660301 แนวคิดเศรษฐกิจของชาวโศกที่ทำจริงมีผลสำเร็จจริง พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                          

https://docs.google.com/document/d/1s5ggMZjtt_GjPflpzlO9jE4tmcvqyNNR9WNgmAdjPWo/edit?usp=sharing                              

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1r-6RbpDTOB9PED6zWLAS5vp3VDKSVx65/view?usp=share_link 

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/c4ASoQWY_WQ 

และ https://fb.watch/i-2lQoCKIl/ 

สมณะฟ้าไท… วันนี้วันพุธที่ 1 มีนาคม 2566 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 10 ค่ำเดือน 4 ปีขาล รายการพุทธศาสนาตามภูมิแสดงธรรมโดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์เวลา 18:00 น ถึง 19.30 นโดยประมาณ 

โดยปกติชีวิตคนก็แสวงหาโลกีย์ ไปฟังสิ่งที่มิจฉาทิฏฐิซ้ำแล้วซ้ำ ส่วนพวกเราเป็นชีวิตชาวโลกุตระ ก็มาฟังธรรมแล้วๆเล่าๆไม่เว้นแต่ละวัน ฟังมาหลายสิบปี บางคน 10 ปี 20 ปี 30 ปี 40 จนปฏิบัติได้ไปตามลำดับ จนใช้ชีวิตเป็นปกติของคนโลกุตระทุกเมื่อเชื่อวัน แล้วก็ยังศึกษาต่อไปอีกต่อไปอีกจากพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ในฐานะเป็นโพธิสัตว์ระดับสูง ที่สามารถปฏิบัติไปโดยไม่ต้องอาศัยครูบาอาจารย์ แต่พวกเราต้องอาศัยครูบาอาจารย์ที่จะเพิ่มสัมมาทิฏฐิจึงจะพัฒนาตัวเราเองได้ดี จนกว่าจะพัฒนาไปเป็น สยังอภิญญา ด้วยตัวเราเองได้เราจึงจะพึ่งพาตัวเองได้สำเร็จทุกอย่างเท่าที่เราจะทำได้ ตอนนี้เรามีหน้าที่เป็นสาวก รักษาให้จริงจังแล้วเอาไปปฏิบัติจริง พ่อครูก็จะชี้นำในสิ่งที่ควรทำ ตอนนี้ทำกสิกรรมนะ ตอนนี้ศาลาปันสุข ตอนนี้การเมืองนะทำอย่างนี้นะ ก็ชี้ พวกเราก็ดำเนินตามเพราะพวกเรายังไม่มีปัญญาเพียงพอที่จะเสียสละได้มาก บางทีจิตเราอยากเสียสละแค่นี้ แต่พ่อครูก็ดึงให้พวกเราเสียสละเพิ่มขึ้นไปอีก เราก็ได้ทำเพิ่มขึ้นไปอีก ทำให้พอพัฒนาเจริญมากยิ่ง วันนี้เราก็มาฟังธรรมจากพ่อครูกันต่อเพื่อจะได้เจริญในด้านการปฏิบัติธรรมมากขึ้นเสียสละมากยิ่งขึ้น ช่วยเหลือสังคมมากยิ่งขึ้น 

พ่อครูว่า… เจริญธรรมทุกๆคน 

กิเลสสำหรับเด็ก 6 ขวบ ที่ควรปฏิบัติลดละ 

_ดช.ธัมโม.. (พุทธเทียนธรรม วารีสระ) … คำถามของเขาก็คือ กิเลสคืออะไร 

พ่อครูว่า… อ้าวฟัง ดช.ธัมโม …​ กิเลสคือความขี้เกียจ กิเลสคือความซน ดื้อ กิเลสคือความไม่ขยันหมั่นเพียร กิเลสคือ ความว่ายากสอนยาก นี่แหละคือกิเลส เอาแค่นี้ก่อน แล้วเอาไปปฏิบัติเอาไปทำให้ได้ อย่าให้มีสิ่งที่พูดไปเมื่อกี้ว่ากิเลสคืออะไร คือความดื้อ ความซน ความขี้เกียจขี้คร้านอะไรพวกนี้ เอาไปทำให้ได้ เอาแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน ยังมีอะไรอีกเยอะไม่ต้องห่วง ทำได้แค่นี้แล้วหลวงปู่ให้อีกมีอีกเยอะ กิเลสมีอีกเยอะเอาไว้เท่านี้ก่อนก็แล้วกัน 

_SMS วันที่ 27-28 ก.พ. 66

_กิตติมา เอกมาไพศาล  · เมื่อมีผัสสะ เกิดเวทนาสุขทุกข์ แสดงว่าจิตเราวิ่งไปทำนาเขาแล้ว ต้องรีบดึงกลับมาให้ไวค่ะ ไม่งั้นเรื่องยาว 

  ถ้าไม่ได้ฟังธรรมจากอโศก (พ่อครู สมณะและสิกขมาตุ) ชีวิตนี้คงยังหมกมุ่นกับการหาเงินให้ได้เยอะๆ เก็บเงินเยอะๆ ไม่รู้จักพอสักที ความโลภเติบโตตลอดไม่เคยพอ กราบขอบพระคุณอย่างสูงเจ้าค่ะ

พ่อครูว่า… เออ ดี มีความเข้าใจอย่างนี้และปฏิบัติให้ได้ มีความเข้าใจจริงอย่างนี้และสำนึกอย่างนี้ปฏิบัติจริงอย่างนี้อาตมาก็ภูมิใจแล้ว แล้วคนที่มีความเข้าใจอย่างนี้และปฏิบัติตนอย่างนี้ได้จริงสำเร็จจริง มันจะเป็นการแก้ปัญหาให้สังคมมนุษยชาติ แก้ปัญหาให้แก่ประเทศชาติ อย่างจริงที่สุดและถาวรยั่งยืนด้วย เอาไว้แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน 

ขณะขณะอย่าล่วงเลยไป พึงเพียรเข้าสู่หมู่มิตรดีให้ได้ในชาตินี้

_สินอโศก  ·  น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยเศียรเกล้าเจ้าค่ะ เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ดิฉันไปกินข้าวที่บ้านราช แล้วได้คุยกับอาอ๋อยอย่างเป็นเรื่องราวเป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่รู้สึกว่ายิ่งคุย ก็ยิ่งต้องกลับมาเริ่มใหม่หลายอย่าง อาอ๋อยจะต้องกลับเดนมาร์ก และแนะนำให้คุยธรรมะกับคุณกรักเพราะอยู่ใกล้กัน ดิฉันยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องให้ผู้รู้แนะนำสั่งสอน เพราะหากไม่ถูก ผู้รู้จะได้ช่วยแนะนำเพื่อให้ถูกตรงยิ่งขึ้นค่ะ

ในทุก ๆ วันที่ได้ฟังธรรมจากพ่อครู จากท่านสมณะและท่านสิกขมาตุชาวอโศกแล้ว ดิฉันได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวเองและของโลกใบนี้ค่ะ ก็คือ ดิฉันเข้าใจถึงกายนอก ที่ต้องอาศัยเพื่อให้อยู่ได้ มันละเอียดและทำให้เข้าใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ

พ่อครูว่า… ดีมาก ผู้หญิงเข้าใจยิ่งฟังธรรมมากๆแล้วยิ่งได้ปฏิบัติเห็นผลจริง และอยู่กับหมู่กลุ่มหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า กัลยาณมิตโต กัลยาณสหายโย กัลยาณสัมปวังโก มันเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้จริงๆ เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์มันสุดยอดแล้ว ท่านก็ตรัสไว้ไม่ยากนะอาตมาว่าชัดๆ แต่คนมันเข้ามาไม่ได้ก็เข้าใจก็เห็นจริงเห็นใจอยู่เหมือนกัน แต่ผู้เข้ามาได้แล้วอย่าพยายามถ่วง อย่าพยายามถ่วง พยายามปรับปรุงตนพัฒนาขึ้นไป มันเป็นโอกาส ที่ดีที่สุดแล้ว ที่จะได้พบอย่างนี้ 

ถ้าเราเองตายไปจากชาตินี้มันไม่แน่ว่าหมาไล่เนื้อคือวิบากบาป มันจะวิ่งได้ทันตอนที่เราตายไปแล้ว เสร็จแล้วไม่ให้เราเกิดมาเร็วหรือเกิดมาไปตกอยู่ในหมู่อื่นที่ไม่เข้าหมู่นี้ มันจะเสียโอกาส เพราะฉะนั้นต้องทำ ทำคะแนนเข้าไว้จนตายไปแล้วหมาไล่เนื้อที่เป็นวิบากบาปไล่ไม่ทัน และจะได้เข้าหมู่อีกมันจะได้พากันไปได้ดี นี่ก็แนะนำไว้ ผู้ใดเห็นว่าเป็นความขวนขวาย ความพากเพียร อย่าปล่อยขณะให้ล่วงเลยไป 

ขณะอย่าล่วงเลยไป ผู้ใดปล่อยให้ขณะล่วงเลยไปจะพากันไปยัดเยียดอยู่ในนรก ขณะนี้ นานแค่ไหนมันนิดเดียวนะ อย่าปล่อยให้ขณะล่วงเลยไป เพราะผู้ที่ปล่อยปละละเลยขณะไป ทำให้ไปตกยัดเยียดอยู่ในนรก สำนวนเพราะ สำนวนดีแต่บางคนเข้าใจได้ยาก 

มีพืชผักผลไม้เอาไว้เชิญชวนให้ช่วยกันปลูกไปแจก

_พันธุ์ พอเพียง  · สำนักข่าวทอปนิวส์ เอาข่าวมาเล่าว่า ประเทศอังกฤษ ขอจำกัดการขาย แตงกวา พริกหยวก มะเขือเทศ เพราะเกิดภาวะอาหารขาดแคลน โดยเฉพาะมะเขือเทศ ให้ซื้อได้คนละ 3 ลูก ต่อคน ต่อวัน ส่วนที่บ้านราช พ่อท่านบอกว่า มีแต่คนปลูก แต่ไม่มีคนเก็บ 2 ข่าวนี้ แตกต่างกัน อย่างไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ครับ

พ่อครูว่า… เอาพืชผักผลไม้ที่ทำด้วยพวกเรานี่แหละ เอามาโชว์เอามาประกอบฉาก เสร็จแล้วก็ค่อยๆทยอยขนไปเข้าครัว แล้วก็ทยอยเก็บมาอีกเอามากินเอามาโชว์ เอามาโชว์ส่วนหนึ่งส่วนกินก็กินไป อย่างนี้ 

ซึ่งจริงๆแล้วที่โชว์นี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องการอวดอ้าง แต่ต้องการชักชวนให้คน ออนซอน ให้คนส่วนใหญ่เห็นแล้ว ออนซอน แปลเป็นไทยว่าชื่นชม โสมนัส ยินดีด้วยมากๆยิ่งๆเลย ออนซอนเด๊ ว่ามันช่างอุดมสมบูรณ์จริงๆ 

อาตมาภาคภูมิใจที่พวกเราได้มารวมตัวกันแล้วมาเป็นคนชนิดนี้ แต่ก็ยังพยายามเร่งเร้าเร่งรัดให้พัฒนา พื้นที่ยังมีอีก ขยันทำให้มันมากกว่านี้แล้วแจก นี่เราก็แจกกันอยู่หรือขายให้ถูก ขายบ้าง บางคนเขามีศักดิ์ศรีเขาไม่รับแจกหรอกขายก็ขายถูกๆ เขาก็ซื้อกันไป จะได้อยู่ได้กินได้อาศัย 

นี่อย่างนี้สงสารนะพวกต่างประเทศขณะนี้ นี่ขณะนี้เขารายงานมา ที่เอามาจัดฉากวันนี้ มีมะเขือเทศที่สวนเพื่อฟ้าดิน ผักสลัดต่างๆสวนคุณปะดาวสู่แสงพุทธ กล้วยจากศีรษะอโศก มะเขือเทศข้างล่างจากบ้านคุรุปลากระพง ชมพู่จากสวนไวพลัง อย่างนี้เป็นต้น เป็นตัวอย่าง ยังมีพืชอื่นๆอีกเยอะหลายอย่าง 

ซึ่งมันเป็นอาหาร อาหารของคน ไม่เกี่ยวกับเนื้อสัตว์ พืชนี้แหละกินไปเถอะรับรองว่าอยู่ได้อยู่ยงคงกระพัน อายุยืนยาวด้วย กินเนื้อสัตว์จะอายุสั้นลงไปด้วย กินเนื้อสัตว์นี่อายุจะทอนลงไป 

นี่บอกว่าซุปเปอร์มาร์เก็ตที่อังกฤษ จำกัดการซื้อผักผลไม้ หลังขาดตลาดหนัก

_เอาข่าวมาเล่าว่า ประเทศอังกฤษ ขอจำกัดการขาย แตงกวา พริกหยวก มะเขือเทศ เพราะเกิดภาวะอาหารขาดแคลน โดยเฉพาะมะเขือเทศ ให้ซื้อได้คนละ 3 ลูก ต่อคน ต่อวัน 

พ่อครูว่า… น่าสงสารคนพวกนี้มันจะเกิดจริงๆ คนไม่เป็นความสำคัญในความสำคัญอันนี้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเตรียมตัวทำเอาไว้เพื่อช่วยเหลือที่คนที่เขาต่อไปจะขาดแคลน เรามีความรู้ก่อน เข้าใจโลกก่อน เข้าใจสิ่งสำคัญนี้ 

อาตมาว่าทำเถอะ ยิ่งทุกวันนี้การสื่อสารมันไปได้เร็ว ไปได้มาก ไปได้สะดวก เพราะฉะนั้นเราหาตลาดขายหรือแจกไปเถอะ มีคนที่เข้าใจในการติดต่อ เพื่อที่จะสะพัด ขายหรือแจกสิ่งเหล่านี้แก่คนออกไปอีก แม้ในประเทศนี้ก็เถอะ แจกก่อนก็ได้แจกในประเทศเรา คนอื่นๆในแว่นแคว้นจังหวัดไหน ที่ขาดแคลน เอาพวกนี้ต่อไปก่อนก็ได้ เสร็จแล้วใครมีความรู้ที่จะต่อไปอีกสู่ประเทศต่างๆอื่นๆข้างนอกเขา นอกประเทศอีก ก็เอา 

สรุปแล้วเผื่อแผ่เกื้อกูลผู้อื่นให้ยิ่งๆขึ้น อันนี้แหละ โอย..ซื้อได้คนละ 3 ลูกเจ้าประคุณ น่าสงสาร 

_ส่วนที่บ้านราช พ่อท่านบอกว่า มีแต่คนปลูก แต่ไม่มีคนเก็บ 2 ข่าวนี้ แตกต่างกัน อย่างไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ครับ

พ่อครูว่า… มีคนเก็บอยู่ รุณฯ ก็ยังพาเจ้าปุณย์ ไปเก็บมะเขือเทศมาให้อยู่ทุกๆวัน อายุ 2 ขวบแล้วเขาก็ฝึกให้ไปเก็บเอามาแจก เอามาเผื่อแผ่ เอามากินอย่างนี้เป็นต้น 

ซึ่งมันต้องเกิดในโลก มันมีข้อเปรียบเทียบที่จะเห็นจริงเป็นได้ อย่างประเทศตุรกี ใครจะไปคิด ตุรกีกับแผ่นดินไหว ตายไปจะ 40,000 แล้วเท่าที่เห็นศพ อย่างนี้แหละน่าสงสาร 

หรือแม้ว่าเขาไม่ได้เกิดภัย จะเป็นแผ่นดินไหว จะเป็นสึนามิจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ธรรมชาติ ภัยธรรมชาติ ผู้ที่อยู่ในบรรยากาศที่จะได้รับภัยธรรมชาติมันก็เป็นเหตุปัจจัยที่เป็นอจินไตยอย่างหนึ่ง 

ส่วนไทยนี่ เป็นประเทศที่อยู่ในภูมิประเทศที่ดีที่สุดในโลกแล้ว เหตุปัจจัยที่จะมีธรรมชาติที่จะทำให้ทุกข์ร้อนลำบากไม่มากเหมือนเขา มันประกอบไปด้วยวิบากกรรมที่เป็นอจินไตยอย่างแท้จริงด้วย 

นี่พืชพันธุ์ธัญญาหารของพวกเราเก็บมาถ่ายภาพมา คือมันโชว์อย่างที่เรียกว่าอยากให้คนเขาเห็นความสำคัญไม่ได้อยากอวดโชว์อ้างอะไร 

ในภาพมีหัวแครอท เจ้าปุณย์และครอบครัวเอามาให้ดู

_เพชรตะวัน ธนะรุ่ง · ชอบฟังรายการพุทธศาสนาตามภูมิ ภาคทบทวนมากค่ะ เข้าใจง่าย เป็นธรรมะ ที่ นำมาวิเคราะห์ เขื่อมโยงกับการดำเนินชีวิตประจำวัน ภาษาพื้นๆ เข้าใจได้ง่าย ตรงสภาวะของตนค่ะ กราบขอบพระคุณมากค่ะ

พ่อครูว่า… เป็นคนอยู่ที่นี่เก่าแก่ ไม่ค่อยเห็นหน้า จบการศึกษาดอกเตอร์ แล้วยังต้องพยายามฟังภาษาง่ายๆภาษาเข้าใจง่ายๆ ก็อยู่ในนี้แต่อาตมาไม่ค่อยเห็นหน้าเท่าไหร่ อยู่ในบ้านราชฯนี่แหละ 

สมณะฟ้าไท… เขาอยู่ที่บ้านคำกลาง 

พ่อครูว่า… บ้านอยู่ในบ้านราชนี้เขาก็มี ก็ว่าไป 

_แก้วลา ไชยวงค์  · เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ดิฉันได้รับหนังสือปัญญา 8 แล้ว ขอ กราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งเจ้าค่ะ

พ่อครูว่า… ตอนนี้เล่ม 4 แล้วจะไปถึงเล่ม 5 หรือเปล่าก็ไม่รู้ ยังไม่ได้ตัด ยังดี rewrite อยู่ ได้หน้า 100 ถึง 200 ที่จริงไปถึงหน้า 700 800 แล้วก็เอามาทวน ว่าจะพยายามไม่ขยายเท่าไหร่แล้ว แต่มันก็อดไม่ได้ นิดน่าๆๆ ก็เลยยาวไปเรื่อยๆ แต่ก็เอา มันก็ไม่เสียหลายหรอก มันก็ได้ประโยชน์ ขยันเขียนอยู่ ยังทำได้ก็เอา 

_ช่อทิพ หนูทอง  · กำลังฟัง หนังสือส่งเสียง ปัญญา 8 จากไลน์ บันทึกโพธิรักษ์โพธิกิจ อยู่ เพราะตอนนี้สายตาไม่ดี อ่านเองไม่ได้ค่ะ

พ่อครูว่า… อาตมายังชอบฟังเลย ผู้อ่านตอนนี้ก็อยู่ที่อเมริกา ก็เอามาออกอากาศ สื่อสารมันดี คนอ่านก็เป็นดอกเตอร์ โอ้ Doctor เรามีเยอะ อีกหน่อยเดินชนกันหัวแตกแล้ว 

_ศรีนวล อินปล้อง  · กราบคารวะท่านพ่อครู ลูกจะรับฟังปรับปรุงแก้ไขตัวเองติดตามท่านพ่อครู กับอาจารย์หมอเขียวทุกวันค่ะ สุโขทัยค่ะ สาธุค่ะ

_อุบล คนโก้  · เตรียมสัมภาระที่จำเป็นพร้อมเดินทางไปร่วมงานที่ปฐมอโศก ลูกๆสันติไปเตรียมงานตั้งแต่วันที่ 25 แม่ๆจะตามไปวันที่ 3 ค่ะ ลูกคอยดูแต่ปฏิทินอโศกว่าจะมีงานอีกเดือนไหน เตรียมพร้อมเดินทางตลอดค่ะเพื่อไปช่วยงานค่ะ

พ่อครูว่า… ดี มาช่วยตอนมีงานก็ยังดี ถ้าตอนไม่มีงานมาก็ยิ่งดีใหญ่ ดีไม่ดีก็มาอยู่ที่นี่เลย 

_แก้วตะวัน พวงบุบผา  · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพบูชาอย่างสูงยิ่งค่ะ..สิ่งที่พ่อครูเคยกล่าวว่าท่านนายกประยุทธ์ เป็นโพธิสัตว์นั้น ยิ่งนานวันยิ่งเห็นชัดขึ้น จากสโลแกนว่า “ทำแล้ว ทำอยู่ และทำต่อ” ทุกอย่างเห็นเป็นรูปธรรมถึงความซื่อสัตย์ ความขยัน มีสมรรถนะ รับใช้และช่วยเหลือประชาชน ในหลายมิติ ทำความกระจ่างสร้างปัญญาให้ประชาชน ในการปราศรัยใหญ่ที่ชุมพร และนครราชสีมา เป็นการปราศรัยที่ไม่ไปพาดพิงพรรคอื่นในทางให้ร้ายรุนแรง มีแต่คำพูดที่สร้างความเชื่อมั่น ให้มีความภาคภูมิใจในมาตุภูมิ แผ่นดินเกิด ให้รักประเทศชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ฟังแล้วชื่นใจค่ะ น้อมกราบขอบพระคุณพ่อครูที่สอนลูกๆให้มองคนเป็นค่ะ

พ่อครูว่า… ดีแล้วมองคนเป็น ก็เข้าใจอย่างที่อาตมาแนะนำ แล้วก็มองว่าเห็นจริงตามที่อาตมาแนะนำ ก็เรื่อง อาตมาไม่ทำเรื่องที่ไม่จริง 

ศีลของภิกษุมี 43 ไม่ใช่มี 227 ข้อ

_tell star  • จุลศีล หรือ ศีลของนักบวช มี 26 ข้อ ทำผิดศีลเสียเกือบครึ่ง ยังมีหน้ามาสอนธรรมะอีก ปฏิบัติศีลให้ได้ก่อน ค่อยสอนผู้อื่น

พ่อครูว่า… ที่จริงศีลของนักบวช อยู่ในพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าก็ย้ำว่าแม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่งภิกษุทั้งหลาย ก็ย้ำอยู่ในศีลทุกๆข้อ ไม่ใช่มีแค่จุลศีล แต่มีมัชฌิมศีลและมหาศีลด้วย มีทั้งหมดตั้ง 43 ข้อ

เดี๋ยวนี้พุทธศาสนาในเมืองไทยไม่เอาแล้วศีล ยังเหลือติดอยู่แค่ติ่งหูมีศีล 5 ศีล 10 ของเขาศีล 10 ก็ยังกระพร่องกระแพร่งผิดพลาดเลอะๆเทอะๆ เกินกว่าศีล 10 ในจุลศีล มันมี 26 ข้อในจุลศีล ก็ยังตกหล่นไม่ได้เรื่องพากันเลอะเทอะ 

เพราะมันเสื่อม คนเสื่อมไปจากศาสนาพระพุทธเจ้า ภิกษุไปหลงยึดว่า ศีลคือวินัย 227 ไปถามเถอะ ถามว่าพระมีศีลเท่าไหร่เขาก็ตอบว่ามี 227 

227 มันคือวินัย ความต่างกันระหว่างวินัยกับศีลก็ไม่เข้าใจแล้ว ไม่รู้ว่ามันต่างกันอย่างไรอย่างนี้เป็นต้น เอาล่ะ ไม่ลงรายละเอียดขยายความ พูดและเขียนไว้เยอะแล้ว ไปศึกษาติดตามดู 

_จาก ซึ้งซื่อ วิเชียร ครับ กราบนมัสการ พ่อท่านด้วยสุดเศียรเกล้าครับ

ระยะนี้ พ่อท่านได้มีพลังเทศน์สูงยิ่งและหลากหลายยิ่งจนติดตามไม่ทันเลยครับ แต่ก็พยายามดูและฟังด้วยความตั้งใจตลอดครับ ในงานพุทธาภิเษกฯครั้งที่ ๔๗ ที่ปฐมอโศก ขอให้พ่อท่านเทศน์โดยที่ไม่มีอุปสรรคใดๆมาขัดขวางตลอดงานด้วยครับ กราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งครับ

พ่อครูว่า… ขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง คิดว่าอาตมาก็คงไม่มีอะไรขัดขวางในการเทศน์ในการแสดงธรรม เตรียมการเตรียมอะไรที่จะไปเทศน์อยู่ ให้ได้รับประโยชน์ดี แต่ก็แน่นอนไม่ต่างไปจากที่เคยเทศน์ไว้แล้ว แต่จะลงย้ำซ้ำในรายละเอียดต่างๆ วันนี้วันที่ 1 มีนาคมแล้ว 

ทีนี้ก็มีของผู้ต่อมา

_กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

จากการที่เป็นอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์มา 10 ปี ทำงานบรรยายและเป็นแบบอย่างที่จะทำให้นิสิต นักศึกษา เกิดปัญญาทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างดีที่สุดเท่าที่ความสามารถตนเองมีมาตลอด แม้กระนั้นก็เป็นการทำงานกับปัญญาชนในวงแคบ ไม่กล้าเปิดตัวในฐานะนักวิชาการที่จะให้ความรู้กับสังคม เป็นอุปกิเลสบางอย่างที่มีในใจ แต่วันนี้ความคิดตกผลึกว่า ถึงเวลาที่ควรทำอะไรที่น่าจะเกิดประโยชน์กับสังคมมากขึ้นตามวิชาชีพในฐานะนักวิชาการ จึงขอนำถวายพ่อท่านอ่านบทความ “บำนาญ ส.ส. กับช้างป่วย!!” ซึ่งเป็นครั้งปฐมฤกษ์พร้อมทั้งเรียนขอคำชี้แนะตามเห็นสมควร ก่อนที่จะนำเผยแพร่สู่สาธารณะต่อไปค่ะ

กราบขอบพระคุณค่ะ

ชิดตะวัน

28 กุมภาพันธ์ 2566

บำนาญสส.กับช้างป่วย!!…

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล

อาจารย์เศรษฐศาสตร์การเมืองและการคลัง ประจําคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ไม่นานมานี้ ส.ส. ในสภาบางท่านได้หยิบยกประเด็น ช้างป่วย หมายถึง บํานาญข้าราชการก้อนจํานวน มหึมา คือภาระทางการคลัง เป็นส่วนประกอบสําคัญที่ทําให้ประเทศไทยมีงบประมาณประเภทรายจ่ายประจํา สูงกว่าร้อยละ 70 ของเงินงบประมาณทั้งหมดในแต่ละปี

ในประเด็นดังกล่าว สื่อมวลชนหลายสํานักได้นําเสนอข่าวเกี่ยวกับ บํานาญ ส.ส. ความตอนหนึ่งว่า “ใน ปัจจุบันผู้เคยเป็นส.ส.หรือส.ว.ตั้งแต่ 2-3 ปีได้รับบําเหน็จบํานาญร้อยละ 20 ของเงินเดือน และจนท้ายสุดเป็น 20 ปีขึ้นไปได้รับร้อยละ 70 ของเงินเดือน…” ซึ่งข้อมูลตามที่ระบุนี้ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ก่อให้เกิดความสับสนในวงกว้าง ผู้เขียนในฐานะนักวิชาการจึงไม่อาจนิ่งเฉย เพราะการให้องค์ความรู้ทางวิชาการอย่างตรงไปตรงมา แก่สังคมคือพันธกิจสําคัญของวิชาชีพ

ข้อมูลอัตราเงินบํานาญที่ถูกกล่าวอ้างข้างต้น เป็นรายละเอียดในร่างบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบ ร่างพระราชกฤษฎีกาบําเหน็จบํานาญ เสนอขึ้นในปี พ.ศ. 2548 ช่วงสมัยนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นความพยายามในการผลักดันกฎหมายบําเหน็จบํานาญข้าราชการให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และรัฐมนตรี อย่างไรก็ดี ร่างกฎหมายฉบับนี้ ถูกต่อต้าน ขัดขวาง จากหลายภาคส่วน ที่ไม่อาจยอมรับ ความโลภโมโทสัน ความเห็นแก่ตัวของบุคคลที่อ้างว่าอาสามาทํางานรับใช้ประชาชน ส่งผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวต้องล้มเลิกไป

อย่างไรก็ดี หากจะกล่าวว่า ส.ส. ส.ว. เมื่อพ้นจากตําแหน่งแล้วไม่เป็นภาระทางการคลังของประเทศ ก็คงจะไม่ถูกต้อง เนื่องจากในปัจจุบันอดีตสมาชิกรัฐสภาได้รับเงินเลี้ยงชีพ ภายใต้พระราชบัญญัติกองทุนเพื่อผู้เคยเป็น สมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 ซึ่งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ยุคที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้นําประเทศ โดย เหตุผลประกอบการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้มีความตอนหนึ่งว่า “…เพื่อตอบแทนคุณงามความดีและ ความเสียสละแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา” ซึ่งสมาชิกภาพได้สิ้นสุดลง จึงสมควรให้มีกองทุน เพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา….” โดยแต่ละเดือน ส.ส. ส.ว.มีหน้าที่สมทบเงินจํานวน 3,500 บาท นอกเหนือจากเงิน งบประมาณแผ่นดินที่ได้รับการจัดสรรเข้าสู่กองทุนในทุกๆ ปี รวมถึงแหล่งเงินส่วนอื่นตามที่กฎหมายฉบับนี้กําหนด สําหรับผลประโยชน์ที่อดีตสมาชิกรัฐสภาจะได้รับครอบคลุมสิทธิหลากหลายประการ อาทิ การรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน การศึกษาของบุตร รวมถึงเงินเลี้ยงชีพแต่ละเดือนในอัตรา 9,000 -35,600 บาท ซึ่ง แปรผันตามระยะเวลาการดํารงตําแหน่งสมาชิกรัฐสภา

แท้ที่จริงยุคกรีกเริ่มต้น งานการเมืองคืองานอาสา เป็นการทําหน้าที่โดยไม่มีแม้ค่าตอบแทน อย่างไรก็ดี กองทุนตามพระราชบัญญัติดังกล่าวก็ยังถือว่ามีความเหมาะสมในปัจจุบัน เมื่อพิจารณาจากเงินสมทบที่ ส.ส. ส.ว. ต้องจ่ายเข้ากองทุน ประกอบกับผลตอบแทนเมื่อหมดวาระในแต่ละเดือนที่ไม่สูงเกินไปนัก เพราะการมีกฎหมายให้ผู้แทนปวงชนได้รับเงินเลี้ยงชีพภายหลังลงจากตําแหน่ง คือขวัญกําลังใจ เป็นแรงผลักดันให้คนดีคนเก่งคนกล้า ที่อยากเข้าไปทําหน้าที่อย่างสุจริต มีหลักประกันในการดํารงชีพเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ นอกจากนี้ การที่ภาครัฐจัดสรร งบประมาณเข้ากองทุนในแต่ละปี ก็คงทําให้สมาชิกรัฐสภาได้ตระหนักถึงบุญคุณคนในแผ่นดิน โดยการประพฤติ ปฏิบัติตนให้มีคุณงามความดี มีความซื่อตรง มีความเสียสละ สมดังเจตนารมณ์ของกฎหมายการจัดตั้งกองทุน มิฉะนั้นแล้ว ส.ส. ส.ว. ก็จะเปรียบดั่งเชื้อโรคที่ทําให้ประเทศอ่อนแอ คือ ช้างป่วย เป็นภาระของประเทศชาติ ตลอดไป

สําหรับรายละเอียดกองทุนฯ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก

https://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/ewt_dl_link.php?nid=85994&filename=index    

พ่อครูว่า… อาตมาก็เคยพูดพาดพิงถึงเรื่องนี้ งานการเมืองคืองานอาสา ผู้อาสาทำผู้เสนอตัวอาสาได้รับใช้ไปช่วย มันฟรีนะ ไม่ได้ต้องการเอาสิ่งตอบแทน ผู้ที่อาสาและต้องการสิ่งตอบแทนยังไม่บริสุทธิ์ 

พ่อครูว่า… เรื่องของบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการการเมืองหรือข้าราชการประจำ อาตมาเคยพูดนะว่า ข้าราชการประจำนี่แหละคือนักการเมืองตัวสำคัญ คือผู้ที่ทำงานรับใช้ประชาชนประจำเมืองเลย ข้าราชการประจำ เป็นผู้รับใช้ประชาชนประจำเมืองแล้วได้ค่าใช้จ่ายเลี้ยงตัวเองไป เป็นตัวหลักในการทำงานกับชาวเมือง พลเมืองกับประชาชน ไม่ว่าสังคมไหนก็แล้วแต่ ข้าราชการประจำ 

ส่วนข้าราชการการเมืองเป็นข้าราชการจร เป็นคนรับใช้ประชาชนจร แต่ข้าราชการประจำนี่แหละนักการเมืองตัวจริง 

มีบทความอีก ในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 

_‘เงินบำเหน็จบำนาญ’ ข้าราชการการเมือง หรือ ข้าราชการประจำ ใคร ‘ช้างป่วย’ 27 ก.พ. 2566 จาก น.สพ คมชัดลึก

สส.อาสาเข้ามาทำงาน รับเงินเดือนสูงลิบกว่า 100,000 บาท มีผู้เชี่ยวชาญผู้ชำนาญการ ผู้ติดตาม รวม 8 คนและมีค่าตอบแทนอื่น รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท นี่ยังไม่นับ ‘เงินบำเหน็จบำนาญ’ แล้วใครที่เป็น ช้างป่วย กันแน่

จริงหรือที่มีข่าวอีกแล้วว่า “พิธา ยืนยัน ถ้าไม่ตัดก็จะขอลดเงินบำนาญข้าราชการ เพราะมันคืองบช้างป่วย ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน” ครั้งอภิปราย ร่างพ.ร.บ งบประมาณ ปี2566 ก็เคยอภิปรายฯ และตั้งคำถามรัฐบาล ประมาณว่า เงินเดือนสวัสดิการบำนาญข้าราชการที่เพิ่มขึ้นทุกปีเป็นเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ประเทศเป็น ช้างป่วย จะแก้อย่างไร? 

จนเป็นข่าวครึกโครม สะท้าน“หัวใจข้าราชการบำนาญ”ไปแล้วในช่วงนั้น จนต้องออกปฏิเสธข่าวนี้ เป็นพัลวันว่า ไม่มีและไม่เคยมีนโยบายลดเงินเดือนหรือบำนาญข้าราชการแต่อย่างใด แต่แล้วครั้งนี้ออกมาในทำนองเดียวกันอีก พร้อมชี้แจงเป็นข่าวปลอม บิดเบือน อืม!.นะ จริงหรือไม่? คนพูดรู้ดีที่สุดเพราะเรา “โกหก” ทุกคนได้ แต่ “โกหก” ตัวเองไม่ได้หรอก นอกจาก “สมองป่วย” เพราะจำสิ่งที่ตัวเองพูดไม่ได้

 ทบทวนอีกครั้ง ข้าราชการประจำ เริ่มทำงานด้วยเงินเดือนน้อยนิด เมื่อเทียบกับเอกชนและหากเทียบกับ สส.ในคุณวุฒิเท่ากัน เงินเดือนเขาไม่ถึงเศษ 1 ใน 10 ของเงินเดือนสส.ในปัจจุบันนี้ แต่เขาก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อประเทศชาติ ตามบทบาทหน้าที่ที่รับผิดชอบเพราะใจที่มุ่งมั่น ต้องการพัฒนาประเทศ ช่วยพี่น้องประชาชน

เพราะฉะนั้น ข้าราชการประจำ  จึงเอาบำเหน็จบำนาญเป็น “เครื่องเตือนใจ” ว่าเอาล่ะ “จน” ก็ “จน” ไป แต่เมื่อเกษียณแล้วยังดูแลตัวเองและลูกหลานได้

การจะหาเสียงกับใครโดยเฉพาะ วัยรุ่น ก็หาไป แต่รู้หรือไม่ว่า“วัยรุ่น” เหล่านั้นกว่าจะเรียนจบมีงานทำ ส่วนมากก็มาจากเงินบำเหน็จบำนาญที่พ่อแม่ ญาติพี่น้องได้รับจากรัฐบาลมา และกว่าเขาจะได้รับก็ต้องทำงานถึง 25 ปี ถึงจะได้บำนาญ และ 15 ปีถึงจะได้บำเหน็จ

แต่นักการเมือง สส.อย่างพวกท่าน ที่อ้างว่ารักชาติ รักประชาชนอยู่ในสภา   (อยู่บ้างไม่อยู่บ้าง)เพียง “2 ปี” ก็ได้บำเหน็จบำนาญแล้ว จริงๆแล้ว เวลาหาเสียงพูดเองว่า “อาสา” มารับใช้ประชาชน ควรได้รับค่าตอบแทนที่พอเหมาะก็พอแล้ว เพราะ “อาสา” เข้ามา 

แต่จริงๆเงินเดือนที่ได้รับสูงลิบกว่า 100,000 บาท พร้อมมีผู้เชี่ยวชาญผู้ชำนาญการ ผู้ติดตาม รวม 8 คน และมีค่าตอบแทนอื่นๆอีกรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท นี่ยังไม่นับรวม“บำเหน็จบำนาญ”แล้วใครคือ“ช้างป่วย” กันแน่

มาดูกันผู้ทรงเกียรติ สส./สว. ทั้งหลายได้รับบำเหน็จบำนาญอย่างไร

ผู้เคยเป็นสส.หรือสว.ตั้งแต่ 2-3 ปีได้รับบำเหน็จบำนาญร้อยละ 20 ของเงินเดือน 

เคยเป็น 3-7 ปีได้รับร้อยละ 30  ของเงินเดือน 

เคยเป็น 7-11 ปีได้รับร้อยละ 40 ของเงินเดือน 

และจนท้ายสุดเป็น 20 ปีขึ้นไปได้รับร้อยละ 70 ของเงินเดือน 

“ถาม” อีกครั้งใคร“ช้างป่วย”

สามอาชีพกู้มนุษยชาติ ที่ชาวอโศกทำได้จริง

พ่อครูว่า… ฟังให้ดีนะในสังคมประเทศมันมีอย่างนี้อยู่ ที่พูดมานี้อาตมาก็ฟังแล้วไม่น่าจะผิดไปจากความเป็นจริง น่าจะเป็นความจริงทั้งหมด 

นี่คือสิ่งที่ว่ากันเป็นวาทกรรมอยู่ในสังคม อาตมาก็เอามาแสดงความเห็นด้วย อย่างพวกเรานี่นะชาวอโศก อาตมาสอนแนะนำและให้พากันทำให้สำเร็จ เป็นคนที่ไม่ต้องไปเป็นภาระของสังคม ฝึกไปไหนพวกเราเองนี่แหละทำงานสร้างสรรค์แล้วก็เสียสละเกื้อกูล ตัวเองก็ลดกิเลสรู้จักกินรู้จักใช้ ไม่ไปฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยในสังคม แล้วก็อยู่อย่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ผู้ใดขาดแคลนผู้ใดบกพร่อง คนที่เหลือเฟือคนที่มีเกินพอช่วยได้ก็ช่วยกันไป หรือสุดท้ายมีกองกลาง ทุกคนทำมาหาได้ ทั้งๆที่พวกเราชาวอโศก เป็นผู้ที่ทำมาหาได้สร้างสรรค์ขยันทำงานอยู่ 

มีวัตถุผลผลิตที่ทำ ก็มีไม่มากไม่มายหรอก มีกสิกรรม มียา มีเครื่องประกอบอะไรต่ออะไรบ้าง แต่ที่เป็นหลักๆก็คือ ผลผลิตที่มากที่สุดก็คือเป็นหลักแท้ๆก็ อาตมาก็เน้นให้ทำกสิกรรม นอกนั้นเราก็ทำ ทำยาทำปุ๋ย ที่เป็นงานหลัก งานขยะ 3 อาชีพกู้ชาติ กสิกรรมธรรมชาติที่ไร้สารพิษ ปุ๋ยสะอาดแล้วก็ขยะวิทยา ค่อยๆพิสูจน์อันนี้ไป ยังไม่ลงรายละเอียดอันนี้ 

แล้วเราก็ทำได้พอสมควรดีขึ้นแล้ว อาตมาก็ยังเร่งเร้า เร่งรัดกันอยู่ ว่าให้ทำพืชพันธุ์ธัญญาหาร มันสำคัญเป็นหนึ่งในโลก ปุ๋ยก็เป็นรอง ขยะก็เป็นรอง แต่สำคัญทั้ง 3 อย่างนี่แหละ ซึ่งคนยังไม่ค่อยเข้าใจละเอียดลออพอ เราก็ได้พิสูจน์แล้ว แม้แต่เรื่องขยะ

กิจการขยะเราก็ยังไม่ใหญ่โตเท่าไหร่ ถ้าใหญ่โตก็จะเป็นทุนรอน นอกจากจะได้ทุนรอนแล้วยังช่วยสังคม ช่วยประเทศชาติ เพราะว่าเก็บขยะมาหมุนเวียนทั้ง 

  1. มาใช้ซ้ำ 

  2. เอาไปแก้ไข ปรับปรุง ตกแต่ง 

  3. เอาไปสังเคราะห์ใหม่ เอามาใช้ 

  4. รีเจ็ค หมดทางที่จะทำอะไรได้แล้ว ก็เอาไปทิ้ง ก็เลิกไป อย่างนี้เป็นต้น ยังไปเรื่อยๆยังไม่เก่งเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องพยายามช่วยกัน 

หลักฐานการบริหารประเทศได้เจริญดีของนายกฯประยุทธ์

แต่พอพูดถึง เรื่องของประเทศในขณะนี้ ส่วนรวมของประเทศไทย เราก็ช่วยประเทศไทยมาตลอดแต่อาตมาพูดมากไม่ค่อยดี เพราะจะเป็นการทวงบุญทวงคุณที่ไปทำอะไรให้แก่สังคมประเทศชาติ ลำเลิก ของตัวเองขึ้นมาอวดอ้าง ที่จริงเอามาประกาศความจริงก็พูดไปแล้วยืนยันให้คนอื่นเห็นความสัมพันธ์แล้วก็ปฏิบัติตามอย่างนี้เถอะ เพราะฉะนั้นก็เลยพูดบ้างไม่พูดบ้าง 

ทีนี้พูดถึงสังคมขณะนี้ที่บริหารกันอยู่ ที่นายกประยุทธ์ทำอยู่ ก็มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นผลงานที่มันเทียบกันได้เห็นๆเลยนะ ไม่ใช่ว่าเราพูดเอง ชมกันเองอยู่ในประเทศ มันเป็นการให้ค่าหรือว่าเขาก็มีการทำสถิติอยู่เหมือนกัน 

อย่างเช่น เราขณะนี้ความเจริญว่าเป็นเมืองที่ดีที่สุดในโลก อันดับที่ 30 จากที่เขาสำรวจกัน เว็บไซต์ Thaipost รายงานมาตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์อย่างนี้เป็นต้น หรือว่าเขาจัดให้กรุงเทพฯอยู่ในอันดับ 30 เมืองดีที่สุดในโลก Best City In The World เป็นที่ 2 ของอาเซียนเป็นที่ 30 ของโลก 

เพราะฉะนั้น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เอามารายงานบอกต่างๆไปพูดนำไปแล้วเมื่อกี้นี้ 

แม้แต่ในเชิงการท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ การพัฒนาเศรษฐกิจ ก็มีแนวโน้มของตลาดที่มีจุดแข็งจุดอ่อน ถูกจัดอันดับขึ้นไปเรื่อยๆ ติดอันดับอยู่ในกลุ่มของพวกกลุ่ม100 ค่อยๆขึ้นไปถึงกลุ่ม 10 ไปเรื่อยๆอย่างนี้แหละ ก็พัฒนาไป 

เห็นความเจริญก้าวหน้าไปไกลลิบเลย มาตั้งแต่ได้มีนายกรัฐมนตรีได้นำพาประเทศชาติไป 

เขามีวิธีการที่จะมาตรวจสอบ เขาหยิบมาแยกเป็นประเด็นว่า 

1.สถานที่ (Place) ประกอบไปด้วย สภาพภูมิอากาศ ความปลอดภัย สถานที่ท่องเที่ยว และพื้นที่ใช้ชีวิตนอกบ้าน

2.ผลิตภัณฑ์ (Product) ประกอบไปด้วย ความเชื่อมโยงของสนามบิน พิพิธภัณฑ์ อันดับของมหาวิทยาลัย และสถานที่จัดงาน/การประชุม

3.ประชากร (People) ประกอบไปด้วย การมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน และการสำเร็จการศึกษา

4.ความมั่งคั่ง (Prosperity) ประกอบไปด้วย การมีบริษัทชั้นนำของโลก GDP อัตราการจ้างงาน และความเท่าเทียมของรายได้

5.กิจกรรม (Programming) ประกอบไปด้วย การแสดงทางวัฒนธรรม ประสบการณ์ในการเที่ยวยามค่ำคืน ร้านอาหารที่มีคุณภาพ และสถานที่สำหรับการเลือกซื้อสินค้า

  1. การส่งเสริม (Promotion) ได้แก่ การค้นหาบนสื่อสังคมออนไลน์ ข้อมูลการรีวิวบนสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ

ซึ่งประเมินจาก 6 หัวข้อข้างต้น ทำให้กรุงเทพฯ ได้รับการจัดอันดับที่ 30 ของโลก และเป็นอันดับที่ 2 ของอาเซียน

 

พ่อครูว่า… นี่ก็เป็นเรื่องการก้าวหน้าที่เราไม่ได้พูดเอง สังคมต่างประเทศองค์กรต่างประเทศ ที่เขามีการตรวจสอบพวกนี้กัน เพื่อที่จะให้เห็นว่าสังคมมนุษยชาติในโลกนี้ มีอะไรเกิดขึ้นมีอะไรเจริญหรือเสื่อม ตามความรู้สากลเขาก็ว่าไป 

_นายกฯ พร้อมเดินหน้าผลักดันและส่งเสริมนโยบายการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ยกระดับไทยเป็น “เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโลก”

26 ก.พ. 2566 – นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้ความสำคัญกับระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมนโยบายการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น “เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโลก

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้สำเร็จตามแผน ทั้งนี้ ผลการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (ปี 2560 – 2569) ได้ดำเนินการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ดังนี้

1.ดำเนินการผ่านกลไกคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อขับเคลื่อนแผนพัฒนาและฟื้นฟูการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมีพื้นที่นำร่องในจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่

  1. ดำเนินการภายใต้แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จาการท่องเที่ยวในปีงบประมาณ 2565 – 2566 มีผลดำเนินการ เช่น การยกระดับสถานประกอบการตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพระดับสากล พัฒนาเมืองสมุนไพรและจังหวัดท่องเที่ยว ยกระดับการสร้างสรรค์สินค้า บริการและการบริหารจัดการท่องเที่ยวยั่งยืน โดยในปี 2567 จะจัดทำกรอบการจัดทำคำของบประมาณ ภายใต้แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งได้กำหนดแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมรูปแบบการท่องเที่ยวคุณภาพสูง โดยมีโครงการส่งเสริม การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอยู่ภายใต้แนวทางดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังขับเคลื่อนจังหวัดภูเก็ตในการเป็นเจ้าภาพ Specialized Expo 2028 เพื่อยกระดับจังหวัดภูเก็ตสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลกและขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในรูปแบบ Sports Tourism

“นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า การผลักดันนโยบายการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของรัฐบาล จะสามารถยกระดับประเทศไทยให้เป็น “เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโลก” ได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งถือเป็นตลาดใหม่ที่สำคัญอย่างยิ่งในยุคหลังสถานการณ์โควิด – 19 คลี่คลาย เนื่องจากไทยมีความพร้อมทั้งด้านอุตสาหกรรมทางการแพทย์ที่ครบวงจร ด้านคุณภาพและมาตรฐานการรักษาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล รัฐบาลจึงพร้อมที่จะเดินหน้า ส่งเสริมนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้เข้าประเทศ พร้อมกับการดูแลสุขภาพของประชาชนในประเทศ” นายอนุชา กล่าว

เหตุปัจจัยของอุ๊งอิ๊ง ไม่สมประกอบจะเป็นนายกฯ

พ่อครูว่า… นี่เป็นการเสนอสิ่งที่ได้กระทำแล้วก็เอามารายงานสู่กันฟัง นี่คือการทำงานของพลเอกประยุทธ์ที่เป็นนายก อาตมาก็ยิ่งดูรายละเอียดของสิ่งที่นำเสนอแล้วก็สิ่งที่เป็นจริงที่ได้เกิดขึ้นเอามารายงาน ทำไปแล้วแล้วก็มีผลจริง ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ นี่เป็นม็อตโต้ของพลเอกประยุทธ์

ก็ทำให้เห็นว่าอุ๊งอิ๊งแคนดิเดตนายกขณะนี้ แหม อาตมาเคยพูดกับพวกเราเล่นๆ มันไม่ค่อยสมประกอบ อุ๊งอิ๊ง มันไม่ค่อยสมประกอบ แม้แต่ประเด็นง่ายๆ ขณะนี้ท้องโต 6-7 เดือน ต่อไปเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม ก็คลอด  9 เดือนคลอดใช่ไหมล่ะ ไม่เดือนหน้า ก็เดือนโน้นคลอด นี่เดือนมีนาคมแล้ว พอคลอดแล้ว อุ๊งอิ๊งจะมาบริหารประเทศอย่างไร คุณก็จะต้องอยู่กับลูกก่อน จะยังไง จะออกมาบริหารประเทศอย่างไร นี่ก็ประเด็นเล็กๆไม่ใช่ประเด็นใหญ่อะไร 

แล้วเวลาที่จะผ่านไปผ่านไปจะให้รอคุณจะเลี้ยงลูกจนโต มาบริหารได้ มันได้ไหมล่ะ แค่นี้ก็เห็นชัดเจนแล้ว เออ มันไม่ค่อยลงตัวมันไม่ค่อยสมประกอบที่พูดผ่านมานี้ มันดูไม่ค่อยสมประกอบด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ 

แล้วผลงาน ถ้าเอาเบื้องหลังมาตั้งแต่เริ่มมาอีก โอ้โห ภูมิปัญญาของอุ๊งอิ๊ง อาตมาเห็นตั้งแต่นั่งเบะหน้าอยู่ในศาล ที่ผู้พิพากษาตัดสินแล้วก็เบะหน้าให้แก่ผู้พิพากษา คุณไม่ยอมรับคำตัดสินของผู้พิพากษา เบะหน้าแสดงว่าคุณปฏิเสธ เพราะไปตัดสินให้พ่อ ให้อา ให้ญาติโกโญติกาพวกของตนเอง ผิดจนกระทั่งต้องออกหนีไปจากประเทศไทยเพราะกลัวติดคุก 

อาตมาเห็นแล้วก็นั่นคือการแสดงภูมิธรรม สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล มันพอเห็น พอรู้กันได้ 

แม้แต่ในเบื้องหลัง Background ที่สอบผ่านมาก็ไม่ได้ซื่อสัตย์อะไรต่างๆอย่างนี้เป็นต้น Background ของอุ๊งอิ๊ง อาตมาว่าแค่ Background ที่เทียบเคียงกันแล้วมันไกลกันลิบ แล้วยังฝีมือในการทำงาน เขายังไม่ปรากฏ..เอาล่ะยังไม่ดูถูกก็ได้ แต่เหตุปัจจัยต่างๆมันไกลๆ นี่ก็เป็นหลักฐานต่างๆในอดีต อุ๊งอิ๊งบอกข้อสอบรั่วแล้วไงยังไงก็เรียนจบ คือไม่ได้เรียนจบอย่างสง่าอะไรเลย ลากไส้โกงข้อสอบข้อสอบรั่ว เอาละ เดี๋ยวจะหาว่าไปทับถมมากเกินไป ก็ขอผ่านไปก่อน 

เอาที่นายกประยุทธ์ ปลื้ม นอกจากที่พูดผ่านไปเมื่อกี้แล้ว 

_นายกฯ ปลื้ม ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ม.ค.พุ่งสูงสุดในรอบ 26 เดือน

19 กุมภาพันธ์ 2566 

นายกฯ ปลื้ม ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน มกราคม 2566 เพิ่มสูงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 และอยู่ระดับสูงสุดในรอบ 26 เดือน สะท้อนประสิทธิภาพของนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจ

19 ก.พ. 2566 -นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ประจำเดือนมกราคม 2566 จากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและหอการค้าไทย ซึ่งพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 49.7 เป็น 51.7 โดยเป็นการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 26 เดือน จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นทั้ง 3 รายการ เมื่อเปรียบเทียบผลสำรวจเดือนธันวาคม 2565 ถึงเดือนมกราคม 2566 เกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ปรับตัวจากความเชื่อมั่น ระดับ 43.9 สู่ระดับ 46.0 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม ปรับตัวจากระดับ 47.0 สู่ระดับ 49.0 และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ปรับตัวจากระดับ 58.1 สู่ระดับ 60.2 ซึ่งทั้งหมดแสดงให้เห็นว่ามีการปรับตัวดีขึ้นทุกรายการ แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจกำลังกลับมาฟื้นตัวเร็วขึ้น และจะเริ่มจับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้นในเดือนแรกของปีนี้

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ผลสำรวจดังกล่าวยังระบุถึงปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ 1. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2566 จากภาครัฐ เช่น มาตรการช้อปดีมีคืน มาตรการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตรา 15% มาตรการการช่วยเหลือผู้กู้ยืมเงิน 2. การท่องเที่ยวฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งของคนไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทยมีจำนวนมากขึ้น ส่งผลให้เกิดเงินหมุนเวียนในประเทศมากขึ้นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่าง ๆ ปรับตัวดีขึ้น 3. SET Index ในเดือนมกราคม 2566 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.80จุด 4. ราคาพืชผลทางการเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส่งผลให้เกษตรเริ่มมีรายได้สูงขึ้น ทำให้กำลังซื้อในต่างจังหวัดปรับตัวดีขึ้น

“แนวโน้มของดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องทุกรายการ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก นายกรัฐมนตรีขอบคุณเสียงสะท้อนที่แสดงให้เห็นว่า ประชาชนให้ความเชื่อมั่นกับสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศที่กำลังฟื้นตัว สอดรับกับการทำงาน นโยบาย และมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน ออกมาตรการช่วยเหลือภาคประชาชน ควบคู่กับการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เปิดรับการลงทุน เพื่อช่วยส่งเสริมภาคธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนายกรัฐมนตรีสั่งการการแก้ไขปัญหามาตลอดตั้งแต่ระดับเศรษฐกิจฐานราก รวมไปถึงการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน” นายอนุชากล่าว

กูรูระดับโลกชื่นชมศักยภาพของ ‘เงินบาท’ ‘แข็งแกร่ง-มีเสถียรภาพ’ แม้เผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ 14 FEBRUARY , 2023

รูชีร์ ชาร์มา (Ruchir Sharma) นักลงทุนผู้มากประสบการณ์ ประธานบริษัทการเงินระดับโลก Rockefeller Capital Management ผู้ติดตามความเคลื่อนไหวของเงินสกุลต่างๆ ทั่วโลกมานานเกือบ 30 ปี ได้กล่าวถึง ‘เงินบาท’ ของไทยด้วยความชื่นชม ผ่านคอลัมน์ของ Financial Times (12 ก.พ. 2566) เนื่องด้วย เดือนกุมภาพันธ์ ปีนี้ จะครบรอบ 25 ปี ที่เขาเคยอยู่ในกรุงเทพมหานคร ในวันที่ไทยกำลังเผชิญวิกฤติ ‘ต้มยำกุ้ง’ อย่างหนักและลุกลามไปหลายประเทศในเอเชีย

ในช่วงเวลานั้น ค่าเงินบาทของไทยลดค่าลงอย่างรุนแรงกว่า 40% ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่หดตัวลงถึง 20% ในพริบตา ตลาดหุ้นดิ่งเหวกว่า 60% สถาบันการเงินหลายแห่งเข้าสู่ภาวะล้มละลาย หนี้สาธารณะพุ่งสูงจนรัฐบาลไทยต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากกองทุน IMF 

ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2541 มานั้น แทบไม่มีนักลงทุนต่างชาติคนไหนกล้าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย เงินบาทเป็นสกุลเงินที่มองไม่เห็นอนาคต เป็นหนึ่งในวิกฤติการเงินที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของไทย

แต่สุดท้าย เงินบาทก็สามารถพลิกฟื้นขึ้นมาเป็นหนึ่งในเงินสกุลหลักของภูมิภาคอาเซียน สามารถรักษามูลค่าไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ กลายเป็นสกุลเงินที่แข็งแกร่ง มั่นคง กว่าเงินสกุลอื่นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ และดูดีกว่าเงินสกุลของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วหลายๆ ชาติ หากไม่นับ รวม Swiss Franc ด้วยซ้ำไป นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดาจริงๆ

หนึ่งในข้อดีของวิกฤติค่าเงินในครั้งนั้น ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยเติบโต เนื่องจากค่าใช้จ่ายถูกลงมาก จึงสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งไทยยังมีแหล่งท่องเที่ยว และ ภาคบริการรองรับที่ดี ซึ่งช่วยส่งเสริมศักยภาพด้านการแข่งขันของไทย แม้ว่าค่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นแล้วก็ตาม จากประเทศที่เคยเป็นศูนย์กลางของวิกฤติค่าเงินกลับขึ้นมาเป็นหนึ่งในเสาหลักของอาเซียนและเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อีกหลายๆ ประเทศ

อีกทั้งการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ การเงินที่รัดกุมมาตลอดตั้งแต่เกิดวิกฤติค่าเงิน ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยค่อยๆ ฟื้นตัว มีงบประมาณขาดดุลย์เฉลี่ยเพียง 1% ของ GDP ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของหลายประเทศที่มีเศรษฐกิจระดับเดียวกัน มีเงินสำรองเพิ่มขึ้นได้ถึง 7% ต่อปี 

สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ยังสามารถรักษาระดับอัตราเงินเฟ้อได้ที่ประมาณ 2% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงหลังผ่านพ้นวิกฤติต้มยำกุ้ง และในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ มีเพียง จีน ไต้หวัน และซาอุดีอาระเบียเท่านั้น ที่มีระดับอัตราเงินเฟ้อน้อยกว่าไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 เป็นต้นมา

ไทยเคยเกือบสูญเสียความเชื่อมั่นในค่าเงินบาทจากนโยบายตรึงค่าเงินตายตัวไว้กับดอลลาร์สหรัฐ และการทุ่มเม็ดเงินมหาศาลเพื่อปกป้องเงินบาท จากการโจมตีค่าเงินของนายทุนชาติตะวันตก บีบให้ไทยต้องปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว จนเกิดหนี้สินจากเงินตราต่างประเทศมหาศาล 

แต่ในที่สุด ไทยยังคงรักษาเสถียรภาพของ ‘เงินบาท’ ไว้ได้อย่างมั่นคงด้วยข้อได้เปรียบด้านการท่องเที่ยว และภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่สามารถดึงเม็ดเงินต่างชาติเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะผ่านมรสุมทางการเมืองอย่างหนักตลอดระยะเวลา 25 ปี ที่แม้แต่สกุลเงินต่างชาติที่มั่นคงที่สุดสกุลหนึ่งของโลกอย่าง Swiss Franc ไม่เคยเจอ แต่ “เงินบาท” ก็ยังคงรักษาเสถียรภาพได้ในระดับเดียวกับสกุลเงินชั้นนำอื่นๆ ได้  จึงต้องขอยกให้ ‘เงินบาท’ เป็นสกุลเงินที่มีศักยภาพในการฟื้นตัวได้ดีที่สุดสกุลหนึ่งของโลกทีเดียว

เรื่อง: ยีนส์ อรุณรัตน์ อ้างอิง: Financial Times

แนวคิดเศรษฐกิจของชาวโศกที่ทำจริงมีผลสำเร็จจริง 

พ่อครูว่า… นี่ก็เป็นต้น สิ่งเหล่านี้คือเรื่องราวข่าวคราวที่รู้กันทั่วโลก มันสามารถที่จะนำมาเสนอนำมารายงานมาบอกกันได้ทั้งหมดเลย 

โอ้โห..ข้อมูลเยอะนะ เราก็อยู่กับโลกเขาเราก็ต้องดูโลกว่า เขาเชื่อกันยังไง และเขาได้ปฏิบัติกันอย่างไร สอดคล้องลงตัวกันเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้อย่างไร เราก็ต้องดู 

อาตมาก็ขอพูดถึงพวกเราชาวอโศก ก็เป็นคนอยู่ในโลกอยู่ในสังคม อาจจะกลุ่มเล็กๆเป็นจุดขาวเล็กๆในขอบฟ้ากว้าง เราก็ไม่ได้หมายความว่าเราโดดเดี่ยวหรือเราอยู่คนเดียวโดยไม่รู้โลกเขา ไม่รู้ว่าโลกเขาไปถึงไหน มันมีสภาวะซับซ้อนหมุนรอบเชิงซ้อนที่ลึกซึ้งอยู่ว่า 

แนวคิดของชาวอโศก ขออภัยนะต้องพูดถึงชาวอโศกก่อน ก่อนที่จะพูดถึงประเทศและไปเทียบจากต่างประเทศ 

แนวคิดของชาวอโศก มันซ้อนลึกไปตามความรู้ที่อาตมานำมาจากของพระพุทธเจ้า เอามาประกาศให้ผู้อื่นรับรู้ ให้คนรับรู้ ก็คนไทย เพราะอาตมาพูดภาษาต่างประเทศไม่ได้ จะพูดภาษาต่างประเทศได้ก็คือภาษาลาว เพราะภาษาอีสานคือภาษาลาว อาตมาก็พูดได้ภาษานี้ ถ้าอาตมาไปตกอยู่เมืองลาวก็ไม่มีปัญหา อาตมาเจรจากับคนลาวได้สบาย นอกนั้นพูดไม่ได้ ภาษาอังกฤษก็ได้ขนาดไส้เดือนกิ้งกือ ขนาดงูๆ ปลาๆ ยังไม่ได้เลย ได้แค่ไส้เดือนกิ้งกือ ภาษาต่างประเทศ ไม่ว่าภาษาอังกฤษที่พูดกันง่ายๆดีๆทั่วๆไปก็ตาม ยิ่งภาษาอื่นยิ่งไม่ได้เรื่องเลย ก็ไม่เป็นไร มันเป็นเหตุปัจจัยที่อาตมาเข้าใจ อาตมาไม่มีปัญหาเรื่องนี้ 

ถ้าอาตมาจะพากเพียรในเรื่องเอาทักษะทางด้านภาษา อาตมานี่เรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่มัธยม ก็มีผู้สอนพิเศษ เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ เป็นผู้ดีอังกฤษ ยังชมอาตมาเลยนะ 

_สู่แดนธรรม… พ่อท่านกำลังพา ไปสู่แนวคิดของชาวอโศกที่มันซ้อนลึก 

พ่อครูว่า… แนวคิดที่ซ้อนลึกที่ว่าก็คือ เราสามารถลงไปสู่สภาพของผู้ที่มีคุณสมบัติของผู้ที่มีวรรณะ 9 สำเร็จผลเป็นสาราณียธรรม 6 ได้ สรุปลงสู่วิชาการของพระพุทธเจ้าก่อน เอามาพิสูจน์ยืนยันทุกวันนี้ 

สังคมของชาวอโศกเป็นสังคมสาราณียธรรม 6 ทุกคนมีคุณธรรม จิตวิญญาณได้รับการขัดเกลา จิตวิญญาณได้รับการปฏิบัติเป็นอริยบุคคล จึงอยู่กันอย่าง เมตตากันทั้งนั้นเลย ทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมและทางด้านเศรษฐกิจ สามารถที่จะทำงานเสียภาษี 100% 

ในชุมชนชาวอโศกทุกชุมชน ทุกคนไม่มีรายได้เงินเดือนประจำตัว ทำงานแล้วจะเอาไปใช้งานก็เบิกไปตามที่จะใช้งาน แล้วทุกคนมีความรู้ที่สำนึกว่าเราไม่มาขี้โลภจะมาหากินในกลุ่มชาวอโศก เพราะมันบาปซ้อนบาป ไม่ใช่แกล้งพูดแต่เป็นเรื่องจริง เพราะฉะนั้นก็เป็นคนที่มีภูมิปัญญาปฏิภาณเข้าใจเรื่องนี้ ก็ไม่มีใครเจตนาจะรับเอาไปจากชาวอโศก 

มันซ้อนลึกตรงที่ว่า ในวรรณะ 9 มันคือ คนต้องมาจนหรือมามักน้อย อาตมาพามาเป็นคนจนมาเป็นคนมักน้อย สิ่งนี้ยังยากมากที่คนในโลกโลกียบุคคล จะเข้าใจได้ว่า มาจน ไม่มีเงินไม่มีทอง เป็นคนไม่มีเงินไม่มีทอง..จะใช้ก็ต้องไปเบิกมาจากกองกลาง เขาก็นึกถึงว่าเขาจะใช้ก็ไปเอาที่กองกลาง เขาจะไปเบิกกองกลางที่ไหน ถ้าไปเบิกจากรัฐบาล รัฐบาลก็จะต้องพิจารณาก่อนจะให้ซึ่งมันไม่ง่าย มันก็ไม่ได้ 

มันก็ซ้อนเพราะระบบรัฐบาลไม่สนิทเนียนเหมือนระบบชาวอโศก อาตมาเคยอธิบายไปแล้วว่า เศรษฐกิจของอโศกหรือเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ของพระพุทธเจ้ามาพิสูจน์กันอยู่ในยุคนี้ว่า ทำได้ถึงขั้นฆราวาสว่าเป็นสาธารณโภคี ในยุคพระพุทธเจ้าทำได้แค่ในวงสงฆ์ภิกษุ  ให้ฆราวาสทำไม่ได้เพราะมีข้อจำกัดก็พูดไปหมดแล้วเพราะในยุคโน้นเป็นยุคทาส ยุคไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน เป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มันทำไม่ได้ ข้อจำกัดแค่ 3 ข้อนี้ก็ทำไม่ได้แล้ว มันมีข้อ 4 ทรัพยากรในยุคนั้นยังไม่อัตคัดขาดแคลนเท่าคนในยุคนี้ด้วย สมัยนี้ทรัพยากรในโลกอัตคัดขาดแทนแล้วแย่งชิงกอบโกยกันไปเยอะ สมัยก่อนนี้เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มันอยู่ที่พระเจ้าแผ่นดิน เป็นเจ้าของยิ่งใหญ่ และเด็ดขาดด้วยจะริบของใครก็ได้ นอกนั้นก็มีนายทุน ซึ่งนายทุนเงินมีน้อยและยังไม่เข้าใจระบบทุนนิยมนายทุนก็ไม่มากแต่ก็มีมาเรื่อยๆแต่มีน้อย แต่เดี๋ยวนี้นายทุนมันแยกกันไปไล่ระดับ นายทุนระดับใหญ่ ระดับกลาง ระดับย่อย ระดับธุลีละออง ระดับขี้ผงมีอีกเยอะเลยในทุนมันซ้อนๆๆกันอยู่ในโลก 

แต่แนวคิดของพระพุทธเจ้านั้นจริงใจ ไม่เห็นแก่ตัวเสียสละ มีน้อยก็อยู่ได้อยู่รอด มีน้อยอัปปิจฉะก็อยู่รอด แม้ที่สุดไม่สะสมสมบัติเลย อปจยะ ก็อยู่รอดใช้กับกองกลาง แล้วทุกคนมีนิสัย มีวิสัย 

ที่จริงแล้ว วิสยะ จนกระทั่งถึงขั้นอนุสัย สยะคือตัวตน 

อาศัย หรือาสยะ แล้วก็ นิสยะ แล้วก็ วิสยะ แล้วก็อนุสยะ

สยะ 3 อย่าง มันเป็นการพัฒนาตั้งแต่อาศัยจนเป็นตัวตนที่มีคุณภาพคุณธรรมสูงขึ้นเรียกว่า นิสัย ตัดกิเลส นิโรธออกไป ที่มันเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้มาให้เจริญขึ้นเป็นนิสัย จนกระทั่งสูงขึ้นเป็นวิสัย เป็นตัวตนที่มีคุณสมบัติ คุณวิเศษลึกซึ้งขึ้นไป จนกระทั่งสุดท้ายเก็บไว้ในอนุสัย อนุสัยอันนี้ไม่ใช่กิเลสนะ แต่เป็นคุณวิเศษหรือคุณธรรมอันวิเศษ สยะ อันวิเศษที่จะต้องมีอยู่ ตามตัวเองไป อนุแปลว่า ตาม ซึ่งคนรู้ไม่ได้ง่ายๆเพราะละเอียด อนุสยะ ถ้ากิเลสก็เล็กน้อยตามไป นี่ไม่ใช่กิเลสแต่เป็นคุณวิเศษ อนุสัยนี้เป็นคุณวิเศษซึ่งยังไม่มีใครอธิบายมีแต่อาตมามาอธิบายว่าอนุสัยเป็นคุณวิเศษ ไม่ใช่กิเลส ถ้าเป็นกิเลสก็เป็นกิเลสละเอียด และเป็นคุณวิเศษก็เป็นคุณวิเศษระดับพิเศษระดับละเอียด 

อาตมาพาทำนี้ เป็นคุณวิเศษระดับอนุสัย ระดับพิเศษ ระดับวิเศษ จึงไม่ใช่เรื่องสามัญที่จะรู้กันได้ง่ายๆ มันเป็นอจินไตย เป็นเรื่องที่ขบคิดเอาไม่ได้ จะต้องพิสูจน์ ซึ่งพวกเราได้พิสูจน์จริงแล้ว 

มาเป็นผู้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ สำเร็จ ยั่งยืน แท้จริง ถึงขั้นไม่ต้องแก้ ไม่ต้องแก้กันอีกแล้วต่อไป ได้สำเร็จจริง เพราะว่าได้แก้ปัญหาถูกทิศทางตามที่พระพุทธเจ้าท่านพาสอน แก้ที่คน 

แก้ปัญหาเศรษฐกิจนี้แก้ปัญหาที่คน ไม่ใช่ไปแก้ปัญหาที่เงิน ที่วัตถุไม่ใช่ แต่ก็อาศัยวัตถุ และในวัตถุนั้น ก็อาศัยเงิน กับผลผลิต คนไปหลงตัวเลขของเงินที่ค้าขายที่โกงหรือเอาเปรียบเอารัดเขามา มันก็มีเงินมากมันแสดงว่า มันเจริญซึ่งมันไม่ใช่ 

มุมกลับ ความเจริญของเศรษฐกิจของทางบุญนิยม ยิ่งมีเงินน้อยลง ออกจากข้างนอกเขามาน้อยลง แต่มีผลผลิตมี Product มากขึ้น Gross น้อยลง Product มากขึ้นผลผลิตยิ่งมากให้คนอื่นไปได้ ขายให้ถูกให้แจกเราก็ได้เงินมาน้อย แล้วเราก็ไม่ไปตีกินเอาของจากต่างประเทศเราก็ไม่ตีกิน Domestic ก็คือของเราเอง ของภายในเราแท้ๆ 

นี่คือความซ้อนลึก นี่คือการอธิบาย GDP อย่างอโศก อธิบาย GDP อย่างที่อาตมาพาพวกเราทำ ซึ่งไม่มีในตำราเศรษฐศาสตร์เทวนิยมหรือเศรษฐศาสตร์สากลของโลก เฉโก โลกียะไม่มี มีอยู่ในโลกุตตระและขออภัยอย่างยิ่ง มีโพธิรักษ์นี่แหละอธิบายเศรษฐศาสตร์แบบนี้ ที่ว่านี้อธิบายไปนี้ทำได้ ทำได้แล้วพวกเราเข้าใจและพวกเราก็ยืนยันว่า พวกเราได้จริง 

เสียภาษี 100% อยู่กองกลางและทุกคนมักน้อยสันโดษมีคุณธรรม วรรณะ 9 อยู่กันอย่างมีสารานียธรรม 6 การพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้าว่า ยุคนี้ก็มีคุณวิเศษแบบนี้ที่เป็นได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดพิลึกพิลั่นมหัศจรรย์ ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ แล้วในประเทศไทยทำได้ แล้วจะมีคนที่ฟังที่รับรู้ได้รับซับซาบที่อาตมาพูดนี้ ทั้งเขียนหนังสืออาตมาเขียนหนังสือมาเป็น 100 เรื่อง หลายล้านเล่มแล้วพิมพ์ออกมา ไม่ได้นับที่เป็นบทความนะ นับที่เป็นหนังสือเป็นเล่มแล้ว 

เพราะฉะนั้น สิ่งที่อาตมามีความรู้ซึ่งอาตมาบอกแล้วว่า อาตมาเป็นโพธิสัตว์ เป็นความรู้ที่ได้มาจากพระพุทธเจ้าสายนี้เลยโดยตรง มาจากทฤษฎีสายหลักสายของพระพุทธเจ้าตรัสรู้เลยโดยตรง แล้วก็เอามายืนยันพิสูจน์เอามาเผยแพร่เอามาสอน ค้านแย้งกับกระแสหลักพระพุทธศาสนาที่เขาเสื่อมจริงๆ 

ซึ่งอาตมาก็ยืนยันแล้วว่า ผู้รู้เข้ามาพิสูจน์ดูว่าอย่างที่อาตมาพาทำพวกเราได้อย่างเป็นชุมชนนี้ อธิบายอย่างเชิงเศรษฐศาสตร์หรือรัฐศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ มันต่างกันกับเถรสมาคมที่สอนกันอยู่เหมือนกัน แล้วผลได้ของเขาก็มีเป็นหมู่ใหญ่ด้วย ได้เป็นพลเมืองหมู่ใหญ่ด้วย แล้วมันเทียบค่ากันดูซิว่า ว่าอย่างที่พวกเรานี้ทำได้สำเร็จมีผลแล้วนี่ แล้วที่สำคัญก็คือยั่งยืน มั่นคง หรือจะเรียกว่าเที่ยงแท้ก็ได้ไม่เป็นแปลง เพราะมันมีที่จบ มันจบแล้วไม่รู้จะมีอะไรเจริญกว่านี้อีกแล้วที่จบของมันแต่ละรอบแต่ละเรื่องแต่ละอย่างมันจบของมันในตัวมัน 

เช่น เราหมดเนื้อหมดตัวเป็นศูนย์แล้วมันจะไปยังไงอีกนอกจากจะเป็นหนี้ เราไม่ใช่เป็นคนโง่ที่จะไปเป็นหนี้ เป็นศูนย์ก็เป็นขีดจบแล้ว นี่คือจบแท้ๆเลย 

เพราะฉะนั้นผู้ที่ทำเช่นกิเลสดับหมดเลยสูญแล้ว แล้วจะไปมีอะไรต่อได้อีกล่ะ กิเลสมันหมดแล้วหมดกิเลสแล้ว กิเลสไม่มีแล้ว แล้วได้สิ่งที่ทำอย่างมีปัญญารู้อยู่ด้วยว่า ความดีพฤติกรรมที่จะเป็นความดีแม้แต่จะเป็นสมมุติ เราก็มีปัญญารู้ว่า ดีที่สอดคล้องทางสังคมที่เขานิยม เราก็ไม่ได้ด้อยกว่าเขา 

เพราะความดีก็เป็นสมมุติทั้งนั้นแหละที่ใช้ตาม กาละ เทศะ ฐานะ ที่ไม่เที่ยง เพราะความดีมันไม่เที่ยง ความดีความชั่วเป็นเรื่องไม่เที่ยง มันเป็นเรื่องขึ้นอยู่กับ กาละ เทศะ ฐานะ ในยุคนี้กาลนี้แม้แต่ภูมิประเทศต่างๆก็ไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกันฐานะของตัวบุคคลเอง มันก็ไม่ได้เที่ยงมันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยแวดล้อม เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่อาศัย ส่วนตัวเองนั้นสูญแล้ว จะเป็นอย่างไรก็ได้ มีก็ได้ไม่มีก็ได้สูญแล้ว จะเลือกเป็นอย่างไร มีเท่านี้กับเขาก็ได้ไม่มีเลยสูงสุดแล้วสูไม่มีเลยก็ได้ มันก็จบอย่างนี้เป็น 

เพราะฉะนั้นอาตมาพยายามจะวิเคราะห์ วิจัยในเรื่องของ ผู้ที่ทุกวันนี้ ขอย้ำหัวตะปูพวกที่พูดมาก พูดคุยโม้ พูดโอ้อวด แต่ยังไม่ได้กระทำหรือกระทำไม่ตรงตามที่พูด 

การพูดกับการลงมือกระทำที่เกิดผลจริง นี่แหละ ขณะนี้มันมีเยอะ นักการเมือง นักอะไรก็แล้วแต่ขี้โม้ขี้โอ่ขี้อวด พูดอย่างไรก็พูดได้ การพูดกับลงมือทำเกิดผลจริงมี 2 อย่างนี้ เป็นตัวชี้วัดตัดสิน ตัดสินกันว่าอย่างไรมันจะเป็นความจริงที่แท้จริงกว่ากัน ที่พูดโวๆๆๆ คุยโม้ไป กับมีผลที่เขาทำแล้วลงมือทำมีผลเกิดจริงแล้ว อย่างพวกเราทำมีผลเกิดจริงชื่อว่าความจริง ไม่ได้พูดนี้ยังไม่ได้ทำกับไอ้ที่ทำแล้วมีผลจริงอันไหนมันจริงกว่ากัน … อย่าตอบอย่าตอบเดี๋ยวสอบตก อาตมาไม่ได้ทำให้ตอบก็เดี๋ยวตอบผิดจะสอบตกไม่เอา 

มันไม่ได้ยากอะไรเลยง่ายจะตายเห็นกันชัดๆ 

เพราะฉะนั้นทุกวันนี้เราอย่าไปเชื่อน้ำมนต์ที่ใช้ภาษาสวยๆว่า วาทกรรมกันเลย อย่าไปฟังพวกขี้โม้ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Big Word ถ้าพูดจริงเรียกว่า Great Word เกรทเวิร์ด มันต่างกันคนละอย่าง ขี้โม้เขาเรียกว่า Big Word ถ้าพูดแล้วจริงได้ ดีได้ เขาเรียกว่า Great Word 

เพราะฉะนั้นพยายาม  แน่นอนคำพูดหรือภาษามันเป็นสื่อที่จะบอกถึงทุกๆอย่าง เป็นความจริงหรือว่าเป็นลักษณะที่มันเกิดผลเกิดผลิตอะไรก็แล้วแต่ ที่จะเป็นขึ้นมาก็จากความคิดและเอามาบอกกันพูดได้ 

เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ความจริงขึ้นมาจากปฏิกิริยาแล้วเรารู้ว่า ปฏิกิริยาความนึกความคิดของเราได้ขึ้นมา ในวิชาการของพระพุทธเจ้าเรียกว่า ปฏิฆสัมผัสโส เราจะรู้จักสิ่งที่เกิดมีตัว ฆ ฆ.ระฆัง 

ปฏิ คือ ปฏิกิริยาแล้วก็จับตัวกันเป็น ฆ เป็นก้อนเป็นสิ่งที่เกิดแล้วอะไรอันหนึ่ง ละเอียดลึกอยู่ในจิต 

ถ้าสิ่งนี้มันเกิดแล้วมันเป็นสัจจะอะไรก็แล้วแต่ เรายังไม่ได้ตั้งชื่อก็คือ ปฏิฆสัมผัสโส เราสัมผัสเองได้ ถ้ามันมีการตั้งชื่อแล้วเขาก็เรียกว่า อธิวจนสัมผัสโส สัมผัสได้ว่า อันนี้มีวจีสังขาร มีภาษาแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วเป็นบาลี อย่างนี้เอง อย่างนี้เรียกว่า บุญ อย่างนี้เรียกว่า กาย อย่างนี้เรียกว่า ฌาน อย่างนี้เรียกว่าสมาธิ  อย่างนี้เป็นต้น 

แล้วท่านก็ได้อธิบาย ขยายความสิ่งเหล่านั้น ออกมาเป็นภาษา จากรู้อยู่ในตัวเองแล้ว ถ้ามีคำพูดก็เรียกว่า อธิวจนสัมผัสโส เป็น วจีสังขาร อยู่ข้างในยังไม่ได้ออกมาเป็นวาจากรรม ก็ปรุงแต่งกันอยู่ข้างในเป็น วจีสังขาร เมื่อพูดออกมาให้คนอื่นฟังก็เลยก็เรียกว่า วาจากรรม ถ้าอยู่ภายในเราเองก็เรียกว่า วจีสังขาร เป็นสังขารที่ปรุงแต่งกันที่มี อธิวจนะแล้ว พูดมาเป็นภาษาที่จะสื่อออกมาเป็นภาษาอะไร ก็ภาษาพื้นบ้าน ภาษาที่คนทั่วไปรู้ได้เข้าใจได้ พูดภาษานั้นสื่อออกมา 

ถ้ามีคำวิชาการ คำเทคนิคอลเทอม ก็สื่อออกมาเป็นภาษาวิชาการ ไม่มีภาษาวิชาการก็บอกอธิบายความหมายเอา 

ซึ่งสิ่งที่มันเกิดในโลกุตรธรรม ภาษาไทยมันไม่ค่อยมี ที่มันเป็นความลึกซึ้งละเอียด อาตมาต้องอธิบายภาษาไทยประกอบยาวยืดยาด อธิบายไป ยากมากเลย แม้แต่คำสั้นๆที่บอกว่าบุญ ว่ากาย ว่าฌาน ว่าสมาธิ อย่างที่อธิบายยกตัวอย่างเดี๋ยวนี้ ทุกวันนี้ก็ยังอธิบายขยายความอยู่เพราะมันละเอียดยิ่งใหญ่มาก 

เพราะฉะนั้น ความเสื่อมทุกวันนี้ไปจากคน เสื่อมไปจากธรรมะพระพุทธเจ้าจริงๆ ตรงตามที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์เอาไว้ว่า มันจะเสื่อม ซึ่งความเสื่อม 4 ประการ ที่อาตมา จะได้เอามาขยายความ ความเสื่อม 4 ประการซึ่งซ้อนลึกอยู่ในจรณะ 15 วิชชา 8 อยู่ใน อัมพัฏฐสูตร ที่พระพุทธเจ้าถกกับอัมพัฏฐมานพ เป็นลูกศิษย์ของพราหมณ์โปกขรสาติ พระพุทธเจ้า ยืนยันว่าได้แต่พยัญชนะ ได้แต่ภาษาแต่ไม่ได้จรณะวิชชาจริง

ชาวอโศกมีจรณะวิชชาจริง และมีความรู้มีวิชาจริงจนออกมาเป็นความจริง เกิดอยู่ในตัวมนุษยชาติ ค่อยๆอธิบายกัน ในงานพุทธาภิเษกฯ ใครมีพระไตรปิฎกเล่ม 9 เอามาอ่านกัน อาตมาจะค่อยๆเอา 13 สูตรมาค่อยๆสรุปขยายความอธิบาย ยังไม่ละเอียดพอจะขยายโครงสร้างเป็นอิทัปปัจจยตาแก่กันและกัน ให้เข้าใจเพิ่มขึ้น นี่เป็นงานเป็นหน้าที่ที่อาตมาจะพยายามทำความเข้าใจให้พวกเรารู้ซับซ้อนละเอียดลึกซึ้งเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่สำคัญยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราจะได้เอาไปประพฤติปฏิบัติให้แก่มนุษยชาติ ให้แก่สังคม 

สังคมคนไทยเราก็เกิดที่เมืองไทยก่อน ช่วยเหลือประชาชนคนไทยได้แล้วในประเทศชาติไทย แล้วก็ขยายไปสู่ต่างประเทศเขา เราไม่ได้หวงแหนความรู้ เราอยากให้ทุกคนได้ความรู้ที่เรารู้นี่แหละ เอาไปทำเลย เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะไปหวงแหนริษยาอะไรกัน อยากให้เจริญๆ อยากจะให้ได้สิ่งที่เรารู้เราได้เราทำได้นี่แหละ พูดได้ทำได้เพราะรู้มา เพราะรู้อย่างจริงๆ รู้แล้วพูดได้ ทำได้ ทำได้อย่างที่พูด พูดอย่างที่ทำได้จริงๆ 

สิ่งเหล่านี้ มันเป็นสุดยอดแห่งความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นบุคคลหรือเป็นมนุษย์เป็นคน เหมือนทุกคน ชาวตะวันตก ชาวอเมริกันยุโรป ก็คนเหมือนกันหมดนั่นแหละ ชาวเอเชีย ตะวันออกกลางอะไรก็แล้วแต่ เป็นคนเหมือนกันหมดนั่นแหละ แต่ความรู้ที่จะมีของพระพุทธเจ้า มันมีอยู่ในย่านเอเชีย โดยเฉพาะโลกุตรธรรมมีอยู่ในประเทศไทย และกลุ่มที่นำขึ้นมาสถาปนาลงไปในยุคที่มันเสื่อมไปแล้วเป็นโลกุตรธรรม อยู่ในกลุ่มอโศกนี้เป็นตัวตั้ง นำพากันมาศึกษา และสามารถมีปฏิภาณปัญญา มีบารมีหรือมีภูมิธรรม มารู้ได้ มารับได้ แล้วเอาไปปฏิบัติจนกระทั่งเกิดมรรคเกิดผลได้จริง เอหิปัสสิโก เชิญมาดูได้ นี่ไม่ได้ท้านะ แปลเป็นภาษาสวยๆหน่อยว่า เชิญมาดู เชิญมาตรวจสอบความจริงได้ ถ้าพูดอย่างโอหังก็ท้าให้มาดูซิ ท้าให้มาดูได้เลย พูดอย่างโอหัง พูดอย่างหยาบอวดดี เพราะฉะนั้นเป็นความจริงที่เชิญมาดูมาสัมผัสได้ 

เพราะฉะนั้นในอนาคตต่อไป อาตมาก็ว่ามันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่พระพุทธเจ้าทรงมีความจริงพระทัย ของพระองค์พระพุทธเจ้า ท่านค้นหาความจริงจากความเป็นมนุษย์ จากความเป็นสังคม 

สรุปแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดในมนุษย์และเป็นสังคม สรุปสั้นๆแค่นี้ มันคืออย่างไร มันเป็นไปได้จริงขนาดไหน ท่านรู้หมดเลย อ๋อ.. สุดยอด และเป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำคัญที่สุด ต้องดูในประดาศาสตร์ต่าง พระพุทธเจ้ารู้ศาสตร์ต่างๆในยุคพระพุทธเจ้ามี 18 แขนง ในตักศิลา ท่านก็เรียนรู้หมดคลุมหมดแล้ว ทุกวันนี้แตกแยกย่อยไปอีกมากมายแต่ที่จริงอัดเข้าแกนไม่ออกนอก 18 ศาสตร์ของพระพุทธเจ้าที่ศึกษาอยู่ในตอนโน้น

เพราะฉะนั้น ท่านเป็นผู้ค้นคว้า พยายามค้นหาสิ่งที่ดี สิ่งที่สุดสูงที่สุด สุดยอดที่สุด ตั้งแต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของสัจธรรม มันคืออะไร จนกระทั่งประสบผลสำเร็จในการตรัสรู้ อะไรเกิดขึ้น อะไรตั้งอยู่ อะไรดับไป จนกระทั่ง รู้จบ 

เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้จบ ศึกษาแล้วและทำได้เรียกว่า จบกิจ ก็มีรอบแห่งผลขนาดอรหันต์ อรหันต์ในระดับอรหันต์ ซึ่งเป็นอริยบุคคลระดับ 4 เป็นรอบแรก 

อรหันต์ คือ ผู้ที่ อรหะ + อันตะ 

อรหะ คือ ไม่ลึกลับแล้ว รหะ รโห แปลว่า ลึกลับอยู่

อรหะ ไม่ลึกลับแล้ว และความลึกลับแล้วที่สุดคือมีความเป็นอันตะ สิ่งเล็กๆเรียกด้วยศัพท์ว่า อรหันต์ คือ อรหะ กับ อันตะ

รอบที่ 1 ของผู้ที่จบอรหันต์คือผู้ที่รู้ว่าชีวิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปนี้ ไม่ต้องไปหลงสุขหลงทุกข์ หมดทุกข์หมดสุข แล้วทำความดีได้ถาวรเที่ยงแท้ต่อไป บรรลุแล้ว 

สุดท้ายแล้วธาตุจิตนิยามหรือธาตุวิญญาณของตน เมื่อตายแล้ว กายัสเภทาปรัมมรณา ก็ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ได้เลย หมายความว่า ตายแล้ว เลิก หมุนเวียนเกิดมาในกาละหรือ ในวัฏสงสารนี้อีกได้เลย แยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลม หมดความเป็นวิญญาณ หมดความเป็นจิตนิยามของตนเองได้ อย่างนี้เป็นต้นและพิสูจน์ได้ตั้งแต่คุณยังไม่ไปในโลกของอบายมุขตั้งแต่เป็นๆ ความเป็นโลกที่หมุนเวียนเสพต้องเกี่ยวต้องเกาะอยู่ จนกระทั่งคุณไม่ต้องเสพ ไม่ต้องสุขไม่ต้องทุกข์กับอย่างนั้นแล้ว นอกจากไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว โง่ด้วย แล้วจะไปทำทำไมต้องหมุนเวียนไปโง่ทำไม ใครเคยโง่มาบ้างแล้วบ้าง 

พวกเราต้องเข้าใจว่า เราเคยโง่กันมาก่อนทั้งนั้น เราหลุดพ้นความโง่มาเป็นคนฉลาด หลุดพ้นความโง่มาได้จริงๆ พ้นจากอันนั้นมาจริงๆ 

อาตมาว่าความรู้ที่อาตมานำพามาสอน นำมาจากพระพุทธเจ้า ไม่มีอะไรที่เยี่ยมยอดไปกว่านี้อีกแล้ว อาตมาเกิดมาในยุคนี้ เป็นธรรมิกราชแท้ๆ  มีรัชกาลที่9 เป็นธรรมิกราชอีกองค์ ท่านก็รับทำตามฐานะของท่าน ท่านก็ทำไปแล้ว ก็ได้ประมาณนั้น เป็นรากฐานไว้ 

อาตมาก็พยายามที่จะนำพาให้มาเป็นโลกุตระบุคคล อย่างเป็นกลุ่มเป็นก้อนเหมือนอย่างชาวอโศกนี้ให้ได้ ให้คนสัมผัสได้ ให้คนมาเรียนรู้ได้ ตั้งแต่ที่จิตเป็นพฤติกรรมเป็น แล้วก็รวมหมู่รวมกลุ่มกันอยู่ เป็นสังคมมนุษยชาติด้วย ให้คนอื่นเขาได้มายืนยันว่า คนอย่างนี้ก็มี สังคมอย่างนี้ก็มี พฤติกรรมอย่างนี้ก็มี แนวคิดอย่างนี้ก็มี เป็นไปได้ด้วยหนอ พิลึก ประหลาด วิเศษ

สมณะฟ้าไท… เขาเรียกมหัศจรรย์ 

พ่อครูว่า… มหัศ จอ ร หัน การันต์ ย. มหัศจรรย์ ภาษาบาลีก็ไม่ใช้ ร หัน ใช้ อัน 

สมณะฟ้าไท… สรุปจบ