641124_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาความเข้าใจเรื่องกายของอ.แปลง

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                         

https://docs.google.com/document/d/1cYLkgS673wQoI5SqvzDcJGHsSEpU7Ct_K17wenNgUPA/edit?usp=sharing 

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1d2-wFHoX-jhHHI4aL2N0yxM2fViCEEsx/view?usp=sharing 

    

และดูวิดีโอได้ที่ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/1560771574300992 และ https://youtu.be/R7o9xqJaVLI 

 

สมณะฟ้าไท… วันนี้วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน 2564 ที่บวรราชธานีอโศก เราผ่านงานมหาปวารณาไป งานต่อไปก็จะเป็นงานเพื่อฟ้าดิน คาบเกี่ยวปี 2564 กับปี 2565 จะมีการสอบ โดยใช้หนังสือเปิดยุคบุญนิยมเล่ม 3 ในการออกข้อสอบ 

ข่าวสารบ้านเมืองทุกวันนี้มีข่าวความรุนแรงมาก ส่วนเรื่องการเมือง จะมีนักการเมืองที่ซื่อสัตย์รับใช้ ประชาชน จะมีไหม เห็นมีแต่พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้นที่ทำจริง

พ่อครูว่า… SMS วันที่ 22-23 พ.ย. 2564

โพธิสัตว์ต้องมีความเป็นอรหัตตผลมาก่อน

_ไพรลั่น : กราบนมัสการพ่อครูครับ ถ้าผมสามารถช่วยคน ทางร่างกายได้ ถึง 100,000  คน ผมจะได้เป็นโพธิสัตว์ไหมครับ?

พ่อครูว่า…คุณอยากเป็นก็เป็นเถอะ สภาวะธรรมความเป็นโพธิสัตว์ไม่ใช่พูดเล่นๆ ประเด็นสำคัญที่สุด คุณจะเป็นโพธิสัตว์คุณต้องมี อรหัตตผลก่อน

อรหัตตผล 1. คือโสดาบัน อรหัตตะ นะ ไม่ใช่ อรหันต์ หันต์คือสูงสุด 

ไม่ลึกลับของพระโสดาบัน คือไม่ลึกลับในเรื่องกาย พ้น สักกายทิฏฐิ ข้อต้น พ้น สักกายทิฏฐิ ข้อต้นก็ยังไม่พอจะต้องมีความรู้ที่ 2 

พ้น สักกายทิฏฐิ ต้องรู้ว่า กาย คืออะไร พ้น สักกายทิฏฐิ 

  1. คุณต้องรู้ กาย นี้คือจิต และกายนี้แยกเป็นกายเป็นจิตได้ กายแยกเป็น 2 ก็ได้ กาย เป็นหนึ่งก็ได้ แม้ที่สุด กาย เป็น 0 ก็ได้ 

เช่น ต้องแยกกายให้ได้ว่า จริงๆนะ กายกับจิตต้องเป็นอันเดียวกัน กายไม่มีจิตร่วมด้วยไม่ใช่กาย แต่กายนี่ เราสามารถทำให้เป็นพีชะ เป็นอุตุได้ โดยกรรม โดยธรรมะ ธรรมนิยาม 5 พระพุทธเจ้าถึงมีวินัย เมื่ออุปัชฌาย์จะบวชคนขึ้นมาเป็นภิกษุ ขึ้นมาใหม่จะต้องสอนกรรมฐาน 5

สภาวะของจิต สภาวะของสสาร สภาวะของพลังงาน สภาวะของรูปของนามให้เข้าใจว่า 

จะอธิบายอะไรก็ได้ ผมขนเล็บฟันหนัง ซึ่ง เล็บนี่อธิบายง่ายที่สุด อย่างอื่นอธิบายได้ยากกว่า ผมก็ยาวไป ขนก็สั้น เล็ก ฟันนี่ก็เอามาอธิบายยาก แต่เล็บนี้ง่ายที่สุด 

อธิบายอีก โดยเฉพาะมีคำถามของ อาจารย์แปลง สุวรรณกาญจน์ ซึ่งติดตามมานะ แต่น่าสงสาร พยายามหามุมแย้งๆๆ แต่คุณจะไม่มี ปรโตโฆษะ หากมี ปรโตโฆษะ แล้วรู้จักกาย คุณจะทำ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตได้

สายนั่งหลับตาก็ทำจิตแต่ไม่ถ่องแท้ แยบคาย ไม่โยนิโส ไม่ถึงที่เกิด มันก็ไปตื้ออยู่ไม่ถึงจิต แล้วจิตที่ว่า คือ วิญญาณที่มีที่ตั้ง กระทบตา หู จมูก ลิ้น กายลืมตาอยู่ 

เพราะฉะนั้นอาจารย์แปลง สุวรรณกาญจน์ หากเอาแต่แย้งจะไม่มีทางจบ แต่สัจจะมี 1 เดียวไม่มี 2 เป็น 1 ไม่ได้นี่คือนิมิตเหมือนกันเป็นสื่อให้เห็นว่ามี 2 ทอง

คุณ ไพรลั่น ศึกษาดีๆไปเถอะ ให้พ้นสังโยชน์ 3 รู้กายในกายจนพ้นวิจิกิจฉาในเรื่องกาย พออธิบายกับใครๆได้ว่า กายคืออะไร สามารถปฏิบัติที่ปฏิบัติธรรมแยกกายแยกจิตได้พอสมควรจริงๆ อย่างพ้น วิจิกิจฉา แล้วทำตามหลักให้พ้น สีลัพพตปรามาส ไม่ใช่พ้นแค่ สีลพตุปาทาน 

สีลพตุปาทาน คือถือศีลพรต ตามจารีตประเพณี ซึ่งถือกันมาอย่างผิดๆเอาของเดียรถีย์มาถือ แล้วปฏิบัติศีลแค่นั้น ยกตัวอย่างง่ายๆของอาจารย์ก็สอนปฏิบัติศีล ศีลจะควบคุมแค่กายกับวาจา ไม่ถึงจิต

แม้แต่ ท่านขยายความของอานิสงส์ของศีล 10 ข้อก็ไม่เกี่ยวกับกาย แต่ไปเกี่ยวกับชีวิตหมดเลย 

ตั้งแต่ อวิปฏิสาร…ไปจนถึงวิมุติ เขาก็ไม่พยายามเข้าใจหรืออย่างไร ซึ่งก็คงจะยากจริงๆ ต้องพยายามให้เข้าใจ แต่คุณจะแย้งแล้วก็ชนะอย่างไรก็ไม่จบ

พ่อครูผู้มาเปิดยุคบุญนิยม

พ่อครูว่า… อาตมาเข้ามาเป็นผู้ เปิดยุคบุญนิยม 

ทำไมต้องใช้คำนี้ เพราะคำนี้คนไม่เข้าใจไม่รู้เรื่อง เป็นคำลึกลับมานาน ไม่มีใครรู้ศาสนาพุทธเสื่อมมานานไม่มีโลกุตรธรรมมา 2,500 ปี ทำบุญได้ผิดเพี้ยนแต่เป็นกุศล ซึ่งที่จริงและบุญเป็น one way Traffic เดินตรงอย่างเดียวไม่มีโค้งงอไม่มีองศา หายไปเลย เป็นนิวเคลียร์ฟิชชัน ตรงออกไปไม่มีโค้งงอกลับมาเลย ถ้าเป็นนิวเคลียร์ฟิวชั่นมันจะมารวมตัวกัน 

อาตมาเกิดมาในยุคนี้มาประกาศเปิดตัวยืนยันนำโลกุตรธรรม ที่มีคำว่าบุญ คำว่า ฌานฌาน คำว่า กาย คำว่า ศีล เป็นสัมมาทิฏฐิ ที่เขาได้ผิดเพี้ยนไป เอามาเปิดเผยให้ตรงกับความหมายของพระพุทธเจ้า ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ 

เอามาประกาศตั้งแต่อาตมาทำงานมา 51 ปี ก็มีคนเข้าใจรับได้ จนกระทั่งเอาตัวเองมาปฏิบัติกลายเป็นคนมี กายวาจาใจ บรรลุธรรมเป็นคนวรรณะ 9 สาราณียธรรม 6 จิตมีพุทธพจน์ 7 ได้จริง ยืนยันตามหลักพระพุทธเจ้า 

มีสาธารณโภคี ยืนยันว่าเป็นอย่างนี้ เกิดในยุคนี้ เกิดในยุคพระพุทธเจ้าก็ขยายไม่ออกเพราะเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคทาส นายทาส ลูกทาส ไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน สิทธิอะไรในตัวเองไม่รู้จัก ทุกวันนี้คิดที่มันเกินเฟ้อ กระทบคนอื่นทำร้ายคนอื่น เบียดเบียนคนอื่นก็ไม่รู้เรื่องกันทุกวันนี้ เป็นสิทธิอันธพาล จะไปล้มล้างเขา ก็สิทธิของสังคมก็ให้เขาทำไปสิ เขาจะนับถือกษัตริย์ก็เป็นสิทธิของเขา แล้วเป็นสิทธิคนจำนวนมากนับถือ คุณเองแม้จำนวนพวกคุณก็มีน้อย 

อย่างพวกเราชาวอโศกเป็นจำนวนน้อย เราก็เห็นคนจำนวนมากเขานับถืออย่างนั้นไปเราก็ว่าเท่านั้นเอง เพราะสูงสุดหลักธรรมพระพุทธเจ้า ถ้าถือว่าเป็นพวกเดียวกัน ด่ากันได้ 

แต่ถ้าไม่เป็นพวกเดียวกันอย่าไปแตะเขา อย่าไปด่าเขา ด่าเขาเดี๋ยวเขาโกรธ ดีไม่ดียกทัพเอาระเบิดเอาปืนมาเลย ไม่ได้ แต่ถ้าพวกเดียวกันจริงๆนี้ ได้ และต้องมีประมาณ 

แม้แต่พวกเดียวกันด่าเท่านี้ได้ ถ้าด่าเกินกว่านี้ เดี๋ยวก็ถูกอาวุธหรือไม้หน้า 3 ปืนมายิงตายเหมือนกัน ถูกระเบิดตายเหมือนกัน จะทิฏฐาวิกัมม์หรือ ปฏิกโกสนาก็ได้ อาตมาทำการปฏิกโกสนา คือคัดค้านว่าอย่างแรงได้ แต่หาก ทิฏฐาวิกัมม์คือ แสดงความเห็นต่อหมู่ แต่อย่าให้อักโกสะ คือหยาบจนเขาทนไม่ได้ ด่าเขาจะอักโกสะ เขาทนไม่ได้ แต่เอาแค่ ปฏิกโกสนา ถ้าอักโกสะ คือเขากระอักเลย ไม่ได้ แต่เพียงให้สะท้อนกลับปฏิกโกสนา 

คำว่า บุญได้หายไป ในความหมายของมันเป็นสัจธรรม อาตมาต้องกลับมาในยุคนี้ซึ่งมันได้เสื่อมไปแล้ว ซึ่งมันได้เข้าใจเป็นกุศลไปแล้วเท่านั้นเอง ซึ่งมันไม่ใช่ 

กุศลกับบุญต่างกันมาก กุศลเป็นสมบัติ บุญเป็นวิบัติ บุญเป็นศูนย์ กุศลมีหาประมาณมิได้ แม้แต่ พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่สันโดษในกุศล จะมีเท่าไหร่ก็มีไปเถอะ อย่าว่าแต่โพธิสัตว์เลย แต่บุญนี้มี 0 จบ 0 แล้วมันก็ไม่ไปไหนมาไหนอีกแล้ว ซึ่งมันคนละขั้วเลย 0 กับหาประมาณมิได้ มันคนละขั้ว เข้าใจคนละฟากฝั่งมาเป็นอันเดียวกัน ซึ่งอันเดียวกันโดยอนุโลมก็พูดได้ 

แต่ผู้ที่มีที่เป็นได้แล้ว เป็น 0 หรือเป็นเท่าไหร่ก็ได้ แต่เราไม่เป็นทั้งสองอย่าง เป็นอนุปคัมมะ เราเป็น 0 ก็ได้จะเป็นเท่าไหร่ก็ได้ 

อย่างพระอวโลกิเตศวรท่านจะไม่ยอมจบง่ายๆ  ปณิธานของท่านจะรื้อขนสัตว์โลกให้หลุดพ้นหมด ท่านจะปรินิพพานเป็นคนสุดท้าย เป็นปณิธานที่สุดยอดจริงๆ จะมีตัวตนคนจริงๆหรือไม่ก็เป็นแบบเทวนิยม เป็นแบบมหายาน แต่ปณิธานที่ดีที่สุดซึ่งไม่ใช่ปณิธานไม่ดี สุดยอด แย้งไม่ได้เถียงไม่ได้ แต่มันจะทำได้หรือไม่ล่ะ  ถ้าทำได้มันดีแน่เลย แต่มันจะเป็นไปได้ไหม 

เมื่อคำว่าบุญมันเพี้ยนมันผิดในยุคนี้ อาตมาก็เอากลับมาให้เกิด นิยม นิยมชมชอบจนให้เป็นนิยมะหรือนิยตะเที่ยงตั้งมั่นลงไป เพราะอาตมาเป็นผู้รับผิดชอบ พูดเปิดเผยความจริงไป เปรี้ยงเดียว คนก็ฟังเข้าใจนะ อาตมาว่า แต่เขาไม่เชื่อ เขาก็หาว่าอาตมามีเล่ห์เหลี่ยมตลบตะแลงซ้อนเชิง แต่อาตมาว่าอาตมาไม่มี แต่อาตมามีความรักกว้างโอบอ้อมเกื้อกูลทั่ว นี่เป็น สิริมหามายา 

คุณจะพูดอย่างมีหรือไม่มีจะปฏิเสธหรือยอมรับอย่างไร ซึ่งมันมีสภาพ 2 อยู่ตลอดกาล เราก็รู้ทั้งสองอย่าง แต่เราไม่เป็นทั้งสองอย่าง แต่เราจะอนุโลม ถ้าสิ่งที่ควรลงท้ายใช้ภาษาว่า ควรหรือไม่ควร อะไรมันควร เป็นองค์ประกอบที่เป็นปัจจุบันธรรม พระพุทธเจ้าตรัสถึงมีอะไรที่ห้ามหรืออนุญาต ตรัสไว้หมด

จนกระทั่งในคำตรัสทั้งหลาย ไม่อนุญาตไม่ได้ห้ามไว้เลย ต้องอาศัยของจริงที่เป็นสภาวะตอนนี้ตัดสินพิจารณาว่า อย่างนี้ พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ห้าม อาศัยคำสอนพระพุทธเจ้ามาประกอบ องค์ประกอบอย่างนี้ควรจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรก็ทำตามควร สิ่งที่ไม่ควรเราก็จะไปทำทำไม ก็พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสไว้เลย ทั้งอนุญาตและไม่อนุญาตก็ไม่ได้ตรัสไว้ในมหาปเทส 4 

  1. สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า  สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร  ขัดกับสิ่งที่ควร  สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย  

  2. สิ่งที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า  สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร  ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร  สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย

  3. สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า  สิ่งนี้ควร  หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร  ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย  

  4. สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า  สิ่งนี้ควร  หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร  ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร  สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย. 

(พระไตรฯ ล.5  ข.92) 

ต้องใช้ status quo ในยุคพระพุทธเจ้ามีสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีทาส ไม่รู้สิทธิมนุษยชน แต่ในยุคนี้มันได้ อาตมาก็ไขความไว้หมดแล้ว ทำสาธารณโภคีถึงฆราวาส เพราะว่ามีองค์ประกอบทำได้ ไม่ใช่อาตมาเก่ง แต่เหตุปัจจัยมันลงตัวเป็นไปได้ ก็ยากที่จะเข้าใจกัน

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ 

สมณะฟ้าไท… 

พ่อครูว่า… 

อจินไตย ทำไมธัมมิกราชต้องเกิดในเมืองไทย

_0852 สายลมหวาน : น่าแปลกครับ ชมพูทวีปย้ายมาอยู่ไทยซึ่งชาวไทย ลาวขยันน้อยไม่เหมือนแกว(ญวน)และจีน ทำไมไม่เกิดที่ประเทศที่คนส่วนใหญ่ขยันเช่นจีน หรือว่าส่วนหนึ่งหรือส่วนมากไทยมีเชื้อขยัน(จีน)มากขึ้นได้สัดส่วนที่จะเกิดชมพูทวีป

พ่อครูว่า… อจินไตย ธรรมิกราช 2 องค์จะมาเกิดเป็นไทย ไม่ได้เกิดเป็นจีนไม่ได้เกิดเป็นแกว คุณแก้ไขไม่ได้หรอก Born To Be 

ไทยเป็นประเทศที่มีศาสนาพุทธ ตั้งแต่เกิดประเทศไทยเป็นแกนหลักเป็นศาสนาหลัก ไม่เคยลด ไม่เคยเบา ไม่มีอะไรแทรกได้ ไม่มีอะไรจะมาแย้งมาแย่ง เอาชาวไทยเอาคนไทยไปได้ ศาสนาอื่นๆเทวนิยมพยายาม แม้จะเป็นคริสต์ อิสลาม ฮินดู เขาได้พยายามมาแล้วเป็นพันปีมาแล้ว ก็ทำไม่ได้ คนไทยก็ยังเป็นพุทธศาสนิกชน ทุกวันนี้ พ.ศ. 2500 กว่าปีแล้ว ก็ยัง 95% คนในประเทศไทย นับถือศาสนาพุทธ 

ทีนี้ ซ้อนลึกๆ คนจะรับรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า เช่น รู้กาย รู้จิต รู้บุญ รู้สมาธิ เป็นของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น ไม่ใช่ของคนทั่วไป เป็นสัมมาทิฏฐิ บุญก็สัมมาทิฏฐิ ศีลก็สัมมาทิฏฐิ เป็นเรื่องยาก คนรู้ต้องเป็นคนมีบารมี คนไทยนี่แหละมีเชื้อบารมีของพุทธ เพราะฉะนั้นธรรมมิกราช 2 องค์ต้องเกิดมาเป็นคนไทย ตราศาสนาพุทธ นำศาสนาพุทธกลับมา ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับอาตมานี่แหละ ขออภัยที่ต้องย้ำยืนยันตนเอง แม้ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะสวรรคตไปแล้ว อาตมาต้องทำต่อในนามธรรมคือ Dynamic รูปธรรมคือ Static ซึ่ง รูปธรรมขยายยาก Dynamic Static 

Static ก็คือศรัทธาเจโต ส่วน Dynamic เป็นปัญญา อาตมากำลังเขียนหนังสือเรื่องปัญญา 8 

สรุป ยุคนี้เขาไม่รู้จักบุญก็ต้องมาเปิดยุคบุญ ให้รู้ให้เข้าใจทำใจในใจบุญให้สำเร็จ จะเข้าใจบุญว่าเป็นผลงานสำเร็จของตนที่ทำได้ คือมันรู้จักกิเลส มันมีอำนาจมีพลัง มีสมรรถนะมีประสิทธิภาพ ทำให้กิเลสตายไป เป็นเพชฌฆาตมือสุดท้าย

ฌาน เป็นเพชฌฆาตมือ 1 2 3 บุญ เป็นเพชฌฆาตมือที่ 4 ฟันฆ่าตัดคอมาแล้ว มือ 1 มือ 2 มือ 3  มือที่ 4 ตัดเอง ตายสนิท เกิดสามเส้ามาสู่เส้าที่ 4 

แค่อธิบาย 1 2 3 4 ก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อาตมาพยายาม อย่าว่าแต่เรื่องบุญเรื่องกาย อาตมานำมาขยายทั้งพยัญชนะสภาวธรรม

คำว่า กาย คือ ก กับ ย เอาสระอามาขยายเป็นพหูพจน์

ก คือ พยัญชนะตัวที่ 1 

ย คือ เศษวรรค ตัวที่ 1 เป็นตัวต้นสองต้น เอา สระอามาต่อ เท่านี้คือสามเส้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทุกอย่างเลย จะให้เป็นกายหรือไม่เป็นกายอยู่

ไม่ใช่สามัญปุถุชน ไม่ใช่สามัญของศาสนาเทวนิยม แต่เป็นเรื่องวิสามัญของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่โสดาบัน เริ่มตั้งแต่คำว่า กาย จนไปถึงลักษณะอื่นๆอีก จนกระทั่งสิ้นอาสวะ 

อาตมาอธิบายนี้ไม่ใช่จับแพะชนแกะ มั่ว ไม่ใช่ ถ้าไม่มีสภาวะรองรับด้วยหลักการที่แท้จริงแล้ว เดี๋ยวก็เละ เดี๋ยวก็เลอะไม่เป็นส่ำ อธิบายอะไรไม่เข้าเรื่อง ก็จะกระจัดกระจาย 

เดี๋ยวจะอธิบายที่ อ.แปลง ส่งมา ส่วน สู่แดนธรรมก็ชื่อเล่นว่า แปลง แต่คนก็มักเรียกว่า แป้ง กัน เพราะเขาชอบศิลปะใช้แปรงระบายสี ก็ชื่อเล่นว่า แปลง  

 สังขาร จินตนาการ จินตมยปัญญา ต่างกันอย่างไร

_4354 : กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสุดเกล้า ขอเรียนถามว่า สังขาร จินตนาการ จินตมยปัญญา เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไรครับ

พ่อครูว่า… สังขารคือการปรุงแต่ง เอามารวมกัน ตั้งแต่ 2 อย่าง 3 อย่าง จนกระทั่งนับไม่ถ้วนอย่าง ปรุงแต่งสังขารกัน 

สังขารมันรวมหมดทั้งภายนอกภายใน กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร โลกก็สังขารกันได้ ดินน้ำลมไฟ ก็สังขาร รวมได้หมด

ส่วนจินตนาการคือ ความคิด คิดอะไรก็ได้ คิดบ้าๆบอๆคิดอะไรคิดดีๆ คิดเลวคิดอะไรได้หมดเป็นจินตนาการ แล้วเขาก็เอามาทำ โจรคิดอย่างโจร คนอเมริกันคิดอย่างคนอเมริกัน คนเกาหลีเหนือคิดอย่างคนเกาหลีเหนือ จีนคิดอย่างจีน ไทยคิดอย่างไทย คิด สารพัด ต่างกันไปสารพัดมากมาย

ส่วน จินตมยปัญญา อันนี้สิยอด จินตมยปัญญาคิดแบบพุทธ ปัญญาเป็นของพุทธเป็นของพระพุทธเจ้าปัญญาไม่ใช่ความรู้เรื่องทั่วไปไม่ใช่ เฉโก

ปัญญาเป็นของพระพุทธเจ้าตรัสรู้ เป็นโลกุตระธรรม ปัญญาเป็นโลกุตรธรรม 

อาตมาเขียนปัญญา 8 ขยายไป 600 กว่าหน้าแล้ว ก็ยังเลยๆไปอีก

สู่แดนธรรม… หากฟังพ่อท่านพูดแล้วคิดตาม ก็เป็นจินตามยปัญญาใช่ไหม เขาก็ว่าแค่คิดฝันเอา

พ่อครูว่า… ถ้ามันเป็นโลกุตรธรรมก็ใช่ ถ้าไม่ใช่โลกุตรธรรมก็ไม่เป็นปัญญา 

มันต่างจากจินตนาการ

_น้อมอภัย : กราบเรียนถามหลวงปู่ค่ะว่า แล้วคนที่สร้างปัญหา ให้เราปวดหัวเรียกว่าคนอะไรคะ เมื่อเรายังต้องอยู่บ้านติดกันแบบนี้ มาหยิบของไปไม่ขออนุญาต แล้วก็ไม่คืนด้วยค่ะ พอเราจะใช้ ก็หาไปเหอะ หาสองชม. เสียพลังงานไปเยอะ ค่ะ

พ่อครูว่า…คุณก็ยกให้เขาไปเลยสิ หรือไม่ก็อธิบายให้เขาชัดๆพูดกันดีๆ ให้ได้หรือให้ไม่ได้อย่างไร เป็นบ้านใกล้เรือนเคียงกันซึ่งเขาก็ถือวิสาสะบ้าง โดยเฉพาะพวกเราเป็นสาธารณโภคี ซึ่งถ้าหวงเป็นของตัวของตนอยู่คุณก็จะไม่เจริญนะ 

ถ้าคุณยังหวงอยากได้คืนก็ผูกพันไปข้ามชาติ ถ้าให้เขาไปเลยก็จบ ไม่ใช่ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา คุณก็ได้ปลดปล่อยความเป็นเราเป็นของเราออกไป 

_พรทิพย์ ไทยเอียด : น้อมกราบพ่อครูด้วยความเคารพยิ่งค่ะ หนังสือเปิดโลกบุญนิยมที่พ่อครูเขียนทั้งเล่ม 2 เล่ม 3 ช่วยเปิดโลก เปิดจิตวิณญาณใหม่ให้ลูกได้โดยแท้จริง กราบขอบพระคุณพ่อครูที่เมตตามนุษย์ผู้โง่ เขลา เบาปัญญาให้ได้เกิดปัญญาที่สัมมาทิฏฐิขึ้น กราบขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ

ตอบปัญหาของ อ.แปลง เรื่องความเป็นสยังอภิญญา

_อ.แปลง สุวรรณกาญจน์ : โบราณว่า “บางทีผู้อวดรู้ กับผู้ไม่รู้ก็เป็นผู้เดียวกัน น่าสงสารมาก …ก็ตนเองไม่รู้ไม่เห็นด้วยตนเอง จำขี้ปากผู้อื่นมาพูด เลยพูดให้ผู้อื่นเข้าใจไม่ได้ พูดวกไปเวียนมา เอาสาระไม่ได้ คนไม่มีพลังฌาน พลังสมาธิ เป็นอย่างนี้แหละ” ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง”หาตนให้เห็น บริโภคให้เป็น ดำรงตนให้สมควร(รู้จักสัปปุริสธรรม7 รู้จักอนุโลมญาณไหมท่านสมณ ก้อนข้าว กับจีวร ยังไม่เห็นละเลย ดีแต่ตำหนิผู้อื่น เว้าโปๆขี้ตาโตบ่แกะ แถมบ่รู้สึกตัวอีก) จะมีสุขเป็นนิรันดร์

พ่อครูว่า… ตบท้ายด้วยมีสุขเป็นนิรันดร์นี้ก็ลึกซึ้งนะ แต่อาตมาไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ขยายความไปแล้วว่าอาตมาไม่มีสุขไม่มีทุกข์ แต่คุณสรุปจบว่าจะมีสุขนิรันดร์ก็หมายความว่าต้องทำอย่างที่คุณพูดไปแล้ว ท่านจะมีสุขนิรันดร์ อาตมาก็ว่าคุณมีสุขไปเถอะ อาตมาไม่เอาทั้งสุขและทุกข์ 

ที่ว่าบางทีผู้อวดรู้กับผู้ไม่รู้ก็เป็นผู้เดียวกัน คุณพูดถูก มีเยอะ ผู้อวดรู้กับผู้ไม่รู้เป็นผู้เดียวกัน น่าสงสารมาก ก็ตนเองไม่รู้ไม่เห็นด้วยตนเอง จำขี้ปากผู้อื่นมาพูด เลยพูดให้ผู้อื่นเข้าใจไม่ได้พูดวกไปเวียนมาเอาสาระไม่ได้ 

ก็ตนเองไม่รู้ไม่เห็นด้วยตนเอง คำนี้คุณไม่รู้อาตมา อาตมาเป็นผู้รู้ตัวเองว่าอาตมาเป็นผู้ที่เป็น สยังอภิญญา คือผู้รู้เองเห็นเองเกิดมาในยุคนี้ ไม่มีใครกล้าพูดหรอก มีอาตมามากล้าพูดคนเดียว ยืนยันในความเป็น สยังอภิญญา 

ตอนนี้อธิบายถึง ปัญญา8   อภิภู คือผู้มีอภิภายตนะ 8 

ซึ่ง อภิภายตนะ 8 ก็ขยายความไป ตอนนี้ขยายยังไม่จบ สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้ของอาตมาที่ได้บำเพ็ญมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 เป็นของตนเองแล้ว เป็น สยังอภิญญามาแล้ว มาเกิดในยุคนี้ ตามที่พระพุทธเจ้ายืนยันหลักฐานเอาไว้ ในสัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 10 

ว่า ผู้เป็น สยังอภิญญา จะเป็นผู้ขยายโลกนี้โลกหน้าให้ผู้อื่นได้รู้ตาม อาตมาก็ยืนยันตัวเองเป็นอย่างนี้ ผู้ที่ฟังรู้เรื่องได้ประโยชน์ก็มากันได้ อย่างคุณ อ.แปลง ยังเข้าใจยาก เข้าใจไม่ได้ง่ายๆหรอก 

แค่ คุณจะเข้าใจตามผู้อื่น ไม่ได้เข้าใจเองเหมือนอย่างอาตมานี่ก็ยังยากอยู่แล้ว แม้ผู้ที่เป็น สยังอภิญญาอย่างอาตมาอธิบาย แยกแยะตั้งเท่าใด มันก็เหมือนกับใช้หอก 100 เล่มแทงเช้า กลางวัน เย็น หอกอาตมาหักไปหลาย 300 เล่ม ก็ยังไม่รู้สึกรู้สา เวทนายังไม่เกิดยังไม่รู้สึกอะไร บื้อ 

ที่ว่า อาตมาไปจำขี้ปากผู้อื่นมาพูด เลยพูดให้ผู้อื่นเข้าใจไม่ได้ พูดวกไปเวียนมา  ขออภัย อาตมาไม่เอาขี้ของใครมา โดยเฉพาะขี้ปาก อาตมาเอาแต่เฉพาะเนื้อของพระเจ้ามา อาตมาไม่เอาสกปรกขี้ปาก ไม่ไปเอาขี้ปากใครมาหรอก อาตมาเอาแต่เนื้อๆของพระพุทธเจ้ามา 

สู่แดนธรรม… ผมก็ไม่เห็นว่าพ่อท่านไปจำคำของใครมา

พ่อครูว่า… อาตมาอธิบายของอาตมาเองตามยุคสมัย ไม่ใช่ภาษายุคพระพุทธเจ้า อาตมาชอบภาษาสมัยพระพุทธเจ้า แล้วภาษาที่เขาแปลมาก็ชอบ เคยใช้นามปากกา
เพียงเพ็ญ พีรพงศ์ จะเขียนสำนวนโดยใช้สำนวนพระไตรปิฎก ก็พยายามใช้แต่สำนวนเหมือนพระไตรปิฎก เขียนให้คุณสมบูรณ์ บก.หนังสือพิมพ์ ตอบโต้กัน โดยไม่เปิดเผยตัวเองว่าผู้ชาย ใช้นามปากกาว่า เพียงเพ็ญ พีรพงศ์ โต้ตอบกันอยู่ ส่งข้อเขียนสำนวนให้แกไป ตั้งแต่ยุคที่อยากเป็นนักประพันธ์ ก็เขียนจัง อายุยังไม่ถึง 20 ตอนโน้น

สู่แดนธรรม… คำอธิบายของพ่อท่านเป็นคำของพ่อท่านเอง เช่น บุญ สมาธิ

พ่อครูว่า… ไม่ได้ไปจำขี้ปากใครมาเลย และที่ว่าพูดอธิบายให้คนอื่นเข้าใจไม่ได้   ขออภัย อาตมาพูดแล้วไม่ใช่ทำให้คนอื่นเข้าใจไม่ได้ แต่คนเข้าใจไม่ได้ต่างหากเล่า คนเข้าใจไม่ได้  คือคนยังภูมิไม่ถึง แต่คนอย่างชาวอโศกเข้าใจได้เอามาปฏิบัติจนเกิดผลพัฒนามาเป็นคนจน เป็นญาติธรรมได้ ซึ่งก็เป็นจำนวนไม่มากหรอก จำนวนมากยังไม่ได้ ก็ย้อนแย้งอยู่ว่า  ทำไมไม่ทำที่จีนหรือที่คนเยอะๆ เพราะว่ามันทำไม่ได้ เพราะแกนแก่น แม้แต่คำว่าชมพูทวีปย้ายมาอยู่ที่ประเทศไทย ไม่ได้ไปอยู่ที่จีนหรือญี่ปุ่น อินเดียหรือที่อื่นหรอก มาอยู่ที่ไทยนี่แหละ อันนี้ก็ยืนยัน อาตมาไม่ได้พูดเล่น (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สมณะฟ้าไท… ที่พ่อครูอธิบาย ขนาดเราเองก็ยังเข้าใจได้ยาก ต้องฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก ปฏิบัติไปฟังไปค่อยได้เพิ่ม 

พ่อครูว่า… ขอยืนยันว่าอาตมาไม่ได้ไปจำขี้ปากใครมาพูด แต่พูดจริงๆเนื้อหาสาระสัจจะพระพุทธเจ้า พูดแล้วคนอื่นเข้าใจไม่ได้ก็ไม่ใช่ทั้งหมด นี่ไง ก็หน้าสลอนฟังอยู่ตอนนี้ หน้าจอก็มี ต่างประเทศก็มี จริง มันยังไม่มากมายเพราะมันยาก ไม่ใช่ของสาธารณะดาษดื่นกลางตลาด มันไม่ใช่ แต่มันเป็นของห้าง คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9  ข้อ 34) เท่านี้ก็ปีนอ่าน เข้าใจให้ดีก่อนนะคุณ

 ไม่ใช่ว่าคนอื่นเข้าใจไม่ได้ แต่คุณต่างหากเข้าใจไม่ได้ แล้วคุณก็ว่า อาตมาพูดวกไปเวียนมาเอาสาระไม่ได้ ใช่แล้วเพราะคุณฟังแล้วไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึง มันเข้าแต่หูและขี้หูหลุดไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ มันไม่เข้า มันเข้าแต่หูกระทบ แล้วมันก็ออกมา ไม่เข้าไปถึงใจ เพราะว่าคุณเข้าใจไม่ได้ สรุปง่ายๆ 

คุณเข้าใจวงวน 1, 2 ,3 สามเส้า แล้วก็แยกออกเป็น 4 ,5 ,6 เป็นสองโลกแล้วจนอีก 7, 8, 9 ก็เป็น สามโลกแล้ว เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน 

ที่ว่า คนไม่มีพลังฌาน สมาธิ ก็เป็นอย่างนี้แหละ ก็ตกลง แล้วคุณตบท้ายว่า ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง หาตนให้เห็น ตนคำนี้คืออัตตา บริโภคให้เป็น ดำรงตนให้อยู่สมควร นี่ก็บอกว่ารู้จัก สัปปุริสธรรม 7 รู้จัก อนุโลมญาณไหมสมณะ

คุณนั่นแหละ ตีไม่แตกแยกแทงไม่เข้า แข็งโป๊ก ทำลายอะไรไม่ได้เลย อนุโลมปฏิโลมไม่ได้เลยสักอย่าง 

เพราะฉะนั้น ก้อนข้าวกับจีวร ยังไม่เห็นละเลย …อ้อ จะให้โป๊เลย ไม่ให้ใส่จีวรเลย หรือไม่ให้กินเลย หรือ

และยังบอกอีกว่า เว้าโปๆขี้ตาโตบ่แกะ แถมบ่รู้สึกตัวอีก

ก็ไม่แย้งอีกเพราะแย้งอีกก็เหมือนเอาน้ำราดหัวตอเท่ากันกับแทงด้วยหอกร้อยเล่มเช้ากลางวันเย็น ก็ไม่รู้สึก ขออภัยเอาคำพูดพุทธเจ้ามายืนยัน 

ก็ไม่แตกต่างที่อาตมาพยายามใช้หอกร้อยเล่มแทงด้วยหอกเช้ากลางวันเย็นกับคนปฏิบัตินั่งหลับตา อาตมาก็ว่า คุณก็คงอยู่ในพวกนั่งหลับตาปฏิบัติด้วยกัน 

สู่แดนธรรม… แน่นอนครับ ตอนแรกก็คิดว่าจะขออาสาพ่อท่านช่วยตอบ แต่ก็คิดว่าไร้ประโยชน์

พ่อครูว่า… เป๊ะเลย 

ตอบปัญหาความเข้าใจเรื่องกายของอาจารย์แปลง สุวรรณกาญจน์

_อ.แปลง สุวรรณกาญจน์ : พระพุทธเจ้าพูดถึงกายว่าอย่างไร ฟังนะผู้มิจฉาฯ

…อจีรัง วตยังกาโย ปฐวิง อทิเสสติ ฉุทโท อเปตะวิญญาโณ นิรัตถัง วกลิงกลัง

คาถาบังสุกุลเป็น(ค้นจากเน็ต)

อะจิรัง วะตะยัง กาโย

ปะฐะวิงอะธิเสสสะติ

ฉุฑโฑ อะเปตะวิญญาโณ

นิรัดถัง วะ กะลิงคะรังฯ

แปลว่า….(แปลบรรทัดต่อบรรทัด)

ร่างกายนี้มันไม่เที่ยงหนอ

อีกไม่ช้าไม่นานนักจักนอนทับซึ่งแผ่นดิน

ครั้นปราศจากวิญญาณอันเขาทิ้งเสียแล้ว

ย่อมประดุจดังว่าท่อนไม้และท่อนฟืนหาประโยชน์มิได้

พ่อครูว่า… ก็ถูกต้อง คุณพูดไปเพื่อยืนยันว่าอาตมาไม่เข้าใจคำว่ากาย 

อาตมาเข้าใจกาย แต่ความเข้าใจนี้สัญญาต่างกัน กายต่างกัน เพราะกายของคุณนั้นเป็นกายชนิดหลับตา ส่วนกายที่อาตมาพูดเป็นกายชนิดลืมตา 

คนหลับตาพูดถึงกาย ก็จะมีกายอยู่แต่ในสัมภเวสี ยึดถือว่ามีกาย ในสัมภเวสีเป็นนิรมาณกาย เป็นกายที่เนรมิตเอง ไม่ใช่เป็นกายที่มีความจริงมีที่ตั้งทางตาหูจมูกลิ้นกาย ข้างนอก กายของคุณเป็นกายสัมภเวสี กายที่สร้างขึ้นเอง 

พวกนั่งหลับตาแล้วไปดับสัญญา เป็นสัตตาวาส 

สัตตาวาสข้อที่ 1 2 3 4 ยังพออธิบายผสมผสานกับวิญญาณฐิติ 4 ก็อาศัยศึกษากันได้บ้าง แต่อันที่ 5 สำหรับพวกที่นั่งหลับตาปฏิบัติเป็นการเข้าไปดับสัญญาหรือเป็น อสัญญีสัตว์ คือดับการกำหนดรู้

สัญญีคือ ตัวเองกำหนดรู้ แต่ไปดับธาตุกำหนดรู้ไม่ให้กำหนดรู้ตัวเองแล้วเข้าใจว่า เป็นการนิโรธนั่งดับปี๋ ไม่ได้ลืมตามีตาหูจมูกลิ้นกาย มีแต่จิต แล้วดับจิตอีก ดับเจตสิกสัญญา แล้วไปแปล สัญญาเวทยิตนิโรธ

สัญญาเวทยิตนิโรธ มีสามคำสัญญา เวทนยิตน นิโรธ สัญญากำหนดรู้เคล้าเคลียอารมณ์ รู้เวทนา 108 ละเอียดแล้วก็ทำให้ดับ อะไรจะให้ดับ กิเลส กิเลส หยาบ กลาง ละเอียด ดับหมดเลย ก็เห็นก็รู้อย่างแจ้งสว่าง รู้ๆเห็นๆ ชานโต ปัสโตวิหรติ รู้อยู่เห็นอยู่เป็นปัจจุบันนั้นเทียว ชัดเจนทุกอย่างไม่ใช่ไปดับสัญญาไม่รู้ แต่รู้แจ้งๆเลย รู้ลืมตา สัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย โดยใจตื่นเต็ม ชาคริยา เป็นผู้ที่รู้ 

สู่แดนธรรม… อาจารย์ผมสอนว่าถ้ายังมีตัวรู้กำหนดสัญญาอยู่มันยังไม่ดับ มันยังไม่นิพพาน ถ้าหากนิพพานต้องดับจิตด้วย 

พ่อครูว่า… ก็เลยพาซื่อ พวกฤาษีตาเดียว พวกนี้ตาไฟนะ เขาต้องหลับตาไว้ หากลืมตามามันไหม้โลกเลย

สู่แดนธรรม… เขาว่าต้องฆ่าผู้รู้ ไปเพ่งตรงนี้

พ่อครูว่า… ก็น่าสงสาร คุณก็น่าสงสารอาตมา อาตมาก็น่าสงสารคุณก็ดีแล้วล่ะศึกษากันไปดีๆ 

พยายามทำเป็นเป็นผู้รู้น้อย หรือผู้ไม่รู้ก่อน และศึกษาตามผู้รู้ ศึกษาค่อยๆทำไปตั้งแต่ศีลแต่ละข้อเป็นศีลสมาธิปัญญา 

ศีลก็เข้าใจคนละอย่าง สมาธิก็เข้าใจคนละอย่าง ปัญญาก็เข้าใจคนละอย่าง วิมุติยิ่งไปคนละอย่างเลย เท่าที่ฟังคุณ อ.แปลง สองทอง นี่

ที่ว่า ร่างกายนี้ไม่เที่ยง แม้แต่จิตวิญญาณก็ไม่เที่ยง ยิ่งกายนี้ต้องเข้าใจได้ก่อน

ร่างคือสรีระไม่ใช่กายะ ร่างคือภายนอก เป็นเรื่องของดินน้ำไฟลม ร่าง ภาษาไทย กาย จึงมีคำอีกคำหนึ่งว่า  ร่างกาย เป็นภาษาไทยเป็นคำที่มี 2 

ถ้าเรียกว่า ร่างกาย ในภาษาไทย เรียกว่าคนยังเป็นๆ แต่ถ้าเผื่อว่าคนที่ตายลง กายคือจิต ไม่มีแล้ว เหลือแต่ร่าง 

ร่างนี่แหละ สรีระนี่แหละ คือ​ ศพ คือ สวะ คือ สิ่งที่จิตวิญญาณไม่ร่วมอยู่ในนั้นแล้วเป็นดินน้ำไฟลมไปแล้ว 

เพราะฉะนั้นศาสนาพระพุทธเจ้านั้นให้เรียนความรู้สึก ที่จะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ธาตุจิตวิญญาณแล้ว มันเป็นธาตุ ที่ไม่รับรู้สึกเลย นอกจากไม่รับรู้สึกเลยแล้ว มันไม่มีชีวะด้วย แยกคำว่า ไม่รู้สึก ไม่มีเวทนา และ ไม่มีชีวะด้วย นี่คือธาตุ อุตุนิยาม 

เพราะฉะนั้นเราจะรู้เลยธาตุในร่างกายเรา เช่น ท่านแยกให้พิจารณาผมขนเล็บฟันหนัง เล็บของคุณ มันยาวออกมาพ้นประสาท มันเป็น พีชะ มันมีชีวะ มันยังยาวออกมาได้ มีอาหารเลี้ยงก็ยาวออกไปได้ เป็นพีชะแต่มันไม่มีเวทนา มันไม่รู้สึกไม่ใช่วิญญาณ 

เล็บที่ใหม่รู้สึก ส่วนที่ไม่รู้สึกแล้วมันไม่ใช่วิญญาณ ไม่มีเวทนามันไม่รู้สึก ไม่เจ็บอะไร ตัดมันก็ไม่เจ็บ ตัดมันก็หลุดออกมา 

พอตัดหลุดออกมาจากร่างกาย มันเป็นดินน้ำไฟลมแท้ๆ มันเป็นธาตุอุตุ เป็นธาตุสสารเป็นธาตุวัตถุ 100% หมดชีวะ แยกให้ได้

หากตัดเล็บขาดจากชีวะ แล้ว แต่จิตของคุณยังบอกว่าเล็บของฉัน ผู้หญิงเล็บที่ไว้สวยๆหัก ใจจะขาด เล็บของฉันๆ ที่จริงมันเป็นอุตุไปแล้ว คุณเอามาต่ออีกอย่างไรคุณก็ไม่ติด เล็บนี่

เหมือนผม ตัดออกไปแล้ว ต่ออย่างไร มันก็ไม่มีอาหารมาเลี้ยง แต่ธาตุพวกนี้มันทนนะไม่เปื่อยง่าย หากแยก ให้รู้ว่าเมื่อใดมันเป็นอุตุ เมื่อใดมันเป็นพืช 

มันอยู่กับร่างกายอยู่ มันยังเป็นชีวะ มันยังจะยาวออกมาได้ อาหารเลี้ยงได้ เหมือนคน ปฏิบัติเป็นมิจฉาทิฏฐิ จิตเกาะเกี่ยว จิตวิญญาณตนเอง ไม่ยอมให้จิตวิญญาณออกจากร่าง หลงผิดจิตก็ไม่ออกง่ายๆ ตายไปแล้วก็ยังไม่ออก ตายไปแล้วก็ยังอยู่ สัตว์เดรัจฉานตายไปแล้วจิตวิญญาณมันก็ออกจากร่าง สัตว์เดรัจฉานมันยังรู้เลย แต่พวกหลงผิดนี่ ยึดกายเป็นของเรา เสร็จแล้วก็เลยยังไม่เน่าง่าย หรือยิ่งต่อท่อใส่อาหารเข้าไปให้ อย่าง ตายเป็นพืชแล้วเป็นมนุษย์พืชใส่ท่ออาหารไป ก็ยังยืดไปอีกนานเลย

พวกหลงผิดไปนั่งสะกดจิตแล้วไม่ยอมทิ้งร่าง ตายไปแล้วจิตวิญญาณก็ยังยึดเป็นของกู ร่างก็ไม่เน่า พวกมิจฉาทิฏฐิยึดกายเป็นของตนนั้น ตายไปแล้วก็ไม่เน่าง่ายๆ พวกนี้จะไม่มีแบคทีเรียอะไรมากมาย ตายแล้วจะค่อยๆแห้งลงไปๆ ก็ไม่เน่า 

เสร็จแล้วก็เอามาบูชาเป็นมิจฉาทิฏฐิบุคคล ซึ่งไม่ใช่ของศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าเลย นั่งสมาธิตายก็ตาม นอนตายก็ตาม แล้วไม่เน่าเอาใส่โลงแก้วไว้กราบ แต่เขากราบมิจฉาทิฏฐิบุคคล นอกรีต เป็นเดียรถีย์น่าสงสารมาก มันเลยเถิดเป็นมิจฉาทิฏฐิปานฉะนี้ ไม่รู้ว่าตายเป็นตาย เป็นเป็นเป็น

คนตายแล้วร่างไม่เที่ยง ตายไปแล้วก็เป็นดินน้ำไฟลม ครั้นปราศจากวิญญาณ เขาทิ้ง  เขาหมายถึงผู้มีปัญญาเขาทิ้งซะแล้ว ก็ย่อมประดุจดังท่อนไม้ดินน้ำไฟลม ท่อนไม้ อุตุนะ ท่อนฟืน อุตุ หาประโยชน์ไม่ได้หรอก อย่าไปงมงายว่าเป็นของฉัน แล้วจะต่อชีวะเป็นของฉัน 

ถ้าจิตมันลดมันตก มัน drop ไปถึงเป็น พีชะแล้ว ไม่ฟื้นมาเป็นจิตนิยมอีกแล้ว มีแต่จะกลายเป็นอุตุ ปล่อยเขาไปเถอะ ไม่มีวิญญาณ ไม่มีเวทนา ไม่มีจองเวรจองกรรม ไม่มีวิบากร่วมกันอีกเลย หมอ นายแพทย์ทั้งหลายจงรับทราบไว้จริงๆ แต่ก็รับทราบได้บ้างแล้วล่ะ 

เพราะฉะนั้นมนุษย์พืช ถอดท่อช่วยหายใจออกก็ไม่บาป เพราะมนุษย์พืช คือพืช ไม่ได้รู้ตัว ไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว ยึดแต่ในจิตตน ถ้าเป็นปุถุชนก็ติดหรือเป็นพวกเทวนิยมมิจฉาทิฏฐิก็ยึดไว้อย่างนั้น เลยกลายเป็นร่างที่เน่าช้า ถ้ายังให้อาหาร ยังสูบอากาศใส่ปอด ให้อาหารทางสายอยู่ ก็จะชลอไปอย่างนั้นเป็นโมเมนตัม นานไปอีก เหมือนเลี้ยงต้นไม้เอาไว้ ไม่ให้ปุ๋ย ไม่ให้อาหารมันก็ตายเช่นเดียวกันกับต้นไม้ อยู่ได้นานด้วย 10 ปี 20 ปี เป็นการตายไม่รู้จักตาย ทรมานกันทั้งผู้อยู่และผู้อยู่ในสภาพนั้น 

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสชัด ถ้าปราศจากวิญญาณอันตัวเขาทิ้งไปแล้ว  ประดุจดั่งท่อนไม้และท่อนฟืน หาประโยชน์มิได้ คนตายร่างกายเอาไปทำฟืนก็ไม่ได้ ท่อนไม้ยังเอาไปทำที่นั่งทำโต๊ะทำตั่งได้ แต่ร่างกายเอาไปทำไม่ได้ เน่าเฟะไม่ได้เรื่อง เหลือกระดูกพอได้ 

สมณะฟ้าไท… สรุปจบพ่อครูว่าสัตว์เดรัจฉานตายก็ทิ้งร่างเลยแต่คนตายแล้วยังไปยึดถือตัวตนอยู่ว่าไม่เน่าไม่เปื่อยก็เป็นมิจฉาทิฎฐิ