651205 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 5 พ่อครูพบ อ.ยักษ์​ วิวัฒน์ ศัลยกำธร

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                          

https://docs.google.com/document/d/1O0gPp-Csc2DoLfEFxoBjnpeP01Zm9ATh7JdFZV8WQdE/edit?usp=sharing                               

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1Y81iK1FWHuL6gXEiVJ9cpQ7RYK8d7-eB/view?usp=share_link 

ดูวิดีโอได้ที่ 

และ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/579521997268996 

รูปและนาม ทศพิธราชธรรมของในหลวงร.9

พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 12 ค่ำ เดือนอ้าย ปีขาล 

ปรับทุกข์ ปลุกธรรม วันจันทร์ วันนี้มีแขกพิเศษมาพบกับเราก็คือ อาจารย์ยักษ์ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร จะมีอะไรเดี๋ยวก็คงจะได้สาธยายกัน 

อาตมาทำงานศาสนา ก็คือทำงานการเมืองของประชาชน ฟังให้ดีนะอาตมาพูดถูกไม่ได้พูดผิด การทำงานศาสนาก็คือการทำงานการเมืองให้แก่ประชาชน ในระบบของพระพุทธเจ้า การเมืองในระบบของพระพุทธเจ้า ซึ่งคนไม่เข้าใจหรอก ก็นึกว่า ธรรมะ อ้าว ก็ธรรมะนั่นแหละ คนก็ต้องมีธรรมะ คนไม่มีธรรมะได้อย่างไร 

การเมืองที่สูงสุด การเมืองที่เยี่ยมยอดที่สุด ผู้บริหารการเมืองได้ดีที่สุดและต้องเป็นหน้าที่ของท่านผู้นี้ด้วย ก็คือ พระเจ้าแผ่นดิน และพระเจ้าแผ่นดินนี่แหละ จะบริหารการเมือง 

พระพุทธเจ้าก็บอกไว้ว่า พระเจ้าแผ่นดินต้องมีธรรม มีธรรมะ 10 ประการเรียกว่า ทศพิธราชธรรม 

พระเจ้าแผ่นดินที่มีทศพิธราชธรรม เป็นผู้ที่มีธรรมะพระพุทธเจ้าตรัสไว้ 10 อย่างประมาณนั้น มี 10 อย่างนี้ก็เป็นพระเจ้าแผ่นดินเต็มสภาพ สมบูรณ์แบบแล้ว 

คือมีพระทัย มีจิตใจที่สุดก็คือไม่สะสม สละออกเต็มที่ เป็นผู้ซื่อตรง เป็นผู้สุภาพอ่อนโยน แม้ท่านจะเหลือกิเลสบ้าง ก็เป็นผู้พากเพียรเผากิเลส เป็นผู้ไม่โกรธ ไม่มีการเบียดเบียน อดทน ไม่ประพฤติผิดธรรม สุดท้าย อวิโรธนะ เป็นผู้ไม่ประพฤติผิดธรรม ซึ่งท่านก็ถ่อมตนนะ บอกว่า The King can do No Wrong ถ่อมพระองค์ บอกว่า ไม่ใช่หรอก พระเจ้าแผ่นดินก็ผิดได้ท่านว่าอย่างนั้น บอกว่า The King can do No Wrong นั้นมันไม่ใช่ 

เมืองไทยเรา มีพระเจ้าแผ่นดิน มีทศพิธราชธรรมที่แท้จริง 70 พรรษาก็ได้แสดงออกเต็มที่ อาตมามีข้อมูลน้อยๆข้อมูลหนึ่งว่า ตอนที่ต้องไปพำนักที่ศิริราช ทอดพระเนตรมาทางพระแกลที่โรงพยาบาลศิริราช ท่านก็รำพึง ว่า เราไปทำอะไรให้เขาหนอ เขาถึงมาทำอะไรกับเราถึงขนาดนี้เพียงนี้ เราไปทำอะไรให้เขา ให้เขาลำบากให้เขาโกรธ แต่ท่านไม่ได้ว่ายาวอย่างนี้หรอก มีคนว่าอย่างนี้ ไปได้ฟังท่านรำพึง มาอย่างไรก็ไม่รู้ 

ท่านก็คงจะทรงไปเปรยกับใคร ก็เลยมีเล็ดลอดออกมา อาตมาก็ไม่ได้เพ้อไป ไม่ได้ปั้นเรื่องสร้างเรื่องขึ้นมาว่าได้ยินอย่างนั้นจริงๆ 

แต่ถึงอย่างไรก็ผ่านพ้นไปแล้ว 70 ปี ที่เห็นพระจริยวัตรของท่าน คนทั้งโลกได้เห็นได้รู้ วันนี้ก็ลองมาคุยกันดู อาจารย์ยักษ์นี้ได้อยู่ใกล้ชิด พระองค์มาไม่ใช่น้อย ก็จะได้รู้พระจริยวัตรต่างๆมาเล่าสู่กันฟัง ยืนยันสู่กันฟัง ว่ามีอะไรที่น่าจะได้มาเปิดเผยอธิบายในนัยยะละเอียด เท่าที่ท่านจะมีพระกิริยาจริงๆ ที่อาจารย์ยักษ์ก็คงจะได้รู้จริงๆ ส่วนอาตมาก็จะได้ขยายความพระกิริยานั้นๆว่า นี่มันหมายถึงธรรมะอะไร โดยเฉพาะธรรมะที่ท่านมี ธรรมะที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ท่านมีแล้วท่านแสดงออก มันเป็นโลกุตรธรรม คนไม่ค่อยรู้ คนไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็รู้โดยปฏิภาณ สามัญสำนึก ว่า มันของดีทั้งนั้น ของเจริญทั้งนั้น เป็นโลกุตระนะ 

แม้แต่เทวนิยม องค์กรต่างชาติ สหประชาชาติ UNESCO อะไรก็แล้วแต่ ที่ให้ถวายรางวัลท่าน เขาเป็นชาวเทวนิยมนะ ศาสนาหรือว่าความรู้ทางธรรมะแบบโลกียะ แบบที่เขาไม่รู้ โลกียะต่างกับโลกุตระอย่างไร ประเด็นสำคัญ โลกียะไม่รู้จักสุขทุกข์ โลกียะไม่ประสีประสากับสุขกับทุกข์ ไม่ได้เรียนรู้เรื่องสุขทุกข์ ไม่ได้จัดการให้พ้นทุกข์พ้นสุขจนกระทั่งเป็นนิพพาน อธิบายอย่างเดียวนี้ครบโลกุตระแล้ว 

เพราะฉะนั้นจึงไม่มีลัทธิเทวนิยม ลัทธิของศาสนาพระเจ้าทั้งหลายทั้งหมด จึงไม่มีการบำบัดทุกข์และก็บำบัดสุข ไม่ใช่บำบัดทุกข์บำรุงสุข 

การบำบัดทุกข์บำรุงสุขเป็นภาษาของโลกีย์ ทั้งโลกเขาจะต้องบำบัดทุกข์บำรุงสุขแล้วก็ไปหลงสุขหลงสวรรค์จนกลายเป็นครุฑ กลายเป็นพญาครุฑ เป็นเจ้าโลก แต่มีเล็นมีหมัด แอบเสพกามอยู่ในกากีของพระเจ้าพรหมทัต พระเจ้าพรหมทัตก็คือเจ้าโลก อย่างนี้เป็นต้น อาตมายังไม่ขยายความอันนี้ ขยายความได้แต่มันลึกซึ้งละเอียดถึงปรมัตถ์ ก็ผ่านไปก่อน 

มีประเด็นอะไรบ้าง ที่อาจารย์ยักษ์อยากจะยกตัวอย่างให้ทันสมัย เหมาะสมกับยุคนี้ จนกระทั่งเพราะท่านได้ทรงพระจริยวัตรนั้นมา พระกิริยานั้นมา จึงตกทอดอิทธิพลมาถึง คนยุคนี้ จนกระทั่งถึงนายกประยุทธ์ อย่างนี้เป็นต้น 

อ.ยักษ์ ว่า… ฟังพ่อครูแล้วก็ตอบยากมาก ออกข้อสอบยาก แล้วก็ให้เวลาน้อย แต่ว่าจะขออนุญาตจำแนก เป็นสัก 3 เรื่องภายในเวลาอันจำกัด สักระยะสั้นๆก่อน แล้วค่อยได้ฟังพ่อครูอธิบาย ถึงในทางจิตวิญญาณ 

เรื่องที่ 1 คิดว่าพระมหากษัตริย์พระองค์นี้หรือพระประมุขของประเทศพระองค์นี้ ซึ่งในโลกเหลือประมุขที่เราเรียกว่ากษัตริย์อยู่ 28 ประเทศเท่านั้นเอง นอกนั้นเป็นรูปแบบรุ่นอื่นเป็นประธานาธิบดี ประมุขพระองค์นี้ มีความไม่ปกติ ไม่เหมือนคนปกติ 

พ่อครูว่า… พูดอย่างนี้ฟังทะแม่งๆนะ Supranormal ไม่ใช่ Abnormal 

อ.ยักษ์ ว่า… เป็นสิ่งที่เหนือธรรมชาติ คือมีศีลถึง 10 ข้อไม่ใช่เรื่องธรรมดา อันนี้ถือว่าไม่ปกติ เพราะว่าคนทั่วไป ยิ่งประมุขหรือผู้นำประเทศ จะมีศีลถึง 10 ข้อ ตอนผมเป็นเด็กวัดยังจำได้ 

ทาน ศีล ปริจาค อาชวะ มัธว ตบะ อโกรธ อวิหิงสา ขันติ อวิโรธนะ ผมเห็นทุกอิริยาบถครบทั้ง 10 ข้อ 

พ่อครูว่า… อาตมาก็ว่าอย่างนั้น ทางนามธรรม อาตมามองเห็น 

อ.ยักษ์ ว่า… อยากจะจำแนกเป็น 3 ส่วน 

ส่วนที่ 1 ผมคิดว่า พระองค์ท่านคิดไม่เหมือนคนธรรมดา เพราะฉะนั้นความคิดหรือที่เรียกว่า พระราชาดำริหรือพระราชดำริ จะยกตัวอย่างในเรื่องที่ 1 

พระราชดำริ คือ ท่านคิดไม่เหมือนบุคคลทั่วไป ผิดเหนือไปจากบุคคลทั่วไป 

เรื่องที่ 2 คือการดำเนินชีวิตของพระองค์ท่าน ท่านก็ดำเนินชีวิตไม่เหมือนประมุข ทั่วๆไปในโลก เห็นชัดเจน แม้ว่าผมไม่ได้รู้จักท่านมาตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ จริงๆการครองราชย์ก็พร้อมๆกับการตั้ง UN ของโลก เพราะว่าท่านครองราชย์ยาวนาน ที่สุดในโลก จนหลังจากสวรรคตแล้วก็มีประเทศอังกฤษที่มีพระราชินีที่ครองราชย์ ยาวนานกว่าท่านนิดหน่อย นอกนั้นท่านก็อันดับหนึ่งครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกอยู่แล้ว เรื่องที่ 2 เป็นเรื่องชีวิตของท่าน อาจจะมีบางมุมที่คงจะเล่าไม่ครบในวันนี้ 

เรื่องที่ 3 ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก คือเป็นเรื่องงาน หลายคนมาบอกว่า ท่านคิดได้อย่างไร ท่านพระราชทานพระราชดำริอะไรมากมายขนาดนั้น 

พ่อครูว่า… อย่างทำฝนตกมาให้คน คิดได้อย่างไร ไปบังคับฝนมาให้ ยิ่งกว่าพระเจ้า 

อ.ยักษ์ ว่า… และไม่ใช่คิดเฉยๆ ไม่ใช่ทุ่มเทวิจัยดำเนินชีวิตเฉยๆแต่ทำผลงานออกมา  จนทำให้ฝนตกได้ คือ ทฤษฎีการดัดแปลงสภาพอากาศ เป็นภาษาวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็มี 3 ทฤษฎีใหม่ 

พูดถึงทฤษฎีใหม่ในโลก คนมักจะคิดถึงเกษตรกรรม มีที่ดิน 15 ไร่แบ่งเป็น 30 30 30 10 ที่จริงอันนั้นเป็นทฤษฎีที่ 20 กว่า ทฤษฎีใหม่ๆที่สร้างขึ้นไว้ มีตั้ง 40 กว่าเรื่อง 3 เรื่องแรกเป็นทฤษฎีที่สร้างเมฆขึ้น พื้นที่ใดที่มีความชื้นสัมพัทธ์อยู่ที่ 60 %ขึ้นไป หมายความว่าบ้านใดที่มีต้นไม้แล้วก็มีหนองน้ำธรรมชาติฝนตกและก็มีที่เก็บน้ำ เมื่อถึงหน้าแล้งต้นไม้ก็ดูดน้ำจากใต้ดินขึ้นไปเป็นความชื้นอยู่ที่ 60% เรียกว่า ความชื้นสัมพัทธ์ 

สามารถทำวิจัย ทำให้เกิดเมฆได้นี่เป็นทฤษฎีที่ 1 อันนี้เป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก 

ทฤษฎีที่ 2 ก็คือ เลี้ยงเมฆให้อ้วนขึ้นๆ ใช้เวลา 6-7 ชั่วโมงต่อวัน นี่คือทฤษฎีใหม่ 

ทฤษฎีที่ 3 ก็คือหมายความว่า มันอ้วนพอ มีน้ำหนักมากพอมันกดลงต่ำระดับ 1 ท่านก็โจมตี มีวิธีการทั้งโจมตีข้างบน ข้างล่างเรียกว่า แซนวิช อันนี้เป็นทฤษฎีใหม่ 3 ทฤษฎี จนเกิดเป็นหน่วยงานเล็กๆขึ้นมาชื่อว่า หน่วยทำฝนหลวง และเดี๋ยวนี้พัฒนาจนเป็น กรมฝนหลวงและการบินเกษตร 

เมื่อยุคที่ผมถูกขอร้องให้ไปทำหน้าที่กระทรวงเกษตร เขาให้ดูแลกรมฝนหลวงและการเกษตร เขาก็พัฒนาก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ เช่น ขณะนี้แม้แต่ความชื้นสัมพัทธ์อยู่ที่ 50% เขาก็สามารถทำเป็นฝนได้แล้ว แล้วก็กำลังไปสอนสมาชิกทั่วโลกที่เขาเดือดร้อน 

แต่ว่าทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีใหม่ ของเดิมโลกตะวันตกเขาก็ทำเป็นอยู่แล้ว แต่เขาสร้างผลแบบคนรวย เขามีเมืองหิมะตกแล้วเขาก็ทุ่มเทใช้ แต่พระองค์ท่านทำแบบคนจน คือเอาเกลือทะเล มาบดเป็นแป้ง แล้วก็ขึ้นไปปล่อยบนฟ้าเท่านั้นเองครับ หรือไม่ก็ใส่เครื่องยิงระเบิด เหมือนเครื่องยิงเครื่องบิน ปืนต่อสู้อากาศยาน ยิงขึ้นไปแล้วให้ไปแตกที่เมฆ มันก็ไปผสม 

สังเกตตอนผมเด็กๆ พ่อค้าไอติมที่โรงเรียนมักจะเอาเกลือมาโรยไว้รอบๆถังไอติม ก็ทำให้เกิดความเย็นขึ้น นี่ก็เป็นการทำความเย็นวิธีง่ายๆที่ทรงเลือกเอาเกลือทะเล ไปขึ้นยิงบนฟ้าแล้วก็ทำให้เกิดฝนนี่เป็นทฤษฎีใหม่ 3 อย่างที่ทางโลกเขาให้รางวัลเป็นนักสร้างนวัตกรรมทฤษฎีใหม่

ซึ่งทรงใช้ความเพียรมาก มีทศพิธราชธรรม เพียรทำอยู่ 11 ปี ทำวิจัย เสด็จพระราชดำเนินไปอีสาน เห็นว่า มันเมฆมันผ่านชาวนาไป แล้วมันก็ไม่ตก แล้วข้าวมันก็งามจนจะออกรวงแล้ว แต่เนื้อมันยังไม่เต็ม พอฝนหยุดตก มันก็แห้งไม่คุ้มที่จะไปเกี่ยว ท่านก็คิดอยู่ 11 ปี คิดไปอ่านหนังสือไป ทำวิจัยร่วมกับคนไทยนี่แหละ หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล ทำวิจัยอยู่ 2 องค์นี้แหละ จนได้เรื่องราวขึ้นมา จนได้รางวัลไปทั่วโลกเลย 3 รางวัล 

ตอนสักก่อนสวรรคต ซัก 4-5 เดือน ทางสภา 2 สภาก็ตั้งทีมขึ้น รวบรวมทำหนังสือ งานของพระองค์ท่าน แล้วก็เขาขอร้องให้ผมไปทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการ เราก็เลยรวบรวม 20 กว่ารางวัลที่ทั่วโลกเขาเอารางวัลมาให้ รางวัลผลิตอาหารให้แก่โลก รางวัลนั้น พระองค์ท่านทรงไปประทับอยู่ท่ามกลางชาวนา เขาถวายรางวัลท่าน ท่านก็เอารางวัลมาทำเป็นเหรียญแจกจ่ายคนที่ช่วยทำงานให้กับท่าน คือรางวัลที่เกี่ยวโยงกับเรื่องอาหารการกิน 

รางวัลที่ 2 ก็คือรางวัลหยุดการชะล้างหน้าดิน เพราะว่าดินที่อุดมสมบูรณ์มีท๊อปซอย พระองค์ก็มาอธิบายเขียนเป็นการ์ตูนเกี่ยวกับท็อปซอย คนก็ทึ่งมากว่า ลองท่านเป็นนักบินรบ แต่ทำไมสนพระทัยเรื่องดินเรื่องการขุดหนองน้ำ การทำที่อยู่ให้ธรรมชาติให้มันมีความอุดมสมบูรณ์ ทำระบบการเกษตรกรรมให้มันมีทุกอย่างประกอบกับชีวิตมนุษย์อยู่รอดได้ อันนี้เป็นความมหัศจรรย์มากในหมู่พวกเราที่ประเมิน เพราะว่าคนทั่วไปมองว่าคนเป็นทหาร คนเป็นนักบินกว่าจะมาใส่ใจเรื่องพวกนี้ ก็น่าจะมีน้อยมาก อันนี้ก็ถ่ายทอดมาจนถึง ขออนุญาตที่จะพูดภาษาสามัญว่า รัชกาลที่ 9 ทรงถ่ายทอดทุกอย่างลงไปจนถึงรัชกาลที่ 10 ถึงลูกของท่าน จนทุกคนที่เข้าไปสัมผัสก็จะมหัศจรรย์มาก เพราะสิ่งเหล่านี้ถ่ายทอดไปสู่ พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ได้อย่างไร 

ผมได้มีโอกาสไปถวายงานหลังจากรัชกาลที่ 9 ท่านสวรรคตแล้ว รัชกาลที่ 10 ท่านก็ทรงเลือกให้เข้าไปถวายงานบางส่วน โดยเฉพาะเรื่องโคกหนองนาแห่งน้ำใจ และความหวัง โครงการอารยะเกษตร ที่จะพระราชทานให้แก่โรงเรียนทั่วประเทศ 

พูดถึงอารยะประเทศ แม้จะเป็นนักเรียนนอก ท่านก็ใช้ภาษาได้ดี 

เมืองไทยเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมที่เหนือกว่าโลกตะวันตกทั้งปวง ท่านก็ถามข้าราชบริพารในห้อง ส่วนพระองค์ของท่าน มีอยู่ 40 ชีวิตที่นั่งกัน ก็ถามว่า ประเทศไทยมีอะไรเหนือกว่าโลกตะวันตก ทุกคนก็เงียบหมดรวมทั้งผม ผมก็เงียบด้วย 

ท่านก็ไขปัญหาว่า เรามีอารยธรรม เรามีวัฒนธรรมที่ใจบุญสุนทาน การใช้คำนี้ เรียกว่าอารยธรรม เราก็ต้องรักษาอารยธรรมอันนี้เอาไว้ให้ได้ 

พ่อครูว่า… ปริจาคะ คือใจบุญสุนทาน 

อ.ยักษ์ ว่า… พระราชทานโครงการให้แก่ทุกเรือนจำ ตั้งศูนย์ฝึกเพื่อจะใช้โคกหนองนาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน พระราชทานโครงการให้แก่ทุกเรือนจำ ตั้งศูนย์ฝึกเพื่อจะใช้โคกหนองนา เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน ใช้ศิลปะในการบำบัดให้คนกลับมาเป็นพลเมืองดี ทุกปี เขาจะส่งหนังสือให้พระองค์ท่านลงพระราชพระปรมาภิไทย ให้พระราชทานอภัยโทษ 

แต่พระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของประเทศไทยซึ่งทั่วโลกก็คล้ายกัน ก็จะมีบทบัญญัติว่า ด้วยอำนาจของประมุข บ้านเราก็เขียนบทบัญญัติอำนาจประมุข บ้านเราไว้ 3 เรื่อง เรื่องพระราชทานให้คำปรึกษาหรือจะเรียกครม. มาถวายรายงาน เมื่อมีเหตุจำเป็น

ตัวสำคัญที่สุดตัวที่ 3 ก็คือ เรียกว่า อำนาจวีโต้ ประมุขทุกประเทศในโลกโดยเฉพาะประเทศไทยเรานี้ เป็นระบบที่เราเรียกว่า Constitutional Monarchy ระบบรัฐธรรมนูญที่มีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข เรียกว่า Constitutional Monarchy ท่านก็ใช้พระราชอำนาจในการที่จะไม่เซ็นชื่อ แล้วท่านก็ทวงถามหรือพระราชทานท้วงติงกฎหมายที่ท่านไม่ลงนามว่า ถ้าปล่อยออกไปแล้ว เขาจะไปทำอะไรกิน สถานการณ์ covid คนธรรมดาวิศวกรนักบินทุกคนตกงานกันหมด แล้วนักโทษจะไปทำอะไรกินในช่วงนี้ 

เพราะฉะนั้นขอให้หาโครงการอะไรที่ฝึกให้เขาหากินหาอยู่ได้เหมือนที่พ่อท่านทำให้พี่น้องชาวอโศกเรานี่ หาอยู่หากินได้โดยไม่ต้องไปรับจ้างหาเงิน ก็เกิดโครงการขึ้นในเรือนจำ และก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก ภายใน 1 เดือนเกิดศูนย์ฝึกขึ้นในเรือนจำ 137 ศูนย์ฝึก แล้วก็ผลิตคนออกไป ฝึกคนออกไปแสนกว่าคนต่อปี 

อันนี้ก็เป็นโครงการที่ถือว่าประสบความสำเร็จมาก ซึ่งปกติ โดยเฉพาะนักโทษยาเสพติด ปล่อยออกไปแล้วก็จะวนกลับไปหายาเสพติดเหมือนเดิมไปค้ายาเสพติด แล้วก็กลับมาใหม่อีก ปีที่ 1 ประมาณ 17% ปีที่ 2 ประมาณ 25% ปีที่ 3 ประมาณ 33% แต่โครงการพระราชทานของท่านโคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง มีคำว่าน้ำใจและความหวังบวกเข้าไป เมื่อสอนไปแล้ว 14 วันหลักสูตร นักโทษเขาจะกลับไปแล้วไม่กระทำความผิดซ้ำ มีอยู่ 5 แห่ง ที่หลังจากฝึกอบรมไปแล้ว ไม่มีการกระทำความผิดซ้ำอีกเลย 5 ศูนย์ฝึกหรือ 5 เรือนจำ ที่เหลือกลับมาวนทำความผิดซ้ำแค่ 6% เท่านั้นเอง

ได้ผลดีมากในปีที่ 1 ช่วงนี้เป็นช่วงปีที่ 2 เมื่อเข้าปีที่ 2 ทางกระทรวงศึกษาธิการก็อยากได้โครงการประเภทนี้บ้าง อยากให้เด็กๆของเขาไม่ติดยาเสพติด เพราะว่าเด็กนักเรียนเดี๋ยวนี้ทั่วประเทศ เด็กเกิดมาปีละ 5 แสนกว่าชีวิต รุ่น Baby Boomer ยังพวกประเทศผมนี้เกิดปีละล้านสอง เย็นนี้เกิดปีละ 5 แสนกว่าชีวิต เด็กก็มีปัญหามากมายในระยะหลังๆ 

สุดท้ายมีปัญหาครอบครัวก็โอนไปปัญหายาเสพติด เด็กก็ต้องไปต้องโทษอะไรมากมาย เขาก็เลยขอพระราชทาน ท่านก็พระราชทานแต่ให้ชื่อใหม่ ให้ชื่อว่า อารยะเกษตรสืบสานรักษาต่อยอด ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงด้วยโคก หนอง นาแห่งน้ำใจและความหวัง 

อันนี้ก็เป็นโครงการที่ผมคิดว่า พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงคิด แล้วก็ดำเนินชีวิตเสด็จพระราชดำเนินทุ่มเทพระวรกายตลอดพระชนม์ชีพ 38 ปีแรก เสด็จพระราชดำเนิน ไม่มีใครเห็นด้วยกับท่านเลย ขนาดท่านเป็นกษัตริย์นะครับ แต่ท่านขึ้นครองราชย์พระชนมายุน้อย ตอนนั้นพูดง่ายๆ คณะราษฎร์ก็เพิ่งยึดอำนาจไปใหม่ๆ แล้วก็เอากษัตริย์มาเป็นกษัตริย์เท่านั้นเอง ไม่ได้ให้อำนาจอะไร เงินก็ไม่ได้ให้ อำนาจก็ไม่ได้ให้ ย้ายใครสักคนก็ไม่ได้ 

ท่านก็ทำงานไป หาเงินเอง จะทำอะไร จัดตั้งโรงเรียนกระทรวงศึกษาธิการ ก็ไม่อนุญาต จะตั้งโรงพยาบาลให้คนคุดทะราดนิ้วกุด ทำทั้งที่เรียน ทั้งที่รักษากระทรวงศึกษาก็ไม่อนุญาต กระทรวงสาธารณสุขก็ไม่อนุญาต สุดท้ายท่านก็ทำเอง แล้วหาตังค์เอง ใช้วิทยุอส.เป่าปี่ เล่นดนตรี โฆษณาหาคนมาร่วมมือ ก็สร้างโรงเรียนจนเดี๋ยวนี้ ไม่มีโรค ไม่มีคนป่วย โรงเรียนนี้ก็ทำหน้าที่เป็นปกติ เขาจะยุบโรงเรียน ท่านก็บอกว่า จะยุบไปทำไมในเมื่อไม่มีคนป่วยแล้วก็ให้เป็น โรงเรียนของคนธรรมดา อย่างนี้เป็นต้น 

แล้วสุดท้าย 38 ปีครับ รัฐบาลถึงได้เห็นคุณค่าของงานที่พระองค์ทำ ขนาดเป็นกษัตริย์นะครับ ผมจึงเห็นว่า ธรรมะที่ท่านเพียร ทรหด อดทน ทำงานโดยไม่ปริปาก ไม่บ่น ไม่ตัดพ้อต่อว่าใครเลย ทำก้มหน้าก้มตาทำ จนรัฐบาลทนไม่ได้ พลเอกเปรมจึงได้ตั้งสำนักงานขึ้น จึงได้รับการยอมรับมาก่อน แต่ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือในช่วงพลเอกเปรมมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ตั้งสำนักงาน คณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือที่เรียกย่อๆว่า กปร. 

ตั้งสำนักงานแล้วก็มีเงินงบประมาณสนับสนุนท่านไปปีละ 400 ล้านสมัยนั้น ผมยังจำได้ ผมก็ถูกคัดเข้าไปอยู่ในโครงการนั้นด้วย อันนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งซึ่งทำให้งานของพระองค์ท่าน ชีวิตพระองค์ท่านเสด็จพระดำเนินขึ้นดอยมากที่สุด เพราะว่าปัญหาภาคเหนือนี้ มีพื้นที่เกิดโครงการถึง 1,100 กว่าโครงการในภาคเหนือ นี่คืองานของพระองค์ 

ภาคอีสานก็เยอะพอสมควร ประมาณ 1,000 โครงการ เหลือ 900 กว่าถึง1,000 ภาคกลางนี้น้อยน้อยประมาณ 800 ภาคใต้ก็ประมาณ 800 โครงการเกษตร รวมทั้งหมดประมาณ 3,700 กว่าโครงการ 

โครงการหนึ่งมีมากกว่า 10 เรื่อง ถ้าเอา 10 เรื่องคูณก็ประมาณ 47,000 กว่าเรื่อง ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนบอก คิดได้อย่างไร คนธรรมดาคิดไม่ได้ 

แต่ที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นก็คือ แล้วท่านทำได้อย่างไร ทรงเสด็จพระราชดำเนินไป ไปเยี่ยม ไปดู ไปตรวจเอง เมื่อสักครู่ช่วงเช้านั่งคุยกันมากับท่านรองอธิบดีกรมชลฯ ท่านเป็นอดีต เกษียณแล้ว โครงการใดที่ไปตรวจเองจะสำเร็จ แต่ถ้าสั่งไปแล้วไม่ไปมอนิเตอร์ไม่ไปติดตามประเมินผล มันก็ไม่สำเร็จ 

พระองค์ท่านก็เสด็จดำเนินไปตรวจเอง ผมจำได้แม่นยำ พระองค์ท่านมักจะอารมณ์ดี ไม่เคยเห็นท่านโกรธเลย อโกธะ ชัดเจน ขนาดเราทำผิดนะ ท่านก็ไม่ตำหนิ ท่านก็ชี้ให้เห็นว่าผิดนะ แล้วก็บอกว่าที่ถูกมันคืออย่างไร นี่ก็เห็นชัดเจน

อีกอันหนึ่งผมคิดว่า ข้อแรกคือ ทาน ชัดเจนมาก ก่อนครองราชย์ครบ 60 ปี เขาก็ไปสร้างสวนหลวงร. 9 ทุกคนก็รับภาระมี 9 ห้อง แต่ละห้องก็แบ่งภาระกัน สำนักงานผมไปรับภาระโครงงาน 4,700 กว่าโครงการที่ทำกันทั่วประเทศ เอาย่อส่วนมาไว้ในห้องเดียว 

อีกส่วนหนึ่งก็เป็นห้องส่วนพระองค์ ทุกคนก็ไปขอเสื้อผ้า ขอเครื่องใช้ไม้สอย ขอแผนที่ ขอปากกา ขอดินสอของท่าน ท่านก็ให้หมด ให้จนแบบในห้องทำงานของท่าน ไม่มีเครื่องมือจะทรงงาน ขนาดดินสอสั้นๆด้วนๆ เขาขอท่านไปโชว์ ที่ห้องทรงงาน 9 ห้อง ที่สวนหลวงร.9 ท่านก็ตรัสอารมณ์ดีมากเลย นี่เอาไปหมดเลย แล้วจะเอาอะไรไปทำงาน น่าจะเอาองค์จริงไปตั้งตรงนั้นเลยจะได้ไปทำงานที่นั่น 

อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อารมณ์ดี ไม่ได้รู้สึกว่า ทำไมมาเอาของฉันไปหมด แล้วห้องทรงงานก็ไม่มีอะไรมีแต่พื้น หลายท่านคงเคยเห็นแล้ว 

พ่อครูว่า… เห็นรับแขกนักข่าวต่างประทศ มานั่งพื้นคุยกันเฉยๆ นักข่าวนั่งชันเข่าด้วย 

อ.ยักษ์ ว่า… พระองค์ท่านก็ใช้ภาษาได้เหมือนเด็กต่างประเทศ ใช้ภาษาแปลภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษเพราะท่านเกิดที่อเมริกา ท่านเสด็จไปที่อเมริกาท่านก็ไปตรัสกับคนที่นั่นว่า ท่านกลับบ้าน ฉันเกิดที่นั่นแล้วไปโตที่สวิตเซอร์แลนด์ 

ตอนนั้นถูกขอร้องแกมบังคับให้มาครองราชย์อายุ 9 พรรษา คณะปฏิวัติก็จะจัดที่เรียน จัดครูไปถวายท่านยังทรงพระเกียรติที่เมืองไทย อย่างสมพระเกียรติ สอนพระองค์เดียว สมเด็จย่าก็ไม่ยอมอยากให้ท่านมีชีวิตเหมือน คนธรรมดา ก็ให้ไปเรียนที่สวิตเซอร์แลนด์ ไปเรียนที่โลซาน ท่านก็มีโอกาสได้เรียนทุกวิชา อาจารย์ท่านเก่งทางโลกเสรีนิยม ทุนนิยม เก่งทั้งโลกคอมมิวนิสต์ 

โลกคอมมิวนิสต์พวกผมไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ เรียนรู้ได้น้อยมาก การเมืองการปกครองคือผมเรียนรัฐศาสตร์ เรียนยุทธศาสตร์การพัฒนาเรื่องการเมืองการปกครองของโลกตะวันออก โลกเสรีตะวันตก ได้เรียนเยอะมากโดยเฉพาะอังกฤษ อเมริกาเป็นผู้มีอิทธิพลเขียนตำรานักศึกษาไทย ต้องไปอ่านตำราของเขา 

แต่โลกคอมมิวนิสต์ มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้น้อย ไม่ว่าจะจีน เขาก็ปิดประเทศ แล้วเราก็ไม่เคยรู้ภาษาจีนหรือแม้แต่รัสเซีย เขาก็ปิดหลังม่านเหล็ก ยุคของผมคนจะได้ ไปเรียนรู้น้อยมาก แต่พระองค์ท่านได้เรียนรู้ว่าโลกทุนนิยม โลกเสรีนิยม เขาปกครอง เขาจัดการระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง ระบบสังคมระบบการศึกษาเข้าทำอย่างไร อันนี้ท่านได้ศึกษาได้เห็นได้เรียนรู้ 

แล้วก็โลกสังคมนิยม ท่านก็ได้เรียนรู้ แม้กระทั่งทฤษฎีใหม่ๆ มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ชื่อศาสตราจารย์อูแลช เป็นผู้ก่อตั้งสำนักทฤษฎีใหม่ขึ้นในมหาวิทยาลัยโลซาน ที่ท่านไปเรียน ท่านเข้าไปลงทะเบียนเรียนถึง 7 วิชา มีอาจารย์รัฐศาสตร์ไทย ทำวิจัยเรื่องนี้รู้อย่างลึกซึ้งเลยว่าท่านไปลงทะเบียนเรียนวิชาอะไรบ้าง ศจ.อุแลช ท่านได้เรียนรู้ หลังจากเป็นกษัตริย์แล้วก็กลับไปเรียนเหมือนคนธรรมดา 

แล้วสิ่งนี้มันสะท้อนให้เห็นมากเลย ผมได้ตามเสด็จไปในพื้นที่ต่างๆ ก็เสด็จพระราชดำเนินไปหาชาวบ้านเหมือนคนธรรมดาไปประทับยืนกับชาวบ้าน ก็ยืนคุยกับท่านเหมือนคนธรรมดา เขาก็ใช้ราชาศัพท์ไม่เป็นท่านก็ไม่เคยถือ เสด็จพระราชดำเนินไปถามชาวบ้านว่า ดินแถวนี้เปรี้ยวไหม ชาวบ้านตอบว่า ไม่เคยชิม ก็หันมาหัวเราะ ก็ขำ ไม่ถือองค์ พูดภาษาชาวบ้านว่า ท่านไม่ถือตัว อ่อนน้อมถ่อมตน มัทวะ ผมไม่ทราบว่า ในคำว่า มัทวะ ทางจิตวิญญาณ มีความรู้สึกแค่ไหน 

พ่อครูว่า… อธิบายนิดนึง สุภาพ อ่อนโยน มัทวะนี้ ใครว่า อาตมานี้สุภาพไหม อ่อนโยนไหม คนข้างนอกเขาไม่ได้ว่างั้นหรอก เขาว่าโอ้โห โพธิรักษ์นี้ไม่สุภาพ ไม่อ่อนโยนเลย มีแต่ยิงๆๆ เปรี้ยงๆๆๆๆ นี่ อาตมาพูดเป็นรูปธรรม ให้เห็นชัดๆก่อน

เพราะฉะนั้น การสุภาพอ่อนโยน มันไม่ได้หมายความถึงสภาพของรูปธรรมดื้อๆ แต่มันหมายถึง สภาพที่ สุภาพ ภาษาพยัญชนะแปลว่า ภาวะที่ดี สุ ดี ภาวะที่ดี เป็นภาพที่ดี ไม่ได้แข็งกระด้าง มัทวะ อ่อน อ่อนไม่ใช่อ่อนป้อแป้ปวกเปียกไม่ใช่ อ่อนแล้ว มันก็มีสภาพต่อเนื่องไป 

อ่อนแต่มีกำลัง อ่อนแต่มีพลัง อ่อนโยน อ่อนๆนะ แต่โยนไปได้ไกล โยนไปได้ให้ เป็นประโยชน์ โยนไปได้มรรคได้ผลเป็นเนื้อเป็นหนัง ไม่ใช่โยนไปแล้วหายไปเลย ไม่ได้เรื่องไม่ใช่ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นภาวะนามธรรมที่ลึกซึ้งซับซ้อน 

เพราะฉะนั้นเมื่อมาเป็นพยัญชนะเป็นภาษารูปธรรมแล้ว มันดูแข็งหยาบหยาบ แต่ในนัยยะ ความเป็นจริงของนามธรรมทางจิตวิญญาณ มันบริสุทธิ์ลึกซึ้ง สุภาพก็ดี อ่อนโยนก็ดี

_สู่แดนธรรม… มาจากคำว่า มุทุ คำเดียวกันไหมครรับ

พ่อครูว่า… คำว่า มุทุ นี้รวมทั้ง ความแน่น แข็งแรง เต็มสภาพ อาตมาเคยเปรียบเทียบว่า มุทุ เหมือนสภาพที่เป็นลูกข่างที่หมุนเร็วมาก แล้วนิ่งมาก ยิ่งเร็วยิ่งนิ่ง ยิ่งมีแรง แข็งแรงสุดๆเลย เพราะฉะนั้น สว่าน ยิ่งเร็วเท่าไหร่ ยังไม่รู้สึกเลยเพราะมันแรงมากด้วยนี่เป็นพลังงานที่ซ้อนๆมีประสิทธิภาพที่ยิ่งใหญ่ 

เพราะฉะนั้นจะรู้สึก มันเนียนไป เหมือนเป็นรูปธรรมดูหยาบ แต่มันละเอียดลึกซึ้ง เนียนไปโดยไม่รู้ตัว เมืองไทยในหลวงทรงงานมา 70 ปี ทำสิ่งที่ไม่เรียบร้อย สิ่งที่มันยังติดขัด เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้ เรียบร้อยขึ้นจนกระทั่ง มาถึงทุกวันนี้ เรียกภาษาง่ายๆว่า กินบุญเก่าของท่าน ประเทศไทยทุกวันนี้ กินบุญเก่าของท่าน 

ไม่ว่าจะเป็นทางด้านใดๆ สรุปทางเศรษฐศาสตร์ ทางสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะทางรัฐศาสตร์ 

รัฐศาสตร์โลกุตระของประเทศไทยในสมัยของ 2 ธรรมิกราช

ทางรัฐศาสตร์หรือเรียกกันว่า การเมืองนี้ ทุกวันนี้การเมืองของไทยนี้ เรียบร้อยที่สุด ที่อาตมาเคยพูด เคยบอกว่า เมืองไทยเป็นประชาธิปไตยที่ดีที่สุดในโลก ในหลวงท่านตรัส รวมเอาไว้ว่า เมืองไทยนี้สงบมั่นคง จึงเอามาอ่านแล้วของในหลวง

เราจะเป็นที่หนึ่งในโลก

“…ประเทศไทยเราอาจไม่เป็นประเทศที่รุ่งเรืองที่สุดในโลก หรือรวยที่สุดในโลก หรือฟู่ฟ่าที่สุดในโลก แต่ก็ขอให้เมืองไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคง มีความสงบได้ เพราะว่าในโลกนี้ หาได้ยากแล้ว ท่านตรัสทั่วโลกเลย ในโลกนี้หาได้ยากแล้ว เราทำ เป็นประเทศที่สงบ เป็นประเทศที่มีคนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันจริงๆ เราจะเป็นที่หนึ่งในโลกในข้อนี้ แล้วรู้สึกว่าที่หนึ่งในโลกในข้อนี้จะดีกว่าผู้อื่น จะดีกว่าคนที่รวยที่สุดในโลก จะดีกว่าคนที่เก่งในทางอะไรก็ตามที่สุดในโลก ถ้าเรามีความสงบ แล้วมีความสบาย ความมั่นคงที่สุดในโลกนั้น รู้สึกจะไม่มีใครสู้เราได้…”

(พ่อครูว่า สบาย คือ สัปปายะ คือพร้อมบริบูรณ์สมบูรณ์ในตัวมันเอง มี อาหารสัปปายะ เสนาสนะสัปปายะ บุคคลสัปปายะ ธรรมะสัปปายะ )

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ในโอกาสที่ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ และนักเรียนทุนพระราชทาน เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี ณ ศาลาดุสิดาลัย

วันจันทร์ที่ ๒๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๓๙

พ่อครูว่า… คนไม่รู้สึกไม่เข้าใจ คนที่ตัวเองกิเลสไม่มีในจิตมันไม่สงบ กิเลสมันเล่นงานมันไม่สบาย ทั้งๆที่มันแสนสบายแล้ว คนต่างประเทศเข้ามาสัมผัสเมืองไทย ยิ่งทุกวันนี้เขาเข้ามาจะรู้สึกว่า โอ้โห…เมืองไทยนี่มันแสนสบาย เขาอยากได้อย่างเมืองไทย เดี๋ยวนี้เขาก็อุทานแบบนี้กันแทบทั้งนั้น คนต่างชาติมาเมืองไทย 

มันไม่เห็นรูปร่าง พวกเรานี้มันเหมือนนกไม่เห็นฟ้า เหมือนปลาไม่เห็นน้ำ มันอยู่ในนี้จนกระทั่งชิน ที่จริงคำว่า ชิน กับคำว่า ชา ภาษาบาลีคำว่า ชิน แปลว่า ชนะ คำว่า ชา แปลว่า รู้ ภาษาไทยมาจากภาษาบาลี ชินชา มันชนะใครๆแล้ว ด้วยความรู้ ชา หรือ ปรีชา หรือชานติ แปลว่า ความรู้ แล้วมันเป็นความรู้ระดับโลกุตรธรรมด้วย เป็นความรู้ที่ไม่เหมือนชาวโลกเขารู้ 

เช่น ชาวโลกเขาจะแย่งกันไปรวย แต่ในหลวงร. 9 เราบอกว่า มาจน มาขาดทุน จะไปทำได้อย่างเขานั้น มันโง่ตายเลย มันไม่เจริญไปหาแต่กำไร อโศกนี้เจริญ ทำแต่เรื่องขาดทุน ไม่หากำไร เจริญมาก โอ้…พูดอย่างนี้เหมือนกับพูดเล่นนะ พูดเท่ห์ๆ โอ้โห สร้างความเท่ห์

อ.ยักษ์ ว่า… วันนี้เห็นที่ร้านคนเฮละโล เข้าซื้อของเตรียมเอาไว้ขายทั้งสัปดาห์ ปรากฏว่า 2 ชั่วโมงหมด 

พ่อครูว่า… ยังไม่ทันเปิดขายจริงนะ เขามาเยี่ยมดูก็อดไม่ได้มีเงินเท่าไหร่ก็ซื้อเถอะ เราก็เห็นใจเขาอยากได้ก็เลยขายให้ เราก็ไปซื้อมาเติมใหม่ ยังไม่ทันได้เปิดเต็มที่นะนี่แค่ชิมลาง สนุก ปีใหม่นี้ เอาเถอะสนุก เราก็จะต้องเต็มที่เลย จะมีจากชุมชนต่างๆมาหลายสิบร้าน แต่นี่เราทำร้านเดียว ปีใหม่อาตมาว่า จะไม่มีที่ให้จอดรถ ก็ว่าไป 

คือ เมืองไทยเรานี้ เป็นเมืองที่มีโลกุตรธรรม มันเป็นของแปลก มีอัญญา อัญญะ ไม่เหมือนทั้งโลกเขา มันมีของอื่นของแปลก มันมีโลกอีกลูกหนึ่ง มีดาวอีกดวงหนึ่ง ที่มันเรียกว่าทวนกระแสกัน มันเป็นเรื่อง ลักษณะที่ไม่ใช่อันเดียวกัน แต่เป็น Opposite , contrast 

โลกทั้งโลกเขาไปทิศทางโลกียะทิศทางเดียวกัน แต่ของเราไม่ เขารวย เรามาจน เป็นต้น เขาเอา เราก็เสีย เราเสียนั่นแหละเราได้อะไรอย่างนี้ แล้วมันจริงใจนะ ไม่ได้พูดเล่น ได้ทำอย่างนั้นแล้ว ก็จบไปเลยมันสบายแล้ว มันได้เสีย เป็นไงได้เสียแล้ว ได้สละแล้วได้ให้แล้ว ได้เป็นคนมีประโยชน์แล้ว คุณได้เสียให้เขา สละให้เขา เป็นคนมีประโยชน์เสียอะไรเสียแรงงาน เสียวัตถุ เสียผลผลิต เสียสิ่งที่คนเขาอยากได้หรือคนเขาได้ไปแล้วก็เป็นประโยชน์ เราก็เป็นคนมีคุณค่า เราเป็นคนมีประโยชน์ 

เป็นแต่เพียงว่าเราจะสร้างได้ไหม สร้างที่จะให้เขา เราจะเป็นคนมีเรี่ยวแรง มีความสามารถ ผลิตทำให้เขาได้ไหม โดยเฉพาะสินค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ นามธรรม คือจิตวิญญาณที่เป็นโลกุตระธรรม อันนี้ยากมากที่คนเขาจะเข้าใจเพราะเขาเป็นเทวนิยม เขาเป็นศาสนาพระเจ้า เขาเป็นโลกียะ เขายังไม่ออกจากกรอบ กรอบหรือโลกของโลกียะเขายังออกจากโลกโลกียะไม่ได้ 

แต่ประเทศไทยเป็นประเทศที่โลกุตระแล้ว ออกมานอกโลกแล้วก็มองเห็นโลกทุกมุม ออกมานอกโลก ก็จะเห็นโลกทุกมุม เห็นภายในโลกทั้งหมด มันเป็นอย่างนั้น จนกระทั่งเห็นโลกเป็น 0

0นี่คือ Infinity 0 นี่คือทั้งหมด หาที่สุดไม่ได้ ประมาณไม่ได้คือ 0 นี่เป็นภาษาธรรมะ เพราะฉะนั้น คนไหนที่ได้ 0 แล้ว มี 0 แล้ว พระอรหันต์มี 0 แล้ว ไม่เอาอะไรอีกแล้ว เพราะได้หมดแล้ว ฟังยากไหม? ได้อะไรหมดแล้ว

อ.ยักษ์ ว่า… มีหลายท่านพูดว่า พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นอย่างไร เป็นพระอริยบุคคล 

พ่อครูว่า… เป็นพระโพธิสัตว์ เป็นธรรมิกราชองค์หนึ่ง ไม่ได้พูดเล่น อาตมาไม่ได้เป็นคนบอกไว้ว่า พอจะมีธรรมิกราช 2 องค์ เข้ามาเกิดขึ้นในยุคนี้ อาตมาไม่ได้เป็นคนพยากรณ์ อาตมาไม่ได้เป็นคนพูด แต่อาตมาเป็นตัวเป็นตัวนั้นได้ เขาไม่เชื่อหรอก อาตมาไม่มีปัญหา เป็นแต่เพียงอาตมามีสิทธิ์พูดความจริงเท่านั้นเอง ใครจะเชื่อ ไม่เชื่อไม่มีปัญหา อาตมาก็ทำงานของอาตมาไป ทำหน้าที่ของอาตมาไป 

ในหลวงท่านทำแล้ว ทรงงานไปแล้วจนกระทั่งสวรรคตไปแล้ว ทุกคนเข้าใจเพราะในหลวงทรงงานทางรูปธรรม คนพอเข้าใจแล้วว่า ท่านทรงอะไร ทรงงานมา 70 พรรษา คนเขารู้แล้ว เห็นแล้ว เขาดูออกว่า มันไม่ใช่ว่า ความรวย วัตถุ ท่านก็ตรัสแล้ว ท่านก็ทรงแล้วด้วย ไม่ใช่ความรวยทางวัตถุ 

แต่เป็นรูปธรรมที่เป็นกิริยา เป็นกิริยาอะไร เป็นกิริยาที่สร้างสรรค์ เสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว มันมีรูปร่างอย่างนั้น มีรูปทรงอย่างนั้น แสดงออกให้มนุษย์ที่มี ปฏิภาณปัญญารู้ 

แต่ทางพวกที่เขายังตื้นๆ ขออภัยทางโลก ทางโลกียะ ทางเทวนิยมหรือทางตะวันตก ไม่ต้องพูดถึงทางตะวันออก ยิ่งไม่รู้เรื่อง เพราะจมอยู่กับน้ำมันแล้วมีแต่เพชรพลอย เขารวยมหาศาล ไม่จนง่ายๆหรอกตะวันออกกลาง 

เพราะฉะนั้น ประเทศต่างๆในโลก จะมีประเทศไทย ที่เป็นประเทศที่ประสบผลตัวอย่างทั้งหมดทางเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ 

อาตมาเคยพูด วันนี้ก็ขอพูดต่อหน้าอาจารย์ยักษ์นี่แหละ ว่า รัฐศาสตร์ของประเทศไทย เป็นประเทศที่เป็นไพโอเนียร์ของการปฏิวัติโดยประชาชน ปฏิวัติรัฐบาล ที่ควรจะต้องปฏิวัติออกไป ตั้งแต่ทักษิณมา 

ทักษิณเก่งมาก เป็นตัวอย่างของโลกที่เก่งมาก เก่งทางเลว เลวจริงๆ เก่งจริงๆ ตัวเองถูกออกไป ตัวเองไม่ได้อยู่ในประเทศ แต่นอมินี ตัวแทน ตั้งแต่สมัคร สมชาย ยิ่งลักษณ์ โอ้โห่ หมดจากยิ่งลักษณ์แล้ว ยังมีหาง แผ่นดินไหว อาฟเตอร์ช็อค หรือพูดอีกนัยยะคือยังมีเสียงหมาเห่า บ๊องๆๆอยู่ ยังมีอยู่ ยังไม่ยอมเลิก ไม่ยอมหยุด เพราะทั้งๆที่ใครก็รู้ว่าแพ้ แพ้อย่างสิ้นท่าแล้วทักษิณ แต่ก็ไม่ยอมเลย เปิดคลับเฮ้าส์ พูดอยู่ทุกวัน อย่างโน้นอย่างนี้ อย่างนี้อย่างโน้น 

นี่ รัฐศาสตร์ ย้อนไปว่า ประชาธิปไตยที่ประชาชนปฏิวัติหรือรัฐประหารรัฐบาล อย่างที่ว่านี้ 3 – 4 รัฐบาล โดยความสงบเรียบร้อย ไม่มีอาวุธ ไอ้ที่มีคนตายนั้น มันซ้อนรัฐบาลที่เขาใช้ ชายชุดดำบ้าง อะไรบ้าง มันซ้อนอะไรต่างๆ นานา ซึ่งอย่างนี้แหละมันมีความซับซ้อนอยู่ในระบบทุกอย่าง 

แต่สรุปแล้ว ขออภัย อาตมาพูดคำนี้แหละคนจะหมั่นไส้ ประชาชนไปปฏิวัติจนเรียบร้อยแล้ว แต่ตัวอย่างที่เรียบร้อยขนาดนี้ สวยงามสภาพขนาดนี้ มันไม่มีแล้วในโลก พอเสร็จ เขาก็เดินตามประเพณีจารีต มันต้องมีคน ประชาชนปฏิวัติเสร็จแล้ว ไม่มีใครไปเอาตำแหน่งหน้าที่ รอจนพลเอกประยุทธ์เข้ามา และบอกว่า ถ้าเช่นนั้นวินี้ ผมก็ต้องขอยึดอำนาจ 

คือ ชัยเกษมเขาเล่นลิ้นบอกว่า วินาทีนี้ ผมยังไม่ลาออก พลเอกประยุทธ์ก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้น วินาทีนี้ ผมก็ขอยึดอำนาจ คือพูดเหมือนเล่นๆกัน มันง่าย มันสะดวก มันไม่มีตัวอย่างในโลกหรอก 

แต่แท้ที่จริงประชาชนปฏิวัติให้มารอผู้ที่รับไม้ต่อจากประชาชนไป นี่แหละคือการรับไม้ต่อของผู้ที่ไปบริหารประเทศ เพราะพลเอกประยุทธ์ หัวหน้าคสช.อีก ก็มารับไม้ต่อและก็ขึ้นบริหาร ตอนแรกเขาก็ถือว่า เป็นพวกยึดอำนาจด้วยอำนาจทหาร เอาเรื่องของแบบกฎระเบียบชนะแบบนั้นมายึดอำนาจ มันก็เป็นรูปธรรมที่คนเห็นทั้งโลก เขาก็บอกว่า เป็นการยึดอำนาจ 

เพราะฉะนั้น 4 ปีแรกของนายกประยุทธ์ เขาก็ถือว่า เป็นเผด็จการ เป็นการยึดอำนาจโดยทหาร แต่ประชาชนที่ไม่ยอมให้บริหารประเทศที่มันไม่เข้าเรื่องมา ไม่ว่าจะเป็นทักษิณ สมัคร สมชาย ยิ่งลักษณ์ ประท้วงหมด จนชนะมาหมด เมื่อประยุทธ์ขึ้นก็ไม่ได้ไปประท้วง ปล่อยให้ประยุทธ์ดำเนินไปเข้าตาประชาชนจนครบเทอม 4 ปี เมื่อครบเทอม 4 ปีแล้วเลือกตั้ง 

เลือกตั้ง พลเอกประยุทธ์ไม่ได้เข้าพรรคไหนเลย เลือกตั้งเสร็จแล้ว เขาก็เสนอพลเอกประยุทธ์ มาเป็นนายกรัฐมนตรี นี่แหละคือ ประชาธิปไตย 100% นายกประยุทธ์เป็นประชาธิปไตยเต็มใบเลย 100% เลย ไม่ได้อยู่พรรคไหน 

แต่ในสภาโหวตให้เป็นนายกแข่งกับธนาธร จึงเป็นประชาธิปไตย 100% มาตั้งแต่บัดนั้น จนเดี๋ยวนี้นายกประยุทธ์ก็ยังบริหารอยู่ จน 8 ปี กฎหมายบอกว่า เป็นต่อไม่ได้ อาตมาก็เลยรู้สึกว่าอันนี้คาคอ 8 ปีแล้วไปต่อไม่ได้ แต่เห็นว่าโพลทุกโพลก็เอานายกประยุทธ์นี่แหละ ก็ยังไม่เห็นว่า ใครจะขึ้นมาเป็นแคนดิเดตได้ อาตมาก็ยังนึกไม่ออก มองไม่ออกเหมือนกันว่า จะเป็นอย่างไรต่อ พวกนักกฎหมายจะพลิกแพลงอย่างไรสำหรับคนที่เห็นด้วย 

มันเป็นไปได้นะ ตอนนี้คนอื่นก็ยังขึ้นมาแทนไม่ได้ก็เสนอตัวขึ้นมาทั้งนั้น แม้แต่ดร.สมคิด มาจากไหนก็ไม่รู้ก็ยังมาโผล่กับเขา พวกนี้ มีอนุทิน มีจุรินทร์ ก็เป็นนายกได้ทั้งนั้น แต่ขอลองเทียบๆความรู้สึกดู ไม่ใช่ว่าจุรินทร์ไม่เคยเป็นนายกรัฐมนตรี อนุทินก็เคยเป็นรัฐมนตรี แล้วจะเป็นนายก ตอนเป็นรัฐมนตรีแสดงฝีมือมาแล้ว แล้วจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ลองเทียบเคียงกันดูสิ นายกประยุทธ์เคยเป็นรัฐมนตรี ก็เทียบเคียงกันดู ว่ามันพอจะเทียบกันได้ไหมมีความละเอียดพอที่จะเทียบหรือไม่มองเห็นความต่าง ลิงค หรือความต่างระหว่างพฤติการ พฤติกรรมของแต่ละคน แต่ละคนที่แสดงมาแล้วมีผลงานมาแล้วมีฝีมือมาแล้ว มันจะพอเทียบกันได้ไหม 

อาตมาก็ว่า พลเอกประยุทธ์นี้มีความรู้ความสามารถแพรวพราวรอบตัว ได้ดีกว่าแคนดิเดตอื่นๆ 6 คนที่จะยกขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี อย่างไรอย่างไรก็ยังไม่มีใครเทียบ 

_สู่แดนธรรม… นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ 

พ่อครูว่า… ยังไม่เมื่อยเลย 

_สู่แดนธรรม…ผมขอสรุป ตั้งแต่ผมเกิดมา ผมยังไม่รู้ตัวเลยว่า ประเทศไทยมีอะไรที่ดีที่ประเทศอื่นไม่มี ผมอาจจะเป็นปลาหรือนกที่มองไม่เห็นน้ำ มองไม่เห็นฟ้า แต่ผมได้ฟังอาจารย์ยักษ์ และพ่อท่านยืนยันว่า ประเทศไทยเรามี จุดแข็งจุดดีที่ประเทศอื่นไม่มีคือความมั่นคง ความสงบและความสบาย แค่สัปปายะคำเดียว เอาไปอธิบายได้อีกมากมาย และอาจารย์ยักษ์ก็มายืนยัน อารยะเกษตร ก็สืบต่อสืบทอดความบำเพ็ญกุศลให้ประเทศไทยมี จุดแข็งที่ยิ่งใหญ่ 

ไปอีกเป็นสิบเป็นร้อยปีเลยก็ได้ 

ผมจะขอเชิญ อาจารย์ยักษ์ต่อ 

อาหารสัปปายะของเมืองไทยแดนชมพูทวีป

อ.ยักษ์ ว่า… พูดถึงอะไรอารยเกษตร มีหลายเรื่องที่อยากพูดแต่พูดตรงๆว่าอยากฟังเพราะท่านมากกว่าเพราะว่า ลึกซึ้ง 

พ่อครูว่า… ที่นี่เขาฟังกันจนเบื่อแล้ว 

อ.ยักษ์ ว่า… เรื่อง อารยเกษตร คือ เมืองไทยมีดี เหมือนที่พ่อท่านพูดว่า เมืองไทยนี้เป็นเมืองที่ศูนย์กลางความดี กำลังเคลื่อนย้ายจากโซนอินเดียมาอยู่ที่นี่ 

พ่อครูว่า… ใช่ เป็นชมพูทวีปแล้ว จากที่เลื่อนอินเดียมาอยู่ประเทศไทย 

อ.ยักษ์ ว่า… คือ เรามี กฎหมายที่ ใครมาเป็นประมุขไม่ว่าจะอายุแค่ไหน ก็ต้องประกาศตัวเป็นพุทธ และสิ่งที่ต้องทำหลังประกาศตัวเป็นพุทธก็คือ จะต้องเรียนให้รู้รากของความเป็นพุทธ คือมาจากบาลี สันสกฤต แล้วคำว่า เกษตร เป็นคำสันสกฤต 

พ่อครูว่า… คำว่ากษัตริย์นั่นแหละ 

อ.ยักษ์ ว่า… คือ เป็นเขต คือบ้านเรามันมีอารยธรรม ประเทศไทยเป็นขอบเขตอารยธรรมความดี เขตของอารยธรรมความดี หรือมุมที่มีกฎหมายหรือเรียกว่า กฎมณเฑียรบาล ที่จะต้องให้ประมุขเรียนรู้เองเรื่องดีๆ อย่างนี้ ซึ่งในโลกที่อื่นไม่มี 

ประเทศประชาธิปไตยเสรีนิยมที่ยึดถือ Individualism ที่จะให้สิทธิเสรีภาพของแต่ละคน แต่ว่าสังคมบ้านเราที่เจริญ คือ ให้สิทธิส่วนรวมมากกว่าบุคคล 

อันนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ที่พ่อท่านก็เอาคำว่า สาธารณะ มาเป็นใหญ่ ทรัพย์สมบัติแทนที่จะเป็นของส่วนตัวแล้วมีกฎหมายรับรองให้คนรวยได้ มีทรัพย์สินมากมาย เป็นเจ้าของแบงค์ เป็นเจ้าของที่ดินได้มากมาย คนอื่นไม่มีที่ดิน ช่างมัน ฉันมีได้เป็นแสนๆไร่ อย่างนี้นี่ในสังคมพุทธนี้ไม่มี ในสังคมพุทธให้รับรองสิทธิ์ของส่วนรวม เรียกว่าสาธารณโภคี ซึ่งที่นี่ทำได้จริง ที่อื่นในโลกก็น่าจะยังไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่ แต่ที่นี่ทำได้จริง พ่อท่านทำให้เห็นว่า สร้างทรัพย์สมบัติให้เป็นสาธารณะ ให้สิทธิสาธารณะมากกว่าส่วนตัว อันนี้มันกำลังย้ายปรัชญานี้มาสู่ประเทศไทย 

แล้วมีกฎหมายด้วยว่า ท่านใดมาเป็นประมุขก็ต้องศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ อันนี้ผมคิดว่าเป็นมุมที่เป็นความมหัศจรรย์ 

เรื่องที่ 2 ที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ ผมฟังพ่อท่านทางสื่อ พ่อท่านพูดถึง บ้านเราเป็นเมืองฉลาดสร้างอาหาร แต่คนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ คือ เรื่องนี้ขณะที่โลกตะวันตกเขาเห็นว่าการสร้างอาวุธ การสร้างเทคโนโลยีแล้วไปพัฒนาอาวุธ เอาไว้ฆ่ากัน มันคือความเจริญ แล้วเขาก็ให้สิทธิกับคนว่าจะทำอะไรก็ได้เอาไปแลกกับเงินมา แต่บ้านเรามองเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งเลวร้าย 

ผมจำได้ในความที่พ่อแม่เป็นคนถือศีล พบว่า พ่อแม่ก็สอนอย่างนี้ เติบโตเป็นเด็กวัดตั้งแต่อยู่แปดริ้ว พระก็สอนแบบนี้ มากรุงเทพฯมาเป็นเด็กวัดท่านก็สอนแบบนี้อีก แล้วก็เงียบไปก็หายไปไม่เคยได้ยินอีก ได้ยินอีกทีก็ที่ชาวอโศก พ่อท่านมาเทศน์ ปี 2521 ผมก็ได้ยินพ่อท่านเทศน์สิ่งเหล่านี้ ก็รู้สึกว่า โลกกำลังหมุนกลับมา ที่จะหมุนกลับมาอยู่ในประเทศไทยได้คือคุณงาม ความดีของโลก 

วันนี้ยังคุยกันที่บล็อคคอนเวิร์สกับทีมชลประทาน น้องๆลูกศิษย์ของท่านรองมานะ คุยกันว่าทำให้ดีเถอะ เพราะว่ารู้สึกได้ว่าถนนเส้นนี้จะมีบุคคลสำคัญทั่วโลกเดินทางมา คอยดู ทำให้มันดีซะ เมื่อคนเขาเดินทางมา เขาก็จะชื่นชม ได้รับคำชมไปจนถึงกรมชลประทานในกรุงเทพฯด้วย 

ผมเคยดูแลกรมชลประทานอยู่ ก็จะได้รับกุศลไปด้วย ก็คุยกันถึงว่าที่นี่มันน่าจะมีในอนาคตอันใกล้นี้ โลกก็จะต้องศึกษา จะต้องเห็นสิ่งเหล่านี้ ก็มุมที่พ่อท่านอยากให้ย้ำรูปธรรมที่ พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 9 ได้ทรงทำให้ดูให้เป็นตัวอย่าง มีมากมายทีเดียว

มีตอนหนึ่ง มีคนพยายามให้ผมทำหนังสือ บันทึกเรื่องงานของพระองค์ท่าน ที่ผมเริ่มเกริ่นว่า เราจะพยายามเขียนหนังสือออกมาใหม่อีกเล่มหนึ่งว่า เรื่องความคิด ชีวิตและงาน แล้วมันจะสะท้อนทุกอย่างว่า พระองค์ท่านพระราชทานพระราชดำริอะไร หรือความคิดอะไร พูดภาษาชาวบ้าน แล้วชีวิตท่านดำเนินชีวิตอย่างไร มีชีวิตเรียบง่าย ประหยัด แล้วก็ไม่ใช่แบบคนจนแล้วต้องจน อันนี้ มุมนี้สำคัญมาก

เช่น ตอนที่ Toyota กำลังจะย้ายฐานการผลิตไปอยู่ประเทศอื่น ชัดเจนที่สุด ท่านก็ให้ทำรุ่นพิเศษออกมา ก็จะมีคนไทยร่วมออกแบบกับ Toyota แล้วท่านก็ทรงมาเปิดตัวให้ พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไป ผมยังนึกชื่อรุ่นนี้ เก่ามากสัก 30-40 ปี ที่แข็งแรงและทนทานเป็นคนไทยร่วมออกแบบ เป็นรถเก๋ง อ้อ รุ่นโซลูน่า ยังนึกภาพอยู่ นึกภาพวันที่ท่านทรงขับด้วยพระองค์เองเหมือนชักชวนให้ Toyota อยู่ในเมืองไทย เพื่อสร้างงานให้อยู่ในเมืองไทย เป็นมิติเป็นวิธีคิดวิธีทำแบบคนจน แล้วก็ทำให้เศรษฐกิจเรา ในมุมของการเงิน ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับมุมของแบบคนจน แต่ว่าโลกของความเป็นจริง เนื่องจากว่า พระองค์ท่านต้องอยู่กับคนทุกกลุ่ม ทุกความเชื่อ ทุกศาสนา งานของพระองค์ท่านจึงอยู่ในทุกพื้นที่ 

คนศาสนาคริสต์ก็ยกย่องพระองค์ท่าน เอาคำสอนของศาสนาคริสต์นี้ มาเปรียบเทียบว่าอันไหนบ้างตรงกับคำสอนของพระเจ้าแผ่นดิน 

อิสลาม เขาก็นำคำสอนของอิสลามมาสอนว่า มันมีอะไรบ้างที่ตรงกับงานของพระเจ้าแผ่นดินอย่างนี้ เมืองไทยโชคดี ที่พระมหากษัตริย์นอกจากต้องเป็นชาวพุทธและต้องเรียนอ่านภาษาบาลีเรียนภาษา เทวนาครีให้เป็นแล้วก็จะเป็นองค์อุปถัมภ์ทุกศาสนา ศาสนูปถัมภกของทุกศาสนา ทำให้เมืองไทยเป็นอยู่ร่มเย็นได้ 

แล้วมีหนังสือที่สภาเขาทำว่า พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้กับรัฐสภา เป็นฐานของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง มีคำตรัสคำหนึ่ง ที่ตรัสกับคนไทยด้วย ตรัสกับคนหลายประเทศในโลกท่านบอกว่า ตราบที่ชาวบ้านยังไม่มีจะกิน ยังไม่มีอาหารจะกิน จะไปพูดไปคุยไปปรึกษาหารือเรื่องการเมือง เขาก็จะเข้าใจไม่ได้ เพราะเขาก็ยังต้องกินยาแก้ปวดก่อน ถ้าปวดหัวก็ให้กินยาแก้ปวดไปก่อน คือต้องทำให้มีอาหารสมบูรณ์ที่เป็นสัปปายะ 4 พ่อท่านพูดไปแล้วเมื่อสักครู่ ว่าที่นี่ชัดเจน ที่พระท่านพูดการเมือง คนที่นี่ฟังรู้เรื่องเพราะคนที่นี่อิ่มหนำสำราญจนเผื่อแผ่ไปหาสังคมอื่นได้แล้ว เรื่องอาหารการกิน เมื่อช่วงบ่ายๆ มากราบพ่อท่าน หนึ่งคนที่นี่ผลิตเลี้ยงคนเป็นร้อยได้สบายๆ ซึ่งพื้นที่อื่นๆ จังหวัดอื่นๆหรือประเทศอื่นๆ        1 คนนี้ผลิตเลี้ยง 100 คนไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะว่าระบบผลิตของเขา จะใช้คำว่า ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ไม่แสดงความฉลาดออกมา ไม่อยากจะพูดว่า โง่ เดี๋ยวเขาจะโกรธเอา 

พ่อครูว่า… มันไม่รับใช้ชีวิต 

อ.ยักษ์ ว่า… งานแบบนี้ คือสิ่งที่ท่านไม่ได้ตรัสอย่างเดียว ที่บอกว่าความคิดชีวิตและงาน ทั้งความคิดของท่าน ผมเดินตามเสด็จเข้าไปในป่าหรือกลางดึก 4 ทุ่ม ท่านยังไม่ได้เสด็จกลับ ก็ถือไฟฉาย เสด็จไปทอดพระเนตรแหล่งน้ำ ไปทอดพระเนตรดิน ทอดพระเนตรป่าว่าชาวบ้านจะอยู่กันอย่างไร ก็จะรับสั่งเรื่องอย่างนี้ ทำอย่างไรคนจะมีกิน นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด คือถ้าเขามีอาหารการกินอิ่มหนำสำราญแล้วมาชวนคุยเรื่องอะไรเขาก็จะรู้เรื่อง 

เพราะฉะนั้น ความมั่นคงทางอาหาร อาหารจึงเป็นการเมืองที่มีพลังมาก เพราะฉะนั้นที่นี่เริ่มจากอาหาร ผมถึงจำได้ว่าพ่อท่านพูดถึง สามอาชีพกู้ชาติ มีกสิกรรมธรรมชาติ ปุ๋ยสะอาดและขยะวิทยา มีสามอย่างเป็นอาชีพกู้ชาติ แล้วทั้งกสิกรรมธรรมชาติและปุ๋ยสะอาด ทั้งขยะวิทยา จะทำให้คนมีอาหารการกินสมบูรณ์ 

หลังจากนั้นจะไปคิดชวนคุยชวนทำเรื่องอะไรก็จะง่าย นี่คือสิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสแล้วก็ทรงทำด้วย ผมก็ประทับใจที่นี่มาก ตั้งแต่สามอาชีพกู้ชาติแล้ว ตั้งแต่เริ่มสร้างปฐมอโศก ผมก็เห็นว่านี่แหละ คือแนวทางที่ 2 พระองค์ ระยะหลังพ่อท่านก็เทศน์ว่า มีธรรมิกราช 2 พระองค์ เกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ ผมก็เห็นภาพชัดเจน ว่า จริงเหมือนที่พ่อท่านพูดเอาไว้ว่า แผ่นดินนี้จะเป็นแผ่นดินที่เป็นศูนย์รวมของความดีงาม 

พ่อครูว่า… คำว่า ธรรมิกราช พระเจ้าอยู่หัวก็เป็น ธัมมิกราชะ ส่วนอาตมา ธรรมิกราษฏร อาตมาพูด ไม่ได้พูดเล่นหรอก พูดจริง มันมีตัวปฏิบัติจริง คนเราคิดเพ้อจะสร้างสรรค์อะไรต่างๆนาๆคิดอย่างไรก็ได้ มันก็ดูดีคิดดีๆได้ แต่ปฏิบัติจริงประพฤติจริงๆ มีผลรองรับชีวิตจริงๆขึ้นมาเลยนี่ มันเป็นได้ตามที่คิดหรือเปล่า . 

อาตมาภาคภูมิใจที่เอาแนวคิดของพระพุทธเจ้ามาใช้จนกระทั่งสำเร็จเป็น สาราณียธรรม 6 เป็นชุมชนสาราณียธรรม 6 เป็นเรื่องภาคภูมิใจเป็นเรื่องที่มีจริงใน ประเทศไทย เป็นสังคมที่ทำให้คนมีคุณธรรม จิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง และจิตวิญญาณก็พาให้พวกเรามาดำเนินชีวิตมารวมตัวกันเป็นชุมชนเป็นหมู่กลุ่ม เป็นหมู่ชาวอโศก อย่างที่เป็น ที่มีอยู่ในประเทศไทยนี้ ชุมชนต่างๆ ชาวอโศกที่กระจายอยู่ในประเทศไทย 

ซึ่งมีพฤติกรรม พฤติการณ์ของกิริยา กาย วาจา ใจ เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม แล้วก็มีลาภที่ได้โดยธรรม ลาภธัมมิกา เอามารวมกันเป็นสาธารณโภคี แล้วแต่ละคนก็ได้ศึกษาปฏิบัติ มีทิฏฐิสามัญญตา มีศีลสามัญญตา เสมอสมานกันอยู่ ศีล 5 เสมอศีล 5 ศีล 8 เสมอศีล 8 ศีล10 เสมอศีล10 ศีลโอวาปาฏิโมกข์เสมอ กับศีลโอวาทปาติโมกข์อยู่กันไป 

2 ธรรมิกราชผู้มาประกาศ วรรณะ 9

อาตมาทำงานมา 50 กว่าปีนี้ยิ่งเป็นรูปร่างของสัจธรรม ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วอาตมาเอามาทำในยุคนี้ซึ่งเป็นยุคที่ศาสนาพุทธเสื่อมมาก เสื่อมมากยิ่งๆเลย ไม่ใช่เสื่อมน้อยแต่เสื่อมมากยิ่งๆเลย อาตมาต้องมากอบกู้ ขออภัยที่พูดใหญ่ พูดนี้ขอยืนยันว่า เป็นความจริง ก็ต้องมากอบกู้ กอบกู้ได้เท่านี้แหละ ได้เท่าที่มันมีคนที่มีธุลีในดวงตาน้อย เป็นคนที่ยังพอมีภูมิปัญญารับโลกุตรธรรมหรือรับธรรมะของพระพุทธเจ้าได้ จึงมาได้ ก็เท่าที่มันเห็น 

แต่มันเป็นรูปร่างที่ชัดเจนแล้ว เป็นสาราณียธรรม 6 ดังกล่าว แล้วก็จิตวิญญาณเป็นวรรณะ 9 

ที่อาตมาพูดพวกนี้ เพราะว่าอาตมายืนยัน ที่อาตมาพูด อาตมาสอน อาตมาเอามาอธิบายให้พวกเราศึกษาเรียนรู้จนกระทั่งพวกเราปฏิบัติได้ จนมีพฤติกรรมที่จริง ไม่ใช่มีแต่ไอเดียลิซึ่ม เป็นพวกที่มีการปฏิบัติจริง ประพฤติจริง ฝึกฝนจริง แล้วก็ได้ผลจริงขึ้นมา 

จนมีผลสำเร็จของชีวิต เกิดสาธารณโภคี ในสาราณียธรรม 6 แล้วก็มีทฤษฎีของวรรณะ 9 เป็นคนเลี้ยงง่าย การเลี้ยงง่ายนี่แหละคือการบริหาร ที่สบายมาก บริหารโดยไม่ต้องบริหาร เลี้ยงง่าย ทำให้เจริญง่าย สุโปสะ นี่ก็คือการบริหาร เลี้ยงให้เป็นอยู่ง่าย กินอยู่ง่าย แล้วก็ให้เป็นคนมีความเจริญ ความเจริญคำนี้ไม่ใช่เจริญไปแย่งความรวย ฟู่ฟ่า หรูหรา อย่างที่ในหลวงตรัส ไม่ใช่นะ ความเจริญไม่ใช่อย่างนั้นแต่นี่คือความเจริญแบบพวกเรา เจริญที่มีพฤติกรรมกายกรรม วจีกรรมมโนกรรม มีเมตตา ทั้งกาย วาจา มโน สงบ อบอุ่น สามัคคี ซื่อสัตย์ 

ถ้าจะหากลุ่มชนที่ซื่อสัตย์แล้ว อโศกนี้เป็นกลุ่มชนที่ซื่อสัตย์ที่สุด ขออภัยที่พูดความจริง แหม โลกนี้จะพูดความจริง ต้องขออภัยนะ ไม่งั้นจะหมั่นไส้กัน จริงนะ หมั่นไส้จริงๆ 

_สู่แดนธรรม… เมื่อเขาเล่าความเท็จ เขาก็ไม่เห็นต้องขออนุญาตเลย แต่พ่อท่านต้องขอนะครับ

พ่อครูว่า… คนสุภาพเรียบร้อย จะพูดความจริงต้องขออนุญาต คิดดูก็แล้วกัน ทำอย่างไรได้ 

_สู่แดนธรรม… ผมชอบใจที่พ่อท่าว่า การเลี้ยงง่าย คือ การบริหารที่ดีที่สุด 

พ่อครูว่า… เลี้ยงง่าย แล้วทำให้เจริญง่ายด้วย สุโปสะ เพราะอะไร เพราะพวกเรามักน้อย อัปปิจฉะ พวกเราไม่ได้มักมาก เป็นคนไม่ได้ ตะกละตะกลาม โลภโมโทสัน มักน้อย พอ สันโดษ สันตุฏฐี มีเท่าไหร่ก็พอ น้อยๆนี่แหละพอ ก็เกี่ยวพันเป็นพันธมิตรกันว่า มักน้อยแล้วก็พอ ไม่ใช่ไปมักมากแล้วก็พอ อย่างบิลเกต บอกว่า พอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ไปแปลสันโดษว่าพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ก็ไปถามบิลเกตส์หรือธานินทร์ดูว่าพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ไหม เขาก็บอกว่าพอใจ แต่มันไม่ใช่ ต้องเป็นพันธกิจกับมักน้อย ไม่ใช่เป็นพันธกิจกับตัวมักมาก

พอ ใจพอ อาตมาแปล สันโดษว่า ใจพอ มีน้อยก็พอ เป็นผู้ที่ขัดเกลาตนเอง สัลเลขะ ขัดเกลากาย วาจา มโน จนสูงสุดจนจิตหมดกิเลส และ กายกรรม วจีกรรม ก็จะพลอยดีขึ้น จากจิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง ก็จะถูกขัดเกลาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ มีระบบของพระพุทธเจ้าเรียกว่า ธุดงค์ ไปแปล ธุดงค์ ว่า ออกป่า ออกดง เรียกว่า ลงนรกไปเลยมันผิดไปไกลๆเลย 

ธูตะ แปลว่า ข้อปฏิบัติที่เจรืญ สูงส่งขึ้นไปเรื่อยๆ ธุดงค์หรือธุตังคะ หรือธูตะ คือข้อปฏิบัติหรือศีลหรือหลักธรรมที่เจริญสูงขึ้นเรื่อยๆและจะกลายเป็นผู้ที่น่าเลื่อมใส ปาสาทิกะ ต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาจึงจะเลื่อมใส ถ้าเป็นคนโง่ก็ไม่เลื่อมใส อาการที่ดี อาการน่าเลื่อมใสแต่เขาไม่เลื่อมใส อย่างของอาตมานี้เขาไม่เลื่อมใส

อ.ยักษ์ ว่า… จะรบกวนว่า หากมองจากมุมมองพ่อท่าน พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มีครบ 9 ข้อไหมครับ

พ่อครูว่า… มีครบ 9 ข้อเลย แต่ท่านประพฤติปฏิบัติเพราะท่านเป็นในหลวงไม่เหมือนอาตมา อาตมาอยู่กับประชาชนพื้นๆเลย แต่ท่านเป็นในหลวงและท่านมีข้อจำกัดเยอะ ศาสนาก็หลายศาสนา ประชาชนก็มีทุกระดับ และท่านจะต้องอยู่ในสารูปของในหลวง ท่านต้องมีสารูปของในหลวง อาตมาไม่ใช่ อาตมาก็อยู่กับสารูปอย่างประชาชนคนพื้นๆได้สบาย แต่ของท่านต้องมี ต้องทำสารูปอย่างในหลวง 

ท่านนั่งกับพื้นดิน แต่มันซ้อนๆอยู่ในนั้นว่า คนก็ต้องมายกย่องแน่นอน อย่างนี้เป็นต้น 

เพราะฉะนั้น เมืองไทยจึงเป็นเมืองที่ เป็นเมืองที่มีตัวอย่างของคนชมพูทวีป ชมพูทวีปมี 1. สุรภาโว 2.สติมันโต 3.อิธพรหมจริยวาโส  3 คำนี้ คือ เงื่อนไข ของความเป็นชมพูทวีปที่มีมนุษย์โลกุตระ สุรภาวโว หมายความว่า มีความแข็งแรง มีภาวะอันแข็งแรง สุระ

สติมันโต เป็นคนมีสติสัมปชัญญะ ปัญญาจริงๆเลย เป็นที่ๆจะเป็นพรหมจรรย์ เป็นแดนพรหม พรหมจรรย์จะให้เป็นพรหมได้ พรหม คือ ความสูงส่ง บริสุทธิ์หรือความหมดกิเลส ของบริสุทธิ์สะอาด  ที่นี่คือแดนของพรหม พูดภาษาง่ายๆก็คือ ที่นี่แหละคือแดนที่ดีที่สุด เป็นประเทศที่ดีที่สุด เข้าเป้าชัดๆ ที่มี ธรรมะพรหม พรหมจรรย์ พรหมจริยวาโส เป็นสถานที่อยู่ของผู้ที่มีความประพฤติเป็นพรหม คือเมืองไทย แต่ก่อนอยู่ในดินแดนอินเดีย เดี๋ยวนี้ย้ายมาอยู่ประเทศไทย อาตมาไม่ได้พูดผิดแต่เป็นความจริง ส่วนที่เป็นตำนานก็อยู่ในอินเดียไปสิ  แต่เดี๋ยวนี้มันไม่เที่ยง มันคลาดเคลื่อนย้ายมาอยู่เมืองไทยแล้ว 

สรุปแล้ว เมืองไทยตอนนี้อยู่ในสภาวะที่ดีที่สุด งามที่สุด ไม่ว่าทางด้านเศรษฐศาสตร์  รัฐศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ 

อาตมาก็ขอจบตัดหน้าอาจารย์ยักษ์ก็แล้วกัน สำหรับวันนี้ก็ขอเพียงเท่านี้เจริญธรรม 

สรุปจบ