650107_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนถือศีล 5 ได้ ถือเป็นความมหัศจรรย์อย่างยิ่ง 

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                         

https://docs.google.com/document/d/1T9YfKply7JpDmVKBPeH9vZi_Gioqo_MXimXVH1rcvQA/edit?usp=sharing 

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1ncgbirctqlXM171Hc2BZ213XdYLY-W8G/view?usp=sharing 

    

และดูวิดีโอได้ที่ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/1038502010340589

และ

สมณะเดินดิน… วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 7 มกราคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก วันเด็กปีนี้นายกให้คำขวัญว่า “รู้คิด รอบคอบ รับผิดชอบต่อสังคม” รู้สึกว่าไม่ใช่เพียงเด็กเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม สถานการณ์ตอนนี้ ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ยิ่งต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมเพียงพอ แต่ตอนนี้สงครามโรค ยังไม่จบ การติดเชื้อ ยังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ตอนนี้ ทั้งโรคติดเชื้อ 299 ล้าน เกือบ 300 ล้านคน ตายไป 5 ล้านคน 

ประเทศไทยจากเดิมยอดลงมาเหลือ 3,000 ตอนนี้ขึ้นไปเป็น 7,000 แล้ว มีนายแพทย์ใหญ่ๆคาดการณ์ว่า ตัวเลขต้องขึ้นไปถึง 10,000 หรือ 30,000 ก็ได้ 

มีหมอหลายคนออกมาบอกประชาชนว่า เชื้อ Omicron ที่กลายพันธุ์ไปนี้จะไม่รุนแรง จะไม่ลงปอดลึก จะอยู่ช่วงต้นๆของปอด พยายามพูดในมุมที่ไม่น่าห่วงไม่น่าวิตกเท่าไหร่ แต่คุณหมอประกิตที่เป็นคณบดีแพทย์ศิริราช ติงว่า อย่าให้ประชาชนประมาทว่าติดแล้วไม่เป็นไร เพราะจริงๆแล้วถ้าติดเชื้อแม้แต่ Omicron ก็ไม่มีใครรับประกันว่าจะไม่เสียชีวิตจะไม่เป็นอันตรายได้ บางคนก็ฉีดบ้างไม่ฉีดบ้างกับวัคซีนเปอร์เซ็นต์ก็ยังเสี่ยงอยู่ สรุปแล้วก็ไม่ควรประมาท ควรมีความรับผิดชอบต่อสังคม การป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ สวมหน้ากาก หมั่นล้างมือ พยายามอยู่ในห้องที่มีการถ่ายเทอากาศได้ดี จะทำให้สังคมเกิดความปลอดภัย 

พ่อครูว่า… ขอโอภาปราศรัยกับ SMS สักหน่อย 

_ประทีปธรรม : ในการสอบว.บบบ.ครั้งนี้ ลูกได้รับประโยชน์ตอนทำข้อสอบอัตนัยค่ะ

   มันเกิดอาการอึ้ง..เขียนไม่ออก เพราะได้สำนึกรู้ว่า การสอบอัตนัยครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมา เป็นการตอบจากความรู้ จึงได้ข้อสรุปแก่ตนเองว่า… การเขียนคำตอบจากความรู้ มันไม่ใช่ของจริง

     สิ่งที่ดียิ่งกว่า คือ เขียนคำตอบ จากสภาวะตนเอง 

     “ลูกยังสู้เพื่อพัฒนาตนเองให้เจริญยิ่งขึ้นค่ะ”

กราบขอบพระคุณพ่อครู และท่านสมณะสิกขมาตุทุกรูปค่ะ

พ่อครูว่า…มีนัยยะสำคัญ ความรู้ของเราเองมันเป็นความรู้ ก็แค่บัญญัติ พยัญชนะแค่ภาษา แค่ตรรกะ หรือมันเป็นความจริง มันเป็นความรู้ในขั้นถึงความจริงของปรมัตถ์ ความจริงของจิตเจตสิก รูป นิพพาน สภาวะธรรมเลย นี่เป็นความรู้ที่เจริญขึ้นดีขึ้นมากเลย 

อาหารเลี้ยงโลก อาหารเป็น 1 ในโลก

SMS วันที่ 5 – 6 มกราคม 2565

_คอยใคร : กราบเคารพพ่อครูครับ หลายวันก่อนได้ยินคนมาบ่นเรื่องของแต่งบนเวที ผมว่าเขาคงฟังธรรมเป็นอย่างเดียวแต่ไม่เคยฟังทำ ดูแล้วเขาฟังธรรมแบบพวกนั่งหลับตาไม่รู้ไม่เห็นอะไรที่คนเขาทำดีๆมาให้ดู 

ผมมองว่า ผลหมากรากไม้ที่มาวางบนโต๊ะหน้าเวที เป็นการบอกถึงชาวอโศกที่ฟังธรรมพ่อครูแล้วทำครับ ทำที่ว่าคือ สามอาชีพกู้ชาติ 

ของที่มาวางบนโต๊ะนั้นก็คือ 1ในธรรมะที่พ่อครูให้ทำคือ กสิกรรมไร้สารพิษ เมื่อทำได้ดีก็เอามาบอก มาให้เห็นมาอวดของดี ๆ ที่พ่อครูชอบพูดว่าอวดของดี ๆ ผิดตรงไหน แล้วก็ไม่มีจิตหวงของเหล่านั้น ทำแล้วก็แจกจ่ายในและนอกชุมชน การมาวางผลผลิตของชุมชน ผมก็ยังไม่เห็นว่ามันผิดตรงไหน หรือเขาอยากให้วางกระป๋องผ้าป่า กระป๋องกฐินติดแบงค์ปลิวว่อนถึงจะเป็นพุทธแท้ ๆ 

ผมเข้าใจผิดถูกประการใด กราบขอพ่อครูชี้แนะด้วยครับ 

พ่อครูว่า…คุณเข้าใจถูกต้องแล้วดีมาก ขยายความแทนอาตมาไปได้อย่างดีมากทีเดียว เพราะฉะนั้นผู้ที่ฟังอยู่ก็คงมีปฏิภาณปัญญาพอ จะเข้าใจได้ดีว่า ผลผลิตที่เราเอามาโชว์ เป็นเจตนาโชว์จริงๆ เจตนาแสดงออกให้เห็นว่านี่แหละเป็นของที่ควรทำ แล้วอาตมาก็พยายามเร่งรัดพัฒนา พยายามที่จะส่งเสริม พยายามจะปลุกเร้ากัน ให้ทำกสิกรรมธรรมชาติ กสิกรรมไร้สารพิษ ให้เจริญ ให้ล้น ให้เกิน ให้เหลือเฟือเลยในประเทศไทย แล้วเราจะได้แจกจ่ายออกไปเลย 

เพื่อจะพิสูจน์คำว่า อาหารเลี้ยงโลก อาหารนี่แหละเป็นหนึ่งในโลก ที่คนมีอาหารเป็น กวฬิงการาหาร ต้องจำกัดความตรงนี้ด้วยเพราะมันจะมี  ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร จะไม่ลงลึกในอาหาร 4 

กวฬิงการาหาร เป็นอาหารคำข้าวที่กินเข้าไปเลี้ยงรูปขันธ์ นี่แหละคือสิ่งที่จะยังชีพได้ทั้งเดรัจฉาน ทั้งมนุษยชาติ ทุกระดับ ไม่ว่าคนดีคนไม่ดี ไม่ว่าคนจนคนรวย คนชั้นต่ำชั้นสูงทั้งนั้น ไม่มีใครละเว้น เรื่องอาหาร 

อาตมาเห็นว่าเป็นหนึ่งในโลกดังที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้จริงที่สุด 

ท่านตรัสว่า “ข้าวเปลือก เป็นทรัพย์อย่างยิ่ง”  “ อาหารเป็นหนึ่งในโลก “ 

ข้าวที่แต่ละประเทศก็เน้นเป็นแป้งชนิดที่มีวิตามินต่างๆ ในแป้งนั้นๆหรือข้าวนั้นๆ แต่ละพันธุ์ ก็สำคัญยิ่ง ทีนี้ก็คัดสรรคัดพันธุ์ สิ่งที่มีประโยชน์ ไทยเราก็มีเยอะพันธุ์ ที่จะเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิต 

เพราะฉะนั้น ผู้ที่สามารถเข้าใจจุดสำคัญอันนี้ แล้วทำตามที่อาตมาว่า เร่งรัดพัฒนาสร้างอาหารคือ พืชพันธุ์ธัญญาหาร ให้เจริญงอกงามจริงๆ เราจะเป็นผู้ที่มีประโยชน์ จะเป็นประเทศเจริญ เจริญชนิดที่พิสูจน์ให้โลกรู้เลย ในอนาคตว่า 

“คนฉลาดสร้างอาหาร คนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ” 

เอาจบไปที่ตรงนี้ก่อนก็แล้วกัน 

เพราะฉะนั้นคนที่หลงอยู่ทุกวันนี้ให้ศึกษาดีๆ อย่าไปหลงสร้างอาวุธเป็นอำนาจ แต่อาตมาขอยืนยันว่า อาหารนี่แหละเป็นอำนาจ แต่เราจะไม่เรียกเป็นอำนาจ จะเรียกว่าเป็นคุณค่าประโยชน์หนึ่งในโลก ถ้าอาวุธนั้นเป็นโทษเด็ดขาดแน่นอน 

เปิดใจคือปรโตโฆษะจึงมนสิการอย่างมีอัญญธาตุได้

_เดชา อำพร : ข่าวสารของกลุ่มคนไทยในต่างประเทศ(บางกลุ่ม,มีปรากฏในยูทูป) พูดถึงบางเรื่องที่สัมพันธ์เชิงการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งต่างจากที่ผู้นำอโศกสรุป…

ซึ่งเราขอพูดคร่าวๆ คือผู้นำอโศกไปสรุปว่า ท่านนั้นท่านนี้เป็นโพธิสัตว์ระดับ6บ้าง5บ้าง4บ้าง หรือกระทั่งระดับปุถุชนคนธรรมดาท่านก็ยังไปตีขลุมเหมาให้ว่าเป็นโพธิสัตว์ไปด้วย  แต่มีการวิเคราะห์และเผยแพร่ข่าวสาร(ซึ่งกลุ่มท่านอาจมองว่าเป็น”Fake news”ก็ได้) 

พ่อครูว่า…อาตมาขอยืนยันว่า คนนอกนั้นที่มาวิเคราะห์วิจารณ์ธรรมะที่อาตมาพูดอยู่นี้ยังเข้าถึงธรรมะโลกุตระไม่ได้ ยังเป็นเทวนิยมอยู่โดยเฉพาะทางตะวันตก เป็นเทวนิยมทั้งนั้นเลย คุณยังแยกเทวนิยม อเทวนิยมหรือโลกียะ โลกุตระยังไม่ออกหรอกคุณเดชา ถ้าแยกออกคุณจะไม่กล้าที่จะมาท้วงอาตมาถึงป่านนี้จริง 

คนที่มีปัญญามีภูมิรู้จะแยกโลกุตระกับโลกียะออก คนนี้มี อัญญธาตุ เป็นธาตุอื่นที่ต่างจากโลกีย์หรือเทวนิยม ซึ่งคนส่วนใหญ่ในโลกเป็นโดยมาก 

คนที่รู้โลกุตรธรรมนั้นเป็นคนส่วนน้อยในโลก ที่รู้พุทธธรรมที่เป็นโลกุตระเป็นคนส่วนน้อย เพราะเป็นยอดของพีระมิด คนส่วนใหญ่เป็นฐานของพีระมิด เป็นธรรมดา ธรรมชาติ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องที่จะไม่รู้กัน 

ในยุคพระพุทธเจ้า พระสารีบุตรเรียนอยู่กับอาจารย์ สัญชัยเวลัฏฐบุตร พอท่านได้ข่าวว่ามีพระพุทธเจ้า อุบัติขึ้นแล้ว ท่านก็เข้าไปพบเลย ยังไม่ทันได้พบพระพุทธเจ้าแท้ๆ ได้พบลูกศิษย์ พบพระอัสสชิ ที่เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า พระสารีบุตรก็ถามว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนอะไร ครูของท่านสอนอะไร พระอัสสชิก็ตอบง่ายๆ ประโยคไม่ยาว ทุกอย่างเกิดมาแต่เหตุ ดับเหตุเสียได้ทุกอย่างก็ดับ เท่านี้แหละพระสารีบุตรซึ่งเป็นยอดปัญญาอยู่แล้ว เข้าใจทันทีเลย โอ้โห..อย่างนี้ใช่ อาจารย์ท่านคือใคร ก็คือพระสมณโคดม เท่านั้นแหละ สารีบุตรไปหาสัญชัยเวลัฏฐบุตรที่เป็นอาจารย์ ชวนกันไปพบพระพุทธเจ้าเลย ก็เกิดการวิเคราะห์วิจัยขึ้นระหว่างพระสารีบุตรกับสัญชัยเวลัฏฐบุตรที่เป็นอาจารย์ 

สัญชัยเวลัฏฐบุตรถามว่า แล้วคนในโลกนี้ มีคนโง่มากหรือคนฉลาดมาก ฟังดีๆนะคุณเดชา พระสารีบุตรก็ตอบด้วยความจริงเลยว่า คนฉลาดมีน้อย คนโง่นี้มีมาก ตอบอย่างนี้ 

สัญชัยเวลัฏฐบุตรมีโลกียธรรมก็ชอบความมาก ความมหัปปิจฉะ บอกว่าสารีบุตรเธอจงไปอยู่กับคนหมู่น้อยกับพระสมณโคดม เราจะอยู่กับคนหมู่มากที่เป็นคนโง่ คนฉลาดต้องอยู่กับคนที่หมู่มากเป็นนักประชาธิปไตยด้วย นี่ซ้อนไว้นิดนึง ไม่วิจัยต่อตรงนี้ จะซับซ้อนลึกซึ้ง 

พระสารีบุตรจากวันนั้นก็ชวนพระโมคคัลลานะ มาอยู่กับพระพุทธเจ้า มาอยู่กับคนจำนวนน้อย ส่วนน้อยที่เป็นยอดพีระมิด สัญชัยเวลัฏฐบุตรก็อยู่กับคนส่วนมาก ก็คือคนในโลกที่เป็นเทวนิยมที่เป็นโลกีย์ เป็นคนส่วนมากนั่นแหละตราบจนถึงทุกวันนี้ ก็เป็นอยู่อย่างนี้ 

ฟังดีๆ คุณฟังดีๆ ตั้งใจฟังศึกษาให้ดีแล้ว อย่าทิ้งกันนะ ไปด้วยกันฟังกันดีๆนะ 

เพราะฉะนั้นที่คุณเดชาวิจารณ์ถึงอาตมาว่า ไปชี้คนนั้นคนนี้ว่าเป็นโพธิสัตว์ อาตมากำลังมาเผยแพร่สัจธรรม ธรรมะที่เป็นพุทธศาสนา ที่มีทั้งอรหันต์และโพธิสัตว์ เป็นอันเดียวกันแต่ก็เป็น 2 มี 1 ในส่วน 2 ติดตามดีๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่เรื่องที่จะมาพูดกันเล่นๆ อาตมาพูดเล่นไม่ได้ พูดผิดไม่ได้ มันเป็นกรรมเป็นอันทำ มันเป็นบาป อาตมาเชื่อกรรมเชื่อวิบากนะ ไม่พูดอะไรพล่อยๆเล่นๆเพราะกรรมเป็นอันทำ มันเป็นวิบากของอาตมา อาตมาจะไม่พูดผิด ฟังความนี้ให้ชัด อาตมาพูดทุกคำถูกทั้งนั้น โดยเฉพาะยิ่งแสดงธรรม จะไม่ให้ผิดเด็ดขาด เพราะผิดแล้วมันเป็นอันทำ บาปหนักเป็นอนันตริยกรรม อาตมาถือเป็นอย่างนั้น 

ว่า.. “โพธิสัตว์หลายท่าน”โดยเฉพาะบางท่านที่ท่านผู้นำอโศกไปสรุปยกย่องให้นั้น ยังมีเรื่องผิดศีล 5 โดยเฉพาะข้อกินเนื้อสัตว์(ศีลข้อ1) และ”โพธิสัตว์บางท่าน”(ที่ท่านยกย่อง มากๆ) มีการเล่าถึง(ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์)ว่า..ผิดหมดในศีล5 ทั้ง 5ข้อนั่นเลยเทียวนะ โดยเฉพาะข้อที่ยังมีการดื่มสุราดังต่างประเทศ และยังสูบบุหรี่ของต่างประเทศเช่นกัน(ตอนสมัยที่ยังไม่ละสังขาร)..อยู่เป็นประจำด้วยนะ(และยังมีเรื่องเล่าลือเรื่องตัวจริง,ตัวปลอมดัวยครับ)

พ่อครูว่า… คุณเดชาคงกินมังสวิรัติ กินมังสวิรัติได้คงถือตัวว่ามีศีลข้อ 1 แล้วนะ 

นี่ก็เป็นรายละเอียดที่คุณเดชาเอามาแย้ง อาตมาคงไม่ใช้เวลานี้เอามาวิเคราะห์ อาตมากำลังย้อนกลับไปอธิบายธรรมะตั้งแต่ศีล อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 อธิบายจรณะ 15 วิชชา 8 อาตมากำลังย้อนอธิบายไปละเอียดตามลำดับ ให้งดงาม ให้ดีๆ ติดตามฟัง
ข้อมูล,ข่าวสารที่มากกว่านี้ ขอให้คนอโศก,กลุ่มอโศกไปแสวงหา,ค้นคว้า(เพื่อนำมาเล่าให้ผู้นำอโศกฟัง)เอาเองนะจ๊ะ เพราะพูดให้มากกว่านี้ไม่ได้จ้ะ..

ขอขอบคุณที่รับฟัง

พ่อครูว่า… ที่พูดไม่ได้นี่ไม่รู้หรือว่าพูดไปแล้วจะขายขี้เท่อหรือเปล่า พูดบ้างสิ เราจะได้ฟัง อาตมาว่า ถ้าคุณเอาแต่เพ่งโทษอาตมา เอาแต่จับผิดอาตมาตลอดไป ไม่เปิดจิต คุณจะไม่เกิดสัมมาทิฏฐิเอาเลย ไม่เกิดเลยเป็นอันขาด ลองสิ ลองเปิดจิตเปิดใจ รับอาตมาซะบ้าง ว่าเอ๊.. คนนี้เผื่อจะมีอะไรดีๆอยู่นะ เปิดจิตรับ มีปรโตโฆษะบ้าง คุณจะสามารถเข้าใจได้สัมมาทิฏฐิได้ โดยเฉพาะคุณต้องปฏิบัติด้วย คุณต้องปฏิบัติตามที่อาตมาพูดนี้ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ ตาม จรณะ 15 วิชชา 8 คุณจะสามารถเข้าใจแล้วเชื่อขึ้นมาบ้าง มันจะเกิดความเชื่อขึ้นมาเอง คุณก็จะเริ่มมีจิตเห็นดี ยินดี คือมีฉันทะเป็นมูล อันนี้เป็นข้อ 1 ของมูลสูตร 10 คำว่าฉันทะหรือยินดี ซึ่งมันเป็นเรื่องลึกซึ้งมาก 

อาตมาต้องอธิบายอีกนานเลย แม้แต่คำว่าฉันทะหรือยินดีในมูลสูตรข้อที่ 1 ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วคุณไม่เกิดจิตตัวที่เป็นความยินดี เป็นฉันทะเป็นมูลเป็นเค้าขึ้นมา จริงๆแล้วล่ะก็ คุณไม่มีทางที่จะศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าไปตลอด ถ้าฉันทะไม่เกิด ฉันทะในสิ่งที่เป็นสัมมาทิฏฐิจริงๆไม่เกิด คุณมนสิการ คุณทำใจในใจอย่างนั้น คุณก็ทำใจในใจอย่างที่เป็น อโยนิโสนสิการ    อโยนิโสมนสิการ ทำใจในใจอย่างไรก็เป็นการทำใจในใจที่ผิดทางทั้งนั้น 

คำว่า โยนิโสมนสิการ ก็ติดตามฟังให้ดีๆ วันนี้จะไม่ลงรายละเอียดของ โยนิโสมนสิการ เพราะเป็นรายละเอียดที่ลึกซึ้งมาก 

ขออภัยแม้แต่ท่านประยุทธ์ ปยุตโต หรือสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ ที่คนไทยนับถือมากเป็นปราชญ์เป็นผู้รู้ ก็ยังนิยามคำว่าโยนิโสมนสิการต่างกันกับอาตมา ก็บอกไว้แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน 

เพราะฉะนั้นท่านประยุทธ์ ปยุตโต จึงขัดแย้งอาตมา แล้วก็เป็นผู้ที่ เป็นหัวเรือใหญ่ จัดการเปิดฉากจัดการอาตมา ตั้งแต่พ.ศ. 2532 เป็นเรื่องเป็นราวกันมา จนกระทั่งแยกดำแยกขาวออกไป เพราะอาตมาออกมาได้สำเร็จตามพระธรรมวินัย อาตมาได้ประกาศนานาสังวาสแล้ว แต่ท่านประยุทธ์ก็ไม่เข้าใจนานาสังวาส ไปรื้อคดี ไปรื้ออาตมากลับมา รัฐบาลประกาศตั้งแต่ 2518 ประกาศนานาสังวาสแล้วก็อยู่ดีมาเรื่อยๆ แต่เมื่อ พ.ศ. 2532 ท่านประยุทธ์ ปยุตโต เขียนหนังสือซัดอาตมา ซัดไปได้ 3 เล่ม อาตมาก็มีอยู่เพียง 1 เล่มอยากได้ทั้ง 3 เล่ม ใครมีนะ หามาให้อาตมาหน่อย 

แล้วท่านยังทิ้งท้ายไว้ในเล่มที่ 3 ว่า เดี๋ยวจะยังมีอีกที จะซัดอีก แต่จากนั้นท่านก็ไม่ได้เขียน ซัดอาตมาต่อ อันนี้อาตมาจะเข้าใจเอาเองว่าท่านอาจจะเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้าง ยังดีใจลึกๆอยู่ว่า แหม.. จะไปพูดถึงขั้นที่พระพุทธเจ้าตรัสกับโกณฑัญญะก็ไม่ได้นะ โอ้! โกณฑัญญะ รู้แล้วหนอ คงจะยังไม่ได้ถึงขั้นนั้น ถ้ารู้ได้ถึงขั้นนั้นนะ เกิด อัญญธาตุ ขึ้นในจิตท่านประยุทธ์ ปยุตโต แล้วก็สุดยอด เมืองไทยไปลิ่วเลย 

ขออภัยที่อาตมาพูดเหมือนคนอวดดี หลงตัวตนมาก มันพูดเหมือนคนอย่างนั้น แต่อาตมาพูดอย่างมีน้ำหนัก พูดอย่างจริงใจ พูดอย่างเชื่อมั่นว่าอาตมาเจตนาดี แล้วก็พยายามที่จะพูดเพื่อให้เข้าใจกันด้วยดี เอ้า ผ่านอันนี้ก่อน 

_Pipat Suwapat (พิพัฒน์ สุวพัฒน์) : ชอบความคิดท่านฟ้าไทครับ

มหัศจรรย์ของความเป็นบุญนิยม 

_ป้ารัตน์ หนึ่งในธรรม : กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพอย่างสูง การทำการค้าบุญนิยม 4 ระดับที่ ชมร. มีเรื่องมหัศจรรย์ เกิดใน ชมร. มีการแจกฟรีเป็นเวลา 6 เดือน เนื่องจากการแจกมีคนร่วมบุญ ครั้งนี้จะเรียกเหตุการณ์นี้ว่า มหัศจรรย์ของการแจกฟรีถูกไหมค่ะ กราบนมัสการค่ะ

พ่อครูว่า…แค่ประเด็นนัยยะสำคัญอันนี้ก็อธิบายมา 50 กว่าปีแล้ว แต่อธิบายความต่างกันของบุญกับกุศลนี้เพิ่งอธิบายมาไม่กี่ปีนี้ อาตมาถึงว่าเสียดาย ตอนนี้สังขารร่างกายชักไม่ค่อยไปก็เลยเห็นว่า เอ๊ จุดนี้ มันเปิดแล้วก็สำคัญมากเลยถ้าอาตมาทิ้งไปก่อน ก็ยังไม่น่าจะแข็งแรงพอความรู้จุดนี้อยู่คำว่าบุญ ก็เลยพยายามต่อสังขาร อายุสังขารร่างกายของตนเองให้ยาวไปอีก ซึ่งเป็นการพิสูจน์สัมประสิทธิ์ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าจะต่ออายุให้ยาวเกินกว่า กัป 

(พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สมณะเดินดิน… พระสารีบุตรคุยกับอาจารย์สัญชัยเวลัฏฐบุตร ก็นึกถึงสำนวนพวกเราที่ชอบพูดกันว่า ให้เลือกเอาระหว่าง ไปเป็นเปรตในหมู่ปราชญ์กับเป็นปราชญ์ในหมู่เปรต

พ่อครูว่า… เป็นหนึ่งในคลองหรือเป็นสองในทะเล 

สมณะเดินดิน… ถ้าเป็นปราชญ์ในหมู่เปรต ก็อาจกลายเป็นเปรตไปในที่สุดก็ได้

พ่อครูว่า… จะเรียกว่ามหัศจรรย์ของการแจกของฟรีก็ถูก เราชาวอโศกกำลังสร้างความมหัศจรรย์ขึ้นในโลก เป็นความมหัศจรรย์ของโลก เป็นความมหัศจรรย์ ชัดยิ่งกว่าความมหัศจรรย์ แต่ก่อนนี้ที่เขายกไว้ 7 อย่าง ในโลก มีอะไรๆซึ่งเป็นเครื่องก่อสร้างส่วนใหญ่ 

นครวัดนครธม ทัชมาฮาล กำแพงเมืองจีนอะไรพวกนี้ ซึ่งเป็นวัตถุก่อสร้างส่วนใหญ่ แต่ ความมหัศจรรย์ที่อาตมากำลังพูดถึงนี้ก็คือ คุณธรรมในตัวมนุษย์ ที่เป็นคุณธรรมในระดับโลกุตรธรรม ทวนกระแสโลก ไม่ได้เป็นได้คนเดียวเท่านั้น เป็นได้เป็นหมู่เป็นกลุ่ม เรียกว่าบ้ากันเป็นหมู่เลย คนทั้งโลกเขาว่าบ้า อย่างโยมหลอย ก็นึกว่าเราบ้าอยู่คนเดียว มาเจอบ้ากันเป็นหมู่อย่างนี้ชื่นใจชื่นใจ อย่างนี้เป็นต้น 

มันเป็นการทวนกระแส เป็นสิริมหามายา เป็นเรื่องที่ซับซ้อนลึกซึ้งยิ่งกว่านักมายากลที่เล่นมายากล แม้แต่คำว่าสิริมหามายา คำว่านักมายากลนี้ก็ต้องทำความเข้าใจกันดีๆเลยว่าเป็นเรื่องจริงไม่ใช่เรื่องหลอก ไม่ใช่เรื่องมายากล แต่เป็นเรื่องจริงนะ เป็นความจริงตามความจริง ที่มันเร็ว แล้วมันกลับไปกลับมาๆ ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ นี่มันสุดยอดถึงขนาดนี้ ให้ติดตามดีๆ 

คนถือศีล 5 ได้ ถือเป็นความมหัศจรรย์อย่างยิ่ง 

_Pornthip Mungklad (พรทิพย์ มุ่งกลัด) : ในมหาสมุทรหรือทะเลไม่เกลื่อนด้วยซากศพเพราะคลื่นในทะเลจะซัดขึ้นฝั่งเปรียบได้กับคนที่มี seal ไม่ครบจะพบกับทะเล (ขาดตัว l ) แปลว่าอยู่นอกขอบเขตของพุทธใช่มั้ยคะ และ season ซึ่งพ่อครูได้แปลว่า ลูกทะเล เปรียบได้กับโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหันต์ใช่มั้ยคะ

พ่อครูว่า… มันมีทั้งส่วนถูกและส่วนไม่ถูก แม้แต่คำว่า season ที่แปลว่าทะเลอาตมาก็ไม่ใช่เป็นคนแปล แต่ท่านประยุทธ์ท่านเป็นคนแปลก ท่านเจตนาเพื่อจะยัดเยียดว่าอาตมาแปล season ว่า sea แปลว่าทะเล son แปลว่าลูกชาย ท่านยกตัวอย่างอาตมาพูดถึงพยัญชนะภาษาบาลีอธิบายเหมือนกับแยกวิเคราะห์ ไม่ได้ตรงตามที่ท่านเรียนมาเป็นเปรียญ 9 อาตมาไม่ได้เรียนมาก็ไม่ได้ขยายความไม่ได้แยกวิเคราะห์วิจัยพวกนี้ตามที่ท่านเรียนกันมา 

ท่านก็ว่าอาตมานี้ผิด เหมือนกับไปแยก sea เป็นทะเล อีกคำว่า son 

พอไปแปล season ก็บอกว่าลูกทะเล ซึ่งท่านก็บอกว่าไม่ใช่ มันแปลว่าฤดูกาลต่างหาก ก็ถูกของท่าน แต่อาตมาไม่ได้แปล ท่านเอามาใส่อัตโนมัติเอง นี่ก็เป็นรายละเอียดที่จริงๆ ท่านเองอาจจะพยายาม คนเราพยายามจะเอาความฉลาดของตนเอง ขยายความให้คนอื่นเข้าใจตามที่ตนเองต้องการได้ ท่านก็อธิบายอย่างนี้ 

อาตมาก็ว่าท่านต้องการให้เป็นอย่างนี้ แต่อาตมาเห็นว่าท่านอธิบายผิด พยายามเอาสิ่งที่มันไม่ค่อยถูกมาใส่อาตมา season อาตมาขยายความอย่างนี้ ซึ่งอาตมาไม่ได้ขยายความเลยนะ เรื่องของคำว่า sea 

แม้แต่คำว่าตัณหา คนก็มายัดเยียดอาตมาว่าอาตมาแปล ตัน แต่ว่าไปไม่ได้ หา แปลว่าหา ตัณหาก็แปลว่าหาไม่เจอ ซึ่ง อาตมาไม่ได้เป็นคนแปลไปอย่างนั้น 

ซึ่งตอนนั้นมีฆราวาส ไปพบกันที่ลานตักศิลา วัดมหาธาตุ ลานอโศก ตอนนั้นเป็นตลาดนัดธรรมะ ถกกันน่าดู พอถึงวันอาทิตย์ก็เต็มแน่นเลย ถกกันสนุก เสร็จแล้วมีคนนี้แยกวิเคราะห์ปัญหาแบบนี้ ก็คล้ายกันกับที่ท่านประยุทธ์แยก season แล้วเอามายัดให้อาตมาว่าจะมาเป็นคนแปลซึ่งไม่ใช่ อาตมาไม่ได้แปลอย่างนั้น 

ก็มีคำ 2 คำที่ขยายความอย่างนี้เยอะเหมือนกันแต่มันไม่ใช่อย่างนั้น อาตมาเอาสัจจะที่เป็นสภาวะธรรมเป็นหลัก ส่วนพยัญชนะอาตมาก็แปลใช้อาศัย แต่อาตมามุ่งหมายเอาสภาวะแท้ๆ ที่ต่างกันกับที่นักวิชาการทุกวันนี้ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ว่าเมื่อมีคนประดิษฐ์ประดอยคำให้ไพเราะหรูหรางดงาม ตามความรู้ที่ท่านขยายออกไป แต่มันออกนอกโลกุตระ 

ติดตามฟังให้ดีๆ ซึ่งจะมีจุดพิสูจน์กันตรงนี้ ตรงที่ว่า 

คำอธิบายของอาตมา ผู้ศึกษาธรรมะโลกุตรธรรมจริงๆ ของพระพุทธเจ้าคือโลกุตรธรรม ซึ่งอาตมายืนยันว่าอาตมาเป็นผู้นำโลกุตรธรรมมาเปิดเผยกระจาย ซึ่งมันสูญหายไปแล้ว ยกอ้าง อาณิสูตร หรือกลองอานกะ พระพุทธเจ้าทำนายไว้ในอนาคตว่า ต่อไปโลกุตรธรรมจะหายไปเหมือนกับกลองอานกะ ที่จะเป็นการปลอมไป อาตมาก็ต้องเอาเนื้อแท้ของกลองอานกะ คือ เอาสิ่งที่ถูกต้องกลับคืนมาให้ได้ 

อาตมาก็ได้พิสูจน์มาแล้วจน 50 ปี ค่อยๆอธิบายค่อยๆสร้างความเข้าใจ ซึ่งก็มีคนที่ติดตามอาตมา ตั้งแต่ผู้มีบารมีเดิม เป็นพวกเป็นหมู่เก่ามาด้วย เป็นพวกใหม่ด้วยเข้ามารวมกัน ใช้เวลา 51-52 ปีแล้ว  ก็ได้หมู่ขนาดนี้เป็นรูปขึ้นมาขนาดนี้ มีชุมชนชาวอโศก ซึ่งเป็นสาธารณโภคีเป็นสาราณียธรรม 6 มีวรรณะ 9 มีพุทธพจน์ 7 อะไรพวกนี้ต่างๆ ซึ่งอาตมายืนยันหลักฐานของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น ติดตามฟังดีๆ แล้วก็จะค่อยๆเข้าใจ ค่อยๆรู้อะไรต่ออะไรเพิ่มขึ้น 

ที่คุณพรทิพย์  ถามสุดท้ายว่า Season ที่พ่อครูแปลว่าลูกทะเลนั้นเปรียบเสมือน โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ หรือไม่

อันนี้ก็เปรียบเสมือนในมหาสมุทรมีปลาใหญ่ต่างๆฉันใด ฉันเดียวกันกับมนุษยชาติ ก็มีมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่ เช่น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ท่านนับว่าเป็นความมหัศจรรย์อันหนึ่ง  

สมณะเดินดิน… สังเกตว่านักวิชาการจะแยกไม่ออกระหว่างความรู้กับความจริง แล้วหลงว่าความรู้นั้นเป็นความจริง

พ่อครูว่า… มาเริ่มต้นด้วย ภาษาตื้นๆก่อน ภาษาตื้นๆคือ  ความมหัศจรรย์หรือเรียกด้วยภาษาวิชาการว่า ปาฏิหาริย์ พระพุทธเจ้าแบ่งปาฏิหาริย์นี้เอาไว้ 3 อย่าง 

  1. อิทธิปาฏิหาริย์ 2. อาเทสนาปาฏิหาริย์ 3. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ 

ปาฏิหาริย์ 3 ข้อนี้ในเกวัฏฏสูตรพระไตรปิฎกเล่ม 9 

ดูกร เกวัฏฏะ  เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้ว  จึงได้ประกาศให้รู้   ปาฏิหาริย์ ๓ อย่าง  เป็นไฉน ?  คือ 

๑. อิทธิปาฏิหาริย์ (แสดงฤทธิ์ทางใจ ไปซ้ำกับพวกคันธารี) 

๒. อาเทสนาปาฏิหาริย์ (หยั่งรู้จิตคนอื่น ไปซ้ำกับมณิกา) 

๓. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (สอนวิชชา๘ เป็นปัญญาสัมปทา) 

พระองค์ทรงเห็นโทษภัยจึง อึดอัด(อัฏฏิยามิ) ระอา(หรายามิ) เกลียดชัง(ชิคุจฉามิ) ในอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทสนาปาฏิหาริย์  แต่ทรงยกย่องให้สอน ให้ทำใจ ให้เข้าถึงอนุสาสนีปาฏิหาริย์ .  

(เกวัฏฏสูตร   พตปฎ. เล่ม ๙  ข้อ ๓๓๙-๓๔๑) 

อิทธิปาฏิหาริย์คือ การแสดงด้วยรูปธรรม การแสดงเด่นๆ การแสดงความเก่งพิลึก เหาะเหินเดินน้ำดำดิน แทงไม่เข้ายิงไม่ออก ประหลาด แปลก คนทำไม่ได้ง่ายๆเลย อันนั้นเป็นรูปธรรมเลย 

ส่วนอาเทสนาปาฏิหาริย์นั้นเป็นนามธรรม สามารถที่จะทายของหายก็ได้ สามารถที่จะใช้อำนาจทางจิต (เสกตะปูเข้าท้อง เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ )คือ รู้ของหายก็ได้ ทายใจคนก็ได้ ทายใจสัตว์ก็ได้ รู้แต่สิ่งลึกลับที่เป็นนามธรรม นี่เรียกว่า อาเทสนาปาฏิหาริย์ 

ส่วน อนุสาสนีปาฏิหาริย์นั้นฟังดีๆ 2 อย่างนั้นท่านบอกว่า ท่านเกลียดชัง  ท่านเบื่อหน่าย ท่านระอา ท่านตีทิ้ง ที่จริงไม่ได้ตีทิ้งหรอก แต่ท่านปฏิเสธ อย่าให้ชาวพุทธนั้นไปสนใจเพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นโลกียะ เป็นเรื่องหลงใหลในความเก่งความสามารถ ไม่ได้ประโยชน์ละหน่ายคลาย ไม่ได้ลดละกิเลสเลย ไม่เกี่ยว 

อนุสาสนีปาฏิหาริย์ถึงจะลดละกิเลส อันนี้แหละเป็นสำคัญ เช่น 

ศีลข้อที่ 1 เป็นคำสอน อนุสาสนีแปลว่าคำสอน เมื่อผู้ใดเรียนศีลแล้ว จากแต่ก่อนเป็นคนจิตใจอำมหิต โหดร้าย ฆ่าสัตว์ ฆ่าแหลก ฆ่าแม้แต่คน แต่เมื่อมาปฏิบัติธรรมคำสอนพระพุทธเจ้าและปฏิบัติตาม ก็รู้ว่า เราทำไมถึงทำชั่วขนาดใจโหดร้ายอำมหิตถึงการฆ่าชีวิตผู้อื่น ซึ่งคนเขาก็รักชีวิต สัตว์ก็รักชีวิตของเขา เหมือนกันกับเรารักชีวิตของเรา 

ทำไมคุณถึงไปฆ่าเขา มันอำมหิต โหดร้าย ใจดำ มันเลวสุดเลวเลยในความเป็นคน เดรัจฉานเขาไม่รู้เรื่องหรอก แม้แต่ปุถุชน คนโลกีย์ ก็ยังไม่ได้รู้ลึกซึ้งในเรื่องนี้ คนโลกุตระเท่านั้นถึงจะรู้ซึ้ง 

ในกระบวนการของจิตนิยาม เรียกว่าเป็นพลังงานในระดับชีวะ ที่เป็นสัตว์ ตั้งแต่เซลล์เดียวขึ้นไปแล้วก็พัฒนาขึ้นไปจนกระทั่งเป็นล้านๆๆเซลล์ มาเป็นอาริยะ เป็นพระพุทธเจ้า ก็คือพลังงานที่เป็นจิตนิยาม กว่าจะพัฒนาขึ้นไปได้นั่นแหละ 

สัตว์ตัวที่เป็นสัตว์เซลล์เดียวขึ้นมาแล้วตัวหนึ่ง ตัวนี้นะ สัตว์ตัวนี้นะ อาจจะพัฒนาขึ้นไปเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในอนาคตกาล อีกล้านๆๆๆปีก็ได้ คุณไปทำลายจิตวิญญาณ ของสัตว์ตัวนั้น เซลล์นั้น คุณทำลายเป็นการตัดสิ่งที่เป็นประโยชน์ในโลกควรจะได้รับ พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งซักองค์จะเกิดขึ้น คุณก็ไปตัดทอน คุณก็ไปทำลายแล้ว คุณจะบาปขนาดไหน 

เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้รายละเอียดอย่างที่อาตมาพูดจะไม่ไปฆ่าสัตว์ สัตว์เมื่อเป็นพลังงานจับตัวขึ้นมาเป็นจิตนิยามขึ้นมาแล้ว ปล่อยเขาเลยเขาจะไปของเขาตามบาปตามกรรมของเขา ตามกุศลหรือตามบุญตามบาปของเขา กุศลอกุศลของเขา เป็นชะตากรรมของเขา เป็นของตนเอง เขาจะเป็นทายาทเป็นมรดกกรรมของเขาเอง กรรมจะพาเขาเป็นเขาไปเอง กรรมจะเป็นเผ่าพันธุ์ของเขาไป สั่งสมไปจนกระทั่งเป็นเผ่าพันธุ์ของพระพุทธเจ้า เขาจะพึ่งกรรมของเขาเอง 

กัมมปฏิสรโณ เพราะฉะนั้นอย่าไปยุ่งกับกรรมของใครๆ อย่าไปยุ่งกับชีวิตของใครๆ ที่จะต้องทำให้ชีวิตของเขาต้องเสื่อมหรือต้องตาย โดยเฉพาะที่เรากำลังพูดนี้ ทำเขาตาย อย่าไปทำเลย 

ผู้ที่รู้ว่าสัตว์ อย่างไรเราก็ไม่ไปทำให้เขาตายแน่ จนกระทั่งถึงที่ว่าถ้าเรากับเขาจะทำร้ายกัน สักวันเขาจะทำลายให้เราตาย เราก็ต้องยอมตาย ไม่ให้เกิดพยาบาท 

เช่น เกิดไวรัสโควิค อาจจะเริ่มเป็นสัตว์แล้ว เพราะว่าเคลื่อนจากที่ได้แล้ว นับเป็นสัตว์ พืชนั้นจะไม่เคลื่อนไปจากที่ เรียกว่า nitch เมื่อเคลื่อนออกไปจากที่ก็พัฒนาเป็นสัตว์ โควิดมันไหลไปทั่วโลกเลยมันก็จะเป็นสัตว์แล้ว 

เพราะฉะนั้นอย่าไปดูถูกอย่าไปดูแคลน สัตว์แม้เป็นเซลล์เดียวก็อย่าไปฆ่า อย่าไปทำร้ายเลย 

ผู้ที่ถือศีลข้อที่ 1 รายละเอียดของศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ วางอาวุธ วางศาสตรา มีความกรุณาเอ็นดู หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ แต่ละคำที่อาตมาพูด เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น จนกระทั่งสุดท้ายหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ แม้เขาจะเป็นโทษ 

จะเป็นโทษกับอันนั้นอันนี้ เราก็ต้องฉลาดที่จะไม่ให้เป็นโทษ อันนี้ซับซ้อน เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน เพราะฉะนั้นเราต้องพยายามสร้างประโยชน์แก่กันและกันจึงมีความซับซ้อน 

อาตมากำลังสร้างประโยชน์แก่ท่านมหาประยุทธ์ เป็นต้น แต่ท่านจะรับรู้หรือเปล่า อาตมาทำประโยชน์เพื่อมหาบัวหรือลูกศิษย์มหาบัว เป็นต้น โดยตำหนิ ด้วยความปรารถนาดี ด้วยการสอนอธิบาย ให้เปลี่ยนแปลงเสียจากสิ่งที่ท่านเป็น ให้หยุดได้ ถ้าไม่หยุดจุดนี้แล้วมันจะไปอีกไกลอีกนานเลย 

เช่น หลับตาปฏิบัติกันอยู่ ยังเสพติดสิ่งที่เหมือนกับอาจารย์อยู่ หลงใหลในเรื่องความขลัง เรื่องลึกลับ เรื่องที่จับมาพิสูจน์ไม่ได้และเป็นนามธรรมที่เวิ้งว้าง แล้วเอามาคุยโม้ ต้องศึกษาให้ดีๆ แล้วจะรู้ ไม่เช่นนั้นแล้วจะถูกครอบงำทางความคิด จะแย่ 

เพราะฉะนั้นในเรื่องคำสอนพระพุทธเจ้าเริ่มตั้งแต่ อาตมาให้ศึกษาตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์จนกระทั่งหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ รายละเอียดลึกกว่านี้ก็ได้ แต่ขอพักไว้ตรงนี้ก่อน 

ศีลข้อที่ 2 เป็นต้น นี่เป็นคำสอนที่เป็นอนุสาสนี ผู้ทำตามได้นั่นแหละเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ไม่ฆ่าสัตว์นี่แหละ หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่นี่แหละ นี่แหละคือคนมหัศจรรย์ มีอยู่ในชุมชนชาวอโศกเยอะเลย เหมือนสัตว์ใหญ่อยู่ในมหาสมุทร มี โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ซึ่งรู้จักศีลข้อ 1 ดีแล้ว ไม่ฆ่าสัตว์ เด็ดขาด สัตว์ใหญ่สัตว์เล็กไม่ฆ่าหมดเลย 

แม้แต่เด็กตัวเด็กๆที่นี่ก็ไม่ฆ่าสัตว์รู้จักศีลข้อที่ 1 ปฏิบัติศีลข้อที่ 1 นี่แหละคือความมหัศจรรย์ 

ซึ่งคนไม่เห็นเป็นความมหัศจรรย์ คนไม่เชื่อ ไม่เข้าใจว่าจะเป็นความมหัศจรรย์ได้อย่างไรก็แค่ไม่ฆ่าสัตว์ เราไม่ฆ่าคนอื่นเขาก็ฆ่าอยู่แล้ว เรื่องกินเนื้อสัตว์(เขาก็อ้างว่า)เขาก็ไม่ได้ฆ่า ซึ่งมันมีรายละเอียดอาตมาจะไม่ลงรายละเอียดพวกนั้นอีก เพราะอธิบายไปหลายทีแล้ว 

มาเข้าข้อที่ 2 ของที่เขาไม่ได้ให้ เมื่อเขาไม่ได้ให้ เราไปเอาของเขามา หรือเอาของเขาไปจากเจ้าของเขา โดยเขาไม่ได้อนุญาตไม่ได้ยอม เป็นทุจริตกรรม 

ของที่ว่าไม่ใช่สัตว์ แต่เป็นวัตถุก็ดี เป็นพืชพันธุ์ธัญญาหารก็ดี ทั้งนั้นแหละที่ไม่ใช่ของของเรา ศีลข้อ 2 นี้แยกจากข้อหนึ่งคือเรื่องของสัตว์ มีชีวิตจองเวรจองภัย ในศีลข้อที่ 1 

ศีลข้อที่ 2 ของที่เราเอามาโดยทุจริต โดยตัวมันเองมันไม่รู้เรื่อง มันไม่มีการจองเวรจองภัย แต่เจ้าของ ฟังให้ดีนะซ้อนแล้วนะ 

เจ้าของ ของของนั้น ไม่ว่าจะเป็นวัตถุหรือพืชพันธุ์ธัญญาหาร เขาจองเวรจองภัย เป็นความลึกซึ้งซับซ้อนอีก 

คนที่ไม่หวงแหนของ ยิ่งไม่หวงแหน ยิ่งคุณไปเอาโดยทุจริตยิ่งบาปซับบาปซ้อน เป็นร้อยเท่าพันเท่า ตรงนี้ซับซ้อนมาก 

คุณไปขโมยของโจร ก็บาปประมาณนึง แต่ถ้าคุณไปขโมยของคนที่เขาสุจริตเขาไม่ใช่โจร บาปกว่าไปขโมยของโจร 

คุณไปขโมยของผู้ที่ไม่หวงแหน ของ ซึ่งไม่ใช่คนสามัญธรรมดา ที่เขาหวงแหนของเขา แต่ว่า คนนี้ไม่ใช่โจรก็บาปแล้ว ทีนี้คนนี้ไม่หวงแหนแล้ว ระดับต้นจนถึงระดับปลาย ก็บาป ยิ่งขึ้นไปอีก ยิ่งไม่หวงแหน ยิ่งไม่มีตัวตนเลย พูดลัดๆ ไปขโมยของพระพุทธเจ้า เป็นต้น มันจะบาปขนาดไหน ขโมยของพระอรหันต์  ของพระอาริยะระดับต้นก็บาปขนาดหนึ่ง ของพระอรหันต์ก็บาปยิ่งกว่า ของพระโพธิสัตว์ยิ่งสูงขึ้นไปอีกบาปบาปบาป ขึ้นไป กี่ชั้น กี่ชั้น อย่าเล่นกับกรรมวิบากนะ เป็นของจริงนะกรรมวิบาก ไม่ใช่อาตมาไปตั้งอัตราลงโทษเอาเองไม่ใช่ แต่มันเป็นสัจจะ 

เพราะฉะนั้นศีลข้อที่ 2 แม้ไม่เกี่ยวกับสัตว์ ทุจริตในศีลข้อที่ 2 ไม่ซื่อสัตย์ ไปเอาของที่ไม่ใช่ของของเรามา เพราะฉะนั้นเมื่อมาบวชเป็นสงฆ์เป็นภิกษุ คุณไปเอาของที่เขาไม่ได้ให้มาเกินกว่า 5 มาสกก็ปาราชิก 

อันนี้คนที่อวดดีๆ แล้วยังมีแรงของกิเลส ในอโศกเราก็มี แต่ก็ออกไปแล้ว ปาราชิกให้ออกไปหลายคนแล้ว แต่มีน้อย ใน 50 ปีมานี้ ก็มีน้อย ถือว่าน้อย 

ตั้งแต่อาตมาเริ่มต้นมีพระสงฆ์ที่เป็นหมู่มา ก็ค่อยมาด้วยกัน จนกระทั่งแยกมาตั้งแต่   พ.ศ. 2518 ตอนแรกมี 21 รูปกับเณรอีก 2 รูป จนเดี๋ยวนี้เมื่อก่อนมีเป็น 100 เดี๋ยวนี้ลดลงมาไม่ถึง 100 แล้ว ซึ่งไม่ง่าย แต่อาตมาคิดว่าจะมีเพิ่มขึ้นไปอีกในอนาคตอีกไม่นานนี้ ตอนนี้รู้สึกว่าธรรมะนี้จะเฟื่องฟู รุ่งเรืองดี 

ศีลข้อที่ 3 เป็นเรื่องของรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ละเอียดกว่านั้นอีก เรียกว่า กามคุณ 5 ภายนอกนะ ทางตาหูจมูกลิ้นกาย โผฏฐัพพะ ผู้ยังมีกิเลสราคะ เสพสุขดูดดึงในเรื่องกามมันเป็นโทษเรียกว่า กามาทีนวะ แต่คนยังเห็นเป็นกามคุณ เห็นเรื่องกามเป็นเรื่องดี 

นัยยะซับซ้อน กาม เป็นความปรารถนา  เป็นความใคร่อยาก เป็นความประสงค์ มันมีนัยยะที่เป็นไวพจน์ซับซ้อนอยู่ ก็มีประโยชน์บ้าง เป็นกุศลเจตนา เป็นความปรารถนาที่ดี แล้วเราก็ทำสิ่งที่ดีนั้นๆ ก็เจริญไป ก็เป็นประโยชน์อยู่ 

แต่ มันก็ยังเป็นความปรารถนามาบำเรอ อัตตา จึงเรียกว่ากาม ผู้ที่มีความปรารถนาดีทำดีๆๆ โดยไม่มีการบำเรออัตตาเลย ขอพูดตัวจบ ไม่บำรุงอัตตาเลย ทำดีไปอย่างในตัวแล้วไม่มีต้องการอะไรตอบแทน ไม่มีหวังอะไรมาให้ตัวเองเลย แม้แต่มาเสพอารมณ์ ว่าเราใหญ่เรามีบุญคุณ เราได้ชื่นใจ ปลื้มใจ ดีใจ ไม่ แต่รู้ว่าดีว่าควร แต่จิตก็ไม่มีดูด ไม่มีผลัก ที่เป็นตัวจบเรียกว่าอุเบกขาธาตุ ถ้าจิตที่เป็นตัวอุเบกขา บริสุทธิ์สะอาดจากกิเลสทุกอย่าง 

ปริสุทธาแล้วก็ยิ่งเก่งขึ้นไป ปริโยทาตา สั่งสมในแกนจิต เรียก มุทุภูตธาตุ แล้วมีกรรมการงานต่อไปเป็นกัมมัญญา ก็ยิ่งเก่ง สะสมความบริสุทธิ์ขึ้นไปเรื่อยๆ จิตก็ยิ่งเป็นประภัสสร ซึ่งไม่รู้จะแปลเป็นภาษาไทยว่าอย่างไร ประภัสสร ยิ่งสะอาดยิ่งแข็งแรงๆ แววไว ปราดเปรียว ที่แม้จะใช้ภาษาไทยเป็นภาษาพื้นฐานขยายความก็ยังไม่ครบกระบวนการ ไม่ครบพฤติการณ์ของคุณภาพ คุณลักษณะ ของสิ่งที่ประเสริฐสุดเหล่านั้น 

กลับมาถึงศีลข้อที่ 3 รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสนี่แหละ เสพบำเรออัตตา 

รูปก็ดี ตากระทบรูป หูกระทบเสียงพอใจเสพ ซึ่งไม่ง่ายหรอกที่คนจะมาลดละแต่ทำได้เป็นความมหัศจรรย์เป็นความประเสริฐยิ่งใหญ่ มันเป็นธรรมะอันเป็นคุณวิเศษ สุดยอดแล้วไม่มีอะไรสุดยอดประเสริฐเท่าธรรมะโลกุตระของพระพุทธเจ้า 

นี่ไม่ใช่พูดอย่างหลงตัว ไม่ใช่ พูดอย่างคุยโต ไม่ใช่ แต่เป็นสัจจะความจริงที่ยิ่งใหญ่จริงๆ อาตมาไม่มี สาเฐยจิต อยากอวดอยากโชว์อยากพูดเล่นไป ไม่ใช่ แต่พูดความจริงตรงๆตามเนื้อแท้ๆในสิ่งนั้น 

เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็ดี ก็หมดการบำเรออัตตา ไม่มีอย่าง หยาบ กลาง ละเอียด ตั้งแต่ มโนมยอัตตา 

โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา 

โอฬาริกอัตตาคือ อัตตาหยาบภายนอกก็ลดได้ เหลือ มโนมยอัตตา เหลือภายใน ภายในที่เป็นเนื้อหยาบอยู่ จนละเอียดลึกลงไปเรื่อยๆ ดีกว่า อรูป สุดท้ายเก็บละเอียดหมด อรูปอัตตา ดับสุดสูญ นั่นถึงจะถือว่าสิ้นอาสวะ 

เพราะฉะนั้น รายละเอียดที่อาตมาอธิบาย ถือว่าคร่าวๆไปนี้ จึงควรศึกษานี่คือศีลทั้ง 3 ข้อนี้ 

ส่วนศีลข้อที่ 4 ก็คือวจีกรรมที่พูดถึงศีล 3 ข้อนี้ในเบื้องต้น แล้ว 

ศีลข้อที่ 5 เกี่ยวกับจิตที่เกี่ยวกับศีลทั้ง 3 ข้อนี้ นี่คือกระบวนการของศีล 5 

สู่แดนธรรม… เป็นความมหัศจรรย์ 

พ่อครูว่า… เป็นความมหัศจรรย์ของศีล 5 ผู้ปฏิบัติได้จึงถือว่ามหัศจรรย์จริงๆ

ขอตีหัวเข้าบ้านนิดนึง อย่าหมั่นไส้กัน ชาวอโศกมีศีลโดยเฉพาะมีศีล 5 เป็นพื้นฐาน ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ หยาบ กลาง ละเอียด ก็มีไปตามฐานานุฐานะของแต่ละบุคคล ปฏิบัติได้ ยุคนี้ ปฏิบัติได้ 

ปฏิบัติได้จริง ปฏิบัติได้อย่างมีคุณสมบัติหรือคุณวิเศษนั้นๆ สมบูรณ์แบบ แล้วก็ทำได้แล้วไม่ได้ฝืน ไม่ได้ต้องกดต้องข่ม หรือต้องระวังไว้ ไม่ต้องเลย ทำได้จนเป็นอัตโนมัติ ไม่ฆ่าสัตว์เป็นอัตโนมัติ ไม่เอาของผู้อื่นเป็นอัตโนมัติ แม้แต่ของผู้อื่นที่เขาจะให้ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สมณะเดินดิน… พ่อครูพูดถึง ความมหัศจรรย์ของศีล นึกถึงนักบวชชาวอโศก ที่ถือ จุลศีลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก ว่า ผู้ถือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล  จะเจอกับสามัญญผล ที่เหมือนกับ กษัตริย์ที่ได้รับการมุรธาภิเษก ไม่มีอะไรจะมาทำลายอำนาจของกษัตริย์นี้ได้ ให้เห็นว่า ความเป็นนักบวชชาวอโศกก็เฉียดฉิวผ่านคุกตะรางผ่านการจับกุมต่างๆนานามา แต่ อานิสงส์ของ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ก็ทำให้เราแคล้วคลาดอยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งที่ก็เสี่ยงพอสมควร แต่ก็รอดมาได้

มีครั้งที่มีคนแจ้งนายอำเภอให้มาจับ เราก็บอกว่า เราฉันมื้อเดียวไม่ได้ทำเดรัจฉานวิชาไม่ได้ทำปาฏิหาริย์แบบที่เขาทำกัน นายอำเภอก็กลับมาศรัทธาพวกเรา แทนที่จะมาจับ ก็เอาข้าวสารอาหารแห้งมาให้ นายอำเภอก็ปวารณาไว้ นี่เป็นอานิสงส์ของศีลที่คนประจักษ์ได้

พ่อครูว่า… เพราะฉะนั้นก็ ความเป็นจริง เกิดจริงเป็นจริงแล้วไม่ว่าชาวโลกเขาจะเรียกว่าคนบ้า คือไม่เหมือนเขา คนทั้งโลกเขาจะไปรวยคนทั้งโลกเขาจะไปมีลาภยศสรรเสริญแล้วก็เสพสุข โดยเฉพาะเสพความสุข เขาจะไม่เข้าใจง่ายๆเลยเสพสุข แต่นี่มาไม่เอาสุข แล้วสุขมันเป็นอย่างไร มันน่าเกลียดตรงไหน คนเขาก็จะว่าอย่างนั้น บ้าหรือเปล่าไม่เอาสุข ใช่ไหม 

คนไม่เอาสุข นี่มันบ้าได้ระดับนะนี่ บ้าเข้าขีดเลยนะ ไม่เอาสุข

เพราะ สุข คำนี้ ไม่ใช่ธรรมดาที่คนจะเข้าใจได้ง่ายๆ ซึ่งอาตมาก็ขยายความมาอยู่ 

โลกทั้งโลกเป็นโลกีย เป็นสุขนิยม เป็นสุขเที่ยง ศาสนาเทวนิยมก็ติดในความสุขนิยมทั้งนั้น เป็นศาสนาที่ไม่รู้จักโลกุตระ ที่ไม่เอาสุขไม่เอาทุกข์ 

ซึ่งพระพุทธเจ้าบอกว่า 2 คือ 1 คือ 1 จะไม่เอา 2 คุณทำให้เป็น 1 ได้อาศัย จริงๆแล้วมันก็เพียงอาศัย จริงๆมันก็คือ 2 อยู่นั่นเอง จริงๆแล้วคุณก็ต้องไปเอาทั้งสอง แล้วคุณจะสูญ 

ฟังอีกทีนึง 

ทุกอย่างมันเป็น 2 หมด เพราะฉะนั้นคุณจะไม่เอา 2 คุณก็เลือกเอา 1 ทำให้ได้เป็น 1 ถ้าทำได้อย่างโลกุตระ แม้คุณจะทำสุขได้ จนกระทั่งสุขนั้นไม่เป็นสุขแล้ว ไม่มีสุขก็จะไม่มีทุกข์เรียกว่า อทุกขมสุข 

จิตที่ทำให้ไม่มีสุข แล้วก็ไม่มีทุกข์ พอสุขกับทุกข์ 2 อย่างนี้มันเป็นอันเดียวกัน 

เพราะฉะนั้นคุณจะไม่เอา 2 แม้ว่าคุณจะทำให้มันเหลือ 1 มันก็ยังเป็น 2 ติ่ง อยู่อย่างนั้นแหละ คุณต้องไม่เอาทั้ง 2 จึงเป็น 0 เลย จึงสมบูรณ์สุด สูงสุดเลย 

สิ่งที่เป็นความรู้จริงในความจริงที่ปฏิบัติได้ ประพฤติได้ตั้งแต่มีชีวิตเป็นๆ พิสูจน์ตั้งแต่อบายมุข ของหยาบ แล้วคุณก็ทำให้ไม่สุขไม่ทุกข์ ซึ่งมันก็มีอยู่ในโลกแล้วอยาบขึ้นทุกวันด้วย เละเทะขึ้นทุกวันด้วย จัดจ้านรุนแรงขึ้นทุกวันด้วย คุณก็รู้ทันในอบายมุขพวกนี้ ไม่เอา เป็น อนุปคัมมัง อนุปคัมมะ เป็นคนที่รู้ว่าในโลกมันก็มี แล้วเราก็ทำความไม่มีได้แล้ว แล้วเราก็ไม่เอาความไม่มีนี้ไปข่มความมีกับเขา ไม่มีก็ไม่มีไป เหมือนเราไม่มีตัวตน มีก็อยู่มี หรือคนอื่นที่ทำได้เหมือนอย่างเรา เขาไม่มี คนที่เขาไม่ได้ติดเขาก็ไม่มี คนที่ยังไม่ได้ติดทางโลกเขานึกว่าติดหรือได้กำไรก่อนแล้ว เมื่อรู้ตัวแล้ว ดีนะ เราไม่ติดเลย สบายได้ฟรี ได้ก่อนแล้ว ที่เหลือติดอยู่ ก็ไล่ให้มันหมดก็เป็นพระอรหันต์ คนนั้นก็โชคดี 

แต่ส่วนมากมันไม่โชคดีอย่างนั้นหรอก ​มันติดมาเยอะ ทำไมไม่หมดสักทีวะ ก็จะรู้

เพราะฉะนั้นเรื่องธรรมะนี้ ถ้าไม่ได้กับตัวเองจริงๆโดยเฉพาะโลกุตรธรรม คุณไม่ถึงที่สุดหรอกว่า 1 หรือ อัตตา แล้วทำให้ไม่มีอัตตา ทำให้หมดตัวตน ทำให้สูญไปเลย มันเป็นอย่างไร คุณก็ได้แต่พูดไป ตรรกะไป ซึ่งมันต้องมีสภาวะรองรับและคุณก็ทำได้จริงไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ขั้นอบายมุขที่อยู่ในโลก แต่ก่อนนี้เราติด สิ่งที่ไม่ติดเราก็นึกไม่ออกหรอกแล้วไปติดอะไรคุณก็จะรู้ว่า อ้อ.. อันนี้เนาะ 

จนคุณทำได้ คุณไม่ติดยึดเลย กลาง ถาวร ยั่งยืนด้วย มันก็มีอยู่ในโลกแต่เราสูญอย่างอัตโนมัติ อย่างสบาย ไม่เป็นภาระไม่ต้องไปอะไรเลย มีก็เห็น เห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รับรส อยู่กับเขาได้ เราก็ไม่มีปัญหาอะไร จะใช้จะสอย จะทำเป็นร่วมด้วยอันที่เป็นประโยชน์ ถ้าร่วมด้วยในสิ่งที่เป็นคุณค่าประโยชน์ก็ร่วมด้วยได้ ซึ่งเป็นคนที่ไม่ได้เป็นคน ฉุด ไม่ได้เป็นคนถ่วง แต่เป็นคนที่มีประโยชน์กับโลกไปตลอดทุกอณู ไม่ทำลายแล้วแถมเป็นประโยชน์ไปในตัวไปตลอดเวลาเลย 

สรุป อบายมุขไปแค่ 6 ข้อ ที่จริงแล้วมีอบายมุข 4 อีก มีความแตกต่างกันอยู่ข้อหนึ่ง ใน 4 และ 6 

เช่น การละเล่น ที่เรียกกันว่า กีฬา หรือ ความรวย ที่เรียกว่า ความมั่งมีร่ำรวย ผู้ที่ร่ำรวยมากๆคุณเก่ง คุณฉลาด คุณมีกลยุทธ์ สามารถรวบรวมมาเป็นของตนได้มาก แล้วคุณก็พอใจยินดีในสิ่งที่ตนมีมาก ได้มากนั้น พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่อย่างสุจริตด้วยนะ คุณก็ยังเป็นคนใจร้ายใจดำอำมหิต เพราะเท่ากับทรมานเท่ากับเบียดเบียนผู้อื่น เพราะคุณเก่งคุณสามารถ คุณเอามาเป็นของตนได้ คนอื่นก็ขาดแคลน ยากลำบากถึงขั้นบางคนต้องฆ่าตัวตาย เหตุเพราะคุณนะ 

นี่ไม่ใช่พูดเรื่องขี้ตู่นะ แต่เป็นเรื่องจริง 

โดยคุณไม่รู้เลยว่าคุณเองจะเป็นเจ้าของสิ่งนี้ไปอีกเท่าไหร่ ให้ 200 ปีเลย คุณอายุ 200 ปี เก่งมากเลยอยู่ได้ 200 ปี คุณก็ต้องตายจากสิ่งของเหล่านั้น สิ่งของเหล่านั้นไม่ใช่ของคุณหรอก มันไม่ใช่ของคุณแน่นอนอีก 200 ปี คุณจะเขียนพินัยกรรมให้เป็นของคุณไปอีกชาติหน้า เขียนให้ตายไปอย่างไรไม่มีทางเป็นไปได้ มีแต่คุณจะไปใช้หนี้เขาในชาติหน้า เมื่อคุณรู้เรื่องกรรมวิบากแล้ว อาตมาจะไม่ได้ลงรายละเอียดเรื่องกรรมวิบาก คุณไม่รู้ตัวหรอก 

สู่แดนธรรม… ถ้าเขาจะเถียงว่าความรวยเป็นของเขาแล้วทำไมต้องไปใช้หนี้ใช้กรรม 

พ่อครูว่า… คุณก็โลภเอามาคุณก็ดึงเอามาคุณสามารถ จริงๆอาตมาสามารถ คนเก่งๆก็สามารถกันทั้งนั้น เขาเก่งเขาสามารถแต่เขาไม่เอา แต่คุณเก่งคุณสามารถแต่คุณเอาแล้วมีกลเม็ดเด็ดพรายเอามาอีกด้วย เอามาแข่งร่างแข่งเรือแข่งพายแข่งโตกัน แล้วทำให้คนอื่นเขาขาดแคลน ซึ่งมันเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ที่ลึกซึ้งที่สุดเลย 

เพราะฉะนั้น เศรษฐศาสตร์ที่ดีที่สุดคือเศรษฐศาสตร์แบบคนจน และเป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ เป็นคนจนที่มหัศจรรย์ เป็นคนจนที่มีคุณค่าประโยชน์  เป็นคนจนผู้ยิ่งใหญ่ 

ที่พูดไว้นี่ไม่ใช่โม้เกินจริง เมืองไทยเป็นเมืองที่มีคุณวิเศษอันนี้ เป็นเมืองที่มนุษย์เป็นไปได้ในเรื่องนี้ ทั้งรู้และทำได้ มีผู้รู้ในระดับเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ตรัสไว้พูดไว้ ตามภูมิของท่าน ตามฐานานุฐานะของท่าน อาตมาก็รู้ อาตมาก็อยู่ในฐานะของอาตมา อาตมาอธิบายได้มากกว่าท่าน เพราะอาตมาอยู่ในฐานะที่อาตมาเป็นสัดส่วนที่อาตมาทำได้ยิ่งกว่านั้น เพราะอาตมารับผิดชอบมากกว่าท่านในเรื่องธรรมะโลกุตระ 

อาตมาก็ทำหน้าที่ตามฐานะของอาตมา ซึ่งก็พูดกันไปแล้วว่าในประเทศไทยจะมีธรรมิกราช 2 รูป อาตมาก็เปิดเผยตัวเอง ไม่ได้พูดยกตัวเอง ไม่ได้พูดหลงตัวเอง ไม่ได้พูดอยากใหญ่อยากโตอะไร ติดตามอาตมาไปเถอะจนกว่าอาตมาจะตาย อาตมาไม่ได้ไปอยากใหญ่อยากโตอะไร หลายคนบอกว่าน่าจะเป็นสังฆราช อาตมาขอเป็นสังฆราษฏร ไม่ได้พูดอย่างหมาเห็นองุ่นเปรี้ยวนะ 

สู่แดนธรรม… ที่ไม่รับเพราะว่าไม่อยากรับผิดชอบมาก 

พ่อครูว่า… รับผิดชอบมากเป็นความฉลาดแกมโกงนิดหน่อย ไม่สวยเท่าไหร่นะ ไม่อยากรับผิดชอบหน้าที่อะไรเลย ไม่อยากรับผิดชอบภาระอะไรเลยเป็นคนแสดงถึงความขี้เกียจ ความเห็นแก่ตัว ความไม่เอาถ่าน ขายขี้เท่อออกมามันไม่สวย 

สรุปแล้ว วันนี้พูดถึง ความมหัศจรรย์ ไปได้นิดเดียว ยังจะพูดถึงความมหัศจรรย์ ยังไม่เข้าไปตามลำดับความมหัศจรรย์ข้อที่ 1-8 

ท่านเดินดิน..สรุปจบ