก็เช่นกัน สายโลกุตระก็เช่นกัน ของตัวเองสั่งสมมา สั่งสมมากพอได้เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง 

แล้วศาสดาแต่ละองค์ของศาสนาเทวนิยมต่างก็มีอัตตาของตนเอง จึงมีศาสนาเทวนิยมเยอะ แต่ศาสนาพุทธมีหนึ่งเดียว มีพระพุทธเจ้า แล้วพระพุทธเจ้าที่หมดยุคก็จะมีพระพุทธเจ้าองค์ต่อมารับต่อเป็นโพธิสัตว์รับช่วงต่อ สยังอภิญญา ก็ต่อมาเป็นอันเดียว นี่คือสัจจะมีหนึ่งเดียวไม่หลากหลาย เทวนิยมนั้นมีหลากหลายไม่เป็นอย่างเดียว มีอัตตา มีการถือดี มีการถือตัว เอ็งเก่งกว่าข้าๆเก่งกว่าเอ็ง ข้าถูกเอ็งผิดทั้งนั้น แต่ละศาสนาแต่ละศาสนาก็ถือดีของแต่ละศาสนา แต่ศาสนาพุทธมีศาสนาเดียว มีพระพุทธเจ้าองค์เดียว องค์อื่นๆก็มีสัจจะเป็นหนึ่งเดียวเหมือนกันหมด ไม่มีแตกแยก 

นี่คือความจริงที่ยิ่งใหญ่ ที่ทางเทวนิยมก็น่าสงสารเขาเหมือนกัน เพราะว่าเขายังไม่มีปฏิภาณปัญญาที่จะแยกแยะ บารมีเขายังไม่ถึง 

คนทางเทวนิยม ยิ่งเป็นผู้รู้ระดับอาจารย์ ระดับปราชญ์ ยิ่งออกมาหาโลกุตระ ออกมาหาพุทธนั้นยาก เพราะจะได้รับลาภยศสรรเสริญ ยกย่องเชิดชูมีความเชื่อถือทางโลกียะอยู่ โลกธรรมมันซับซ้อนอยู่ในตัว ยิ่งยาก 

นอกจากผู้ที่ ได้ค่อยๆรับ รับอัญญธาตุ ที่เป็นธาตุโลกุตระธรรมของศาสนาพุทธมาในแต่ละชาติสั่งสมมา ถึงคราวที่.. แต่ก็ยังยากที่จะมายอมรับจนกระทั่งเป็นผู้รู้ดีในศาสนาเทวนิยม หรือเป็นศาสดาแล้วยอมรับทางโลกุตระ ยาก มันซับซ้อน มันจะไม่ 

เพราะฉะนั้นคนที่จะเป็นผู้รู้โลกุตระในเทวนิยม จะไม่เป็นผู้ที่เป็นศาสดาไม่เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับ จะเป็นนักศึกษาธรรมดา ดีไม่ดีจะเป็นภาวะที่อธิบายแบบโลกุตระด้วยเขาก็จบอกว่าคนนี้เป็นพวกทำความแตกแยก ทำความ 2 อย่างแยกออกมา ซึ่งเทวนิยมนี้มีหนึ่งเดียวอย่างเดียวเหมือนกัน แต่อย่างเดียวของเขานั้นอย่างเดียวหลายศาสดา 

อย่างเดียวของเขา อย่างเดียวหัวแตก แต่ของศาสนาพุทธนั้นหนึ่งเดียว ไม่มีหัวแตกแล้วศาสดามีหนึ่งเดียวจริงๆ ไม่มีใครกล้าเป็นศาสดาถ้ายังไม่จริง ถ้ายังไม่ถ้วนรอบที่จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริง จะไม่มีกล้าประกาศ เพราะมีปัญญา มีปัญญารู้จริงๆว่าเราเป็นพระพุทธเจ้าจริงแล้วนะ จะไม่หลงตัว เพราะจะมีความรู้ในอัตตา ในอนัตตา ในความเป็นตัวตน ในความเป็นตัวเอง ในความจริงที่รอบด้าน ไม่มีอัตตา เป็นอนัตตา เป็นปัญญารอบถ้วน จะเป็นเช่นนั้น 

ขนาดอาตมายังไม่ถึงพระพุทธเจ้าอาตมาก็รู้สภาวะพวกนี้แล้ว แต่อาตมายังมีอุปกิเลสส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ ยังไม่สูงสุดบริบูรณ์ ความรู้หรือปัญญาหรือความรู้ทั้งหมดนี้ ยังไม่ครบ 69 + 7 เป็นเท่าไหร่ = 76 ยังไม่ครบภูมิปัญญา 76 ยังอยู่ในกรอบของ 69 อยู่ อีก 7 ความรู้นั้น เป็นของพระพุทธเจ้า เป็นพุทธวิสัย ใน ญาณ 76 

ซึ่งแค่รู้ญาณ 16 ก็บุญแล้วช ก็เป็นพระอรหันต์ได้แล้ว แค่นี้ก็เหลือกินเหลือใช้ถึงอาสวักขยญาณเป็นโลกุตระจิตข้ามโคตร เป็นมรรคผลของโลกุตระสมบูรณ์แบบได้เลย แค่ญาณ 16 นี้

ในญาณ ที่จะรู้ความจริงนี้ ถ้าสามารถที่จะเรียนรู้ไปตามลำดับ รู้กายในกายเวทนาในเวทนาจิตในจิตธรรมในธรรม ซึ่งมีตัวจิตในจิตเป็นตัวที่พระพุทธเจ้าบัญญัติเจาะลึกความเป็นสภาวะธรรม ถึง 16 เจโตปริยญาณ 16 

ถ้ารู้เจโตปริยญาณ 16 ซึ่งมี 8 คู่ รู้เนื้อหาเนื้อแท้ทั้งบัญญัติ 8 คู่นี้ แล้วก็รู้เนื้อหาของ 8 คู่นี้แล้วทำไปตามลำดับจริงๆ จุดสุดท้ายเป็นวิมุต คู่กับ อวิมุต หรืออีกคู่ก็สมาหิตะกับอสมาหิตะ เป็นสมาธิของศาสนาพุทธ ไม่ใช่สมาธิแบบเจโตสมถะของเดียรถีย์ ซึ่งไม่มีใครรู้สมาธิของพระพุทธเจ้าได้อย่างแท้หรอก สมาธิของพระพุทธเจ้าเรียกสมาหิตะ ต้องยืนยันในเจโตปริยญาณ 16 คำว่า 

สมาหิตะ คือ จิตตั้งมั่นตกผลึกจากจิตที่ดับอาสวะสิ้น จิตก็สะอาดตกผลึกเข้า ควบแน่นเข้าจนเป็นสมาธิ เกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 ซึ่งอาตมาอธิบายไว้หลายทีแล้ว

อาตมาขอยืนยันว่าคนฟังเป็นนักปราชญ์ก็ตาม ไม่ใช่จะเข้าใจที่อาตมาพูดได้ง่ายๆ เขาจะเข้าใจปัญญาได้อย่างผิวเผิน จะได้ศีล สมาธิ ปัญญา ง่ายๆตื้นๆ ไปนั่งหลับตาเดี๋ยวก็ได้ปัญญา ซึ่งจ้างก็ไม่เกิดปัญญา หลับตาไม่มีปัญญาเกิดเลย ปัญญาจะเกิดต้องลืมตาทำทั้งนั้น ปัญญาจะเกิดใน ฌานลืมตา ฌานหลับตาไม่เกิดปัญญาแล้วไม่ใช่ฌานของพุทธ ฌานของพุทธนั้นต้องลืมตาทำเป็นปัญญา 

พระพุทธเจ้าตรัสไม่ชัด ฌานอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญาอยู่ที่ไหนฌานอยู่ที่นั่น ปัญญาที่ไม่มีฌานไม่มี ฌานที่ไม่มีปัญญาก็ไม่มี เพราะตัวปัญญานั้นเป็นตัวความรู้ของจิตที่สะอาดบริสุทธิ์จากอาสวะ คือปัญญา

ถ้าจิตมันไม่สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสาสวะจริง มันก็ยังไม่ใช่ตัวปัญญาเต็ม ไม่ใช่ตัวปัญญาแท้ ปัญญานี้ไม่ใช่ง่ายๆตื้นๆเล่นๆเป็นปัญญา เพราะฉะนั้นอาตมากล่าวถึงปัญญาเริ่มต้นจะต้องได้ฟังจากพระศาสดาพระพุทธเจ้าหรือผู้ที่สืบทอดมา 

ปัญญาข้อที่ 8 ในปัญญา 8 ประการ

พ่อครูว่า… ปัญญาข้อที่ 8 ปัญญาจะรู้อะไร ปัญญาเอาอะไรมาเป็นเครื่องชี้บ่งว่า นี่แหละคือปัญญา ในความหมายของศาสนาพระพุทธเจ้า ในข้อ 8 พระพุทธเจ้ายืนยันว่า ความรู้ที่จะรู้สรุปลงที่ขันธ์ 5

8.อนึ่ง เธอพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ 5 ว่ารูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้ … สัญญาเป็นดังนี้ … สังขารทั้งหลายเป็นดังนี้ … วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 8 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงาม ไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ

ความรู้ที่จะได้รู้นั้นสรุปตรงที่อุปทานขันธ์ 5 รูปที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป รู้สภาวะจริงเลยว่าเป็นอย่างนี้ ทำให้ไม่มีรูปแล้ว สิ่งที่ถูกรู้สภาวะที่ถูกรู้ รู้แล้วก็ตั้งอยู่ แล้วมันก็ดับไป แต่การดับของผู้ที่ยังไม่มีปัญญา ดับที่ยังไม่ถึงอนัตตาแท้ มันดับไม่จริง มันดับแล้วมันก็ไม่ได้ดับแท้ มันก็วนเวียนอยู่อย่างนั้น จนกว่าจะเป็นโลกุตระธรรม ปัญญานี้รู้จริงจึงจะสำรอกเอากิเลสออกจากรูป จากเวทนา จากสัญญา จากสังขาร จากวิญญาณ รูปจึงดับ เวทนาจึงดับ สัญญาจึงดับสังขารดับ วิญญาณดับ 

ผู้ที่มีปัญญาชัดแท้ชัดเจนในข้อที่ 8 ข้อที่ 8 ท่านสรุปไว้สั้นๆ เห็นความเกิดขึ้นแห่งความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ 5 เพราะฉะนั้นความเกิดขึ้นความตั้งอยู่แล้วก็ความเสื่อมของรูปก็ดี เวทนาก็ดี สัญญาก็ดี สังขารก็ดีนั้น 1

2.รู้ดีรู้ชั่ว รู้คุณรู้โทษ รู้ความเกิดความดับ รู้หมดเลยในขันธ์ 5 

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า อุปธิ 3 คำว่า อุปธิ นี้ อยู่ในพระไตรปิฎกเล่ม 29 ข้อ 33 คุหัฏฐกสูตร อุปธิ มี 3 อย่าง 

1 กิเลส 2 ขันธ์ 3 อภิสังขาร 

ผู้รู้ 3 อย่างนี้ปฏิบัติจริงจะเกิดนิพพานเกิดอมตะ กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี เรียกว่าอุปธิ ในคุหัฏฐกสูตร ไปอ่านให้ดีจะเห็นว่าคนไปหลงผิดนั่งหลับตาสะกดจิต ออกป่าเขาถ้ำไปนั่งสะกดจิตซ้ำเติมเข้าไปอีกจึงเป็นผู้ไกลจากวิเวก จมหลงอยู่ในถ้ำ อันไม่มีผุดไม่มีเกิด อาตมาก็ย้ำ พวกมิจฉาทิฏฐิ ออกป่าเขาถ้ำอย่างที่นิยมกันในศาสนาพุทธถือกันว่า เป็นพระปฏิบัติเพราะว่าเป็นพระออกป่า ออกถ้ำถ้านั่งหลับตา 

ซึ่งมันผิดทั้งออกป่า ทั้งนั่งหลับตาผิดทาง หนีออกจากสังคมผิดไปจากความรู้ตามลำดับศีล สมาธิ ปัญญา หรือจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่รู้เรื่องเลย 

คำว่า ละอาย คำเดียว จมอยู่ในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข หรือจมอยู่ในมิจฉาทิฏฐิออกป่าหลับตาเขาถ้ำ นอกจากไม่ละอายแล้วยังหลงว่าเป็นเรื่องความยอดเยี่ยม ยิ่งเป็นพระป่าก็ถือว่าบรรลุธรรม แต่พระบ้านอ่านพระไตรปิฎกบ้างยังไม่กล้ารับรองตัวเองว่ามาศึกษาลืมตานี่แหละคือสุดยอดยิ่งกว่าไปหลับตา ไม่กล้านะ พระในเถรสมาคมพระที่มีบัลลังก์ทางลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ไม่กล้าข่มพระหลับตานะ ทั้งๆที่พระหลับตานั้นยิ่งมิจฉาทิฏฐิหนักกว่าผู้ที่ได้เรียนภาษาบัญญัติหนักกว่าผู้ที่ปฏิบัติอย่างตื่นๆ ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ชาคริยา เป็นศาสนาคนตื่นไม่ใช่ศาสนาคนหลับ 

ซึ่งอาตมาพูดเกือบจะทุกมุมแล้ว ซึ่งก็น่าสงสารพวกที่ไปหลบหลับออกป่า แล้วก็ไปนับถือกันอยู่ พระในเถรสมาคมที่ไปเรียนจบปริญญาเอกเปรียญ 9 ได้รับตำแหน่งหน้าที่ในกระแสหลักก็ตามก็ยังนับถือพระป่าอยู่นั่นแหละ นับถือพระหลับตาว่าจะต้องไปหลับตาจึงจะบรรลุนิพพาน ซึ่งเห็นว่ามันหมดเลยไม่เหลือเชื้อโลกุตระทั้งพระป่าพระบ้าน หมดไม่เหลือเชื้อแห่งความถูกต้องเลย 

พออาตมามาประกาศว่าอาตมานี่แหละพระอรหันต์ ไม่ออกป่า แล้วอยู่ในเมืองนี่แหละ และคนในเมืองที่ไปเข้าใจผิด ไปนับถือศาสนาพระเมืองพระบ้านผิดๆนั้น ก็ไม่นับถืออาตมา อาตมาก็ไม่ได้เป็นปัญหา เพราะรู้อยู่ว่าเขาไม่มีภูมิพอที่จะรับได้ ก็รับไม่ได้เป็นธรรมดา นอกจากคนที่มีบารมีจริงอย่างพวกคุณ รับได้เห็นจริง ว่าอย่างนี้ใช่ถูกต้องก็มาเอา ก็ได้ให้แก่ชีวิต ชีวิตของคุณก็ได้สิ่งนี้ไป ได้ศีล สมาธิ ปัญญา ได้วิมุตติ เป็นเรื่องจริง 

จนเกิดสภาพที่อาตมายืนยันเลยว่า ในยุคนี้เป็นรูปธรรมที่ปรากฏชัดเจน เกิดคนตามหลัก สาราณียธรรม 6 แต่ละคนมีวรรณะ 9 ไม่ได้พูดพล่อยไม่ได้พูดเล่น จริง

เป็นคนเลี้ยงง่ายบำรุงง่าย เลี้ยงง่าย  (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ)  มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส  มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ)  ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9  ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)  

เป็นคนขัดเกลาตัวเอง อย่างพวกคุณอยู่พยายามขัดเกลาตัวเองเท่าที่จะขัดเกลาได้ ผู้ที่พากเพียรก็รู้สึกว่าบางทีเคร่งเกินไป จนกระทั่งเกร็ง บางคนก็พาลจะประสาทเสียเอา ก็อย่าให้เป็นอย่างนั้น 

ก็มีศีลตามลำดับไป ธูตะ ก็คือ ปาสาทิโก มีอาการน่าเลื่อมใสทางกายกรรม วจีกรรมมโนกรรม ก็มีอาการไปอย่างแท้จริง ผู้รู้ก็จะบอกว่าอย่างนี้เป็นอาการน่าเลื่อมใส

ยกตัวอย่างอาการของอาตมา ผู้รู้เท่านั้นถึงจะบอกว่าอาการอย่างนี้น่าเลื่อมใส เป็นผู้ที่มี ปาคุญญตา คล่องแคล่วทางกาย กายปาคุญญตา คล่องแคล่วทางจิต จิตปาคุญญตา น้อยคนหรอกที่จะมาเข้าใจ ในเถรสมาคมจะเป็นปราชญ์เอกขนาดไหน จะบอกว่า โพธิรักษ์เป็นผู้ที่มีอาการน่าเลื่อมใส กายคล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียวอย่างนี้หรือ แสดงธรรมอย่างกับลิง พูดคล่องอย่างกับอะไร ซึ่งมันจะเข้าใจยาก 

อรหันต์อะไร ครอกๆๆอย่างนี้ เขาบอกว่าอรหันต์จะต้องนิ่งๆ สงบๆ พูดช้าๆ เขาก็มี Concept ของเขาอย่างนั้น อย่างนี้ไม่ใช่ พระอรหันต์อะไรกัน เห็นไหมเขามี Concept อย่างนั้นจริงๆ 

นี่ยังดีนะที่อาตมายังมีพระบาลียืน กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา ปาคุญญตา แปลว่าคล่องแคล่วว่องไว เพราะฉะนั้น นัจจะ คีตะ วาทิตะ ก็คล่องแคล่ว ทางมโนเป็นประธานก็ไม่ติดขัดอะไรเร็วไวคล่องแคล่ว ซึ่งมันเป็นความซับซ้อนที่เข้าใจได้ยาก เป็นอจินไตย เป็นวิสัย 

เช่น ฌานวิสัย คำว่า ฌานวิสัยนี้ วิสัยคือ สิ่งที่ได้สั่งสมลงมาอย่างไม่ต้องแก้ไขแล้วเป็นอัตโนมัติของคนผู้นั้น อาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย อาตมาแยกบาลี 4 ตัว
อาศัย คือ เพิ่งเริ่มต้น จะมีความเคยชินลึกซึ้งขึ้นก็จะเป็นนิสัย สูงกว่านิสัยก็เป็นวิสัย เป็นอัตโนมัติเลย เป็นโดยไม่ต้องเจตนา ไม่ต้องตั้งใจ เป็นโดยอัตโนมัติมา 

อนุสัยก็คือ ตัวอยู่ในจิตเลย ตัวเล็กที่สุดในจิต ฝังรากอยู่ในจิตเลย เป็นตัวประธาน อย่างนี้เป็นต้น 

เพราะฉะนั้นกว่าจะได้กว่าจะเป็นกว่าจะมีนี้ไม่ใช่ภาษาเท่านั้น มันเป็นสภาพจริงที่รองรับ เพราะฉะนั้นอาตมาถึงอบอุ่นใจที่อาตมาทำงานศาสนาของพระพุทธเจ้ามาประกาศเป็นโลกุตรธรรม มีคนรับได้ จนกระทั่งมาเป็นหมู่กลุ่ม เป็นตัวเป็นตนจริง มีสาราณียธรรม แต่ละคนมีวรรณะ 9 มากน้อยก็แล้วแต่ มีพุทธพจน์ 7 อธิบายไปหมดแล้ว เวลาก็จะหมดด้วย 

สมณะเดินดินว่า… สรุปจบ