660227 มหาวิทยาลัยที่ประสาทปริญญาโลกุตระ รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 13

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                          

https://docs.google.com/document/d/1Ugi5sb-ADllb2kgJiNyMMlt1LVqMzfbiHX6noMO16BE/edit?usp=sharing                                 

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/151FcsOZf9HZraiZ6DDvdWoveIVJklyKC/view?usp=share_link 

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/3bJnbuljRV8 

และ https://fb.watch/iYq2NgSl0p/ 

หลักแหล่งของชีวิตที่ควรอาศัย

พ่อครูว่า…เจริญธรรมทุกๆคนรายการปรับทุกข์ปลูกธรรม วันนี้วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2566 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 8 ค่ำ วันพระน้อย เดือน 4 ปีเถาะ วันนี้ 

เราก็มาฟังธรรมกัน ชีวิตนี้ฟังธรรม มันเป็นความเจริญอย่างยิ่งยวด ยิ่งใหญ่สำหรับมนุษย์ชาติ ใครไม่ฟังธรรม จะฟังแต่โลกๆเขา โอ้โห..ทุกวันนี้ สนั่นหวั่นไหว มีอะไรต่ออะไรออกไปส่งเป็นข่าวคราว เป็นเรื่องราวอะไรต่ออะไรกัน ทั้งโกหก ทั้งหลอกลวง ทั้งใช้เล่ห์กลอะไรต่ออะไรน่าดู เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องมีแหล่งมีหลัก ว่าเราควรจะฟังสิ่งที่เป็นหลักเป็นแหล่งอันมีฐานแห่งความจริง เป็นสัจธรรม สักหลักสักแหล่งเถอะ 

จริงๆสัจธรรมจริงๆถูกต้องที่สุดมีหนึ่งเดียว พระพุทธเจ้าตรัสต้องค้นหาให้ได้ หลักแห่งใดที่ดีที่สุด ที่เราควรจะต้องใช้เวลา สัมผัส เสพข่าว เสพข้อมูล เสพสิ่งที่ควรจะเอามารับรู้ พิจารณาตัดสิน แล้วก็ใช้เป็นสิ่งที่จะอาศัยใช้ไปในชีวิตว่า ทุกอย่างมันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปลงไปด้วยเหตุปัจจัยองค์ประกอบของ กาละ เทศะ ฐานะ ตลอดเวลา เราก็ต้องรับทางโลกที่เขาเคลื่อนไหวไปตลอดเวลาด้วย ทั้งความจริงที่เรารู้หลักรู้แหล่งความเป็นจริงที่เป็นหนึ่งเดียวนั้นด้วย เอามาใช้พิจารณาตัดสินใจ โดยจะอนุโลมปฏิโลมกันอย่างไร มันจึงจะสามารถที่จะอยู่กันได้อย่างอนุโลมนั่นแหละ อย่างที่จะต้องเราบ้างเขาบ้าง 

ก่อนจะได้เข้าสู่เรื่องราวที่จะได้พูดกันวันนี้ ก็ขอ sms เดี๋ยวจะค้างเติ่ง  ใน 

งานพุทธาภิเษกคงจะไม่ได้พูดกับ sms เท่าไหร่ เริ่ม 5 มีนาคม ตอนนี้ 27 พรุ่งนี้ 28 หมดแล้วเดือน เราก็จะมีรายการอีกคราวสองคราว 

รู้ความเป็นสองได้ละเอียดบางเบาเท่าไหร่ก็คือผู้มีภูมิสูงขึ้นๆ

_ขวัญใส   ที่พระพุทธเจ้าสอนให้ระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก แล้วที่หลวงปู่สอนให้อยากอายุยืนๆ แล้วจะระลึกถึงลมหายใจเข้าออกหรือคะ

พ่อครูว่า… มันมีทั้ง 2 อย่าง เมื่อกี้พูดผ่านไปหน่อยนึงแล้วว่าความเป็นจริงที่เรามีชีวิตอยู่ เราจะมี 2 อย่างให้เราเรียนรู้และอาศัยไปตลอด แต่สิ่งที่จบ สิ่งที่ตัดสิน สิ่งที่เป็นหนึ่ง เราจะมีความรู้และทำได้ เราก็อาศัยไป เพราะมันต้องมี 2 ตลอดเวลาที่เรายังมีชีวิต กับสิ่งที่เราอาศัย ตั้งแต่ มหาภูตรูป ไปจนกระทั่งถึงนามธรรมทั้งหมด เราต้องอาศัย 

จนกว่าเราจะตายอย่าง ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตายอย่างหมดเลย จิตนิยามของเรา แตกสลายเป็นดินน้ำไฟลมไป มันก็หมดความรับรู้ เมื่อนั้นน่ะ 0 สนิท ตอนนี้มีความ 0 โดยอาศัย 

0 คือ กิเลสมันดับสนิท ไม่มีเศษไม่มีส่วนนั่นเป็นเป้าหมายหลัก อาการของกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด จนกระทั่งเป็นผงคลีธุลีละออง ขั้นอรูปอย่างไร ที่จะมี อาการ ลิงค นิมิต  ให้เราศึกษาได้ อาการมันมีอย่างนี้ แล้วก็จับเครื่องหมายของอาการได้เรียกว่านิมิต มันเป็นนามธรรมที่ละเอียดบางเบาเรียกว่า ลหุตา มากที่สุดแล้ว 

คนไหนที่มีภูมิธรรมสามารถ จับลหุตา หรือเบาบางนั้นได้ สูงสุดก็คือคนนั้นแหละ ใครจะไม่มีเก่งเท่าที่ตนเองรับรู้ได้ ตนเองมีภูมิธรรมรับรู้ได้เท่านี้ก็เท่านี้ รู้ได้เท่าไรก็เท่านั้น 

เพราะฉะนั้นผู้ที่ฝึกฝนเรียนรู้นามธรรมจนละเอียดบางเบาไปได้มากเท่าไหร่ และได้มากอย่างเป็น อนุปคัมมะ หรือเป็น อภิภู ไปเรื่อยๆ เป็นผู้ที่รู้เองเป็นเองของตนเอง คนอื่นๆก็ไม่รู้กับเรา แต่ความละเอียดลออพวกนี้พูดกับคนอื่นยากแล้ว นอกจากคนที่มีภูมิใกล้กันก็พูดกันรู้เรื่องหรือพูดกับคนที่มีภูมิสูงกว่าก็จะรู้ได้ดี 

สรุปแล้ว เราต้องนึกถึงลมหายใจเข้าออก ว่า มันตายมันไม่เข้ามันไม่ออกมันก็ตาย ลมหายใจเข้าลมหายใจออกก็ 2 อย่าง เพราะฉะนั้นก็เรียนรู้ 2 ใน 1, 1 ใน 2 กับ 0 อันนี้เป็นจุดจบแล้ว และ อาตมาสรุปว่า ถ้าเข้าใจอัตราส่วนของคำว่า 0

แล้วก็ 1ใน 2, 2 ใน 1 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ )  ล.10 ข.60 

อาตมาบอกแล้วตรงนี้เป็นหัวใจของศาสนาพุทธในด้านนามธรรมที่ผู้ปฏิบัติ จะต้องปฏิบัติให้ตนเข้าถึงตรงนี้ ทำตรงนี้ให้ได้สมบูรณ์แบบ มันไม่ใช่หัวใจศาสนาอริยสัจ อันนั้น 

อริยสัจ 4 เป็นหัวใจศาสนาโครงสร้างใหญ่ แต่ผู้มาเรียนรู้แล้วต้องปฏิบัติเข้าไปถึงเวทนาในเวทนา เวทนา 108 แล้วทำเวทนา 2 จากมากมายตัดออกตัดออกจนเหลือ 2 แล้วทำ 2 ให้เป็น 1 ได้ นี่แหละคือฐานอาศัย 

ผู้ที่ทำ 2 ให้เป็น 1 ได้ก็จะทำ 1 กับ 0 ทำ 1 ให้เป็น 0 ซึ่ง 0 กับ 1 ก็เป็น 2 ใช่ไหม 

เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถทำ 2 ลดลงให้เป็น 1 ได้ มันก็จะสามารถทำให้ 1 เป็น 0 ได้ มันเป็นความบางเบาและหมดสิ้นไป แต่มันยังไม่สิ้นเพราะเรายังมีธาตุรู้ ยังมีชีวะอยู่ ยังไม่ได้ดับสิ้นชีวะ ยังไม่ได้ดับวิญญาณ ยังไม่แตกแยกวิญญาณหรือจิตนิยามเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย มันก็ยังมีเรา ยังมีตัวรู้สึก ยังมีตัวรับรู้ ก็รู้ตัวจบที่สุดสภาวะหรืออาการที่สูงสุด จบ

เพราะฉะนั้นต้องรู้ได้ด้วยตน อันนี้อย่างที่ท่านผู้รู้ท่านบอกด้วยภาษาว่าสภาวะตรงนี้ตรงกัน ใครที่มีภาวะนั้นก็จะรู้เอง นะ

SMS วันที่ 15-16 ก.พ. 2566

SMS วันที่ 24-26 ก.พ. 2566

จะเรียนรู้เพื่อนิพพานต้องแยกกายแยกจิตให้ได้ 

_สว่างแสง ขวัญดาว  · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

พ่อครูคะ ลูกได้เปิดคลิปปัญญา 8 ที่มีผู้เมตตาอ่านบันทึกเสียงไว้เป็นตอนๆ ฟังถึงตอนไหนที่ลูกไม่เข้าใจก็ต้องย้อนมาฟังอีกหลายๆรอบ ลูกขอกราบขอบพระคุณท่านผู้เมตตาอ่านบันทึกเสียงไว้นี้เป็นอย่างมาก ลูกได้ฟังอยู่หลายคลิปแล้ว เห็นว่าเรื่อง กาย กับ จิต เป็นเรื่องที่พ่อครูนำมาสอนซ้ำมากที่สุด ยิ่งกว่าแม่ที่ยินดีเลี้ยงลูกน้อยที่ตนรักอย่างที่สุด อย่างซ้ำซากไปกับคืนวันอันยาวนาน กระนั้นลูกก็ยังโง่แล้ว โง่อีก ยังมีคำถามมากราบเรียนถามพ่อครูค่ะ ว่าการแยกกาย แยกจิต คือการมี กาย มีจิตให้แยก ลูกเห็นว่ากายมี กายนอก กายใน ลูกขอถามว่ากายในนั้นอยู่ข้างในคือจิตใช่ไหมคะ หรืออย่างไร น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

พ่อครูว่า… กายกับจิตเป็นภาษาใหญ่ภาษารวมที่จะต้องรู้ว่า เมื่อไหร่เป็นกาย เมื่อไหร่ไม่เป็นกาย จิตก็อย่างหนึ่ง กายก็อย่างหนึ่ง แต่เมื่อไหร่เป็นจิตเมื่อไหร่เป็นกายและเมื่อไหร่ไม่เป็นกาย อธิบายไปยากมากเลยแต่ก็อธิบายมาซ้ำแล้วซ้ำอีกตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน โดยเฉพาะผู้จะมาเรียนรู้เพื่อนิพพาน ถ้าแยกกายแยกจิต เมื่อไหร่เป็นกายเมื่อไหร่ไม่เป็นกาย 

ไม่เป็นกายก็หมายความว่า จิตไม่มีแล้ว เพราะกายมันจะมีจิตด้วย เมื่อมันไม่มีจิตเลย มันก็ไม่มีกาย เพราะฉะนั้นถ้ามันยังมีกายอยู่ มันก็ต้องมีจิตอยู่ร่วมหรือเจตสิกอยู่ร่วม นี่แหละความลึกซึ้งสูงสุด 2 ใน 1และ 1 ใน 2 ที่เป็นภาษาสิริมหามายา 2 คำ แต่มีความจริงที่ชัดว่าเมื่อไหร่บอกภาษา คำว่า กาย กับจิต หรือ อธิบายกายกับจิตลงไปว่า ภาษา 2 คำนี้ กายเป็นรูป จิตเป็นนาม กายเป็นตัวถูกรู้ จิตเป็นตัวผู้รู้ หรือ รูปเป็นตัวถูกรู้ นามเป็นผู้รู้ อันนี้ก็ต้องอธิบายในวิโมกข์ 8 ที่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ก็อธิบายแล้วอธิบายอีก 

มันไม่ง่าย ถ้าง่ายก็คงมีอรหันต์ง่ายๆเยอะเนาะ หรือมีโลกุตรบุคคล มีสมณะ 4 เหล่านี้เยอะ มันจึงได้เท่าที่มันได้ อาตมาทำงานมา 50 กว่าปีได้เท่านี้ก็ อาตมาตัดสินให้คะแนนตัวเองว่า อาตมาชาตินี้ไม่สอบตก สอบได้แล้ว ตายก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ได้ขาดทุน 

ต้องรู้จักกายจึงทำบุญจนหมดอาสวะได้สิ้น

_พลังเพ็ญ คำด้วง  · กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพค่ะ สมาธิของพุทธ ในขณะทำงาน เกิดได้ตลอดค่ะ ถ้ากระทบผัสสะแล้วอ่านเวทนา แยกรูปแยกนาม ออก เช่นเวลาคุยกับลูกค้าแล้วเกิดอารมณ์ไม่ชอบใจรำคาญ เหตุการณ์เกิดขึ้นเป็นรูป(กายนอกกาย)เห็นอารมณ์ไม่ชอบใจเกิดเป็นนาม(กายในกาย) แล้วสามารถทำให้อารมณ์ไม่ชอบใจหายไปได้ อันนี้ก็คือสมาธิเกิดในขณะทำงานแล้ว ลูกเข้าใจอย่างนี้ค่ะกราบขอบพระคุณค่ะ

พ่อครูว่า… ถ้าบอกว่ากายนอกกายกับคำว่ากายในกาย ใช้ภาษา ถ้าจะบอกว่ากายนอกกายคือรูป กายในกายคือนาม ชัดขึ้นไหม หรือจะบอกว่ากายนอกกายคือรูป กายในกายคือจิต หรือกายนอกกายคือกาย กายในกายคือจิตหรือเจตสิก 

จะเรียกว่าสมาธิเกิดในขณะทำงานแล้วก็ต้องถือว่า กำลังสะสมจิตที่สำเร็จให้มันตกผลึกสะสมเข้าไป 

สมาธิของฤาษีไม่รู้กายไปหลับตาปฏิบัติไม่รู้จักกิเลสดับกิเลสไม่ได้ แต่สมาธิของพระพุทธเจ้านั้นรู้ในขณะที่ตื่นอยู่ ทำให้กิเลสดับได้ทำใจในใจขณะที่มันเกิดจริง แล้วพลังงานปัญญาพลังงานฌาน มันก็มาทำงานจนมันฆ่ากิเลสได้เรียกว่าบุญ บุญ คือเครื่องประหารกิเลส จนได้ชาญก็ประหารกิเลสลดลงมาจนได้ฌานที่ 4 มือที่ 4 หรือฌานที่ 5 คือบุญ ถ้าตัดกิเลส ตัวสุดท้ายด้วยคำว่าบุญคือตัวสุดท้ายเป็นเพชฌฆาตมือสุดท้ายที่ ยังไงๆ พอเจอเพชฌฆาตนายบุญ เด็ดขาด การตายของกิเลสตายไม่ฟื้น ตายไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี เด็ดขาด แน่นอน ฟังบ่อยๆ ซ้ำๆ ย้ำๆ ก็จะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ 

เพราะฉะนั้นคำว่าบุญทุกวันนี้ไปกลายเป็นกุศล ไม่ได้ฆ่ากิเลสเลยมีแต่รักษา กุศล กุศลคือพลังงานที่เป็นคุณค่าคุณงามความดีที่เราจะต้องอาศัยมันไปตลอด แม้พระพุทธเจ้าทรงบรรลุพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีอรหันต์ตั้งไม่รู้ขั้นสุดท้ายขั้นที่ 9 ท่านก็ไม่สันโดษในกุศล ไม่พอในกุศล แต่บุญมัน 0 เลยนะ มันตายแล้วมันไม่มีอีก ปุญญปาปปริกขีโณ พอทำงานเสร็จจบ กิเลสหมดแล้ว อันนั้นเรื่องนั้นก็จบกิจ บุญก็ไม่มีอีกเลย คนนี้จะไม่มีบุญอะไรอีกแล้ว ไม่ต้องใช้บุญอีกเลย ไม่ต้องใช้เครื่องประหารนี้อีกเลย มันละเอียดอย่างนี้จึงยาก 

เพราะฉะนั้นคนได้เสื่อมจากศาสนาพุทธมาจนกระทั่งถึงยุคนี้ อาตมาเอาโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าฟื้นขึ้นมา โอ้โห.. แสนยากแสนเย็น แต่มีผลสำเร็จสรุปแล้วอาตมาว่าทำงานมีผลสำเร็จ เพราะฉะนั้นอาตมาสบาย 

สรุปแล้วก็คือ สมาธิคือจิตที่สะอาดจากกิเลสจากอาสวะ ตกผลึกลงไป แล้วก็เป็นจิตตั้งมั่น เป็นอเนญชาๆๆ สมบูรณ์แบบ ในอภิสังขาร 3 ปุญญาภิสังขาร   อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร 

อภิสังขารคือ จัดการทำมนสิการ จัดการทำจิตในจิตของเรานี่แหละ 

ทำปุญญาภิสังขารคือ สร้างบุญมาฆ่ากิเลสให้ได้ จนกิเลสมันตายมันก็ไม่มีบุญจึงเรียกว่า อปุญญาภิสังขาร จึงปรุงแต่งอย่างไม่ต้องเป็นบุญแล้ว จิตนั้นก็จะมีแต่จิตเจริญสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น เป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มากยิ่งขึ้นยิ่งขึ้นยิ่ง มันไม่ได้สะสม จิตที่ไม่สะอาด จิตที่ไม่บริสุทธิ์ มีเจปริยญาณ 16 จนกระทั่งสะอาดหมดจดแล้ว เป็นอนุตรจิต จบแล้วไม่มีจิตเหนือกว่านี้ อนุตระ สอุตระ จิตที่เหนือกว่านี้ยังมีอีก อนุตระคือไม่มีอีกแล้วเอาตัวนี้ โดยอ่านวิมุติ แล้วก็อ่านสมาหิโต คือ จิตที่ตั้งมั่นตกผลึกลงตั้งมั่น จิตที่เอามาตกผลึกตั้งมั่นต้องเป็นจิตที่ตรวจแล้วตรวจอีก เป็นวิมุตติญาณทัสสนะ ตรวจแล้วตรวจ ตรวจแล้วตรวจอีก ว่ามันสะอาดแน่นะที่เอามาใส่ จะว่าเป็นธนาคารมันก็ไม่มีสภาวะแล้ว ใส่ในภาวะความว่างของเรา อาศัยคำว่า อัตตาที่อาศัยเท่านั้นเอง แต่ก็ไม่สับสนเพราะเราไม่ได้ยึดเป็นเราเป็นของเราแล้วอัตตานี้ อัตตา อัตตนียาใดๆ เราก็ไม่ยึดเป็นเราเป็นของเราอาศัยสภาวะนี้ ไปสู่ความไม่ยึดมั่นว่าเป็นเราเป็นของเรา หมดแล้วภาษา ผู้ทำได้จริงมันก็เป็นปัจจัตตัง 

สรุปแล้ว สมาธิของพระเจ้าจึงไม่หนี ไม่ต้องไปเต๊ะท่า ทำงานเป็นปกติสามัญเลย แล้วมีจิตแววไว มีจิตเป็น มุทุภูตธาตุ มีจิตเป็นลหุตา สามารถที่จะจับสภาวะกิเลส สภาวะทำงานของจิต กำจัดกิเลสได้ หมดสิ้นสะอาด จนรู้ถึงความสะอาดของจิต และเป็น 0 ไม่มีแล้ว จบกิจตรงที่ 0 แล้ว ยังไม่ตายก็อาศัย ก็ต้องมีธาตุรู้ที่สะอาดที่จิตสะอาด 

เพราะฉะนั้นจิตสะอาดที่เป็นจิตตกผลึกเป็น จิตสมาหิตะ จึงไม่เหมือนสมาธิทั่วไป ที่สะอาดหรือไม่สะอาดไม่รู้ อาสวะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ 

เพราะฉะนั้นคำว่า อาสวะ จึงเป็นตัวตัดสิน ผู้ที่รู้อาสวะก็เพราะว่ารู้กาย รู้จิต รู้ธรรมะบริบูรณ์ ตามที่อาตมาเอา บุคคล 7 มาอธิบายให้ฟัง มี อุภโตภาควิมุติ ปัญญาวิมุติ  ทิฏฐิปัตตะ กายสักขี สัทธาวิมุติ สัทธานุสารี ธัมมานุสารี  

บุคคล 7 ตั้งแต่ 2 ตระกูล ตระกูลศรัทธากับตระกูลปัญญา แต่ท่านไม่เรียกปัญญา ท่านเรียกว่า ตระกูลพุทธิจริต 2 ตระกูลใหญ่ จนกระทั่งสามารถทำ วิมุติได้ เป็นอันที่ 3 

ทีนี้ศรัทธาวิมุติ มันรู้ยากรู้ช้า แล้วก็ไปหลงติดยึดในศรัทธาวิมุติ ที่มันมิจฉา ซึ่งมันเป็นธรรมดาธรรมชาติของผู้ที่ไม่ใช่ว่าไปบังคับเขาไปข่มไปดูถูก แต่เขาต้องเป็น เขาจะไม่รู้ กว่าจะรู้ว่าวิมุติของพระพุทธเจ้าต้องลืมตา ต้องมีกาย 

แต่เดียรถียร์นั้นผิด ทิฏฐิปัตตะเป็นสาย ธัมมานุสารีจึงเป็นแก่นรู้ง่าย ปัตตะแปลว่าบรรลุตามทิฏฐิ ตามความเป็น ความเข้าใจจึงทำได้ ทำให้อาสวะบางอย่างดับได้ 

เพราะฉะนั้น ทาง ศรัทธาวิมุติถ้าไม่รู้อริยสัจ 4 ทำให้อาสวะบางอย่างดับได้ เหตุแห่งทุกข์มันไม่รู้ดับไม่ได้ได้แต่สะกดจิตไม่ได้ดับเหตุ มันก็เป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ 

ถ้าศรัทธาวิมุติสามารถมีปัญญาเข้ามาบ้าง จับกิเลสได้ดับสิ้นอาสวะได้ ก็จึงถึงจะขึ้นเป็น ทิฏฐิปัตตะ จากนั้น ถึงจะชัดเจนมีกายสักขี 

เพราะฉะนั้นผู้ที่มีกายสักขีก็จะสามารถทำให้อาสวะบางอย่าง ได้หมด ชัดเจนยิ่งขึ้นๆๆๆ เพราะฉะนั้นใน ทิฏฐิปัตตะ กับ กายสักขี นี่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสเอาไว้ว่า จะไม่เหมือนกัน 

๔. ทิฏฐิปัตตะ  ผู้บรรลุสัมมาทิฏฐิ คือ  ท่านที่เข้าใจอริยสัจถูกต้องแล้ว และอาสวะบางส่วนก็สิ้นไป เพราะ เห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระผู้บรรลุโสดาปัตติผลขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัต ที่มีปัญญาและปัญญินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติจนเกิดปัญญาพละ

๕. กายสักขี   ผู้เป็นพยานด้วยนามกาย หรือผู้ประจักษ์กับตัวคือ ท่านที่ต้องสัมผัสวิโมกข์๘ ด้วยกาย  อาสวะบางส่วนก็สิ้นไป  เพราะเห็นด้วยปัญญา  หมายเอาพระอริยบุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วขึ้นไป  จนถึงเป็นผู้ยังปฏิบัติเพื่ออรหันต์  ที่มีสมาธินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติ 

ในงานพุทธาภิเษก คงจะได้อธิบายให้ละเอียดลออ ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะอธิบายจากพรหมจารสูตรหรือว่าเอาจรณะ 15 วิชา 8 มาอธิบาย ดูก่อนดูเหตุปัจจัยก่อน 

แก้กรรมคือการได้ชดใช้กรรมวิบากล้างเหตุคือกิเลสหมด

_จรรยา ประเสริฐ  · กรรมวิบาก เป็นตัวเคลื่อน กรรมวิบาก ชี้ชะตาในตัวเราทั้งหมด แก้กรรมได้ด้วยการ ยอมใช้วิบากด้วยความเต็มใจ ดีแล้วหนอที่เราได้ชดใช้ สร้างกุศล วิบากดี ต่อตัวเราเอง เท่าที่ปัญญารู้ได้ ต่อไป กราบสาธุค่ะ

พ่อครูว่า… คำว่าแก้กรรมนี้ไปทำเป็นเล่นไป เป็นพิธีการแก้กรรม มันก็เล่นลิเกละครหลอกกันไป คนเป็นเจ้าพิธี เป็นผู้เก่ง สามารถแก้กรรมเขาได้ เหมือนอย่าง ชีอะไร แก้กรรมได้ กรรมของใครกรรมของมัน ใครจะไปแก้ของใครได้ นอกจากตัวเองแก้เอง 

ถ้าผู้ใดสามารถรู้ว่าเราได้ชดใช้กรรมของเรา ด้วยการได้รับวิบากไม่ดีก็ตาม เกิดปัญญารู้กิเลส ทำให้กิเลสดับได้ นี่แหละเราแก้กรรม ตัวที่ชัดที่สุดเป็นโลกุตระ ก็คือรู้จักกิเลส แล้วทำให้กิเลสตายได้ ลดได้ ตายเลย กรรมต่อไปของคุณก็ได้แก้ไขแล้ว ปรับปรุงกรรม จากนั้นไป เหตุมันก็ตายไม่ฟื้น ไม่มีเหตุที่จะทำให้ชั่ว ไม่ดี หรือ เป็นทุกข์ ถึงขั้นไม่ทำให้เป็นทุกข์ แม้ที่สุดไม่ทำให้เป็นทุกข์เป็นสุข ไม่เป็นทั้งสุขทั้งทุกข์ได้อย่างจริงจัง 

อ่านจิตให้ถึงอุเบกขาพาบรรลุชัด

_จนแท้ บุญคุ้มมาจน  · อ.รัตภูมิ สงขลาภาพเสียงชัดเจนครับ.ลูกอยู่ข้อที่ยังไม่ได้โสดาบันครับ.เป็นแค่คนข้างวัด.แต่จะพากเพียรครับ.

พ่อครูว่า…  เอาดีๆให้ชัดๆเจนๆอย่าสับสนนะต้องอ่านสภาวะและรู้ชัดเจน ที่ไม่ลงไปก่อนว่าเราได้ดีอยู่ แต่ถ้าได้แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราเองได้มันก็โง่ต่อไปอยู่นะ ต้องให้ชัดอ่านอาการ ลิงค นิมิต อาการทางสภาวะจิตเจตสิกหรือกายเวทนาจิตธรรม พวกนี้พยัญชนะที่มันสื่อสภาวะในหมวดที่ทำงานร่วมกันเป็นกรุ๊ปๆเป็นหมู่ๆไป ต้องรู้ทั้งกายเวทนาจิตหรือธรรมะ เวทนา 108 ก็ต้องรู้ ในหมู่เป็น 2 มี กายิกะกับเจตสิกกะ หมู่ที่เป็น 3 เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี ไม่เป็นสุขเป็นทุกข์ก็ดี 

หรือดูรายละเอียดของมัน ที่มีพลังดีกรีของมัน เป็นอินทรีย์ของมัน สุขิณทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสขินทรีย์ โทมนัสขินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ อย่างนี้เป็นต้น เป็นน้ำหนักของมัน หยาบ ตั้งแต่สุขหรือทุกข์ ได้แล้วก็เป็นโสมนัส โทมนัส หมดโทมนัส โสมนัส ก็เป็นอุเบกขา เราก็รู้อาการจิตว่า เราได้ฐานอุเบกขาแล้ว อย่างนี้เป็นต้น ต้องชัดเจน 

ฐานอุเบกขาก็เป็นฐานสุดท้ายของจิต ที่บริสุทธิ์จากกิเลสแล้วมันก็สั่งสมตกผลึกลงเป็น สมาหิโต เป็นจิตสมาธิแบบพุทธอย่างรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ก็ต้องพยายามอ่านจริงๆ ดีแล้วล่ะไม่หลงตนว่าได้สูงเกิน แต่ก็อย่าติด ว่า อ้าว.. เราได้แล้วก็จมซ้ำแซะอยู่ในโสดาบัน วนอยู่นั่นแหละ แล้วก็ยังถือว่าไม่ได้โสดาบันอีก มันก็แย่กันพอดี ต้องให้ชัดเจน 

_Natchawan Sriphatsongsaeng ณัชวรรณ ศรีพัฒน์ส่องแสง   · นอบน้อมกราบๆๆท่านพ่อครูด้วยความเคารพเป็นอย่างสูงด้วยเศียรเกล้าเจ้าคะ ดิฉันดีใจที่ถึงแม้เจอพ่อครูตอนอายุมากแล้ว ก็ยังถือว่าดิฉันยังมีโอกาสได้มีเชื้อเผ่ากอเป็นลูกพ่อครู ถึงการปฎิบัติในการลดกิเลสของลูกบางครั้งได้บ้างไม่ได้บ้าง ลูกก็ตื้นตันใจต่อยอดเชื้อโลกุตระแล้วเจ้าคะ

พ่อครูว่า… ดีมาก ตอนนี้ทำอย่างไร ต้องทำต่อ ทำต่อ ตอนนี้ต่อยอด ต่อขั้นฐานไปเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้ศัพท์คำว่า ทำต่อ ทำต่อ กำลังดังมากอยู่นะ 

_Marisa Melo มาริสา เมโล  · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอันสูงสุด น้อมกราบท่านสมณะ ท่านสิกขมาตุด้วยความเคารพยิ่งค่ะ ยังระลึกถึงบรรยากาศใต้เฮือนศูนย์สูญค่ะ มีแต่ความร่มเย็นและพลังงานดีๆ ค่ะ เดี๋ยวจะกลับไปรวมพลังหมู่มิตรดีอีกเร็วๆ นี้ค่ะสาธุค่ะ

พ่อครูว่า… นี่เรากำลังเทศน์อยู่ขณะนี้ที่ใต้เฮือนศูนย์สูญใช้ทั้ง ศูนย์และสูญ เขาจำบรรยากาศนี้ได้ จริง พวกเรานี้ อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ อาตมาก็สรุปไว้อย่างนั้นก่อน 

ชาวอโศก มี GDP โลกุตระ

_Songyut Akkakoson ทรงยุทธ อัคคโกศล  · กราบเรียนพ่อครู นีอูเอ (Niue) เป็นหมู่เกาะปะการังที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีความสัมพันธ์แบบ Free Association กับประเทศนิวซีแลนด์ GDP 10.01 ล้าน USD (ไทย 455.22 ล้าน USD)(ข้อมูลจาก World Bank ปี 2560)

พ่อครูว่า… อาตมาว่า ถ้าจะมาว่า GDP ตอนนี้น่าจะไม่ใช่อย่างที่เห็น เพราะว่าพลเอกประยุทธ์ได้บริหารมาอีกหลายปี 

คำว่า GDP เป็นสิ่งที่เข้าใจยากมาก นักเศรษฐศาสตร์จะพูดกับอาตมารู้เรื่องยาก หรือแม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ฟังในหลวงตรัสเรื่องขาดทุนของเราคือกำไรของเราก็ยากมาก อาตมาก็พยายามอธิบายรายละเอียดของสิ่งที่เราเสียนี่แหละคือเราได้ มันไม่ง่าย เพราะฉะนั้นผู้ที่เสียสละไป ศูนย์ได้มากหรือน้อยลงถ้าไปคือเจริญ ถ้าไปเอาของเขามามาก ยิ่งใช้ domestic คือ GDP ตัว D คือโดเมสติกมันเป็นของภายในของเรา 

เช่น ผลผลิตของเราเป็น Product ผลผลิตของเรานะไม่ใช่ไปเอาผลผลิตของคนอื่นนั้นหนึ่ง 2.ไม่เอาผลผลิตของคนอื่นหรอกแต่ไปตีรวม Gross รายได้องค์รวม ไปเอาที่ไปโกงเขามาไปเอาเปรียบจากภายนอกมาเป็นรายได้เป็น domestic ผิดอีก นั่น 1 

แต่ ถ้าองค์รวมไปเอาเปรียบ เอารายได้มาบวกด้วยแล้วถือว่าเป็นความเจริญ แต่จริงๆไม่ใช่ความเจริญ ของโลกุตระนั้นคือไม่เอาเปรียบเขาจากข้างนอกด้วย 1และ  2 เครื่องชี้บ่งต้องยิ่งเป็น 0 ลงไป น้อยลงไปอีกคือความเจริญ ไม่ใช่ตัวเลขมากขึ้นคือความเจริญ แหม มันซ้อนนะ 

อาตมาจึงเห็นใจพวกที่ไปเรียนเศรษฐศาสตร์มาจากเทวนิยมจากพวกที่เขาไม่เข้าใจโลกุตระ ตำราเรียนมาจบด็อกเตอร์ทางเศรษฐศาสตร์ทางทุนนิยม ต่างประเทศเขามายุโรปก็ดีอเมริกาก็ดีอะไรก็แล้วแต่ แม้แต่ในทางเอเชีย ถ้าไม่ใช่โลกุตระของประเทศไทย โดยเฉพาะแม้แต่เถรสมาคมก็ยังยาก มันต้องมามหาลัยของอโศก

ขออภัยที่พูดนี้ไม่ได้ยกตัวอย่างอะไรแต่พูดความจริงที่ท่านจะต้องฟังสัจจะความจริงอันนี้ แล้วศึกษาแล้วมาพิสูจน์ ซึ่งเป็นสัจจะวิชาการเป็นสัจธรรมที่สุดยอดจริงๆไม่มีอะไรมากกว่านี้แล้วของพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ ที่อาตมาพาพวกเราทำ ชาวอโศก อันนี้เป็นตัวบุคคลจริงมีสาธารณโภคีแล้วทุกคนที่จะสามารถสบาย ไม่ต้องสะสมเงินทองเป็นของตัวเองเลย อปจยะ ขยันหมั่นเพียรสร้างสรรค์แล้วเอามารวมกัน สะพัดไป ใครดูแลมีหน้าที่การสะพัดก็สะพัด ใครมีหน้าที่ในที่สร้างก็สร้าง สร้างแต่ของดี สร้างแต่ของที่เจริญงอกงามไพบูลย์ขึ้น เอามาให้แล้วก็เอาไปเผยแพร่แจกจ่าย ขายอย่างเสียสละขายอย่างสูง 

ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล่นตลกไม่ใช่เรื่องเล่นลิเกไม่ใช่เรื่องหลอกแต่เป็นเรื่องจริง ที่มีคนจริงมีปรากฏการณ์จริง มีสิ่งยืนยันได้ มีฟีโนมิน่า ซึ่งไม่ใช่แค่ ฟีโนมิน่า ซึ่งของเราเป็นฟีโนมินอลเป็นเอกพจน์ กลุ่มอโศกของพวกเราทำอยู่ทุกวันนี้แต่มันมีหลากหลายมีเยอะ กลุ่มอโศกก็มีหลายชุมชนทำอยู่ตรงนั้นตรงกัน 

หมดปัญหาเศรษฐกิจ คือมาเป็นคนจน ผู้ยังไม่เป็นคนจน เป็นคนจนไม่ได้ แล้วยิ่งจะต้องให้หมดความจน จะต้องไปเป็นคนรวย คนรวยคนนั้นคือคนยังสับสนอยู่ 

แนวคิดเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ของมหาวิทยาลัยโลกุตระ

_ดนุธรรม วิรุฬห์ศิริกุล : “การเมือง”ยุคนี้ ถ้าไม่มี “ลุงตู่” เป็นนายก บ้านเมืองคงวุ่นวายน่าดูครับ เพราะคนส่วนใหญ่ ที่ยังมีความเห็นผิดเป็นถูก โดยหลงรูปลักษณ์ภายนอกที่เขามาหลอกลวงว่าจะให้สารพัดอย่าง ใครที่จะมาบริหารประเทศชาติ ต้องมีบุญมีบารมี ไม่ใช่จะจับใครมาทำมาบริหาร หรือคัดเลือกมาจากคะแนนเสียง ที่ได้มาจากความหลงหรือหลอกลวง หรือ ทำเพื่อใครบางคน คนที่มาแรงด้านความหลง “อุ๊งอิ๊ง” ก็เป็นแค่หุ่นเชิดเท่านั้น เพื่อดึงความนิยมในตัวของ (ทักษิณ) และพรรคพวกของตนเท่านั้น (ทักษิณ) คอยชักใยอยู่เบื้องหลังทั้งหมด แม้กระทั่งการทำงานและการหนีออกนอกประเทศของ (ยิ่งลักษณ์) เขาก็เป็นคนวางแผนทั้งหมด มาถึง”อุ๊งอิ๊ง” เขาวางแผนไว้ ถ้าสำเร็จเขาก็อาจจะกลับประเทศไทยได้ “แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอก” เพราะมีกฏหมายอยู่ การบริหารประเทศชาติบ้านเมืองถ้าเทียบชั้นการทำงาน”อุ๊งอิ๊ง” กับ”ลุงตู่” ลุงตู่คือความจริงตรวจสอบได้มีผลงานเห็นชัดแจ้ง และมีความสุจริตใจในทุกเรื่อง และเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศโดยเฉพาะที่เห็นได้ และไม่เคยมีนายกคนไหนทำได้ตลอดมาหลายสิบปี เพราะเขาไม่ชอบคนไทยที่ไปขโมยเพชรซาอุเขามา แต่ “ลุงตู่” ได้สร้างมิตรภาพและความมั่นใจใหม่สำเร็จ เปิดการบินและเส้นทางการค้า ที่ขาดการติดต่อกันไปหลายสิบปี หลายๆอีกผลงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ..คนไหนตาสว่างเขาก็เห็น (คนไหนตาบอด) เพราะหลงคำหลอกลวงหวานๆ ทำให้ตายเขาก็มองไม่เห็น.แต่เห็นแต่พวกเดียวกัน แม้โกงหรือทำไม่ดีแต่ก็ดีเพราะพวกเดียวกัน เทียบกันแบบนักเลง..ในด้านบริหารประเทศชาติ คือ (กระดูกมันคนละเบอร์)..ครับ..กราบพ่อท่านด้วยความเคารพสูงอย่างยิ่งครับ…

พ่อครูว่า… ความเห็นของคุณถูกต้องหมดตามภูมิอาตมาตัดสินเห็นด้วย ก็เป็นเรื่องจริงของสังคมประเทศไทย ที่มันเป็นปรากฏการณ์จริงไม่ใช่เป็นเรื่องนิทานไม่ใช่เรื่องสมมุติ ไม่ใช่เรื่องที่ฝันเพ้ออยู่ในห้วงความคิด เหมือนเรื่อง utopia ของโทมัส มอร์ แต่เป็นเรื่องจริงปรากฏการณ์จริงในโลก ของประเทศไทย 

คำพูดที่พูด โวๆๆๆ กับ การลงมือกระทำที่เกิดผลจริง มีแต่การพูด โวๆๆ เป็นเรื่องใหญ่พอมาทำจริงแล้วมันกลับไม่เป็นอย่างที่พูด นอกจากไม่เป็นอย่างที่พูดแล้วซ้อนลงไปตรงที่การกระทำดันกลับไปโกงเขาอีก ดันหลอกลวงซ้ำซ้อนอีก แล้วคนที่โง่ Double โง่ Triple โง่ ก็ไปหลงคารมเขาอีก มันห้ามไม่ได้จริงๆคนในโลกมันก็มีโง่กับฉลาด 

เพราะฉะนั้นคนโง่เขาก็ยังหาพวกได้ตลอดเวลาไม่ว่ายุคกาลไหนๆ ยุคก่อนพระพุทธเจ้า ยุคพระพุทธเจ้า ยุคนี้ เหมือนกัน มีอยู่อย่างนี้ตลอด เพราะฉะนั้นผู้ที่ศึกษาฝึกฝนทางจิตให้เกิดความรู้มีโลกุตรธรรมจึงจะฉลาดรู้เท่าทัน รู้เท่าทันการพูดกับการลงมือทำ แค่นี้ที่เรียกภาษาเพราะๆว่า วาทกรรม กับการไม่ใช้วาทกรรมแต่เป็น ยถาวาทีตถาการี พูดอย่างไรทำอย่างนั้น ลงมือทำมีผลเกิดจริง 2 อย่างนี้แหละเป็นตัวชี้วัด ตัดสินของผลความจริง ว่ายังไหนมันคือความจริงที่แท้จริงกว่ากัน เอาแต่พูดโวๆๆ หรือแม้แต่ทำแล้วซ้อนอยู่ในนั้น มีแต่ทุจริตขี้โกง โลภโมโทสัน แล้วมีทั้งความผิดกฎหมาย ตัดสินแล้วด้วย แล้วก็หนีอีก โอ้โห..ความเลวซับซ้อนหลายชั้นหลายอย่างเลย หนีในทางหมาลอดด้วย ออกช่องหมาลอดไป แล้วก็ไปเที่ยวอาศัยที่อื่นเอาเงินไปหว่าน แล้ว..ขออภัย 

คำพูดนี้อาจจะต้องไปข่ม ต่างประเทศเขาก็ยังเป็นโลกียะอยู่ เงินจึงมีอิทธิพล ทักษิณอยู่ได้เพราะต่างประเทศยังเป็นโลกียะอยู่ นี่ก็จริงๆที่สุด 

มาเมืองไทยอย่างไรอย่างไรก็ไม่ได้หรอก อย่างน้อยชาวอโศกนี่ไม่ยอมเด็ดขาด เพราะชาวอโศกไม่ใช่คนตาบอด ไม่ใช่คนโง่ เพราะฉะนั้นจะมาทำอะไรซับซ้อน อาตมาไม่เชื่อว่าทักษิณกลับมาจะแก้ไขตัวเองได้ ถ้าเขารู้แล้วก็ต้องไม่ให้ลูกๆทำ เพราะลูกๆทำอย่างเดียวกับเขา แล้วมันจะไปตัดสินเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร มันไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้เลย 

เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้ความจริง ที่จริงแท้จริงๆอย่างที่ว่านี้แหละ สูงสุด ที่มนุษย์ที่ควรจะได้ 

หลักเกณฑ์ที่อาตมาสรุปด้วยภาษาว่าผู้ที่ได้ภูมิธรรมสูงสุดนั้น คือคนที่เป็นคนอิสระ แล้วมาอยู่รวมกันแล้วก็สงบ สบาย อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส  และ ลงท้ายเป็นปลายเปิดว่าใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ นั่นคือความจบด้วยความไม่มีตัวตน มีแต่พลังงาน หรือแรงงาน หรือกรรมกิริยาที่สร้างสรรค์ ให้ ๆๆๆ เสียๆๆ ไม่ใช่ได้ ไม่ใช่เอา นี่คือสัจจะที่อาตมาพูดด้วยภาษาไม่ยากเลย 

เพราะฉะนั้นพูดเรื่อง ปัญหาเศรษฐกิจ (เหลือเวลาอีก 39 นาที) 

ความรวยแก้ปัญหาเศรษฐกิจในโลกไม่ได้ 

ความจนเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จ เด็ดขาดแท้ จบกิจ 

คนผู้หมดปัญหาเศรษฐกิจคือคนจน 

เพราะฉะนั้นก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า คนที่ไม่หมดปัญหาเศรษฐกิจนั้นคือคนไปรวย หรือคนรวย 

คนรวยไม่มีหมดปัญหาเศรษฐกิจ คนจนเท่านั้น คนที่พอเพียง จนแล้วก็พอ มีใจพอ ก็จึงมีฐานที่สงบ ฐานที่หยุด ฐานที่อาศัยได้ 

ผู้หมดปัญหาเศรษฐกิจคือคนจน ที่ได้เรียนรู้ และปฏิบัติ ปฏิบัติตนเองจนบรรลุอาริยธรรมที่เป็นโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า มีวรรณะ 9 ต้องอาศัยพยัญชนะของพระพุทธเจ้าก่อน มีวรรณะ 9 ในโลก 

แล้วในโลกปัจจุบันนี้ก็มีชาวอโศก คนจริง ชาวอโศกนี่คนแท้ๆ ไม่ใช่หุ่นยนต์ คนจริง ชาวอโศก ที่พิสูจน์ความจริงนี้สำเร็จ จริงๆ 

มีคนจริง มีสังคมจริง มีปรากฏการณ์จริง ยืนยัน ให้ใครๆในโลกนี้มาพิสูจน์ มาตรวจสอบความเป็นไปได้จริงนี้กัน ได้เลย 

แล้วคนผู้นี้คือชาวพุทธที่เป็นคนไทยนี่แหละ อยู่ในประเทศไทย 

ผู้ที่ปฏิบัติแก้ปัญหาเศรษฐกิจตก เป็นความลงตัวของคำว่า ประชาธิปไตยก็ดี เศรษฐศาสตร์ก็ดี หรือจะสรุปลงไปที่สังคมมนุษย์ก็ดี เป็นความลงตัว เป็นความจบ เป็นความสมบูรณ์แบบ อยู่ที่ตรงนี้ 

แต่คนส่วนใหญ่ในโลกนั้นยังมองไม่เห็น ยังอ่านความจริงนี้ไม่ออก อ่านไม่ได้ อ่านไม่รู้ ทั้งๆที่มีของจริงอยู่นี่ อ่านไม่ออก อ่านไม่ได้ เขามาอ่านอโศก อ่านไม่ออก อ่านไม่รู้ อะไรของมันวะ อะไรอย่างนี้ 

ก็เพราะว่าความรู้ความฉลาดของเขา มันเป็นความรู้ความฉลาดแบบ เฉโก เป็นความรู้ความฉลาดแบบโลกีย์ เขามีแต่ปริญญา เฉโก หรือปริญญาโลกีย์เขาไม่มีปัญญาโลกุตระ 

เอาคำว่าปริญญาไปเรียกความรู้ความฉลาดที่สอบเอาใบอะไรมาได้ปริญญามาจากโลก มาจากมหาวิทยาลัยทั้งนั้นในโลกก็เรียกปริญญามาทั้งนั้น แต่ ปริญญาเหล่านั้นเป็นเทวนิยม เป็นโลกีย์ ไม่ใช่ปริญญาโลกุตระ ขออภัยต้องพูดชัด ที่ประสิทธิ์ประสาทออกไปจากชาวอโศก 

แม้ปริญญาที่ผลิตออกมาจากเถรสมาคม ชาวพุทธด้วย ก็ยังไม่ใช่ปริญญาโลกุตระ เหมือนกับชาวอโศก เป็นผลสำเร็จของพฤติกรรม ของจิตวิญญาณจริง ไม่ใช่มีแต่ใบรับรอง แต่พวกเราไม่ค่อยแจกใบปริญญาด้วย แต่จบปริญญากันไปเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จริงๆ นี่คือชาวอโศก 

ซึ่งปริญญาโลกุตระนี้ ในโลกของเทวนิยมโลกีย์ยังไม่รู้จัก ไม่รู้จัก ไม่รู้แจ้งไม่รู้จริง เขาไม่รู้อะไรบ้าง 

ความเป็นพระเจ้าของเขา เขาก็ยังไม่รู้ เขาจบปริญญาเอก เป็น Post Doctor อะไรก็แล้วแต่ มีปริญญาอีกไม่รู้กี่ใบ หลายใบ Post Doctor เขาไม่รู้แม้แต่ความเป็นพระเจ้าของเขา 

ในโลกตะวันตก แม้แต่ในอเมริกาที่นับถือกันอยู่ ยังไม่มีมหาวิทยาลัยหรือสำนักตักศิลาใดๆเลยในโลกที่จะประสาทปริญญาโลกุตระ เขาประสาทแต่ปริญญาโลกียะทั้งนั้น มีมหาลัยหรือว่ามีสำนักตักศิลาของศาสนาพุทธ ที่มีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว ผู้อุบัติขึ้นมาในโลกนี้ แต่ละยุคของ กาละ นี่คือยุคหนึ่งของกาละยังไม่หมด พระพุทธเจ้าสมณะโคดม ก็มีศาสนาพระพุทธเจ้านี้เท่านั้นที่ประสาทปริญญาโลกุตระ เกิดในมหาวิทยาลัยชนิดนี้ 

มหาวิทยาลัยของโลกชนิดอื่นๆ ประสาทปริญญาโลกุตระไม่ได้ ศาสนาอื่นใดตั้งมหาวิทยาลัยก็ตั้งขึ้นมาเต็ม แต่ประสาทได้แต่แค่ปริญญาโลกียะเท่านั้น ประสาทปริญญาโลกุตระ ไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้ความฉลาดที่เป็นโลกุตระ เขาไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ 

ในสังคมมนุษยชาตินี้ทั้งโลก จึงแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่สำเร็จ ไม่มีการจบกิจในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจลงได้ นั่นแหละจบปริญญาจะเป็น Post Doctor กี่ใบมาก็ตาม ทางเศรษฐศาสตร์ หรือศาสตร์อื่นๆอีกเอามาช่วย ก็แก้ปัญหาเศรษฐกิจนี้ไม่ได้ 

ผู้หมดปัญหาเศรษฐกิจคือคนผู้ที่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า  บรรลุธรรม มีวรรณะ 9 เช่น  กลุ่มชุมชนชาวอโศกนี่ เพราะมายืนยันได้ว่า

เป็นคนเลี้ยงง่าย เจริญเร็ว ก้าวหน้าได้เร็ว สุภระ 

สุโปสะ เป็นคนเจริญเร็ว ก้าวหน้าได้เร็วคือ สุโปสะ

เป็นคนยินดีในความจนและมุ่งมาจน อัปปิจฉะ 

เป็นคนใจพอ สันตุฏฐิ รู้จักขอบเขตของความพอ  ไม่อยากได้มาให้แก่ตนอีก นี่คือสันโดษหรือสันตุฏฐิ

เป็นคนพัฒนาตนเอง ขัดเกลาตนเองเสมอๆ สัลเลขะ

มีหลักปฏิบัติที่เป็นองค์ธรรมนำไปสู่ความเจริญได้สูงขึ้น สูงขึ้น ถึงสูงสุด คือ ธูตะ

จึงเป็นคนมีกายกรรม มีวจีกรรม มีมโนกรรม น่าเลื่อมใส ปาสาทิกะ 

มีหลักปฏิบัติที่เป็นองค์ธรรมนำไปสู่ความเจริญสูงสุดจริงๆนั้น จึงทำให้มีที่สุดได้ เป็นที่สุดได้ ที่สุดคือ ไม่สะสม อปจยะ เป็นคนไม่สะสม 

แต่เป็นคนพากเพียรขยัน เป็นคนไม่มีความขี้เกียจแล้ว วิริยารัมภะ ขยันเป็นอัตโนมัติ ขยันเป็นวิสัย ขยันหมั่นเพียรทำงานอยู่ งานที่ควร งานที่หมู่พากันทำอยู่ ตนเองรู้ก็แนะนำหรือปรึกษากัน ตัดสินว่าจะทำงานอะไร ทำอะไร อย่างพวกเรานี้ตัดสินกันมาว่าจะเอากสิกรรม ไม่เอางานที่จะไปสร้างทาง โดยเฉพาะประมงหรือปศุสัตว์ หรือ ไปสร้างอุตสาหกรรมที่มันจะเป็นพิษเป็นภัย เพราะอุตสาหกรรมพวกเรานี้ก็จะไม่ถนัด ก็ทำพออาศัยทำได้พอประมาณ เครื่องยนต์กลไกทางวิศวะ ก็ได้ประมาณพวกนี้ อาศัยคนอื่นไปก็พอได้ แต่เราจะเน้นกสิกรรม อาตมาก็ย้ำ พยายามยืนยันมามากมายแล้ว 

แล้วก็พยายามที่จะสร้างเศรษฐกิจแบบโลกุตระ หรือเศรษฐกิจแบบบุญนิยม 

คำว่า บุญ คำนี้ขอแทรกเข้าไปเพื่อให้คนเอาไปศึกษาคำว่าบุญมันต่างกับคำว่าทุนคนละขั้ว มันไม่ใช่ความมีนะ เป็นเครื่องมือในการประหารกิเลสสำหรับตนเองเท่านั้น ไม่ใช่ไปเที่ยวระรานใคร บุญ บุญไม่ไประรานใคร ไม่ไปทำร้ายใคร บุญทำร้ายกิเลสตัวเองให้หมดเกลี้ยงแล้วก็จบ เพราะใครก็ตามแหละ จะไปฆ่ากิเลสให้คนอื่นมันฆ่าไม่ได้หรอก มันต้องตัวเองฆ่ากิเลสของตัวเองเท่านั้น คนอื่นใดๆไม่มีสิทธิ์ที่จะไปฆ่ากิเลสของคนอื่น บอกได้แนะนำศึกษาภาษาได้ 

เพราะฉะนั้นผู้ที่จบกิจแล้วมาเป็นคนจนสำเร็จ ก็จะเกิดมนุษย์มีวรรณะ 9 แล้วก็เป็นสังคม สาราณียธรรม 6 ที่จิตใจมีพุทธพจน์อีก 7 ตัว จิตใจของคนพวกนี้มี สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ  นี่คือพุทธพจน์ 7 คำ 

พ่อครูว่า… สาราณียะ คือ ระลึกถึงกัน เป็นคนที่ไม่ใจดำ ระลึกถึงแม้แต่ศัตรูก็ระลึกถึงเข้าใจเขา เขาผิด เขาไม่ถูก ก็เข้าใจเขาอย่างซื่อตรง ไม่ได้ไปกดข่ม ไม่ได้ไปดูถูกเขาหลอก แต่สงสารเขาก็ระลึกถึงเขา ว่าพอช่วยได้ไหม บางคนเราไม่มีสิทธิ์ไปช่วยเขาเลยเพราะเขาถือตัว เขาถือดี เขาหลงตัวหนัก ก็ได้แต่ ถ้ามีใจเกื้อกูลก็ฝากบอกฝากส่งคำไปตามสายลม ก็เท่านั้น 

ปิยกรณะ มีความรัก ความรักก็มีระดับมีขั้นเป็นความรักขั้นสูงขั้น 7 ขั้น 8 ขั้น 9 อย่างนี้เป็นต้น เป็นความรักที่ดี เป็นความรักเจริญ เป็นความรักประเสริฐ ไม่ใช่ความรักเห็นแก่ตัว แคบอยู่ในมิติต่ำๆ ซึ่งอาตมาก็อธิบายความรัก 10 มิติไว้แล้ว วันนี้ก็ขอผ่าน 

มีครุกรณะ รู้จักฐานะของคน ผู้ที่น่าเคารพ ผู้ใดที่น่าเคารพก็เคารพ มีคุณวุฒิมีฐานะ มีวัยวุฒิก็แล้วแต่ เคารพด้วยวัยวุฒิ เคารพด้วยคุณวุฒิ เคารพด้วยฐานะสมมุติอะไร เราก็เข้าใจ 

จิตสำคัญ อยู่ที่ตัวที่ 4 สังคหะ เกื้อกูล ช่วยเหลือ เผื่อแผ่ เอื้อเฟื้อไป ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ก็ไม่เกินที่ตนไม่มีแล้วก็ไปกู้หนี้ยืมสินหรือไปทำอะไรซับซ้อน ไปช่วยคนอื่น ไม่เอา อย่างนั้นไม่เอา เท่าที่เรามีพอที่จะช่วยเขาได้ แล้วตนต้องอาศัย ไม่เดือดร้อนไม่ขาดแคลนไม่ลำบาก 

เรื่องวิวาทะไม่มี ไม่วิวาททะเลาะกับใคร ไม่ทะเลาะไม่วิวาท ขัดแย้งเราก็พยายามสงบระงับความขัดแย้ง แต่มันห้ามยากความขัดแย้ง แต่ขั้นทะเลาะวิวาทเราไม่เอาเราไม่ทำ เพราะฉะนั้นจะไปพูดถึงเรื่องการรบราฆ่าฟันตีกันฆ่ากัน..ไม่เลย หยาบมาก แม้ที่สุด ขัดแย้งกัน แล้วเขาจะมาฆ่าเรา เรายอมให้ฆ่าได้เลย ฆ่าก็ฆ่าไป เพราะเรารู้จักความตายความเกิด เราไม่ได้มีวิบากอะไร เราไม่ได้ไปเบียดเบียนทำร้าย แต่เขามาฆ่าเรา วิบากเป็นของเขา เรารู้กรรมวิบากของแท้ เขาไม่รู้ เขาทำเขาก็ต้องได้ ชีวิตถ้าเราจะอยู่ต่อเป็นพระอรหันต์แล้วจะตาย ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็เลิกกัน ถ้าไม่ตาย ปรินิพพานเป็นปริโยสาน จะอยู่อีกต่อไป ผู้ที่มีการทำต่อเราเป็นหนี้เป็นวิบากเขาก็ต้องมาใช้หนี้เวรนี้กรรมแก่เรา อันนี้ไม่ใช่ไปขี้ตู่อะไร แต่มันเป็นสัจจะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาแล้วจริงๆ 

เพราะฉะนั้น ธรรมะพระพุทธเจ้าไม่วิวาทแล้วก็สามัคคียะ พร้อมเพรียงกัน ความพร้อมเพรียงของชนผู้เป็นหมู่ ย่อมยังผลสำเร็จ เพราะฉะนั้นพวกเรานี้มีความเป็นหมู่เป็นกลุ่ม มีความพร้อมเพรียงทำไปเถอะ มีการก้าวหน้าเป็นรายทางไปเรื่อยๆแน่นอนๆ โดยสัจจะพวกนี้ไม่ใช่ว่าอาตมาเอามาพูดเล่นพูดประโลมโลก สัจจะมันเป็นเช่นนั้น มันต้องเป็นเช่นนั้น 

เพราะฉะนั้นยิ่งหมู่กลุ่มนั้นเป็นเอกีภาวะ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นปึกแผ่นแน่นหนากันดี สอดคล้องกันดี รู้กัน สมบูรณ์แบบด้วย เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม.  เมตตามโนกรรม สาธารณโภคี สร้างผลผลิตอะไรได้ก็เอามาร่วมกันกินร่วมกันใช้ เกื้อกูลเผื่อแผ่แจกจ่ายไป เป็นคนจบกิจ แล้วเป็นคนมีฐาน มีฐานะ ที่แข็งแรง ฐานะที่ประเสริฐ ฐานะที่มีสมรรถนะความรู้ และขยันสร้างสรรค์ จึงมีแต่ความเจริญอยู่ในตัวบุคคลแต่ละบุคคล 

บุคคลแต่ละบุคคลรวมกันเป็นสังคม ก็คือสังคมเจริญ สังคมเจริญที่ไม่มีความเห็นแก่ตัว หมดตัวตนไม่เห็นแก่ตัว ซื่อสัตย์สุจริต ซื่อสัตย์จริงๆนะ และก็ทำงานเพื่อผู้อื่นรับใช้ ใช้ศัพท์ว่ารับใช้ประชาชน ทำงานเพื่อผู้อื่นจริงๆ 

ชีวิตของตัวเองไม่มีปัญหา เพราะมีกลุ่มหมู่พึ่งพากัน อาศัยกินอาศัยใช้กันพอ เหลือเฟือ หมู่กลุ่มนี้ต่างคนต่างคนต่างขยัน ต่างคนต่างทำหน้าที่นั้นๆนี้ๆ คนคนหนึ่งขยัน โดยเฉพาะเราไม่ไปขยันสร้างอาวุธมาฆ่าคน ไปขยันแย่งอำนาจ บาตรใหญ่อะไรใครๆ ไปขยันเบียดเบียน ไปขยันขี้โกงอะไร.. เราไม่ทำ 

พลังงานแรงงาน เวลา แม้แต่จะใช้ทุนรอน เราก็เอามาขยันในสิ่งที่ไม่ควรไปเสียในทางสร้างอาวุธ เสียในทางที่จะเอาเปรียบเอารัด เสียในทางที่จะมาโกงทุจริตอะไร เอามาทำประโยชน์คุณค่าทางนี้หมด มันพูดดูสั้นๆเล็กๆ แต่มันใหญ่ มันจะเป็นพลังรวมที่ยิ่งใหญ่ อโศกไม่ได้เป็นหมู่กลุ่มคนมากเลย ทุกวันนี้ก็ยังไม่มาก แล้วก็มีกลุ่มหมู่ที่รวมกันอยู่ในชุมชนแต่ละชุมชน 

เอาอย่างชุมชนราชธานีอโศกเป็นชุมชนที่อยู่กันอย่าง เอกีภาวะ สามัคคียะ อวิวาทะ สังคหะ และทุกคนก็เคารพกันรักกัน ระลึกถึงกันอย่างแท้จริง ต่างคนต่างมีฐานที่จะปฏิบัติเป็น ทิฏฐิสามัญตา ศีลสามัญตาของแต่ละคน พัฒนาให้เป็น ศีล สมาธิ ปัญญาวิมุติ วิมุตติญาณทัสนะ คุณก็ทำให้มันจบ จนจบคำว่าจบกิจ แต่ละกิจ ของแต่ละคนสิ้นกิจ ที่จะต้องทำให้แต่ละคนเป็นอรหัตผล ก็มี อรหันต์กับคนอรหันต์ไปเรื่อยๆ จนเป็นอรหันต์เป็นคนระดับ 4 จนเป็นอรหันต์ระดับ 5 อนุโพธิสัตว์ เป็นอรหันต์ระดับ 6 อนิยตโพธิสัตว์ เป็นอรหันต์ระดับ 7 นิยตะโพธิสัตว์เป็นอรหันต์ระดับ 8 มหาโพธิสัตว์ สูงสุดเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าระดับที่ 9 

นี่เป็นเรื่องจริง เป็นของจริง เป็นขั้นตอนจริงเลย อาตมานำเรื่องโพธิสัตว์นี้มาอธิบาย มาขยายความ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นโลกุตรธรรมที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ซึ่งโลกุตรธรรมมันสูญหายไป มันเสื่อม มันสูญหายไปจากคนชาวพุทธนี่แหละ มันเสื่อมจริงๆตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงพยากรณ์เอาไว้แล้ว อาตมาก็ได้เอา อาณิสูตรของพระพุทธเจ้ามายืนยัน อ้างอิงว่ามันจะเสื่อม แล้วมันก็เสื่อมจริงๆเห็นๆตามปรากฏการณ์จริงอยู่ 

แม้มีคำว่า พุทธ เป็นชาวพุทธ แต่มันก็เสื่อมจริงๆ อาตมาจึงอุบัติขึ้นมากอบกู้ นี่ทำงานกอบกู้มา 50 กว่าปีแล้ว ก็ได้ผลจริง มีผลจริง ได้ถึงขนาดนี้ก็น่าพอใจ แต่อาตมายังไม่จบหรอก จนกว่าจะมั่นใจเลยว่า โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้านี้ จะสืบต่อยืนยาว มีเนื้อแท้ของโลกุตรธรรมให้คนได้อาศัย ไปจนสิ้นความละเอียด ปลายยุค ที่จะหมดสิ้นพุทธธรรมที่เป็นโลกุตระของพระพุทธเจ้านั้น สู่โลกกลียุค มันจะฆ่าแกงกัน มันจะโหดร้ายอะไรต่ออะไร ก็ช่วยคนไม่ค่อยได้แล้ว แต่ได้บ้างจนกระทั่งสุดท้ายก็ถึงขั้นที่ เอาแค่นี้ก็สิ้นสุดแล้ว ช่วยกันได้แค่นี้ 

พุทธธรรมของพระพุทธเจ้า โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้ามันไม่ได้สูญหายไปไหนหรอก ก็มีคนสืบทอด เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้ายังมีโพธิสัตว์สืบทอดกันอยู่ตลอดกาลนาน ถึงเวลาวาระก็มาอุบัติขึ้นมาในโลก แม้สุดท้ายเป็นพระพุทธเจ้าก็ถึงวาระเวลา ก็จะเกิดในคน เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นเป็นธรรมะของคน ไม่ลึกลับ เป็นธรรมะของคน สำเร็จด้วยกรรม กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ กัมมังสัตเตวิภัชติ กัมมุนาวัตตติโลโก  

สำเร็จด้วยกรรม คือการกระทำ พฤติกรรมของมนุษย์ ที่เราจะต้องมาศึกษาการทำ กายกรรมทุจริตอย่างไร วจีกรรมทุจริตอย่างไร มโนเป็นตัวประธาน ทำใจในใจให้ไม่มีเหตุที่จะไปทำชั่วทำเลว จนแม้ที่สุดเป็นโลกุตระ ทำแล้วก็ไม่ไปติดในสุขในทุกข์ หมดสุขหมดทุกข์ 

คำว่า สุข-ทุกข์ กับ ดี-ชั่ว จึงเป็นเครื่องตัดสินของโลกียะ กับ โลกุตระ ที่ทางโลกียะเขายากที่จะเข้าใจ เพราะเขาเป็นสุขนิยม เป็นพวกสุขเที่ยง เป็นพวกที่ไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมสุขทุกข์มันจะต้องไปหยุดสุขทำไม คนเราก็ต้องสุขสิ ทุกข์ไม่เอาหรอกก็เข้าใจ แต่เขาไม่รู้ว่าสุขทุกข์นี้มันเป็นสภาวะ ที่เป็นมายา 2 อย่าง หลอกว่านี่จริงกับนี่ไม่จริง นี่ไม่จริงอันนี้จริง 

มายามันหลอกว่าอันนี้จริง แต่แท้จริงแล้ว ผู้ที่บรรลุอรหันต์ บรรลุนิพพานบรรลุ 0 แล้ว รู้ว่ามีกับไม่มี จริงกับไม่จริง แล้วก็ชัดเจนว่า มีหรือจริงก็อาศัย ไม่จริงก็ไม่เอา ไม่มีก็รู้แล้วว่าทำให้ไม่มีได้แล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไรรู้ว่า มีกับไม่มีแล้ว 2 อันสุดท้าย ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 

อาศัยเรื่องมีกับไม่มี อัตถิกับนัตถิ หรือ โหติกับนโหติ มีหรือไม่มี 2 คำสุดท้าย เป็นเครื่องยืนยันสภาวะอาศัย โดยที่เป็นอภิภูหรือ อนุปคัมมะ เป็นภูมิธรรมระดับที่ เป็นขั้น ไม่ใช่ สยังอภิญญา ที่จะต้องศึกษา อภิภู อนุปคัมมะ รู้สมบูรณ์แบบกันไปเรื่อยๆเป็นสภาพ 2 ที่เทียบไปแล้วในทุกอย่างเลย 

สรุปลงที่สภาพ 2 เมื่อคุณยังมีจิตนิยาม คุณยังมีจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้นคนมีจิตวิญญาณจึงเป็นธาตุรู้ที่รู้สภาพ 2 ถ้ายังไปไม่เข้าใจว่า คุณจะไปมากเรื่องติดยึด ไปหลงโลกโลกียะที่มันต้องมีใหญ่ๆ มีมากๆ มีอะไรต่ออะไรเป็นก้อนใหญ่ไป โอย.. คุณยังจะวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ แล้วก็จะแย่งชิง มีกรรมวิบากอยู่ ต้องทุกข์ต้องสุข ต้องสุขต้องทุกข์อยู่ นานนนนนนนน จนหมดลมหายใจ นาน คุณลากเสียงไปเถอะ นานๆจนมันไม่มีอะไรจะเอามาวัดได้ 

ถ้าไม่มีความรู้ชัดเจนยิ่งจริงแล้วตัดให้มันสั้นลงจนกระทั่งรู้ที่จบ และสุดท้าย คุณเกิดมาเป็นคนนี้ มีจิตในยาม เทวนิยมเขารู้แค่ดีชั่วเท่านั้น เขาทำดีอย่าทำชั่ว แล้วเขาก็ไม่สงสัยในสมมุติสัจจะหรือสมมุติธรรมว่าดีชั่ว ก็เข้าใจ แล้วดีชั่วก็ไม่เที่ยง ขึ้นอยู่กับ กาละ เทศะ ฐานะ สถานที่ เทศะ ที่แตกต่างกัน ของอเมริกากับของไทย ไม่ได้ยึดดียึดชั่วเหมือนกัน แต่สุขทุกข์มันเหมือนกันทั้งนั้นแหละ ใครหลงสุขหลงทุกข์ 

แล้วในสุขในทุกข์ ยังมีสมมุติอีก สมมุติว่าอย่างนี้สุข สมมุติว่าอย่างนี้ทุกข์ เป็นมายาหลอก แม้มายึดอันเดียวกันก็แย่งกันเลย จนที่สุดแล้วว่า ก็มันสุขทุกข์มันจะแย่งไปทำไมกันเล่า มันไม่มี มันถึงจะ อ๋อ.. เหรอ 

แล้วคุณก็จะต้องทำให้ได้ว่า จิตของคุณมันก็เป็นอย่างนั้น แล้วคุณก็บอกว่าอย่างนี้ น่าได้นะมันสวย น่าได้นะ มันไพเราะดี น่าได้นะมันหอมดี น่าได้นะมันอร่อยดี น่าได้นะมันกระทบเย็นร้อนอ่อนแข็งเสียดสีสัมผัสกันอย่างนี้ แล้วมันก็เกิดอาการตามที่คุณสมมุติยึดกัน แล้วก็หลงยึดกันก็เท่านั้นเอง 

พอใจกับไม่พอใจ ก็เอาแต่พอใจ ๆ เหมือนมหาบัวแกก็อยู่แต่พอใจ จบที่พอใจ แต่ของพระพุทธเจ้านั้นไม่มี พอใจก็ไม่มี ไม่พอใจก็ไม่มี หมดภาวะ 2 

เพราะฉะนั้นคำจบหรือที่จบ มันจึงไม่มีคำพูด ที่จบมันคือ 0 ที่จบมันคือรู้ชัดแจ้งถึง 2 อย่างดีก็มาทำให้มันมาอยู่ที่ 1 ที่นี้การทำให้มาอยู่ที่ 1 ได้ โลกียเขาก็ทำให้มาอยู่ที่ 1 ได้ ด้วยการสะกดให้เป็น 1 ได้ สะกดให้เป็น 1 นานๆได้ แต่เขาไม่ได้ดับเหตุ ไม่ได้รู้เหตุแห่งการไม่ต้องสะกด ดับเหตุไปเลย  

เพราะฉะนั้นดับเหตุที่คุณยังโง่ จนกระทั่งรู้เหตุ ดับเหตุได้ ด้วยอย่างนี้แล้วก็อยู่ในสถานะของ 0 ได้อย่างไร 0 นั้นคือ 1, 1 นั้นคือ 0 ถ้าคุณยังมีชีวิตคุณก็มี 1 แล้ว 1 นี้ที่คุณมีก็คือ 0 

สับสนไหม ไม่สับสน ไม่งง พยัญชนะหรือภาษาที่อาตมาพูดให้ฟัง 0 ก็ดี 1 ก็ดี มันจึงอยู่ที่ ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิติ ของแต่ละคน อ๋อ.. อาการอย่างนี้เองหรือ 

เช่น คุณเองคุณไม่เอาแล้ว ไอ้นั่นมันหยาบ มันได้เที่ยวไปติดยึดเยอะแยะเหน็ดเหนื่อย เข้าใจแล้ว ไม่มีจริง รสชาติที่ต้องไปตามเสพอย่างนั้นมันไม่มีแล้วคุณก็จะรู้เองด้วยตัวเองเป็นปัจจัตตัง 

เอาใกล้ๆเขามา อย่างผู้ชาย ได้สูบบุหรี่ก็เป็นสุข เมื่อเลิกแล้วบุหรี่หมดรสเฉยๆ สุขก็ได้ ที่จริงมันก็ไม่ได้อร่อยอะไรบุหรี่ มันแสบมันฉุน ไม่ได้เรื่องเลย เหมือนกับการกินหมากกินพลู มันไม่ได้ว่างๆ สบายๆ โล่งๆ มันไม่พ้น แค่ปูนแค่พลู ซัดเข้าไปเถอะ ใครไม่เคยก็ไปลองดู มันยันนะ 

ยาสูบก็เหมือนกัน ใครไม่เคยก็ลองดู เอาดีกรีสูงๆหน่อยจะรู้ง่าย โอย..แสบเลย เหล้ายาอะไรก็เหมือน เอาดีกรีสูงๆก็จะรู้ง่าย โอ้ย.. ซ่า ร้อนนะ 

เพราะฉะนั้นคนที่รู้จริงแล้ว วางได้จริงแล้ว ก็จะรู้ว่า อ๋อ.. 0 มันเป็นอย่างนี้ แล้วคุณก็มาอยู่กับ 0 สบาย เบา ไม่ต้องเสียเวลาไปแสวงหา ไม่ต้องเสียแรงงานที่จะต้องไปติดตามจ่ายแรงงาน ไปเดินไปเอาไปแย่งมา ไปหาซื้ออะไรก็แล้วแต่ต้องลงแรงทั้งนั้น เวลาก็ไม่เสีย แรงงานก็ไม่เสีย ต้องไปเสียทุนรอนอะไรอีก ก็ไม่เสีย หมด กลับคืนมา ได้เวลาคืนมา ได้แรงงานคืนมา ได้ความสูญเสียเงินทองข้าวของอะไรคืนมาหมด 

แล้วเอามาสร้าง สิ่งที่ควรสร้าง ซึ่งอาตมาสรุปลงที่กสิกรรม 

นี่อาตมา ความเข้าใจถึงความเจริญของเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่ตรรกะ ไม่ใช่แค่พูด ไม่ใช่แค่ความรู้ แต่ทำได้จริง และทำกันจริงๆ ทำได้ แล้วต้องทำกันจริงๆ เพราะคนอื่นเขายังไม่เชื่อ คนอื่นเขายังไม่เห็นว่า มันจะจริงหรือ 

ถ้าเผื่อว่า ชาวอโศกนี้ สร้างพืชพันธุ์ธัญญาหาร สร้างได้มากจริงๆ มากจนกระทั่ง ติดต่อกับผู้อื่นผู้ใดที่เขาจะมาเป็นเอเจนซี่ เอ้า มารับไปเถอะ ขายราคาถูกๆ หรือ ผู้ที่ควรให้ฟรีเลย คุณเอาไปแจกนะ หรือคุณเอาไปกินเองอย่างพอเหมาะพอควร ไม่ใช่เอาไปมากมายแล้วทับถมให้แก่ตัวเอง เราไม่ใช่ขี้เหนียวหรอก แต่เราให้เอาไปช่วยกันแจกสิ 

แล้วการแจก การสะพัด ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ในคำว่าเศรษฐศาสตร์นั่นแหละ เศรษฐกิจ สะพัด สู่คนที่ควรได้ ควรมี ควรเป็น กระจายไป ถ้าได้อาหารนี้ไป เขาก็ต้องกิน 

ใช้การกินนั่นแหละเป็นหลัก ชีวิตก็อยู่ได้แล้ว ถ้าเขายิ่งศึกษาตามที่เราพาทำให้สูงให้เจริญ เขาก็จะยิ่งเป็นแรงงานของโลก เป็นผู้ที่สร้างสรรค์ให้แก่โลก เป็นผู้ที่เกื้อกูลเสียสละเผื่อแผ่แจกจ่ายให้แก่โลก โลกานุกัมปายะ คนเช่นนี้แหละเป็นคนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วนำมา อาตมาศึกษาตามมา นับชาติไม่ถ้วนจนเป็นโพธิสัตว์ระดับนี้ ไม่ได้อวดตัวเองนะ นี่พูดความจริง เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะว่าศึกษาฝึกฝนมาแล้วเป็นจริง จริงอย่างไร คุณมาศึกษาเอาความจริงที่อาตมาประพฤติได้ประพฤติเป็น แล้วพากันทำ จนกระทั่งมีผลสำเร็จ ยืนยันกับโลกนี้แหละ 

เพราะฉะนั้น สรุปลงที่ว่า ถ้าเผื่อว่าพวกเราสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารนี้ได้ กระจายแจกจ่ายไปได้ ทุกวันนี้พวกเรานี้มีเหลือแล้วก็เสียๆทิ้งๆไปเยอะ เอาไปปันสุข แล้วพวกเราก็ไม่ค่อยขยันแจก ขั้นสร้างก็พอทำเนา สร้างได้อุดมสมบูรณ์อยู่แต่ขั้นแจกแค่นี้ยังไม่ช่วยกันดูซิ เอาไปกระจายบ้าง 

พวกเราเองชาวอโศกอยู่ทั่วไป ก็ไม่ได้ขาดแคลน ไม่ได้ลำบากอะไรมากมาย มันมีเกินพอที่จะแจกคนอื่นๆเขาได้อยู่ 

_สู่แดนธรรม… วันก่อนมีคำน่าสังเกตครับว่า พวกเราเป็นนักปลูกขยันปลูกแต่ไม่ชอบเก็บ 

พ่อครูว่า… อันนี้ก็พูด ให้ตั้งหัวหน้ากองเก็บ แล้วก็จัดสมาชิกผู้ที่จะช่วยเก็บ เคยตั้งนะ ปลูกแต่มันไม่ไปเก็บ ผลผลิต ของดีๆทั้งนั้น 

_สู่แดนธรรม… เมื่อเก็บก็ไม่อยากเก็บแล้ว แจกก็เลยไม่อยาก 

พ่อครูว่า… มันก็เน่าเสียทิ้งไป นี่ มันมีแค่นี้ ก็มีรายละเอียดของมันนะ 

_สู่แดนธรรม… มีสังคมเดียวนี่แหละครับที่ทำได้ 

พ่อครูว่า… ตอนนี้อย่างที่สู่แดนธรรมพูดมันก็ถูก แต่พูดแล้วเหมือนๆยกย่องตัวเอง มันไปข่มเบ่งทับถมคนอื่นเขาว่ามีสังคมนี้ทำได้ 

_สู่แดนธรรม… ผมว่าสังคมที่ไม่ค่อยเก็บนี่แหละพวกเราทำได้ครับ 

พ่อครูว่า… มีคนทำได้ไปเก็บ แต่ ที่ทำไม่ได้ก็มีในพวกเราทำไมไม่ไปช่วยกันเก็บ แต่ที่จริงมันก็ไม่ถึงขนาดเกินเหลือจนกระทั่งเน่าทิ้งอะไรหรอก มันก็เก็บอยู่แต่มันหนัก ดีไม่ดีต้องมาจ้างเขา มีคนงาน ดีไม่ดีต้องมาจ้างเขามีคนงานไปช่วยเก็บ คนงานนี้ก็ดี เราก็ควรเอาไปสร้างสรรในสิ่งที่ควร มันก็เลยไม่ได้ทำ 

สรุปแล้ว มันก็มีอัตราการก้าวหน้า มีอัตราความเจริญอยู่ ค่อยๆทำไป แต่มันยากมากเลยนะ 

คำว่า ความเห็นแก่ตัว คำนี้คำเดียว มันมีละเอียดเยอะแยะมาก อะไรบ้างความเห็นแก่ตัว 

_ป๋องว่า เสนาสนมัจฉริยะ วรรณมัจฉริยะ ธัมมมัจฉริยะ

พ่อครูว่า… วรรณมัจฉริยะ แต่พวกเราไม่ขี้เหนียวธรรมะหรอก บางทียัดเยียดด้วย

 _สู่แดนธรรม… บางคนยังอยากรวยอยู่

พ่อครูว่า… คนที่ยังอยากร่ำรวยอยู่เนี่ย ยืนยันนั่งยันนอนยันว่า ไม่มีทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจจบ ต้องให้คนมีความละอายเกรงกลัวที่จะไปแย่งให้คนไปรวยแค่คิดจะไปรวยนี้เราก็ละอายแล้ว ต้องให้คนมีความละอายเกรงกลัวที่จะไปแย่งให้คนไปรวยแค่คิดจะไปรวยนี้เราก็ละอายแล้ว คุณพออยู่พอกินไม่เป็นภาระแก่ใคร แล้วเราก็สร้างอยู่สร้างพอกินและสร้างเกินกินเกินใช้แก่ตัวเองด้วย ไม่ได้สร้างโดยตรง ไม่ได้สร้างพืชพรรณธัญญาหารโดยตรง คุณพออยู่พอกิน ไม่เป็นภาระแก่ใคร  

แต่ก็ทำงานอื่นอันสมควรในหมู่กลุ่มเราก็ทำอยู่ช่วยกันคนละไม้คนละมือคนละกิจคนละการ มันก็เป็นไปได้ แต่พืชพันธุ์ ธัญญาหาร มันต้องหนักต้องมาก ที่ดินพื้นดินของเรายังมีให้ทำนะ มันยังทำได้ งานอื่นอาตมาว่า ไม่มากไม่ลำบาก ไม่ต้องอาศัยมากมายเท่าไหร่แล้วทุกวันนี้ 

พระพุทธเจ้าท่านสรุปลงที่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค นอกนั้นก็เป็นเรื่องของบริขารที่ประกอบใช้ช่วย นอกนั้นก็เป็นเรื่องของบริขารที่ประกอบใช้ช่วย แก่นแท้เลย อาหารเป็นหนึ่ง ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยก็ยังเป็นรอง 

ทุกๆวันนี้ ในราชธานีอโศก ในราชธานีอโศกสถานที่ที่จะอาศัย แค่เรือนเรือของเรายังมีให้อยู่ได้ เบ้อเร่อเลย ไม่ใช่เรือเล็กๆนะแต่เป็นเรือใหญ่ๆอยู่ได้หลายสิบคนในเรือลำหนึ่ง เพราะพวกเราไม่ได้เบียดเบียนอะไรกันแล้ว ไม่ได้เป็นคนที่เป็นเจ้าข้าวเจ้าของหวงแหนอะไรมากมาย เรือลำหนึ่งอยู่ร่วมกันได้หลายสิบคน ช่วยกันทำงานสร้างสรรค์เป็นที่อาศัย จะสร้างอาหาร จะสร้างยา เครื่องนุ่งห่มก็ไม่ได้มากมายอะไร พวกเรานี้เครื่องนุ่งห่มเหลือเฟือ ที่อยู่อาศัยเหลือเฟือ 

ที่อยู่อาศัยมีพอ ยินดีต้อนรับคนมาอาศัย ขอให้ใจถึงๆ คุณจะสู้ได้ไหม 

1.ไม่กินเนื้อสัตว์ 2.ถือศีล 5 ละอบายมุข

หลายคนถามว่าจะเข้ามาอยู่เป็นชาวอโศกได้ไหม ได้ ขอให้คุณมีคุณสมบัติคือ คุณไม่มีอบายมุข คุณไม่กินเนื้อสัตว์แล้วมามีศีล 5 เป็นพื้นฐาน ไม่ได้เอาศีลสูงเท่าไหร่ ทำได้ไหม ได้แล้วมาเลย มาแต่ตัวกับหัวใจแล้วมาเลย แต่คุณจะมีอะไรที่มาเป็นสิ่งที่ให้อาศัยใช้สอยที่นี่บ้าง ที่นี่เขาอาศัยใช้สอยอะไรก็เอามา คุณมีอะไร มีเสื้อผ้าเหลือเฟือ หรือมียารักษาเหลือเฟือก็เอามา ที่อยู่ก็คงหอบออกมาไม่ได้ก็เอามาที่อยู่ก็คงหอบออกมาไม่ได้ก็เอามาสิ มาช่วยสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารที่นี่ ต้องการคนอีกมาก

อาตมาขอแว้งๆไปทางโลกหน่อย 

นายกฯปลื้ม กรุงเทพฯ อยู่ในอันดับที่ 30 เมืองที่ดีที่สุดในโลก 2023

26 กุมภาพันธ์ 2566 จากเวปไซต์ไทยโพสต์

นายกฯ ปลื้ม Resonance Consultancy จัดอันดับให้ กรุงเทพฯ อยู่ในอันดับที่ 30 เมืองที่ดีที่สุดในโลก 2023 หรือ 100 Best Cities in the World 2023 เป็นที่ 2 ของอาเซียน

26 ก.พ. 2566 – นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยินดีที่ Resonance Consultancy จัดอันดับให้ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ได้อันดับที่ 30 จาก 100 เมืองที่ดีที่สุดในโลก 2023 หรือ 100 Best Cities in the World 2023 และเป็นอันดับที่ 2 ของ อาเซียนซึ่งเปิดเผยข้อมูลโดยเว็บไซต์ ATLAS & BOOTS

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า จากการจัดอันดับในครั้งนี้ Resonance Consultancy ที่ปรึกษาด้านการท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมทั้งประเมินแนวโน้มของตลาด จุดแข็ง และจุดอ่อน ได้จัดอันดับ 100 Best Cities in the World 2023 โดยประเมินจาก 6 หัวข้อ ได้แก่

1.สถานที่(Place) ประกอบไปด้วย สภาพภูมิอากาศ ความปลอดภัย สถานที่ท่องเที่ยว และพื้นที่ใช้ชีวิตนอกบ้าน

2.ผลิตภัณฑ์ (Product) ประกอบไปด้วย ความเชื่อมโยงของสนามบิน พิพิธภัณฑ์ อันดับของมหาวิทยาลัย และสถานที่จัดงาน/การประชุม

3.ประชากร (People) ประกอบไปด้วย การมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน และการสำเร็จการศึกษา

4.ความมั่งคั่ง (Prosperity) ประกอบไปด้วย การมีบริษัทชั้นนำของโลก GDP อัตราการจ้างงาน และความเท่าเทียมของรายได้

พ่อครูว่า… อาตมาขอไปที่ GDP การคิด GDP ของทางโลกมันก็ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกับ GDP ทางโลกุตระที่อาตมานำเสนอเท่าไหร่ การคิด GDP ทางโลกุตระ มันมีประเด็นใหญ่ๆอยู่ 2 ประเด็นหลัก 

ประเด็นที่ 1 รวยกับจน

ประเด็นที่ 2 ก็คือ มีความคิดกับการพูด กับการลงมือกระทำสร้างผลผลิต เขาไปคิด รายได้จากการขาย ซึ่งมีความซับซ้อนจากการโกงราคา เอาเปรียบ แล้วเขาก็เอากการได้ เป็น Gross

2 ตัวสร้าง Product ของผู้ที่อยู่ในกรอบของ domestic อยู่ในกรอบของไทยแท้ๆเลยนะ ไทยสร้างเป็นต้น หรือประเทศใดก็ตามคุณสร้างของคุณ เอารายได้ที่ขายอันนี้ไป มาเป็ฯ Gross รายได้องค์รวมและวิธีที่ได้เป็นการได้อย่างเสียสละอย่างขาดทุน เพราะฉะนั้นการวัด GDP จึงไม่ได้เอาตัวเลขรวย ตัวเล็กจะต้องต่ำ มันก็ไม่สูญทีเดียว จะว่ากันจริงๆ การซื้อขายมันต้องมีคืนมาบ้าง 

สรุปแล้วมันต้องน้อยได้เท่าไหร่ต่างหากคือการวัดค่า ไม่ใช่เอามากมาเป็นการวัดความเจริญ 

มันเข้าใจไม่ได้ง่ายๆนะ เข้าใจได้แล้วแต่ทำจริงๆ โอโฮ. เจ้าประคุณเอยที่นี้แล้วตรงนี้ ใช่ไหม

เพราะฉะนั้น อาตมาพูดถึงตรงนี้แล้วทีไร อาตมาก็เห็นใจคนทั้งโลก ที่เขาไม่ได้เรียนโลกุตรธรรม มหาวิทยาลัยสอน ความรู้โลกุตรธรรมมีในประเทศไทยแห่งเดียว ที่ถูกต้อง 

จริง มีพุทธศาสนาที่พูดถึงโลกุตระอยู่ ในมหายานเขาก็พูดถึงโลกุตระเก่ง สังคมพุทธที่ไหนที่เขามีมหายานเยอะๆ เขาก็พูดเก่ง แต่มันเพี้ยนแล้ว มหายานของเขานั้นมันเพี้ยน มันยังอยู่ในหินยานหรือยานเล็กคือยานชาวอโศกหรือยานในประเทศไทยหรืออยู่ในเอเชีย ที่เป็นพุทธที่พอจะพูดคำว่าโลกุตระกันบ้าง แต่ก็ยังไม่ชัดเจนแท้ ยังไม่จริงจังพอ เหมือนที่ในประเทศไทย และสูงไปกว่านั้นประเทศไทยก็คือพุทธชาวอโศก 

พูดแล้วเกรงใจคนทั้งโลก ว่าเขาจะบอกว่าหลงแต่ตัวเองยกแต่ตัวเอง อาตมาเลี่ยงความจริงไปไม่ได้ที่จะพูดความจริง เอาอันอื่นมาพูดก็ไม่ได้ รู้สึกเกรงใจจริงๆว่า เราพูดตนเองเอาตนเองมายืนยัน แต่มันไม่มีอันอื่นจะเอามายืนยันความจริงที่จริงได้ 

เพราะฉะนั้นจึงเหมือนท้าทายให้มาพิสูจน์ เอหิปัสสิโก ยืนยันมาให้ตรวจสอบ เชิญให้มาตรวจสอบได้ เหมือนท้าทายให้มาพิสูจน์ ว่ามันจริงไหม มาดูความจริง 

เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าตราบใด คนไทยเองชาวพุทธไทยเอง ก็ยังมองไม่ออกว่าอโศกนี้ ทำความสงบที่ยิ่งใหญ่ของโลกุตรธรรมได้แล้ว อาตมาว่า เอ๊.. ข้างนอกเขาจะสว่างก่อน รู้ก่อน มันจะอย่างนั้นเชียวหรืออาตมานึกไม่ออก 

แต่จริงๆแล้วอาตมาดูรายละเอียดกระแสของความยอมรับ ในประเทศไทย กระแสการยอมรับคือ ตัวสงบ ตัวเงียบ ตัวไม่ย้อนแย้งไม่เถียงมา มันเป็นการวัดค่าได้อยู่ เพราะอาตมาก็ปากแรงปากหนักปากจัดจ้านอยู่นะ ใช่ไหม อาตมาไม่ได้ไปข่มไปดูถูกอะไรหรอก แต่คำพูดนี้มันคมมันบาดมันแรงอะไรก็แล้วแต่ มันก็ไปกระทบเขา เพราะเขาเองเขาจะต้องถูกข่ม นิคฺคณฺเห นิคฺคหารหํ  ควรข่มคนที่ควรข่ม  

ไม่ต้องเอาอะไรหรอก เอาแต่แค่เลิกหลับตามาลืมตาปฏิบัติซะ ไอ้หลับตามันโมฆะ มันไม่มีกายตัวเดียวก็โมฆะแล้ว มาเรียนรู้ลืมตาจรณะ 15 วิชชา 8 เข้าใจ อปัณณกปฏิปทา 3 ให้บริบูรณ์และจะเข้าใจสัมมัปปธาน 4 ชัดเจน แล้วจะเข้าใจสติปัฏฐาน 4 ชัดเจน ว่าจะต้องมีกาย จะต้องมีการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 จึงจะ ปหานปธานได้ ถ้าไม่มีกายไม่มีเวทนาไม่มีจิตมีธรรม  4 สภาพนี้ ครบอยู่ มันไม่บริบูรณ์ มันทำไม่สำเร็จ 

แค่ขาดเวทนา ขาด กาย คุณอย่าไปฝันเลยเรื่องจิตเรื่องธรรมะ หรือ ไม่มาสำรวมอินทรีย์ 6 แล้วคุณถึงจะได้ประหารกิเลส ถึงจะเกิดผลเป็นภาวนาปธาน แล้วถึงจะได้สะสมผลอนุรักขณาปธาน คุณไม่สำเร็จตั้งแต่สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 คุณก็ไปสำรวมอินทรีย์เดียวอยู่ในภพจิตอย่างเดียว แล้วมันจะได้เรื่องอะไร 

อาตมาก็พูดซ้ำย้ำอยู่ตรงนี้ ยืนยันหลักฐานของพระพุทธเจ้า 

อาตมาถึงซาบซึ้งธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ท่านบอกว่า  คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น)   (พตปฎ. เล่ม 9  ข้อ 34) 

โอ๊ย.. พระพุทธเจ้าเอ๋ย จริงๆๆๆ ถูกต้องเหลือเกิน คัมภีรา ลึกซึ้งเห็นตามได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบชนิดพิเศษ สันตา ไม่ใช่สงบอย่างเขา แต่เป็นการสงบพิเศษจริงๆ ประณีตสุขุมละเอียดจริงๆ 

เพราะฉะนั้นอาศัยตรรกะไม่ได้ อาศัยบัญญัติ อาศัยพยัญชนะ อาศัยแค่การขบคิด อาศัยแค่ผิวๆเผินๆ ไม่ได้ ต้องมาประพฤติปฏิบัติตนภายนอก กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจรเข้าไป ลดตั้งแต่หยาบก่อน หยาบมันต้องทำก่อน มันเป็นขั้นต้นของพรหมจรรย์ ยากเย็นแสนเข็นเหลือเกิน 

มันจึงเป็น นิปุณา ละเอียดจนเกินจะพูด นิปุนา บัณฑิตเวทนียา ไม่ใช่บัณฑิตที่จบปริญญาโลกียะมา แต่เป็นบัณฑิตที่จบปริญญาโลกุตระ 

มีมหาวิทยาลัยที่จะประสาทปริญญาโลกุตระอยู่ที่นี่ ตอนนี้ก็ จดทะเบียนทางสังคมเขาแล้ว หมอเขียวก็ ตั้งเป็นมหาวิทยาลัยเป็นวิทยาลัยขึ้นมา ก็ค่อยๆทำไป ไม่ได้ยิ่งได้ใหญ่อะไร แม้การศึกษาเราก็ค่อยๆทำไป คนเขามีดวงตาคนจะมาสมัคร เราไม่ได้หาเงินหาทอง ไม่ได้หายศหาศักดิ์อะไร มาช่วยกันให้เจริญขึ้นจริงๆ การศึกษาเข้ามาช่วยกันจริงๆ ก็ทำ 

แม้ที่สุด การเมือง ตั้งพรรคการเมืองกับเขา ตอนนี้ยังไม่ได้รับอนุมัติ ก็บอกว่ายังเป็นข้อบกพร่องของเราเอง ก็ทำให้สมบูรณ์ ดูซิ จะทำต่อไป เราก็จะประพฤติปฏิบัติทางการเมืองแบบแนวของที่เราทำ ไม่ได้ไปแย่งอำนาจ ไม่ได้ไปแย่ง สส. อะไรเขา แต่เราจะมีคนไปสมัคร สส.บ้างก็ทำไปตามควร ไม่ไปแย่ง 400 ที่นั่งจะต้องได้เท่านี้เท่านี้ ไม่เอา มีเท่าไหร่ก็ว่ากันไป 

ซึ่งอาตมาก็ยังเห็นว่า อาตมายังตายไม่ลง จะต้องพยายามพาพวกเราทำ ด้านการเมืองนี่ทุกวันนี้ ทั้งโลกทั่วโลกตื่นตัวกันมากเลย เพราะฉะนั้นจะต้องพยายามพากันทำ เรื่องของการเมืองด้วย 

ก็สรุปลงที่ กสิกรรมกับการเมือง แน่นอน ต้องมีการศึกษาอยู่ในสิ่งนี้ และต้องมีสื่อสารอยู่ในสิ่งนี้ การศึกษาและการสื่อสารจะต้องนำพากันไป 

เพราะฉะนั้นในที่อาตมาถือเป็น บุญญาวุธ 7 ประการ 

คุณต้องมีอาหารที่พาให้ได้ยืนยาวคือมังสวิรัติ แล้วก็ต้องมีการสะพัดเป็นตลาดอาริยะ โดยมีเหตุปัจจัยคือ กสิกรรมไร้สารพิษเป็นแกนกับสุขภาพ คู่กันไปอีก และการศึกษากับสื่อสารที่พูดผ่านไปเมื่อกี้ คู่กันไปอีก สรุปแล้วนี่แหละคือการเมือง 

การเมืองก็จะต้องพาให้ประชาชนมนุษยชาติ มีอาหารการกิน มีการสะพัด เอาอะไรมาสะพัด ก็คือเอากสิกรรม แล้วกสิกรรมก็จะต้องเป็นพืชพันธุ์ธัญญาหารที่เจริญสุขภาพ เป็นทั้งยาเป็นทั้งอาหาร แล้วต้องมีความรู้มีการศึกษา มีการสื่อสารกัน บอกให้รู้ให้เข้าใจ ให้ถึงกัน สื่อสารให้ถึง เดี๋ยวนี้การสื่อสารก็โกลโบไลเซชั่นแล้ว ฟ้าบ่กั้น สำนวนลาวเขาบอกว่า ฟ้าบ่กั้น เมืองไทยเรียกว่าโลกาภิวัตน์ ทะลุหมด ถึงกันหมด ฟ้าบ่กั้น ไม่มีอะไรกั้นได้แม้แต่ฟ้าก็กั้นไม่ได้ อาตมาว่าสวยกว่าโลกาภิวัตน์ตั้งเยอะ ฟ้าบ่กั้น ของลาว ฟ้าไม่กั้นก็ได้ ไทยๆ

สรุปลงที่ การเมืองคือการทำกับพลเมือง เพราะฉะนั้นในความเป็นพลเมือง ในการทำงานกับคนในเมือง มี พหุชนหิตายะ พลเมืองหรือมวลประชาชนก็คือ พหุชนหิตายะของพระพุทธเจ้า ทำให้เกิดประโยชน์คือ หิตายะ ประโยชน์ที่พลเมืองประชาชนควรจะได้รับประโยชน์ดีที่สุด 

และขออาศัยคำว่าสุข ตั้งแต่สุขอย่างที่จะเจริญอย่างดี เจริญอย่างรู้จักโลกุตระ ว่าสุขลดลงๆ เท่าไหร่ๆ เป็นเครื่องอาศัยก็คือยิ่งกว่าสุข ปรมังสุขังหรือ อุปสมสุขหรือวูปสโมสุข ขึ้นมาเรื่อยๆ พยัญชนะบาลีเขา คือมันสุขด้วยความสงบ มันสงบสุข 

คำว่าสงบ คำนี้จึงเป็นเรื่องที่จะต้องเข้าใจว่ามันเป็นความสงบ 2 อย่าง สงบโลกุตระ คือ สงบจากตัวกวน สงบจากตัวเหตุ ที่มันพาโง่ มันไปพาเบียดเบียนผู้อื่นไปพารุกลานผู้อื่น ทำร้ายผู้อื่น เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังสร้างอำนาจบาตรใหญ่ ทำลายทำร้ายผู้อื่นอยู่นี่ มันก็คือคนที่ มิลักขะ ยังเป็นคนเถื่อนอยู่ แล้วหลงผิดกันเป็นมายา 

ขออภัย ยกตัวอย่างชัดๆ ในทางเล็กกับทางใหญ่ ทางใหญ่ เช่น อเมริกา เขาเก่งทางอาวุธ ทางเล็กก็คือเกาหลีเหนือ เขาก็เก่งทางอาวุธ อาวุธฆ่าคน ทำลายอย่างแรงมากหรืออย่างมหาวินาศเลยด้วย แล้วถือว่าเก่ง อาตมาว่า สุดบาปสุดหยาบ ไม่ควรกระทำอย่างยิ่งเลย แต่เขาไม่รู้ เขายังอวิชชา ยังโง่ยังเถื่อนยังเป็น มิลักขะอยู่ นี่ก็พูดอย่างวิชาการ ไม่ได้ไปเบ่งไปข่มอะไรกัน 

เพราะฉะนั้นการศึกษาที่ล้มเหลวแล้วอย่างทางด้านตะวันตก ทางด้านยุโรปอเมริกา เป็นการศึกษาที่วนอยู่ในเทวนิยม ซึ่งไม่พ้นไปจากโลกียธรรม ซึ่งมันยังมีตัวตน ยังหลงสุข สรุปลงที่ตัวตนกับสุข 

โลกุตระ หมดสุขหมดทุกข์ หมดตัวตน แล้วเป็นคนที่มีพลังงาน มีอธิปไตย รู้ อธิปไตยของโลก พลังงานของโลก รู้พลังงานของตัวตน อัตตา รู้พลังงานที่เป็นธรรมะ เรียกว่าโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย และธรรมาธิปไตย ธรรมะที่เป็นอธิปไตย 

เพราะฉะนั้น อธิปไตยหรือพลังงานอย่างโลกียะเป็นอย่างไร อย่างโลกุตระเป็นอย่างไร รู้ชัดไม่เอาแล้วอย่างโลกียะ อย่างโลกุตระถึงขั้นตายเป็นตาย การเกิดการตายการเวียนวนเกิดตายไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่มีตัวตนเป็นเรื่องใหญ่ ยังมีตัวตนโอ้โห..มันเรื่องไม่จบ 

เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยไม่มีตัวตน มีปัญญา รับใช้ผู้อื่น มีสมรรถนะซื่อสัตย์ นี่ก็สรุปวนๆอยู่ในคำพวกนี้ อย่างน้อย 5 คำนี้ก็สมบูรณ์แบบ 

นี่คือความเป็นประชาธิปไตยที่ยอดเยี่ยม 

พูดไปพูดมาตอนนี้มัน 20:10น. แล้ว ที่จริงมันไม่เริ่ม 6 โมงตรงทีเดียวหรอก อาตมาก็เห็นอยู่ สำหรับวันนี้ก็พอแค่นี้ก็แล้วกัน เจริญธรรมทุกคน 

พิสูจน์พลังงานพิสูจน์กำลังงาน ไม่ไอเลยนะ มีแค่กะแอม Excellence จริงๆ 

จบ