660212 พ่อครูเทศน์งานอัฏฐาริยสัจจายุ ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ ตอนที่ 2

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                          

https://docs.google.com/document/d/1GMwTZLEYcLZe7bFXpFoWnBq23lEetT1AclnFyawNIDw/edit?usp=sharing                                

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1mlikiyY9DG8Pjp3G9U8Uc39YgqUyyzqG/view?usp=share_link 

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/bmVpQA_7Kiw 

และ https://fb.watch/iECh1A_CYr/ 

พ่อครูว่า… วันนี้วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2566 ที่บวรราชธานีอโศก แรม 7 ค่ำ เดือน 3 ปีเถาะ 

บทกวีจาก.. สมณะเพาะพุทธ.. 

สมณะโพธิรักษ์

ครบ ๘๘ ปี ๘ เดือน ๘ วัน

ผู้แบ่งปันธรรมะลดละสุข

ผู้สละกิเลสเหตุแห่งทุกข์

ผู้พ้นคุก ขังใจ ไร้จองจำ

ผู้เข้าถึงอรรถะสละอัตตา

ผู้นำพา นิพพาน บานฉ่ำ

ผู้กล้าติลำบากตรากตรำ

ผู้จุดประทีปธรรมผู้ชี้ทาง

สมณะชนะผี …

…วันความรักพ่อครู…

เดือนกุมภาพันธ์วันแห่งความรัก

ซึ้งประจักษ์ในฤดีมีความหมาย

ความรักพ่อทวีมิเสื่อมคลาย

มอบถวายเป็นสำคัญหมั่นบูชา

พ่อให้แสงทองส่องชีวิต

พ่อประสิทธิ์รักไว้ในศาสนา

ทุกๆสิ่งด้วยความรักประทานมา

เราชาวอโศกหรรษาทั่วหน้ากัน

.. สมณะแด่ธรรม .. 

แด่ครูรัก รักพงษ์ ด้วยรัก

เหนื่อยหนักเท่าใดไม่ท้อ

ชาติศาสน์กษัตริย์ไปต่อ

เกิดก่ออโศกมาพาทำดี

                ส.ธัมมรักขิโต

พ่อครูว่า… สาธุทุกๆคนที่มีน้ำใจ มีอีกของเพื่อนท่านเด่นตะวันแต่ง แต่ว่ามันไม่ถูกแผนผังเลยเขียนมา เขียนโคลงสี่สุภาพ เขียนกาพย์ยานี กาพย์ยานี 11 

โคลง ๔

๏ แปดสิบ ฉนำนับเนิ่น นานเนา

แปด เพิ่มเติมปีเอา บวกพร้อม

ปี นี้เดือนวันเนา ณ เลข แปดแฮ

อัฏฐอริยสัจจ์ น้อม ส่งสร้างอายุครู.ฯ

ยานี ๑๑

๏ ครบแปดสิบแปดปี

นับราตรีอีกแปดเดือน

บวกอีกแปดวันเหมือน

อริยาสัจจายุครู.

๏ ขอตั้งจิตตะน้อม

กายใจพร้อมพะพร่างพรู

ดูโลกอันตราตรู 

ที่พ่อครูท่านสร้างทาง.ฯ

โคลง ๔

๏ พ่อ คือท่านผู้สร้าง  ทางจร

ครู ที่ริตัดรอน  เกลศแก้

โพธิ รักษ์ผู้สั่งสอน  สรรพศิษย์

รักษ์ โลกรักธรรมแท้ เทิดผู้ภควัน.ฯ

ยานี ๑๑

๏ พ่อครูโพธิรักษ์

ท่านเป็นหลักนำทางจร

พร่ำคำตำหนิสอน

หมู่ศิษย์ทั่วบ่กลัวเกรง.

๏ เทิดธรรมพุทธองค์

อย่างเที่ยงตรงมิข่มเหง

ข่มให้กิเลสเกรง

บ่ยำเยงเหล่าอธรรม.

๏ นับวันนับเดือนปี

คิดให้ดีก็น่าขำ

แปดสิบฉนำทำ

เพื่อน้อมนำสู่ทางดี.

๏ เกินมาอีกแปดเดือน

แปดวันเคลื่อนเพิ่มมามี

เหล่าศิษย์ก้มเศียรศรี-

ษะน้อมนอบขอบพระคุณ.

๏ เจริญศรีศิริสวัสดิ์

พูนพิพัฒน์โพธิบุญ

เลขแปดช่วยนำหนุน

โอบเจือจุนสัจจธรรมา.

๏ วาระดิถีโชค

ชาวอโศกส่งวจนา

บูชาครูผู้หา

บุคคลเปรียบมาเทียบเทียม.

พ่อครูว่า… อ้าว…ก็ใช้ได้ ขอบคุณทุกๆคน มี สว่างแสง ขวัญดาว ส่งsms มา…

พ่อครูว่า… ดีมีความตั้งใจอยู่ก็พากเพียรไปก็แล้วกัน รู้ว่ามีจุดที่ดี เสนาสนะสัปปายะที่ดี  บุคคลสัปปายะที่ดี อาหารสัปปายะที่ดี ธรรมะสัปปายะที่ดี ก็รู้ๆกันก็พูดกันหมดทุกอย่างพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ เอามาขยายความจน 50 กว่าปีนี้ก็ไม่น้อยเลย พวกเราก็ฟังจนหูจะทะลุหูซ้ายหูขวาแล้ว อ้าว ก็พากเพียรไป 

แต่อาตมาก็ยังรู้สึกว่าประสบผลสำเร็จอยู่นะ ก็คือมีพวกคุณ แม้ผู้ที่เขาไม่เข้ามายังส่งข่าวส่งคราวมา เขาก็ติดตามอยู่ ได้ประมาณนี้ มันจะมีจำนวนหรือจะมีลิมิตอยู่ มันจะมีความจำกัดสำหรับมันก็มีเท่านี้ประมาณนี้ อย่างพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ได้ตรัสว่า พระพุทธเจ้าองค์นี้จะมีพระอรหันต์เข้ามาประชุมมาฆบูชา 1,250 รูป พระพุทธเจ้าองค์อื่นๆจะมีมากกว่านี้ เท่านั้นเท่านี้ก็มีกรอบจำกัด มันเป็นสัจจะที่จะต้องลงตัวทั้งรูปทั้งนาม มันเป็นเหตุปัจจัยที่จะได้สัดส่วนอันพอเหมาะ พอเหมาะสำหรับผู้นั้นๆ ไม่ใช่ปัญหาอะไร อาตมาเข้าใจด้วยปัญญาอยู่ ก็ดีก็ทำไปตามหน้าที่ อาตมาทำหน้าที่นี้ และก็จะต้องทำหน้าที่นี้ไปเรื่อยๆ ชาติหน้าชาติโน้นก็ว่าไปพูดไปหมดแล้ว ชาติที่มันเชื่อมต่อไปอีก อาตมาสั่งสมบารมีมาอย่างไรก็พูดสู่ฟัง ผู้ใดเข้าใจได้ก็ดีเข้าใจยังไม่ได้ก็พากเพียรไปก็แล้วกัน 

ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ ตอนที่ 2

เรามาต่อ ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ พูดไปวันหนึ่งแล้ว ต่อจากเมื่อวานนี้ 

อาตมาก็ได้พาประชาชน กลุ่มหนึ่งก็คือพวกคุณนี่แหละ เป็นมวลเล็กๆคือชาวอโศกนี้ ออกมาร่วมงาน ต้องใช้คำว่าออกไปเพราะเราอยู่ที่นี่เราพูดถึงในอดีตและพูดถึงหลากหลายที่ด้วย 

ออกไปประท้วงรัฐบาลในระบบทักษิโนมิกซ์ ของทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่ พ.ศ. 2549 ได้ฟังทางโทรทัศน์เขาทวนมาก็เดือนกุมภาพันธ์ อาตมาก็จำไม่ได้ พอดีเขาพูดถึงเขากล่าวถึงเดือนนี้ เดือนกุมภาพันธ์ ก็ประมาณนั้น 

ซึ่งเป็นการเปิดตัวของอาตมาและชาวอโศกว่า เรานี้เป็นนักธรรมะและเข้ามาร่วมงานการเมืองเต็มรูป ต่อสาธารณชน ซึ่งมันขัดกันกับคนไทยที่เขายึดกัน คนไทยส่วนใหญ่เลยเขายึดกันหนัก ว่าธรรมะไม่ยุ่งกับการเมืองว่าอย่างนั้นเลย อาตมาก็ว่า เออ…คนเราก็คิดง่ายๆตื้นๆ คิดอย่างไม่เข้าใจ จะบอกว่าโง่มันก็ไม่เชิง คือมันยังไม่รู้จริงๆ มันไม่เดียงสา มันยังเด็กๆ เป็นอย่างนั้น 

ว่าการเมืองนี้เป็นเรื่องของมนุษยชาติ เป็นเรื่องของพลเมืองเลย แล้วไม่ให้เอาธรรมะเข้าไปลงในพลเมือง แล้วจะเอาไปให้ใครจ๊ะ เราอยู่ในประเทศนี้เป็นพลเมืองประเทศไทย แล้วเราจะเอาธรรมะไปลงในพลเมืองประเทศไทยแล้วธรรมะไม่ยุ่งกับการเมือง พลเมืองต้องมีการเมือง แล้วไม่เอาธรรมะไปลงกับการเมืองพลเมือง จะเอาไปให้หมาน้อย เอาไปให้สิงสาราสัตว์ที่ไหนกันล่ะ 

มันตื้นๆแค่นี้ก็ทำไมยังคิดไม่ได้ มันยิ่งกว่าเด็ก ธรรมะไม่มีการเมืองในคน มันถึงเหลวเละไง เข้าใจตื้นๆง่ายๆว่า เขาคิดอย่างนี้คือนักการเมืองนี่ มันไม่เป็นสัจจะ มันไม่เป็นธรรมะ มันไม่เป็นความดีงาม มันเป็นความเสียหาย การเมืองนี่มันทำให้คนเข้าใจว่า ไม่ศรัทธาการเมือง คนปฏิบัติ นักการเมือง ไม่ได้อยู่ในร่องได้รอยมันเลอะเทอะ เขาก็เลยพาลโลโฉเก ตัดคนออกไปจากๆความเป็นคนเลย คือพวกนี้พวกไม่ใช่คน นักการเมืองนี่ คนมันต้องมีธรรมะสิ ก็เลยแยกเลย ตัดมันทิ้งไปเลยพวกนักการเมือง อย่าเอาธรรมะไปให้มัน ใจด๊ำใจดำ 

อาตมาชัดเจนในเรื่องนี้ ที่พูดไม่ได้เข้าใจผิด ไม่ได้เข้าใจอย่างที่เขาเข้าใจ ธรรมะนั่นแหละต้องยุ่งกับการเมือง โดยเฉพาะนักธรรมะที่มีภูมิปัญญาแท้ อย่างอาตมาอย่างนี้เป็นต้น นักธรรมะที่มีปัญญาจริงๆ เป็นภูมิอาริยะ มีโลกุตตรธรรมแท้ๆ จะเป็นคนผู้มีคุณธรรมที่บรรลุธรรมจริงๆ ตั้งแต่คุณของโสดาบัน สกิทาคามีอนาคามี จนถึงอรหันต์ 

ก็มีความจริงใจที่เต็มไปด้วยปัญญาหรือวิชชาอย่างสัมมาทิฏฐิ จึงรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง ในประชาธิปไตยไทย หรือประชาธิปไตยซึ่งสมัยพระพุทธเจ้ายังไม่ได้เรียกคำนี้ ประชาธิปไตยที่เป็นโลกุตระของพระพุทธเจ้า เป็นแบบธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านมีความรู้มีสัพพัญญูในเรื่องความจริงของธรรมะที่มนุษย์ที่ไปทำงานการเมือง จะต้องเอาจะต้องเป็นคนที่มี ควรจะมี มันต้องมีจึงจะเป็นนักธรรมะ จึงเป็นนักการเมืองที่ดี เป็นนักการเมืองที่ดีจริงๆ 

คำว่าอธิปไตย ประชาธิปไตย คือประชาชน ที่มีอธิปไตย เพราะฉะนั้นประชาชนไม่มีอธิปไตยที่ดีหรืออธิปไตยที่เป็นธรรมะ อธิปไตยที่เป็นธรรมะนั้นพระพุทธเจ้าสรุปไว้มี 3 

  1. โลกาธิปไตย 2. อัตตาธิปไตย 3. ธรรมาธิปไตย เป็นอธิปไตย 3 อย่าง ผู้ที่รู้อธิปไตย 3 อย่างนี้เป็นผู้รู้อธิปไตยครบแล้ว มนุษย์จะมีอธิปไตยคือความรู้ในความเป็นโลก อธิปไตยที่มีความรู้ในความเป็นอัตตา อธิปไตยที่มีความรู้ในความเป็นธรรม 

โดยเฉพาะธรรมะ รู้ธรรมะที่เป็นโลกีย์ รู้ธรรมะที่เป็นโลกุตระ มีโลกมีตนและก็มีความรู้ มีธรรมะที่รู้ธรรมะชัดเจน จึงสามารถที่จะช่วยโลกช่วยตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีธรรมะเอง เป็นอาริยะ อรหันต์ขึ้นไป ไม่มีตัวตน ก็จะเป็นผู้ที่รู้โลกหรือรู้องค์ประกอบองค์ประชุมที่มันประชุมอยู่เป็นโลก 

โลกที่มีทั้งมนุษย์ มีทั้งคน และมีทั้งสังคม มีทั้งทุกๆอย่างเป็นองค์ประกอบที่มันปรุงแต่งกันอยู่ ยิ่งไม่มีตัวตนไม่เห็นแก่ตนจริงๆ ก็เห็นแต่ ผู้อื่น เห็นแต่แก่ผู้ที่มีทุกข์ ผู้ที่มีความผิดพลาด ผู้ที่มีความไม่ถูกตรง ก็จะตำหนิบ้าง ตำหนิเป็นการช่วยเหลือ 

การตำหนิคนไม่ใช่เป็นการไปทำร้ายทำลาย ตำหนิด้วยปัญญา ตำหนิด้วยความเห็นใจ เห็นใจเขาว่า เขายังมีความรู้มีความเข้าใจที่ไม่ถูก ก็เป็นใจที่เข้าใจไม่ถูก ความรู้ยังผิด ดีไม่ดีมันไม่ใช่ผิดธรรมดา มันทำลายครอบงำทางความคิดของคน 

อย่างธรรมกายนี่ก่อนจะลงมา พอดีท่านแสนดินเปิดธรรมกายตอนนี้จะสร้างพระบรมพุทธเจ้าอะไรขึ้นมา เป็นพระพุทธรูปเพื่อขาย เอาเงินคนคือหลอกเอาเงินคนแล้วพวกโง่ๆนี้ก็โง่ได้ดักดาน โง่ได้ถาวร มันทำไมมีคนโง่ที่ มันไม่กระเตื้องได้หนอ มันน่าสงสารจริงๆ ก็หลอกกันไปหลอกกันมาอะไรต่ออะไร คำโฆษณานี้โอ้โห.. ตื้นๆ ดูแล้วหลอกไปเหมือนหลอกเด็กๆ แล้วคนพวกนั้นก็จบปริญญาเอกบ้างปริญญาโท ปริญญาตรี หรือว่ามีปฏิภาณปัญญามีความเฉลียวฉลาด ล่าลาภล่ายศได้ ก็ร่ำก็รวย ลาภ ยศ ฉลาดทางโลกียะเอาเปรียบเอารัดทางโลกียะเขาได้ แต่ไม่มีความรู้ทางโลกุตระ ไม่มีความรู้ทางธรรมะพระพุทธเจ้า ปล่อยให้คนที่โง่ดักดาน อย่างธัมมชโย หลอกได้หลอกดี 

คนที่เขาหลอกคนอื่นได้ แสดงว่าเขาก็ฉลาดกว่าคนที่โง่นะ เพราะฉะนั้นคนที่ถูกธัมมชโยหลอกนี้ โง่กว่าคนที่โง่ที่สุดในโลกแล้วเท่าที่อาตมาเห็น ธัมมชโยนี้อาตมาก็เห็นว่าเป็นคนที่โง่สุดโง่ในโลก 

คำว่า โง่ คำนี้ไม่ใช่เป็นคำดูถูก แต่เป็นคำที่บอกความจริงว่า ไม่มีภูมิธรรมในธรรมะพระพุทธเจ้าเลย นอกจากไม่มีแล้วยังมีความรู้ที่ผิดมา ทำลายธรรมะพระพุทธเจ้า มาบิดเบือนธรรมะพระพุทธเจ้า จนแหลกเหลวละเอียดบาปกินหัวจริงๆ ธัมมชโย 

นี่ อาตมา พูดสัจธรรม ไม่ได้ไปด่าไปว่าอะไรใครเขาหรอก แต่พูดธรรมะพูดสัจธรรมสู่คนทั่วไปฟัง ใครฟังได้เข้าใจ อาตมาไม่ได้ไปเกลียดชังธัมมชโย เป็นสมี 2 ตัวแน่ะ ธัมมชโย สมีทางอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน กับสมีในทางทรัพย์สิน ทำผิดปราชิกในทรัพย์สิน จนกระทั่งสมเด็จพระสังฆราช ต้องมีเป็นลายลักษณ์อักษรลิขิตเลยว่าเป็นปาราชิก ตั้ง 4-5 แผ่น ซ้ำแล้วซ้ำอีก ย้ำว่าธัมมชโยปาราชิก 

คนที่โง่ๆที่ถูกหลอก โง่กว่าธัมมชโยก็ไม่ฟัง ขนาดพระสังฆราชตรัส เอ๊.. เขาจะหูหนวกก็ไม่น่าจะใช่ จะมืดบอด จนกระทั่งไม่ดูข่าวคราวก็ไม่น่าจะใช่ ตั้งแต่
พ.ศ. 2558 ผู้ตรวจการแผ่นดินชี้ พระธัมมชโยก็ไม่น่าจะเรียกพระแล้ว ธัมมชโยเฉยๆก็ดีแล้ว ที่จริงควรจะใส่คำว่าสมีปาราชิก สมีธัมมชโยปาราชิก 20 กรกฎาคม 2558 ผู้ตรวจการชี้ นี่เป็นวันนี้ในอดีตเขาเขียนไว้ 

ซึ่งเป็นเรื่องที่ แหม.. อาตมาเป็นผู้มาทำงานทางด้านศาสนาพุทธ มากอบกู้ความผิดพลาด ก็พูดไปแล้วก็ต้องพูดถึงผู้ที่มาทำลายหรือผู้ที่ผิด แสดงอาการผิด มาชักชวนให้ชาวพุทธหลงทางหลงผิด ก็ต้องพูด มันต้องพาดพิงต้องไปเกี่ยวถึงมันเป็นธรรมดาธรรมชาติที่ต้องเป็นเช่นนั้น 

ที่นี้มาพูดถึงอธิปไตย อธิปไตยจริงๆทุกวันนี้คือต้องใช้พลังอำนาจเข้ามาใช้อำนาจหรือพลังนี่ ที่คนมีอำนาจทางกายเนื้อ ทางความแข็งแรงกล้ามเนื้อ อันนั้นก็ง่ายๆ คนก็เข้าใจ แต่อำนาจทางนามธรรม พลังทางนามธรรม พลังทางจิต จิตมีพลัง โลกียะก็เป็นพลังแบบโลกียะ โลกุตระก็เป็นพลังแบบโลกุตระ 

ผู้ที่รู้อย่างอาตมานี่รู้แยกโลกียะออก แยกโลกุตระออก เพราะฉะนั้นพลังทางความรู้ความฉลาดหรือพลังทางจิต ในตะวันตก ยุโรป อเมริกาอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ใช่ชาวไทย ไม่มีโลกุตระมีแต่โลกียะ เพราะฉะนั้นอธิปไตยที่ชาวโลกทั้งหลาย โลกียะเขารู้ จึงเป็นอธิปไตยอยู่ในกรอบของโลกียะเท่านั้น จะไม่มีความรู้ในอธิปไตยที่เป็นความรู้ออกมา นอกกรอบออกมาเป็นโลกุตระ ยังไม่มี อัญญธาตุ คนพวกนั้นยังไม่มี อัญญธาตุ แม้แต่หน่วยหนึ่ง 

อัญญธาตุ อาตมาก็อธิบายแล้วคือเป็นธาตุฉลาด ธาตุความรู้ ธาตุ ธาตุความฉลาดที่เป็นความรู้อีกชนิดหนึ่งเรียกว่าโลกุตระ เริ่มตั้งแต่ 1 หน่วย 2 หน่วย 10 หน่วย 100 หน่วย 50 หน่วยมี อัญญธาตุ 50 หน่วย ก็เป็นจำนวนหนึ่งขึ้นมาในมวลปริมาณของ อัญญธาตุ 

เลยขึ้นมาแล้วก็ถึงจะพอรู้เรื่องพอจะเข้าใจพูดกันได้ ค่อยๆซับๆ 50 60 70% หรือ 50 60 หน่วย 70 หน่วยขึ้นมา 80 หน่วย 90 หน่วย มี อัญญธาตุ ขึ้นมาเรื่อยๆมาเป็นพุทธ 

พุทธ ก็จะเติม อัญญธาตุ เพราะชาวพุทธที่ยังไม่รู้อิโนอีเหน่เหมือนอย่างธัมมชโย ไม่ต้องไปพูดถึงโลกุตรธรรม แค่โลกียธรรมที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ชัดเจนในสัมมาทิฏฐิ ในกัลยาณธรรมโลกีย์ธรรมดาดีแท้อย่างไร ชั่วแท้อย่างไร 

ดีชั่วเป็นสมมุติ ศาสนาหนึ่ง ก็สมมุติความดีแบบหนึ่งความชั่วแบบหนึ่ง ศาสนาอีกศาสนาหนึ่งก็สมมติความดีอีกแบบหนึ่งความชั่วแบบหนึ่ง ซ้ำกันบ้างคล้ายกันบ้าง แต่มันมีต่างกันมีมุมเหลี่ยมต่างกันไปหลากหลาย แต่ละศาสนาจะดีชั่วไม่ตรงกันหมดเลย ไม่ตรงกันหมดเลย 

ศาสนาพุทธจะรู้ดีรู้ชั่วของแต่ละศาสดามากขึ้นตามภูมิบารมี อย่างพระโพธิสัตว์อย่างอาตมาก็รู้ ระดับอาตมาก็จะรู้ความต่างของเขาได้เยอะ 

คือในสัจธรรมทั้งโลกมันมีความต่างกัน 1 หน่วยก็คือ 1 หน่วย พอเริ่มมี 2 หน่วยก็ต่างกันแล้ว อะไรก็แล้วแต่ใน 2 ปรมณูขึ้นมาต่างกันทั้งนั้น นี่ก็พูดซ้ำย้ำให้ฟังไม่รู้กี่ที 

เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถรู้ความแตกต่างของสภาวะ 2 หรือเทวะ ได้มากเท่าไหร่เท่าไหร่นั่นแหละคือผู้ที่มีความรู้สูง สูงสุดก็คือพระพุทธเจ้ารู้ความเป็นเทวะหรือภาวะ 2 สุดยอด และเป็นผู้ที่มีสภาวะ 2 ที่แยกโลกีย์กับโลกุตระ มีในศาสนาพุทธเท่านั้น 

เพราะฉะนั้นความเป็นอธิปไตยของประชาชน ศาสนาเทวนิยม ไม่มีความรู้ทางโลกุตระ เพราะฉะนั้นคนที่เป็นนักรัฐศาสตร์และเรียนรู้รัฐศาสตร์หรือการเมืองมาจาก ตะวันตกทางเทวนิยมทั้งหลาย ที่เขารู้อำนาจอธิปไตย แล้วที่จะใช้กับมวลประชาชน เขารู้แต่ในกรอบโลกียะเท่านั้น ยังไม่สามารถมีความรู้ที่เป็นโลกุตระ 

ต้องมาเรียนรู้ดีๆในธรรมะพระพุทธเจ้า ให้ตัวเองเป็นอาริยะ มี อัญญธาตุ เป็นอาริยะจริงแล้วจึงจะเข้าใจในความแตกต่างที่มันเป็นภาวะซ้อนหมุนรอบเชิงซ้อน 

โลกียะเขาก็มีเต็มของเขา แต่โลกุตระนั้นมี ล้มล้างโลกียะ นี่คือประเด็น ประเด็นสำคัญที่สุดคือ โลกียะ เขามีอย่างนิรันดร แต่ โลกุตระนั้นล้มล้างที่ความมีนี้ให้ไม่มีได้ อ๋อ มันมีแต่แค่สมมุติอาศัย ใช้ให้เหมาะสมกับเหตุปัจจัย 

เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถรู้เหตุปัจจัยความแตกต่างได้มาก จึงสามารถใช้ได้อย่างเป็น กัมมัญญา ได้อย่างถูกต้อง ได้อย่างเหมาะควร กับ แต่ละอันๆๆ 

อ้อ… อันนี้ใช้ได้ดี อันนี้ใช้ได้พอสมควร อันนี้ใช้ได้น้อยจนไม่ต้องไปทำแล้วมันเสียเวลา อันอย่างนี้ทำไม่ได้เลย ตีทิ้งลูกเดียวหรือตำหนิอย่างหนักได้ ใช้คำไทยก็คือด่า ตำหนิหนักๆ ตำหนิอย่างข่มมากๆ ภาษาไทยก็มี synonym คือคำว่าด่า ข่มหนักๆด่าหนักๆแรงๆ ถ้าเป็นคนหยาบกระด้าง ด่าเลย แต่ อาตมาว่าอาตมาไม่ได้ใช้คำหยาบนะ มีแต่แรงๆหนักๆ คำที่ใช้อยู่นี่ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

อาตมานำโลกุตรธรรม ที่เป็นอธิปไตยแบบโลกุตระ มันทวนกระแสกับโลกียะ เอามาสถาปนาลงไปในพวกเรา พวกเราจึงเป็นคนที่มีอธิปไตย กับมวลประชาชนเรียกว่า ประชาธิปไตย อธิปไตยกับมวลประชาชน ก็มีพยัญชนะว่าประชาธิปไตย ใช่

ที่นี้ประชาชนที่ได้อธิปไตยโลกุตระที่อาตมาทำมา ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ นี่ก็มีมวลชาวอโศกได้มาจนกระทั่งเข้ามาอยู่ในหมู่ในกลุ่ม มาอยู่ในสัปปายะ 4 เสนาสนะสัปปายะแล้วก็มีกลุ่มร่วมกันและมีเครื่องอาศัยร่วมกันมีธรรมะร่วมกันแล้วเราก็ฟังธรรมะ ฟังกัน วันๆหนึ่ง ไม่อาตมาพูด ก็สมณะ สิกขมาตุ พูด บรรยายกันทุกวัน มีบางวันที่ต้องยกเลิกก็ว่าไป แต่ก็มีรีรัน มีหมุนให้ฟังอยู่ตลอดมันมีเครื่องมือเครื่องไม้เทคโนโลยี เดี๋ยวนี้ก็เลยมีเยอะ แล้วพวกเราก็ฟังดีฟังได้ฟังได้ฟังดีฟังทน โอ้โห..ฟังเก่ง 

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า พระอรหันต์ท่านไม่มีความพอในการที่จะฟังธรรม ท่านจะยินดีในการฟังธรรมตลอด แม้แต่เป็นอรหันต์แล้ว คนที่เป็นอรหันต์เก๊ก็บอกว่าจบแล้วไม่ฟังแล้วธรรม อวดดีมีมานะมีกิเลส แม้ธรรมะที่จะผิด ผู้แสดงธรรมผิดเราก็ฟัง 

อย่างอาตมาดูนี่ของธัมมชโยเขาพูดอย่างไรก็เปิดดูก็ฟัง เราไม่ได้ไปฟังโดยตรง ก็ฟังจากเครื่องมือได้ฟังได้ดู พวกสายหลับตา พวกสายมหาบัว ที่ได้นำมายืนยันเอามาเทียบเคียงเอามาพูดเอามาบอกให้ฟัง หรือแม้แต่ สภาวะที่เขาเป็นอยู่อะไรต่างๆก็ให้รู้กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่มนุษย์เขามี บอก เปรียบเทียบยืนยันให้ฟัง 

ไม่ใช่เพื่อไปข่มไปเบ่งอะไรกัน แต่เพื่อให้เห็นความจริงว่า มันต่างกันนะ มันมีจริงอย่างนี้ แต่จะไม่พูดพาดพิงถึงใครเลย พูดไปแล้วไม่มีในโลกเลย จะไปพูดทำไม ลองพูดแต่สิ่งที่คนเขาเป็นจริงๆแล้วยืนยันได้ว่าอย่างนี้ชัด มีคนเขาเป็นจริงๆนะ โง่ได้ขนาดธัมมชโยก็ยังมีเลย ก็เอามายืนยัน คนมันโง่ได้ขนาดนั้น แล้วที่โง่กว่านี้อีกก็คือ พวกที่มาหลงคารมธัมมชโย นี่พวกที่เป็นสมาชิกบริวารของธัมมชโยฟังอาตมาพูดแล้ว ได้ยินอาตมาพูดนี่ จะโกรธจะเคืองจะอะไรอาตมา ถ้าเผื่อว่าเขายึดมั่นถือมั่นอคติเยอะๆ เขาจะโกรธ เพราะว่าเขายังไม่หมดความโกรธความชัง อาตมาก็ไม่ได้กลัวคนจะชัง แล้วก็ห้ามไม่ได้ที่เขาจะโกรธ แต่อาตมามันเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดความจริง 

พระพุทธเจ้าให้พูดความจริงกัน ที่มีสิ่งอ้างอิง มีหลักฐาน มีที่เป็นที่มีจริง ปรากฏ อย่าไปพูดลอยลมเฟ้อๆฟุ้งๆ ไม่มีความเป็นจริงเลยไม่มีสภาพจริงเลยก็ตั้งภาษาอย่างที่ธัมมชโยเขาตั้ง เป็นพระพุทธเจ้าที่ใหญ่กว่าพระพุทธเจ้าชื่อว่าบรมพระพุทธเจ้า เอาภาษามาครอบงำหลอก โอ้.. น่าสงสารจริงๆ ศาสนาพุทธยุคนี้ 

แล้วเถรสมาคมก็ยังไม่จัดการอะไรเลย ไม่มีภูมิไปจัดการเขา ดีไม่ดีจะตกเป็นทาสเขาด้วยซ้ำ เป็นทาสเขาเพราะว่าเขาเองเขาใช้อำนาจแบบโลกๆ เอา ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มาประเหลาะ ติดสินบนให้ก็พูดไม่ออก ถูกสินบนพวกนี้อุดปากอุดคอ มันช่างน่าเกลียดน่าสงสาร 

ที่นี้มาขยายความประชาธิปไตย ประชาธิปไตยบอกแล้วว่า ทางตะวันตกทางยุโรปอเมริกาอะไร ประเทศอื่นที่ไม่มีพุทธศาสนาที่เป็นโลกุตระ แม้แต่ในประเทศไทย คนไทยชาวพุทธ เมื่อเข้าใจโลกุตรธรรมไม่ได้มันก็ไม่มี แต่ผู้ที่เข้าใจได้หรือมีในธาตุจิตวิญญาณ มีมาในสัญญา สัญชาตญาณหรือสัญญา 

พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 9 แม้แต่ผู้ที่บริหารประเทศแต่ละผู้แต่ละคน มีโลกุตรธาตุอยู่ในตัวฝังมา ติดมาในตน หรือมาได้รับความรู้ แล้วก็เอามาใช้ 

ที่อาตมาเคยยืนยันเหมือนว่า เมืองไทยนี้โชคดีที่มีคนที่มีโลกุตรธรรม พลเอกประยุทธ์บริหารอยู่ขณะนี้นี่ เป็นผู้มีโลกุตรธรรมอยู่ในตัว ซึ่งเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ อาตมาพูดไปนี้ คนก็จะบอกว่า โมเม ขนาดเขาเป็นพระเป็นเจ้าเขายังหาโลกุตรธรรมได้ยากเลย พลเอกประยุทธ์ไม่ได้บวชไม่ได้เรียนอะไรด้วย จะไปมีได้อย่างไร เขาก็ว่าไป 

อาตมานั้นชัดเจน ว่านักธรรมต้องยุ่งกับการเมือง นักธรรมะที่มีธรรมะที่เป็นโลกุตระที่แท้ ซึ่งไม่ใช่ยุ่งหรอกบอกแล้วพูดแล้ว การเมืองมันยุ่งมากที่คนพวกนักการเมืองที่มันไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร มันไม่มีภูมิปัญญาแท้ มันต้องทำการเมืองให้ยุ่ง เราก็เลยต้องไปแก้ความยุ่ง พูดอย่างหวัดๆลัดคัดสั้น พูดอย่าง concise ตัดลัดไป ชัดๆสั้นๆ 

ก็คือ ยุ่งการเมืองหรือต้องไปทำการเมืองเพราะมันมีเหตุยุ่ง ต้องลงไปแก้ความยุ่ง ไม่ใช่ไปทำให้มันยุ่งมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นนักการเมืองที่พอจะมีภูมิอาริยะฟังอาตมาก็จะ เออ อาตมานี้มีความรู้ทางรัฐศาสตร์เหมือนกันเนาะ เขาจะเข้าใจ มีความรู้ทางการเมืองเหมือนกันเนาะ 

อาตมาเป็นนักบริหาร และคัดเลือกประชาชนมาบริหาร ประชาชนที่มันไร้สาระเสียเวลาเปล่า อาตมาคัดทิ้ง โดยวิธีการของธรรมะไม่ต้องไปคัดเขาโดยอย่างนี้อย่างนี้แล้วก็ต้องให้ลงบัญชีมาสมัคร ไม่มี เทศน์ไป คนฟังเขาก็ตัดสินของเขาเอง เขาคัดตัวของเขาเองออกไปจากวงการศาสนา หรือวงการธรรมะ ที่อาตมาบรรยาย เขาจะไม่ฟังอาตมาเลยพวกนี้ เขาจะตีทิ้งอาตมา อาตมาไม่ได้ไปตีทิ้งเขาหรอกสงสาร แต่เขาจะตีทิ้งอาตมาอย่างไม่ดูดำดูดีเลยพวกนอกรีต พวกไม่ใช่พุทธอะไรไปมันก็เป็นธรรมดา อาตมาไม่ได้สงสัยไม่ได้ประหลาด 

ผู้ที่พอฟังรู้เรื่องบ้างก็จะบอกว่าอันนี้ก็ฟังดูเข้าธรรมะอยู่นะนิดๆหน่อยๆ ผู้รู้มากขึ้นก็บอกว่า เออ..มีธรรมะมากขึ้น มากขึ้นจนกระทั่งรู้ว่าเป็นคุณค่า เป็นคุณค่าทางโลกุตระ อย่างนี้ใช่ๆ ก็จะมา ก็เหลือจำนวนน้อยลง เพราะฉะนั้นคนที่จะมาฟังธรรมะมาเรียนรู้ประชาธิปไตยแบบโลกุตระ ก็จะมีจำนวนที่คัดเลือกขึ้นมาได้โดยสัจธรรม อาตมาไม่ได้ไปนั่งลงบัญชีคัดเลือก สมัครแล้วก็มาสัมภาษณ์อะไรไม่หรอก มาโดยธรรมชาติโดยธรรมะ 

ที่นี้ก็อธิบายรายละเอียดของเนื้อหาสภาวะ ธรรมะโลกุตระก็จะต้องมีเนื้อหาของความรู้ เริ่มต้นความรู้สภาวะ 2 

สภาวะ 2 ตัวแรกที่สุดนั้นพยัญชนะว่า กาย

กายนอกกาย หรือกายในกาย เพราะกาย มันมีทั้งนอกทั้งใน มี 2 ถ้ากายมีแต่นอกเฉยๆ ไม่มีใน ไม่มีจิตเข้าไปร่วมด้วย ถูกต้องไหม ?….ไม่ กาย มีแต่สรีระข้างนอกมีแต่ศพ สรีระเขาแปลว่า ศพ แปลว่า ร่างเฉยๆบอดี้ Body  มีในพจนานุกรมเขาเขียนไว้อย่างนั้นเลย อาตมาเปิดดูพจนานุกรมเล่มหนึ่ง เขาเขียนไว้ สรีระหรือ(Body) หมายถึงศพ ร่างเฉยๆไม่มีจิตวิญญาณเกี่ยวเนื่องด้วยเลย 

คนที่เข้าใจว่า กาย หมายถึง ร่าง หมายถึงสรีระส่วนเดียวเฉยๆ นี่เป็นมิจฉาทิฏฐิ แล้วคนไทยนี่เอาคำว่า กาย นี้และใช้ผิดๆไปถือผิดๆ กาย ไปเข้าใจว่าเป็นแต่สรีระเป็นแต่Body เป็นแต่ ดินน้ำไฟลมไม่มีจิตร่วมด้วยเลยใช่ไหม 

พวกคุณกว่าจะมาได้ฟังอาตมาพูดเคยเข้าใจว่าอย่างนี้ พวกคุณเข้าใจกาย เป็นอย่างไร … ก็มีแต่ร่างแต่Bodyเฉยๆข้างนอก ไม่ได้มีจิตร่วมด้วยเลย นั่นแหละคือมิจฉาทิฏฐิ 

เพราะฉะนั้นคนไทยก็ตามเป็นชาวพุทธไทยก็ตาม มันมิจฉาทิฏฐิคำว่ากายมาเป็นคำแรกเลยในสังโยชน์ข้อที่ 1 

สังโยชน์ ข้อที่ 1 ต้องพ้น สักกายทิฏฐิ กายะ สภาพ 2 มีรูปมีนาม เช่นมีตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง องค์รวม องค์ประชุม ในพจนานุกรมเขาแปลไว้ถูกไว้ดี กาย แปลว่า องค์ประชุมหรือความเป็นหมู่ เป็นพวก เป็นกลุ่ม ที่รวมไว้ไม่ใช่เดียว ของ เจตสิก ของ เวทนา สัญญา สังขาร มีมากกว่า 2 มีเวทนา สัญญา สังขารเป็นเจตสิก 3 อย่างนี้เป็นต้น เป็นองค์ประชุมเรียกว่ากาย องค์ประชุมของเจตสิก

หมายเอาอย่างนั้นด้วย แล้วก็ เรียนรู้ตัวนี้แหละสำคัญ เพราะกาย ข้างนอกนี้ง่ายรู้ง่าย จะเลี้ยงดู จะรักษามันไว้อาศัย ร่าง จะเลี้ยงดูให้อาหาร รักษามันไว้อาศัย ก็จะให้ธาตุจิตธาตุเจตสิกนี้อาศัยอันนี้ไป แล้วก็ไปด้วยกันทำงานไปจนกว่าจะเหลือแต่บอดี้เหลือแต่สรีระ จิตวิญญาณออกจากร่างก็เหลือแต่ศพ เหลือแต่สรีระ ต้องอาศัยกันทำงานไป 

และก็สำคัญที่จิต คนก็เป็นไปมีรูปธรรมนามธรรม คนนี้รูปร่างอย่างนี้หน้าตาอย่างนี้ถือว่าสวย คนนี้ถือว่าไม่สวย คนนี้ถือว่าขี้เหร่ อะไรก็แล้วแต่ คนนี้ถือว่าสูง คนนี้ถือว่าต่ำ คนนี้ถือว่าต่ำ คนนี้ถือว่าขาวอะไรก็ว่าไป คนนี้ทางรูปร่าง สุ้มเสียงคนนี้เสียงดี คนนี้เสียงไม่ดี 

คนนี้กลิ่นต่างกันนะ หมามันดมกลิ่นใครต่อใครมันรู้หมดเลยนะให้จำได้ เอาหมาจำคนนี้ได้แล้วให้ไปตามคนๆนี้ มันตามได้นะ แต่คนนี้ดมไปเถอะจำไม่ได้ จำได้บ้างนิดๆหน่อยๆ คนๆนี้กลิ่นก็ไม่ค่อยเหมือนกันเท่าไหร่ มีเต่าก็ต่างกัน มีหอมๆก็ต่างกัน ไม่เหมือนกันทีเดียว แต่ใกล้เคียงกันบ้าง ใกล้เคียงกันมาก มีมากมีน้อย มีรูป มีกลิ่น มีเสียง มีสัมผัส มีอะไรต่ออะไรก็ต่างๆกัน 

พระพุทธเจ้าประมวลไว้หมดแล้วความรู้ที่เราจะมาเรียน แล้วก็พยายามที่จะสร้าง สร้างกาย สร้างจิต สร้างองค์ประกอบ รวมทั้งรูปธรรมด้วย ทั้งวัตถุธรรมภายนอกด้วยความเป็นโลก จิต ก็เอาไปทางอัตตาก็สร้าง 2 อย่างมารวมกันให้มีคุณค่าทั้งทางร่างภายนอก กับทางภายใน 

ทางภายนอกพูดอีก ก็มันหยาบมันง่าย มันทำให้ความพอ เออ เท่านี้ก็พอแล้วร่างกายของเรา ได้รูปธรรมนามธรรมมาประมาณนี้ แข็งแรงเท่านี้ มีกล้ามเนื้อมีความแข็งแรง มีสิ่งที่จะอาศัยใช้สอยสำหรับตน แต่ละคนก็พอเหมาะพอควร เราก็รู้ที่จบของมันแล้ว ก็ไม่ต้องไปประคบประหยมปรุงแต่งบ้าๆบอๆแฟชั่นมันหลอกขาย ผู้หญิงไม่เอาอะไรหรอก เอาแต่หน้านวลอย่างเดียวก็ขายเอาขี้หมาทาสีอะไรมาหลอกขาย ใส่ น้อยๆใส่ไอ้นั่นไอ้นี่มาแต่น้ำหอมผสม ใส่กล่องทำแพ็คกิ้งหลอกขาย ซื้อไปราคาแพงอะไรก็โฆษณาหลอก เหมือนธัมมชโยหลอก โฮ้ย หลง ซื้อไปแล้วก็โฆษณา ทางโทรทัศน์จะเห็น (ทำท่า) ไม่ว่าผู้ชายผู้หญิงเดี๋ยวนี้ โอ้ย.. เห็นแล้วมันน่าสงสาร ประมาณเอ็นดู สงสารเอ็นดู มันคือไม่เดียงสาดูแล้วน่าเอ็นดู ไปโกรธก็โกรธไม่ลง ชังก็ชังไม่ได้ มันก็ต้องมีอยู่ในโลก ก็มีไปสารพัดแตกต่าง เห็นแล้วก็ปลงสังเวช มนุษย์หนอมันหลอกกัน 

ทุกวันนี้จึงเป็นสังคมที่สร้างอำนาจอิทธิพล หลอกคนให้หลงแม้แต่กายภายนอก และจิตภายใน แล้วก็เป็นอำนาจ 

ที่นี้อำนาจที่หลงโลกียะแบบนี้ รวมแล้วมันจะเป็นอำนาจไปหาจาก ลาภ ไปหายศ จากยศไปหาสรรเสริญ​แล้วก็เสพได้ ตามที่เรามีสมใจใน ลาภ ยศ สรรเสริญ ในรูปเสียงกลิ่นรสต่างๆก็เป็นอิทธิพล เป็นอำนาจ เป็นพลัง เห็นไหมมันซ้อนกันไปหมดแล้ว 

พวกเราหลุดพ้นจากแฟชั่นแบบที่ตื้นๆ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสภายนอกง่ายๆ เข้ามาอยู่ในนี้ จึงไม่เป็นภาระเรื่องนี้แล้ว พลังงานในตัวเรา พลังงานก็เอาไปเป็นอำนาจเอามาใช้ในการเรียนรู้ เอามาใช้ในการสร้างสรร 

เพราะฉะนั้นพวกเรานี้มีคนน้อยๆกลุ่มหนึ่งไม่โต ไม่มากอยู่ในประเทศไทย แต่เราก็สร้างสรร อย่างเช่นพืชพรรณธัญญาหารเหล่านี้ แล้วเราก็มีปัญญาสร้างสรรอย่าง สรร ไม่มี ค.การันต์ คือเลือกเฟ้น แล้วก็ สรร ส่วน สรรค เลือกเฟ้นก่อนที่จะ สรรคะ สร้างขึ้น สิ่งที่ไม่จำเป็นตั้งแต่แฟชั่นเครื่องประทินผิว หรืออาวุธยุทธภัณฑ์จะร้ายแรงหรือไม่ก็ตามไม่สร้างไม่เสียเวลา มาสร้างสิ่งที่เป็นสาระแก่นสารของชีวิตเป็นปัจจัยของชีวิต 

เกิดมาชาติหนึ่งกี่ปีจะตาย เราก็เอาเวลามาทำสิ่งที่ดี จนกระทั่งมาถึงขั้นอาตมาพาพวกเรามาทำแล้ว ก็ไม่ต้องยึดมาเป็นของเรา เป็นเราเป็นของเรา แล้วเราก็สรรเลือกสิ่งที่ทำที่เป็นเหตุปัจจัย เป็นสาระปัจจัยแก่ชีวิตเรียกว่าปัจจัย 4 เป็นหลัก นอกนั้นก็มีองค์ประกอบที่จำเป็นจะใช้กับโลกเขาบ้าง นี่ มีวัตถุมีเครื่องปรุงแต่งอะไร ที่เป็นอุตสาหกรรม ที่ใช้บ้าง หรือจะเป็นสิ่งก่อสร้างอะไรต่ออะไร 

ก็มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค นี่เป็นเหตุปัจจัยที่พระพุทธเจ้าท่านย่นย่อไว้หมดแล้ว แล้วเราก็มีอำนาจหรือมีพลังที่จะมาใช้ในการทำสิ่งที่เป็นสาระ เป็นเหตุปัจจัยแห่งชีวิตเป็นหลัก เราก็เบา ไม่ไปเสียเวลาแรงงานทุนรอนไปกับโลกที่มันมอมเมาหลอกเราให้หลงไป เหนื่อย จะเห็นได้ว่าคนที่ยังติดอยู่ในโลกียะ ซอกๆ หมาหอบแดด วันๆหนึ่งทำงานอะไรไม่ทัน เพราะว่ามันจะต้องเอาเข้าหมด ไอ้ขี้หมาทาสีอะไรเลอะเทอะหลอกเอาหมด นึกถึงตัวเองเถอะ อย่างผู้หญิงนี่ถูกหลอกในเรื่องความสวยความงาม 

แต่ก่อนนี้เป็นภาระไปเยอะแยะใช่ไหม เสียเวลาไปกับมันตั้งเท่าไหร่ พอมาค่อยๆลดละเรียนรู้มา ถึงมันจะเห็นชัดอย่างพวกชาวอโศก อย่างผู้หญิงชาวอโศกเห็นชัดเลย ในเรื่องของที่จะต้องไปประเทืองอะไรต่ออะไรที่สวยๆงามๆ มันหมดภาระไม่ต้องไปเสียเวลาแรงงานทุนรอน ที่จะต้องไปเสียกับมันกับสิ่งเหล่านั้น ความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่คือ แรงงาน เวลา ทุนรอน ที่ไปโถมกับมัน เอาคืนมาได้หมด แล้วเอามาสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ 

เพราะฉะนั้นถ้าพวกเรานี้เข้าใจ เมื่อเอามาได้แล้วไม่ขี้เกียจซะอย่าง พวกเราจะมาตกอยู่ตรงที่ว่า เออ..เราไม่ทำอย่างโน้นแล้วล่ะแต่มาอยู่ในนี้ อ้าว อยู่ก็สบายๆนี่หว่า ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ  แต่ข้าไม่ไปเก็บช่วยหรอก ป่วยเจ็บมีคนรักษา เราไม่ใช่พยาบาลไปรักษาได้ไง แล้วเราก็อยู่ไปวันๆ ฝันถึงดวงดาว เจ็บปวดรวดร้าวปีนป่ายไม่ถึง ไม่มีอะไร นั่งฟุ้งซ่านไปเปล่าๆ ดีไม่ดีก็หลับฝันฟุ้ง ดีไม่ดีก็รู้สึกว่าอยู่ในนี้ก็รำคาญออกไปข้างนอกดีกว่า ไม่ช้าไม่นานก็จะเป็นอย่างนั้น 

แต่ถ้าคนที่มีสาระรู้ว่าชีวิตวันๆหนึ่ง นี่ทำงานสนุกสนานไปกับเพื่อน งานนี้ก็น่าทำ สวนเรานี่ยังสร้างได้อีกเยอะเลย แต่ยังไม่ทำ สวนไม่ทำไม่ได้กิน แล้วยังมีสวนอื่นๆตั้งชื่อให้มันปลุกเร้าคนให้ไปทำ แล้วไปทำให้งามเต็มสวน นี่ มีสวนร้างๆแห้งๆก็เยอะ ขยันชั่วคราว 

ถ้าเราแรงงานพวกเรานี้ขยันเป็นกสิกรแข็งขันกันจริงๆ แล้วเราทำจริงๆเลยพวกเราจะมีผลผลิต ที่เป็นอาหารเลี้ยงโลก รู้ไหมว่าคนที่สร้างอาหารเลี้ยงโลกคือคนอะไร คนฉลาด 

คนฉลาดสร้างอาหาร คนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ 

ทำลิปสติกนี่ก็เป็นอาวุธ อาวุธโง่ เอาไปฆ่าคนโง่ คนโง่ก็ติดลิปสติก มันกลับกันไง คนโง่นี้ฆ่าไม่ตาย เอาหอกแทงอย่างไรก็ไม่ตาย ลิปสติกแทงตัวเองทาปากทุกวัน อาตมาเคยเทศน์เคยพูดสมัยโบราณ ไม่ต้องเอานานหรอกในยุคอาตมาเกิดใหม่ๆ ที่พอรู้ความแล้ว ผู้หญิงทาปากคือผู้หญิงหากิน จริง ใช่ไหม รุ่นอายุมากๆแล้วใครเคยมีความรู้เหมือนอย่างที่อาตมาพูดบ้าง ผู้หญิงทาปากคือผู้หญิงหากิน ผู้ที่ทาลิปสติก ภาษาอีสานเขาเรียกแม่จ้าง โสเภณี ภาษาอีสานเรียกแม่จ้าง โสเภณี นางคณิกา 

สมัยนี้ใครไม่ทาลิปสติกไม่ใช่ไฮโซ พวกเรามีพวกโลโซเสกสรรค์ เสกสรรค์นั้นก็เรื่องมากไม่ต้องไปยุ่งไม่ต้องไปพูดถึงเขา ก็เป็นตัวอย่างให้ดูในโลก 

สรุปลงที่ว่าพลังงานหรืออธิปไตย แรงงานหรืออำนาจ พลังงานทางกาย ทางวาจา ทางจิต โดยเฉพาะพลังงานทางจิตเป็นประธานสิ่งทั้งปวง เราเอาอำนาจคืนมา เอาพลังงานคืนมา เอาอธิปไตยคืนมา พระพุทธเจ้าตรัสว่า สติคืออธิปไตย ปัญญาคืออุตระ ในมูลสูตร 10  

ผู้ที่มีอำนาจคือมีสติตื่นเต็ม แม้นอนหลับก็มีสติ แต่ว่าไม่ได้ใช้อะไรมาก พักผ่อนสติพักผ่อน ไม่ต้องฟุ้งซ่านอะไรมาก อย่างอาตมานี้นอนก็ไม่ฟุ้งซ่าน อยู่กับธรรมะแล้วก็หลับ ตื่นมาก็อยู่กับธรรมะ ตรวจสอบธรรมะ ทบทวนธรรมะ มันก็ชัดเจนสบายเพราะไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับภายนอก เพราะฉะนั้นธรรมะอะไรที่ยังไม่ละเอียดยังระลึกไม่ได้ก็ใช้ เตวิชโช หลับตาเข้าไปแล้วก็ เตวิชโช จะได้ประโยชน์เป็นอุปการะ ก็ทำงานใช้งานอย่างที่เอามาอธิบายสู่ฟัง ชีวิตอยู่ก็วนเวียนอย่างนี้ แล้วก็นำธรรมะพระพุทธเจ้ามาสืบทอดไป 

พลังหรืออำนาจที่อาตมามีเต็มที่ อาตมาก็เอามาใช้ทางนี้ ไม่ใช่เอาไปใช้ทางโลกีย์ไปหา ลาภ ยศ สรรเสริญ เสพโลกียสุข ไม่ได้เอาไปใช้ เอามาใช้เพื่อที่จะ ทำ อธิบาย เขียน พูด 

ตื่นเช้ามาก็เอาแล้ว สมณะหรือว่าพวกเราหลายคน ก็ไปนั่ง แม้แต่ฆราวาสบางคนก็ไปนั่งข้างนอกห้องอาตมา อาตมาก็ยังอยู่ในมุ้ง สมณะท่านก็ ปัจฉานี่สนใจ สมณะอื่นๆ ก็ไม่มีใครไปเท่าไหร่ ปัจฉา อาตมาก็มีตั้ง 3-4 รูปก็มานั่ง อาตมาก็พูดธรรมะไปทุกวัน ผู้สนใจซักถามก็ถามก็ตอบยาวกว่าจะลุกก็ 6 โมง กว่าๆ ก็ค่อยลุกไปอาบน้ำ พอ 7 โมงก็กินยามุ่งเป้า เขาต้องให้กินยามุ่งเป้าไปอีกนานเท่าไหร่ อาตมาก็ยังถามๆไปอยู่ เอา…ก็ว่าไป สังขารมันก็เต็มไปด้วยปัจจัย 4 นี่แหละยารักษาโรคเพราะว่าเราเป็นคนมีโรค เราก็ต้องยอมรับ เพราะเขาเป็นหมอเป็นแพทย์เป็นพยาบาลดูแลให้กินยา เราก็ต้องทำไป 

รักษาขันธ์ไป เพื่อที่จะให้ได้เป็นที่รองรับความเป็นอำนาจ ความเป็นพลังงานที่จะทำงานให้แก่มนุษยชาติ เรารู้แก่นสารสาระแม้แต่อำนาจหรือพลังงานทางกายทางจิต เราก็เอามาใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ได้ ไม่ใช่เอาไปทำทิ้งทำขว้าง ทำสิ่งที่มันเลวร้าย ดีไม่ดีเป็นโทษเป็นภัย ไปสร้างอาวุธเป็นต้นไปสร้างยาพิษเป็นต้น ไปสร้างสิ่งมอมเมาเป็นต้น มันทำลายมนุษย์ มันได้บาป แต่เขาไม่รู้ความไม่รู้ความจริงเขาก็ทำไป คนไม่รู้ก็ทำบาปทำความไม่ถูกต้อง ทำสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยต่อมนุษย์ 

สัตว์เดรัจฉานมันไม่รู้เรื่อง ลิปสต่ง ลิปสติค อะไรหรอก น้ำหงน้ำหอมไม่เกี่ยวกับสัตว์เดรัจฉาน แต่คนนี้แหละมันทำมาหลอกกัน เสื้อผ้าหน้าแพรอย่างนี้สวยอย่างนี้ชั้นสูง ตัดแม็กซี่ยาวๆธรรมดา ติดขนไก่บางๆเล็กๆ ตัวนี้แสนห้า มีตัวเดียวนะ ใครซื้อได้รีบแย่งกันซื้อแล้วเอาไปใส่ครั้งเดียวด้วยถ้าใส่ซ้ำ 2 ครั้งขายหน้าอาย ต้องใช้ครั้งเดียวแล้วห้อยเลย นี่มันหลอกกันได้ขนาดนี้ใช่ไหม เห็นไหม 

คนเรามันโง่หรือฉลาดเอ่ย โง่ พวกเรารู้แล้วก็ไม่ไปถูกหลอก 

แต่ก่อนคนเรายังโง่ เดี๋ยวนี้ก็ยังโง่ โง่หนักกว่าเก่า แล้วจะสู้กันไหวเหรอ จะกอบกู้ขึ้นมาได้ไหมนี่ 

เพราะฉะนั้นคำว่าอำนาจเอามาใช้กับประชาชนที่เป็นการบริหารหรือบริบาล หรือดูแลเลี้ยงดูปกครองกัน ก็ใช้อำนาจนี้กับประชาชนเรียกว่า ประชาธิปไตย คนที่รู้อย่างอาตมารู้จริง อาตมาก็ทำประชาธิปไตยกับคน แล้วเป็นประชาธิปไตยระดับโลกุตระด้วย จึงได้เกิดผู้รับรู้มีความเป็นประชาธิปไตยในตนขึ้นมา เป็นประชาธิปไตยโลกุตระด้วยมาอย่างนี้ จึงอยู่ในระบบ สาราณียธรรม 6 ได้ 

สาราณียธรรม 6 เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงสังคมประเสริฐสุด ที่จะมีกลุ่มคนที่เป็นสังคมนี้ สังคมอย่างนี้เขาเป็นอย่างไร เขาอยู่ด้วยกันมี สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ลาภที่ได้มาโดยสุจริตโดยธรรม ดูอย่างหน้าเวทีสิ กะหล่ำปลีและพืชผักผลไม้อื่นๆ 2 ข้างเต็ม และยังมีข้างหน้ามีบวบเหลี่ยมไม่รู้กี่หัว กินเข้าไป ของอุดมสมบูรณ์ กินบ้างแจกบ้าง เอาอย่างนี้ไปแจกที่กระท่อมปันสุขบ้างสิ ก็ไม่ค่อยกล้ากัน เอาแต่ลูกเล็กๆไป หวง

ถ้าคุณกล้าเอาลูกสวยๆนี้ไปให้เขานะ ลูกเล็กหรือลูกโตมันก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก กินมันก็มีธาตุอาหารไม่น้อยไม่มากกว่ากันเท่าไหร่ มันเป็นแบบกะหล่ำปลีก็มีธาตุอาหารอย่างกะหล่ำปลี โอ้โห ชื่นชม คนข้างนอกเขาจะมาคอยแอบดู เมื่อไหร่จะเอาลูกสวยๆมาตั้ง พรึ่บ รับรองไม่กี่นาที ทำไมตาเร็วยังกับแร้ง ปั๊บ หายเลย  

อาตมาเคยพูดเคยบอกว่า พลังงานที่เรามี คนมีพลังงานและเอาพลังงานนี้มาสร้างพลังงานยิ่งใหญ่เรียกว่า พลังอำนาจ พลังที่เป็นอำนาจมีมวลมีพลังเยอะ เอามาสร้างพืชพรรณธัญญาหารให้มากแล้วไล่แจกโลกไป เราได้เท่านี้ก็แจกเท่านี้ ได้มากเพิ่มขึ้นจะแจกเยอะเพิ่มขึ้นขยายผล ดูซิก่อนอาตมาจะตาย เราจะเจริญแค่ไหน ลงมือเป็นกสิกรกันแล้วก็สร้างขึ้นมา นี่อยู่กันไม่ใช่น้อยแล้วนะ 400 ถึง 500 ขึ้นมา มวลบ้านราช แต่ยังไปขมีขมันทำกสิกรรมไม่เท่าไหร่ ยังไม่อุดมสมบูรณ์เท่าไหร่ ยังแห้งๆแรงๆร้างๆอีกเยอะ ถ้าขยันแล้วทำได้มากๆ โอ้..เราจะขายถูกๆเชิงแจกไป คนจะได้อาศัยกิน เป็นกุศลอันอย่างยิ่ง และเราก็ทำมันก็จะลดกิเลสในตัวเราเป็นบุญ บุญก็เกิดในตัวเราที่เรารู้ว่า 

เราพากันเสียสละ เราลดความเห็นแก่ตัว ขยันหมั่นเพียร เป็นคน วิริยารัมภะ อปจยะ ปาสาทิกะ ค่อยรวมกันอย่างดีเลย อาตมาก็สอนหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆอยู่แล้ว แล้วเราก็มาขัดเกลาตนเองอยู่แล้ว จนกระทั่งเรามีใจพอ 

มี สันตุฏฐิ มีสันโดษพอ แต่พอแล้วไม่เจริญตัวเองอีก พระพุทธเจ้าท่านไม่สันโดษในความเป็นกุศล ถ้าคุณเป็นอรหันต์จริงคุณจะเข้าใจว่าไม่สันโดษในกุศล เพราะฉะนั้น อรหันต์จะขยัน อรหันต์ขี้เกียจไม่ได้หรอก คนที่ขี้เกียจคนที่ดูดายไม่ใช่อรหันต์หรอก คนที่รู้เวลาควรเพียร เพียร มันมีงานที่ควรเพียร เพียร มันมีงานอะไรที่ควรทำ อยู่ไหนแวดวงที่เราเป็นงานอะไรที่เราควรเห็นสมควร เป็น กัมมัญญา เราก็ไปช่วยกันทำทำแล้วก็มีผลผลิตที่ดีไม่ใช่เป็นสิ่งที่มอมเมาเป็นพิษ ไม่ใช่สิ่งที่เป็นโทษเป็นร้ายอะไรกับใคร มีแต่สิ่งที่เป็นคุณเป็นประโยชน์ทั้งนั้น 

พหุชนหิตายะ จะได้เผื่อแผ่ไปสู่คนหมู่มากหรือประชาชน พหุชนะ เพื่อประชาชน พหุคือมาก ชนหมู่มากก็คือมวลประชาชน

เพราะฉะนั้นอธิปไตยหรือพลังที่เรามี เราก็เป็นนักประชาธิปไตย เอาพลังที่เรามีนี้มาทำงาน รับใช้ประชาชน นี่คือการเมือง 

คุณรับใช้ด้วยอะไร รับใช้ด้วยอาหาร รับใช้ด้วยการสร้างอาหารตามคนฉลาด ไม่ใช่ไปรับใช้สร้างอาวุธให้กับคน ประหารกัน อาวุธทางเครื่องตกแต่ง อาวุธที่เป็นสิ่งมอมเมา อาวุธที่เป็นเครื่องหลอกไม่ไปสร้าง มาสร้างสิ่งที่เป็นแก่นสารเนื้อหาสาระพวกนี้ 

ถ้าคุณสร้างได้มากเอามาแจก คุณว่าจะหมดไหม คุณสร้างอย่างนี้ได้เยอะๆแล้วก็เอามาแจก จะหมดไหม … หมด 

คนจะไม่มาเอาหรือ อาตมาว่าจากกรุงเทพฯจะนั่งเครื่องบินมาเอานะ ได้ข่าวว่าที่นี่แจกแหลกเลย รับรองรถทัวร์เข้า ทัวร์มาก็ไม่ต้องซื้อ มาถึงได้รับแจกเลยเดี๋ยวมากันวันละ 10 ทัวร์ 20 ทัวร์ 50 ทัวร์ รู้ข่าวไปถึงต่างชาติ ทำให้มันได้จริงเถอะน่า ไม่ต้องถึงขั้นแจกหรอกขายถูก เขาก็จะมาเอา 

ของดีราคาถูก พวกเราทำจริงๆ และเป็นสาระด้วยเพราะเป็นอาหารที่จำเป็นที่คุณจะต้องกิน มันต้องสร้างยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่ม สร้างยิ่งกว่าบ้านเรือน ยิ่งกว่ายารักษาโรค เพราะมันจำเป็นต้องกินทุกวัน กินทุกคน แม้พระพุทธเจ้าก็ต้องทรงเสวยทรงฉัน พระเจ้าแผ่นดินก็ต้องเสวย กระยาจกขอทานก็จะต้องกิน เห็นไหม

มันเป็นเรื่องที่ประเสริฐสุดมันเป็นหนึ่งในโลกจริงๆ อาหารเป็น 1 ในโลก 

เพราะฉะนั้นนักประชาธิปไตยจริงๆคือ นักประชาธิปไตยที่มีภูมิรู้ทางโลกุตรธรรมอย่างที่อาตมาพูด อาตมาจึงเป็นนักประชาธิปไตยเบอร์ 1 ใครเชื่อไหม … เชื่อ เห็นไหม

เพราะอาตมาไม่ต้องไปเสียเวลาที่จะไปแย่งตำแหน่ง แย่งหน้าที่ แย่งอำนาจ คนที่มาทำอย่างนี้ต้องแย่งอำนาจตำแหน่งหน้าที่กันไหม นี่ มาทำอาหารเลี้ยงโลกจะแย่งกันไหม อยากให้แย่งจังเลย ทำไมมันไม่แย่งกันทำไม่รู้ แหม..ปล่อยให้ที่รกร้างว่างเปล่าอยู่ มาเขียว เก็บเอาไปแล้วก็รีบลงใหม่ ถ้าเราเจริญอย่างนั้นมันจะเป็นรูปธรรมที่ยืนยันชัดเจน เราเป็นคนชนิดนี้ในประเทศในสังคมนี้ของประเทศนี้ ใครจะเห็นว่าดีไม่ดีเขามีปัญญาเขาจะรู้ เราต้องทำจริงๆ 

ฟังให้ดีนะอาตมาอธิบายประชาธิปไตยอย่างพิสดาร ไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างตื้นๆนะ อย่างการไปแย่งเลือกตั้งแล้วก็จะสร้างเลือกตั้ง ฉันจะทำอันนี้อันนี้ ขี้หมาแน่ะ นักประชาธิปไตยเขาไม่หาเสียงหรอก เขาทำงาน  ทำงานรับใช้ประชาชน รู้ว่าคนเขาขาดแคลนอะไร เดือดร้อนอะไร จะต้องให้อะไร ทำอะไร เขามีหน้าที่พอทำได้ขนาดนั้น ไม่มี เขาเข้าไปติดต่อคนที่เป็นเจ้าหน้าที่จะรู้ว่าขอได้ไหมอย่างนี้ หรือว่าคุณไปทำอย่างนี้ได้ไหม ก็ไปแนะนำเขา ถ้าเราได้รับหน้าที่ตำแหน่งเป็นราชการ เราก็ไปจัดการ 

เพราะราชการนี้จะต้องดูแลประชาชนอยู่แล้ว อะไรขาดแคลน อะไรจำเป็นอะไรสมควร เราจะต้องไปทำ นั่นคืองานของนักการเมือง ไปดูแลของขาดแคลนของจำเป็น ของควรที่จะทำให้ประชาชนและคุณก็จัดการหาให้เขา ที่เรียกง่ายๆว่าสาธารณูปโภค อาตมาทำจิตวิญญาณเป็นนักการเมืองทางจิตวิญญาณ พูดเป็นนักการเมืองทางโลกก็สาธารณูปโภค 

เออ อันนี้ขาดอันนี้ อันนี้ไม่ต้องดูแลแต่เขตของตน ของผู้อื่นของผู้ที่อยู่ไกลขาดแคลนกว่าอันนี้ของตนพอไปได้ ของคนโน้นเขาขาดแคลนกว่าก็ไม่ได้ เห็นแต่ฐานเสียงของฉัน ไม่ใช่ฐานเสียงของฉันไม่ช่วยไม่ได้ ใครสมควรขาดแคลนที่จะให้เขาได้รับความเป็นอยู่อย่างดี อย่างไม่เดือดร้อนเกินไป ไม่ทุกข์ร้อนเกินไป นั่นคืองานการเมืองแท้ๆ 

ทุกวันนี้นักการเมือง งานการเมืองคืออะไร งานการเมืองคือหาเสียง เหลวไหล ไร้สาระจริงๆ 

ที่อาตมาอธิบายเรื่องการเมืองอยู่ขณะนี้ นี่คือประชาธิปไตยโลกุตรธรรม 

หลักเกณฑ์กฎหมายต่างๆที่นักกฎหมาย ส.ส. คือผู้เป็นตัวแทนของประชาชนเข้าไปในสภา เพื่อจะไปออกกฎหมาย แล้วส.ส.ก็จะรู้จักประชาชนว่าขาดแคลนอะไรเดือดร้อนอะไร ก็ออกกฎหมายมาเพื่อที่จะกำหนด กำหนดอันนี้อันนี้ อันนี้ขาดอันนี้เดือดร้อน อันนี้ต้องมาออกกฎอันนี้ให้คนไปทำ เพราะถ้าไม่ใช้กฎเสียเลยเรียกว่ากฎหมาย คนมันไม่ทำ หรือมันก็จะไม่ค่อยรู้ชัด ส.ส.ต้องเป็นคนมีปัญญาเข้าสภาคือบัณฑิต ผู้ที่โง่ๆเง่าๆ ไม่ใช่บัณฑิตอะไรหรอก หาเสียงได้ชนะแล้วก็ไป ดีไม่ดีไปเป็นนายก 

ขออภัยนะอาตมาต้องพาดพิงถึงคนจริง ถ้าประเทศไทยได้อุ้งอิ้งเป็นนายกนี่นะ แสนเศร้าจริงๆประเทศไทย พูดได้พอสมควร ฟังลิงหลับเหมือนกันเขาพูด 

มันเป็นวาทกรรมทั้งนั้น มีแต่วาทกรรม เพราะฉะนั้นคนที่เป็นนักการเมืองที่ทำงานแท้ๆ คนก็ไม่ค่อยเข้าใจ ก็คนไทยก็ยังไปรู้รัฐศาสตร์แบบโลกข้างนอกหาเสียงหว่านล้อมสร้างค่ายกล เพื่อที่จะได้รักษาฐาน สถานะที่จะเลือกตั้งเมื่อไหร่ได้ อาศัยเลือกตั้งเมื่อไหร่ได้ เพราะได้สร้างฐานเสียงหาเสียงไว้หมด แล้วสร้างค่ายกลที่จะได้เสียง เป็นการเมืองแบบสหรัฐอเมริกา การเมืองหาเสียงแล้วก็เอาเสียงเลือกตั้งเป็นบรรทัดฐาน ไม่ได้เอาสาระสัจจะของมนุษยชาติที่มาทำงานกับประชาชนจริงๆ เป็นนักการเมืองจริงๆ อย่างที่อาตมาพูด 

นักหลอกหากินวิธีการของนักรัฐศาสตร์ที่จบมาจากอเมริกาเป็นผู้อยู่ในกรอบของ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เป็นรัฐศาสตร์โลกีย์ ไม่ใช่รัฐศาสตร์ที่เข้าสาระแก่นสาร เหมือน โลกุตระ ของพระพุทธเจ้าที่แท้จริงตามที่อาตมาอธิบาย คนจะรู้รัฐศาสตร์โลกุตระเหมือนอย่างอาตมาอธิบายนี้ก็หายาก 

ในหลวง ร. 9 เป็นผู้ที่เป็นนักการเมืองทำงานการเมืองที่แท้จริง ท่านไปช่วยประชาชนทั่วราชอาณาจักรไทย นักการเมืองไหนก็สู้ท่านไม่ได้ ท่านทำจริงเป็นนักการเมืองจริงและไปช่วยประชาชนจริง นั่นแหละตัวอย่างนักการเมืองเบอร์ 1 ของโลก ในหลวงร.9 นักประชาธิปไตยเบอร์ 1 ของโลก แต่คนก็ยังดูไม่ออก เพราะท่านไม่พูดตามหลักวิชาการตามหลักเทวนิยม ท่านตรัสไว้เสร็จแล้วก็ปิดตำรา ปิดแล้วก็เป็นไงเปิดใหม่แล้วก็มาเดินตามตำรา ท่านตรัสสั้นๆอย่างที่เราเอามาเปิดฟัง เสร็จแล้วก็ปิดตำราแล้วก็เปิดหน้าใหม่ 

พูดถึงตำราทางตะวันตก ไม่ใช่ตำราประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า ของพระพุทธเจ้าคือพระไตรปิฎก เข้าใจอำนาจอธิปไตย 3 อธิปไตยจะทำงานเพื่อประชาชนเป็น พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ นี่แหละประชาธิปไตยถ้ามีความรู้ในโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย ธรรมาธิปไตย และ พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ 

นี่คืออธิปไตยที่รู้จักสาระเพื่อพหุชนหรือเพื่อมวลประชาชนก็คือประชาชน แล้วก็ทำงาน หิตะ ประโยชน์ให้แก่มนุษยชาติมีสุข พหุชนสุขายะ ไม่ปิดกั้น แค่ประเทศไทย 

ประโยชน์อันนี้ความสุขอันนี้ไปทั้งโลก โลกานุกัมปายะ นักประชาธิปไตยคือผู้รู้สรุปลงมาแค่ อธิปไตย 3 กับประโยชน์และความสุข การอนุเคราะห์โลก 3  อัน พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ ย่อลงมาสองอัน จบแล้ว นักการเมืองหรือนักรัฐศาสตร์จะทำงานกับประชาชน เศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์อะไรอยู่ในนี้หมด การบริหารดูแลอยู่ในนี้หมด 

รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์อยู่ในนี้หมด รวมเป็นสังคมศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบ 

ฟังความนี้แล้วพอเข้าใจไหม ถ้าคนทำได้อย่างอาตมาพูด นี่ สรุปคร่าวๆมาอย่างนี้ จะเป็นประโยชน์เป็น หิตประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติไหม พหุชนหิตายะเป็นไหม (พวกเราตอบว่า) เป็น

อาตมาท้าให้พิสูจน์ได้เลยถ้าคุณเข้าใจแล้วทำจริง คุณเป็นนักการเมืองเบอร์ 1 ของโลกจริง คนที่ไม่มีความรู้จะเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งคือเราก็ไปทำก็ไม่เป็นไร ไม่เลือกเราเข้าสภาเราก็ไม่ได้เป็นนักบริหาร โดยทำงานที่อยู่ในกรอบของรัฐบาลหรือของราชการ เราก็ทำของราษฎร นักการเมืองอย่างพวกเราเป็นนักการเมืองราษฎร เอาพลังงานอธิปไตยมาสร้างสิ่งที่จำเป็นให้แก่โลกอยู่นี่ 

เราก็ได้อาศัยกินใช้ แล้วเราก็สะพัดไปสู่ผู้อื่น เศรษฐศาสตร์คือการสะพัดไปสู่คนข้างนอกเขา แจกด้วย ขายถูกด้วย แม้แต่เราทำการค้า ทำพาณิชย์ เราก็ไปซื้อสิ่งที่เราไม่ได้สร้างเอง แต่เป็นของที่จำเป็นนะ ต้องใช้กันต้องอะไรกันอย่างที่ร้านค้าของเราทำ เราก็ไปซื้อของคนอื่นมา ซื้อมา ราคาขายต่ำกว่าทุนเราก็ขาย นี่คือนักเศรษฐศาสตร์ชั้น 1 ของประเทศ ของสังคมมนุษยชาติ พวกเรานี้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ทำสิ่งเหล่านี้สะพัดไปให้ถึงมือผู้อื่น 

เพราะฉะนั้นของไฮโซ พวกเราไม่ได้ค้าขายของไฮโซเลยใช่ไหม เราค้าขายกับพวกคนพื้นๆ และเป็นของที่เป็นแก่นสร้างสาระของชีวิต ขายจอบ ขายเสียม ขายเครื่องมือเครื่องไม้ ของใช้ของกิน ที่เอาไปทำสร้างเพื่อที่จะยังชีพเป็นสาระแก่นสารของมนุษยชาติ 

เครื่องประเทือง เครื่องเมาเมา เครื่องเล่นๆอะไรต่ออะไร เราอย่าไปเสียเวลาซื้อมารกที่ทางของเราเลย ใครจะไม่มีปัญญารู้เอาข้าวของที่เป็นสาระ เขาต้องการของที่ประเทืองมอมเมา คุณก็ไปซื้อหาที่อื่นเพราะเราไม่มีขาย เราไม่เอามาขาย เพราะเราฉลาดพอที่จะไม่เสียเวลา แรงงาน ทุนรอน คนชั้นต่ำยังเสียเวลาทุนรอนกับสิ่งเหล่านั้น เราชั้นสูงแล้วเรื่องอะไรจะไปทำสิ่งเหล่านั้น 

ทำเท่านี้แหละได้ไม่มาก เพราะคนโง่คนหลงโลกีย์มันมาก ก็ไม่เป็นไรเราก็ช่วยคนที่มีปัญญาคนฉลาด ฉลาดโลกุตระ เขารู้แก่นสารของเขาไม่ไปฟุ้งเฟ้อ 

นี่อาตมาพาทำสิ่งเหล่านี้อยู่ในโลกในสังคม นี่ตอนนี้ร้านค้าของเราก็ค่อยๆปรับปรุงขึ้นมา ก็ยังรู้สึกว่ายังไม่ค่อยขยันกันเท่าไหร่ ถ้าขยันกว่านี้กระปรี้กระเปร่าขึ้นช่วยกันหาของมาขาย ทั้งของสดของแห้งของอะไรที่มันเป็นสิ่งที่จำเป็นสาระ 

การพาณิชย์ของพวกเราก็จะเป็นพาณิชย์บุญนิยมหรือเป็นพาณิชย์โลกุตระ ที่ทำงานการซื้อขายหมุนเวียน ซึ่งมันเป็นยุคนี้มันต้องมีการค้าขาย แล้วเราก็ค้าขายไม่ได้ไปล่าความร่ำรวยอะไร ไม่ได้มาขูดรีด ไม่ได้มาทำนาบนหลังคนอะไร 

เพราะเรามีชีวิตไม่ต้องไปกำรี้กำไรอะไรเราก็อยู่ได้ ไม่ต้องไปเอาเปรียบกำไรของเราคือการขาดทุน โพธิสัตว์ก็จะพูดอย่างนี้เหมือนอย่างในหลวงตรัสท่านก็ตรัสอย่างโพธิสัตว์ “ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา” นักเศรษฐศาสตร์ก็ว่าพูดอะไรอย่างนั้นไม่ใช่ ขาดทุนของเราคือกำไรของเราได้อย่างไร ท่านก็บอกว่าก็มันเป็นอย่างนั้น เขาก็บอกว่า เขาก็ต้องการคำอธิบาย เราก็อธิบาย ขาดทุนเราเสียนี่แหละคือเราได้ แล้วก็จบด้วยว่าก็เราเสียนี่แหละคือเราได้ ท่านก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรต่อ ท่านก็จบด้วยสัจจะแค่นั้น 

คนเหล่านั้นก็หูหักไป คนเข้าใจพอได้ก็ยังน้อย อย่างพวกเราเข้าใจแล้วก็มาทำประโยชน์ 

จบ หมดเวลา