650815 ตอบปัญหาผ่าปฏิจจสมุปบาท รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 50

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                         

https://docs.google.com/document/d/11ZQlHc1DGHxUIbD3qtfvfLQaz1ksN1FFaTxbJjmBQDg/edit?usp=sharing        

     

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1Um9FlPYxLUMdDcD7fL0Ea10v7nP5bS_4/view?usp=sharing 

     

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/kymiRrZT0nY 

และ https://fb.watch/eV_-l1Lj2j/ 

สายหลับตาหมดสิทธิ์เป็นพระอรหันต์

_สู่แดนธรรม… วันนี้วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก 

มีพระรูปหนึ่งถามคำถามมาว่า…ตอนนี้มีพระ ที่กำลังเป็นข่าวในสังคมคือครูบาบุญชุ่ม มีลูกศิษย์ลูกหายกย่องว่าท่านเป็นพระอรหันต์ ญาติโยมก็เลยฝากถามมาว่า ขอให้พ่อท่านช่วยแสดงความเห็นว่าท่านครูบาบุญชุ่มในสายตาของพ่อท่านนั้น ได้เข้าเขตเป็นพระอรหันต์หรือยังครับ 

พ่อครูว่า…อาตมาก็ขอพูดตามความจริงตรงๆเลยนะ ว่า สายสะกดจิตหรือสายหลับตา สายออกป่า มันผิดหมด มันมิจฉาทิฏฐิ จะเรียกว่าเข้าข่ายเป็นอรหันต์ไหม มันหมดสิทธิ์ที่เป็นอาริยบุคคลเลย โสดาบันก็ไม่ได้ เพราะมันไม่รู้เลย เริ่มตั้งแต่สังโยชน์ข้อที่ 1 

สักกายะทิฎฐิ ยังไม่พ้นเลย กระดุมเม็ดแรกผิดไปเลย เพราะฉะนั้นมีแต่จะบานปลายออกไปใหญ่เลย เป็นปากกรวย ผิดซ้ำผิดซ้อนผิดมากไปเรื่อยๆ มันเป็นเรื่องที่น่าสงสารมากสายหลับตา พากันหลงทางจนกระทั่งบอกว่าเป็นอรหันต์ มันเพ้อลมๆแล้งๆ กัน น่าสงสารมาก 

อาตมาพูดด้วยความจริงใจ ในฐานะที่อาตมาเอง อาตมาทำงานจนถึงป่านนี้ ก็น่าจะฟังบ้าง 50 กว่าปีแล้ว อาตมาก็รักษาสถานะที่มีความรู้แนวนี้ สอนอย่างนี้จนกระทั่งเอาพระไตรปิฎกมายืนยัน 

ที่อาตมาเอาพระไตรปิฎกมายืนยันอธิบาย ประกอบไปตลอดเวลา ยืนยันว่าสิ่งที่อาตมาพาทำนั้นเป็นการบรรลุตามอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ปฏิบัติศีล ปฏิบัติอปัณณกปฏิปทา 3 จึงเกิดสัทธรรม 7 เกิดฌาน 4 เป็นฌานวิสัยของพุทธ ไม่ใช่ฌานของ เดียรถีย์ ที่มิจฉาทิฏฐิกัน เป็นมิจฉาฌาน ที่เขาไปติดไปยึดกันว่าเป็นจริง 

อาตมายกหลักฐาน จรณะ 15 วิชชา 8 ฌาน อย่างมีเหตุมีหลักฐาน มีที่มาที่ไป ที่จะเกิดความเป็น ฌาน …ที่ว่า ฌาน เกิดจากการหลับตาแล้วก็สะกดจิตเข้าไป แล้วเกิดฌาน โดยไปยึดติดคำว่า ฌาน คือ ภาวะที่ไม่มีนิวรณ์ 5 ดับสัญญา ดับเวทนา มันก็ไม่มีนิวรณ์ 5 ได้อยู่ในภพ แต่มันก็เป็นมิจฉา มันไม่ใช่ลืมตาเห็นอยู่อย่างนี้ 

กาม ก็ต้องมีเหตุมีปัจจัยว่า คุณก็ต้องสัมผัส กามคุณ 5 ตาคุณก็ต้องกระทบสัมผัสอยู่ หูก็ต้องกระทบสัมผัสอยู่ จมูกลิ้นกาย โผฏฐัพพะ ก็ต้องกระทบสัมผัสอยู่ มันจึงจะยืนยันว่า ขณะสัมผัสนี่แหละมันไม่มีอาการกามในเวทนาของเรา ในจิตของเรา เจโตปริยญาณ 16 มันไม่มีราคะ โทสะ โมหะ แล้วผู้ที่ทำฌานได้ ทำ นิวรณ์ 5 ดับไปได้ ลดไปได้ในขณะที่สัมผัสแตะต้อง ตาหูจมูกลิ้นกาย กามคุณ 5 มันก็ไม่มี ปฏิฆะไม่มี ยั่วยวนอย่างไรก็ไม่เกิด คือฌานวิสัย ที่ได้แล้วได้เลย ไม่ต้องไปปฏิบัติแล้วปฏิบัติอีก

มันจะเกิดไปตามลำดับความเป็น ฌาน จะเจริญไป มีมรรคมีผลไปเรื่อยๆ เกิดกำจัดกิเลสด้วยอภิสังขาร 3 เรียกว่า การจัดการ หรือการปรุงแต่งจิต กระทบสัมผัสแล้วก็จัดการกับจิต ปรุงแต่งจิต เอากิเลสออก แยกกิเลสออกมา ให้เห็นด้วยปัญญา แล้วพลังงานปัญญานี่แหละ คือพลังงานฌาน ฌาน 1 2 3 4 ซึ่งเป็นพลังงานที่จะเจริญ มีอธิปไตย มีพลัง มีแรง สามารถที่จะทำให้ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ หรือ พลังงานราคะ โทสะ โมหะ มันยอม มันสลายดับ มันสู้ไม่ได้ 

ซี่งฌาน จะมีปัญญาในตัว (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สู่แดนธรรม… แนวทางสัมมาปฏิบัตินั้นคือ อย่าไปคิดว่าจะต้องไม่ให้มีกิเลสถูกกระทบกระเทือน 

พ่อครูว่า… ไม่ต้องไปล่อไปหลอก มันกระทบสัมผัสเป็นสามัญอยู่แล้ว ก็รู้ให้ทัน ชาคริยานุโยคะ มีสติสัมโพชฌงค์   ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ฝึกให้มีความเพียรสัมผัสและมีสติรู้แล้วเข้าใจ เป็นโพชฌงค์ข้อ 1 2 3 วิจัยได้ทัน รู้กิเลส 

ปัญญามีพลัง เมื่อรู้กิเลส  กิเลสมันก็ฝ่อหายไป เมื่อรู้กิเลส  กิเลสมันก็ลด กิเลสมันก็ฝ่อ มันก็มีปีติสัมโพชฌงค์ เราก็รู้ว่ามันมีปิติเพราะเราเห็นหลัดๆว่า กิเลสมันสงบ กิเลสมันตายมันก็สงบมีปัสสัทธิ จิตมันสงบ พอกิเลสมันตายมันเสื่อมลงไป ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ แล้วจิตที่สงบ อย่างแท้จริง ตกผลึกลงๆ สมาหิโต เป็นสมาธิสัมโพชฌงค์ จนกระทั่งสูงสุดเป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ นี่คือลักษณะโพชฌงค์ 7 

อาตมาได้อธิบายสภาวะสั้นๆให้ฟัง ถ้าคนพอมีภูมิฟังแล้วจะเห็นว่าชัดดี ยิ่งมีสภาวะรองรับแล้วจะรู้เลยว่า อย่างนี้ใช่เลย มันไม่ใช่มีแต่ภาษา มีแต่บัญญัติ ที่มาฟังแล้ว แล้วสภาวะจริงๆที่เรามีที่เราเกิดเป็นอย่างไร เวทนา สัญญา สังขาร เจตนา ผัสสะ มนสิการของเรา นามธรรม 5 มันฟังแล้วรู้เรื่องไหม 

ท่านขยายไปถึงรูป 28 อุปาทายรูป ก็มีลีลาตางๆของมันถึง 24 อาตมาก็อธิบายได้ชัด ซึ่งอาตมาว่า อาตมาไม่ได้เดา สภาวะต่างๆ แม้แต่ อุปาทายรูป 24 ซึ่ง มหาภูตรูป 4 ก็ยกไว้เข้าใจง่ายเข้าใจกัน แต่รูปอีก 24 จะสามารถสัมผัสรู้ได้ 

เป็น โคจรรูป ปสาทรูป เกิดวิสยรูป แยกเป็นภาวะรูป 2 อย่าง ศึกษาอยู่ในตัวเรานี่แหละเป็น หทยรูป ก็มันไม่ได้มีสถานที่ ไม่ได้มีที่อยู่มีที่เกาะอะไร หทยรูป คุณมีสัมผัสตรงไหน 

นิ้วมือสัมผัส หทย ก็เกิดตรงนี้แหละ ตาสัมผัสรูป หทยรูป ก็เกิดตรงที่ตาสัมผัสนี่แหละ จมูกสัมผัสกลิ่น กลิ่นตรงไหน กลิ่นอย่างไรที่คุณรับรู้สึกมันก็อยู่ตรงที่ หทยรูป ซึ่งคนไม่เข้าใจง่ายๆ หทยรูป อยู่ตรงไหนอย่างไรเขาไม่ได้อธิบายกันหรอก 

อาตมาได้ยินมา หทยรูป เขาบอกว่าหัวใจจะแบ่งเป็น 4 ห้อง มันจะอยู่ห้อง 1 ใน 4 นี้แหละ มันเอาอะไรมาอธิบาย อาตมาฟังแล้วก็งงๆ เหมือนพวกที่นั่งสมาธิและบอกว่าจิตเหนือสะดือ 2 นิ้ว 

ในพระไตรปิฎก หทยรูป ไปบอกหรือว่ามีหัวใจ 4 ห้องในห้องนั้นจะมีน้ำใสสีเงินอยู่ หัวใจอยู่ตรงนั้น ทำไมอธิบายเป็นรูปร่างตัวตนอย่างนั้น อาตมาฟังแล้ว ใครหนอช่างอธิบายอย่างนั้น ซึ่งที่จริงแล้วมันไม่มีรูปไม่มีร่าง ไม่มีอัตตาตัวตนอะไรมันเป็นนามธรรม แต่เรารู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อาตมาอธิบาย คืออุเทส ก็ไปจับอ่านอาการ อ่านนิมิต ที่มันไม่มีตัวตนนี้ให้ได้ก็จะรู้ได้ด้วยอาการ ลิงค นิมิต 

การรู้รูปนามด้วย อาการ ลิงค นิมิต ในปฏิจจสมุปบาท 

_พ่อครูว่า… เรามาไล่ดู ปฏิจจสมุปบาท 11 

อวิชชา สังขารวิญญาณนามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ  ชรา มรณะ โศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะ 

เด็กๆ ตั้งใจฟังดีๆนะ หลวงปู่จะอธิบายง่ายๆให้ฟัง 

อวิชชา เป็นตัวไม่รู้เป็นตัวโง่ๆ อวิชชาคือความโง่ และมีปัจจัยโง่ๆตามมา เหตุปัจจัยมันมี 2 อย่างคือตัวหนึ่งกับอีกตัวหนึ่งทำงานร่วมกันเรียกว่าเหตุกับปัจจัย มันเนื่องกันต่อกัน เป็นเหตุเป็นปัจจัย ทำปฏิกิริยาต่อกันสัมพันธ์กันเกี่ยวเนื่องกัน 

เพราะฉะนั้นคนเรานี้ อวิชชา คือ คนยังไม่รู้ ยังไม่เดียงสา ยังไม่มีความเข้าใจ ยังไม่ฉลาดพอ ไม่มีความรู้ มันไม่มีความรู้มาก่อนกันทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นที่ไม่ได้ศึกษากันอย่างถูกต้องอย่างจริงเลย มันไม่มีวันจะรู้หรอก รู้ก็เดาๆไป ตามที่ได้ยินได้ฟังมาต่างคนต่างเดาไปเยอะ เสร็จแล้วก็ได้เป็นครูเป็นอาจารย์ อธิบายตามที่ตัวเองรู้มันก็เลยเลอะเทอะมากที่สุด 

เพราะฉะนั้น อวิชชา เป็นตัวต้นความไม่รู้เป็นต้น มาทำตัวนี้ให้ค่อยๆรู้ๆไปตามลำดับๆ

ตัวที่ 1 ไม่รู้ ไม่รู้อันแรกเลยที่ท่านให้ศึกษาคือ สังขาร

คำว่า สังขาร หมายความว่าสภาพที่มันมีตั้งแต่ 2 ตั้งแต่ธาตุ 2 ธาตุเป็นธรรมะ 2 ธรรมะ สิ่ง 2 สิ่ง และมันต้องเกี่ยวกับนามธรรม ปฏิจจสมุปบาท ไม่ใช่สิ่ง 2 สิ่งคือ ไฟฟ้า บวกกับลบ ไม่ใช่ มันต้องมีรูปกับนาม 

สิ่งหนึ่งคือรูป หมายถึงสิ่งที่ถูกเราสัมผัสได้รู้ ตาเห็นก็คือ ถูกรู้ก็คือเห็นอันนั้น ตาเห็นหนังสืออันนี้ มันก็เป็นรูปให้เห็นเป็นหนังสือ ทางวิทยาศาสตร์ก็คือแสงตกกระทบวัตถุแล้วสะท้อนมาที่ม่านตา Retina ฉายภาพไปให้ประสาทรับรู้ รู้รูปนี้ที่ม่านตา ตัวรู้นั่นแหละคือนามธรรม คือธาตุรู้ 

ธาตุรู้นี้ก็แยกไปเยอะ ที่ท่านให้ไปศึกษาธาตุรู้ก็มี 5 อย่างคือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ 

นี่คือนามธรรม 5 ที่ท่านให้ศึกษากับรูป 28 อยู่ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 พระสูตรแรกเลย ท่านตรัสถึงปฏิจจสมุปบาท ท่านก็แยก นามรูป 

และเวลาเรียนแล้ว เวลาจะศึกษา เวลาจะเรียนแล้วถึงจะรู้ ข้อสำคัญที่ย้ำมากมาย คือรูปกับนามต้องมีสัมผัสกัน สัมผัส 1 สัมผัสภายนอก ตาสัมผัสภายนอก จมูกลิ้นกายเรียกว่า โผฏฐัพพะ สัมผัสภายนอกต้องสัมผัสจึงจะเกิดสิ่งจริงให้รู้

ไปหลับตาปิดทั้ง 5 ทวาร ไม่ได้ใช้งานตาหูจมูกลิ้นกายเลย ปิดหมด ไปรู้แต่ข้างใน คุณก็รู้อยู่แค่นั้น อยู่แต่ในการรู้จิตในจิตนิดเดียว ทั้งที่มันมีการรู้ตั้ง 6 ทวารรู้ คุณทิ้งไป 5 รู้ แล้วคุณก็คิดว่าคุณจะรู้หมดจะรู้จบ มันเป็นการเพ้อพกมันเป็นการสำคัญผิดแท้ๆ มันเป็นไปไม่ได้ 

การรู้ของพระพุทธเจ้านั้น 5 รู้ข้างนอก ตากระทบรูปแล้วก็เรียนรู้ทั้งทั้งที่ตาไม่ได้หลับเลยตลอดเวลา รู้แล้วก็เข้าใจแยกแยกกิเลสให้ได้แล้วก็ทำให้กิเลสมันลดลง ปฏิบัติจนมีพลัง วิมุตติญาณทัสสนะ ทำให้กิเลสมันดับไปเลย 

กิเลสดับหรือกิเลสยังไม่ดับก็แล้วแต่ เมื่อใดก็ได้ปฏิบัติ ฌาน 1 ,2 ,3 ,<4 จนอเนญชา คุณพอลืมตาสัมผัสอยู่นั่นแหละคุณไม่ได้ไปหลับตา กิเลสมันหมดไปก็ลืมตา

สู่แดนธรรม… ผมเคยถูกสอนมา ถ้าไปลืมตาเห็นรูปจิตมันจะไม่สงบ 

พ่อครูว่า… ก็ถูกแล้ว ถึงต้องพยายามเอากิเลสเหตุแห่งความไม่สงบออกไป อันนี้กิเลสจริง ไปหลับตามันไม่ได้กิเลสจริง หลับตาได้แล้วสงบไปเพราะเป็นของเก๊ของง่าย ของปลอมๆ ของง่ายๆมักง่าย เป็นมิจฉาฌาน มิจฉาสมาธิ มิจฉาวิมุตติ 

อาตมาพูดแล้วก็สุดสงสารเห็นใจ ดุแรงแล้ว จนไม่แรงแล้ว ใครจะฟังก็ฟัง พูดแรงอย่างไรก็เหมือนหัวดื้อ แรกๆอาตมาก็พูดเร็วแต่ไม่แรง ต่อมาก็ค่อยๆแรงขึ้นๆ จนกระทั่งตอนนี้ก็พยายามจะเบาลงๆแล้ว ไม่ต้องไปปลุกเร้าอะไรมากมายแล้ว ไม่ต้องไปกระแทกกระทุ้งอะไรแล้ว คนไหนสนใจใส่ใจ ไม่ได้เต็มที่เหมือนฮาร์ดร็อคเรียกความสนใจ ก็อย่างนี้เรื่อยๆมาเรียงๆ ไม่ได้เรียกความสนใจด้วยเสียงดัง ลีลาอะไร ไม่ต้องแล้ว มันเมื่อยแล้ว อาตมาก็เมื่อย

อย่างไรๆ ก็แล้วแต่ชาตินี้อาตมาไม่ได้เสียผล เกิดมาแล้วก็ได้รับผลได้รับประโยชน์ 

SMS วันที่ 13 – 14 สิงหาคม 2565

การระลึกชาติแบบชาติ 5 ในปฏิจจสมุปบาท

_*แก้วตะวัน พวงบุบผา* : กราบนมัสการพ่อครู ท่านสมณะ ท่านสิกขมาตุด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ..การมองการทำงานของท่านนายกอย่างมีอคติ 4 ไม่ว่าจะเป็นด้วยความรัก ความโกรธ ความกลัว หรือความไม่รู้ ย่อมทำให้ผู้มอง มองอย่างคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ถ้ามองอย่างมีอคติแล้วนำไปขยาย ยิ่งไปกันใหญ่ โดยเฉพาะข่าวสำนักต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์โดยเฉพาะทางโซเชียล ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือที่สามารถเผยแพร่ข้อมูลแบบมีอคติรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง ยิ่งเป็นอคติที่เกิดจากความโกรธเกลียด ความกลัวและความไม่รู้ นี่แหละอันตราย ทำให้คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ พลอยเชื่อและพาลเกลียดนายกไปด้วย แต่นายกเป็นบุคคลที่มีความเข้มแข็งย่อมผ่านอุปสรรคไปได้ค่ะ

พ่อครูว่า… ก็ถูกต้อง นายกฯ ก็พิสูจน์ตัวเองมาพอสมควรแล้วแต่มันห้ามไม่ได้หรอก คนไม่ชอบกันนั่นก็หนึ่ง สองแย่งชิงอำนาจบาตรใหญ่นั่นก็อีกหนึ่ง

สองตัวสำคัญนี้ก็เหลือแหล่แล้วในการเกิดสงครามสังคม

เราเห็นอย่างนี้ชอบอย่างนี้เราก็เชียร์ มันก็ต้องการให้คนมาถูกตามก็เป็นแรง เพราะฉะนั้นในโลกที่จะมีคนผู้เข้าใจถูกต้อง แล้วก็มาช่วยคนให้เข้าใจถูกต้องก็ตาม มันก็ต้องมีความจริงอยู่ในยุคกาลที่ต้องมี 

ในยุคที่ไม่มีคนถูกต้องเลย กลียุค มีแต่ฆ่าแกงกัน ถือตัวกิเลสหนา คนจะมาสอนสัจธรรมอย่างไรมันก็ไม่เอา เสียเวลาเปล่า แม้แต่สัตบุรุษเกิดในยุคนั้น เป็นยุคที่สอนกันไม่ได้พูดกันไม่รู้เรื่อง ก็มีแต่ศึกษาตามสังคมที่มันเป็น สอนไม่ได้หรอก ไม่ต้องสอน สัตบุรุษก็ไม่สอนแล้ว ไม่อวดรู้แล้ว เพราะอวดรู้ มันก็ไม่ฟัง มันมีแต่ความบ้าของมันไป ห้ามมันก็ไม่ได้ สอนมันก็ไม่ฟัง ก็เลยต้อง เป็นไปตามยถากรรม มันก็เป็นยุคที่ โอ้โห..อาตมาก็ว่า เคยผ่านในยุคเหล่านี้มา เอามาพูดนี่ไม่ใช่ว่าตัวเองไม่เคยผ่านมา ซึ่งในตำรามีอธิบายหรือเปล่าก็ไม่รู้ อาตมาพูดนี้ไม่ได้อ่านเอาจากในตำรา พูดโดยที่เป็นความเห็น ความรู้ ความเข้าใจ ความจริงที่อาตมาผ่านมาเข้าใจได้ ระลึกชาติได้ก็เอามาใช้ 

ระลึกชาติ ไม่ได้หมายความว่าต้องระลึกรู้ถึงว่า เกิดเป็นลิงเผือก เป็นลิงขาว เป็นลิงดำ เหมือนอย่างฤาษีลิงดำ เกิดเป็นช้างเผือกช้างดำ ไม่ใช่อย่างนั้น 

ระลึกชาติคือระลึกถึงความรู้ ระลึกถึงความจริงที่เราผ่านมา จำได้เอามาใช้กับชีวิต เอามาใช้กับมนุษยชาติ เอามาใช้กับสังคม เป็นประโยชน์ การไประลึกชาติอย่างนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไรหรอก แล้วจะหลงตัวเองด้วยว่าฉันเก่งฉันระลึกชาติได้ มันก็ได้นะ แต่มันไม่มีประโยชน์อะไรเสียเวลาเปล่า ไปงมงายกับมัน 

แต่อย่างนี้นั้นมีประโยชน์แท้เลย สืบสานมาได้เรื่อยๆเป็นความรู้ความจริง ระลึกให้ได้ 

ชาตินี้ 5 ชาติ 

  1. ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ  

ชาติ เป็นคำกลางๆต้นๆ คือการเกิด โดยเฉพาะง่ายๆก็คือการเกิดร่างกาย เกิดตัวตน เกิดเป็นคน สัตว์ต่างๆ ตัวตนเราเขา มีการสืบทอดชาติ ปู่ย่าตาทวด พ่อแม่ลูกหลานต่อไปเป็นเผ่าพันธุ์ 

  1. สัญชาติ คือ การเกิดที่เป็นความจำ สัญญะ 

เป็นความรู้ที่มันติดจิตวิญญาณ ติดตัวมา อย่างอัตโนมัติ เรียกโดยศัพท์ว่าสัญชาติญาณ ซึ่งไม่ต้องศึกษาหรอกมันจะเป็นสัญชาตญาณของเรา 

สัญชาตญาณของจิงโจ้ ลูกมันเกิดออกมาก็ไต่ไปหากระเป๋า ไม่มีใครไปสอนมันหรอก หรือแม้แต่ สัตว์มีชีวิตอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็มีสัญชาตญาณ คนก็เหมือนกันก็มีสัญชาตญาณ คนนี่แย่กว่าสัตว์ด้วยซ้ำไป ในสัญชาตญาณของคน สัตว์มันก็เป็นไปตามสัญชาติญาณของมันโดยง่ายๆ แล้ว มันก็เป็นไปตามนั้นตั้งแต่ต้น จนมาเรียนรู้โลกใหม่ เกิดสัญชาตญาณปรุงแต่งกันใหม่ สั่งสมลงเป็นสัญชาตญาณ ก็ติดตัวไปอีก เกิดมาก็เอาสัญชาตญาณที่มีเพิ่มขึ้นปรุงแต่งมากเพิ่มขึ้นเอาไปใช้อีก 

ส่วนคนนั้นมีมาก กระทั่งได้หน้าลืมหลัง สัญชาตญาณของคนนั้นมีน้อยกว่าสัญชาตญาณของสัตว์ เพราะสัตว์มันไม่เฟ้อ มันมีแล้วก็ค่อยๆเป็นของมัน ส่วนคนมันเฟ้อ ก็เลยเอามาใช้ได้น้อยในสัญชาตญาณของคน 

  1. โอกกันติ คือการเกิดในปัจจุบัน ที่คุณจะเกิดกายกรรมวจีกรรมมโนกรรม เกิด

กิเลสหรือเกิดปัญญา ปัญญาหรือว่าเกิดความรู้ 

ถ้าโลกียะก็มีแต่ความรู้เฉโก โอกกันติ ถ้ามีความรู้ วนเวียนอยู่ในความดีความชั่ว ดีเป็น

อย่างนี้ไม่ดีเป็นอย่างนี้ก็วนแต่ดีกับไม่ดีไป ตามสมมุติโลก เกิดมายุคนี้ ประเทศนี้เขาสมมุติว่าอย่างนี้ดี ประเทศอื่นอาจจะถือว่าเสียด้วยซ้ำไป อย่างโน้นดีกว่า อะไรอย่างนี้ มันก็แล้วแต่จะยึดถือ มันไม่แน่มันไม่เที่ยง ไปยึดถือเป็นจริงเป็นจังไม่ได้ จะให้เป็นเหมือนกันในมนุษย์ทั่วโลกในทั่วจักรวาลไม่ได้ เพราะฉะนั้นการเกิด โอกกันติ คือการเกิดเป็นปัจจุบันอันใหม่ที่สั่งสมลงไป 

โลกียะก็สั่งสมโลกียะ จนกระทั่งเข้ามาอีกฝั่งหนึ่ง มามี..

  1. นิพพัตติ เป็นสิ่งที่เกิดใหม่เรียกว่าโลกุตระธรรม ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ โลกุตรธรรม

คือธรรมะที่จับตัวกิเลสได้ แล้วประหารกิเลสแล้วดับชาติไปได้เรื่อยๆ ทำให้ชาติมันน้อยลง ชาติที่จะเป็นหลง เลอะ เกิดแล้วเกิดอีกสั้นลงน้อยลง 

  1. อภินิพพัตติ จบ จบความเกิดความดับ รู้มาหมดตั้งแต่ ชาติ สัญชาติ โอกกันติ 

นิพพัตติ จบที่ อภินิพพัตติ  คือ นิพพัตติที่ยอดยิ่งแล้วจบ รู้การเกิดการตายทั้งหมด สมบูรณ์แบบแล้ว คือพระอรหันต์ 

ท่านแปลในพระไตรปิฎกท่านแปลไม่ค่อยออก ก็เลยใช้พยัญชนะภาษาไทยอย่างไม่ให้ผิดเพี้ยนมาก 

ชาติ ท่านก็แปลว่าความเกิด 

สัญชาติ มันก็ใช้ศัพท์ว่าความบังเกิด มันเป็นความเกิดที่เอาสัญญาเก่า เอาความจำมาใช้ แต่ผู้ที่ไม่ได้ศึกษามันก็เลยไม่รู้ก็เลยเหมือนกับเอามาบังไว้ อาตมาอธิบายสภาวะ บังคือ ปิดๆอยู่ ก็ต้องทำความปิดให้มันชัดๆ แต่สัญชาติ คุณเป็นอย่างนั้น แต่คุณไม่รู้ว่ามันทำไมถึงเป็นอย่างนี้ได้ ทำไมเราต้องทำอย่างนี้ ก็เพราะมันมีมาเก่า ความไม่รู้มันบังคุณไว้ อาตมาก็พยายามอธิบายอนุโลมตามภาษาที่เขาแปลนะ อธิบายสิ่งที่ไม่เข้าท่าให้มันเข้าท่านะ 

โอกกันติ เขาแปลว่า ความหยั่งลง ก็คือปัจจุบันนี้แหละมีอะไรก็มาเทไว้ ของเก่าของใหม่ของเละเทะ จนกระทั่ง ถ้ามีคนสมบัติสิ่งที่เกิดเป็น นิพพัตติ ตอนนี้มันก็มีความเกิดที่เป็นโลกุตรธรรมขึ้นมา ก็เทลงไปใส่ลงไป โอกกันติ หยั่งลงไปในนี้ 

เรียกว่าประชุมลง หรือโอฆทา แปลว่าการหยั่งลง หยั่งลงสูู่ความเจริญเป็นโลกุตระ 

เช่น วิมุติ หยั่งลง สู่ความเป็นอมตะในมูลสูตร ท่านก็ใช้คำว่า โอฆทา คือการหยั่งลง เป็นโลกุตระ หยั่งลง มันก็มีที่จบ 

อภินิพัตติก็คือ จบการเกิดการตาย ความปฏิบัติได้สมบูรณ์แบบก็จบเป็นพระอรหันต์ที่ อภินิพพัตติ การเกิดความเป็นอรหันต์ 

อาตมาอธิบายโดยเอาสภาวะมาอธิบาย ไม่ได้อธิบายตามพยัญชนะ แต่มั่นใจว่าอาตมาไม่ได้อธิบายผิด อธิบายสิ่งที่ถูก 

ถ้าที่อาตมาอธิบายไปแล้วมันผิด มันไม่เหมือนปราชญ์ทั้งหลายที่อธิบายไว้ ก็ลองมาทำความเข้าใจคำภาษาไทยที่อาตมาแปลหรืออธิบายไว้ ทำความเข้าใจแล้วคุณลองปฏิบัติตามที่อาตมาพยายามพาปฏิบัตินี่สิ คุณก็จะได้ตามที่อธิบายให้เข้าใจ แล้วคุณก็จะรู้ว่าอย่างนี้ใช่ๆๆ 

พวกคุณถึงรู้จักโสดาบัน อันนี้คือโสดาบัน โสดาบันบอกด้วยพยัญชนะว่า พ้นสังโยชน์ทั้ง 3 สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส คือ แม้สัมมาทิฏฐิแล้ว แต่ไม่เอาจริงซึ่งไม่ใช่ สีลพตุปาทาน ซึ่ง ถือศีลตามกันมาเท่านั้นไม่ได้เข้าใจถูกสัมมาทิฏฐิเลย แต่ สีลัพพตปรามาส เข้าใจถูกต้องแล้วแต่ไม่ได้ทำจริงให้มันรู้มันก็เลยยังไม่ได้เป็นโสดาบันสักที 

ถ้าคุณเข้าใจ กาย โสดาบัน สัมมาทิฏฐิในความเป็น กาย แล้วกาย ก็อยู่ที่เรานี่แหละที่ยังปฏิบัติธรรมทั้งหลายแหล่ เข้าใจจนชัดเจนไม่สงสัยไม่ลังเลไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องพ้น วิจิกิจฉา รู้ สักกะ พ้น มิจฉาทิฏฐิสมบูรณ์แบบ 

เสร็จแล้วก็มีหลักปฏิบัติศีลพรต สัมมาทิฏฐิในศีลพรตด้วยก็มาเอาจริง แม้คุณจะพ้น สักกายทิฏฐิ หมดวิจิกิจฉาแล้ว หลักเกณฑ์ศีลพรตคุณก็มี แต่คุณก็ไม่ได้ปฏิบัติสักที แล้วเมื่อไหร่จะได้เป็นโสดาบันสักที ไม่ลงมือปฏิบัติไม่เอาจริง ถ้าเอาจริงจะได้บรรลุได้ผล 

อธิบายให้เห็นว่า สีลัพพตปรามาส กับ สีลพตุปาทาน ต่างกัน สีลพตุปาทาน ยังไม่สัมมาทิฏฐิแต่สีลัพพตปรามาส สัมมาทิฏฐิแล้วแต่ไม่เอาจริง ไม่ลงมือทำสักที อาตมาเคยยกตัวอย่างเหมือนตำรวจจับโจร คบหากับโจรกินข้าวต้มกุ๊ยกับโจรอยู่ ก็จับมันสักทีสิ แต่ไม่จับ แล้วเอ็งจะเป็นตำรวจไปทำอะไร ไปเป็นตำลึงดีกว่า อย่าไปเป็นเลยตำรวจ ไปเป็นตำนินดีกว่า ตำนินก็คือตำลึง ภาษาอีสาน

สู่แดนธรรม… ช่วงนี้ลำคอเพราะท่านเป็นอย่างไรครับ 

พ่อครูว่า… ก็ระหงดี ไม่ง่องแง่ง ไม่เหมือนท่านหลวงปู่วิริยังค์ อาตมาระหง ตรง งาม 

สู่แดนธรรม… ผมจะส่งสัญญาณให้พ่อท่านจิบน้ำ ตอนนี้เรากำลังศึกษา ปฏิจจสมุปบาท 

ข้อแนะนำสำหรับเพศที่ 3 ในการมาอยู่ในหมู่กลุ่มชาวอโศก

_คำถามจากทางบ้าน… เขาเป็นคนเพศที่ 3 เป็นผู้หญิง ขอถามว่า หากเป็นในกลุ่มอโศก หากมีบุคคลที่เป็นเพศทางเลือก แล้วก็สนใจธรรมะ อยากจะบำเพ็ญงานในกลุ่มอโศก แต่ไม่อยากเปิดเผยตัวตนความจริงว่าตัวเองมีความรู้สึกชอบเพศเดียวกัน หากหนูรู้ความจริงว่า บุคคลคนนั้นเป็นแบบนี้ หนูควรจะบอกหมู่กลุ่มหรือไม่คะ หรือไม่เพียงปล่อยให้ท่านนั้นเรียนรู้ธรรมะไป แล้วอาจจะเปลี่ยนความหลงผิดไปตามธรรมะ ขอความเมตตาพ่อท่านช่วยชี้แนะให้หนูด้วยในเรื่องนี้ค่ะ 

พ่อครูว่า… คือ มันเป็นอย่างนี้ คนที่ต้องการธรรมะ

จริงๆ แล้วก็มาสู่หมู่กลุ่ม คุณมีปัญญาก็เลือกหมู่กลุ่มที่ถูกต้อง ว่า หมู่กลุ่มนี้ เขาชัดเจนทางโลกุะโลกุตรธรรม เสร็จแล้วคุณเป็นอย่างที่ว่านี้ คุณพยายามปิดบังไว้เถอะ อย่าแสดงออก อย่าให้แสดงอาการออกมา ร่างกายเราเป็นหญิงเราก็แสดงสภาวะตามที่เราเป็นหญิง ร่างกายเราเป็นชายก็แสดงภาวะความเป็นชาย เราไม่ต้องเป็นหญิงก็ไปชอบเพศเดียวกันอะไรต่างๆพวกนี้ มันไม่ได้ ผู้ชายก็เหมือนกัน พยายามเสแสร้งไว้ ปิดบังไว้อย่าให้เปิดเผยเพราะถ้าเปิดเผยแล้วเขาจะต้องให้คุณออก ตามหลักธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า 

ทีนี้ หลักธรรมวินัยเป็นวงการของพระ ในวงการของนักบวชจริงๆ ตัวกระเทยนี้ ตัวฉลาดมาก กระเทยมีความเป็นธรรมชาติของความฉลาด แล้วมาบวช พระพุทธเจ้าถึงตัดประเด็นให้ไปเป็นฆราวาสไป แต่ทีนี้พวกเราทั้งฆราวาสและสมณะ อยู่ร่วมกันเลยมันก็เลยยาก อาตมาก็เลยแนะนำได้แค่นี้ 

คุณจะอยู่คุณก็ปิดบังไว้ ถ้าเปิดเผยเมื่อไหร่ เขาให้คุณออกไปแน่ รู้เมื่อไหร่คุณได้ออก คุณเป็นผู้หญิงก็ทำตัวให้เป็นผู้หญิงอย่ามาแสดงออกทางผู้ชาย บอกสิ่งที่จำนน อาตมาไม่อยากแนะนำหรอก แต่ก็เห็นความปรารถนาดีอย่างนั้น ของผู้นั้น 

แต่ส่วนมากกะเทยจริงๆไม่เอาหรอกยิ่งมาเป็นโลกุตรธรรมยิ่งไม่เอา แต่ใครที่มาสนใจโลกุตรธรรมอยากอยู่ที่นี่ อาตมาก็ว่าอย่างนี้ ถ้าแดนที่ไม่ใช่โลกุตรธรรมมันก็เข้าไปป่วนสิ ดีไม่ดีมันฉลาดกว่า ก็เสร็จ

สู่แดนธรรม… พ่อครูได้ ชี้โพรงให้กระรอก คุณกระทำตามพวกเรา คุณเจริญคุณก็ได้ของคนอื่น พวกเราก็มีกระบวนการ คนที่เจริญมาได้หลายปีโดยที่ไม่ได้มีการแสดงออกให้รู้ก็มีอยู่จริง 

พ่อครู… ก็ทำ พยายาม ศึกษาเรียนรู้เปลี่ยนแปลงตัวเองให้ได้เอา 

สู่แดนธรรม… มีปัญหาฝากมาอีกครับ… 

_ถ้าคนดีถูกตำหนิ ส่วนคนเลวนั้นถูกยกย่อง บอกมาแค่นี้ทำมาแค่นี้ครับ 

พ่อครูว่า… โดยธรรมชาติสังคม สังคมที่มันโง่ลงโง่ลงมันก็ไปยกย่องคนเลว ตำหนิคนดี มันเป็นธรรมดาเขาไม่รู้ ก็เป็นไปตามกาละ เทศะ ฐานะ ของยุคสมัย มันก็เป็นแค่นั้น 

อย่างอาตมา เกิดมาในชาตินี้ปรางนี้อาตมาไม่ได้แปลกใจเพราะเป็นยุคของความเสื่อม มันไม่รู้ อาตมาก็ไม่เคยไปถือสา ไม่เคยไปโกรธเคืองคนที่มาจัดการอาตมา เอาอาตมาแรงๆร้ายๆ ขนาดไหน อาตมาก็ไม่เคยไปโกรธไปผูกไปเคือง จริงๆความโกรธความเคือง อาตมาไม่มีอยู่แล้ว ก็รู้ตามจริงว่าเขาไม่รู้ เขาก็เหมือนเด็กๆเหมือนลูกเหมือนหลาน ตีเด็กๆ ตีก็ตายเปล่าไม่รู้เรื่องหรอก ถ้ารู้เรื่องมันก็ไม่ทำในสิ่งไม่ดี แต่นี่มันไม่รู้ วัยของเขขาก็ยังไม่ถึงวาระที่จะเป็นไปได้ด้วย มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ 

_*ประดิษฐ อินทหอม* : ผมก็เชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจ ว่าพ่อครูไม่มีอคติใดๆกับใครๆ ที่ออกไปประท้วงไล่ทักษิณก็เพราะว่าเห็นความไม่ถูกต้อง

พ่อครูว่า… ตอนแรกทักษิณมาทำดีเราก็เชียร์สิ ตั้งใจมาทำดี ต่อมาออกลาย ทำไม่ดี เราก็ไปไล่ แล้วคนก็มาว่า ทำไมไปเชียร์เขาล่ะ แล้วทำไมไปไล่เขา ก็คุณทำดีอยู่ใครจะไปไล่ไปเปลี่ยนแปลงคุณทำไมเพราะทำดีอยู่ ถ้าคุณไม่ดีแล้วก็ไล่สิ ก็เท่านั้นเอง ไม่มีอะไร 

_Pornthip Mungklad (พรทิพย์ มุ่งกลัด) : ดิฉันเป็นคนโง่ค่ะจึงขอทราบว่า ท่าน ส. ศิ เสียสละอะไรบ้างคะ

พ่อครูว่า… อาตมาก็โง่เหมือนคุณ ไม่รู้ คุณ ส.ศิวรักษ์ เสียสละอะไรบ้าง ลองนึกดูซิ นอกจากแกจะแสดงความเก่ง จนเขาถือว่าเป็น ปราชญ์สยาม 

สู่แดนธรรม… ผมรู้สึกว่า เขาข้องใจที่พ่อท่านยกย่อง ส.ศิวลักษณ์ ก็เลยเอามาถาม 

พ่อครูว่า… มันมีประเด็นต่างๆใน มนุษยชาติ ประเด็นที่คนเป็นได้ยากคือประเด็นนี้ที่อาตมายกย่อง ส.ศิวรักษ์แกมีความระห่ำ มีความกล้า แกมีอยู่จริง ไม่มีใครกล้าเท่าแกหรอกในยุคนี้ ถ้าแกเอง แกไม่กลัวจะติดคุกจริงๆ แกกล้ายิ่งกว่านี้อีก แกกลัวอยู่หน่อยเดียว แกกลัวติดคุกก็เลยบันยะบันยังไว้บ้าง 

อันนี้ อาตมาชอบคนกล้า เอาประเด็นแค่นี้ก็ได้สำหรับ ส.ศิวลักษณ์ แต่ทีนี้ กล้าอย่างระห่ำ อาตมาก็ไม่เอาด้วยเหมือนกัน เพราะมันแรง เอาแต่พอดี 

วิจารณ์วิจัยกันไปมาหลายที่ ซึ่ง จริงๆแล้วมันเป็น อจินไตย คุณ ส.ศิวลักษณ์ 

คือ ส.ศิวะ คือ ลักษณะสิวะ 

อาตมานี้ ร. รามรักษ์ 

_*มุ่ง ตรงธรรม* : ปฏิบัติธรรมที่ต้องอาศัยภายนอกเพื่อให้รูปนามทำงานประสานสัมพันธ์กัน เกิดผัสสะ ผัสสะ เพื่อให้เห็นกายในกาย(สักกายทิฏฐิ) อ่านที่อารมณ์รับรู้สึก (เวทนา) ใช่ไหมครับ น้อมกราบขอความเมตตาช่วยเติมเต็มสัมมาทิฏฐิให้ยิ่งๆขึ้นด้วยครับ สาธุ สาธุ สาธุ

การทำใจวางความทุกข์จากความพลัดพราก 

_*Kru Sa (ครู สา)* : บางเรื่องยังออกจากทุกข์ไม่ได้คือความพลัดพรากสูญเสียค่ะ

พ่อครูว่า… เขาติดยึดความพราก แล้วเข้าไปยึดถือความพราก ความสูญเสีย เขาไปติดอยู่ แล้วก็เลยออกจากทุกข์เพราะเหตุนี้ไม่ได้ เพราะไปติดยึดความรัก ความสูญเสีย 

ทุกอย่างไม่ใช่ของของเรา เกิดมาอาศัยกันและกันตามบารมี ตามกรรมวิบาก ไม่ใช่อะไรเป็นของเราเลย แม้แต่เนื้อหนังมังสา ร่างกายก็ยังไม่ใช่ของเรา ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ มันจะต้องพรากจากกัน อะไรก็ต้องพรากจากกัน

ใครทำ 0 ได้ก่อนก็บรรลุธรรมสูงสุด ใครยังไม่ 0 ก็ต้องสูญเสีย พรากก็ต้องทุกข์ เพราะคุณไปยึดติด

ถ้าขืนคุณยังไม่ยอมเข้าใจ ไม่ยอมเห็นความจริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างต้องพรากจากกัน ข้อสำคัญควรทำให้เป็น 0 จริงๆ ไม่ได้ ซึ่งบรรลุโลกุตรธรรมสูงสุดคือ สุญญตา คือสูญไม่เวียนวนเกิดอีก หมดแล้วหมดเลย เกิดอีกก็ไม่มี เช่น

ผู้ที่ทำกิเลสชาตินี้หมดแล้ว ถอนอาสวะ ชาติหน้าเกิดมาก็ไม่มี ไม่ต้องถอนอาสวะอีก เพราะฉะนั้นทำให้หมดอาสวะไปทีละอย่างๆ ตั้งแต่อบายมุข ตั้งแต่กาม รูปธรรม อรูปธรรม จนหมดสิ้นไม่เหลือ  คุณก็เป็นพระอรหันต์ เป็นอรหันต์แล้วจะเกิดอีกกี่ชาติ 

ศาสนาพุทธในเมืองไทยเมื่อก่อนคิดว่าอรหันต์ต้องตายแล้วสูญมาเกิดอีกได้อย่างไร เขาเป็นอุจเฉททิฏฐิ ซึ่งอาตมาก็บอกว่าถ้าพระอรหันต์ตายแล้วสูญ ไม่มีพระโพธิสัตว์ต่อภพต่อภูมิ ศาสนามันก็สั้นนิดเดียว พระอรหันต์ตายแล้วสูญหมดเลยไม่มีใครตอบภพภูมิ 

แล้วถ้าไม่มีพระอรหันต์ต่อภพต่อภูมิจะมีอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างไร เพราะ   อรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่อรหันต์อย่างคุณ อรหันต์อย่างคนเป็นขั้นที่ 1 ขั้นที่ 2 

โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

มันไม่เท่ากันไม่เหมือนกันหรอก อรหันต์ระดับ 7 ก็สูงกว่าระดับ 6 ระดับ 6 ก็สูงกว่าระดับ 5 เป็นธรรมดาอย่างนี้เป็นต้น 

สู่แดนธรรม… เรื่องบางเรื่อง ออกจากทุกข์แห่งความพลัดพรากไม่ได้ พ่อท่านก็ว่า ทุกอย่างต้องพรากจากกันอยู่แล้ว ผมรู้สึกว่า คนหลายคน อะไรที่พลัดพรากไม่ทุกข์ก็มี แต่สิ่งที่ทำให้ทุกข์คือ ต้องพลัดพรากนั้นคือไปมีความรักกับสิ่งนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า การประสบกับสิ่งที่พลัดพรากจากสิ่งที่รักนั้นเป็นทุกข์ 

พ่อท่านเคยสอนว่า ถ้ารัก เป็นเหตุแห่งทุกข์

พ่อครูว่า… ไม่รักเลยก็ไม่ทุกข์เลยจบ 

การทดสอบยากับสัตว์ก่อนใช้กับคน ผิดศีลข้อ 1 หรือไม่

_*ญาติธรรมที่เป็นนักวิจัยยารักษาโรค* : ขออนุญาตกราบเรียนถามท่านค่ะว่า การ review หรือร่วมออกแบบ study protocol  เพื่อทดสอบฤทธิ์หรือประสิทธิผลของยาในสัตว์หรือคนนี่ถือว่าผิดศีลข้อ 1 หรือไม่คะ

พ่อครูว่า… ไม่ถือว่าผิดหรอก เพราะเจตนาเป็นกุศลนั้น มันเป็นเจตนาที่ต้องอาศัย ถ้าเราจะใช้ ประโยชน์จากยา เราเอาไปทดสอบกับวัตถุเท่านั้น หรือไปทดสอบกับพืชเท่านั้นมันไม่พอ มันต้องมาศึกษาทดสอบกับสัตว์ที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นคน 

สัตว์ที่มีอะไรคล้ายใกล้กับคนมากที่สุด แล้วมันก็มีมุมมีมิติมีเหลี่ยมที่ใกล้คน ยาชนิดนี้รักษาโรคชนิดนี้ มันก็สัตว์ชนิดนี้ สัตว์ชนิดนี้ ซึ่งก็มีแตกต่างไป มันก็ต้องอาศัย ไม่เช่นนั้น ทำขึ้นมาใช้กับคนเลย ดีไม่ดียังไม่ได้ทดลองมาอย่างแน่ใจ กว่าที่ยาเขาจะแอพพรูฟ รับรองว่าใช้ได้นะอย่างนี้ เปอร์เซ็นต์มันอยู่ในเกณฑ์ไม่เสีย เป็นประโยชน์ เกิน 90% ขึ้นไป 99 98 95 เขาเอากันถึงขนาดนั้น ยิ่ง 100 % เขาก็ยิ่ง เขาก็เลยต้องใช้สัตว์ ที่มนุษย์ก็ต้องอาศัยสัตว์หลายชนิด เพราะมันมีมุมเหลี่ยมมีมิติอะไรที่ต่างกัน ก็ต้องใช้อย่างนั้น 

 เพราะฉะนั้นคุณก็จะเอาแต่ศีลศีลมาปรับโทษคนนั้นคนนี้มากนักเลย พยายามปฏิบัติตนเอง ทำศีลให้มันเป็นประโยชน์ 

ปฏิบัติศีลก็ให้เป็นประโยชน์คือ รู้จักกิเลส ไม่ใช่ปฏิบัติศีลแล้วควบคุมแค่กาย วาจา นี่ก็คือความเสื่อมของคำสอน พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนแค่นั้น 

แม้แต่ในศีล สีลสูตร ท่านก็ยังสอนว่า ปฏิบัติศีลนี้ จะล้างกิเลสออกจากจิตจนเป็นพระอรหันต์ ศีลไม่ใช่แค่กาย วาจา เพราะกิเลสมันอยู่ที่จิตไม่ใช่แค่กาย วาจา อันนี้เขาก็สอนกันผิด จนกระทั่งหมด ศีล ก็เลยได้แค่นั้นไม่ได้ประโยชน์จากศีล 

ศีลนี่แหละ ตัวต้นทาง ต้นเหตุที่สำคัญที่สุดเลยที่จะต้องใช้หลักคำสอน ศีล คือหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าไปตามลำดับ เป็นคำสอนที่ยิ่งใหญ่มากในศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ 

ศีลข้อที่ 2 ไม่ใช่สัตว์เป็นวัตถุกับพืช มันเป็นชีวะขั้นพืชเท่านั้น ยังไม่มีเวทนา ยังไม่มีวิญญาณ มีแต่สัญญากับสังขาร ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีบาปไม่มีบุญอะไร เพราะฉะนั้นก็ปฏิบัติกับวัตถุกับพืชนี้ ก็ปฏิบัติอย่าทุจริต 

สำหรับสัตว์นั้น เราต้องมีเมตตา ต้องมีความเกื้อกูล ต้องมีอะไรอีกเยอะ ที่เราจะต้องรู้ว่าเกี่ยวข้องกันอยู่ร่วมกันอย่างไร มันมีกรรมมีวิบาก มีอะไรอีกเยอะแยะ 

เพราะฉะนั้น ต้องศึกษาดีๆ มันจึงจะไม่เกิดกรรมเกิดวิบากอะไรต่ออะไรมากมาย 

เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เข้าใจและไม่สนใจเรื่องสัตว์ ฆ่าแกงกันเป็นว่าเล่นเลย จนกระทั่งฆ่าคนด้วยกัน ฆ่ากันเฉยๆนี่แหละ แล้วก็สร้างอาวุธมาเพื่อจะฆ่าทีหนึ่ง ตายเป็นแสนๆ เหมือนอย่างที่ฆ่าคนที่ญี่ปุ่น ตูม!ตายกันเป็นแสนเลย มันก็วิบากมหาศาล 

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ให้มาศึกษา ศึกษาดีๆแล้วจะรู้ว่า อย่า่างอาตมาพาทำ เอาธรรมะพระพุทธเจ้าโลกุตรธรรมมาสอนลงไปในศาสนา ลงไปในมนุษยชาติในประเทศไทย เกิดคนรู้จักโลกุตรธรรมเกิดคนปฏิบัติโลกุตรธรรม มาได้จนถึงขั้นสาราณียธรรม 6 มีชุมชนที่มีสาธารณโภคี เกิดพฤติกรรมวรรณะ 9 เป็นคนเลี้ยงง่ายเป็นคนบำรุงง่าย เป็นคนมักน้อย เป็นคนมาจน 

ซึ่งแค่มาจนนี้ เขาก็ไม่เชื่อ ฟังแล้วมาดูตลกๆ มาจนทำไม จะบ้าหรือเปล่า รวยขนาดนี้ยังไม่พอเลย ก็รวยมากๆสิ จะได้สุขสบาย สะดวกดี คุณทำตนให้รวยแล้วคุณสุขสบาย มันไม่เก่งหรอก ต้องทำตนให้จนสิ ศูนย์เลยไม่ต้องมีสักบาท จะสบาย เก่งกว่าคุณเยอะเลย สบายอย่างลึกซึ้งกว่าคุณด้วย ซึ่งเป็นภาษาที่อธิบายยากมากเลย สบายอะไรวะมาจน 

นี่มาอยู่กันพวกคุณสมัครใจเอง มีอิสระทั้งนั้น มาจน ซึ่งเป็นเรื่องยืนยันพิสูจน์เป็นปรากฏการณ์ของโลก ในชาวอโศกนี้ คนก็ฟังดูว่า จะมากดข่มเต๊ะท่า ทำเป็นเท่ มันก็ดูเท่ดีนะ นอกจากจนแล้วก็ขยันหมั่นเพียร สร้างสรรเสียสละ แจกจ่ายไป ตัวเองไม่ต้องเอากลับคืนมา ตัวเองไม่ต้องไปเอาเปรียบ เราเสียสละ มันก็เท่นะ เขาก็บอกว่าดูซิมันจะเต๊ะท่า มันจะเสแสร้งทนได้สักกี่น้ำ ลองดูซิ ….เมื่อไหร่พวกคุณจะไป มากดข่มเสแสร้ง เมื่อไหร่จะไป 

สู่แดนธรรม… ถ้าไป ก็ไปเฮือนสุดชีวิตเลยครับ 

พ่อครูว่า… ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เกินคาดคิด ไม่ได้รู้กันได้ง่ายๆหรอก วรรณะ 9 แค่มาจนก็เป็นเรื่องประหลาดแล้ว ซึ่ง มันเป็นเรื่องที่ดีงามที่สุดเลยไม่ต้องไปแย่งชิงใครมามีแต่สร้างสรรค์ แจกจ่ายเผื่อแผ่ จะกินจะใช้อะไรเราก็กินน้ำพักน้ำแรงของเรา เราทำมากกว่าที่เรากินเยอะ เราไม่ได้เสีย เราไม่ได้เป็นหนี้ ไม่ได้เป็นบาปเป็นเวรเป็นภัยอะไรหรอก อย่ามาขี้เกียจจนเกิน กินใช้มากกว่า คิดแล้วไม่พอกินพอใช้แล้วเป็นหนี้หนักในนี้ เพราะฉะนั้นจะมาขี้เกียจขี้คร้าน เอาเปรียบเอารัด กินแรงผู้อื่นนั้น มันยิ่งบาปหนัก บาปซ้ำบาปซ้อน เด็กๆฟังไว้อย่ามาเที่ยวได้กินแล้วก็รู้สึกสบาย ได้เปรียบไม่ดี 

ต้องเสียสละให้เราเป็นผู้ที่ได้ให้ ได้เสียสละ เป็นผู้มีส่วนเกินให้กับผู้อื่น มันถึงจะเป็นเจ้าหนี้ ถ้าคุณเองคุณไม่คุ้มตัว กินแรงผู้อื่นไปเบียดเบียนผู้อื่น คุณก็เป็นลูกหนี้ข้ามชาติ ไปถึงไหนๆ

เรื่องที่แม้จะเอามาทดลอง ก็ผ่านแล้ว พอ sms จบ

พ่อครูว่า… กลับมาต่อ ปฏิจจสมุปบาท (พ่อครูไอตัดออกด้วย)  

สู่แดนธรรม… เมื่อก่อน ปฏิจจสมุปบาท คืออะไร มันเป็นขบวนการ สิ่งที่อาศัยกัน เหมือนลูกคลื่น เพราะเหตุอันนี้เกิดสิ่งอันนี้ก็เกิดตามมา จนกระทั่งสิ้นสุดที่ปลายทาง โสกะ   ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสะ 

เรียนรู้ 3 ภพ ในปฏิจจสมุปบาท

_พ่อครูว่า…การเกิดห่วงโซ่แห่งทุกข์เป็นการเกิดของจิตวิญญาณ เป็นการเกิดของโอปปาติกะสัตว์ ไม่ใช่การเกิดของชีวะธรรมดา ที่เกิดจากมดลูกเป็นสัตว์ เรียก ชลาพุชะ เกิด 2 ชาติที่ว่าเกิดจากไข่ อัณฑชโยนิ เกิดจากการแบ่งตัว เหมือนพวกประเภทเป็นสัตว์เล็กสัตว์น้อย พวกเชื้อโรคพวกนี้ เรียกว่า สังเสทชโยนิ 

ส่วนการเกิดที่ สู่แดนธรรมพูดถึง… ก็คือการเกิดทางจิตวิญญาณ โอปปาติกโยนิ

ชลาพุชะ สังเสทชะ อัณฑชะ วิทยาศาสตร์เข้าศึกษารู้ได้ แต่ โอปปาติกนี้มันไม่ง่ายมันยากมันลึกซึ้งมันละเอียดลออมาก พระพุทธเจ้าก็มาสอนเรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้เป็นประธานด้วย เป็นประธานของ ชลาพุชชะ สังเสทชะ อัณฑชะ เป็นการเกิดชนิดที่ 4 คือ โอปปาติกโยนิ

ส่วนชาติ 5 ก็พูดไปแล้ว ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ  

ทีนี้ ภพ ย้อนมาอันที่ 2 ไล่มาจากตัวท้ายของ ปฏิจจสมุปบาท 

ภพ คือแดนเกิด ภพ ท่านแยกง่ายๆเป็น 3 ภพ 

ภพที่เป็นการเกิดที่เกี่ยวข้องกับวัตถุข้างนอก การเกิดที่มีจิตวิญญาณร่วมด้วย เกี่ยวกับข้างนอก สัมพันธ์กันแล้วเป็นการเกิดเรียกว่า กามภพ แล้วก็ดำเนินไปตามลีลาบทบาทตามความเป็นเรียกว่า กามาวจร มันก็ร่วมกันไปเป็น กามาวจร 

คนแต่ละคน เรามีจิตวิญญาณ ก็เกิด สัมผัสสัมพันธ์เกี่ยวข้องร่วมกันไป กับสิ่งที่เกี่ยวกับอันอื่นตั้งแต่วัตถุมาจนกระทั่งถึงพืชจนกระทั่งถึงสัตว์ เกี่ยวข้องไป 

กับวัตถุกับพืชเข้าไม่ไกล ไม่ได้มีวิบากแก่กันและกัน แต่เกี่ยวกับสัตว์นี่สิ มันมีวิบากแก่กันและกัน พระพุทธเจ้าถึงสอนว่าสัตว์เดรัจฉานให้ปล่อยเขาไปตามวิบากกรรม อย่าไปเกี่ยวข้องอย่าไปทำอะไรกับเขาไปฆ่าเขา ไปเบียดเบียนไปทำร้ายเขาไม่เอา ปล่อยเขาไปสิมันก็เป็นชีวิตของเขาเป็นวิบากของเขา 

สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายแหล่มันพูดกันไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นเรามีแต่จะไปตกต่ำ สัตว์เดรัจฉานถ้าไปเกี่ยวข้องกับมันมีแต่ตกต่ำ คุณไปรักกับสัตว์คุณก็ตกต่ำ คุณไปเกลียดสัตว์ เกลียดชังสัตว์ จนฆ่าสัตว์ คุณก็ยิ่งตกต่ำชัดๆเลยง่ายๆ แม้แต่คุณรักสัตว์คุณก็ตกต่ำ เพราะคุณก็จะไปเกี่ยวข้องพัวพันอยู่กับสัตว์ เอาพลังงานเอาเวลาเอาทุนรอนไปเกี่ยวข้อง ดีไม่ดีเลี้ยงหมาเลี้ยงแมว ซื้อเพชรซื้อพลอยไปใส่ให้หมาให้แมว เออ รู้แล้วเอ็งรวย คนยังไม่ใส่เพชรเลย หมาของเอ็งได้ใส่เพชรแท้นะ อวดร่ำอวดรวยอะไร รักมาก 

เกี่ยวพันจนกระทั่ง เขาไม่รู้จักกรรมวิบาก รักมาก ต่อไปก็จะพัวพันเป็นลูก เป็นแม่ เป็นอะไรกันไปอีกกี่ชาติไม่รู้ เพราะทั้งรักทั้งชัง ..ไม่ต้องเกี่ยวสัตว์ทั้งหลายแหล่ แล้วยิ่งไม่ต้องไปฆ่า หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ วลีสุดท้ายของศีลข้อที่ 1 

เมื่อเกิดมาเป็นจิตนิยาม เป็นสัตว์มาแล้ว ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวจนกระทั่งถึงกี่เซลล์ก็แล้วแต่ ปล่อยมัน อย่าไปยุ่งกับมัน 

มายุ่ง พืชกับวัตถุชีวิตอยู่กับพืชกับวัตถุก็อยู่ได้แล้ว กับคนนี่แหละ อะไรอย่างไรก็ต้องเกี่ยวข้องกันอยู่ด้วยกัน หวังประโยชน์ คนนี่แหละ หวังประโยชน์เจริญไปด้วยกันให้ได้กับคนนี่แหละ แค่นี้ก็งานหนักหนาแล้ว 

พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ พระพุทธเจ้าท่านก็เกิดมาเป็นคนเหมือนเรา เรียนมาทุกวิชา ความรู้ในโลกนี้ท่านรู้หมดทุกวิชานั่นแหละที่โลกมี เสร็จแล้วท่านเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ในปางที่เป็นพระพุทธเจ้า ท่านไม่เอาสักวิชา ท่านมาเรียนรู้สอนคนให้บรรลุความรู้โลกุตระธรรมนี้ ทั้งชาติ ทำงานนี้จนกระทั่งปรินิพพานเป็นปริโยสานไป ฟังเข้าใจบ้างไหมว่ามันสำคัญขนาดไหน โลกุตรธรรมนี้ 

พระพุทธเจ้าเกิดมาไม่รู้กี่ชาติ ไปเด่นไปดังในวิชาการทางโลกกี่ชาติก็แล้วแต่ ท่านเคยได้ความเด่นดังมาหมดแล้ว ไม่ได้ด้อยกว่าใครเขาหรอก เรียนรู้มาหมดทุกอย่าง สุดท้ายทิ้งหมด ปางสุดท้ายเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นพระพุทธเจ้า ก็เลิกทั้งหมด เกิดมาไม่รู้ตั้งกี่ล้านชาติมาได้วิชานี้สุดท้าย วิชานี้วิชาเดียว มีพระชนม์ชีพ 45 พรรษา ทำวิชานี้วิชาเดียวเลิกเลยไม่เอาแล้วอย่างอื่น ฟังเข้าใจไหม เห็นความสำคัญไหม เรื่องของโลกุตระธรรมนี้ เห็นความสำคัญไหม 

อาตมาตั้งแต่รู้ตัวว่า เราต้องมาทำหน้าที่นี้ มาทำงานนี้สุดยอดแล้ว ตั้งแต่บัดนั้นจนทุกวันนี้ จะต่อไปอีกกี่ร้อยปี ถ้าอยู่ได้ก็จะทำอันนี้เท่านั้นไม่ทำอย่างอื่นหรอก จะเชิญอาตมาเป็นนายก จะเชิญอาตมาไปเป็นประธานาธิบดี ขออภัย จะเชิญอาตมาเป็นกษัตริย์ ก็ไม่เอาทั้งนั้น 

พระพุทธเจ้าเป็นกษัตริย์ เป็นพระเจ้าแผ่นดินและจะได้เป็นเจ้าจอมจักรพรรดิด้วย ทำนายกันไว้ชัดหมด ถ้าท่านจะอยู่ทางโลกท่านจะใหญ่ยิ่ง แต่ท่านไม่เอาท่านทิ้งหมดมาเอาธรรมะโลกุตระ เดินพระบาทเปล่าบ้านช่องเรือนชาน -วังเวียงทรัพย์ศฤงคารไม่เอาเลย มันง่ายจะตายมันชัดเจนจะตายไป คุณจะไปต่องแต่งอยู่กับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อะไรอยู่ ได้เศษเสี้ยวของพระพุทธเจ้าหรือเปล่า 

ออกมาบวชแล้วว่าจะทิ้ง โภคขันธาปหายะ ญาติปริวัตตังปหายะ ตอแหล

สู่แดนธรรม… ฟังพ่อท่านว่าแล้วก็รู้สึกจุกนะครับ คือผมเองก็ไม่ค่อยอยากได้วิชาโลกุตระเท่าไหร่ แต่จริงๆก็รู้สึกเป็นอย่างนั้น

พ่อครูว่า… คุณมาเอาอันนี้แหละ ไม่ไปเอาอันอื่นหรอก 

มาที่กามภพ เรียนรู้ภพชาติ กาม​ผูกพันกับข้างนอก มีตาหูจมูกลิ้นกาย เป็นกามคุณ เลิกให้ได้ จนจิตเราอยู่กับกามก็เฉยๆ สัมผัส รูปเราก็เห็น เหมือนคนอื่นเขาเห็นเขาชอบไม่ชอบเราก็มองเฉยๆกลางๆ เสียงก็เหมือนกัน คนอื่นได้รับเสียง เราก็กลางๆ กลิ่นรสอะไรหมดทุกอย่างทวารทั้ง 5 เราก้เฉยๆกลางๆทั้งนั้นไม่ผลักไม่ดูด ไม่ชังไม่รัก อาศัยกันก็อาศัยไป เป็น ประโยชน์คุณค่าก็อาศัยไป ปรุงแต่งร่วมกับ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสไป นี่กามภพ

คุณหมดอาการที่ติดยึดผูกพันจน ไม่สุขไม่ทุกข์ไม่ผลักไม่ดู มันยังไม่ทีเดียวหรอก เป็นรูปภพข้างในมันยังผลักยังดูด อยู่ในจิตของคุณแต่คุณไม่แสดงออกทางรูปข้างนอกเสียงข้างนอกกลิ่นรสข้างนอก ผัสสะภายนอก คุณไม่แสดงออกแล้ว มีอยู่ในใจมันผลักมันดูดอยู่ภายในใจ เป็นรูป เป็นของหยาบก่อน ข้างในที่หยาบเรียกว่ารูป รูปภพ คุณก็เรียนรู้อีก มันยังหยาบ ให้มันลดลงไปอีก จนเหลือน้อยๆๆ จนเรียกมันว่าง ไม่ใช่รูปแล้ว อรูป แทบไม่มีรูปแล้วจึงถึงขั้นอากาศถึงขั้นวิญญาณ 

สัมผัสแล้วมันก็ว่างแต่มันมีอยู่ วิญญาณมันก็มีผลักมีดูดเล็กๆน้อยๆ รังแคะรังคายกัน ตามธาตุแท้ของมัน เท่าที่คุณจะรู้ได้ ว่าคุณ หยาบ คุณก็เรียนรู้ หยาบ กลาง ละเอียด ถ้าคุณละเอียดคุณก็เรียนรู้ความละเอียดไปหาอากาศ ไปหาวิญญาณ 2 ธาตุอากาศคือว่างแล้ววิญญาณคือความรู้ 

แล้วก็ตรวจอีกอันว่านั่นแหละมันยังถือว่าเป็นกิเลส อากิญจัญญายตนะ มันต้องไม่มีนะ อรูป นิดนึงน้อยนึงมันก็ไม่มี คุณต้องรู้ให้ได้ว่า มันมีหรือไม่ต้องให้ไม่มี อากิญจัญญายตนะ นิดนึงน้อยนึง ไม่มีเลยคุณก็จบ จบ อากิญจัญญายตนะ

แต่ถ้าคุณเป็นสายศรัทธา เป็นสายที่ยังไม่จบง่ายๆคุณก็ต้องทนแล้วทนอีกจึงต้องมี เนวสัญญานาสัญญายตนะ มันยังไม่สิ้นสงสัย มันยังไม่เก่ง ถ้าหากเก่งแล้ว อากิญจัญญายตนะ 

เพราะฉะนั้น สายปัญญา 100% ดำเนิน ปฏิบัติไป เป็นธัมมานุสารี ที่เป็น ทิฏฐิปัตตะได้กายสักขี ปัญญาวิมุติ จบเลย ไม่ต้องไป เนวสัญญานาสัญญายตนะ 

คนจะพ้นสักกายะทิฏฐิปัตตะกายสักขีได้ ต้องออกจากสัทธาวิมุติ ต้องพ้น สักกายทิฏฐิ ปัตตะคือการบรรลุ บรรลุทิฏฐิสมบูรณ์แลบของ สักกายทิฏฐิ 

ต่างกันมาก ทิโฏฐิปัตตะกับ สัทธาวิมุติ 

สัทธาวิมุติหยาบจึงช้าและยาก ต่างกันกับทิฏฐิปัตตะ ตรงที่ ถ้าสาย สัทธาวิมุตมาได้ กายสักขี ก็ไม่เหมือน ทิฏฐิปัตตะมาได้ กายสักขี 

แม้ทิฏฐิปัตตะเลื่อนฐานมาเป็นกายสักขี ก็ยังต่างจาก สัทธาวิมุติมาเป็นกายสักขี

สัทธาวิมุติทั้งช้าและยาก ไม่มีความเร็ว ไม่ง่าย ไม่ฉลาดอย่าง ทิฏฐิปัตตะ

อย่างพวกสัมมาทิฏฐิท่านเป็นมาแต่ต้นเลยสัมผัสกายข้างนอกมามีวิโมกข์ 8 ด้วยสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายมาตลอด ไม่เคยไม่มีกายข้างนอกเลย จึงได้ไว 

เพราะฉะนั้นพอไปถึง กายสักขี ก็ต้องบอกว่า สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แต่ ปัญญาวิมุติไม่ต้องบอก ให้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เพราะว่า ท่าน มีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายมาตั้งแต่ต้นแล้ว สายสัทธาต้องใช้ 4 ขั้นจึงได้บรรลุ เป็นพระอรหันต์ 

ที่เขาแปล น เหวโข ว่า ไม่ถูกต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายนั้น มันแปลผิด 

สู่แดนธรรม… สรุปจบ