660220 สัจจะยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติที่เรียกว่าการเมือง รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 12

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                          

https://docs.google.com/document/d/1xDRtE-TBsrMW2nrC0W9xgS2pK3U1uwKTEdAbKYZfdEA/edit?usp=sharing                                

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/11lu64M4uJiZs9M2eqNbuGRc4XUgtGlWY/view?usp=share_link 

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/ymFHBc9ICRU 

และ https://fb.watch/iPb4g8q40_/ 

สัจจะยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติที่เรียกว่าการเมือง

พ่อครูว่า…เจริญธรรมทุกๆคน วันนี้วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 ที่บวรราชธานีอโศก เป็นวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 4 ปีเถาะ เราก็มาฟังเทศน์ฟังธรรมฟังสิ่งที่ควรได้ยินได้ฟังกัน ตามชีวิตที่เห็นว่าทิศทางนี้เป็นทิศทางของความเจริญ มนุษย์ชาติเราเจริญ เจริญด้วยความรู้เจริญด้วยกรรม กายกรรมวจีกรรมมโนกรรม ด้วยวิถีทางแบบนี้แหละ ที่อาตมายืนยันว่าเป็นวิถีทางของพระพุทธเจ้า ที่ทรงค้นพบความจริงอันประเสริฐ และก็ได้เอามาตรัสสอนให้พวกเรารู้ตาม มาปฏิบัติตามจนมีผลสำเร็จตาม ก็ยังเหลือยังมียังเป็น ชีวิตแบบโลกุตรธรรมเดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ พวกเรานี่แหละ จะยืนหยัดยืนยันว่าความเป็นโลกุตรธรรมเป็นอย่างนี้อย่างนี้ ซึ่งในโลกเขาประเด็นหลักๆง่ายๆของเขา จะไปหาทางรวยกัน เราก็จะพยายามหาทางจน เขาจะไปแย่งความสุขกัน ล่าความสุขกัน สุขด้วยการมีลาภเยอะมีทรัพย์สินเงินทองเยอะ สุขก็ได้มียศมีศักดิ์มีสรรเสริญเยินยอยกย่อง สุขเพราะมีอำนาจบาตรใหญ่ ได้เป็นเจ้าโลกได้เป็นเจ้าคนนายคน ได้เป็นคนที่อยู่เหนือเขา เบ่ง เห็นเขาเป็นคนลูกกระจ๊อกที่ จะจิกหัวใช้อะไรต่ออะไรได้ข่มขู่ได้อะไรพวกนี้ 

ความเห็นของโลกีย์เขาเป็นอย่างนั้น ของพระพุทธเจ้ามาเห็นทวนกันหมดเลยทวนกระแสกันกลับกันกับความเห็นของคนโลกๆเขา คนฟังคนที่พิจารณาได้ยินแล้วได้ฟังแล้วก็ มันจะเป็นอย่างนั้นมันจะดีอย่างไร มันจะเจริญอย่างไร ซึ่งมันมีสภาพซับซ้อนลึกซึ้ง ที่มันเป็นความเจริญ มันเป็นสิ่งที่ประเสริฐมันเป็นสิ่งที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อผู้อื่น ไม่ไปข่มขู่เขาไม่ไปแย่งชิงเขาไม่ไปเบียดเบียนใคร ไม่ไปทำลาย อย่างที่เขาทำร้ายทำลายกันฆ่าแกงกัน เขาไม่รู้เลยว่าชีวิตคนมันเป็นชีวิตที่เกิดมาตามวิบาก ไม่น่าจะไปทำร้ายทำลายอะไรกันเลย 

เรามาศึกษาฝึกฝนแล้วก็มีชีวิตอย่างที่พวกเราชาวอโศกนี้ ก็ขอสรุปลงตรงนี้ก่อน อย่างชาวอโศกเราพิสูจน์ยืนยันเป็นไปได้ ซึ่งอาตมาก็ได้สรุปลงไปอีก เรามาเป็นคนที่มีงาน มีงานปลูกผักปลูกพืช นี่แหละปลูกต้นหมากรากไม้ เอามาอยู่มากิน เอามาใช้อยู่กิน คนทุกคนไม่ว่าศาสนาไหนไม่ว่าชาติไหนไม่ว่าคนจนไม่ว่าคนรวยไม่ว่าคนที่จะยิ่งใหญ่หรือคนจะยิ่งเล็ก อย่างไรก็ต้องกินอาหารเลี้ยงชีวิต โดยเฉพาะพืชพันธุ์ธัญญาหาร ไม่ต้องเป็นเนื้อสัตว์ไม่ต้อง เป็นพืชพันธุ์ธัญญาหารจริงๆ 

นี่ก็คือผลผลิตของพวกเรา ฟักทองมาจากส่วนปู่เถา มะเขือเทศมาจากสวนเพื่อฟ้าดิน กะหล่ำปลีเอามาจากสวนบ้านราชนี่แหละ ไม่รู้กี่หัวก็ตัดมาเอามาทำอาหารกินกันด้วย โชว์ได้ด้วย แตงร้าน เทียบกับหน้าอาตมา 1 ลูก นี่ไม่ใช่ของปลอมไม่ใช่พลาสติกนะแตงจริงๆ น่าจะกัดพิสูจน์ แตงร้านจากสวนริมมูล ตอนนี้แตงร้านแตงโมแตงไทย สวนริมมูลตอนนี้ปลูกแตงกัน อีกสัก 50-60 วันได้กินกันแน่ 

อาตมาพยายามเน้นย้ำพูดซ้ำพูดซาก ว่าถ้าเมืองไทยเรานี่นะเข้าใจกันจริงๆเลย และมีความรู้ความจริงกันจริงๆเลยว่า สิ่งที่ประเสริฐที่สุดก็คือ พืชพันธุ์ธัญญาหารนี่ เป็นหนึ่งในโลก พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้เลยว่าอาหารเป็นหนึ่งในโลก โดยเฉพาะ กวฬิงการาหาร คือสิ่งที่กินเข้าไปในร่างกายให้มีชีวิตยืนยาวไป มันเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด  ถ้าเข้าใจแล้วมาระดม โดยเฉพาะผู้บริหารประเทศถ้าเข้าใจช่วยกันส่งเสริม ระดมกันให้มาทำงานนี้ งานบริหารหรืองานที่จะสร้างอุตสาหกรรมบ้างอะไรต่ออะไรบ้าง เรื่องที่จะไปทำประมงปศุสัตว์นั้นลดลง พัก มาทำพวกนี้กันให้มากๆๆๆๆๆๆ ไม่ต้องไประดมพวกโน้นกัน 

อาตมาว่ามันจะเห็นผลจริงๆมันจะเหลือเฟือมันจะพออยู่พอกิน แล้วก็ส่งออกไปแพร่กระจาย ทุกวันนี้การขนส่ง การคมนาคมก็สะดวกเร็วไวแล้ว แจกหรือว่าขายให้ถูก เพราะว่าเรามีอยู่มีกินแล้วอย่างพวกเราชาวอโศกได้พิสูจน์แล้วว่า เรื่องธนบัตรเรื่องเงินเรื่องทอง มันเป็นเรื่องที่ปลีกย่อย เป็นเรื่องเล็กมากเลยไม่จำเป็นที่จะต้องไปแย่ง มาเป็นคนจนเราก็จนกันได้จริงๆ จนกันอย่างที่ มีการศึกษา จนเป็นคนจนที่มีการศึกษาตามที่พระพุทธเจ้า คำสอนของพระพุทธเจ้าหรือว่าตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรานี้ตรัสไว้ แล้วปฏิบัติจริงๆปฏิบัติมาเป็นคนจนจริงๆคนจริง อย่างมีปัญญามีความรู้มีความสุขมีความอิ่มเอม เกษมใสจริงๆเลย 

จนกระทั่งเป็นคนจนที่มีปัญญาเป็นโลกุตระธรรมสมบูรณ์แบบ สำเร็จจริงๆ จึงจะเป็นคนผู้ที่มี เศรษฐกิจ เป็นคนจนนี่แหละที่มีปัญญาตามของพระพุทธเจ้าตามในหลวงร 9 เราตรัสไว้ อย่างมีภูมิปัญญาเฉลียวฉลาดที่เต็มใจจน ตั้งใจจนมาจนกันจริงๆ แล้วก็เป็นคนที่ยืนยันเลยว่าเป็นผู้ที่จบ ในเรื่องเศรษฐกิจ ไม่มีปัญหา เรื่องเศรษฐกิจนี้เป็นเรื่องสมบูรณ์จบแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจได้แล้วมีของอยู่ของกินนี่แก้ปัญหาได้สำเร็จแล้ว เพราะว่าจิตใจของเรามีปัญญารู้ว่าสิ่งที่มันปลีกย่อยสิ่งที่มอมเมาสิ่งที่ครอบงำ ไปนิยมเป็นรสนิยมโลกๆเฟ้อๆฟุ้งๆอะไร เราเข้าใจเราเลิกละมา มันมีชีวิตอยู่อย่างสมบูรณ์ง่ายๆ เป็นคนเลี้ยงง่ายเป็นคนบำรุงง่าย เป็นคนจนกล้าจน มีความจนได้ จิตใจพอ 

จิตใจมันพอจริงๆมันพอเพียงมันไม่เป็นหรอกไม่ไปอยาก ที่จะไปแย่งไปชิงอะไร มันไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใครเพราะไม่ไปแย่งชิงกับเขา เขายังหลงใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ไปแย่งกัน เราไม่ได้ไปเป็นผู้แย่งไม่ไปเป็นปฏิปักษ์ไม่เป็นคู่ต่อสู้กับใครเลย เมื่อเรามาสร้างอันนี้ได้มากๆสร้างพืชพรรณธัญญาหารได้มากๆเหลือกินเหลือใช้เราก็แจกจ่ายเผื่อแผ่คนอื่นไป ยิ่งแจกจ่ายเผื่อแผ่คนอื่นไปแล้วเราก็ไม่ได้ไปแย่งอะไรใคร ไม่ได้ไปทำร้ายใครไม่ได้ไปเบียดเบียนใคร 

นี่เป็นคุณธรรมอันประเสริฐยอดที่คนเราจะเข้าใจเลยว่า คนอย่างพวกเรานี้ จะเป็นคนมีคุณค่ามีประโยชน์จริงๆต่อคนทั้งหลาย ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัย เรียกด้วยคำยกย่องว่าเป็นคนประเสริฐ เป็นคนเจริญเป็นคนดี ถ้าจะใช้ภาษาแบบโลกๆคือเป็นคนที่น่าสรรเสริญยกย่องบูชาเคารพ ภาษาศักดินาหน่อยๆ แต่เราไม่ได้ติดใจในภาษาศักดินาหรือเรื่องศักดินาแบบนั้นหรอก แล้วเราก็มาเป็นคนจนที่สงบเสงี่ยม แล้วก็รับใช้มีประโยชน์ทำงานสร้างสรรค์ คนอื่นๆจะได้รับประโยชน์จากแรงงานของเรา จากความรู้ความสามารถของเรา แล้วเราก็ให้เขาโดยที่เราไม่ได้ไปติดใจว่าเราจะเป็นเจ้าบุญเจ้าคุณอะไรจากเขา..ไม่ เราไม่คิดว่าเราจะไปเป็นเจ้าบุญเจ้าคุณใคร เราทำเผื่อแผ่เกื้อกูลแล้วก็จบในตัวเอง มันสุดยอดแล้ว 

เป็นสังคมที่จบในตัวเอง สำเร็จในตัวเอง ยั่งยืนถาวร มีอิสระ เพราะว่าเราอิสระ จริงๆไม่ต้องเป็นทาสใคร ไม่ต้องเป็นทาส แม้แต่ทางนามธรรม ทางรูปธรรมไม่เป็นทาสอยู่แล้วเพราะเราเลี้ยงตัวเองรอดพึ่งตนเองได้ ทางนามธรรมก็ไม่เป็นทาสใคร สบาย อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล แต่ละวันเราก็เพิ่มพูนเสียสละ ไม่ไปเอาเปรียบใครมีแต่เสียสละๆ เป็นความสุขสำราญเบิกบานใจที่ได้เสียสละ 

ความสำเร็จอย่างนี้แหละถือว่าเป็นการจบกิจ จบกิจได้ทั้งทางด้านของเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ของการเมืองการบริหาร ในเรื่องของความเป็นสังคมมนุษยชาติ 

เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แก้ปัญหาการเมืองที่เขาแก้กันอยู่ทุกวันนี้โดยระบบโดยความรู้แบบโลกียะ ไม่มีจบ ไม่มีจบกิจ ไม่มีจบ มีแต่แก้ปัญหาแก้ปัญหาแก้ปัญหาแก้แก้แก้ ไม่สำเร็จ 

เพราะฉะนั้นการศึกษาที่ไปเรียนรู้ตามความรู้แบบโลกียะหรือแบบศาสดาเทวนิยม ทุกพระองค์เลย มันเป็นความรู้แบบปุถุชนทั่วไปโลกียะสามัญ เป็นแบบความรู้อย่างนั้น วนอยู่ในกรอบโลกียะทั้งโลก มีความรู้มีความฉลาดเฉลียวและก็ประสบความจริงได้ความจริง ก็อยู่ในกรอบของโลกียะ 

แม้แต่ชาวพุทธแท้ๆทุกวันนี้ที่เสื่อมไปจากความรู้ความจริง ของพระพุทธเจ้า ไปได้แค่โลกียธรรมอยู่ทุกวันนี้ อย่างพุทธกระแสหลัก ชาวพุทธส่วนใหญ่กระแสหลัก ก่อนที่อาตมาจะเกิดมาในยุคนี้ มาทำงานด้านนี้ เอาโลกุตตรธรรมมาประกาศมาขยายความ มายืนยัน ชาวพุทธแท้ๆเป็นพุทธศาสนิกชน เป็นครูบาอาจารย์ เป็นผู้ทำตำราพวกนี้ด้วย ตำราที่เป็นความรู้ที่มันผิดเพี้ยนไปแล้วของเขา มันเข้าไปอยู่ในโลกียะหมดเลย 

อาตมาพูดชัดเจนแบ่งให้เห็นว่า โลกียะนั้น ก็มีความรู้แค่ความดี ความชั่ว อย่าไปทำชั่ว มาทำความดีกัน ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ขัดแย้ง เราก็ต้องมาทำแต่ดี ไม่ทำชั่วเหมือนกัน และก็เป็นความรู้ของชาวโลกุตระของเราด้วยว่า ดีจริงๆ มันดีอย่างไร เขาดีอย่างสุจริตเท่านั้น สุจริต ความหมายของเขาเป็นโลกีย์คือสุจริต จะมีความหมายว่าอย่าไปแย่งไปชิงเขา แต่เขาก็ยังหอบหามลาภ ยศ สรรเสริญอยู่ แล้วมันจะไม่เอาได้อย่างไร ไม่ไปแย่งมาได้อย่างไร มันก็ยังอยากรวย อยากจะมีมากกว่าเขา แล้วก็มีอำนาจทางทรัพย์ มีอำนาจทางอำนาจ มีอำนาจทางยศศักดิ์ อะไรพวกนี้ มันก็เป็นความรู้วนๆอยู่ในโลกียะทั้งนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่แต่ละกลุ่มแต่ละหมู่แต่ละสังคมแต่ละประเทศ ที่ไม่มีความรู้โลกุตตรธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งก็ไม่มี เพราะว่าเขาเป็นศาสนาที่ไม่ใช่พุทธ 

แม้แต่พุทธเอง อาตมาก็พูดไปแล้วผ่านไปเมื่อกี้ ว่าเมื่อมันเสื่อมไปจนเกือบหมด หรือถือว่าหมดยังได้เลย อาตมาก็เอามาปลูกฝังขึ้นใหม่ ซึ่งอาตมาก็พูดอย่างที่คนเขาหมั่นไส้เลยว่า ไม่มีใครจะมายืนยันอย่างนี้ อาตมาเป็นไก่ตัวพี่ นำอันนี้มายืนยัน ย้ำยืนยันประกาศแล้วก็อธิบาย จนพวกเราเข้าใจใหม่ว่า ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็กก็เข้าใจได้ มีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ เด็ก หนุ่มสาว ผู้ใหญ่จนกระทั่งแก่เฒ่าตายไปก็เยอะแล้ว เพราะอาตมาทำงานมา 50 ปี คนเข้าใจ ผู้ที่มีธุลีในดวงตาน้อย มองเห็นเข้าใจได้ ก็มามุ่งมั่นพากเพียรศึกษาปฏิบัติฝึกฝนจนกระทั่งได้มรรคผลแล้วก็มาอยู่รวมกันเป็นชุมชนเป็นบวรต่างๆกระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นชุมชนต่างๆ 10 ชุมชน 20 ชุมชน 30 ชุมชนอย่างย่อยๆพวกนี้ไป ชุมชนใหญ่ๆก็ 10 กว่าชุมชน 

จริงๆมันก็ไม่ง่าย มันก็ยาก แต่ว่ามันประเสริฐ มันสูงสุด ตามที่พระพุทธเจ้าท่าน อาตมาก็อธิบายแล้วใครฟังแล้วก็น่าจะเข้าใจ ว่าพระพุทธเจ้านี้ใช้ชีวิตของพระองค์ สุดท้ายก็มาเข้าใจถึงเรื่องของชีวิตและเข้าใจถึงเรื่องสังคมมนุษยชาติ เห็นว่าอันนี้เป็นแกนหลัก เป็นแกนเป็นแก่นของมนุษยชาติและสังคม ความรู้ที่เป็นโลกุตรธรรมที่ท่านค้นพบ อันนี้ถ้าได้แล้ว มันก็เป็นหลักประกันของมนุษยชาติ หลักประกันของสังคม เป็นหิตะประโยชน์ เป็นความสุขของมวลประชาชน พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ แล้วคนทั้งโลกก็ควรจะมาเอาอย่างนี้เรียกว่าโลกานุกัมปายะ 

เพราะฉะนั้นก็เผื่อแผ่เกื้อกูลโลกานุกัมปายะ อนุเคราะห์ให้คนในโลกเขาเข้าใจอย่างนี้ ว่า หิตะ ประโยชน์ที่เลิศยอดต้องมาสรุปลงอย่างนี้ จะเป็นความสุขสงบ ประเสริฐสุดอย่างนี้ 

อย่างนี้แหละที่เรียกว่า พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ ถ้ามีพลังงาน มีอำนาจ มีฤทธิ์แรงเรียกว่า อธิปไตย พลังงานทางกำลังสร้าง ไม่ใช่พลังงานที่จะไปสร้างอาวุธกัน แต่มาสร้างสิ่งที่ประเสริฐพืชพรรณธัญญาหารนี้ เอาไปแจกจ่ายกันเกื้อกูลกันเลี้ยงคนทั้งโลก 

มันจะเป็นสังคมที่ยิ่งใหญ่ เป็นสังคมที่กว้างออกในโลก คนเมื่อฉลาดขึ้นจะหยุดการฆ่าแกงกัน จะหยุดแย่งชิงกัน (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

_สู่แดนธรรม… คือ เท่าที่ผมสังเกตลำดับพัฒนาการ การแสดงธรรมของพ่อท่านมาแต่ละปีๆ ทำให้ผมได้มีโอกาสได้คุยกับสัมมาบัณฑิตคนหนึ่ง ได้ให้ข้อสังเกตว่า เมื่อก่อนพ่อท่านจะไม่พยายามให้พวกเราทำงานสังคมสงเคราะห์ พยายามให้ละกิเลส ศึกษาโลกุตตรธรรมให้มาก แต่ในสังคมมันขาดความเป็นสังคหะไม่ได้ มาถึงยุคนี้พ่อท่านต้องพยายามให้พวกเราทำสังคมสงเคราะห์ไปกับชาวบ้าน 

คราวนี้  พวกสัมมาบัณฑิตก็ถกเถียงกันว่า เราทำแบบที่เราไปวิจารณ์เอาไว้มันจะต่างอะไรกับสังคมสงเคราะห์ที่เราเคยปฏิเสธมาครับ 

พ่อครูว่า… ดี มุมเหลี่ยมนี้ คนในโลก เขาไปสงเคราะห์ผู้อื่น เป็นการหลอก ที่อาตมาเคยใช้ม็อตโต้ว่า “เลวที่สุดในแผ่นดิน คือ หากินบนคำว่า ช่วยเขา” จะไปช่วยเขาเหมือนอย่างพวกอุ้งอิ้งพวกเพื่อไทย จะไปช่วยๆๆ แล้วตลอดชีวิตตั้งแต่พ่อเขามา อาเขามา อาเขยหรือน้าเขย ที่มาแสดงบทบาทมันเป็นไปตามที่เขาจะมาพูดว่าจะช่วย คำว่าช่วยเขานี้ มันเป็นเรื่องมนุษยชาติที่มีคนช่วยเหลือก็ดี ก็ยินดี 

แต่ในการช่วยเขานี่ เขาช่วยเราแต่เขามีเหลี่ยมมุมวิธีโกง วิธีกิน วิธีโลภ เอาเปรียบเอารัด ล้วงตับกินไส้ ไปหมด โลกซับซ้อน ไม่ใช่มาเอาเงินจากผู้คนเท่านั้น เพราะมาช่วยนี่คือคนทั่วไป จะเป็นคนที่จนมากหน่อย เขาจะไปแย่งเอามาจากคนรวยก็จะยาก เพราะคนรวยจะมีเหลี่ยมมุม รู้ทันกัน จะยากกว่า เขาก็จะมาแย่งเอาของส่วนกลางคือจากรัฐบาลของส่วนกลางของประเทศ แย่งเอาแล้วก็โกงเอาอย่างที่ทักษิณทำไป คดียังไม่ได้ว่าความกันไม่รู้อีกกี่คดี คดีตัดสินแล้วติดคุกก็ยังไม่ยอมมาติดคุก แล้วก็ยังจะพยายามที่จะผลักดัน โหดร้ายมาก 

จะให้ลูกสาวคนเล็กสุดแล้ว ก็คงหมดแล้ว ถ้าหมดลูกสาว ลูกชายก็คงไม่เอาก็คงกลัวแล้ว อาตมาก็ว่า โอ้โห…ทำไมโหดร้ายจังเลย ตัวเองไม่รู้ตัวเองว่าตัวเองเลวร้าย เอาลูกสาวมาแสดงความเลวร้ายอย่างเดียวกัน ความคิดเดียวกัน Concept เดียวกัน คือ เลวได้ที่เหมือนกัน 

อาตมาขออภัยที่ต้องพูดชัดๆอย่างนี้ ไม่ได้ไปโกรธไปเกลียด ก็สงสารเขานะ ที่อาตมาพูดนี้พูดด้วยใจจริง สงสารว่า ทำไมเขาไม่รู้ตัว เขาไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองเขาไม่แก้ไขตัวเองซะ มันเป็นกรรมเป็นวิบากของเขา อาตมานะเข้าใจมนุษยชาติถึงกรรมถึงวิบาก ไม่อยากให้เขาทำเลย 

ถ้าเขาไม่ทำ เขาก็จะหมดวิบากบาป สังคมก็จะดีขึ้น แม้แต่ครอบครัวเขาก็จะดีขึ้น นี่เห็นว่าจะไปขุดเอาแม่อุ๊งอิ๊งออกมาอีก ตามกระแสสังคมนะ อะไรกันนักกันหนาหนอ แต่เราก็ไปห้ามไม่ได้หรอกความโง่ความฉลาดของคน คนโง่ก็ต้องทำตามโง่ของตน คนฉลาดก็ทำตามฉลาดของตน 

โง่อย่างโลกีย์ โง่อย่างซับซ้อน โง่อย่างดักดาน มันก็น่าสงสารอีกมากๆๆ ซึ่งสภาพคำสอนที่พระพุทธเจ้าค้นพบนี้ มันเป็นเรื่อง ปฏิโสตัง เป็นความรู้ที่มันทวนความคิด ทวนความรู้ ตีกลับกับความรู้ที่ชาวโลกเขานึกว่าอันนี้ดีอันนี้ดี แต่ที่จริงมันยังเลว ไอ้ดีมันกลับเลวไอ้ดีมันกลับชั่ว ที่เขาเข้าใจว่ามันดีนะ มันไม่ใช่ มันกลับกันมัน ชั่วๆๆ เขานึกว่าอย่างนี้ดีมากๆๆ มันยิ่งชั่วมากๆๆๆๆ นี่เป็นสัจจะนะ มันไม่ใช่อาตมาไปพูดไปว่า ไปดูถูกไปข่ม ไปเหยียบย่ำอะไรเขา มันไม่ใช่ 

มันเป็นสัจจะที่อาตมาพูดนี่มันเป็นสัจธรรม ไม่ได้ไปพูดด้วยจิตใจที่เบียดเบียน จิตใจไปข่มไปขี่ไปทับถม ไม่ใช่ 

_สู่แดนธรรม… นี่เป็นคำตอบที่พ่อท่านได้ตอบเชิงแรก ยังมีเชิงที่สองอีกครับ คำตอบแรกคือคนที่สงเคราะห์ด้วยความไม่สุจริตใจ 

แต่คราวนี้ผมจะถามถึงบรรดาคุณหญิงคุณนายที่เขาทำการสังคมสงเคราะห์ด้วยความสุจริตใจ แล้วเราก็ทำการสังคมสงเคราะห์แบบชาวโลกุตตระของเรา ซึ่งพฤติกรรมมันคล้าย แล้วของเรามีอะไรที่แตกต่างไปจากเขาครับ 

พ่อครูว่า… มันเสียสละต่างกัน มันมีเจตนารมณ์ต่างกัน มันมีความมุ่งหมายที่ต่างกัน พวกเรานี้เสียสละอย่างถอดตัวถอดตน ลดกิเลสแล้วรู้จักว่ากิเลสมันยังอยากได้ อยากได้มากอยู่ อยากได้ลดลง อยากได้ลดลง อยากได้น้อยลง จนกระทั่งความอยากได้อย่างนั้นอย่างนี้ มันลดลงได้ จนกระทั่งไม่อยากได้อะไร แม้แต่เราสร้างสรรค์ ปลูกผักปลูกพืชได้อุดมสมบูรณ์ก็ไม่ได้ทำด้วยความอยากที่เหมือนกับโลกเขาอยาก 

โลกเขาจะอยากคือปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารออกมาได้มากเหมือนที่พวกเราทำ มีทั้งความงดงามความหลากหลายความอุดมสมบูรณ์ ทั้งโลกเขาได้เพื่อที่จะเอาไปขาย เอาไปให้คนอื่นแล้วก็ได้สิ่งตอบแทนกลับคืนมา เป็นโลกียะเป็นทรัพย์สินเงินทอง ลาภ ยศ สรรเสริญอะไรต่ออะไรต่างๆนานา แต่เราไม่ใช่ 

นี่คือความซับซ้อนของความรู้ที่จะต้องรู้ในสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ที่จิตใจเป็นประธาน อันนี้แหละมันเป็นเรื่องยากที่คนจะต้องศึกษา เรียนรู้เพื่อที่จะมาฝึกฝนทำตนให้มีจิตอย่างที่พระพุทธเจ้าพาเป็น 

แล้วพวกเราก็เป็นไปได้ที่ยืนยันอยู่นี้ ทุกวันนี้นี่นะ คนในประเทศไทย แม้แต่ผู้บริหาร ก็ยังไม่ชัดเจน อาตมาว่าอย่างนั้นนะ ยังไม่ชัดเจน พอจะรู้บ้างแล้วล่ะแต่ยังไม่กล้าที่จะทุ่มโถมลงมา เอาแบบนี้ ให้มันอย่างเดียวกันเหมือนกับชาวอโศกทำ มาเป็นคนจน มาเป็นคนเสียสละ มาเป็นคนทำตนให้ 

  1. หมดหนี้  

  2. ทำเลี้ยงตัวเองรอดพออยู่พอกิน 

  3. ทำเกินอยู่เกินกินมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี 

  4. เอาที่มันเกินมันมากเกินนี้เอาไปแจกเอาไปขายอย่างถูกๆ ไปแพร่ให้ไปเสียสละให้ผู้อื่นมากๆ 

4 หลักนี้ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วไม่เป็นหนี้ทำพออยู่พอกิน ทำให้เกินให้มากขึ้น เป็นสิ่งที่เป็นสาระสัจจะที่แท้ อะไรเป็นสิ่งที่ควรจะต้องสร้างสรรค์ขึ้นไปให้มนุษย์ได้อาศัยใช้สอยกินอยู่ แล้วเผื่อแผ่เจือจางเกื้อกูล แจกให้แก่ผู้อื่นกัน เสียสละกันเต็มที่ 

4 ภาษานี่แหละ ไม่เป็นหนี้ ทำให้พึ่งตนเองรอดมีเหลือ มีมากขึ้นก็แจกจ่ายเจือจาน เท่านี้แหละสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว ในความเป็นมนุษย์ สมบูรณ์แบบจริงๆ 

พวกเราทำได้แล้วแน่นอน อาตมามั่นใจ ทำได้แล้ว แล้วเราก็มีปัญญารอบรู้ ด้วยว่าการกระทำอันนี้เป็นที่จบสูงสุดแล้วของมนุษย์ ใครจะทำให้ดีและทำให้มากกว่านี้ขึ้นไปอีกเท่านั้นเอง ทำได้ดีและทำให้มากขึ้นไปกว่านี้ แล้วก็หาทางที่จะเผื่อแผ่ รู้จักการแจกจ่าย การให้การแจกก็ต้องมีปัญญาอีก รู้ว่าใครควรได้รับการแจก รู้ว่าใครควรกว่า ใครไม่ควรกว่า ก็เข้าใจด้วยความจริงใจว่าคนนี้เหมาะควรจริงๆที่จะได้รับการแจกจ่ายก่อน จึงสุดยอดในการที่จะบริหารหรือว่าในการเกื้อกูล การอยู่กับสังคมที่จะมีพฤติกรรม มีการกระทำ อยู่กับสังคมที่เป็นคุณค่าประโยชน์ให้แก่มนุษยชาติในสังคม 

ซึ่งมันแตกต่างกันมากเลย กับความเป็นปุถุชน เป็นชาวโลกีย์ส่วนใหญ่ของคนในโลก ในเกือบ 200 ประเทศในโลก มีประเทศไทยที่มีโลกุตตรธรรม เป็นหลักแล้วก็มีอยู่ในกลุ่มชาวอโศก มีพฤติกรรมพฤติการณ์ทำกันอยู่จริงๆ พาทำตั้งแต่เด็กเล็กกระจองงอแงมา วิ่งมากราบที่เห็นนี่ แล้วก็นักเรียนที่เห็นอยู่ และก็มีจนกระทั่งหนุ่มสาวผู้อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ก็มีพลังงานสร้างสรรค์ช่วยกัน ทำอยู่ในแนวคิดอันนี้ อยู่ในกรอบของแนวคิดโลกุตตรธรรมอันนี้ ไม่ได้สงสัย 

มันยังสงสัยก็ต้องทำความสงสัยให้หมดไปให้ได้ โอ้โห..มันสุดยอดแล้วในความเป็นมนุษยชาติ ต้องมาเป็นคนแบบนี้สุดยอด อาตมาพูดความจริงนะนี่ อาตมาไม่ได้ทำเป็นยกย่องยกยอแนวคิดนี้ เป็นแนวคิดของพระพุทธเจ้า แนวคิดของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ของในหลวง ร. 9 ของอาตมา เป็นต้น 

แม้แต่ผู้บริหารทุกวันนี้ เป็นนายกของประเทศที่ทำงานอยู่ขณะนี้ อาตมาก็บอกรับรองด้วยภูมิปัญญาของอาตมา จะผิดจะถูกอย่างไร ถ้าพลเอกประยุทธ์ที่อาตมารับรองขณะนี้ ไปทำ ขออภัยนะ พูดสมมุติ พลเอกประยุทธ์ไปทำเป็นโลกีย์ไปไม่ซื่อสัตย์ ไปขี้โลภ ไม่ทำจริงตรงกับที่กำลังพูดกันนี่ จนคนเห็นแล้วก็จับได้เอามาตีแผ่หน้าแตก อาตมาก็หน้าแตก พลเอกประยุทธ์ก็หน้าแตกอย่างนี้ จะได้รู้กันว่ามันจะเป็นอย่างนั้นไหม จะได้รู้กัน 

อาตมาก็ว่าพิสูจน์กันไปเลย ต้องพิสูจน์กันให้ถึงๆสิ  อาตมาว่าคนอย่างพลเอกประยุทธ์ไม่ใช่หาได้ง่ายๆ ให้ลองทำไปอีกสัก 10 ปีสิ ตอนนี้ก็ยังไม่ 70 ปี ทำอีกถึง 80 อาตมาอายุ 80 จะ 90 ปีแล้ว อาตมาก็ยังพยายามใช้ความรู้ของพระพุทธเจ้านี่แหละ ยังขันธ์ ยังชีวะ ให้มันแข็งแรงทำงานได้ พูดได้ นำพากันทำงานกันเจริญได้อย่างนี้ 

มันดูเล็กๆนะ ของชาวอโศกที่ทำงานดูเล็กๆ แต่มันเป็นแก่นแกนของความประเสริฐยิ่งใหญ่ พูดไปแล้วก็รู้สึกเหมือนกันว่าทำไมมันหลงตัวเองจัง ไม่ได้หลงอาตมาไม่ได้หลง มันเป็นความจริง แต่คนที่ไม่ศรัทธาอย่างนี้ ไม่เข้าใจว่านี่เป็นแนวคิดอันประเสริฐของพระพุทธเจ้า เขาก็จะหาว่าเราหลงตน ไม่ได้หลง เราชัดเจน ชัดเจนทุกอย่างไม่ได้หลง ไม่ได้เลอะอะไร มันเป็นความจริงที่จริงๆ 

เพราะฉะนั้นอาตมาจึงเห็นว่ามันยังไม่โต ยังไม่ชัดเจน คนมันตาถั่ว มันยังเล็กก็ไม่ค่อยเห็นนัก มันต้องโต มันต้องมีประสิทธิภาพ มันต้องมีอะไรที่ใหญ่โตจนกระทั่งชนตาคนน่ะ ที่อาตมาใช้คำเปรียบเทียบว่า จนคนตาบอดเห็นได้ เป็นคำเปรียบเทียบให้เห็นว่า มันเหมือนประชด คนตาบอดยังเห็นเลย ทำไมคนตาดีไม่เห็น มันไม่มีภูมิปัญญาเห็นได้อย่างไร รู้ได้อย่างไร 

ซึ่งมันไม่น่าจะยาก เป็นแต่เพียงว่ามันตรงกันข้ามกันกับความคิดโลกๆ ความคิดทางปุถุชน ความคิดทางคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีภูมิธรรมโลกุตระ มีแต่ภูมิธรรมโลกียะ จะเห็นได้ว่าความแตกต่างระหว่างโลกียะกับโลกุตระ มันกลับกันเท่านั้นเอง มันไม่ได้ใหญ่เลย มันกลับกันคนละหน้าเป็นสิริมหามายา คนไม่รู้ก็นึกว่าเป็นมายา ว่ามาพูดนี้มาหลอก เราพูดนี้มันเป็นมายา มันเป็นความไม่จริงหรอก แต่ที่จริงไม่ใช่มายา มันเหมือนมายา แต่มันเป็นสุดยอด มันเป็นสิริ มันเป็นมหา มันสุดยอดดี สุดยอดยิ่งใหญ่มากมาย สิริมหามายา มันไม่ใช่มายา แต่มันเหมือนเท่านั้นเองมันเหมือนกัน 

คนทั้งโลกเขาก็หลอกว่ามันจะเจริญแบบโลกียะ แต่เราก็บอกว่าโลกียะมันไม่ได้เจริญ มันเสื่อมมันเบียดเบียน มันไม่จบกิจ มันไม่สุดยอด  มันยังจะต้องหมุนเวียน สมบัติผลัดกันชม กรรมวิบาก แก้แค้นกันไป แก้แค้นกันมาเหมือนหนังจีนไม่มีจบ ชาติแล้วชาติเล่า ๆ เป็นกรรมวิบากซับซ้อน 

ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้แค่คนชาติชาติเดียว กรรมที่ทำแล้วมันมีผล มีผลที่ผู้ที่ทำชั่ว ผู้ที่ทำเป็นหนี้ คุณจะต้องใช้หนี้ คุณจะต้องรับทุกข์ คุณจะต้องหนักหนาสาหัส แต่ผู้ที่พ้นแล้ว ไม่ต้องใช้หนี้ ไม่ต้องไปทำชั่ว ทำแต่ประเสริฐ ทำแต่ดีงาม ทำแต่ผลประโยชน์ให้กับผู้อื่น ๆๆ แล้วก็ชวนกันมาทำผลประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น ตัวเรากินน้อยใช้น้อยมีวรรณะ 9 เป็นคนสบายเลี้ยงง่าย เลี้ยงง่าย  (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ)  มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) วรรณะ 9 ชัดๆเลยตรงกับคำสอนพระพุทธเจ้าทุกอย่างเลย 

อันใดที่มันยังไม่เจริญอยู่ ยังต้องขัดเกลาอยู่จะต้องปฏิบัติเพื่อลดสิ่งที่ยังไม่เจริญสมบูรณ์ก็ขัดเกลากันไปอีกเรื่อยๆ  ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) มีหลักเกณฑ์มีวิธีการ มีข้อปฏิบัติที่เรียกว่า เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) เพิ่มหลักเกณฑ์การปฏิบัติลดกิเลสสูงขึ้นสูงขึ้น เกิด มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) สูงสุดแล้วผู้รู้จะไม่ตำหนิเลย สุดยอดของคำสรุปของพระพุทธเจ้าก็คือเป็นคนไม่สะสมแต่ยอดขยัน ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)   

คนก็มีชีวิตอยู่กับการไม่สะสม ขยัน สร้างสรรค์ เกื้อกูลแ แจกจ่ายไป แล้วก็พอใจเต็มใจตั้งใจที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นอย่างนี้ อาตมาว่าอาตมาพูดไม่ได้ยากอะไร เด็กๆเข้าใจไหม …เข้าใจ เสียงก็ดีอยู่นะไม่ต้องกลัวหรอก เราตอบในสิ่งที่ไม่ใช่เลวร้าย เป็นสิ่งดีสิ่งประเสริฐอยู่แท้ๆ 

อาตมาอธิบายธรรมะมา ขยายวนแล้ววนเล่า ขยายอย่างหยาบ ขยายอย่างละเอียด เจาะลึกเข้าไป กลับมาสู่ตัวอย่าง แล้วก็ขยายจากหยาบแล้วก็ค่อยๆเป็นลำดับ ๆๆ ให้ต่อเนื่องเข้าใจไปได้เรื่อยๆ

พยายามแยก อาตมาพูดนี้ก็ไม่น่าจะเข้าใจยาก ระหว่างโลกียะที่คนมีความรู้กันแต่ว่าความดีกับความชั่ว ซึ่งศาสนาพุทธก็เข้าใจ เข้าใจทีเดียว เรื่องความดีความชั่วแล้วก็ไม่ทำชั่ว ทำแต่ดีเหมือนกันกับโลกียะทุกอัน และทำอย่างซ้อนมีสภาพซ้อนเลยว่า ดีอย่างโลกียะ มันดีอย่างรวย ดีอย่างไปข่มเขาอยู่ดี ดีอย่างไปเบียดเบียน ดีอย่างที่เรียกว่าสุจริตเท่านั้น แต่ยังเป็นโลกีย์อยู่ เขายังไม่หมดตัวตน เขายังมีตัวตนที่เต็มไปด้วยความมีลาภไว้เผื่อพอ เผื่อไว้ให้แก่ลูกหลาน เผื่อไว้ให้แก่พรรคพวก มีมากเพื่อจะหว่านสร้างอำนาจ สร้างให้ผู้อื่นมาเป็นบริวารอย่างนี้ แนวคิดของโลกีย์เขาเป็นอย่างนั้น อาตมาสรุปย่อๆทั้งนั้นแหละแนวโลกียะทั้งโลก 

แต่โลกุตระตรงกันข้ามกันกับแนวคิดนี้ แล้วยืนยันได้เลยว่า ไม่ต้องสะสม ลาภหรือเงินทองข้าวของ อยู่ได้ไม่ต้องสะสม มีคงคลังนิดหน่อยพออาศัยหมุนเวียน น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นความเจริญสามารถ ถ้ามีคงคลัง ยิ่งน้อยเท่าไหร่ยิ่งเป็นความสามารถความเจริญ 

แต่โลกียะเขาบอกว่ามีคงคลังมากๆจะใหญ่คือความเจริญ เหมือนอย่างมหาบัวที่เป็นโลกียะเต็มรูปเลย พยายามเรี่ยไรแล้วไม่เอาจากใครหรอกพึ่งพาอาศัยสถาบันแล้วก็ไปเรี่ยไรมา บอกว่าเข้าชาติเพื่อชาติ เอาไปเป็นคงคลังอย่าออกมานะ แต่ตอนนี้น่าจะเอาออกมาหมดแล้วจนกระทั่งหมุนเวียนไปกู้ไปยืม เพราะว่าต้องมากอบกู้ประเทศ ทักษิณนั้นอาตมาว่าโกงไปจนรวยจนกระทั่งแกตายไปแล้วก็ใช้แค่ดอกก็ยังไม่หมด ทุกวันนี้ก็ใช้แค่ดอกเบี้ย 

ซึ่งที่เขาได้นั้นอาตมาไม่ได้ริษยาเลยแม้แต่ขี้ฝุ่นขี้ผง ไม่ได้ริษยาทักษิณเลยที่เขาทำ ซึ่งมันน่ารังเกียจมากที่ทำแบบนี้ 

เพราะฉะนั้น คนที่ยังไม่เข้าใจจะเอาอย่าง อยากไปเป็นพรรคพวก ยังไปส่งเสริมกันอยู่นั้น น่าสงสารจริงๆเลย เมื่อไหร่จะตื่นเมื่อไหร่จะรู้สึกตัว อาตมาก็ยังนับถือคุณจตุพร นี่กำลังหันหลังกลับ เขาใช้ศัพท์เหมือนกันว่าลากไส้ ก็คงพยายาม เขารู้อะไรเยอะเพราะว่าอยู่กันมาด้วยกันเยอะใช่ไหม นาน เสร็จแล้วเขาก็เข้าใจแล้วนี่เขาก็ตื่นแล้ว แหม อาตมาก็ยินดี ปรีดากับเขามากเลย จตุพร 

นี่เขาก็เตือนอุ้งอิ้ง แฉไปเรื่อยๆเอาเลยจตุพร ไม่ต้องกลัวหรอก ระวังมันเกินขอบเขตของกฎหมายนิดหน่อยเท่านั้นเอง ถ้าผิดกฎหมายแล้วประเดี๋ยวเขาฟ้องเข้าคุกแล้วมันไม่ดี ระมัดระวัง แต่เขาฉลาดพอ จตุพรก็ฉลาดพอ พลาดไปเข้าคุกก็หลายทีแล้วก็ต้องรู้กันบ้าง พยายามใช้

ก็มีคนในโลก คนในสังคมมนุษยชาติอย่างประเทศไทยก็มีอย่างนี้แหละ นี่เขาบอกว่า พท.เพื่อไท ได้แต่ขายฝัน จตุพรซัดอุ๊งอิ๊งสอบตกภาวะผู้นำ นี่เขาให้คะแนนเลยก็เป็นอาจารย์ที่สอบ ข้อสอบหรือข้อปฏิบัติของอุ๊งอิ๊งเขาก็ให้คะแนนอยู่ว่าสอบตกภาวะผู้นำ อาตมาที่หัวเราะไม่ได้เยาะเย้ยเยาะหยันหรอก แต่มันขำ เขาเองเขามาด้วยกัน ไปด้วยกันแต่ไม่ใช่เลือดสุพรรณด้วยกัน มาแตกคอ นี่แหละก็ดีตื่นรู้ซะ ว่าไปอุ้มชูกันไปด้วยกันมาด้วยกันได้อย่างไร 

เดี๋ยวนี้ฝ่ายแดงโอ้โห..จะเห็นได้ฝ่ายแดง ฝ่ายเพื่อไทย ฝ่ายทักษิณนั่นแหละ กำลังกลับลำ กำลังรู้ตัวอะไรต่ออะไร นี่คือการแสดงออก คลื่นของสังคมไทย คลื่นของมนุษยชาติไทย กำลังตื่นตัวกำลังรู้ตัว ทักษิณเอ้ย อุ๊งอิ๊งเอ๊ย อาตมาไม่ต้องไปเชียร์หรอก รทสช.อะไร ไม่ต้องไปเชียร์ พวกเราตื่นกันแล้ว คนไทยตื่นกันแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงมากเลย 

นี่ยังไม่ถึงวันเลือกตั้ง เขาพยายามประโคมกัน ด้วยการจูงนำ เรียกว่าสร้างกระแส สร้างอุปาทานให้คนหลงว่าจะแลนสไลด์ในการเลือกตั้ง เพื่อไทยจะได้สส. มาเยอะแยะ โปรดติดตาม อย่ากระพริบตา โพล รทสช. ไม่ได้คะแนนเท่าไหร่เลย มีแต่เพื่อไทยนำโด่งเลย ตามมาก็ภูมิใจไทย อะไรอย่างนี้ ก็ดูวันจริง ยังไม่กำหนดวัน ยังไม่ยุบสภา

เขามีเกณฑ์มีขีดกำหนดอยู่ ทำความเข้าใจความเฉลียวฉลาดก็ทำตามที่ควรกัน ก็ว่าไป 

นี่มีภาพ candidate นายก อุ๊งอิ๊ง ประยุทธ์ อนุทิน พิธา จุรินทร์ พลเอกป้อมอีก 6 คน 

เขายังมีกล่าวถึงบ้าง แต่ก็คัดมาประมาณนี้ โอ้โห..เมืองไทยมีคน ฉันจะเป็นนายกกันเยอะดีนะ เจริญกันจริงๆประชาธิปไตยนี่ มันแสดงถึงความเจริญนะ แม้จะมีแคนดิเดตนายกฯกันขนาดนี้ เมืองไทยมีตั้ง 6 คน สลอนอยู่ตอนนี้ที่เป็นที่รู้มีบทบาทมีเวลาประพฤติกันอยู่ในประเทศไทย มันแสดงถึงความเจริญประชาธิปไตยจริงๆ ประเทศไหนเขาจะยังไม่ได้เท่าหรอก เขาจะมี 2 พรรคใหญ่ๆ ประเทศไหนก็จะมี 2 คน 3 คน เมืองไทยไม่ได้เบ่งข่มใคร ไม่ได้มีอะไร ใครก็มีสิทธิ์ แล้วก็นับได้ เอาเลยใครจะสามารถแสดงออกได้ขนาดไหน ใครจะจับสถิติ มีพรรคมีพวกทำสถิติมา ก็ว่ากันไปเรื่อยๆ 

โอ้โห…อุ๊งอิ๊ง นิด้าโพลไปถึง 31% พลเอกประยุทธ์ 18.82 เอง โอ้โห.. พิธาสิ เก็บได้ 17.36% แต่ยังหาคนเหมาะสมไม่ได้คือ 9.55 

พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ก็ 6.91 โอ้โห..คุณหญิงสุดารัตน์ก็มากับเขาได้ 4.64 

อนุทินทำไม 3.18 อันนี้เป็นนิด้าโพล เป็นโพลใหญ่เลยนะ สำรวจจากคนชลบุรี ก็ทำไมไม่ทำทั่วประเทศ เฉลี่ยแล้วให้มันได้สัดส่วนที่สมบูรณ์แบบหน่อย 

คือโพล มันเป็นโพล ที่จริงใจ เที่ยงตรงหรือเปล่าเท่านั้นเอง ซึ่งก็ยาก พวกที่จะไปทำงานโพล นี่นะ อาตมาว่า เป็นพวกมือปืนรับจ้างมากกว่าเยอะ ที่จะไปทำงานโพลจริงๆ ยังไม่มีโพลที่ตั้งใจทำอย่างบริสุทธิ์ใจอย่างมีความรู้ มีเหตุปัจจัยองค์ประกอบได้สัดส่วนที่ค่าเฉลี่ยที่ดีมาก ยังใช้ได้อยู่ ก็ไม่เป็นไรก็พัฒนาไป 

สรุปแล้วประเทศไทยนี่ ประชาธิปไตยไทยนี้เจริญมากจริงๆ เจริญกันอย่างให้อิสระเสรีภาพ นี่มีแคนดิเดตนายกตั้ง 5-6 คน ประเทศไหนเขาจะมา ขนาดขออภัยจริงๆนะ ขนาดอย่างอุ๊งอิ๊ง ยังเข้าเป็นแคนดิเดตกับเขาได้ มันยอดจริงๆ อิสระเสรีภาพประเทศไทยนี่สุดยอด สุดยอดจริงๆ ขออภัยที่ต้องใช้ภาษาพูดอย่างนี้จริงๆ 

อาตมาว่า แม้แต่พิธากับอุ๊งอิ๊ง อาตมายังให้คะแนนพิธาบ้างนะ แต่อุ๊งอิ๊งนี้เออเห็นไหม แต่มันก็เป็นสัจจะ อันนี้เป็นโลกุตระเป็นสัจจะ เป็นอจินไตยอย่างหนึ่งว่ามันต้องมีอย่างนี้แหละ ถ้าไม่มีอย่างนี้ มันจะไม่ชัด มันต้องมีอย่างนี้ 

นี่ใครว่าไงอุ๊งอิ๊งมีหนาว เช็คเรทติ้งวันนี้ประชาชนเลือกใครนายก ฯ แล้วไม่บอกมาอมไว้ทำไม อุ๊งอิ๊งมีหนาว หนาวเรื่องอะไร อันนี้คือ ซุปเปอร์โพล

คนชลบุรีเลือกอุ๊งอิ๊ง บิ๊กตู่ไล่บี้อุ๊งอิ๊ง จะว่าเป็นเกมการเมืองก็เป็นเกมการเมืองที่สนุก เป็นการเมืองที่อิสระเสรี บริสุทธิ์ดี คนที่เขาจะทำความซับซ้อนที่จะไม่บริสุทธิ์ ก็เรื่องของเขา แต่ค่ารวมแล้วมันเป็นเกมประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์สะอาดดี ใช้ได้เลย 

ส่วนบุคคลที่เขาจะมีตุกติก มีทุจริต มีการใช้เล่ห์เหลี่ยมใช้อะไรต่ออะไร เป็นความซับซ้อนอยู่ เพราะฉะนั้นคนตรงๆเลย ทำงานตรงๆ บริหารตรงๆ แสดงพฤติกรรมตรงๆ ออกมา คนก็จะเห็น คนก็จะรู้เองรู้ดี เอาละ สรุปไว้ก่อน คอยดูไปก็แล้ว 

_สู่แดนธรรม… ผมสังเกตว่าทำไมอุ๊งอิ๊งยังไม่เคยสร้างประโยชน์เลยแล้วพลเอกประยุทธ์ทำมาหลายปี สร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติมากมาย ทำไมคะแนนไม่ปรากฏตามความจริง 

พ่อครูว่า… ฝีมือไง ฝีมือในการยกขึ้นมา ทักษิณเขาใช้วิธีการทักษิโนมิกของทักษิณ จนกระทั่งยกให้ ด้วยวิธีการของดอกเตอร์ทางอาชญวิทยา วิธีการของเขาเขาทำได้ไง 

เพราะฉะนั้นก็ดูว่าประชาชนคนไทยจะมีดวงตา อะไรแค่ไหน อาตมาว่า คนไทยเห็นไหมเมื่อกี้ก็พูดผ่านไปแล้ว ตื่นตัวกันเท่าไหร่แล้วล่ะ ในผู้ที่อยู่ในเนื้อเลยเล่นเกมกันอยู่เป็นผู้ที่อยู่ในกระดาน พวกนักการเมืองไปอยู่ในกระดานด้วยเลยกระดานหมากรุก ต่างโอ้โห.. เปลี่ยนค่ายเปลี่ยนความคิดเปลี่ยนทางกันมา ในรายละเอียดต่างๆพวกนี้ ผู้ที่มีภูมิธรรมธรรมดาๆ ไม่ต้องเอาลึกซึ้งอะไรหรอก จะมองออกได้เห็นชัดเจนว่า มันมีการเปลี่ยนแปลงคลื่นของเกมการเมือง ในประเทศไทยขณะนี้ มันสนุก มันกำลังเปลี่ยนแปลง มันกำลังวิวัฒน์พัฒนา มันกำลังเข้าเขตเจริญๆเห็นได้อย่างชัดเจน 

มันเป็นเรื่องจริงนะ มันเป็นเรื่องจริงของความจริงประเทศไทย อาตมายิ่งเห็น ว่า เออนะ.. ประเทศอื่นเขาก็มีเกมการเมืองของเขา เท่าที่อาตมามีความภูมิรู้จากข่าวสารบ้านเมืองนี่แหละ อาตมาไม่ได้ไปประเทศนั้นประเทศนี้ แต่ก็รู้ข่าวสารเพราะข่าวสารทุกวันนี้มัน globalization มันไม่มีอะไรปกปิดหรอก มันเปิดเผยกันละเอียดละออหมด แง่นั้นประเด็นนี้เพราะฉะนั้นติดตามได้ 

อาตมาจริงๆแล้วก็ไม่ได้เป็นคนที่จะไปติดตามอย่างกระชั้นชิด แค่นี้อาตมาก็ว่าอาตมารวบรวมพอได้ มาพูดกับสังคมเขาได้ ไม่ได้น้อยหน้าหรือด้อยอะไรเกินไปเท่าไหร่หรอก ก็พอคุยกับเขา คุยกับชาวโลกเขาได้ จะเป็นเรื่องการเมืองอะไรต่ออะไรพวกนี้ก็เถอะ 

เพราะฉะนั้นสรุปอีก ว่า เมืองไทยนี่ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

_สู่แดนธรรม… ผมจะช่วยพ่อท่านสรุปที่ธรรมะครับ ผมเห็นใจคนที่ฟังธรรมพ่อท่านครั้งนี้ครั้งแรกว่านี่ พระอะไรมาพูดอย่างนี้ แต่ถ้าเข้าใจจะเห็นว่าพ่อท่านมีสภาวะ 2 อย่าง เป็นนักการเมืองที่พูดธรรมะนี้ก็มองได้ หรือเป็นนักธรรมะที่พูดการเมืองก็ได้ เพียงแต่เราไปสำคัญมั่นหมายว่าท่านใช้เครื่องแบบของความเป็นพระ แล้วทำไมต้องพูดการเมือง แทนที่จะเห็นว่าพ่อท่านเป็นนักการเมืองที่พูดธรรมะ ทำไมไม่มองอย่างนั้นบ้าง เพราะว่ามันมีความจำเป็นอย่างไรครับที่นักธรรมะที่มีจิตสะอาดบริสุทธิ์หลุดพ้นแล้ว ก็ต้องทำเรื่องประโยชน์สังคมให้เป็นกัมมัญญา 

พ่อครูว่า… ก็คำของคุณนั่นแหละว่า คุณก็บอกว่าอาตมาเป็นผู้ที่บริสุทธิ์สะอาดแล้ว คนบริสุทธิ์สะอาดแล้วเป็นคนรู้โลก เป็นคนเข้าใจโลก เป็นคนเหนือโลก เป็นภาษาง่ายๆ โลกุตระ หรืออุตระ เป็นผู้ที่อยู่เหนือ ไม่ใช่พูดภาษาเท่านั้นแต่มันมีสัจจะที่มีภูมิปัญญา มีความเฉลียวฉลาด มีความรู้ที่รู้ว่า 

โลกียะมันก็เป็นอย่างนี้ ดีของโลกิยะเป็นอย่างนี้ โลกุตระเป็นอย่างนี้ ดีของโลกุตระมันเหนือชั้นกันขึ้นไปอีกอย่างนี้ มันจะรู้ มันจะเห็น มันจะเข้าใจจริงๆเลยไม่ใช่เป็นเรื่อง ถ้ามันไม่มีความรู้ความจริงอันนี้ มันจะเอามาจากไหน อาตมาจะไปเอามาจากไหนเอามาพูด จากตำราเล่มไหน 

_สู่แดนธรรม… ตำราก็แย้งกับพ่อท่านอีกด้วยครับ 

พ่อครูว่า… จะเอาตำราเล่มไหนมาพูด มันไม่ใช่ แต่อาตมาพูดนอกจากอาตมาพูดแล้ว อาตมาพาพวกเราทำ อาตมายังพยายามมาทำการเมืองตั้งแต่พ.ศ 2549 มาเปิดตัว จนกระทั่งมาถึงวันนี้ 10 กว่าปีเอง ประมาณ 16-17 ปี เปิดตัวแล้วก็มาทำอย่างนี้ ไม่ใช่อาตมาเกรงกลัว มันยังไม่ถึงเวลา พอถึงเวลาแล้วก็มาทำความจริงพวกนี้ 

แม้แต่ประชาชนพวกเราที่อาตมาพาออกไปปฏิบัติทางการเมือง มีหมู่เล็กหมู่น้อย พวกชาวอโศกยังมีหมู่เล็ก ตั้งแต่ 17 ปีที่แล้วก็เล็กกว่านี้ ออกไปชุมนุมประท้วงกับเขา ปักหลักอยู่กับเขา ตั้งกี่ปีตั้งไม่รู้กี่งวด เสร็จรัฐบาลนี้ล้มไปแล้วก็ออกไปอีกกี่งวดจนกระทั่งถึงปีพ.ศ. 2557 เราก็ไม่ได้ออกไปอีก แต่เราก็ทำงานการเมืองต่อ 

อาตมาก็ขยายความอธิบายบอกว่านี่แหละงานการเมืองงานของมนุษยชาติคืองานการเมืองทำกับพลเมือง ไม่ใช่ไปทำกับหมู หมา กา ไก่ งานการเมืองไม่ใช่ทำกับช้าง ม้า วัว ควายพวกนี้ งานการเมืองคือทำกับพลเมือง ทำกับคน แล้วเรียนรู้มีความรู้มีความสามารถ   ไม่ใช่ไปช่วยสัตว์ก่อน เดรัจฉานหมู หมา กา ไก่  มันไม่ใช่ ต้องมาช่วยคนก่อน ให้คนนี้แหละ มีภูมิธรรมโลกุตรธรรมก่อน แล้วจะช่วยคนด้วยกันแล้วก็จะไปช่วยสัตว์หมู หมา กา ไก่ทีหลัง 

หมูหมากาไก่นั้นเขาลึกซึ้งในอจินไตยคือมันมีวิบากของมัน มันจึงเป็นแค่สัตว์เดรัจฉาน กว่ามันจะมาได้ร่างคน กว่ามันมาจะได้มาเป็นคน นี่เป็นอจินไตยเป็นเรื่องกรรมวิบาก เพราะฉะนั้น มันจะต้องไต่เต้าขึ้นมา เราก็ต้องช่วยคนก่อน คนจะได้ไปช่วยสัตว์อีกทีหลัง เป็นตัวอย่างให้สัตว์ด้วย นี่พูดง่ายๆไม่ได้ยากอะไร มันเป็นขั้นเป็นตอนเป็นลำดับ 

_สู่แดนธรรม… ถ้าจะมีคนมาเถียงว่า ถ้านักธรรมะคิดอยากจะช่วยคนอยากจะช่วยสังคม อยากช่วยอย่างอื่นได้ไหม ทำไมต้องมาช่วยการเมืองด้วย 

พ่อครูว่า… การเมืองนี่เป็นเรื่องใหญ่ การเมืองนี่ช่วยแล้วมันเป็นเรื่องรวมไปทั้งหมดเลย ของคนฉลาดคนเมือง หากไปช่วยคนป่าไปช่วยคนเถื่อน มันจะมาช่วยกันได้หรือจะทำทันหรือ มันยากใช่ไหม คนเมืองนี่มันเป็นคนเมือง เป็นคนที่เจริญเป็นคนที่ฉลาดแล้ว ง่ายขึ้น 

_สู่แดนธรรม… ถ้ามีคนทำแบบนั้นแสดงว่าเขามองว่าธรรมะช่วยได้แค่ 

พ่อครูว่า… ก็มีความรู้ในความเป็นธรรมะของเขาอยู่ในกรอบของความเป็นกะลา เขายังไม่เข้าใจถึงความกว้างขวางของความเป็นธรรมะของมนุษยชาติ เมืองที่กว้างขวาง เขามีความรู้อยู่ในกรอบประมาณกะลาครอบ อาจจะกะลาใบเล็กไม่โตหน่อยก็ตามเถอะ 

_สู่แดนธรรม… ส่วนมากที่ผมได้ฟังมาว่า ประโยชน์ของนักธรรมะคือไปทำการบริจาคทำทาน ทำสงเคราะห์

พ่อครูว่า… เรื่องเล็กเรื่องน้อยเรื่องทานสงเคราะห์เป็นเรื่องโลกียะสามัญง่าย ที่กำลังพูดอยู่นี้อาตมาขอยืนยันอย่างที่คุณพูดว่า มันเป็นเรื่องโลกุตตระ เป็นเรื่องสุดยอด เป็นเรื่องเหนือชั้น เหนือชั้นจะว่าเป็นการเมืองก็เหนือชั้น เศรษฐกิจก็เหนือชั้น เป็นเรื่องของสังคมก็เหนือชั้น ขออภัยนะที่พูดนี้เหมือนกับใหญ่ เหมือนคนหลงตัวเองใหญ่เหลือเกินขออภัย 

คุณพยายามศึกษาเอาความจริง อย่าไปติดยึดอยู่ในพยัญชนะภาษามาก เอาความจริง แม้ชาวอโศกเราจะมีจำนวนน้อย ตอนนี้เรากำลังพยายาม เรามีพฤติกรรมของราษฎร การเมืองที่เป็นราษฎรไปแล้ว ยังไม่เข้าไปในกรอบของราชการ 

ตอนนี้เราชาวอโศกก็ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา ไม่รู้ว่าอนุมัติหรือยัง ชื่อพรรคสัมมาธิปไตย เราก็ยื่นขอ ทำไมถึงยาก ที่อื่นทำไมเขาขอได้เร็ว แต่พวกเราไปขอมันก็ยังยากอยู่ นี่ก็เป็นวิบากของพวกเรา เราก็ขอ “สัมมาธิปไตย” เป็นพรรคการเมือง ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่จะเข้าไปแบบตามรูปแบบของเขา ซึ่งเราไม่ได้ไปแย่งอำนาจหรอก แต่เราจะไปทำอย่าง Concept ของเรา อย่างวิสัยทัศน์ของเรา อย่างความคิดของเรานี่แหละ เราจะไปทำ 

ซึ่งเราจะไม่ได้ไปเที่ยวอยากยื้อแย่งไปเป็นสมัครส.สแข่งเขาอะไรต่ออะไร แรกๆนี่ก็คงจะ ถ้ากฎหมายเขาไม่บังคับให้ไปสมัคร เราก็จะไม่สมัครส.ส.อะไรเลย เราจะทำงานการเมืองภาคประชาชนไป แต่เขาบังคับให้สมัครก็อาจจะสมัครเข้าไม่ให้ผิดกฎหมาย เพราะว่าเราไม่มีพลเมือง ยังไม่มีประชากรที่จะเข้าไปแข่งขันมาก อย่างขนาดนี้นี่นะ ได้ข่าวว่า รทสช. เขามีพร้อมแล้ว 400 คนที่จะลงสมัคร มันสมัครได้เท่าไหร่ มี 400 เขตทั่วประเทศ นี่เขาก็บอกว่าเขามีครบแล้ว เขาก็คัดเลือกกัน มีครบแล้วเขาก็อาจจะมีตัวสำรอง วนี้ดีกว่าก็จะเอาคนนี้ก็แล้วกันเขาก็จะพูดกัน ถ้ามันดูภาพที่ว่าคนนี้เหมาะกว่าก็ว่าไป ยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะสมัคร แต่เขาก็ทำเขาทำงาน 

แต่ของเรานี่เราก็พยายามที่จะทำ พรรคการเมืองของเรา ที่จะค่อยๆทำไป เพื่อที่จะยืนยันให้เห็นพฤติการณ์พฤติกรรมของนักการเมืองที่เป็นนักการเมืองไม่ใช่ไปล่าอำนาจ ไม่ใช่ที่จะไปแย่งชิงตำแหน่งหน้าที่ลาภยศอะไรไม่ใช่ แต่เป็นนักการเมืองที่จะรับใช้ประชาชน ทำงานเพื่อประชาชน อย่างเป็นโลกุตตรธรรมจริงๆ ซึ่งมันก็ถึงคราวถึงครั้งว่า ชาวอโศกน่าจะพยายามก่อหวอด ก่อตัวขึ้นมา ในขณะที่อาตมาก็ยังอยู่ ยังพอจะเป็นที่ปรึกษาได้บ้าง เป็นที่จะพอถามไถ่พยายามแนะนำได้ ซึ่งอาตมาไม่ปิดบังหรอก (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

_สู่แดนธรรม… ตอนนี้พรรคสัมมาธิปไตย ผมคิดว่าถ้าได้ยื่นเรื่องขออนุมัติไปแล้ว ฝ่ายกรรมการที่จะอนุมัติก็คงทราบแนวคิดว่าท่านก็เลยไม่อยากจะอนุมัติ เพราะมันจะไปล้มล้างความคิดของเขาส่วนใหญ่ 

พ่อครูว่า… มันไปล้มล้างไม่ได้ง่ายๆหรอก แม้ว่าอนุมัติขึ้นมาก็บอกแล้วว่า พรรคสัมมาทธิปไตย อาจจะไม่ส่งคนลงเลือกส.ส ถ้ากฎหมายไม่บังคับไม่ต้องส่ง ส่งก็ส่งไปอย่างนั้นแหละ เพราะว่าประชากรของชาวอโศกมีน้อย ยังไม่มากพอที่จะส่ง คิดถึงนะว่าจะทำก็ทำไม่ได้มากพอที่จะไปพรักพร้อมอะไร หรือว่าอยู่ในแนวหน้าตามแต่ละพรรคที่เขาบอกว่าเขาคุยเขาพร้อม เพราะว่ารายได้ 

หนึ่งในด้านที่ชัดเจนที่สุดก็คือพรรคการเมืองเขาต้องใช้เงิน พรรคสัมมาธิปไตยไม่มีเงินเลย จะพยายามมีเงินเท่าที่กฎหมายเขากำหนดว่ามันต้องมีก้อนเท่านี้นะอย่างน้อย ก็พยายามเท่านั้นเอง แล้วพวกเราก็ไม่ได้ไปใช้เงิน นักการเมืองทุกคนที่จะไปเป็นสมาชิก นักการเมืองที่จะไปอยู่ในพรรค หรือแม้แต่ประชากรชาวอโศกก็ไม่ได้มีเงินมีทองมากมาย 

อาตมาพูดไปก็ยังไม่เก่งนะ ยังขยายความไม่ได้ดีเลย เอาเถอะอาตมาว่า อย่าเพิ่งพูดเลย ทำ พยายามทำไปเท่าที่มันได้ทำ แล้วเราก็ทำให้ได้เต็มที่ มันจะได้ทำแค่ไหนเท่าที่มีโอกาส มีกฎหมาย มีหลักเกณฑ์ที่จะทำได้ เราก็ทำ ทำเต็มที่ของเรา ไม่ได้หย่อนข้อหย่อนมืออะไรหรอก 

เพื่อที่จะให้เกิดผลว่า เรื่องของการเมืองก็เป็นเช่นนี้ เรื่องของความเป็นที่เรียกว่าประชาธิปไตย มันควรจะมีพฤติกรรมพฤติการณ์อย่างนี้ ก็ทำด้วยความจริงใจด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความรู้เท่าที่เรามี ความสามารถที่เรามี ทำขึ้นมา เพื่อสังคมมนุษยชาติ 

โดยเฉพาะที่อาตมานี่แหละเป็นผู้เข้าใจ นี่เป็นแบบของพระพุทธเจ้า สรุปง่ายๆอย่างนี้ก็แล้วกันแต่มันลึกซึ้งซับซ้อนอยู่นะ อาตมาก็ยังไม่เก่งกว่านี้ แบบพระพุทธเจ้าคือ

แบบไม่มีตัวตน ไม่มีตัวตน ไม่มีกิเลสที่มาบำเรอตน หรือแม้แต่บำเรอพรรคพวกของตน..ไม่มี เป็นการเสียสละ 100% รับใช้ประชาชน 100% และอาตมากล้าพูดด้วยว่าซื่อสัตย์ 100% ด้วย 

3-4 คำที่อาตมาพูดไปเมื่อกี้นี้ ใครจำได้ไหมมีอะไรบ้าง 

เสียสละ ไม่มีตัวตน รับใช้ ซื่อสัตย์ แค่ 4 ความหมายนี้ มันเป็นพฤติกรรมของมนุษย์ที่ทำงานการเมืองเยี่ยมยอดแล้ว 

รับใช้ประชาชน เสียสละ ไม่มีตัวตน ซื่อสัตย์ แค่นี้ก็ยิ่งใหญ่แล้ว แต่มันจะทำได้ไม่มากนัก แต่เราทำเต็มที่ของเราแล้ว ที่ว่าไม่ได้มากนักก็อย่างนี้ มันมีแรงต้านของสังคม เราก็พยายามทำก็แล้วกัน 

อาตมาเองอาตมายังไม่อยากจะตาย ก็เพราะคิดว่า คำว่าการเมืองโลกุตระ เป็นหนึ่งใน “บุญญาวุธ 7 ประการ” 

การเมืองนี้ก็เป็นหนึ่ง ที่อาตมาพาทำมาแล้วตั้งแต่ เรื่องมังสวิรัติเรื่องการกิน ตลาดอาริยะ พฤติกรรมไร้สารพิษ สุขภาพบุญนิยม การศึกษาบุญนิยม สื่อสารบุญนิยม การเมืองบุญนิยม นี่คือบุญญาวุธ อันเป็นบุญญาวุธของชาวอโศก 7 ระดับที่เราทำอยู่ตอนนี้ การเมืองบุญนิยมเป็นน้องเล็กที่สุด อาหารมังสวิรัติทุกวันนี้ก็ติดตลาดหมดแล้ว ตลาดอาริยะก็เป็นที่ยอมรับกันมาแล้วเพราะทำมาถึง 40-50 ปีแล้ว กสิกรรมไร้สารพิษก็เป็นที่ยอมรับแล้ว สุขภาพบุญนิยมก็ได้รับความนิยมพอสมควรขณะนี้ แล้วเราก็จะทำแบบไทยๆรักษาสุขภาพ แพทย์แบบแผนไทย 

การศึกษาเราก็พยายามที่จะให้มันได้ แต่ตอนนี้เราเป็นการศึกษาระดับ นี่ยังได้พอเป็นรูปเป็นร่างบ้างก็ระดับมัธยม ในขั้นเกินมัธยมเป็นอาชีวะบ้างก็ยังไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ยิ่งเป็นระดับอุดมศึกษา เป็นมหาวิทยาลัย แต่ก็เริ่มไปแล้วล่ะ เพราะว่าหัวหน้าพรรคสัมมาธิปไตยคือ ดร.ใจเพชร กล้าจน ก็ได้เปิด วิทยาลัยที่ดำเนินไปบ้างแล้ว 

เพราะฉะนั้นก็ค่อยๆเป็นไป สื่อสารเราก็โอ้โห..ต้องใช้ทุนรอน ต้องอะไรต่ออะไรทุกวันนี้ แล้วคนมาทำงานก็ทำงานฟรีด้วย ผู้ที่ได้พวกเรานี้ก็พยายามฝึกฝนให้เด็กของเรารู้เรื่องงานการสื่อสาร มีความสามารถแล้วก็บินไปหากินข้างนอกกัน เหลืออยู่ในนี้ก็เป็นคนใจถึง ก็ต้องขอบคุณอยู่ที่ยังอยู่ช่วยพวกเราทำสื่อสารอยู่ได้บ้างก็ขอบคุณ ดูช่วยกันอยู่ ก็ไม่มากไม่มายแต่ทำกันเต็มที่เป็นเรื่องเป็นราว อย่างน้อยก็มีโทรทัศน์ออก มีวิทยุก็ไปเล็กๆน้อยๆ สื่อสารของเราก็ไปตามประสา 

มาถึงการเมืองแล้วนี่ กำลังกะป๊อกกะแป๊ก กระต้วมกระเตี้ยมกระเตาะกระแตะแต่ก็มีใจ เพื่อไม่ได้เพื่ออะไรเลย เพื่อมนุษยชาติเพิ่มมวลมนุษยชาติ ไม่ได้เพื่อลาภยศสรรเสริญโลกียสุขอะไร เหน็ดเหนื่อยลำบากลำบน พูดไปแล้วก็เหมือนจะไปอ้อนก็เหนียมๆอยู่อาตมาพูดไปแล้ว 

แม้แต่โลโก้ ของพรรคการเมือง สัมมาธิปไตย ตอนแรกเรามีสีธงชาติพาดเข้าไปแต่งเอาไว้ ทางโน้นเขาก็บอกว่า ไม่ได้ ต้องไปขออนุญาตต่างหาก เราก็บอกว่ามันยากนักก็เอาไว้ก่อน ยังไม่ต้องก็ได้ 

แต่มีตัวเลข 0 1 2 เป็นเรื่องลึกซึ้ง เป็นเรื่องอจินไตย ที่สื่อได้อธิบายได้ แต่วันนี้คงไม่อธิบาย มีเวลาแค่ 7 นาทีเหลือ 

มันเป็นความหมาย สรุปรวมให้ฟังคร่าวๆว่า เป็นตัวเลขแทนพฤติกรรม เรื่องปรมัตถ์ เรื่องของจิตวิญญาณที่หมายถึง คนที่กล่าวไปเมื่อกี้คือ เป็นคนไม่มีตัวตนคือเป็นศูนย์ คนที่ทำงานซื่อสัตย์สุจริต ยืนหยัดอยู่ในฐานของการทำงานเหมือนชาวโลก แล้วรู้ความเป็นโลกเรียกว่าเลข 2 ทำงานเหมือนชาวโลกเรียกว่าเลข 1 จะทำงานไม่มีตัวตนคือเป็น 0 

0 นี่คือทั้งหมด ทุกอย่าง Infinity 0นี่คือทั้งหมดที่ประดามนุษย์จะพึงมีเป็นสิ่งที่ดีที่ประเสริฐที่สุด 0 นี่ รวมเอาสิ่งประเสริฐทั้งหมดเอาไว้แล้ว อธิบายย่อๆคร่าวๆไว้อย่างนี้ คำพูดที่อาตมาพูด พอเข้าใจได้ไหม ไม่ใช่เรื่องเล่นลิ้น ไม่ใช่เรื่องตรรกะ ไม่ใช่เรื่องภาษาบัญญัติโก้ๆ แต่เป็นเรื่องที่ทำได้จริง 

ตั้งแต่จิตวิญญาณเรียกว่า ปรมัตถ์ เป็นจริง ไม่มีกิเลสจริง เพื่อมนุษยชาติจริงซื่อสัตย์จริง รับใช้ประชาชนจริง เป็นต้น อย่างนี้จริงๆ 

เพราะฉะนั้นเรามีความจริงสั้นๆย่อๆ แต่คำแค่ 4 ความหมายนี้ ซื่อสัตย์ ไม่มีตัวตน  รับใช้ประชาชน เสียสละ 

แค่นี้ก็เป็นคุณวิเศษหรือคุณสมบัติของนักการเมือง เท่าที่เรามีความจริงได้ ทำได้แบบนี้ มีแกนความจริงแบบนี้ เราจะสามารถ มีสมรรถนะมากเท่าไหร่ สามารถรับใช้ สามารถเสียสละ หรือแม้แต่สามารถซื่อสัตย์นี่แหละ เรามีจริงเท่าไหร่ เราก็ทำเท่าที่เรามี เต็มที่ 

เช่นเสียสละอย่างนี้เป็นต้น เราไม่ได้ทำเพื่อเอาอะไร ใจซื่อเราก็เรียกว่าซื่อ รับใช้ก็เท่าที่เรารู้ว่าจะต้องรับใช้ประชาชน ต้องทำอย่างนี้ให้มวลประชาชนเท่าที่เราจะมีสมรรถนะสามารถทำออกไปได้ ซึ่งเป็นสัจจะที่ พิสูจน์ได้ เราทำ 

อาตมาจะพาทำ จะได้แค่ไหนจะได้อย่างไร จริงๆอาตมาอยากเห็นจริงๆ อยากเห็นว่า ถ้ามันเป็นดังที่อาตมาว่า 

(ไฟดับ) _สู่แดนธรรม… เป็นนิมิตว่างานของพ่อท่านจะมาแน่นอน 

พ่อครูว่า… มา อาตมามั่นใจตรงที่ว่า อาตมาพาทำ อาตมาบริสุทธิ์ใจแล้วอาตมาก็มั่นใจว่านี่มันเป็นสิ่งดีสิ่งประเสริฐที่สุดแล้ว อาตมาบริสุทธิ์ใจแล้วอาตมาก็มั่นใจว่านี่มันเป็นสิ่งดีสิ่งประเสริฐที่สุดแล้ว เท่าที่อาตมาเชื่อว่าอาตมาเป็นพระพุทธเจ้า บริสุทธิ์ใจจริงๆว่า อาตมาเป็นโพธิสัตว์ที่มีความรู้ความสามารถระดับนี้ ถ้าผู้มีภูมิปัญญารับรู้สิ่งที่อาตมาทำ แม้บางคนจะมาไม่กี่ปีก็ตาม แต่ก็สะดุด รับรู้ด้วยปัญญาว่า มีอย่างนี้ด้วยหรือ 

เช่น คนอย่าง พล.อ. ประยุทธ์ ก็มีด้วยหรือแปลกประหลาด ทำงานมา 8 ปีทักษิณเขาก็ทำงานมา 8 ปี จนกระทั่งมีนอมินีมากกว่า 8 ด้วย มากกว่าก็ตามเอามาเทียบกันเห็นๆเลย จนกระทั่งมีนอมินีมากกว่า 8 ด้วย เทียบได้เห็นๆเลย

โดยเฉพาะไม่มีการโกงกินแอบแฝง และงานที่ทำก็เป็นชิ้นเป็นอัน มนุษย์ได้อาศัยใช้สอยโดยเฉพาะคนไทยหรือแม้แต่ติดต่อเชื่อมกับต่างประเทศ สิ่งที่อาตมาเห็นชัดมากที่สุดก็คือ​ ทักษิณเชื่อมโยงตะวันออกกลางไม่ได้เลย แต่พล.อ. ประยุทธ์เชื่อมตะวันออกกลางได้ ชาวอิสลามในโลกมีเยอะ ในไทยก็มีหลักอยู่มีอยู่

เพราะฉะนั้นในการจะพัฒนาประเทศชาติเจริญต่อไป เราจะเชื่อมโยงกับทางตะวันออกกลางแล้วเนี่ย เราจะสะดวกขึ้น แม้พลเมือง อาตมาไม่รู้สถิติพลเมืองของชาวอิสลามหรือตะวันออกกลางจะมากกว่าอินเดียหรือจีนหรือเปล่า 

พลเมืองชาวอิสลามทั่วโลก 

_สู่แดนธรรม… ประชากรชาวอิสลามมีศาสนิกมากกว่าทุกศาสนาครับ

พ่อครูว่า… แน่นอน พุทธศาสนามีพลเมืองไม่มากเท่าคริสต์ฮินดู อันนี้ไม่ได้แปลก ยอดพิรามิดจะไม่ใช่ฐานใหญ่  ยอดปิรามิดน้อย จากยอดลงมาน้อยแน่นอน อันนี้ไม่ได้แปลกมันเป็นเรื่องยากที่คนจะมาโลกุตระ แม้แต่ในไทยก็ยังช้าและยากไม่ได้ประหลาด จะต้องเป็นเช่นนี้ ไม่ใช่เช่นนี้ไม่ใช่ความจริง ยอดพิรามิดจะไปมากกว่าฐานพิรามิดได้อย่างไร เป็นสัจจะไม่ได้ประหลาด ถ้าไม่ใช่อย่างนี้ก็ไม่ใช่อย่างนี้ ต้องอย่างนี้ถึงเป็นอย่างนี้ เด็กๆฟังรู้เรื่องไหม 

เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องปรหลาดลึกลับ ผู้มีภูมิจะเข้าใจได้ อาตมาเห็นความเจริญของโลกุตรธรรม อันนี้ทำให้อาตมายังอยากจะช่วย อยากจะอุดหนุนส่งเสริมให้เกิดขึ้นมาในโลก ให้แข็งแรงเป็นกอบเป็นกำ ให้คนในโลก เห็นได้ง่าย ถ้ามันเป็นลูกต่อแสดงบทบาทให้คนในโลกเห็นได้ง่ายชัดเจนขึ้นมันก็ดีไหมล่ะ ใช่ไหม จะทำให้โลกเขารู้ว่า อย่างนี้ดีนะดีจริงๆ เขาก็จะได้ศึกษาติดตาม 

เพราะฉะนั้นถ้าทำอย่างนี้แหละคนไทยก่อน เมื่อคนไทยนี่แหละสามารถที่จะเข้าใจและเห็นดีเห็นงาม อาตมาไม่ได้ตะกละไปจนกระทั่งถึงต่างประเทศ อาตมามีเจตนารมณ์อยู่ว่า ไทยนี่แหละ อาตมาว่าเมื่อตื่น คนไทยตื่น ตอนนี้กำลังตื่นพูดไปแล้ว ตื่นตัว กำลังหันหลังกลับมาสนับสนุนในความรู้ความเห็นที่เป็นแก่นแก่นอยู่ในกลุ่มคนกลุ่มนี้ กลุ่มพลเอกประยุทธ์ กลุ่มรวมไทยสร้างชาติ อะไรนี่ อย่างนี้เป็นต้น มันจะเกิดจะเป็นจริงๆ มันจะมีมวล มันจะมีคุณภาพ มีทั้งปริมาณและคุณภาพ จะรวมกันอย่างได้สัดส่วนที่เจริญ ๆๆ ขึ้นมา มันเจริญไม่ง่ายหรอก จะต้องอุตสาหะพากเพียรกัน 

เพราะฉะนั้นพวกเรานี่ ผู้ใดอยากจะหรือว่าคิดว่าตัวเอง สนใจหรือชอบทางการเมืองก็เอา ขณะนี้ หลักๆ 1. การเมืองน้องใหม่ ที่อาตมาพยายามย้ำอยากให้พวกเราไปทำ 2. กสิกรรม นอกนั้นไม่มีปัญหามากเป็นรูทีนเป็นอุปการะไปเรื่อยๆ แต่ตอนนี้ถ้าเผื่อว่า 1. การเมืองน้องใหม่นี้ ผู้ที่จะทำก็เชิญ 2. กสิกรรมนี่เป็นหลักเลย ให้ยิ่งใหญ่ไปเลย แม้แต่นักการเมืองก็ต้องพึ่งอาหาร เพราะอาหารเป็นหนึ่งในโลกจริงๆไม่ใช่เรื่องเล่นหรอก แต่งานการเมืองตอนนี้มันกำลังเห็นว่า มันจะพยายามที่จะผลักดันให้มันเดินให้มันเป็นไปได้ ให้มันก้าวหน้าได้ 

ซึ่งอาตมาก็ พูดไปเราก็เป็นตัวเล็ก เป็นตัวที่ได้รับความศรัทธาก็เท่านี้ อันตัวเราก็เท่านี้ แต่รู้สึกว่าจะพยายามทำในสิ่งที่มันยาก หรือถ้าพูดจริงๆก็คือ ยิ่งใหญ่อยู่นะ งานการเมืองนี่ไม่ใช่งานเล็กๆเป็นงานยิ่งใหญ่ ในโลกนี้มันเป็นสิ่งที่เรียกว่าอธิปไตยเรียกว่าอำนาจ หรืออิทธิพล เป็นอิทธิพลเป็นอำนาจหรือเป็นพลังงานที่ มนุษยชาติเข้าใจ จนกระทั่งเขียนในตำราหรือว่า การเมืองคือการแย่งอำนาจ หรือการสร้างอำนาจ ตำรารัฐศาสตร์เขาว่าอย่างนั้นเลย ซึ่งความจริงมันซ้อน 

การเมืองไม่ใช่การแย่งอำนาจ การเมืองเป็นการ คำว่าสร้างคำนี้ มันมีนัยยะสำคัญซ้อน ผู้ปฏิบัติการเมือง งานการเมือง แค่ 4 คำ รับใช้ประชาชน เสียสละจริงๆ ไม่มีตัวตน และซื่อสัตย์ แค่ 4 คำ มันเป็นสัจจะที่ยิ่งใหญ่ ที่มันจะยืนหยัดยืนยันความจริง โดยไม่ต้องอยากได้ แต่ประชาชนเขาเห็นว่า คนนี้รับใช้ประชาชนจริงๆ คนนี้เสียสละเพื่อประชาชนจริงๆ คนนี้ทำหมดเนื้อหมดตัวเลยนะไม่มีตัวตนเลยทำเต็มที่เลย ซื่อสัตย์จริงๆ ประชาชนเขาจะมอบความเชื่อถือ มอบความศรัทธาที่เขาให้นั้นคืออำนาจที่ประชาชนเขาให้แก่นักการเมืองผู้นั้น ใครก็ตามที่ทำมีคุณภาพ แค่ 4 คำนี่ รับใช้ประชาชนอย่างจริงใจจริงๆ เสียสละจริงๆไม่มีตัวตนจริงๆ ซื่อสัตย์ แถมอีกคำหนึ่ง มีสมรรถนะ ความรู้ ที่จะทำอะไร ให้แก่ประชาชนได้รับประโยชน์ อย่างสมเหมาะสมควรไปตามลำดับได้ มันก็จะเกิดของจริง มนุษย์ก็จะ… สังคมที่ได้รับการบริหารด้วยนักการเมืองอย่างนี้ มันก็จะเป็นอยู่สุข สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส  ทุกคนก็จะเห็นว่าสิ่งนี้ประเสริฐ สิ่งนี้น่าเอาอย่างตาม ประชาชนก็จะเข้าใจว่าสิ่งประเสริฐคืออะไรแล้วเขาก็จะมาเรียนรู้ฝึกตนเป็นคนประเสริฐนี้ด้วย โดยเฉพาะคนที่มีธาตุจิตที่เป็นโลกุตตระธรรมแล้ว ก็จะพากเพียร คนที่เข้าใจแล้วก็จะพากเพียร 

เพราะคนเราเกิดมาถ้ามีภูมิธรรมในระดับเป็นเวไนยสัตว์ เป็นสัตว์ที่สอนได้ เป็นสัตว์ที่ใฝ่เรียนใฝ่รู้ใฝ่เจริญ เป็นเวไนยสัตว์ รู้ว่าสิ่งนี้ควรนะ ยิ่งเป็นคนที่เป็นโลกุตตรธรรม เข้าใจว่า อ๋อ..คนเราจะต้องเวียนเกิดเวียนตายอีกไม่รู้กี่ชาติ เพราะฉะนั้นต้องเรียนรู้สั่งสมอันนี้ สั่งสมคุณธรรมสั่งสมคุณวิเศษ อันนี้ จะเป็นคนที่บรรลุอรหันต์และเป็นโพธิสัตว์เป็นคนที่ประเสริฐสุด คุณธรรมที่พูดไปทุกคำทุกคำที่ค่อยๆพูดค่อยๆขยายความนั้นน่ะ จะเป็นคนที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติอย่างจริงๆเลย 

ซึ่งจะเข้าหลักที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในยุคของท่าน ในภาษาของท่าน ในยุคของท่าน แต่ยุคนี้มันเป็นภาษาแบบใหม่ ซึ่งเป็นอธิปไตย 3 กับอายะ 3 แล้วอาตมาก็เอามารวมกันแล้วว่านี่แหละคือความเป็นประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า 

ผู้ที่พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่อาตมาพยายามอธิบายนี้ดีๆ จะเข้าใจได้ว่านี่คือสัจจะ นี่คือ สัจจะอันยิ่งใหญ่ ที่มนุษยชาติเรียกว่า การเมือง พยัญชนะก็ว่าอย่างนั้น แต่เนื้อแท้นี่แหละคือการเมืองแท้ เรียกด้วยศัพท์โก้ๆว่า รัฐศาสตร์ รัฐศาสตร์การเมืองที่มีทั้งเศรษฐศาสตร์อยู่ในนี้ มีเศรษฐศาสตร์การเมืองมีสังคมศาสตร์การเมืองอยู่ในนี้หมด 

อาตมาได้พยายามขยายความ พยายามที่จะเจาะรายละเอียดต่างๆ และก็มีทั้งคำสรุป มีทั้งคำอธิบายขยายสาธยายประกอบ ให้เข้าใจ ทั้งแก่นแกนทั้งรายละเอียด ขยายผลรอบๆขึ้นมาให้เห็นทั้งลึกทั้งกว้าง ให้ได้ทั้งแก่นแกนทั้งส่วนขยาย ก็คงจะพอเข้าใจกันได้สำหรับผู้ที่มีวัยวุฒิ มีวุฒิภาวะที่พอจะเข้าใจได้ แม้แต่เด็กๆก็ฟังได้ เพราะอาตมาไม่ได้พูดเป็นภาษาวิชาการอะไรกันมากมาย เพราะอาตมาไม่ใช่นักวิชาการ อาตมาลูกทุ่ง เป็นคนใช้ภาษามาเตอรทั้ง เป็นคนใช้ภาษาพื้นๆเป็นภาษาพ่อภาษาแม่ ภาษาของมนุษย์ ไม่ใช่เป็นนักวิชาการที่พูดคำก็เป็นวิชาการ เป็นเทคนิคอลเทอมอะไรต่างๆมันไม่ใช่ อาตมาก็พูดภาษาทั่วไปพื้นๆง่ายๆ ที่พระพุทธเจ้าท่านแนะนำให้พูดภาษานี้ ให้พูดภาษาอย่างนี้ ท่านแนะนำภาษาอย่างนี้ ที่พยัญชนะบาลีจะว่าอะไรให้ใช้ภาษาถิ่น ภาษาพื้น ภาษาของผู้ที่จะเข้าใจกันง่ายๆสื่อกันต้องเข้าใจถึงเนื้อหาสภาวะ เป็นภาษาของคนทั่วไปเข้าใจกันง่ายๆ แต่สื่อสภาวะธรรมที่ลึกซึ้งได้ 

อาตมาไม่ได้อยากจะไม่เป็นผู้ที่มีความรู้ จบปริญญาอะไร ไม่ใช่ไม่ได้อยาก ก็อยากอยู่ แต่… ต้องเป็นอย่างนี้ โพธิรักษ์ต้องเป็นอย่างนี้ อันนี้ก็เป็นอจินไตยอันหนึ่ง ว่าอาตมาทำไมปริญญาตรีก็ไม่ได้สักใบ แต่ก่อนนี้ก็รู้สึกว่า อาตมาไม่ฉลาดพอที่จะทำปริญญาตรีหรือ เราก็ว่า คนที่มันไม่เห็นจะมีท่าอะไรยังจบปริญญาตรีโทเอกเยอะไป ไร้สาระ ดีไม่ดีเลวร้ายด้วย จบปริญญาเอกแล้วก็เลวร้ายด้วยซ้ำก็ไม่มีปัญหา อาตมาก็เลยไม่มีปัญหาที่จะไปได้รับรองว่า เป็นคนมีปริญญาตรี รับรองว่าโทว่าเอก ก็อาตมาไม่มีปัญหาอะไรมาก 

แต่ในโลก อาตมาสนับสนุนพวกเราให้ไปเรียนปริญญาตรีโทเอก แต่ก็ไม่ได้ให้ไปเรียนปริญญาตรีโทเอกเพื่อที่จะไปประเมิน ไปทำงานในสังคมแล้วก็ได้รับเงินเดือนได้รับฐานะ ได้รับเป็นเกียรติยศจนกระทั่งเป็นศาสตราจารย์ เป็นอะไรต่ออะไร พวกเราก็ไม่ได้ไปอะไรอย่างนั้น ก็เรียนเพื่อที่จะได้ความรู้ จะไปประมาทเขาว่าการเรียนทางโลก พยัญชนะ ภาษาอะไรพวกนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีความรู้ มันก็รู้อย่างน้อยความรู้ทางโลกนี่แหละ มันก็รู้ความรู้แบบโลกที่เขารู้กันมา ก็เอามาใช้สิ ..อ๋อ..นี่โลกเขาเป็นอย่างนี้ เราควรจะให้โลกเขารู้อย่างนี้ ให้โลกเขามาเป็นอย่างนี้ 

หรือแม้จะเป็นอย่างโลกๆ เราก็รู้ว่าอย่างนี้ดีกว่าอย่างนี้ คนที่ยังมาทางโลกุตระไม่ได้ ก็ดีทางโลกก็เป็นอย่างนี้ เราก็รู้ฐานะหรือรู้ลำดับของขั้นตอนความเป็นมนุษยชาติ 

_สู่แดนธรรม… ตอนนี้เลข 0 มาครบ 6 ตัวแล้วครับ 

พ่อครูว่า… อาตมาดูให้ถึง 20:00 น 

_สู่แดนธรรม… ในช่วงเวลาสำคัญที่ผ่านมา พ่อท่านได้อุตสาหะเขียนเรียบเรียงมาแสดงธรรมให้พวกเราฟังทั้งหมด 3 วัน 

พ่อครูว่า… วันนี้พูดนอกที่เขียนหมด ไม่ได้อ่านเลย 

_สู่แดนธรรม… ประจำวันที่พ่อท่านอธิบาย ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ ทำให้ผม บังอาจเกิดอยากรู้อนาคตนะครับ คือ ผมหายสงสัยว่านึกไม่ออกว่าการที่โพธิสัตว์จะมาสืบทอดพุทธศาสนาให้ถึง 5,000 ปีนั้น ท่านจะสืบไปได้อย่างไร ผมมองภาพไม่ออก แต่พอได้ฟังพ่อท่านเทศน์ 3 วันนั้นผมแจ่มแจ้งว่า มันจะเป็นความจริงนี้สืบไปกับอธิปไตย 3 อย่างและประโยชน์ 3 อย่าง เลยได้รู้ว่าการทำสังคมเคราะห์ ก็คือการทำสังเคราะห์อย่างเหนือชั้นกว่าชาวโลก โลกที่เขาทำ 

แสดงว่าพ่อท่านจะสืบทอดศาสนาของเราให้ประชาชนคนไทยบรรลุประโยชน์ 3 อย่างนี้จนมีอำนาจแล้วก็ไปด้วยกันเรื่อยๆ แต่ผมก็เห็นว่าเราอย่าไปหวังว่า เราจะทำได้มาก เพราะว่าบารมีของพ่อท่านระดับ 7-8 มันจะมีความลำบากมีวิบากที่มากั้น พ่อท่านได้บอกว่าต้องทำได้เท่าที่เราจะทำเต็มที่ของเรานี่ล่ะครับ 

พ่อครูว่า… ใช่ๆๆอาตมาไม่ได้เป็นคนหวัง เราไม่หวัง แต่เราทำ “เราไม่รอ เราไม่หวังแต่เราทำ” อาตมาเอาการปฏิบัติด้วยการประพฤติการกระทำเป็น หวัง อาตมาก็เคยอธิบายธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วว่าคุณอย่าไปสร้างความหวังแล้วมันจะอกหัก เราทำให้ไม่สมหวังแล้วมันจะ อกหัก (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

_สู่แดนธรรม… ครั้งหนึ่ง วันนั้นพวกเรากำลังทำกสิกรรมไร้สารพิษ พ่อท่านเคยให้โศลกธรรมบอกว่า อย่าให้สังคมโลกผิดหวังจากพวกเรา แม้เราจะไม่มีความหวัง แต่เราต้องเข้าใจความหวังของพวกเขาด้วย 

พ่อครูว่า… ใช่ๆ เราก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่ให้เขาหวัง หรือไปทำให้เขาอกหัก มันก็ไม่ใช่ แหม มันซับซ้อน ก็ขอจบด้วย ประเด็นสองประเด็นที่เคยพูดผ่านมาแล้วบ้าง คือ วิสัยทัศน์ของโลกีย์กับวิสัยทัศน์ของโลกุตระ เอาง่ายๆ วิสัยทัศน์ของคนโลกๆ ก็เพิ่มตัวเลข ตัวเลขของเงินได้ เขาเอาวิสัยทัศน์เอา GDP ของเขา เขาก็อธิบาย GDP อย่างของเขา อาตมาก็อธิบาย GDP อย่างของอาตมา 

GDP อาตมาจะต้องอธิบายอีกเยอะ ในภาษาเดียวกันนี่แหละ Gross Domestic Product รายได้องค์รวมของเรา ภายในประเทศนะ Domestic จากผลผลิต 3 คำ GDP 

รายได้องค์รวมในแนวคิดของแนวคิดโลกุตระกับแนวคิดโลกียะะ เขาเอารายได้คือตัวเลขของเงิน เป็นหลักเป็นตัวชี้บ่งเป็นตัววัดค่าเลย ทุนนิยมเขาจะทำอย่างนั้นหรือโลกียะเขาจะทำอย่าง มันตรงกันข้ามกับบุญนิยมตรงกันข้ามกับโลกุตระคนละทิศ หันหลังชนกันแล้วเดินกันไปคนละข้าง 

เพราะวิสัยทัศน์ของคนเนี่ย วิสัยทัศน์ของชาวโลกุตระจะมองที่พฤติกรรมหรือการลงมือทำงาน ไม่ได้ไปมองที่ตัวเลขที่ได้จากการทำงานแล้วได้ตัวเลข ตัวเลของเงิน จะมองที่ลงมือทำงานจริงๆเป็นคนที่สร้างสรรค์หรือคนที่ทำจริงๆ เกิดผลผลิตจริงๆ เกิดผลผลิตขึ้นมาแล้วก็ให้ เสียสละ ให้คนไปได้กิน ได้ใช้ ได้ใช้สอย ได้อาศัย ได้มากเท่าไหร่ การได้ให้แล้วก็ไม่เอาแลกเปลี่ยนกลับคืนนี้มันจะรวยไหม …

สร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารให้มากแล้วแจกแล้วมันจะรวยไหม …มันไม่รวยหรอก มันไม่มีตัวเงิน ตัวทองอะไรมาให้หรอก พูดชัดๆ เรามีตัวเนื้อแท้ก่อนที่จะไปขายให้เป็นเงิน มันเป็นผลพลอยได้มาต่างหาก แต่เนื้อแท้ลงไปหาแก่นนี่คือผลผลิตตรงๆเลย นี่แหละเป็นผลผลิตเป็น Domestic ก็ได้ ของให้ไทยเราสร้างเองเลย สร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารเนี่ย แล้วสร้างได้แล้วเสร็จแล้ว เรากระจายไปให้แก่ผู้อื่นต่อ ส่งไปต่างประเทศเลย ขายต่างประเทศหรือแจกต่างประเทศเลย รายได้มวลรวม Gross มันก็มีน้อยเพราะเราเอาไปแจก ขายก็ขายให้ต่ำกว่าทุน ขายราคาให้ถูกเพราะเราพออยู่พอกินแล้วเหลือก็แจกสิ ขายบ้างก็เอาบ้าง นิดๆหน่อยๆไม่เอาตะกละ ไม่เอาด้วยความโลภ 

ฉะนั้นรายได้ที่เป็นธนบัตร รายได้เป็นตัวเงินตัวทอง มันก็ต้องน้อย ใช่ไหม เด็กๆฟังทันไหม 

ตอนนี้ 20:01 น แล้ว ก็เอาละ อาตมาประมาณนี้ เด็กๆก็คงจะนานหน่อยแต่สมาธิก็พอใช้ได้ได้บ้างไม่ได้บ้าง สำหรับวันนี้ก็จบแค่นี้ก็แล้วกันเจริญธรรมทุกคน