650718 คนจนมหัศจรรย์ตามหลักจรณะ 15 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 46

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                         

https://docs.google.com/document/d/1W2YlQocnqUBODoGqK07uYD4kLFIwRu9vlft8k1yz6uM/edit?usp=sharing       

     

ดาวน์โหลดเสียงที่   https://terabox.com/s/1hOsTUcS-FBw7-URzW_-u0w 

     

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/1DMUqWUmyDY 

และ https://fb.watch/ek_qKaFjFO/ 

_สู่แดนธรรม… วันนี้วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก เราก็มาฟังธรรมจากสัตบุรุษกันอีกครั้ง 

ก่อนเข้ารายการ

ชาวอโศกคือแดนศิวิไลของคนจนมหัศจรรย์

_แดนศิวิไล คืออะไร และเป็นยังไงเหรอคะ?

สู่แดนธรรม.. เป็นแดนที่มีคนจนมหัศจรรย์อยู่ พ่อท่านช่วยขยายความได้ไหมครับ?

พ่อครูว่า…ได้ เพราะอาตมารู้จริงๆแล้วพากันทำได้แล้ว ต้องใช้คำว่าทำได้แล้วเพราะเป็น Past perfect tense เลย มันเป็นสิ่งที่ผ่านอดีตมาแล้ว มาจนเป็นปัจจุบัน เป็น Present Tense 

ปัจจุบันนี้ชาวอโศกมีชุมชน มีหมู่บ้านคนจน เรียกได้ตามที่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านตรัสเลย ว่า ต้องบริหารกันแบบคนจน เป็นอุดมคติของการบริหารได้ดีที่สุด พบความสำเร็จในการบริหาร หรือพยายามบริหารสังคมให้มาสู่จุดที่เป็นความเจริญศิวิไลสูงสุด คือมาอยู่กันแบบคนจน 

ที่อาตมาพูดไปนี้ รับรองว่านักเศรษฐศาสตร์ใดๆในโลกทั้งโลกนี้ ยังไม่เข้าใจหรอก ยังเข้าใจไม่ได้ ในหลวงท่านมีพระราชดำรัสมาจริง แต่คนจะไม่เชื่อง่ายๆว่าเป็นไปได้เชียวหรือ เพราะมันเป็นโลกุตระธรรม เป็นสิ่งเกินเลยที่มนุษย์จะเข้าใจได้ เป็นอจินไตยชนิดหนึ่ง

จนกระทั่งคนไม่เชื่อว่ามันจะเป็นผลสำเร็จได้จริงในโลก แต่ มีคนไทยกลุ่มหนึ่ง ทำได้จริง สำเร็จจริง เอหิปัสสิโก เชิญให้มาพิสูจน์ตรวจสอบได้ว่า พวกนี้ มาอยู่อย่างคนจน เต๊ะท่า หรือจนอย่างปกติ จนอย่างสบาย จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ จึงเป็นเรื่องที่คนที่ทำได้จึงเป็นคนมหัศจรรย์ 

พวกเรานี้มันชัดเจนแล้วก็ภาคภูมิใจ จนกระทั่งเปลี่ยนตระกูล เปลี่ยนนามสกุล มาเป็นคนจน มีผู้ไปลองเก็บมาดูว่าพวกเราเปลี่ยนนามสกุลจากเดิมทิ้งนามสกุลเดิม มาเป็นนามสกุลใหม่ที่มีคำว่า จน 

  1. จนดีจริง 

  2. มุ่งมาจน  

  3. กล้าจน 

  4. ตั้งใจจน

  5. เต็มใจจน 

  6. พร้อมจน 

  7. มาจน 

  8. จนสุขสำราญ   

  9. จนอีหลี

  10. จนอีหลีอีหลอ 

  11. จนทุกชาติ 

  12. จนแล้วจนรอด 

  13. จนสำเร็จ 

  14. จนนะจน

  15. ชื่นใจจน 

  16. ตั้งใจจนแล้ว 

สู่แดนธรรมเขาคิดจะตั้งนามสกุล กลั้นใจจน คนกลั้นใจก็ตายสิ

สู่แดนธรรม… นามสกุล กลั้นใจจน ผมไม่ได้คิดเอง แต่มีแฟนคลับวงฆราวาสเขาตั้งมาครับ คือนาย 

พ่อครูว่า… เรื่องของ แม้แต่ที่พูดถึงว่าคนมาเอาแบบคนจนอย่างมีปัญญา อย่างเต็มใจจริงๆ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นเรื่องจริงๆๆ เป็นเรื่องที่ อจินไตย เกินที่คนเขาจะคาดคิดได้ว่ามันมีได้จริงหรือ มาเป็นคนจน 

ความเข้าใจของเขากับความเข้าใจของเราไม่ต่างกันหรอก ตรงที่ว่า เรามาจนคือเราไม่สะสมสมบัติเป็นของเรา ทางโลกเขาก็เข้าใจว่าจริง คนจนนี้คือคนไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร เขาตั้งใจจะสะสมแต่มันไม่มีให้สะสม แต่ของเรานี้มีให้สะสมเป็นสมบัติของเราด้วย เป็นสิทธิที่ถูกโดยธรรม ที่เราเองเรามีเรี่ยวแรงกระทำ โดยสุจริตโดยไม่ผิดกฎหมายโดยไม่ผิดหลักธรรมะในโลก เราทำได้เป็นของเราแต่เราไม่เอา เราเอาไปรวมกับกองกลางเป็น สาธารณโภคี 

ซึ่งเป็นเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ ซึ่ง ชาวอโศกเราทำได้ในยุคนี้ ในยุคพระพุทธเจ้ายังทำในฆราวาสไม่ได้เพราะเป็นยุคที่มีความจำกัดเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งจะให้พระเจ้าแผ่นดินมาเสียสละมาเป็นสมบัติร่วมกับประชาชน จะเป็นได้อย่างไร เพราะเป็นยุคทาส ยุคนายทาส ยุคที่ไม่รู้จักสิทธิมนุษยชนอะไรเลย ทาสก็ไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิในความเป็นคน นายทาสก็กดขี่ข่มเหง เห็นคนด้วยกันเป็นสัตว์ของตนเอง จะซื้อจะขายจะทำลายชีวิตอะไรได้หมด มันจึงเป็นยุคที่ยังเถื่อนมาก 

แต่พระพุทธเจ้าก็ทำสาธารณโภคีได้ในยุคนั้น ในนักบวชของท่าน ทำได้จริงๆด้วย สำเร็จจริงๆ เหมือนกับชาวอโศกเป็นอยู่ในยุคนี้ ฆราวาสของชาวอโศกเป็นได้อย่างพระ อย่างภิกษุเลย 

ซึ่งพวกเรานี้ไม่ได้บำเพ็ญตั้งจิตบวช มีศีลมีวินัยเหมือนอย่างภิกษุเลย เป็นฆราวาสแท้ๆไม่ได้มีข้อวินัย ข้อจำกัดบังคับอะไรเหมือนผู้มาประกาศบวชเป็นพระภิกษุ ฆราวาสพวกเราไม่มีใครมาบังคับ เป็นอิสรเสรีภาพ คุณสมัครใจเข้ามาเป็นคนในชุมชนสาธารณโภคีและปฏิบัติได้อย่างสบาย จิตเป็นปกติสามัญ สบม ทมด ปกต หห จจ  ปกต หห จจ มชยลล 

ซึ่งเป็นเรื่องที่เหมือนทำเล่นๆ เหมือนทำง่ายๆเล่นๆ เหมือนทำหม้อข้าวหม้อแกงเล่นๆ แต่เปล่า เราชีวิตจริงๆของเรามาเป็นเช่นนี้ อยู่กับระบบอย่างนี้ สบายกับความเป็นเช่นนี้ แล้วจะอยู่กันไปจนตาย ใครจะอยู่เช่นนี้ไปจนตายบ้าง …(ยกมือกันหมด) เรากำลังพูดเรื่องจริงกัน ไม่ได้พูดเล่น 

ชีวิตมนุษย์มันสุดจะคิด แต่ละชีวิตไม่ผิดนาวาบุญนิยม เขาผิด เขาเป็นนาวาทุนนิยม ชีวิตมนุษย์ทั่วไปเขาเป็นชีวิตที่อยู่ในนาวาทุนนิยม เขาจึงเจอคลื่นเล็กคลื่นน้อย อยู่ในทะเลคลื่นที่สุดสารพัดจะเอาให้ตาย ซึ่งมันไม่ปลอดภัยง่ายๆ ก็ต้องอยู่ โดยที่ไม่รู้ 

แต่พวกเราอยู่ในนาวาบุญนิยมอยู่ในเรือบุญนิยมก็เหมือนอยู่ในทะเลแต่เป็นสุข สูงสุดกว่าสุขคือ ไม่มีทั้งสุขทั้งทุกข์ อันนี้เป็น อจินไตย แม้แต่ชาวพุทธในเมืองไทยก็ตาม ไม่ได้พูดไม่ได้สอนไม่ได้ว่ากันถึงขนาดนี้ ยังสอนมีภพมีชาติ ภพของสวรรค์ คือสุข เขายังหลงสุข ยังมีสุขนิยม ยังมีสุขเที่ยง ยังจะต้องมีสุขกันอยู่ 

เพราะฉะนั้นจะพ้นสุขพ้นทุกข์  ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ด้วยจิตที่เป็นอุเบกขา คือจิตที่หมดสิ้นกิเลสอาสวะ เป็นจิตบริสุทธิ์ แล้วก็บริสุทธิ์ตลอดไป เป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ซึ่งอาตมาได้หยิบบัญญัติ ภาษาบาลีของพระพุทธเจ้ามาอธิบาย มาแจกแจงกันจนซ้ำซากวนเวียน แต่มันก็สุดยอดของความรู้ที่ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้เอามาประกาศให้แก่มนุษย์โลก แล้วมนุษย์ก็พบความจบได้

อย่างชาวอโศกเราเราพบกับความจบเป็นอรหันต์กันได้ แต่อรหันต์นี้มีไม่รู้กี่ชั้น เรียกกันง่ายๆว่า อรหันต์ในโสดาบัน อรหันต์ในสกิทาคามี อรหันต์ในอนาคามี อรหันต์ในอรหันต์ 

อรหันต์ในอนุโพธิสัตว์ อรหันต์ในอนิยตโพธิสัตว์ อรหันต์ในนิยตโพธิสัตว์ อรหันต์ในมหาโพธิสัตว์ พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งสุดยอดแล้วเป็น สยัมภู นี่คือความรู้และความจริงที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้ มาเป็นคนจนที่เป็นอรหันต์ 

อรหันต์ต้องจน มาสะสมสมบัติ เป็นคนมีวรรณะ 9

เลี้ยงง่าย  (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ)  มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส  มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ)  ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9  ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)   

การตัดรอบ “อรหันต์” ในระดับต่างๆ

_พ่อครูว่า… ถ้าเข้าใจสภาวะธรรมขั้นตอนละเอียดอย่างที่อาตมากล่าวนี้ แล้วคุณทำได้ตามลำดับจะสั้นเป็นอรหันต์ในตัวง่ายๆ แต่นี่ก็ขนาดนี้ โสดาบันเราก็ยังไม่ชัด สกิทาคามีก็ยังไม่ชัด อนาคาก็ยังไม่ชัด อรหันต์ก็พอรู้แต่ยังไม่ชัด

แล้วมีสภาวะจริงด้วย สภาวะจริงของอรหันต์ในโสดาบันมีจริงหรือไม่ สภาวะจริงของอรหันต์ในสกิทาคามีมีจริงไหม 

อรหันต์ในอนาคามีจริงไหม คือ ภพชาติทางกามภายนอก เราไม่มีแล้ว เราเหลือแต่ภายใน ทางกายไม่มีการเสพสุขแล้วทางกายภายนอก เหลือแต่ว่ามันสุขในภายใน สุขทุกข์อยู่ภายใน มันยืนยันได้ พิสูจน์ได้ ศึกษาได้ อ๋อ!.. เราเองขึ้นภูมิอนาคาฯ แล้วนะ 

อันนี้มันยาก ผู้เป็นอนาคาฯจะตัดรอบนี้ยาก ยากตรงไหน?

ยากตรงที่ว่า คนที่แม้จริงๆแล้วตัดขาดได้แล้วข้างนอก พูดง่ายๆ

  1. ไม่สมสู่ในเรื่องเพศทางผู้ชายผู้หญิงแล้ว ตัวเองก็ไม่ได้ใฝ่หา แล้วรู้สึกจะละอายมากถ้าจะมี จนถึงขั้นรังเกียจด้วย ถ้ารังเกียจแล้วจะทุกข์แต่ละอันนี้จะเห็นโทษเห็นภัย ไม่เอาแล้ว ไม่เอาตรงที่ว่า คุณไม่รู้ว่าคุณมีสัญญา จริงๆข้างนอกคุณไม่เอาแล้ว แต่ภายในสัญญามันจำได้ว่าเป็นสุขหรือเคยเข้าใจว่ามันสุขมันทุกข์ คุณก็วนเวียนอยู่กับสัญญา แล้วคุณก็หลงว่าสัญญานั้นคือปัจจุบัน ซึ่งมันไม่ใช่ มันเป็นอนาคตหรือเป็นอดีตที่คุณมีมา 

แม้ชาตินี้คุณจะไม่เคยแต่งงานไม่เคยสมสู่เลยก็ตาม สัญญาเก่าที่คุณมีมาแต่ปางบรรพ์ตั้งแต่เมื่อไหร่ มันมีอยู่ มันก็มาวนเวียนอยู่ในสัญญาอยู่นั่นแหละและไม่รู้จักสัญญา ว่า สัญญามันไม่ใช่เป็นปัจจุบันข้างนอก มันเป็นสัญญาในอดีตหรืออนาคตในทิฏฐิ 62 นั้น แต่คุณไม่รู้ตัวคุณเข้าใจทิฏฐิ 62 ไม่ได้ ว่านี่เป็นสัญญาของอดีต  สัญญาของอนาคต เท่านั้นเอง 

ตัดรอบไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่า จริงๆเราไม่มีแล้วข้างนอก พูดอย่างนี้ขึ้นไปพวกเราจะรู้สึกตัวเองได้ไหม ตรวจตัวเองได้ไหม คนที่รู้จักอนาคาฯจริงๆ ก็จะรู้ว่า มันหมดจริงๆ มันไม่มีความสุขความทุกข์กับการสัมผัสภายนอกหรอก 

เพราะฉะนั้นคนที่ไม่สุขไม่ทุกข์ในสัมผัสภายนอก อย่าว่าแต่เรื่องสมสู่ทางผู้หญิงผู้ชาย ทางคู่สมรสเลย หรือไม่คู่สมรสก็ตาม แม้แต่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ตาหูจมูกลิ้นกาย สารพัดที่เราจะสัมผัส เราก็จะเกิดรสกลางๆ เราจะอ่านได้ว่า แต่ก่อนมันจี๋จ๋า เมื่อสัมผัสกับสิ่งที่เราชอบอันนั้นอันนี้ เราติดใจในสภาวะของมัน สภาวะรูปสวยงาม ไม่สวยงาม สภาวะเสียงไพเราะไม่ไพเราะ แต่ก่อนนี้ก็แบ่งแยก แล้วก็อยากได้ชนิดที่เราชอบ 

แต่ต่อมาแล้วก็เบาบาง เฉยๆ ไม่กระดี๊กระด๊า เขาตื่นเต้นดีใจเมื่อได้สิ่งที่เขาชอบที่เขาสมใจ ไม่ว่าจะเป็นรูป เสียง กลิ่น รสทางลิ้น ทางลิ้นนี่แหละ จะต้องพิสูจน์ง่ายที่สุด เพราะคุณต้องกินตลอดเวลา อ่านมันได้ละเอียดลออเสมอจนกระทั่งรู้ว่า อ๋อ!.. มันติดในรส สัมผัสภายนอกที่มันละเอียด อย่างนี้จริงๆ 

จนกระทั่งใครสามารถรู้รส ว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส โผฏฐัพพะ ก็แล้วแต่ เอาลิ้นนี้กินอาหาร เป็นตัวตัดสินได้ง่ายเลยว่า คุณสัมผัสรสของกินของอะไรต่างๆ คุณจะรู้รสความจริงเท่านั้น รสหมากเวอ (มะนาวใหญ่) มันเปรี้ยว คุณแตะเข้าก็เปรี้ยว แต่คุณไม่ชอบไม่ชัง

รสของอินทผาลัม มันมีฝาดกับหวานไม่มีเปรี้ยวเลย คนชอบก็ชอบคนไม่ชอบก็เฉยๆ คุณจะรู้ว่าจิตของคุณเฉยๆ คุณรู้ความจริงว่ารสมันเป็นรสเปรี้ยว รสฝาด รสหวาน ก็เฉยๆ รสน้ำตาลมันหวานก็รู้เฉยๆ รสพริกมันเผ็ด ก็รู้ความจริง แต่จิตของคุณไม่มีเวทนาที่ขึ้นๆลงๆ เวทนาของคุณจะเป็นกลาง รู้ความจริงเท่านั้น ไม่ผลักไม่ดูด เวทนาของจิตของคุณจะเป็นกลางๆ แต่รู้ความจริงตามความเป็นจริง

สกิทาคามี โสดาบัน จะยังไม่มีรายละเอียดมาก แต่อนาคามีจะมีรายะลเอียด รู้เข้าใจ รสเฉยๆ จิตกลางๆ จิตไม่ผลักไม่ดูด จิต ไม่สุขไม่ทุกข์เลย ไม่มีรสอร่อยหรือไม่อร่อย อาจไม่อร่อยสำหรับจริตนิสัย หรืออวัยวะไม่รับ อย่างอาตมาเผ็ดนี่ไม่รับเลย ไอ แสบทรมาน เผ็ดนี่เลิกกันเลยอย่างอื่นรับกันได้ คุณก็จะเรียนรู้ เวทนาหรือความรู้สึกพวกนี้ แล้วจะตัดสินได้ว่าเราเป็นอนาคามี เป็นอรหันต์ 

คุณจะแยกออกเลย ว่ามันมีหรือไม่มี ต้องสัมผัสอย่างลืมตา ไปหลับตาแล้วจะบรรลุอรหันต์จะมีนิพพาน ไม่ได้เลย พูดเมื่อไหร่พวกหลับตาจะเลิกทิ้งมาเสียที ไปเสียเวลาเป็นชาติ แล้วสั่งสมความโง่ อวิชชา ที่ไปหลงติดยึดพวกนี้ไป ไม่รู้สักกี่ชาติ มันน่าสงสาร ทำอย่างไรจะช่วยคนเหล่านี้ได้ 

หอกแทงด้วยปาก ให้รู้ตัว เช้า 100 เล่ม กลางวันอีก 100 เล่ม เย็นอีก 100 เล่ม ไม่รู้สึกรู้สาอะไร ไม่เข้าใจ ไม่รู้ตัว จะโง่ไปถึงไหน 

ผู้แสวงหาหรือผู้พากเพียรที่จะค้นให้มันได้ ได้ภูมิธรรม โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้ามันยิ่งน่าสงสาร แล้วเขาก็ไม่ได้กัน นอกจากไม่ได้แล้วไปหลงงมงาย ได้สิ่งที่เป็นอวิชชาสิ่งที่ผิดยึดติดกันไปอีก งมงายเพิ่มเข้าไปอีกไม่รู้กี่ชาติ อย่างมหาบัว เป็นต้น หรือสายนั่งหลับตาก็ตาม 

สายลืมตาปฏิบัติไปหาทางพระที่ไปเล่าเรียน ไปแสวงหาทาง อาภัสรา ทางสว่าง ไม่ใช่ทางมืดทางดับ มันคนละทางกัน 

จริงๆแล้วทางสว่างมันยิ่งไปไกล เป็นปากกรวยมากกว่าทางหลับ ทางหลับมัน ดับดิ่งแล้วก็เป็นอสัญญีสัตว์ มันยากนะหนักไปทางอสัญญีสัตว์ หนัก แน่น แข็ง มืด แต่สว่างมันง่าย เบา ว่าง หลงเตลิดเปิดเปิงไปได้ไกลกว่าเยอะเลย น่าสงสารสุดๆเลย ผู้ที่รักในความรู้ 

ขออภัยอย่างท่านมหาประยุทธ์ ไม่รู้จะทำอย่างไร สุดสงสาร ท่านรู้มากเกินกว่าที่จะปฏิบัติแล้ว ให้ท่านปฏิบัติจริงๆจังๆ เถอะ แล้วท่านจะได้ตัดรอบ จะเอาแค่อรหันต์ ใบไม้กำมือเดียว ไปหลงใบไม้ทั้งป่า มีทั้งป่าในเมืองไทย ป่าอเมซอน มีทั้งป่าที่ไหนๆอีกเจ้าประคุณเอ๋ย แล้วมันจะไปรู้ป่าของโลกที่ไหนอีกเล่า พูดอย่างนี้ก็น่าจะเข้าใจนะ ความฉลาดไม่น่าจะน้อยกว่าที่ไม่เข้าใจได้ มันน่าจะเข้าใจได้ 

ขออภัยถ้าอาตมายกตัวอย่าง ไม่ได้ไปตั้งใจที่จะข่ม หรือว่าทับถมอะไรหรอก แต่มันเป็นตัวอย่างที่พวกคุณก็ยังยึดถือหรือหลงกันไป ก็เตือนให้ฉุกคิด ให้รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิดจริงๆ 

อาตมาก็เตือนกัน มีจิตเจตนาเตือน ให้ได้รู้ความจริงกัน

มาเข้าถึง จุดสำคัญคือ ความจน พวกเราไม่ได้มาเข้าใจเล่นๆ แต่เข้าใจจริง ว่ามาเป็นคนจนเป็นความสำเร็จของชีวิตมนุษย์ ซึ่งมันเข้าใจง่าย มาจน อัปปิจฉะ แม้แต่สันตุฏฐิ ใจพอ ก็เข้าใจยากกว่ามาจน แม้แต่สัลเลขะ ธูตะ ปาสาทิกะ มาจนไม่สะสม แต่ยอดขยัน ทำงานสร้างสรร แล้วไม่ได้ยึดถือผลผลิตแรงงานที่ได้มาเป็นของเราเลย มันสุดยอดเศรษฐศาสตร์มันสุดยอดเศรษฐกิจ ที่คนที่รู้จริงประพฤติจริงมีสังคมแบบนี้จริง แบบชาวอโศกเป็น 

คนไม่รู้ว่าชาวอโศกนี้ปฏิบัติสำเร็จเป็นสิ่งวิเศษของพระพุทธเจ้า ซึ่งมันวิเศษเกินที่คนจะสัมผัสได้ว่า อย่างนี้เป็นสิ่งวิเศษจริงหรือ เขาไปเข้าใจว่า เป็นคนบ้าๆบอๆ ซึ่งที่จริงแล้วคนเหล่านี้สบายๆ แล้วมีชีวิตไปจนกว่าจะตาย เพราะไม่ต้องการความรวยอีก จนแค่นี้ก็พอแล้ว จนลงไปอีกยิ่งเจริญอีกก็เข้าใจเลย จนจนหมดเนื้อหมดตัว ไม่ใช่เพียงภาษาเท่านั้น หมดตัวตน 

ไม่ได้ยึดข้าวของเงินทองทรัพย์สินหรือแม้แต่ จะมีการสร้างสรรอะไรอีก ก็ไม่ยึดถือเป็นเราเป็นของเราอีกทั้งนั้นเลย ก็เลยเป็นคนเบาสบาย ไม่หนักไม่หนา ไม่ต้องระแวง ไม่ต้องระวัง ไม่ต้องกลัวคนมาแย่งชิงปล้นฆ่า

จนกระทั่งถึงอารมณ์ ไม่ก่ออารมณ์ที่จะทำให้เกิดคู่อริอะไรขึ้นมา 

อาตมาพูดมานี้มันขัดแย้งกับคนอื่นเหมือนกับตั้งตัวเป็นอริ แต่อาตมาไม่ได้ตั้งตนเป็นอริกับเขา อาตมาไม่ตอบโต้นอกจากจะแก้ไขสิ่งที่ผิดคำที่ผิดความเห็นที่ผิด คนที่เขาเห็นแย้งเขาก็อาจจะตั้งต้นเป็นอริ เขามากระแทกกระทุ้งอย่างไรอาตมาก็ไม่หวั่นไหว เขาก็เลยไม่มาอีก อาตมาก็เลย ต้องพูดความจริง ตำหนิเหมือนกระแทกเขา ก็กระแทกได้สบาย ไม่มีผลสะท้อนอะไรกลับมาเลยทุกวันนี้ ดีไม่ดี เขารู้สึกด้วยซ้ำ บางทีก็มี sms มาแย้ง พวกที่ไม่เดียงสา ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ อะไร มาบ้างก็เป็นธรรมดาธรรมชาติของคน 

แต่คนที่สัมผัสจนกระทั่งเข้าใจ ได้ต่อสู้ตั้งตนเป็นอริมาแล้วก็จะรู้ว่า ไอ้นี่มัน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ 

_สู่แดนธรรม… พ่อท่านสอนให้ตัดรอบอรหันต์ เป็นรอบๆเป็นลำดับๆไป และให้รู้ว่าสัญญาอดีต อนาคต ไม่เป็นกิเลสจริง ให้เอาที่สัญญาปัจจุบันเป็นสำคัญ 

ผู้ที่อบรมจิตได้สำเร็จ ก็จะมาเป็นคนจนมหัศจรรย์ลดละอัตตาตัวตน 

วันนี้ผมได้ทราบเนื้อเพลงที่น้องวงฆราวาสตั้งชื่อเพลงว่า ทุนบ่สูง ภูมิบ่ต่ำ คุณโอ๋ฆราวาส เป็นคนแต่ง 

นิมนต์พ่อครูอธิบายความหมายของคำว่า แดนศิวิไลซ์

คนจนมหัศจรรย์ตามหลักจรณะ 15 ในแดนศิวิไล

_พ่อครูว่า… แดนศิวิไลซ์ คือ แดนที่มีคนชัดเจนใน สาราณียธรรม 6 คนอยู่กันอย่างมี สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา  

อยู่อย่างเอื้ออาทร ช่วยเหลือเกื้อกูล แบ่งแจกช่วยเหลือกันไปจริงๆ ไม่วิวาท สามัคคี เป็นเอกีภาวะ เป็นเอกภาพกันอย่างงดงาม 

ชุมชนชาวอโศกเป็นแดนศิวิไลซ์ ซึ่งไม่ได้พูดเล่นหรอกแต่เป็นจริงๆของโลก เป็นจริงยิ่งกว่า สังคม ยูโทเปีย ที่ โทมัส มอร์ จินตนาการไว้ ซึ่งเขาไม่รู้ว่าคนจนเป็นจริงได้ ต้องมีคนที่มีจิตที่จริง แล้วเป็นคนมีวรรณะ 9 เรามาเป็นคนจนที่เจริญ แต่เขาไม่รู้

เขาไม่รู้ว่ามาเป็นคนจนแบบนี้ สุดประเสริฐเพราะว่าจิตวิญญาณมาเป็นคนจน ถ้าไม่เหลือน้อยแล้วมาอยู่กับคนพวกนี้ไม่ได้หรอก คนที่มีมากจะมาอยู่ยาง โด่เด่ เป็นแกะดำในฝูงแกะขาวหรือสีเทา เห็นอยู่ใน กลุ่มแกะขาว เป็น high key ไม่ใช่ low key เป็นพื้นใสขาวสะอาดหมดเลย 

ซึ่งชาวอโศกอยู่อย่างรู้จักและเป็นได้ตามขั้นตอนมีสัดส่วนมี Adaptation มีการเป็นอยู่อย่างมีความแตกต่างผสมส่วนกันอยู่ไม่ใช่ราบเป็นหน้ากลองทีเดียวหรอก ท่านจึงเรียกว่า สามัญตา (มันเสมอสมานกัน) โสดาเสมอโสดา สกิทาเสมอสกิทา อนาคาเสมออนาคา อรหันต์เสมออรหันต์ หรือผู้ที่สูงกว่านั้นก็จะยิ่งเข้าใจกัน อยู่ร่วมอย่างปรองดองสามัคคีพร้อมเพรียงกัน 

สรุปคือ เป็นผู้ที่ประสบผลสำเร็จในสิ่งที่ประเสริฐสุด เป็นกลุ่มคนที่สำเร็จ ในการเป็นอยู่ในการบริหาร แม้แต่ที่สุด มีอิสรเสรีภาพเต็มที่ มันไม่มีคนที่จะเรียนรู้แล้วก็ปฏิบัติ ประพฤติ จนบรรลุสูงสุดได้อย่างชาวอโศกนี้อีกแล้วในโลก 

อาตมา พูดอย่างนี้คนฟังแล้วอาจจะหมั่นไส้ เขาก็ไม่ได้มาสัมผัส เพราะสัมผัสแล้วเขาก็ยังเข้าไม่ถึง ภูมิปัญญา เขายังไม่พอที่จะรู้ได้ว่าสิ่งนี้สูงสุด เพราะฉะนั้นมีคนบอกว่าอโศกนี้มันว่าได้รับรางวัล nobel prize หรอก ก็จะไปได้อย่างไรเพราะกรรมการ nobel prize จะมารู้โลกุตรธรรมนี้ได้อย่างไร มันเป็นสัจจะอาตมาก็เข้าใจ ต่อให้กรรมการ nobel prize รู้ความเป็นคนสูงสุดเก่งยอดเลย ดีสุดไม่ดีสุดแล้วนะ ก็ไม่สามารถมารู้โลกุตระบุคคล อาริยะบุคคล แบบพระพุทธเจ้านี้ได้ เขาไม่รู้หรอก

เขาก็เอาความสงบเป็นที่ตั้ง แต่ความสงบของเขาไม่ได้ละเอียด ยังมีมิติต่างๆที่เขายังเข้าไม่ถึงอีกหลายมิติ หลายนัยยะมาก ที่เขายังเข้าไม่ถึง คนที่ปฏิบัติได้อย่างที่อาตมาพาให้พวกเราปฏิบัติได้ยุคนี้ เป็นยุคมนุษย์ที่ฉลาดที่สุดแล้ว  แล้วมันก็โง่ที่สุดในฉลาดนั้น 

ความฉลาดกับความโง่นี้คู่กัน พวกเรานี้ เป็นความฉลาดที่สูงกว่าฉลาด แล้วก็รู้โง่ หมดโง่ยิ่งกว่าความโง่อีก จนบางทีคนอื่นบอกว่า พวกนี้ทำไมถูกโพธิรักษ์หลอก รู้ตัวหรือเปล่า หลอกก็เต็มใจให้หลอก

สู่แดนธรรม… พ่อท่านเคยเขียนในหนังสือเราคิดอะไร อาตมาหลอกได้คนที่มีความฉลาด เป็นคำที่ย้อนแย้งกันครับ 

พ่อครูว่า… ใช่ คำสอนของอาตมาหรือคำบรรยายของอาตมา พวกเราเข้าใจได้แล้วพวกคุณยินดีมานับถือ มันต้องยินดีเป็นตัวตั้งเป็นฉันทะเป็นมูลกา เป็นข้อต้นของมูลสูตร 10 จึงปฏิบัติให้เป็นมนสิการ 

มนสิการของคุณจะเป็นโยนิโสมนสิการเพราะสัมมาทิฏฐิ คุณจะมีจิตอย่างโยนิโส เทียบรายละเอียดละออถ่องแท้ได้เพราะคุณมี สัมมาทิฏฐิจริงจึงจะมนสิการ 

พวกที่ไม่สัมมาทิฏฐิจริง จะไปมนสิการทำใจในใจของเขาเหมือนกัน อย่างพวกหลับตาหรือพวกไปทางสังคมเรียนรู้ฉลาดเฉลียวไปทาง วิชาความรู้ทางโลก เขาก็เรียนทางศาสนาเหมือนกันแต่ศาสนามันเป็นโลกีย์ไป บานทะโร่ มันไม่เข้าโลกุตระ 

เขาจึงปฏิบัติไม่ได้ไม่เข้าใจไม่ต่อเลย แค่มนสิการ เขาก็ไม่เข้าใจแล้ว มิจฉาทิฏฐิ เขาไมรู้ว่าต้องมีผัสสะเป็นเหตุสมทัย ในกาารปฏิบัติ เขาก็ให้มาลืมตาปฏิบัติเขาก็ไปนั่งหลับตาปฏิบัติไม่มีผัสสะ ก็ไม่เกิดเวทนา 108 แยกแยะ เนกขัมสิตะ และเคหสิตเวทนาไม่ได้

ถ้าแยกได้ก็จะลดเคหสิตะเวทนาจนกิเลสหมดเป็นเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา จนทำให้ครบเป็นอดีต อนาคตมาอีกเท่าไหร่ ได้แข็งแรงหมด เป็น ปัจจุบันที่จบกิจเลยเต็มเวทนาร้อยแปดเลย

ผู้ที่เขาปฏิบัติธรรมทุกวันนี้ไม่ได้เข้าใจอย่างอาตมาพูดเลย เพราะเขาไม่มีสภาวจริงแล้วไม่รู้ลำดับต้นกลางปลาย เป็น อิทัปจยตา เป็นเหตุปัจจัยแก่กันเขาไม่รู้พูดไม่ได้

สภาวธรรม เวทนา สัญญาเป็นอย่างไรแท้ๆ จริงๆ สังขารเป็นอย่างไรแท้ๆ จริงๆ 

เขาก็ยังไม่ชัด สับสนอยู่ เจตสิก 3 รวมเป็นวิญญาณจริง เจตสิก 3 เขาก็ไม่ชัดเจนเขาแยกรูปนามไม่ได้ ไม่รู้สภาพ 2 ต้องศึกษาสภาพ 2 กันเท่าไหร่ๆ จนกว่าจะยาวไปถึงอายตนะ ผัสสะ เวทนา เป็นตัวปฏิบัติแท้ ตามมูลสูตร 10 

มีผัสสะเป็นเหตุ มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง แล้วก็ปฏิบัติที่เวทนา จนเกิดเป็นสัมมาสมาธิ เข้าใจเจโตปริยญาณ 16 สมาธิตัวนี้คือ สมาหิโต ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เจโตสมาธิ ที่เป็นของเดียรถีย์ นี่เป็นของพระพุทธเจ้า เพราะมีจิตได้รู้จริงๆในเจโตปริยญาณ 16 

รู้ ราคะ โทสะ โมหะ เป็นสภาวะจริง แล้วทำให้มันออกเป็น วีตะราคะ วีตะโทสะ วีตะโมหะ มันเริ่มทำได้เป็น สังขิตฺตํจิตตํ วิกขิตฺตํจิตตํ ก็รู้จริงๆว่าสภาวะของเราได้แล้วแต่มันยังยากอยู่ ยังเป็นก้อนแข็งเป็นแท่ง ยังกระจัดกระจายฟุ้งอยู่ วิกขิตฺตํจิตตํ หรือ สังขิตฺตํจิตตํ เป็นก้อน ยังไม่ละเอียด ขยายกระจายอย่างไร ก็ต้องทำให้มันสูงขึ้นเป็น มหัคตะ 

เป็นมหัคนะ มันไม่เจริญขึ้น มันไม่ยิ่งขึ้น ประเสริฐขึ้นไม่ได้มากขึ้นเป็น อัคคะ คุณก็รู้ว่าจิตของคุณไม่เป็นมัน อมหัคตะ ถ้าทำได้แล้วเจริญขึ้นกว่าเก่า อัคคะ ยิ่งใหญ่กว่าเกา ก็จะเห็นว่าจิตคุณเจริญ หรือดีไม่ดีมันเสื่อมก็รู้ เป็น สอุตรังจิตตัง แต่เจริญกว่านี้ยังมีอีก รู้ว่ามันยังไม่จบยังไม่ถึง อนุตตรังจิตตัง อย่างนี้เป็นต้น ก็พากเพียรทำที่เหลือที่มันยังไม่สมบูรณ์แบบ จนมันครบเป็น สมาหิตังหรือวิมุติ ตรวจสอบ อสมาหิตังหรืออวิมุติ จบ เจโตปริยญาณ 16 

อาตมาพูดอย่างสภาวะไม่ได้พูดแต่พยัญชนะ 

เขาแปลมาบางทีฟังแล้วไม่รู้เรื่อง อย่างสังเวยที่บวงสรวงแล้ว ยัญพีธิที่บูชาแล้วเป็นอย่างไร เลยไปเข้าใจเลอะเทอะ เป็นพิธีกรรม เทวนิยม บวงสรวงอะไรไปกันใหญ่

สู่แดนธรรม… พ่อท่านอธิบายแจกแจง เจโตปริยญาณ ทั้งหมดนี้ คือ หลักวิชาเป็นคนจนมหัศจรรย์ คนจนอย่างเรานี้เป็นกันได้ไม่ง่ายใช่ไหมครับ 

พ่อครูว่า… คนในโลกเป็นไม่ง่าย แต่เราเป็นได้ง่ายกว่าคนในโลกมาเป็นอย่างนี้ได้ยาก จนกว่าพวกเหล่านี้ไม่มีหรอก 

พวกเหล่านี้แม้จะลำบากจะเจ็บจะป่วยจะตายอย่างไรก็สบายไว้ใจหมู่กลุ่ม พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตาย ก็ได้จริงๆเรามีชีวิตอันประเสริฐ ขยันหมั่นเพียร ไม่ขี้เกียจขี้คร้าน ไม่ไปนั่งเอาเปรียบเรารัดคนอื่น กินเลี่ยงๆหลบๆไม่เอา 

เราก็ฝึกฝนเราก็ขยัน วิริยารัมภะ ซึ่งมันไม่ได้เสียหายอะไรเลย คุณจะเป็นอรหันต์คุณก็ไม่เสียหาย คุณจะเป็นพระโพธิสัตว์คุณคุณก็ไม่เสียหาย คุณยิ่งจะมีความเชี่ยวชาญชำนาญใน วิริยารัมภะ มันเสียหายตกต่ำตรงไหน ซึ่งไม่มีใครขี้เกียจหรอกคนที่เข้าถึงขั้น 

แม้โสดาบันความขี้เกียจมันก็เป็นอบายมุขแล้ว ยิ่งสกิทาคามี อนาคามี มันหายไปเลยความขี้เกียจ ไม่ต้องพูดถึงอรหันต์เลย ขออภัยอย่างอาตมานี่ จนกระทั่งผู้ดูแลบอกว่านอนเสียบ้าง พักเสียบ้าง อาตมาก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร อาตมาก็ว่าทำไม ยังไปได้อยู่นะ แต่เขาก็ว่ามันมากมายเกินกว่าที่จะพักแล้ว อาตมาก็ไม่ดื้อดึง 

ฌานวิสัย ภาคปฏิบัติโดยละเอียด 

_พ่อครูว่า… มันเป็นวิสัยที่เกินกว่าจะเข้าใจ เช่น ฌานวิสัย เขาเข้าใจไม่ได้ในโลกเพราะเป็น อจินไตย ฌานวิสัย ของพระพุทธเจ้า ส่วนฌานวิสัย ของพวกหลับตาเขาก็ทำได้ แต่ฌานวิสัย ของพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่เข้าใจได้ง่ายๆ 

ฌานวิสัย ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ไปหาที่อยู่ปฏิบัติ ไม่ต้องเสียเวลาปฏิบัติ ไม่ต้องเต๊ะท่า ไม่ต้อง ฌานคือ ปฏิบัติ 1. ต้องมีศีล ไม่อย่างนั้นเป็น ฌานไม่ได้ ตามเกณฑ์ของชีวิตเลย คุณต้องเกี่ยวข้องกับสัตว์ ปฏิบัติแล้วต้องเรียนรู้จริงๆว่า สัตว์เดรัจฉานก็ตาม สัตว์ที่เป็นคนก็ตาม 

สัตว์ที่เป็นคนก็ตาม คุณปฏิบัติแล้ว คุณยังเบียดเบียนเขาไหม คุณยังเอาเปรียบเขาหรือไม่ คุณเสียสละให้เขาได้จริงไหม มันจะรู้ความจริงที่เราเป็นจริงเลย ได้จริงเป็นจริงด้วยใจบริสุทธิ์จริงๆอย่างจริงใจเลย นี่ อยู่กับคนก็ดี อยู่กับสัตว์ก็ดี 

สัตว์เดรัจฉานเราไม่ต้องไปยุ่งกับมัน ปล่อยให้มันอยู่ตามธรรมชาติของมันก็พอแล้ว อย่าไปยุ่งกับมันมากนัก แค่คนนี้ต้องสัมพันธ์ต้องเกี่ยวข้อง ต้องทำงานร่วมกันยังขาดกันไม่ได้  อันนี้แหละเรียนให้ดีให้จิตของคุณจนกระทั่งบรรลุ มัชฌิมา เรียบร้อย มัชเฌนธรรม เรียบร้อย เป็นอนุปคัมมะ เรียบร้อย คุณก็อยู่กันอย่างสบาย 

คนที่จะมี ฌาน เอาลักษณะที่ เป็นสิ่งที่จะต้องเอาออกจากฌานให้ได้คือ ไม่มีนิวรณ์ 5 

ฌานคือ ไม่มีนิวรณ์ 5 ฌานคือปัญญา ฌานคือญาณ ฌาน คือความรู้ รู้อาการของจิต 

ที่มันมีตั้งแต่นิวรณ์ 5 อย่าง หยาบ กลาง ละเอียด ไปหมดทุกอัน จนกระทั่งถึงข้อสุดท้าย วิจิกิจฉา สงสัยว่าเรายังมีหรือเปล่า เหลือหรือเปล่า หรือไม่เหลือแล้ว หมดวิจิกิจฉาเลย หมด สะอาดบริสุทธิ์จริง ตรวจด้วยเจโตปริยญาณ 16 ว่าบริบูรณ์ แล้วแข็งแรงตั้งมั่นด้วย เป็น สมาหิโต วิมุติ เด็ดขาด แน่นอน 

จึงไม่ได้งมงายมืดๆบอดๆ แต่มันสว่างอย่างกระทบสัมผัสอย่างฌานของพระพุทธเจ้า แล้วเป็นสามัญปกติ ไม่ต้องไปหาสถานที่ หาโอกาส หาเวลา เต๊ะท่าสร้าง ต้องนั่งตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่น มันไม่ใช่ แต่คือการปฏิบัติตามหลักจรณะ 15 วิชชา 8 นี่แหละเกิด ฌาน 1 2 3 4 จนกระทั่งได้ฌาน 4 โดยไม่ยากโดยไม่ลำบากในฌานทั้ง 4 รู้ขั้นตอนการเป็นฌาน

 ถามว่าอาตมา ตอนนี้อยู่ใน ฌาน อะไร? .(โยมตอบว่าฌาน 4) พ่อครูว่า..อาตมาอยู่ในฌาน 1 กำลังสาธยายแจกแจงความเป็นจิตเจตสิกต่างๆ จิตวิตก จิตวิจาร เป็นอย่างนี้ รูปนามเป็นอย่างนี้ สังขารเป็นอย่างนี้ กำลังอธิบายให้ฟัง 

เพราะฉะนั้นอยู่ในอารมณ์ฌาน ของวิตกวิจาร แล้วมีปีติด้วย เป็นฌาน 1 แล้วแถมเป็นฌาน 3 ที่เป็นสุข จนไม่มีสุขแล้วด้วย เป็นอุเบกขา ฌาน 3 ฌาน 4 มาอยู่ด้วยกันหมดเลย ไม่มีแม้แต่ ฌาน 3 เป็นสุขก็ไม่มี อุเบกขาหมด รวมหมดเลย 

จบด้วยเมตตากับอุเบกขา นี่ทำงานอยู่ด้วยเมตตา จิต เป็นอุเบกขา 

จะบอกว่าอาตมาอยู่ด้วยฌาน 4 ก็ใช่ เมตตา อุเบกขา อยู่ตลอดเลย 

เพราะฉะนั้นพระอรหันต์จะมีชีวิตอยู่ด้วยเมตตากับอุเบกขา ซึ่งเป็นองค์สุดท้าย คู่สุดท้ายของบารมี 10 ทัศ 

นอกจากอรหันต์ที่มิจฉาทิฏฐิ นึกว่าตัวเองเป็นอรหันต์ ไม่ว่าจะเป็นสายหลับตาหรือลืมตาก็ตาม หลงว่าตัวเองเป็นอรหันต์ ประเภทที่มิจฉาทิฐิก็ตาม ก็ไม่ได้เป็นคนที่ 1. จะต้องเป็นผู้ที่มีจิตเป็นอุเบกขาฐานตัวอาศัย 2. จะต้องมีเมตตากรุณามุทิตา กับมนุษยชาติไม่หนีไปไหน เพราะเราก็เป็นมนุษย์คนอื่นก็เป็นมนุษย์เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายกันทั้งนั้น เห็นเขามีความทุกข์อยู่ เขาไม่รู้ความทุกข์เขาหลงความสุข ก็เมตตาก็สอนให้เขารู้ความสุขความทุกข์ จนเขาจะต้องใจเข้าใจความสุขความทุกข์ ไม่ใช่ว่าได้แต่สงสาร แต่ไม่ลงมือช่วย 

กรุณาคือลงมือกระทำ ลงมือช่วย มีกรณะ ลงมือทำให้เขาพ้นสุข พ้นทุกข์ จนเขารู้จักธรรมะปฏิบัติจนหลุดพ้นไปตามลำดับได้ พ้นความสุขความทุกข์ไปได้ ก็อนุโมทนา มุทิตาจิตด้วย ยินดีด้วยที่ได้ปฏิบัติธรรมแล้วก็มีมรรคผล บรรลุไปตามลำดับ เสร็จแล้วก็ไปอยู่ที่อุเบกขา 

สู่แดนธรรม… พระอรหันต์ที่มิจฉาทิฏฐิก็จะอยู่กับอุเบกขาที่ผิดๆ

พ่อครูว่า… ดีไม่ดีสุดโต่งพวกนี้อยู่คนเดียวไปผู้เดียว มาคนเดียว อยู่เดียว ไม่นานเลย ประเดี๋ยวก็บรรลุอรหันต์ อย่างนั้นมันโง่ไปอย่างนั้น งมงายอยู่อย่างนั้น ศาสนาพุทธนี้ไม่ได้อยู่แต่ผู้เดียว 

การไม่มีผู้เดียวหรือไม่มีเพื่อนสองนั้น พระพุทธเจ้าก็ตรัสก็สอนไว้ ก็คือจิตไม่มีกิเลสแล้ว นั่นคืออยู่ผู้เดียว แม้จะอยู่ในหมู่สังคมมหาอำมาตย์อะไรต่ออะไรท่านก็ตรัสไว้หมด อยู่ในสังคมอยู่ในที่ที่มีใครต่อใครเต็มที่ ท่านก็อยู่แต่ผู้เดียว มีสัมผัสเป็นปัจจัยทุกอย่างท่านก็อยู่แต่ผู้เดียว เป็นผู้เดียวจึงไม่ใช่อยู่ด้วยสภาพข้างนอก แต่นี่หมายถึงข้างในที่เป็นโลกุตรธรรม ไม่ได้เห็นแก่ตัวเลย อยู่ผู้เดียวแต่ทำเพื่อผู้อื่นเพราะไม่มีตัวตน 

ในพระสูตรนี้ว่าไว้ …

_ภิกษุผู้มีปกติอยู่ด้วยอาการอย่างนี้คือ รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยตาอันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่  เสียง… กลิ่น… จนถึง ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่  ชวนให้กำหนัด มีอยู่  (มโนวิญเญยยา ธัมมา  อิฏฺฐา กันตา มนาปา ปิยรูปา  กามูปสัญหิตา  รชนิยา)  ถ้าภิกษุยินดี กล่าวสรรเสริญ  หมกมุ่นในธรรมารมณ์นั้นอยู่ ฯลฯ   ย่อมเกิดความเพลิดเพลิน  เมื่อมีความเพลิดเพลิน  ก็มีความกำหนัดกล้า  เมื่อมีความกำหนัดกล้า  ก็มีความเกี่ยวข้อง (นันทิสัญโญชนสัง) 

ถึงจะเสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าหญ้าและป่าไม้ เงียบเสียง ไม่อื้ออึง ปราศจากลม แต่ชนเดินเข้าออก  ควรเป็นที่ประกอบกิจของมนุษย์ผู้ต้องการสงัด  สมควรเป็นที่หลีกเร้นอยู่ ก็จริง   ถึงอย่างนั้น ก็ยังเรียกว่ามีปกติอยู่ด้วยเพื่อน ๒  ข้อนั้นเพราะเหตุไร  เพราะผู้นั้นยังมีตัณหาเป็นเพื่อน ๒ เขายังละตัณหานั้นไม่ได้  ฉะนั้นจึงเรียกว่า มีปกติอยู่ด้วยเพื่อน ๒ (สทุติยวิหารีติ)  มิคชาลสูตร ล.๑๘  ข.๖๖ 

พ่อครูว่า… ผู้ที่มีสภาวะแล้วคำที่ยากกว่าจะเข้าใจ คำที่เป็นภาษาไทยเรานี้ก็แปลมาจากสำนวนภาษาบาลี ซึ่งก็เข้าใจได้ ไม่ใช่สำนวนไทยแท้อย่างง่ายๆแต่เข้าใจได้ว่าสภาวะอย่างนี้เรามีนี่นา เราถึงแล้วนี่นา สบายตามนี้แล้วนี่นา 

เพราะฉะนั้นก็จะรู้ตัวเองได้จริง คนที่ปฏิบัติธรรมได้แล้วไม่รู้จักเวทนา สัญญา สังขาร ไม่รู้จักจิตเจตสิก รูปของตน จนถึงนิพพาน ไม่รู้จริงๆแล้วไม่ง่ายนะที่จะรู้ 

โดยเฉพาะรู้ตามบัญญัติภาษาพระพุทธเจ้าที่บอกว่าอย่างนี้เยอะแยะเลยละเอียดลออหมด พูดตัวไหนก็ชัด แล้วเราก็มีแล้ว อย่างอาตมานี้สบายพูดตัวไหนก็ชัดเพราะเราก็มีแล้ว ก็พูดอย่างเบิกบานร่าเริงแบบจริงใจ ไม่มีละอายหรือกลัวคนจะจับผิดเห็นผิดอะไร ไม่ต้องเลยเพราะมันถูกหมดมันชัดจริงชัดแจ้งแล้ว 

ซึ่งอาตมาพูดอย่างนี้ บอกความจริงอย่างเปิดเผย จริงใจทั้งหมด คนไม่เข้าใจไม่รู้จริงก็จะรู้สึกว่าเป็นการคุยตัวโม้แหลกลาญได้เก่งบัญญัติภาษาเอามาพูด ซึ่งอาตมาไม่ได้ไปท่องอะไรมากมายหรอก พยายามอ้างอิงเท่านั้น 

ที่จริงก็พูดภาษาตัวเอง มาก ภาษาพูดที่อาตมาพยายามพูดนี้ ก็พูดภาษาที่ทำให้พวกเราเข้าใจได้ง่ายๆ แม้คนอื่นๆฟังก็เผื่อแผ่เขาให้ได้เข้าใจ 

เรือนาวาบุญนิยมต้องมาชมที่อโศก ไม่มีเรือหาย

_พ่อครูว่า… เข้าไปสู่เจตนาที่จะพูดคือ มาจน เพราะฉะนั้นพระเจ้าแผ่นดิน รัชกาลที่ 9 ที่ท่านเป็นโพธิสัตว์องค์หนึ่ง เป็นพระธรรมมิกราชองค์หนึ่งในยุคนี้ ท่านก็ได้ตรัสว่า การบริหารประเทศต้องมาบริหารแบบคนจน แต่ท่านก็ทำได้เท่านั้น พาคนมาจนได้เท่าที่ท่านทำได้ แล้วดูเหมือนจะยากไม่ค่อยได้ด้วย เพราะไม่ค่อยมีใครมาจนหรอก ฟังแล้วไม่เข้าใจด้วย ท่านพูดให้มาจน คนก็คิดว่า บริหารประเทศด้วยให้คนมาจน แล้วมันจะอยู่อย่างไร แล้วชาวอโศกเราอยู่อย่างไร นี่ตัวอย่างอาตมาพาทำได้ เป็นจริงได้ ยืนยันคำสอนพระพุทธเจ้าอย่างเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ นี่เป็นปาฏิหาริย์ตามคำสอนพระพุทธเจ้าได้สำเร็จ มีวรรณะ 9 เป็นสังคมที่มีสาราณียธรรม 6 อย่างนี้เป็นต้น ปาฏิหาริย์จริงๆ 

จะไปเหาะเหินเดินน้ำดำดิน จะไปเก่ง หยั่งรู้ใจคนคนนั้นคนนี้ รู้ใจคนรู้ใจสัตว์ไปสารพัดซึ่งอย่างนั้นมันไม่ใช่อนุสาสนี จะมีอาเทสนาปาฏิหาริย์จริงอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านก็ หรายามิ ชิคุฏฉามิ อัตตยามิ ไม่เอาอย่างนั้น น่าเกลียดน่าชัง ระอาเบื่อหน่าย เอาอันนี้แหละ 

อาตมาพูดแล้วพูดอีกยามแล้วย้ำอีกว่า พระพุทธเจ้าก็คือคนเกิดมนุษย์อย่างเราแท้ๆทุกคน แล้ว ท่านก็ตรัสรู้สุดท้ายคือโลกุตรธรรม วิชาอื่นใดๆท่านก็มีหมด ท่านรู้เหมือนกับชาวโลกเขาได้หมด ถ้าเป็นยุคนี้ มหาวิทยาลัยมีกี่คณะท่านก็เรียนจบทุกสาขาวิชา ทุกคณะเลยได้เกียรตินิยมหมดด้วย แต่ ในยุคนั้นมีแค่ 18 สาขาวิชาในตักสิลา ท่านก็เรียนรู้จบหมด

มหาวิทยาลัยทุกวันนี้มีเกิน 18 คณะแน่นอน วิชาอะไรก็เอามาตั้งเป็นสาขาวิชาได้หมด วิชาชงเหล้า อาชญวิทยา แล้วเขาไปเรียนมาแล้วก็ใช้อาชญวิทยา เลยกลายเป็นคนเรือหาย เขาลอยอยู่ในคลื่น ทักษิณเขาไม่มีเรือ เพราะว่าเรือเขาหาย หาไม่เจอ เรือหาย ลอยอยู่ในคลื่นตุ๊บป่องตุ๊บป่องเลย เจอคลื่นซัดไปซัดมา มันเหมือนคลื่นซัดอยู่ในจิต ร้อนรน ไม่สงบหรอก 

อาตมาเคยมอบเรือให้เขาลำนึง เขาเอาโยนทิ้งไปไหนไม่รู้แล้วเรือไม้ลำนั้น ป่านนี้จะมีอยู่หรือ อันนึงแกะสลักไม่สวยไม่งามอะไร เขาคงไม่แยแส เขาคงโยนทิ้งเห็นว่าเป็นเศษอะไร เขาไม่รู้ค่าอะไรหรอก ก็เลยสมกับคำว่าเรือหายจริงๆ เราให้เรือไปแล้วก็ยังไม่รักษาให้ไปลำนึง เรานั้นสะสมเรือไม่รู้กี่เรือ เต็มไปหมดเลยเรือเล็กเรือน้อย เรือโลหะ เรือไม้ เรือพลาสติก เต็มไปหมดในบ้านราช เพราะฉะนั้นใครเรือหายมาเอาที่บ้านราชนะ เพราะที่นี่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยเรือ มันเข้าเรื่องนะ แล้วมันเป็นจริงนะ 

สายเทวนิยมเขาก็มีเรือโนอาห์ เขาก็เลือกเรือเป็นที่สุดท้าย เขาพูดทางน้ำ เราพูดทั้งทางบกและทางน้ำหมดเลย 

พระพุทธเจ้าเป็นคนเหมือนกับเรา แล้วค้นหาสุดยอดวิชาในมนุษย์ว่ามันคืออะไร นี่แหละโลกุตระวิชานี่แหละ ยอดสุด 

เพราะฉะนั้นท่านอุบัติขึ้นมาเป็นพระพุทธเจ้าและจะมาประกาศศาสนาเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในโลก ท่านมีหมดแล้วท่านเป็นจอมจักรพรรดิหมดแล้ว ถ้าท่านอยู่ทางโลกก็จะเป็นจอมจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่กว่าเจงกิสข่าน อเล็กซานเดอร์มหาราช ถ้าหากว่าท่านเป็นจักรพรรดิก็จะยิ่งใหญ่กว่าจักรพรรดิอื่นใดเลย แม้แต่โดนัลด์ ทรัมป์ เขาก็อยากจะเป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็ ปัดโธ่เอ๋ย ใครก็ตามเขาก็พยายามทั้งนั้น เดี๋ยวนี้ก็มีปูติน หรือ ประธานาธิบดียูเครน หรือใครต่อใครทุกคน Joe Biden คิมจองอึนด้วย ทั้งนั้นแหละ แม้แต่ที่สุด ทางตะวันออกกลาง ก็เป็นเจ้าชาย มีเยอะแยะ เขาไม่เปลี่ยนแปลง เขาสืบสายตระกูลกันมาเยอะ 

พระพุทธเจ้านี้รู้จักความเป็นคน รู้จักที่ไปที่มา กรรมวิบากต่างๆ จนกระทั่งที่สุด ปัดโธ่ เป็นคนก็หมุนเวียนอยู่ด้วยกรรมวิบากทั้งนั้น แล้วก็ไม่จบ โลกจินตา อยู่กับกรรมวิบากไป

ผู้ที่รู้จัก อจินไตย 4 พุทธวิสัย ฌานวิสัย กรรมวิบาก โลกจินตา 

แล้วก็เรียนรู้ฌานวิสัย บรรลุฌานวิสัยของพุทธ ฌานที่เกิดจาก จรณะ 15 ไม่ใช่ฌานที่เกิดจากอื่นใดเลย ฌานวิสัย เกิดอยู่ในสามัญปกติชีวิตประจำวัน ปฏิบัติให้ถูกต้องตามจรณะ

จรณะศีล จรณะอปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 แล้วจะเกิดพัฒนาฌาน 1 2 3 4 ด้วยวิชชา ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ เจริญ

(พ่อครูไอตัดออกด้วย)  

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ 

สู่แดนธรรม… พ่อท่าน ได้ให้ความรู้ในวันนี้ ผมฟังแล้วก็ได้รับของใหม่เรื่อยๆ แต่ก็ยังได้ข้อสรุปเดิมๆว่า พวกเราที่จะมาเป็นคนจนที่เป็นความมหัศจรรย์แบบนี้ ไม่ใช่จะมาเป็นกันได้ง่ายๆ เพราะมันต้องสวนกระแส สวนกับกิเลสตัณหา ทำตามธรรมะที่เป็นนามสกุลที่พวกเราตั้งเกี่ยวกับความจน 

พ่อครูว่า…  แล้ว นามสกุลของพวกเราไม่ได้ตั้งเล่นๆนะ 

คนอภิภายตนะ 8 คือคนมีฌานวิสัย

_พ่อครูว่า… อาตมาสบายใจแล้ว ที่อาตมามาทำงานศาสนา ทุกวันนี้ กับคน 50 กว่าปี ทุกวันนี้อาตมาบรรลุผลสำเร็จ คนรู้จริง รับรู้จากที่อาตมาได้บรรยายสาธยาย แล้วเอาไปปฏิบัติมีผลจริงตามฐานานุฐานะ ตามอินทรีย์พละ หรือตามบารมีของแต่ละคนจริง 

แล้วก็ต้องพยายามกันทุกคน พวกเราอ่านแล้วก็สรุปให้ได้ โสดาบันเราก็ครบบริบูรณ์เนาะ สกิทาคามีเราก็ครบบริบูรณ์เนาะ อนาคามีเราก็ครบบริบูรณ์เนาะ อ๋อ!.. อรหันต์แล้วก็ครบบริบูรณ์ 

ต้องตรวจสอบจนถึงขั้น อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญยายตนะ อย่าให้เป็น เนวสัญญานาสัญญายตนะ 

กำหนดอ่าน องค์ประกอบที่เรียกว่ากายคือรูปนามที่สัมผัสอยู่ตลอดเวลา คุณก็อ่านความจริง ว่าอ๋อ.. กาย คือ สองสภาพ สภาวะภายนอกภายใน เป็น อภิภายตนะ 8 เลย 

คนที่เป็นอภิภายตนะ 8 ก็จะเป็นคนที่มีฌานอยู่ในตัว 

อภิภายตนะ 8 ข้อที่ 1 ท่านผู้นี้จะมีชีวิตอยู่ก็จะมีความรู้ทั้งภายนอกและภายใน พร้อมกันอยู่ในจิตเลย และยังมีอื่นๆพร้อมอีก รู้จัก ปริตตัง สิ่งที่เล็กละเอียด เล็กน้อย หลากหลาย รู้จัก สุพรรณะ ทุพรรณะ รู้จักขั้น ชั้น วรรณะคือ ขั้น ชั้น เช่น วรรณะ 9 เป็นต้น รู้ว่าชั้นวรรณะของพุทธเป็นอย่างไร คนไหนขนาดไหนอย่างไร คนนี้ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำ ทำยังไม่ได้ไม่สำเร็จก็รู้ จะเข้าใจ อย่าง วรรณะ 9 ก็จะเข้าใจดีรู้ตัวเองแล้วจะทำได้ด้วยตนเอง สุดท้าย ไม่สะสมกับขยันหมั่นเพียร อย่างพวกเรามีวรรณะ 9 

อาการเหล่านี้จะเป็นอาการที่น่าเลื่อมใส เพราะศีลนี้มีความเจริญเป็น ธูตะ ได้ปฏิบัติขัดเกลาเป็น สัลเลขะ มา 

เพราะฉะนั้นจึงเป็นคนที่บรรลุมา ตั้งแต่เป็นคนสันโดษ เป็นคนใจพอ คนน้อย จนกระทั่งมี สูญก็ได้ กล้าจน มักน้อย และเป็นคนเจริญจริง สุโปสะ เลี้ยงง่ายจริง

อาศัยหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นภาษาบาลี อาตมาก็พูดเป็นภาษาไทย ตามที่อาตมามีสภาวะ พูดไปตามภาษาอาตมา พระพุทธเจ้าท่านให้ตรัสสอนเป็นภาษาของท้องถิ่นตนเอง แต่คนเขาไม่เข้าใจความหมาย แปลภาษาบาลี หรือภาษาอื่นใดที่ไม่ใช่ภาษาถิ่น แต่เป็นภาษาความจริงใจภาษาความรู้สึกของตนเองนี่แหละ ที่รู้ความจริงตามสภาวะจริงที่เราเป็นเรามี แล้วพวกคุณก็พยายามรู้จริงอย่างที่อาตมาเป็น อาตมาได้ แล้วก็ทำให้ถึงขั้นอย่างอาตมาให้ได้ ซึ่งมันก็ไม่ง่าย พากเพียรพยายามสิ ถ้ารู้แล้วพวกคุณก็ไม่มีปัญหาอะไร 

เข้าใจเสียด้วยว่าเราไม่ถึงก็ยังไม่ถึง เราจะรู้ภูมิธรรมของคนอื่นๆได้ด้วย เป็นขั้นเป็นตอนไป มีมานะอัตตา หลงตัวเองว่าคนอื่นไม่สูงเท่าเราก็ไม่ใช่ มันก็จะค่อยๆคลี่คลายพวกนี้ ดีไม่ดีมันจะถ่อมตนเกินกว่าจริงด้วย เราสูงกว่าเขาแล้วเราก็เข้าใจว่าเราต่ำกว่าเขา หรือเราเสมอเขา ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิไปอีก ที่มันหลากหลายอัน พระพุทธเจ้าท่านก็แยกให้ฟัง ในมานะ 9 มานะ 10

สู่แดนธรรม… สรุปจบ มีคุณแซมเดือน ตั้งนามสกุลว่า ตั้งใจจนแล้ว