650527 สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ สติ สันโดษอันเป็นอาริยะ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                          

https://docs.google.com/document/d/1YM3P_Zi61YRKCkGWt41Ls_Kr-FMg84Fj0BtkN4XDP48/edit?usp=sharing         

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1knPyfZTpCEl4Rh36v8KjbKLwmI9ByL3X/view?usp=sharing 

    

และดูวิดีโอได้ที่  https://youtu.be/Wg3Rr3VJbUI 

และ https://fb.watch/dgwlR3J1qr/ 

สมณะฟ้าไท…วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก ใกล้จะถึงงานอโศกรำลึกไปทุกที เป้าหมายการจัดงานครั้งนี้ต้องการให้เกิดแก่นแท้ที่เป็นพลังวิมุติในชาวอโศก แต่ละองค์กรแต่ละที่ก็ควรมาประชุมกันว่าจะทำอย่างไรให้เกิดแก่น ในบุคลากรของหน่วยงานเรา

พ่อครูว่า…SMS วันที่ 25-26 พ.ค. 2565

_สินอโศก · รับชมรายการพุทธศาสนาตามภูมิสดอยู่เสมอเจ้าค่ะ เพียงแต่ไม่ทราบว่าจะพูดอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างลงตัวมากเจ้าค่ะ หากบางครั้งไม่แน่ใจก็จะพยายามมาเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจ หรือในบางครั้ง ก็ถามผู้รู้เอาเจ้าค่ะ

พ่อครูว่า…ก็ดีตั้งใจดี 

_สื่อฟ้าศิลป์ ภูวนาถ : เราหนุนลุงตู่เพราะลุงมิใช่ทางหลักทางเลือกเพื่อผลปย.ส่วนตนส่วนใคร’เราหนุนลุงเพราะลุงคือทางรอดเพื่อสันติสุขชาติสงบสุข ปชช. ‘เราหนุนลุงคนดีเพราะลุงปกป้องทุกสิ่งทุกอย่างของคนไทย

หมดอร่อยหมดสุขจึงหมดทุกข์ได้จริง

_ธรรมธารทิพย์ วงษ์รักษ์ มาลิณี  · ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ทำตามพ่อครูสบายๆ หมดสุขหมดทุกข์ได้ สาธุค่ะ

พ่อครูว่า…ทางสามัญทั่วไปเขา ให้หมดทุกข์แต่ยังจะเอาสุขอยู่ เขาไม่เข้าใจความหมดทุกข์หมดสุข เขาไม่เข้าใจปรมัตถ์ 2 ที่เป็น 1 สุขกับทุกข์มันก็เป็นมายาตัวเดียว ถ้าทำสุขกับทุกข์ที่เป็น 2 นี่ให้หมดไปก็เป็น 0  แต่เรายังไม่ตายเราก็ยังเป็น 1  เราทำให้จิตเราไป อทุกขมสุข ไม่ทุกข์ไม่สุขได้ คนที่มีอร่อยก็ไม่มีหรือไม่อร่อย ไม่อร่อยก็ไม่มี ภาวะกลางๆ คุณฟังภาษาเข้าใจ แต่จิตของคนที่จะเป็นจริงต้องเป็นจริง อย่างอาตมานี้มันเป็นจริง ไม่อร่อยหรืออร่อย เรารู้ 

อร่อยคือสมมุติโลก ไม่อร่อยก็คือสมมุติโลก แต่ภาวะจริงของมันก็คือ ถ้าเป็นรสทางลิ้น แตะอันนี้ มันเปรี้ยวมันเค็มมันหวาน มันก็รู้ตามสัจจะที่มันเป็นเท่านั้นเอง มันไม่มีเค็มอันนี้อร่อยเปรี้ยวอันนี้อร่อยหวานอันนี้อร่อย หรือต้องจืดกว่านี้ เปรี้ยวไม่อร่อย หวานไม่อร่อย มันจะมีตัวเก๊ กับตัวจริง รสเก๊กับรสจริง

พวกเรานี้ได้ศึกษา ข้างนอกเขาไม่ได้ศึกษาหรอก อธิบายแล้วเข้าใจแล้วจิตเราจะต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ คนที่ปฏิบัติได้แล้วจิตจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ 

นี่อาตมาไม่อร่อยมานาน ทุกวันนี้ มันลากสังขาร ต้องเอาอาหารไปเลี้ยงขันธ์ให้ได้ สังขารเราก็ยิ่งแย่ลงเราก็ยิ่งไม่อยากกิน ไม่ใช่ไม่อยากแบบมีกิเลส แต่มันถึงวาระที่ เสื่อมจะต้องตาย มันก็ไม่ค่อยต้องการที่จะสังเคราะห์ที่จะสังขารอันนี้แล้ว แต่เรายังไม่ยอมให้มันตาย เราก็ต้องเอาอันนี้ให้มันปรุงแต่งร่างสรีระนี้ไว้ ก็ต้องใช้ความพยายามมาก ก็พยายามเอา ใครทำอาหารอร่อยๆทำมาเอามา ปลุกเร้าให้อาตมาอร่อยขึ้นมาบ้าง พยายาม ตอนนี้ก็รู้สึก มันก็พยายาม ดูเหมือนจะดีขึ้นนิดๆ อธิบายสภาวธรรมให้ฟัง ที่บอกว่า พยัญชนะเข้าใจแล้ว ความหมายตรรกะของมันเข้าใจหมดแล้ว แต่จิตจะเป็นจริงๆมันอีกชั้นหนึ่งซึ่งไม่ง่าย ในการที่จะ ลดละเลิกไปจากโลกียะเขา ไปเป็นโลกุตระ

สู่แดนธรรม… อย่างนี้ใช่ไหมครับที่พระอรหันต์มีแต่ความรู้สึกที่ว่า ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ไม่มีอย่างอื่นเกิดเลย การนำอาหารใส่ร่างกายก็เป็นทุกข์

พ่อครูว่า… มันเป็นสัมภาระที่หนัก อาตมาพยายามใช้ภาษาไทยอธิบาย เอาบาลีมาเรียกแล้วขยายความรู้ไปตามความจริงที่อาตมามี ผิดถูกอาตมาก็รับผิดชอบเอง 

_แก้วตะวัน พวงบุบผา  · น้อมกราบนมัสการพ่อครู ท่านสมณะ ท่านสิกขมาตุ ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ..

พึงเข้ามาเป็นหมู่มวลทวนกระแส   พบมิตรแท้แผ่นดินธรรมอันล้ำค่า 

ฟังสัทธรรมจากสัตบุรุษหยุดเวรา   พ่อท่านพาให้พ้นทุกข์สุขนิพพาน 

พ่อท่านชวนให้เข้าวัดตัดกิเลส      สละเหตุความมีภัยไร้แก่นสาร 

เตือนตนเองต้องเร่งรัดขจัดมาร      ออกจากบ้านมาเสียทีอย่าพิรี้พิไร

….อนุโมทนาสาธุกับผู้ที่อยู่วัดได้ค่ะ

พ่อครูว่า… แล้วตัวคุณเองล่ะ 

อสัญญีสัตว์ไม่ใช่สัญญาเวทยิตนิโรธ

_คุณฉลวย : ช่วยอธิบายข้อความข้างล่างผมอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจ สัญญาเวทยิตนิโรธเป็นสัญญาที่ทำงานเสร็จของสัญญา 10 เวทยิตตังคือสำเร็จเสร็จความรู้สึก ความรู้รอบ ความรอบรู้ทั้งหมดจบ เวทยิตตังจึงเป็นนิโรธที่เเคล้าเคลียอารมณ์เวทนาทั้งหมดจบสมบูรณ์แบบ โดยมีสัญญาเป็นตัวกำหนดให้สมบูรณ์แบบในเวทนา 108 และมีนิโรธสมบูรณ์แบบ (ในหนังสืออภิธานศัพท์อโศก หน้า 737 )

พ่อครูว่า… แยกสัญญา ออกเป็นสัญญา 10 แล้วมีคำว่า เวทยิตตัง คือ สำเร็จความรอบรู้ทั้งหมด 

เวทยิตตังคือเป็นนิโรธแล้ว เวทยิตตังนิโรธังโหติ สัญญาเวทยิตนิโรธ โหติ ตัวจบสมบูรณ์แบบ 

ผู้ที่ปฏิบัติจะเรียนรู้เวทนาแล้วเคล้าเคลียความรู้สึกหรืออารมณ์ เคล้าเคลีย คือ เข้าไปใช้สัญญากำหนดรู้ทุกเหลี่ยมทุกมุมให้รอบถ้วน แทงทะลุนอกทะลุในของเวทนาเรียกว่า เคล้าเคลียอารมณ์สมบูรณ์แบบ โดยธาตุรู้ตัวสัญญาเป็นตัวทำงานทั้งหมด เป็นตัวกำหนดรู้สมบูรณ์แบบ 

ทีนี้ กำหนดรู้สมบูรณ์แบบมีวิธีการกระบวนการของการกำหนดรู้ก็คือ เวทนา 108 ที่พระพุทธเจ้าท่านให้ปฏิบัติตัวนี้แหละเป็นตัวสำคัญ เวทนา 108 ผู้ศึกษาปฏิบัติ ถ้าไม่รู้จักเวทนา 108 แล้วก็ไม่ได้ปฏิบัติเวทนา 108 โดยสภาวะเองไม่รู้จักพยัญชนะก็ตาม ถ้ายิ่งรู้พยัญชนะด้วย รู้สภาวะด้วยว่าเวทนา 108 มีเวทนา 2 เวทนา 3 เวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 18 เวทนา 36 แล้ว ก็เป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต ของเวทนา 36 ก็เป็น 108

สู่แดนธรรม… ผมจะขอถามแบบสั้นๆ ที่เขาถาม เพราะชาวพุทธส่วนใหญ่มักจะมองว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นเรื่องของการดับสัญญาและเวทนา 

พ่อครูว่า… เป็นอสัญญี ถ้าอาตมาอธิบายเหมือนเขา อาตมาก็ยังโง่อยู่เหมือนเขา แต่อาตมาไม่ได้โง่เหมือนเขา อาตมาฉลาด รู้โลกุตรธรรมละเอียดชัดเจน จึงมาขยายความอยู่ ผู้ที่ฟังอาตมาแล้วไม่มีปรโตโฆษะ เขารู้อย่างที่เขารู้เขายึดถืออย่างที่เขายึดถือเขาก็รู้และยึดถืออย่างที่เขาได้ เขาก็ยังโง่อยู่ ยังไม่บรรลุอรหันต์แน่นอน หรือ เชื่อว่าตัวเองบรรลุอรหันต์ก็เป็นอรหันต์เก๊ อาตมาพูดจริงๆ ไม่ได้พูดเล่น ได้ยืนยันว่าพูดไม่ผิดด้วย 

แต่ทีนี้ คนเหล่านั้นมันได้หลง มันไม่เชื่ออาตมา มันเป็นเวรเป็นกรรมของประเทศไทยหรือในยุคนี้ ที่อาตมาอุบัติขึ้นมาแล้วในท่ามกลางความยึดมั่นถือมั่น แบบเถรสมาคมและชาวพุทธส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด ได้ยึดอย่างนั้นแล้ว 

พออาตมาอุบัติขึ้นและอธิบายไม่เหมือนเขา ไม่เหมือนอย่างที่เขายึดไว้ และเถรสมาคมก็เป็นคณะใหญ่แกนหลักที่เขายอมรับนับถือกันทั้งประเทศ หมดทุกสถาบัน อาตมามาพูดหัวเดียวกระเทียมลีบ เขาก็จัดการตั้งแต่ต้นมา ที่จะเอาให้ตายไม่ให้อาตมาอธิบายธรรมะได้  ไม่ให้อาตมาขยายความธรรมะพระพุทธเจ้าได้ เขาถือว่าอาตมาผิด จนอาตมาก็ไม่มีปัญหาก็ให้เขาทำไป อาตมาก็บรรยายอธิบายไป อาตมาทำไปทำมา ด้วยสัจธรรม อาตมาก็หลุดรอดมาเป็นนานาสังวาสตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสัจจะชนิดหนึ่ง 

อาตมาก็มีสิทธิ์เป็นนานาสังวาสแล้ว สมบูรณ์แบบแล้ว อาตมาก็อธิบายได้อย่างที่อธิบายมาตลอด แม้ยังไม่เป็นนานาสังวาสอาตมาก็อธิบายอย่างเดิมมาแล้ว ยิ่งเป็นนานาสังวาสอาตมาก็ยิ่งอธิบายได้ง่าย เพราะตกลงตัดสินกันแล้ว มีข้อตกลงกันสมบูรณ์แบบแล้ว Approved แล้ว จบแล้ว อนุมัติแล้ว อาตมาก็สบายแล้วได้ทำมาตลอดอย่างนี้ 

ยิ่งอธิบายไปยิ่งเอาหลักฐานพระไตรปิฎกของพระพุทธเจ้าตรัสมาอ้างอิง ยืนยัน แล้วพวกเราก็ปฏิบัติสอดคล้อง มีพฤติการณ์มีพฤติกรรม มีบุคคลเป็นไปได้จริง มีปรากฏการณ์เกิดจริง ยืนยันจนกระทั่งคนทุกวันนี้ก็ยังปฏิบัติสาธารณโภคีได้ มีสาราณียธรรม 6 ได้ เกิดเป็นคนที่แม้หลักวรรณะ 9 เอามายืนยันก็เป็นได้ เลี้ยงง่าย  (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ)  มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส  มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ)  ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9  ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)  

มันยิ่งชัดเจน เขาแยังไม่ได้ตรงที่ว่า พูดอย่างไรมันทำได้อย่างนั้น ทำอย่างไรก็พูดได้อย่างนั้น ยถาวาที ตถาการี ยถาการี ตถาวาที ชัดเจน สัจธรรมที่เอามายืนยันทุกวันนี้ แม้ว่าเขาจะเข้าใจไม่ได้เขาก็ไม่กล้าแย้ง 

ถึงเข้าใจได้บ้างแล้วแต่มันได้ตกมาอยู่ในหมู่นั้นแล้ว เขาจะมาอยู่หมู่นี้แต่อินทรีย์พละเขาก็ไม่เพียงพอ เขาก็ได้แต่อนุโมทนาสาธุไป คนที่สนใจตามศึกษาอยู่ก็มี คนที่เขาไม่ค่อยศึกษา เขารู้ว่าดีแต่ยังไม่ศึกษาก็มี คนที่ตีทิ้งเลยก็ไม่ต้องว่ากันก็ต้องมีและจะมากด้วย ได้เข้าใจผิดแล้วหลงทางไปทางหลับตา ทางเถรสมาคม ไปเป็นเปรียญ 9 เป็นด็อกเตอร์ทางพุทธศาสนาจบมาจาก Harvard อะไรพวกนี้ ทั้งๆที่เป็นเทวนิยม ประสาทปริญญา ดร.ทางพุทธศาสนามา แล้วมันจะรู้อะไรเพราะเป็นเทวนิยม จะรู้จักพุทธศาสนาที่เป็นโลกุตระได้อย่างไร มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อ่านแต่หนังสือก็เข้าใจได้แล้วมันไม่ใช่นะ แค่จะเข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิไม่ง่าย กายคำเดียว สักกายทิฏฐิ สังโยชน์เบื้องต้นขอให้มันชัดเจนก่อนนะ ไม่ใช่ง่ายนะ กายคำเดียวนี้ ที่ อาตมาพยายามขยายความพูด อธิบายแจกแจง พวกคุณก็ยิ่งเข้าใจดีๆๆ รอบถ้วนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แต่คนบางคนอาจจะบอกว่าอะไรกันนักกันหนาวะ เขาก็จะว่าแต่อย่างนี้ 

สัญญา 10 ประการเป็นไฉน

คุณฉลวย พอฟังแล้วเข้าใจได้ไหม สัญญาเป็นการกำหนดหมาย การกำหนดรู้ เอาตั้งแต่สัญญา 10

  1. อนิจจสัญญา 2. อนัตตสัญญา 

  2. อสุภสัญญา   4. อาทีนวสัญญา 

  3. ปหานสัญญา  6. วิราคสัญญา 

  4. นิโรธสัญญา 8. สัพพโลเกอนภิรตสัญญา 

  5. สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา 

  6. อานาปานัสสติ   (อาพาธสูตร  ล.24  ข.60) 

พ่อครูว่า… 

อนิจจสัญญาคือการทำงานของสัญญากำหนดรู้ความไม่เที่ยง 

อนัตตสัญญากำหนดรู้ธาตุถึงขั้นอนัตตา คือความไม่มีตัวตนไม่ใช่ตัวตน 

หรือกำหนดรู้อสุภะสัญญา เป็นสิ่งที่ไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น ไม่น่าใคร่อยาก สุภะแปลว่า น่าได้ น่ามี น่าเป็น อสุภะ แปลว่าไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น 

อาทีนวะ คือเป็นโทษ ไม่ใช่คุณ กามไม่ใช่คุณ ไม่ใช่สิ่งน่าได้ น่ามี น่าเป็น ไม่ใช่คุณไม่ใช่ประโยชน์ มันเป็นอาทีนวะ มันเป็นโทษ กามาทีนวะ ความใคร่อยากทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อย่างไรก็แล้วแต่ มันไม่น่าได้ ไม่น่ามี มันเป็นโทษ 

ปหานสัญญา มันควรกำจัดทำลายเสียอาการพวกนั้น 

วิราคสัญญา จนสามารถลดละจางคลายได้ ปฏิบัติแล้วก็เกิด วิราคสัญญา 

นิโรธสัญญา ปฏิบัติลดละจนสามารถดับได้แล้ว ดับ ก็เป็นอย่างสัมมาทิฏฐิ มิจฉานิโรธเป็นการสะกดจิต ไม่ให้มีสัญญา มันก็ไม่รู้เรื่องอะไร ก็นึกว่า กิณหา ความดำมืด ดับชั่วคราวเป็นสิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น เป็นสุภกิณหา อย่างเป็นมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งอยู่ในวิญญาณฐีติข้อที่ 4 ในสัตตาวาส 9 ข้อที่ 4 แต่ผู้ที่มีนิโรธสัญญากำหนดรู้อย่างสัมมาทิฏฐิ ก็จะรู้ว่าความดำความมืดก็คือความดำความมืด และนิโรธก็คือนิโรธ ไม่ใช่ความดำความมืด แต่เป็นความไม่มีกิเลส ดับกิเลสหมด สว่างไสวด้วย ไม่ดำไม่มืดด้วย อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งสุดยอดเลย 

สัพพโลเก อนภิรตสัญญา กำหนดรู้ความไม่น่ายินดียิ่ง ทั้งหมดในโลก ทุกสิ่งในโลกไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดี เพราะฉะนั้นเกิดมาในโลกนี้ แม้คุณจะหมดทุกข์อริยสัจ หมดความทุกข์ที่เลี่ยงได้ 4 อย่าง จบ เป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ยังมีทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้อีก 6 อย่าง เป็นสัมภาระวิบาก เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ทุกองค์ แม้จะเป็นพระอรหันต์แล้ว ทุกข์ 4 อย่างที่เลี่ยงได้เป็นทุกข์อริยสัจ  จบแล้ว ไม่มีแล้ว กระนั้น ก็ยังมีทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้อีก 6 อย่างเป็นสัมภาระวิบากอยู่อย่างนั้น พระอรหันต์ถึงบอกว่าเกิดมามีร่างกายมีชีวิต ทุกข์ที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ดับความทุกข์อริยสัจแล้ว มันก็ยังมี ทุกขขันธ์

สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา กำหนดรู้ความไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง เพราะฉะนั้นเกิดมามีสังขารมีอวิชชา มีสังขารวิญญาณ โดยเฉพาะมีสังขารที่ปรุงแต่งระหว่างรูปกับนาม หรือกายกับจิต หรือนี่แหละ ชีวิตของสัตว์โลก ถ้าเป็นพืชมันก็ไม่รู้เรื่อง เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่อง แม้จะเป็นมนุษย์ที่ อเวไนยสัตว์ถ้ายังศึกษาไม่ได้ เป็นเทวนิยม เป็นต้น เขาก็ยังหลง จนมาศึกษาโลกุตระของพระพุทธเจ้าจึงจะรู้ว่า สุข ก็ยังเป็นโลก สุขก็ยังเป็นเรื่องสัมภาระวิบาก แม้แต่ความทุกข์อริยสัจก็ต้องมี 

แต่พระพุทธเจ้าดับความทุกข์อริยสัจได้ เป็นพระอรหันต์ ก็หมดทุกข์ที่เลี่ยงได้ 6 อย่าง ส่วนเทวนิยมนั้นเขาก็ไม่รู้หรอกมีความทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ เขาก็ไม่รู้ ยิ่งความทุกข์อริยสัจ 4 อย่าง เขายิ่งไม่มีทางปฏิบัติ เขาไม่รู้ว่ามีทางปฏิบัติให้หมดเป็นพระอรหันต์ได้ด้วยหรือ มันก็เป็นอย่างนั้น 

ส่วนข้อที่ 10 อานาปานสติ อันนี้แหละเป็นเรื่องที่ มันมีการปฏิบัติที่เป็นอานาปานสติแบบเดรัจฉานวิชชาหรือแบบเทวนิยม แบบโลกียะ มีอยู่ประจำโลก พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาก็มาเจอกันนั่งหลับตาอานาปานสติ แบบมิจฉาทิฏฐิ พระพุทธเจ้าต้องมาแก้ อานาปานสติให้เป็นสติปัฏฐาน 4 ให้พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม 

โดย อานาอาปานะ คือตลอดที่มีลมหายใจเข้าออก คุณจะนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่น แล้วก็จะเห็นลมหายใจเข้าออก กำหนดรู้สั้นรู้ยาว ให้รู้ว่าทุกอย่างที่มีสภาพ 2 มันจะมีความแตกต่างกัน ให้เรียนรู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส 

อาตมาอธิบายอยู่นี่คือ อุเทส แล้วก็ขยายความนิมิต แล้วให้เปรียบเทียบกัน ว่ามันมีความต่างกัน ลมหายใจเข้ากับลมหายใจออก มันก็เป็นเทวฺ มันเป็น 2 มันมีมุมเหลี่ยมที่ต่างกัน หายใจเข้าสั้น หายใจเข้ายาว หายใจเข้าสั้น หายใจเข้า หายใจออกสั้น หายใจออกยาวหายใจเข้ายาว หรือคุณจะหายใจออกสั้นหายใจเข้า หายใจออกยาวหายใจเข้าสั้นอะไรก็ตามใจ มันก็มีลิงค มีสภาวะแตกต่างกัน

จงเรียนรู้ความแตกต่างกันระหว่างสิ่ง 2 สิ่ง เทวะ หายใจเข้าหายใจออก 2 สิ่ง หายใจสั้น หายใจยาว 2 สิ่ง นี่คือกาย นี่คือสภาวะที่ต้องเรียนรู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส 

อุเทส ก็ต้องฟังคำอธิบายของผู้รู้ อาตมาเป็นผู้รู้ ก็ทำการอุเทสให้ฟัง แจกแจงอาการนิมิตที่มันมีความแตกต่างกันอย่างไรให้ฟัง เสร็จแล้วคุณก็ค่อยๆเรียนรู้ความแตกต่างกันที่มีหลากหลายอื่นๆอีกมี หยาบ กลาง ละเอียด ภายนอกภายใน เคลื่อนไหว อานาอาปานะ ไม่ใช่คุณจะเรียนรู้ได้แต่ตอนนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่น ก็ไม่ใช่ คุณเดินอยู่ นั่งอยู่ คุณเคลื่อนไหวทำงานสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ คุณก็มีอานาอาปานะ มีลมหายใจเข้าลมหายใจออกมีทั้งสิ้น 

คุณก็เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างกันเมื่อกระทบกันทีละคู่ โดยเรียนรู้จากศีลเป็นตัวกำหนด กระทบกับสัตว์ กระทบกับสิ่งของ พืชหรือวัตถุ กระทบกับสัตว์นั้น ก็รู้อย่างหนึ่ง ให้เกิดเมตตา เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ว่าเขาเป็นสัตว์ร่วมเกิดแก่เจ็บตายกันทั้งนั้น ช่วยกัน มีความปรารถนาดีต่อกัน หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่

ส่วนข้อ 2 อย่าทุจริต อย่าขี้โกง ขี้โกงอะไร มันเป็นวัตถุกับพืช วัตถุกับพืชไม่ใช่ตัวสัตว์ วัตถุกับพืชคือสิ่งที่สัตว์เป็น สัตว์มี จะต้องการหรือไม่ต้องการ สัตว์เดรัจฉานก็ต้องการวัตถุ ต้องการพืชในตัวของเขา ตามฐานะของสัตว์เดรัจฉาน คน ก็ต้องการตามฐานะของคน แล้วอย่าทุจริต อย่าโกงกัน เอาแต่ของที่เขาให้ เขาไม่ให้ คุณก็ทำเอาเอง เป็นสิทธิของคุณ มันก็ไม่มีทุจริต ไม่มีการไปละเมิดกันและกัน ส่วนคุณจะให้เขาก็ดี ทำทานก็ดี เป็นการเสียสละก็ดี ยิ่งเสียสละทางกาย เสียสละทางวาจา เสียสละทางจิตเลย เกิดมาเป็นผู้เสียสละ เป็นผู้มีแต่ให้ แล้วไม่ต้องการอะไรตอบแทนเลย ให้ โดยไม่มีสาเปกโข ทาน โดยไม่ต้องมีภพมีชาติ ไม่มีไอ้หวัง ไอ้หวังตายสิ้นหมดแล้ว 

จบเลยนะคนที่ไม่มีไอ้หวัง ไอ้หวังตายสิ้นเสร็จเลย ลอยตัวเลย บินบนเลย หมดความสมหวัง บินบนเลย ลอย เป็นผู้หลุดพ้น  ลอยตัว  บินบนเลย หมดความหวัง ไม่ต้องสมหวังอีกแล้ว นี่ทุกอย่างลงตัวหมดเลยอาตมาพูดนี่หมายถึงตัวบุคคล คือสมหวังกับบินบนด้วย เห็นไหม สภาวธรรมมันลงตัวกันด้วย 

ส่วนคนที่พระอินทร์ตอนนั้นลงมาเดินดินหมดเลย พระอินทร์จร คือ จรินทร์ ลงมาเดินดินหมดเลย ท่านเดินดินชื่อจรินทร์ก็มาลงดิน มันลงตัวหมดเลย มันเป็นสภาวธรรมจริงๆ

อาตมานี้เป็นมงคลอันอุดมลงตัวไหม แล้วมาแผ่ เป็นความรักและใจให้แก่ทุกๆคน กระจายอะไร กระจายโพธิ โพธิรักษ์ แต่รัก อาตมาไม่มี ษ มีนัยยะ 2 อย่าง ทั้งรัก และรักษ์

เพราะฉะนั้นอาตมารักมวลมนุษย์ ก็มาแจกโพธิ เพื่อรักษาโพธิ เพื่อเป็นคนรักษาโพธิ สืบทอดของโพธิพระพุทธเจ้า คือโพธิรักษ์ ตนเองมีมงคลตนเอง เมื่อตนเองมีมงคลอันอุดม ดีมากพอ ก็แผ่เผื่อแก่คนอื่น กระจายแบ่งแจกความรักให้แก่คนอื่น อย่างนี้เป็นต้น 

ที่อาตมาขยายความ เอามนุษย์เอาตัวตนบุคคลมาประกอบในการที่จะอธิบายสัจธรรม 

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าชื่อสิทธัตถะ ก็แน่นอนมันต้องลงตัว เป็นผู้ที่สำเร็จแล้วเรียบร้อย เป็นผู้ที่มีสารัตถะอันสูงสุด สำเร็จบรรลุ อัตถะ สิทธะ แปลว่าผู้สำเร็จหมดแล้ว สำเร็จอะไร  สำเร็จอัตถะ สัจธรรมทุกอย่าง 

ทำไม มารดาพระพุทธเจ้าต้องชื่อสิริมหามายา ก็ความเกิด แม่ผู้ให้ความเกิด ทางโลกก็เป็นแม่ มารดา ที่ก่อเกิดทางรูปธรรมอย่างนั้นแหละ แต่จริงๆแล้วแม่ของสิทธัตถะนั้น มีตัวตนอยู่แค่ 7 วัน เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง พลังงานที่ทำให้ถึงขั้น 7 วันก็เที่ยงแท้แล้ว จบ เอาแค่นั้น ไม่เอามากกว่านั้น เพราะทำงาน แป๊บเดียวก็หายไป เกิดอะไร เกิดสิทธัตถะ 7 วันแล้วสิริมหามายาก็หายไป สัจจะมันลงตัวอย่างนี้หมด 

อาตมาปาง 7 จึงมีความลงตัวบ้าง บินบนบ้าง สมหวัง จรินทร์ พระอินทร์จร เป็นต้น มันลงตัวหลายๆคน ไม่อยากขยายความไป เดี๋ยวจะไปเล่นลิเกพวกนี้อีก เอาพยัญชนะเอาชื่อมาพูดกัน แล้วก็เลอะเทอะไปอีก 

แต่ถ้าเผื่อว่าปฏิบัติธรรมแล้วจะเข้าใจถึงรูปและนาม ถึงชื่อนาม กับตัวบุคคลผู้นั้นๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องสมมุติ หรือไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ผู้ที่อยู่ในกรอบของสัจธรรม จะมี แต่ทั่วไปก็จะสะเปะสะปะไปตามเรื่อง แต่ผู้ที่เข้ากรอบของสัจธรรมมาแล้วจะมีอย่างนี้ ชื่ออย่างนี้ นามมันจะลงตัว นามจะมีสัจธรรมในเนื้อหาของมัน เราไม่ต้องไปวุ่นมัวเมา ปฏิบัติธรรมจะมีสัจจะที่จะรู้แจ้งไปอีก 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ 

สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ สติ สันโดษอันเป็นอาริยะ

สมณะฟ้าไท… เรามาปฏิบัติธรรม มันจะมีรูปนามสอดคล้องกัน เมื่อสู่โลกุตระ เป็นเรื่องที่พวกเราทำเต็มที่ มันก็เป็นของมันตามนั้น ที่เห็นและเป็นอยู่ เราอยู่กับชาวอโศก อยู่กับพ่อครู เราก็ได้สั่งสมกรรมที่เป็นกุศลทุกวัน พลังงานบุญที่ลดกิเลสเราก็ได้สร้างทุกวัน คนโลกีย์ กว่าจะไปวัดที่ 1 ต้องรอวันเกิดปีหนึ่งที่ 1 รอวันเข้าพรรษาเป็นต้น ของเรามาวัดไม่มีวันหยุด 

พ่อครูว่า… มาวัด มีวันหยุดอะไรเล่า ทั้งนอน ทั้งนั่ง ทั้งกิน ทั้งขี้ทั้งเยี่ยว อยู่ในวัดหมด 

สมณะฟ้าไท… เรียกว่าไม่มีวันหยุด มาฟังธรรมก็ไม่มีวันหยุด ฟังตลอดปีตลอดชาติ ไม่มีวันหยุด จะน้ำท่วม จะเกิดสึนามิ จะไปไหนก็ฟังธรรมหมด เราไปชุมนุม มีระเบิด มีแก๊สน้ำตาก็ได้ฟังธรรม ไปไหนพ่อครูก็เทศน์ 

พ่อครูว่า…  เทศน์กลางสนามรบ ขึ้นรถติดลำโพง เทศน์ท่ามกลางอริราชศัตรูเลย เป็นสัจจะซึ่งยุคนี้มันทันสมัย มันสุดยอดเลยประเทศไทย จะมีไหม สงครามที่เขารบกันระหว่างรัฐบาล ในประเทศก็ตาม รบกันข้างนอกประเทศ แน่นอนเราไม่ได้ไปเทศน์แน่นอน ในประเทศก็มีการเทศน์แบบโลกียะบ้าง เช่นในประเทศมีความขัดแย้งกัน โป๊บท่านก็ทรงไปโปรดสอน ในฐานะที่เป็นคริสต์ด้วยกัน ก็ไปอย่างนี้เป็นต้น  

สมณะฟ้าไท… คิดดูสิ คนทำได้อย่างไร ท่ามกลางแก๊สน้ำตา  ท่ามกลางกระสุนปืน ผู้ที่แสดงธรรมก็แสดงธรรม คนฟังก็นั่งนิ่งฟังธรรมไป ประวัติศาสตร์เหล่านี้มันน่าทึ่ง ปกติคนทำไม่ได้

พ่อครูว่า… ไม่ง่ายหรอก จะไม่มีสติสัมปชัญญะตั้งมั่นพอที่จะแสดงธรรมะที่เป็นโลกุตระธรรม ได้อย่างไรมันไม่ออกหรอก แต่อย่างอาตมาบอกได้ว่าไม่มีความหวั่นไหว ไม่มีความตกอกตกใจ ไม่มีความเกรง ไม่มีความกลัวอะไร มีแต่สัจธรรมสมบูรณ์แบบ ตั้งใจทำไป แสดงธรรมไป แล้วมันก็เป็นอย่างที่เห็น เราผ่านมาได้แล้ว ไม่ได้มีอะไรระคายเคือง กระทบอะไรต่ออะไรเลย อย่างที่เห็นที่เป็นมา พูดไปประเดี๋ยวจะเหมือนไปท้าทาย ไม่ใช่ เป็นผู้แคล้วคลาดแล้ว หลุดพ้นแล้ว มันไม่มีอะไรมาทำได้ พูดไปแล้วฟังแล้วมันดู เกรงใจเขา เหมือนไปหลงตัวเอง ท้าทายไปในตัว แต่มันเป็นสัจธรรม 

อาตมาก็ยังไม่หมดวิบากไปเจอแก๊สน้ำตาได้ นั่นก็เป็นวิบากสุดท้าย ถือว่าหนัก โดนแก๊สน้ำตาถือว่า หนัก มีความเจ็บปวด มันแสบน่าดูเลย อุทานกันแสบน่าดู ซึ่งมันไม่น่าดูเท่าไหร่เลย ก็เป็นเรื่องของสัจธรรมที่จะต้องมีทั้งพฤติกรรม พฤติการณ์ ที่คนต้องเจอ มีทั้งพยัญชนะ ภาษา พูดกำหนดหมายลงไป 

มาเข้าสู่เนื้อหา อาตมาจะขอพูดโดยสังเขป สรุป พูดถึงพระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงพระองค์เอง ว่า มีพุทธคุณ 9 แล้ว แล้วท่านก็บอกว่าผู้ที่ได้ฟังธรรมพระพุทธเจ้าแล้วก็เลื่อม ใส แล้วก็ออกมาปฏิบัติธรรมตาม ออกบวช ทำตาม ปฏิบัติอยู่ใน อาจารโคจร สำรวมสังวรระวังในปาติโมกข์ พร้อมด้วยมารยาทและโคจร มีปกติเห็นโทษภัยอันมีประมาณน้อย เห็นโทษภัยของการเกิดมาเป็นสังขารร่างกาย แล้วก็สมาทานศึกษา เพื่อละเพื่อลดสิ่งเหล่านั้นอยู่ 

ทั้งทำตนให้มี กายกรรม วจีกรรม ที่เป็นกุศล มีอาชีพที่บริสุทธิ์ ถึงพร้อมด้วยศีล แล้วพระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสถึงศีล จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล โดยกำหนดแต่ละข้อๆ ว่า ข้อนี้เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย เดี๋ยวนี้ภิกษุทั้งหลายไม่รู้แล้วว่า จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ก็เป็นศีลของภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่ศีล 227 ข้อ เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธไม่มีศีลแล้ว มีแต่วินัย 227 ยังดีที่มีศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ที่ย่อลงไปให้ปฏิบัติกันอยู่ เป็นจารีตประเพณี 

เพราะฉะนั้น ศีล ของทั้งภิกษุ ทั้งผู้ที่เข้าใจ ฆราวาส ศีล จึงเป็นแค่ สีลัพพตุปาทาน หมายความว่าปฏิบัติศีลตามจารีตประเพณี ไม่ได้ปฏิบัติศีลให้เกิด อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 ฌาน เขาบอกว่าไปวัดเขาให้ถือศีล ฆราวาสถือศีล 8 เณรให้ถือศีล 10 จับพวกลิงมาบวชกันเป็นพัน ถือศีลเป็นร้อยเป็นพันคนมันจะถือศีลได้อย่างไร ศาสนาพุทธก็ชิบหายวายป่วง เพราะเอานั่นแหละไปเดินขบวนบิณฑบาต ถือเครื่องใส่ธนบัตรข้างหน้าไป ดูแล้วมันน่าเศร้าสังเวชใจ เอาคนมาบวชเล่นบวชหัว ไม่ว่าเณรไม่ว่าพระ บวชพระร้อยรูปล้านรูปแสนรูป 

เป็นการทำลายศาสนาอย่างมหาศาล เป็นการทำลายศาสนาอย่างมหาศาล คนที่จะมาบวชนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นเรื่องง่าย เสร็จแล้วเละเทะหมดเลย หยำฉ่า จะมาอดลดละ อดทนอะไรได้ เละเทะอยู่อย่างนั้น 

พูดให้ลึกขึ้นไปอีกหน่อย หนุ่มกลัดมันมาบวช ก็สังฆาทิเสสกัน ปกปิดกันเละเทะอยู่ในนั้นแหละ   สังฆาทิเสสข้อไหนไม่พูดแล้วล่ะ ตั้งแต่ข้อ 1 ถึง ข้อ 3 อย่างนี้เป็นต้น เละเทะอยู่อย่างนั้นแล้วไม่ปลงอาบัติกันหรอก แต่ละเมิดข้อ 1 2 3 อยู่อย่างนั้นแหละ มันเป็นความสะอาดที่ไหนล่ะ มันเป็นสังคมสมณะ สังคมสงฆ์ ที่สะอาดที่ไหนล่ะ อย่าว่าอย่างนั้นเลยที่เถรสมาคม มีพระที่ปาราชิกบนเปกันอยู่เละเทะเลย อย่างเช่น ธัมมชโยก็คลุกคลีเกี่ยวข้อง บูชาเคารพกันอยู่อย่างนั้น โอ้โห! มันหมดจริงๆเลย นี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธทุกวันนี้ 

ขอผ่าน จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล 

ไปเข้าอินทรีย์สังวร สำรวมอินทรีย์ 

อินทรียสังวร

ดูกรอัมพัฏฐะ อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย? ดูกรอัมพัฏฐะภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌา และโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ภิกษุฟังเสียงด้วยโสต … ดมกลิ่นด้วยฆานะ … ลิ้นรสด้วยชิวหา … ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย … รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษามนินทรีย์ชื่อว่าถึงความสำรวมในมนินทรีย์ ภิกษุประกอบด้วยอินทรียสังวรอันเป็นอริยะเช่นนี้ ย่อมได้เสวยสุขอันไม่ระคนด้วยกิเลสในภายใน ดูกรอัมพัฏฐะ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย

พ่อครูว่า… ยิ่งเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วกิเลสสงบ เพราะรู้จักกิเลสแล้วสร้างพลังงานปัญญา พลังงานฌาน เพื่อกำจัดกิเลสราคะ โทสะ โมหะ ให้ลดลงๆ ก็ถือว่า อนุโลมเรียกว่า สุข วูปสโมสุขหรืออุปสโมสุข เป็นความสุขที่มันกิเลสลดลง ไม่ใช่ความสุขที่เป็นโลกียะ ได้สมกิเลส เป็นโลกียะ สมใจในกิเลสมันก็เป็นความสุข แต่อันนี้มันกิเลสลดลงๆๆ ก็ขอยืมคำว่า สุข มาใช้ ว่าเป็นสุข เรียกภาษาบาลีว่า วูปสโมสุข หรืออุปสโมสุข ไม่ใช่สุขแบบสุขลิกะ สุขขี้หลอกเป็นสุขเก๊ แต่นี่สุขที่มันเกิดโดยการปฏิบัติธรรม สุขที่เกิดจากความสงบลดลงจากกิเลส ในการปฏิบัติแล้วจิตมันลดละหน่ายคลาย ความสุขที่เกิดจากกิเลสลด ไม่ใช่ความสุขอย่างเดียรถีย์ ไม่ใช่ลดอย่างสะกดจิตไว้ ที่จิตก็ยิ่งอัดแน่น จิตก็ยังมีอวิชชา ยิ่งไม่มีความรู้ ก็กิเลสอัดแน่น สักวันมันก็จะระเบิดเหมือนกับหลวงปู่แสง ระเบิดออกมา ปะทุออกมา เพราะว่าสะกดจิต สุดท้ายมันไม่ไหวแล้ว เพราะว่าอายุมากแล้ว ยิ่งบอกว่าเป็นอัลไซเมอร์ กิเลสมันยิ่งทำงานเต็มรูปเลย ออกมาทะลุมาได้หมดเลย มันก็ยิ่งแสดงตัวอย่างทะลุ ออกมาตามความจริงที่ตัวเองมี  

ต่อให้สะกดจิตให้ตายก็ไม่ได้อะไร ต่อให้อายุ 105 ก็ไม่บรรลุ ยิ่งกว่านั้นก็ตามก็ไม่บรรลุ นี่พูดสัจจะธรรม อยากจะให้ฟังและให้พิจารณาให้ดี ลอง ลด ละดูสักปีสองปีก็ได้ มาฟังอาตมาอธิบายแล้วปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 เลิกไปนั่งสะกดจิตหลับตา ทำได้จริงๆจะเห็นผลจริง ขอเวลา 1 ปีมาปฏิบัติทางนี้ดูบ้าง ขอเวลาสักปีได้ไหม  วางตรงโน้นมาศึกษาทางนี้จริงๆ ตั้งใจจริงๆ เปิดจิต ถ้าไม่เปิดจิต ก็ไม่ได้เรื่องเหมือนกัน เปิดจิตมา ถ้าจะมาอาบน้ำทางนี้ก็อย่ากลัวเปียก หากอาบน้ำกลัวเปียกแล้วเมื่อไหร่มันจะได้อาบน้ำ 

 ดูกรอัมพัฏฐะ อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ? ดูกรอัมพัฏฐะภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียวในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยวการลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับการตื่น การพูด การนิ่ง ดูกรอัมพัฏฐะ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ.

พ่อครูว่า… เขาไปปฏิบัติธรรมพาซื่อ เอาแต่มีสติในการทำกิริยาอาการต่างๆนี้ ก้าว ถอย มอง เหลียว คู้ เหยียด การฉัน การดื่ม เคี้ยว ฯลฯ ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในความรู้สึกเหล่านั้น มีสติ รู้กรรมกิริยาอาการ ที่สัมผัส ต้องรู้ตัวทั่วพร้อม สัมผัสทั้งภายนอกภายใน ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาเหลือแต่ลมหายใจสั้นหายใจยาวหายใจเข้าหายใจออก นอกนั้นไม่รู้เรื่องเลย มันตัดลัดธรรมะพระพุทธเจ้าทิ้งหมดเลย สั้นจุ๊ดจู๋กุดอยู่แค่นั้น 

ดูกรอัมพัฏฐะ อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ? ดูกรอัมพัฏฐะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง เธอจะไปทางทิศาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เอง ดูกรอัมพัฏฐะ นกมีปีกจะบินไปทางทิศาภาคใดๆ ก็มีแต่ปีกของตัวเป็นภาระบินไป ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง เธอจะไปทางทิศาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เอง ดูกรอัมพัฏฐะด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ.

พ่อครูว่า… เครื่องอุปโภคคือบริหารกาย เครื่องบริโภคบริหารท้อง หมายความว่าชีวิตนี้มีแค่บาตรกับเครื่องนุ่งห่ม มีแค่นั้นแหละชีวิต นอกนั้นมีบริขาร 8 ก็ว่าไป ไปไหนก็เบา ไม่มีอะไรหอบหามเลย ลอยตัว ไม่ใช่ไปแล้วก็เต็มไปด้วยข้าวของ ดีไม่ดีมีเงินทอง มีธนบัตร มีเพชรนิลจินดาอะไรอยู่อีกตั้งเยอะ ดีไม่ดีมีพระเครื่องราคาแพงๆ มีพระบูชาราคาแพง องค์ละเป็นล้าน 2 ล้าน 5 ล้านอยู่อีก ไปไหนก็ไปไม่ออก ไปไหนก็ไปไม่ได้ บินไม่ขึ้น หนักด้วยสัมภาระที่ไปยึดถือว่าเป็นเรา เป็นของเรา ถ้าไปยึดถือเป็นเรา เป็นของเรามันก็หนัก ต้องปลดปล่อยไม่เป็นเราเป็นของเรา คุณก็ไปได้มีบาตรบริหารท้อง มีจีวรบริหารกาย จะบินไปไหนๆก็ได้ทั่วทุกสารทิศ 

สันโดษเป็นอย่างนี้ มีความเบา มีความน้อย ไม่มียึดติดอะไร เป็นคนลอยตัว เบา ไม่มีอะไรเกี่ยวเกาะ สันโดษ ไม่ใช่เป็นผู้อยู่โดดเดี่ยวอยู่แต่ผู้เดียว ไปอยู่ป่าห่างจากอะไรต่างๆนานา ไม่ใช่ สันโดษเป็นผู้ใจพอ มีน้อยๆก็พอ สิ่งที่เราจะต้องอาศัยอุปโภคบริโภค แค่น้อยๆก็พอ 

ภิกษุนั้นประกอบด้วยศีลขันธ์ อินทรียสังวร สติสัมปชัญญะและสันโดษ อันเป็นอริยะ

พ่อครูว่า… ศีลที่ไม่เป็นอาริยะคือ สีลัพพตปรามาส กับ สีลัพพตุปาทาน 

ศีลที่เป็น สีลัพพตุปาทาน ต่างกับ สีลัพพตปรามาส คือ สีลัพพตุปาทาน ก็ถือศีลอย่างอุปาทานยึดถือว่าถือศีล ดีไม่ดีหลงว่ามีศีลด้วย แต่แท้จริงไม่มี ถือก็แบกเทิ่งๆไว้ แบกไว้เฉยๆ ศีล ไม่ได้มี อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่ได้เอาศีล ข้อ 1 2 3 4 ก็ตาม เอาไปปฏิบัติ 

สำรวมศีล ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ ข้อที่ 2 เกี่ยวกับของเกี่ยวกับพืช อย่าให้มีอกุศล อย่าให้มีทุจริตทั้งคู่ 

ข้อที่ 3 รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็อย่าให้เกิดอกุศลจิต คือราคะ โทสะ โมหะ แล้วเขาได้ปฏิบัติกันอย่างนี้ที่ไหน เพราะฉะนั้นจะถือว่าคนนี้มีศีลไม่ได้ ก็ได้แต่ถือศีลตามจารีตประเพณีที่เขาพาทำกันไป ถือได้กำหนดไว้ว่าถือศีล ได้แต่พยัญชนะได้แต่ตรรกะ ไม่ได้เข้าไปถึงจิตไม่ได้แยกแยะถึงราคะ โทสะ โมหะ ไม่ได้เป็นว่าเรารู้ราคะ โทสะ โมหะ สัมผัสกับสัตว์ สัมผัสกับพืชก็เกิดกิเลส เราก็รู้ทันกิเลสแล้วทำให้กิเลสลดลงไปได้ ถือศีลมี อปัณณกปฏิปทา 3 แล้วเกิดสัทธรรม 7 (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สมณะฟ้าไท… พวกเราไม่ได้ถือศีล สีลัพพตุปาทาน หรือ สีลัพพตปรามาส เพราะว่าถือศีลแล้วได้ลดละกิเลส พวกเราไปไหนมาไหนก็ง่ายมากเพราะว่าไม่ได้มีข้าวของมากไม่ได้ยึดติดอะไรมาก จะไปชุมนุมก็ง่ายมาก 

พ่อครูว่า… เราไปชุมนุม เราเป็นผู้ที่ปฏิบัติ ได้ปฏิบัติให้เกิดศีล เกิดสำรวมอินทรีย์ เกิดสติสัมปชัญญะ ไปสัมผัสกับอะไร จิตของเราก็เป็นสันโดษ ใจเราแข็งแรง ใจมันพอ มันมีอะไรมามันก็ไม่ได้ไปยินดียินร้ายกับมัน ไม่ได้อยากได้นั่นอยากได้นี่ใจมันพอมัน 0 ถึงแม้พวกเรายังไม่สูญทุกคน แต่ก็ลดละมาได้มีอริยธรรมมีโลกุตรธรรมแล้ว ได้มากได้น้อย จึงไปสำรวมอินทรีย์สงบระงับ สงบ จนกระทั่งเสียงปืนเสียงระเบิด คนมันถือปืนถือระเบิดก็เฉย พวกนี้มันกินอะไรมานะ กินยาอะไรมาหรือเปล่า นั่นคือความสำเร็จ การมีสังวรศีลสำรวมอินทรีย์ สังวรสำเร็จ มีสติสัมปชัญญะ มีสันโดษสำเร็จ อยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้แต่มีจิตที่แข็งแรง มีจิตใจที่ไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งที่กระทบสัมผัส ต่อสิ่งที่คนอื่นกลัว แต่ของเราเฉยๆไม่กลัว เราก็ระมัดระวังในสิ่งที่จะทำให้คนเขาเกิดอกุศล มีปัญญากำกับ อย่างเป็นผู้เจริญจริงๆไม่เป็นผู้ที่ทำสิ่งรุนแรง ที่เป็นอกุศลที่ไม่ดีก็ไม่ทำ เราทำแต่สิ่งที่ดีแม้เขาจะร้ายกับเรา เราก็ไม่มีอะไรที่เป็นอกุศลต่อไปเลย มีแต่เขาาร้ายมาเราดีตอบ เรามีแต่ให้ เราปรารถนาให้เขาดีตามที่เราเห็น แต่เขาไม่เอาอย่างไม่เอาตาม ให้เขารู้ตัวด้วยว่า อย่างนั้นมันไม่ดี เลิกเถอะมาทำสิ่งที่ดีอย่างนี้ 

ถึงอย่างนั้นเราไปแสดงตัวในสนามรบ สนามรบจริงๆกระทบสัมผัสรุนแรง ฆ่าแกงกัน เอากันถึงตายจริงๆ แล้วมีคนตายกันจริงๆ เพราะคนเราอยู่ในชาติเดียวกัน ยิ่งอย่างยูเครนไม่ต้องพูดถึง ส่งไปฆ่ากัน เพราะฉะนั้นแม้แต่ในของประเทศไทยเมืองพุทธ แล้วก็มีสงครามในประเทศ เราก็เอาความสงบ สยบความรุนแรงจนชนะ 

อาตมายืนยันอันนี้ คนก็นึกไม่ออก เราเอาความสงบ ปฏิวัติชนะความรุนแรง แล้วประชาชนนี่แหละเป็นผู้ที่ปฏิวัติ รัฐประหาร รัฐบาลทักษิณ สมัคร สมชาย ยิ่งลักษณ์ จนสำเร็จ แล้วเขาไปบอกว่าพลเอกประยุทธ์มาปฏิวัติ มายึดอำนาจ เอาอำนาจทหารมายึด ขี้หมาสิ ประชาชนเขายึดสำเร็จแล้ว พลเอกประยุทธ์เข้ามารับไม้ต่อ พูดย้ำซ้ำภาษาอยู่อย่างนี้ ทำไมฟังไม่ขึ้นไม่เข้าใจซักที นี่แหละคือประชาธิปไตยที่สูงสุดว่าประชาชนเป็นใหญ่ ประชาชนปฏิวัติแล้วปฏิวัติอย่างถูกกฎหมายโลกด้วย ปฏิวัติด้วยความสงบ เอาความจริงเข้าว่า พวกนั้นที่ต้องออกไปต้องพ่ายแพ้ เพราะเขาไม่ดีไม่ถูก ซึ่งเป็นความจริง เขาเป็นความเลวทรามต่ำช้า มันพ่ายแพ้ความดีงาม ความถูกต้อง มันถูกสัจจะหมดเลย แต่คนยังไม่รู้โลกุตระ เข้าใจยังไม่ได้ 

แม้แต่นักรัฐศาสตร์ที่จบ ดร.ทางเทวนิยมทั้งหลายยังไม่เข้าใจโลกุตระ ทางตะวันตกเขาไม่มีโลกุตระ เขาไม่รู้เรื่องหรอก ต่อให้สถาบันที่ใหญ่ขนาดไหน สหประชาชาติก็ตาม กรรมการ Nobel prize ก็ตาม เขาไม่รู้จักโลกุตระ เขาจะมายกย่องเชิดชูไม่ได้หรอก ก็เขาไม่รู้ว่าสิ่งนี้ดีสิ่งนี้ถูกต้องกว่า เขาก็มีกรอบความรู้บริบทที่เขาเข้าใจความดีความถูกต้องตามแบบเขา เขาไม่ได้เข้าใจมากกว่านั้นหรอก อยู่ในวงกะลาครอบของเขาเท่านั้น 

อันนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันไปอีกนาน กว่าจะพอมีคนรู้และเป็นผู้รู้ที่มีอิทธิพล ที่เป็นเทวนิยม ที่พอรู้ได้ว่าอันนี้มันเลิศเลอกว่า ที่เขาว่าเขายิ่งใหญ่ เขาก็ยอมว่าโลกุตระนั้นสูงกว่าโลกียะ มันหมดตัวตนไม่เห็นแก่ตัว เห็นแก่หมู่ ซึ่งเขาก็พอจะรู้บัญญัติ รู้ว่าความไม่เห็นแก่ตัวมันดี เห็นแก่คนอื่นดี ประชาธิปไตยคือเห็นแก่คนอื่นทั้งหมด ตัวเราไม่มี เขาพอเข้าใจ แต่ยังไม่ถึงขั้นกับจิตมันเป็น จิตมันยังไม่เข้าถึง 

แม้แต่ในคนไทยนี้เข้าถึงกันบ้างแล้ว ยังมีรูปธรรมที่ยังไม่ชัดเท่าไหร่ คนอื่นเขายังดูไม่เห็นได้ เพราะมวลน้อย และแม้แต่ความหมายก็ยังไม่เข้าใจว่า อย่างนี้เหรอเหนือกว่า ไม่มีตัวตนนี้เหนือกว่า ความสงบมีฤทธิ์อย่างนี้หรือ ชนะความรุนแรง ทั้งๆที่เราแสดงออกไปตั้ง 4-5 รัฐบาล เขาก็ดูไม่ออก แม้แต่คนไทยเองก็ไม่มีใครเข้าใจว่า ประชาชนปฏิวัติไม่ใช่พลเอกประยุทธ์ปฏิวัติ 

พลเอกประยุทธ์ไม่ใช่เป็นผู้ที่ไปยึดอำนาจเป็นผู้เผด็จการ ไม่ใช่ ประชาชนยึดแล้ว พลเอกประยุทธ์ไปรับไม้ต่อจากประชาชนไปทำงาน แล้วก็ทำงานได้ดี ประชาชนที่เคยประท้วงมาตั้ง 4-5 รัฐบาล ทำไมไม่ประท้วงล่ะ ก็มีแต่พวกหมาเห่าใบตองแห้ง บ๊องๆๆ หมาเห่าเครื่องบิน อยู่เท่านั้น ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไทย เขาไม่ได้เห่าเหมือนหมาเห่าใบตองแห้งกลุ่มน้อยๆอย่างนั้น มันก็เป็นธรรมชาติธรรมดาที่คนเรายังโง่อยู่ ก็ต้องไปทำอย่างหมาเห่าใบตองแห้ง 

แต่คนไทยมีปัญญาแล้ว รู้แล้ว บอกว่าพลเอกประยุทธ์จะอยู่ครบ 8 ปีไหม โธ่เอ๋ย.. ให้อยู่ไปเป็น 12 ปี 15 ปี 18 ปีเลย ยังไม่แก่นะ 70 กว่าไป ขนาด Joe Biden ยัง 80 กว่า มหาเธร์ยัง 90 แล้ว เขาก็เป็นนายก อายุตั้ง 80 90 ยังไม่เห็นเป็นไร ถ้าหากสังขารร่างกายเรายังดียังทำได้ ไม่ใช่อัลไซเมอร์เหมือนหลวงปู่แสง แล้วจะมาทำ ถ้าหากร่างกายยังดีอยู่ก็ทำ พอไปได้ ไม่เป็นไร 

เพราะฉะนั้นในธรรมะของพระพุทธเจ้า อาตมาพูดแล้วคนเขาจะหมั่นไส้ ว่ามันหลงตัวหลงตน ยกตัวเองยิ่งใหญ่เหลือเกิน โธ่! พระพุทธเจ้าท่านยกตัวเอง แล้วพวกเราเป็นชาวพุทธก็เลยไม่ได้หมั่นไส้พระพุทธเจ้า โพธิรักษ์เอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาพูด นัยยะเดียวกันแล้วไม่ได้ยกตัวเองใหญ่เหมือนพระพุทธเจ้านะ บอกว่าตนเองเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ยังไม่ถึงพระพุทธเจ้าหรอก แต่ยังมีนัยยะอาริยธรรมของพุทธเจ้ามา นี่แหละ เอามาแสดง เขาก็ไม่เชื่อว่าจริง ไม่เชื่อว่านี่คือธรรมะพระพุทธเจ้า ธรรมะพระพุทธเจ้าต้องเป็นอย่างเขาสิ แบบกิ่งไม้ใบไม้ มีผล มีดอกไม้ด้วย สะเก็ดยังไม่ได้ ศีลยังไม่เอากันเลย เปลือกกับกระพี้ ยังไม่มีเลย ไม่ต้องพูดถึงแก่น
เอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามายืนยันอ้างอิงอย่างนี้เขาถึงพูดไม่ออก เขาพูดไม่ออกจะว่าไม่จริงมันก็จริงอยู่ เพราะเขาเองยังแบกในลาภยศสรรเสริญสักการะ ยังทำอะไรต่ออะไรอยู่เสพสุขอยู่กับกิ่งใบดอก จะได้สะเก็ดศีล ที่เป็นความสุขสงบ แค่ศีลที่เป็นสะเก็ด ทำให้เกิดสุขสงบ แบบวูปสโมสุข ที่จริงความสุขมันไม่มีหรอก แต่มันมีขั้นตอน เป็นระดับๆ เขาก็มีความสงบเพราะศีล ก็ไม่ ดีไม่ดี ก็เดือดร้อนในวินัยด้วย ดีไม่ดีอาบัติ สังฆาทิเสสเขาก็ไม่ปลง หมกหมักหมมเน่าในไป แม้แต่ปาราชิกก็ยังปิดหมักหมมเน่าในกันไป แล้วจะให้อาตมาอยู่ด้วยกับคณะนั้น อาตมาก็อยู่ไม่ได้ต้องประกาศขอทำสังฆกรรมคนละพวกละกัน นานาสังวาส ท่านก็ทำของท่านไป อาตมาไม่ร่วมสังฆกรรมด้วยเพราะว่ามันเน่าใน ตามที่เป็นมาอาตมาประกาศนานาสังวาส 

พวกนั้นก็เอาใหญ่นึกว่าตัวเองเป็นคณะใหญ่เล่นอาตมาใหญ่เลย นี่คือสัจธรรมที่มันเป็นจริง มันเป็นเช่นนั้น มันต้องเป็นเช่นนั้น อาตมาไม่ได้ประหลาดใจ ก็ยิ้มสู้มา ไม่ได้เคยท้อถอยตกใจไม่ได้เคยหวั่นไหวอะไร ทำมา อยากจะพิสูจน์จนถึง 100 ปี ถ้าไปอีก 48 ปีถึง 100 ปีแน่ 

สู่แดนธรรม… มีผู้สังเกตว่าพ่อท่านได้โอกาส พิสูจน์สัจธรรมไป เขามองว่า หากว่าโลกุตระของพ่อท่านถูกต้องดีจริง ทำไมได้มวลน้อย 

พ่อครูว่า… สัจจะธรรมโลกุตระก็มีหมู่น้อยสิ เป็นยอดพีระมิดไม่ใช่ฐานพีระมิด เพื่อถูกต้องตามสัจจะ เอาปริมาณมาวัดไม่ได้ ซึ่งคุณยังไม่ฉลาดพอ อาตมาไม่ว่าคุณโง่ แต่คุณยังไม่ฉลาดพอที่จะรู้ ก็จริงยอดพีระมิดก็ต้องมีน้อย ฐานพีระมิดก็ต้องใหญ่ คนไม่รู้ก็ต้องมากกว่าคนที่รู้ โลกุตระ มันก็เป็นธรรมชาติ สิ่งที่สูงสิ่งที่ยอดก็ต้องมีน้อย สิ่งที่เป็นฐานก็ต้องมีใหญ่มีเยอะ 

สู่แดนธรรม… น้อยแต่เนื้อแน่น

พ่อครูว่า… เป็นเอกีภาวะแน่นใน พวกเราแน่น ไม่ได้บังคับให้แน่นแต่รวมกันเป็นปึกแผ่น เป็นเอกีภาวะ

สู่แดนธรรม… มวล พวกเราควรจะมากด้วยเนื้อแน่นจริงๆใช่ไหมครับ ไม่ใช่มากเพราะเปลือก 

พ่อครูว่า… ไม่ใช่เอาขยะมากลบใส่ ไม่ใช่ เราถึงมีการคัดเลือก ที่อาตมาทำเป็นการคัดเลือกในตัว เป็นกลวิธีของจอมยุทธ์ อาตมามีวรยุทธทำให้เป็นอย่างนี้ได้ ใช้ภาษากำลังภายในอธิบายเป็นประกอบ เคล็ดวิชาของอาตมา คนที่ยังไม่ควรเข้ามาจะเข้ามาไม่ได้ คนที่เข้ามาต้องมีภูมิพอและสมัครใจเข้ามา แล้วก็จะต้องรู้ว่าอย่างนี้นะ เขายิ่งไม่ว่าเรา เรายิ่งควรจะหน้าบาง ถ้าขืนเราหน้าหนามันหน้าด้าน เขายิ่งไม่ว่าเรา เรายิ่งควรหน้าบาง มันจะซ้อนอย่างนี้ชัดเจนๆดี มันจะสำนึกสำเหนียกจริงๆ มันเป็นสัจจะของตัวธรรมะ 

เพราะฉะนั้นจะเกิดความละอาย จะเกิดศรัทธา เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความเห็น ความเชื่อ มันเกิดความละอาย อาการ หิริ ในสัทธรรม 7 จึงยิ่งใหญ่ คนที่ไม่มีความสำเนียก ความสำนึกว่า ตัวเองหน้าด้าน ขายขี้เท่อ หน้าด้านมาตั้งนาน หน้าด้านที่เราไปหลงผิด ที่ไปละลาบละล้วงผู้ที่ท่านเป็นสัตบุรุษ ผู้ที่ท่านรู้จริงถูกต้อง เรานี่ต่างหากที่ไม่ถูกต้อง มันรู้ชัดมันยอม รู้ตัวว่าเราผิด เราไม่ถูกต้อง เพราะเราไปว่าผู้ที่ถูกต้องไปละลาบละล้วง มันจะเกิดหิริโดยสัจธรรม หิริโอตตัปปะ 

สัทธรรม 7 จึงยิ่งใหญ่ มีศรัทธา พอรู้ตัวว่าเราไม่น่าไปขายขี้เท่อ นึกว่าตัวเองเป็นผู้รู้เป็นผู้ที่ถูกต้อง เป็นผู้ที่เป็นปราชญ์ทางศาสนา เป็นผู้นำพาความยิ่งใหญ่ของศาสนา เป็นผู้ที่เป็นโลกุตระเป็นเนื้อแท้ เป็นปรมัตถธรรมที่ยิ่งใหญ่ ที่แท้เป็นของเก๊ เป็นของเลอะเทอะ แล้วจะไปยึดมั่นถือมั่น แล้วยังไปตู่ท้วงผู้ที่ท่านถูกต้อง ดีไม่ดีโผล่ขึ้นมาอย่างอาตมาปางนี้ 2,500 กว่าปีโผล่มาแสดงตัวในยุคนี้ เขาก็จะบอกว่ามาจากไหนไม่เคยได้ยิน เอาอะไรมาพูด 

อาตมาว่าอาตมามีมาเอง เป็น สยังอภิญญา แล้ว สยังอภิญญา ไม่ได้พูดเอาเองแต่อยู่ในสัมมาทิฎฐิข้อที่ 10 นะ อย่างเช่นอธิบายให้รู้โลกนี้โลกหน้าได้ดี คุณเข้าใจไหมที่อาตมาแยกแยะโลกนี้โลกหน้ามาตั้งเท่าไหร่ โลกนี้โลกหน้าก็คือโลกโลกียะกับโลกโลกุตระ คุณชัดเจนขึ้นไหม ถ้าคุณได้รู้โลกุตระคุณก็จะมา คนที่แม้แต่แค่รู้ก็ยังไม่รู้ หรือเข้าใจบ้างหรือยัง หรือพอเข้าใจแล้วบ้าง ปฏิบัติอยู่บ้างแต่ไม่ได้มา ก็เป็นมิตรสหายดี อยู่ทางโน้นก็ไม่เป็นไร ปฏิบัติตั้งใจศึกษาพากเพียรไป ถ้าเห็นดีเห็นงามแล้วมีจุดเริ่มต้น จุดแรกเริ่มต้นจุดแรกที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ  จุดที่ 2 3 4 5 6 7 จะตามมา แต่ถ้าจุดแรกที่สัมมาทิฏฐิยังไม่เกิด พระพุทธเจ้าท่านให้เรียนรู้คำว่า กาย หาก กาย ยังไม่สัมมาทิฏฐิ 

กาย ต้องรู้ตัวเอง สักกะ คำว่ากาย ถึงไม่ใช่ของตื้น ไม่ใช่ของง่าย ไม่ใช่ของผิวเผิน เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ คำว่า กาย

สมณะฟ้าไท… สรุปจบ