660821 ฌานเป็นพลังงานปัญญาล้านองศาเผากิเลส รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #37 ราชธานีอโศก

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1owBQWvFsZdbuI8wGAgLQu168DzWu5mN-/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true       

                                                                                                                     

ดาวน์โหลดเสียงที่  

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660821-e28bfn9 

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/gQmmnaK1lG8 

และ https://fb.watch/mz0iERYYZ7/ 

พ่อครูว่า… วันนี้ วันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม 2566 ขึ้น 5 ค่ำเดือน 9 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก 

อาตมาก็ 90 มา 2 เดือนแล้ว อาตมาเกิดเดือน 7 เดือนนี้เดือน 9 มาเริ่มต้นกันที่ Sms ไปเลย 

SMS วันที่ 18-20 ส.ค. 2566

ปัญญามีฤทธิ์ฆ่ากิเลสอย่างไร 

_กราบนมัสการ พ่อท่านที่เคารพ ศรัทธายิ่งค่ะ และสมณและสิกขมาตุ ที่เคารพศรัทธาค่ะ และญาติธรรมบ้านราชทุกๆคน ดิฉัน เข่ง ใจแก้ว จากบ้านราชมาบ้านปาดังเบซาร์ เดือนกว่าแล้วค่ะ ดิฉันกลับมาอยู่เรียนรู้ เก็บรายละเอียดทางสภาวะจิตได้หายสงสัย ที่พ่อครูพูดว่า พี่น้องทางธรรมยิ่งกว่าพี่น้องทางสายเลือดค่ะ คร้ังนี้มา ดิฉันชัดเจนค่ะ

เพราะได้สัมผัสด้วยจิตวิญญาณ การปฏิบัติธรรมต้องมีผัสสะแล้วจะรู้อาการของจิตได้อย่างชัดเจนที่สุด ไม่ใช่อยู่ที่ตําราเพียงอย่างเดียว ต้องอ่านอาการจิตของเรา ชอบหรือไม่ชอบ หรือไม่สุข ไม่ทุกข์ ถ้าดิฉันไม่มาปฏิบัติธรรมกับอโศกที่ พ่อท่านสอนให้เกิดปัญญา อ่านจิตอ่านกิเลสเป็น แล้วลดกิเลสได้จริงๆ ดิฉันคงอ่านจิตไม่เป็นแน่ ทางบ้านปาดังพี่น้องต้ังฉายาใหม่ให้เป็นเจ้าแม่กวนอิม

พ่อครูว่า… เป้าประเด็นของศาสนาพุทธอยู่ที่ความสุขความทุกข์ ให้เข้าถึงว่าความสุขความทุกข์เป็นอนัตตา คนทุกวันนี้ติดความสุขเป็นสุขนิยมเป็นโลกีย์ไม่มีทางบรรลุ ไม่มีทางนิพพาน 

ให้รู้จักหน้ากิเลส ปัญญาหรือธาตุรู้ของเราจะรู้ทุกผัสสะปัจจุบัน มันยิ่งซ้ำหน้ายิ่งรู้ชัด ยิ่งสัมผัสยิ่งรู้ชัดรู้ชัด มันยิ่งซ้ำหน้า ยิ่งสัมผัส ยิ่งรู้ชัดรู้ชัด ไม่ใช่หนีต้องเห็นจริง ชัดจนกระทั่งปัญญามันก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพ มีธรรมฤทธิ์สูงขึ้น ทำให้กิเลสถอยๆๆ กิเลสไม่รอหน้า กิเลสบอกว่า เฮ้ย! ปัญญามันไม่รอหน้าเราแล้ว กิเลสมันจะวิ่งหนีหูตูบเลย นี่พูดเป็นรูปธรรมให้ชัดเจนเลยนะ มันเป็นอย่างนั้น มันไม่ได้ไปฆ่าไปแกง ไปทำร้ายอย่างโหดร้ายอะไรหรอก แต่มันเป็นธรรมฤทธิ์เป็นเรื่องของนามธรรม เป็นเรื่องปรมัตถ์ที่ยิ่งใหญ่ 

อ่านแล้วเห็นเลยว่า เข่งเขาบรรลุธรรม พวกเรานี่บรรลุธรรมกันไปตามลำดับ โสดา สกิทา อนาคา อรหันต์

จิตเป็นกลางอย่างลืมตาหมดอันตาสองฝั่งกามและอัตตา

_กิ่งกาญจน์ ไชยภักดี  · น้อมกราบนมัสการท่าน อ.1ที่เคารพและศรัทธาค่ะ…วาไรตี้บุญนิยม บวรลานนาอโศก ตอน… เตรียมใจก่อนตายอย่างไรดี? เป็นหัวข้อที่ทำให้มีมรณานุสติอยู่ตลอดเวลาจริงๆค่ะ เพราะพรุ่งนี้จะตายแล้ว…ดิฉันก็จะขอทำวันนี้ให้ดีที่สุุดค่ะพยายามฝึกฝนปล่อยวางทุกอย่างให้ได้มากที่สุด เมื่อถึงเวลาตายสิ่งที่ต้องทำคือทำใจให้เป็นกลางคืออุเบกขา..ค่ะเพราะเมื่อถึงเวลานั้นจริงก็ไม่รู้ว่าสังขารร่างกายจะเป็นเช่นไร..จะทำอะไรได้บ้างคงต้องทำที่ใจของเราค่ะ กราบนมัสการค่ะ

พ่อครูว่า… พวกนั่งหลับตาก็ทำใจในใจไม่ถูกทาง เรียกว่าทำไม่เป็น ทำไม่ถูก ทำเป็นแต่มันไม่ถูก แต่ทำถูกทางต้องเป็นอย่างนี้คือทำให้เป็นกลาง รู้อย่างตื่นๆอยู่ ฌาน ไม่ได้หลับตาเลย หลับตาไม่ใช่ฌานของพุทธ ของพุทธนี้ลืมตารู้ครบรู้แจ้งรู้ถ้วนเลย 

กว่าจะทำใจให้เป็นอุเบกขาไม่ใช่ธรรมดา มันจะต้องลดกิเลส 2 ข้างไปเรื่อยๆ กามอัตตา ๆๆ จนหมดกาม หมดอัตตา ถึงจะเป็นอุเบกขา บริสุทธิ์สะอาดจากทั้งกามทั้งอัตตา 2 ข้าง 

พยัญชนะมีทั้ง กามทั้งอัตตา มี 2 ข้างสภาวะมันก็มีจริง สภาวะที่มันไม่มี กามไม่มีอัตตาๆๆ ลดน้อยลงจนกระทั่งมันหมดเป็น 0 เลยไม่มีทั้ง กามและอัตตา นี่แหละคือกลาง กลางคือ 0 ไม่มีทั้ง 2 ข้าง ไม่มี อันตา ไม่มีปลายทั้ง 2 ข้างเลย เป็นอุเบกขา อุเบกขาไม่ใช่อยู่เฉยๆเด๋อๆแต่รู้ครบถ้วน รู้เร็วแล้วมันไม่มีกิเลส 2 ข้าง ไม่มีกาม ไม่มีอัตตา นี่คือความเป็นกลางอย่างอุเบกขา 

และความเป็นฌาน ฌาน นั่นแหละคือตัวปัญญา  ฌานอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญาคือฌาน ฌานคือปัญญา จะรู้เร็ว รู้กามรู้อัตตาๆ ธรรมฤทธิ์ของปัญญาสูงขึ้น กามก็ลดลง อัตตาก็ลดลง จนกระทั่งเหลือคู่สุดท้าย คู่ที่เล็กละเอียดที่สุด หมด ไม่เหลือกาม ไม่เหลืออัตตา

เป็นกลางคือบริสุทธิ์อุเบกขา ไม่มีทั้งตัวกาม ไม่มีทั้งตัวอัตตา 0 ไม่มี 2 นี่คือความเป็นกลาง 

เป็นอรหันต์ตายแล้วก็จบด้วยนิพพาน 3 สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อัปนิหิตตนิพพาน สลายเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย เจตสิกของเราไม่เกาะตัวอีกเลย นี่คือตายอย่างสูญสลายอัตตา หรือสูญสลายจิตนิยาม 

ชาวพุทธที่ปฏิบัติธรรมถูกต้องจะลดความกลัวตายจนไม่กลัวตาย 

_จรรยา ประเสริฐ  · ดิฉันเห็นตัวอย่างการตายของท่านสิกขมาตุทองพรายแล้ว ติดตราตรึงใจ ท่านขอทำใจให้อยู่คนเดียว กำหนดจิตท่านไปเอง หลังจากฟังพ่อท่านเทศน์นำทาง ให้วางอย่างไร กราบสาธุค่ะ

พ่อครูว่า… ดีไม่ดีจะบอกว่าไปแล้วนะ จะไม่กลัวความตาย จะไม่กลัวความเป็น แม้เราเองจะยังไม่บรรลุอรหันต์จะค่อยๆรู้ความจริง จะลดความกลัวตาย กลัวเป็น จะเป็นความพ้นทุกข์พ้นสุขเป็นอรหันต์แล้ว แต่ถ้าไม่เป็นอรหันต์ รู้แล้วก็รู้ว่ามันเป็นก็มี ไม่ตายแล้วก็อยู่ที่เราว่าเราจะทำจิตของเราสลายให้เป็น 0 ไปหรือจะยังเกิดอยู่ เกิดมาก็ไม่กลัวแล้ว มีชีวิตอยู่ก็ไม่กลัวทุกข์กลัวสุข เพราะเราไม่ได้ติดทุกข์ติดสุขเรารู้อยู่แล้ว เราก็อาศัยสิ่งเหล่านี้อยู่ อาศัยเหตุปัจจัยที่มันปรุงแต่งเรียกว่าสังขารทั้งหลาย ทำงานไป 

อย่างอาตมาทำงานไป อยู่อาศัยสังขารไป ทุกวันนี้ก็ลากสังขารเต็มทีแล้ว 

ผิดศีลข้อ 3 จะได้เป็นโสดาบันไหม 

_ช่อทิพ หนูทอง  · ถ้าถือศีล 5 ไม่บริสุทธิ์เช่น ผิดศีลข้อ 3 เรียนถามพ่อครูว่า จะได้เป็นโสดาปัตติผลหรือไม่คะ?

พ่อครูว่า… ไม่ได้เป็นนะ ระวัง ไม่ได้เป็นแม้แต่โสดาบัน เพราะมันเป็นตัวยืนยันว่าตัวเองนี้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) แค่นี้ก็ไม่ได้ 

โสดาบันไม่ใช่ไม่มี รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) สัมผัส ไม่ใช่ไม่มี คู่เมถุนเราก็มีอยู่แล้ว แล้วยังไปละเมิดผิดอีก อย่างนี้ใช้ไม่ได้ 

ผู้บรรลุธรรมแล้ว แยกรูปแยกนาม กันอย่างไร

_สว่างแสง ขวัญดาว  · น้อมกราบนมัสการพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ท่านสมณะเดินดิน ท่านสมณะบินบน ท่านจันทร์ ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ลูกได้ฟังท่านสมณะบินบน ท่านวิเคราะห์ว่า สมาชิกพรรคสีส้มเมื่อทำความผิดแล้ว ก็จะตัดสินความผิดด้วยตนเอง หากศาลตัดสินไม่ตรงกับของตน ก็ตำหนิศาลว่าศาลผิด ท่านว่าทำอย่างนี้ไม่เคารพองค์กรศาล ที่คนทั้งประเทศยอมรับ ลูกเห็นชัดว่า บรรยากาศการวิเคราะห์ของท่านดูอบอุ่น เป็นแบบผู้ใหญ่ตักเตือนเด็กด้วยความปรารถนาดี ลูกเชื่อว่าคำแนะนำตักเตือนอย่างนี้ จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้เพราะยึดหลักในความถูกต้อง และความปรารถนาดี 

…ลูกได้ดูตัวอย่างการชุมนุมประท้วงของพันธมิตรและกปปส.ที่มีพ่อครูนำคณะชาวอโศกปักหลักร่วมด้วยตั้งแต่พ.ศ.2549-2557 ลูกขอถามว่าหากให้การชุมนุมเป็น กาย แล้วให้พันธมิตรหรือกปปส.เป็น รูป ให้พ่อครูและชาวอโศกเป็น นาม จะได้ไหมคะ ขอพ่อครูแนะนำสั่งสอนลูกด้วยค่ะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

พ่อครูว่า… เข้าใจถูกแล้ว การเข้าใจที่แยกรูปแยกนามได้มันเป็นความสุดยอด ในอาหาร 4 พระพุทธเจ้าก็ตรัสอาหารข้อสุดท้ายเรื่องวิญญาณ ผู้ที่สามารถเข้าใจรูปนาม แล้วก็สามารถที่จะแยกรูปแยกนาม และทำ ทำสำเร็จคือไม่สับสนปนเป ไม่วุ่นวาย ไม่ยุ่ง เรื่องของรูปก็คือรูป เรื่องของนามก็คือนาม และโดยเฉพาะจัดการเรื่องของนาม และมีอิทธิพลเหนือรูป นามของเราก็เป็นประธาน นามของเราก็เป็น วสวัตตีโก เป็นผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ ก็สูงสุด 

เพราะฉะนั้นยังจิตให้เป็นไปในอำนาจจนกระทั่ง 0 ถึงขั้นไม่สุขไม่ทุกข์ถึงขั้นเก่งสุดก็จบ นี่คือเป็นความจริง ผู้ปฏิบัติได้อย่างที่อาตมาอธิบาย เอาสภาวะของตัวเองเป็นสภาวะ วสวัตตีโก อาตมามีอำนาจเหนือจิตอย่างนั้น เอามาอธิบายขยายด้วยภาษาไทยให้ฟังด้วยสำนวนของอาตมาเองอ่านจากอาการจริงของอาตมาเอง นี่เป็นสิ่งที่จริง ผู้ที่ปฏิบัติธรรมเรียนรู้ดีๆจะเข้าใจได้ว่า คนที่บรรลุธรรมกับคนที่ไม่บรรลุธรรมพูดนี้ มันรู้ได้เลย มันไม่ยากหรอก คนไม่รู้จะพูดสับสนวนไปวนมา คนที่บรรลุธรรมแล้วจะจี้ลงไปที่สภาพรูปนามให้เสร็จ 

เพราะฉะนั้นอาหารข้อที่ 4 เกี่ยวกับเรื่องของจิตวิญญาณกับรูปนามนี้ พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบเหมือนกับโจรร้ายที่ทำลายศาสนา ที่ฆ่าด้วยหอกร้อยเล่มตอนเช้ามันไม่ตาย ฆ่าตอนกลางวันอีก 100 เล่มมันก็ไม่ตาย ตอนเย็นอีก 100 เล่มมันก็ไม่ตาย นี่คือพวกที่อวิชชา ไม่รู้รูปนามนี่แหละ ไม่รู้วิญญาณจริงนี่แหละ อวิชชาไม่รู้การปรุงแต่งของวิญญาณที่เป็นสภาพ 2 รูปนาม แล้วมันก็ไปรวมตัวเป็นอายตนะ จะรู้จริงต้องมีสัมผัสเป็นผัสสะจริง มีเวทนาจริงแล้วก็แยกแยกรูปแยกนามแยกเป็นสภาวะ 2 ได้จริง แล้วจัดการตัวจริงกับตัวเก๊ จัดการตัวเก๊ให้มันออกไปให้เหลือแต่ตัวจริงอาศัยแล้วเราจะรู้ว่า จิตวิญญาณนั้นคือธาตุที่มาอาศัยอยู่ในชีวิตเราเท่านั้น ถ้าเรารู้จบแล้วว่ามันไม่ใช่อะไร มันเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนอะไร รู้หน้ามันแล้วก็อยู่กับมันไปอนัตตา แล้วเราก็ตาย ตายก็ทำนิพพานแยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย 

ฟังดีๆที่อาตมาพูดคนมีปัญญาฟังดีๆจะเข้าใจว่าอาตมาพูดถึงสภาวะอย่างไรแค่ไหน จะเป็นผู้บรรลุธรรมหรือไม่บรรลุธรรมผู้ที่มีปฏิภาณปัญญาฟังจะเข้าใจ สังเกตได้จะอ่านออกว่าคนไม่บรรลุธรรมพูดอย่างนี้ไม่ได้ ต้องคนบรรลุธรรมมีสภาวะจริงๆพูดอย่างนี้คนไม่บรรลุธรรมพูดไม่ได้จะสับสนวุ่นวายมันจะเห็นขัดแย้งกันในตัว 

17 ปีผ่านไปหรือคนไทยยังก้าวข้ามทักษิณไม่ได้ 

_ออน ทับทิมทอง   · คดีจะหนักหรือไม่หนักก็อยู่ที่กกต.ว่าจะทำเรื่องให้หนักหรือเบา ตัวเองไม่จัดการ แต่ส่งศาล ถ้าเกิดส่งสำนวนเอกสารอ่อน ศาลก็ตัดสินยกฟ้อง คนผิดกลายเป็นไม่ผิดได้ เหมือนพวก 3 นิ้วที่ขัดขวางรถขบวนองค์พระราชินีกับพระองค์ที ทนายพวกมันทำคดีบิดเบือนทุกคำ ศาลก็ยกฟ้องเพราะทำสำนวนตอแหล

พ่อครูว่า… เรื่องจริงนะเรื่องพวกนี้อยู่ในวงการ เขาจะเข้าใจเลยวิธีการทำยังไงให้ผิดหรือให้ไม่ผิด อะไรต่ออะไรจริงๆเลย แล้วคนทั่วไปไม่ได้รู้วิชาการพวกนี้ไม่ได้เข้าใจ เขาก็อธิบายได้เพราะทำสำนวนอ่อนไป ทำสำนวนให้อ่อนหรือไม่เต็มที่ คนทั่วไปไม่ได้รู้รายละเอียดอย่างชัดเจน แล้วก็เป็นอยู่เป็นอย่างนี้ 

เพราะฉะนั้น อาตมาถึงบอกว่าวิธีการพวกนี้ ทักษิณก็คงกลับมาวันที่ 22 พรุ่งนี้ เพราะว่าถ้ายึดรัฐบาลได้ ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่ว่านี้พอเข้าไปก็ไปเป็นนายกไปคุมรัฐมนตรี แม้ที่สุดคุมรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นอิทธิพลของสิ่งที่คนเรายังไม่หมดกิเลส ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันไม่สะอาด ไม่ตรงทีเดียว มันจะกลัวเสีย ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขของตนเอง นี่อาตมาก็พูดตรงๆอย่างนี้เพราะฉะนั้นก็พยายามเถอะ ตัวคนใดๆที่ฟังอาตมาพูดแล้วสามารถที่จะรู้จักกิเลสเราแล้วไม่ลำเอียงจริงๆประเสริฐ คนนั้นแหละเป็นคนที่ปฏิบัติธรรมที่มีมรรคมีผล 

_สู่แดนธรรม… ในมือผมมีปัญหาต่อเนื่องครับ

_ลูกเป็นแฟนด้อมของพระสยามเทวาธิราช มั่นใจว่าประเทศชาติของเราจะไม่ถูกนักการเมืองมาทำให้ป่นปี้ไปได้ แต่ข่าวทักษิณจะกลับเมืองไทยพรุ่งนี้ ทำให้ลูกหวั่นไหวค่ะ ขอกราบนมัสการให้พ่อท่านให้สัมมาทิฐิแก่ลูกด้วยค่ะ 

พ่อครูว่า… พรุ่งนี้ว่าอาตมาว่าพยากรณ์ไปทีเดียวคงไม่ดี แต่เขาพูดว่าตามความเห็นของอาตมา อาตมาเชื่อว่าทักษิณนี่เขาได้ทดสอบตัวเองมาแล้ว 17 ปี ทุกวันนี้ไม่มีใครข้ามพ้นเขา ในประเทศไทย 17 ปีเขาทดสอบแล้ว ไม่มีใครข้ามพ้นทักษิณ ยังติดในอำนาจในอิทธิพลเขาอยู่ เพราะฉะนั้นเขาก็เชื่อมั่นว่าเขากลับมาแม้เขาจะเข้าคุก เขาก็มีอิทธิพลพอ แล้วก็มีเหตุปัจจัยพอ 1.แก่แล้ว 2. มีโรคอะไรก็แล้วแต่อ้างอิงต่างๆนาๆ เป็นแต่เพียงว่าอาตมาจะรอดูว่าจริงๆแล้วสุดท้าย ทักษิณกลับมาว่าจะติดคุก แต่แกก็จะเดินลอยตัวอยู่ในประเทศไทยสบายๆหรือไม่ อาตมาก็จะดูว่าประเทศไทยจะถึงขนาดนั้นไหม 

อาตมาเชื่อว่าทักษิณเขามั่นใจว่า 17 ปีคนข้ามไม่พ้นเขาแสดงว่าเขามีอิทธิพล เพราะฉะนั้นเขาเข้ามานี่ เขาก็ต้องมีอิทธิพล อย่างน้อยฟังดู พร้อมแล้วพวกแดงจะไปรับที่สนามบินเต็มพรึบเลย แล้วดูซินี่ทักษิณมา แดงจะพรึบไปรับมากกว่าไปประท้วงให้แก่พิธา คอยดูเถอะ หรือไม่ คณะที่แดงจะไปร่วมต้อนรับทักษิณจำนวนมากกว่าไปร่วมชุมนุมประท้วงติดตามพิธาหรือไม่ ก็ได้ 100-200 คน แต่ทักษิณอาตมาว่าจะมากกว่า 200 คนแน่ แล้วพวกคุณไม่ไป พวกเราพวกดูไปไม่ใช่พวกดูไบ 

_บุญญากร พัฒนสัตถาพร · ผู้ที่เฉโกมากจะเข้าใจธรรมะโลกุตระยากครับ กราบนมัสการท่านพ่อครูโพธิรักษ์ ด้วยความเคารพอย่างยิ่งครับ🙏🙏🙏

พ่อครูว่า… จริงๆไม่ใช่เข้าใจยาก แต่จะเข้าใจไม่ได้เลยด้วย 

พระมียศมีนิตยภัตเป็นความเสื่อมเป็นโลกีย์

_ดนุธรรม วิรุฬห์ศิริกุล  · มหาเถรสมาคม..ทำได้แต่”ยศถาบรรดาศักดิ์” แบบเพ้อเจ้อ.. พระบางรูปพอได้ยศได้ตำแหน่งก็หลงแบบ”ฆราวาส” แบบโลกโลก.. ลืมคำสั่งสอนของ”พระผู้มีพระภาคเจ้า” จนหมดสิ้น” ทั้งที่พระองค์เป็นถึง” พระมหากษัตริย์” แต่ท่านทิ้งหมด เพราะมันเป็นกิเลส ตัณหา และความทุกข์..

พ่อครูว่า… เป็นความจริง อาตมาพูดแล้วว่าพระพุทธเจ้าท่านก็เต็มไปด้วยลาภยศสรรเสริญแต่ท่านก็เดินออกมาเลย ไม่ได้ใยดีเลย พูดซ้ำซากแต่เขาไม่เข้าใจได้ 

ทุกวันนี้ เป็นพระมียศ ตั้งแต่พระครูจนสมเด็จ แบกยศตำแหน่งอยู่นั่นแหละออกได้ที่ไหน เดี๋ยวนี้มีนิตยภัตด้วย มีเงินเดือนประจำตำแหน่งด้วย เรื่องเหลวใหลเรื่องเลอะเทอะของศาสนาพุทธ ไม่รู้จะพูดอย่างไรมันก็ไปเรื่อยๆตามความเป็นจริง พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ในอนาคตโลกุตรธรรมจะเสื่อม ที่อยู่ทุกวันนี้ปัจจุบันนี้ไม่ใช่พุทธ มันเป็นโลกียธรรมของทั่วโลก ไม่ใช่โลกุตรธรรม โลกียธรรมเอาแต่ชั่วแต่ดีไม่ได้รู้สึกรู้ทุกข์มันต่างกันตรงนี้ประเด็นหลัก ศาสนาโลกุตระของพระพุทธเจ้าให้มาเรียนรู้สุขทุกข์และดีชั่วก็เรียนด้วย ไม่ใช่ไม่เรียน แล้วเรียนถึงขนาดว่าเป็นความดีรับรองว่าไม่ตกต่ำ ไม่ทำชั่วเลย สัพพปาปัสสะ อกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กรรมที่ทำอยู่ก็มีแต่กุศล กุสลัสสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) 

_น้อมอภัย เพ็ญประเสริฐสิทธิ  · น้อมกราบคารวะหลวงปู่ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ ดิฉัน น้อมอภัย ค่ะ ยังคงต้องพบแพทย์ ฝังเข็ม ทานยาจีนค่ะ เนื่องจาก อุบัติเหตุ ลื่นล้ม ตกบันได 10 ขั้น เมื่อต้นปี65 แค่ใต้เข่าแตกยาว 8เซ็นเย็บแผล นอกใน ชั้นละ 8 เข็ม และ เส้นที่คอ ร้าวขึ้นศีรษะ แรกๆ หันตัวทั้งตัว ขณะนี้ ดีขึ้นแล้ว ด้วยการรักษาของแพทย์จีน 5-6เดือนค่ะ สแกนกระดูก ไม่ร้าว สมองก็ไม่มีเลือดคั่ง ขอขอบคุณ น้องดาวชิดเดือนที่แนะนำยา ให้ทาน แต่อวัยวะภายใน ได้รับผลกระทบ อย่างแรง หลังจากนั้น ปลายปี65 เจออุบัติเหตุ อีกครั้งค่ะ ข้าวสุกใหม่ๆ หม้อข้าวหล่นใส่ พองมือ พองแข้ง รักษา ไปอีก 4 เดือนค่ะ และ มีอุบัติเหตุ เล็กๆน้อยๆ ตามมาเป็นระยะๆค่ะ จนเบื่อหน่ายตนเองมาก สมองก็ไม่ดีค่ะ ขี้ลืมหนักมาก ขนาด ทำเงินที่บ้าน หาย พันบาท ทบทวนอย่างไร ก็นึกไม่ออก ว่า หายตอนไหน วางไว้ ที่ไหน ก็มา พิจารณาว่า ก็คงไม่ต่างกับ อุบัติเหตุ ที่เราโดน ตลอด สองปีนี้ ค่ะ พอเริ่มอาการดีขึ้น จะมาบ้านราชที ต้องรอดู ความพร้อมของร่างกาย และ สมองที่ลืมง่าย น้องๆ ก็ไม่อยากให้เดินทางไกลค่ะ สมัยก่อน อายุ 30 กว่า ช่วยงานวัดได้ เดินทางง่าย ไกลก็จะไป ไม่รู้สึกว่าไกลค่ะ ทุกวันนี้ อายุย่าง 65 แล้ว รู้สึกว่า เมื่อร่างกายเราไม่แข็งแรง บ้านราชรู้สึกไกลมาก ค่ะ และ ได้ข่าวว่า เส้นทางรถไฟบางช่วงสูงถึง 50เมตร จึงรู้สึกหดหู่ในการเดินทางมากค่ะ เขียนมายาวแล้ว กราบเรียนมาเพื่อชี้แจง เหตุใด จึงยังไม่ได้มาบ้านราชสักที เท่านี้ ค่ะ กราบขอบพระคุณหลวงปู่ ที่ให้…อย่าเพิ่งตาย รอดู ความเจริญงอกงามของชาวอโศกก่อน 

ศีลเป็นต้นธาตุต้นธรรมของนิพพาน 

_น้อมกราบด้วยความเคารพยิ่งค่ะ น้อมอภัย เพ็ญประเสริฐสิทธิ์ ยังอยู่กับศีล ยังมั่นคงกับศีล ไม่ได้ไปกินเนื้อสัตว์ ขาดจากวิญญาณ นานแล้วค่ะ น้อมกราบคารวะอีกครั้งค่ะ

พ่อครูว่า… ดีมาก อาตมาก็พยายามเอาคำว่าศีลมาอธิบายให้เห็นความสำคัญของศีล มันเป็นต้นธาตุต้นธรรมของการปฏิบัติธรรมศาสนาพุทธ ทุกวันนี้เขาไม่เข้าใจเรื่องศีล ไม่เข้าใจสภาวธรรมที่ต้องเริ่มต้นด้วยศีลนี่มันสำคัญอย่างไร แล้วมันจะนำพาไปสู่นิพพาน ถ้าไม่มีศีลจะไม่มีนิพพาน ไม่มีเลยศีลข้อ 1 2 3 4 5 โดยเฉพาะ 3 ข้อแรก ถ้าไม่เข้าใจจริงๆแล้วว่ามีความสำคัญอย่างนี้ แล้วเราได้ลดกิเลสจากศีลข้อ 1 อย่างนี้ 

ตั้งแต่ศีลข้อ 1 เลยเกี่ยวกับสัตว์ ไว้ค่อยอธิบายไปเรื่อยๆ ถึงขั้นคนที่มีปฏิภาณปัญญาชัดเจนว่าเนื้อสัตว์ไม่ใช่ของที่ควรกิน ไม่ใช่ของที่ควรเอาไปถวายพระภิกษุ ไม่ใช่ของที่ควรเอาไปถวายพระตถาคต มันเป็น อกัปปิยะ เป็นของไม่ควรอย่างยิ่ง 

อย่าง ชีวกสูตรอธิบายแล้ว มันบาปตั้งแต่มี สัญจิจจะ มีอุทิศะ มีจิตมุ่งหมายเป็นอาการจิตที่เป็น โวโรเปตุง เป็นจิตที่มุ่งไปในทางไม่ดี เป็นเรื่องละเอียดอ่อนนะ จิตที่มุ่งจะฆ่าสัตว์ อาจจะไม่ถึงฆ่าสัตว์ พระพุทธเจ้าท่านสอนแค่ ปาณาติปาตา ถ้าจิตวิญญาณขั้น ปาณะ แค่ทำให้ตกร่วง ปาตะ ไม่ใช่ไปฆ่านะแต่ทำให้มันตกร่วงตกต่ำ จาก ปาตะ ลงมา แค่นั้นก็บาป มันมากแล้วไม่ใช่บุญเลย 

เพราะฉะนั้นศีลข้อปาณาติปาตาไม่ใช่ฆ่า ปาตะ ไม่ถึงฆ่านะแต่ตกร่วงลงมาตกจากฐานที่ควรจะเป็นลงมา ปาตะ แปลว่าร่วง เช่น ข้าวใส่บาตร บิณฑปาตะ บิณฑปาตัง ก็คือเอาข้าวหย่อนลงไปให้ร่วงลงไปในบาตร อย่างนี้เป็นต้น นี่คือสภาวะธรรมที่ละเอียดละออ คนเข้าใจยังไม่ได้ก็เลยไม่รู้ 

เพราะฉะนั้นคนที่เข้าใจศีลและเข้าใจสภาวะที่ละเอียดละออจะชัดเจนทุกอย่างเลยว่า บาปตั้งแต่บอกชื่อสัตว์แล้ว มีจิตไม่ดี โวโรเปตะ โวโรเปตุง ยิ่งให้ไปจับมันมาผูกมันมาก็ยิ่งบาปไปอีก แล้วก็สั่งฆ่าอีกแล้วจะไม่บาปได้ยังไง ลงมือฆ่าอีกก็แน่นอน ยังไม่พอยังมีน้ำหน้าจะเอาเนื้อสัตว์นี้ไปถวายภิกษุ ถวายพระตถาคต เวรจริงๆ เวรโกๆ ไม่ใช่เวลคัม โอ้โห! แย่จริงๆเลย นี่คือสัจธรรม ฟังดีๆ ฟังธรรมะแล้วจะรู้ว่าสภาวธรรมนี่มันสุดยอด 

สภาวะดุสิตอย่างเป็นรูปธรรม 

_ซึ้งซื่อ วิเชียร : ขอกราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรสุดเกล้าครับ พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้โลกุตรธรรม(worldly)แล้ว พ่อท่านได้นำมาหยั่งลงในประเทศไทยที่ชาวอโศก โดยเทศน์สอนให้รู้จักกิเลสและลดละได้ตามลำดับ จนกิเลสเหลือน้อยคือแม้แต่เหลือแค่เนวสัญญานาสัญญาก็ไม่ให้เหลือ และให้ยึดดีละชั่วซึ่งเป็นสมมุติแต่ให้รู้จักสุข-ทุกข์ และแม้แต่สุข-ทุกข์ก็ไม่ให้มี จึงจบกิจและบรรลุเป็นพระอรหันต์โดยไม่มีทั้งกิเลสนอกกิเลสในตน และที่พ่อพูดว่า ไม่มีกิจอะไรทำต่อ พ่อท่านจะไปอยู่ชั้นดุสิต ขอให้พ่อท่านอธิบายว่าชั้นดุสิตเป็นรูปธรรมด้วยครับ ขอกราบนมัสการขอบพระคุณพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งครับ 

พ่อครูว่า… อาตมาก็สบายใจ สอนไปแล้วพวกเรารับรายละเอียดแยกแยะโลกียะ โลกุตระได้ 

สิตะ แปลว่าเย็น ว่าที่สงบเย็นสบาย ผู้ที่สงบเย็นสบายแล้วไม่ร้อน คำว่าไม่ร้อนเป็นอาการทางธรรม คือร้อนรน ร้อนเร่า ร้อนอะไรก็แล้วแต่ อาการทางธรรมที่ไปในทางกุศลหรือทางสมบูรณ์แบบ จะเป็นทางเย็น ดุสิตะ 

อาตมา เข้าใจพยัญชนะบาลีตามประสาอาตมา คำว่า ตุ เป็นภาษาไทยก็คือ ดุ ดุสิตนี่

ตุ คำนี้คือ อะ อิ อุ  3 เส้าที่เป็น รัสสระ สระสั้น เสียงสั้น อะ อิ อุ ก็เป็น ตะ ตา ติ ตี ตุ ตู เป็น อะ อิ อุ สั้น เป็น Cyclic order ของพลังงานที่สั้นเล็กที่สุด อาศัยเป็น Dynamic สิตะ เป็น Static แล้วก็เป็นสงบ 

การสงบของพระพุทธเจ้านั้นเป็นการสงบที่เย็นใจ ใจเย็น ใจไม่มีพลังร้อนเลย แต่พฤติกรรมของสภาวธรรมนั้นแคล่วคล่องเป็น ปาคุญญตา ทั้ง กายปาคุญญตา และ จิตปาคุญญตา เป็นองค์รวมทั้งกายและจิตที่แคล่วคล่องว่องไว เป็นผู้ที่เย็นสงบ ตุสิตา สงบ 

แต่พลังงานเย็น แต่การเคลื่อนไหว กลับ แคล่วคล่องว่องไว ปราดเปรียว มีพลังงาน สร้างสรรค์เยอะ นี่คือสภาพรูปธรรมของคนเช่น โพธิรักษ์ อย่างนี้เป็นต้น นี่เห็นไหมรูปธรรม เย็น 

อาตมาใจเย็น รื่นเริง ร่าเริง เบิกบาน มี อภิปโมทยังจิตตัง ประจำ

อภิปโมทยังจิตตัง คือ จิตที่ร่าเริงเบิกบานตลอด ไม่มีเลย โสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาสะ ไม่มี ตั้งแต่มัน เศร้า โสกะ แล้วมีพิรี้พิไร ไม่มี โทมนัส อุปายาสะ เศษๆเหลือๆ ไม่มี เย็นใจ เป็นอภิปโมทยังจิตตัง 

เป็น ปัสสัมภยังจิตตัง จิตที่สงบแต่สงบแล้วมันเป็น อภิปโมทยังจิตตัง เบิกบานร่าเริงสบายไม่มีโศก จะมีพลังงาน ตัวใหญ่ตัวเยอะทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ไม่มีร้อนเลย ฟังเป็นรูปธรรมชัดไหม ซึ้งซื่อ วิเชียร 

_สู่แดนธรรม… เหมือนรถโฟล์คไหมครับเครื่องยิ่งวิ่งเร็วยิ่งเย็น 

พ่อครูว่า… คงพอแล้วนะ 

จักขุกรณียะหรือญาณกรณียะคืออย่างไรมีของเก่ามาได้ไหม

_เพื่อ(รักใจ)… กราบเรียนพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ ลูกฟังธรรมที่พ่อเทศน์เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2515 เรื่องปรับจิตเข้าสู่นิพพาน มีคำว่า “จักขุกรณียะ” ตาเห็นสภาพอย่างแท้จริง ทำให้เกิด “ญานกรณียะ” การเกิดปัญญาญานอย่างชัดเมื่อได้สัมผัส (ผัสสะ) กับสภาพนั้นอย่างแท้จริง ไม่ใช่แต่เพราะเพียง ได้ยินได้ฟังมา  

 จากสภาวะดังกล่าว ลูกอยากทราบว่า สภาวะที่ได้ในขณะปัจจุบัน (ชีวิตปัจจุบัน)กับ ชีวิตในอดีต (บางคนเรียกว่า “ของเก่า”) เหมือนกัน หรือต่างกันอย่างไรคะ ตัวอย่าง: คนไม่อยากมีลูก ให้เหตุผลว่า มีแล้วลำบาก (หลายคนอาจว่า เป็น”ของเก่า” หรือ บารมีเก่า”) คนนี้เรียกได้ว่ามี “จักขุกรณียะ หรือ ญานกรณียะ” ได้หรือไม่คะ กราบขอบพระคุณค่ะ

พ่อครูว่า… คำว่า จักขุ เป็นรูปธรรม จักขุแปลว่า ตา กรณียะ แปลว่า การกระทำ มีบทบาท มีลีลา มีพฤติ มีการกระทำขึ้นมา เรียกว่า กรณียะ

จักขุกรณียะ คือมีตากระทบรูป แล้วมีเรื่องราวเป็นกิจไปเลย เรียกว่าเป็น กรณียะไป 

ส่วนญาณ ความรู้ เป็นความรู้ในระดับวิชชา ในระดับของโลกุตระ ไม่ใช่ความรู้แบบโลกียะเท่านั้น เพราะฉะนั้น คนที่มีตากระทบรูปแล้วก็เกิดการงานจากตากระทบรูปนั้น การงานที่ทำถ้าไม่มีความรู้ทางโลกุตระ เขาก็ทำการงานไปในทางโลกียะเท่านั้น 

มันต่างกันยังไงโลกียะกับโลกุตระ ต่างกันก็คือ ถ้าเป็นโลกียะนั้น มันไม่สามารถรู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพาน มันไม่สามารถจะแยกแยะเจตสิกต่างๆของอาการจิต แยกไม่เป็น แยกไม่ชัด แยกไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถแยกกิเลสออกจากจิตได้ เมื่อไม่สามารถแยกกิเลสออกจากจิตได้ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ของเขาไม่มีผล 

ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ของเขาไปฝึกสะกดจิตให้จิตนิ่ง แทนที่จะค่อยๆมีการวิจัยวิจารมีสติเต็ม  สติเต็ม อาตมาก็อธิบายไม่รู้กี่ทีว่ามันต้องเต็มตื่นไปทั้งกายกรรมมีสติเต็ม วจีกรรมมีสติเต็ม มโนกรรมมีสติเต็ม  แล้วไปสะกดจิตให้มันมีสติอยู่แค่ในภวังค์ แล้วมันจะไปคล่องแคล่ว มันจะไปรู้รอบ รู้เร็ว รู้ไว รู้ทั่ว รู้พร้อมได้อย่างไร  สติแปลว่าความรู้ตัวทั่วพร้อม มันก็ได้แต่วงวนอยู่ในจิตเท่านั้น 

แล้วเชื่องช้า สะกดลงไปจะให้หยุด จะให้เป็น อสัญญีสัตว์ ทิศทางแนวโน้มทิฏฐิผิดไปทางโน้นด้วย เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธมันผิดทางไปอย่างนี้จึงน่าสงสาร อาตมาไม่รู้จะทำยังไง 

_สู่แดนธรรม… แล้วคนเขาก็เห็นว่าพฤติการที่เซื่องๆนี้สงบดีมันน่าเลื่อมใสดี 

พ่อครูว่า… ก็จริงอยู่เหมือนกัน มันไม่ปราดเปรียว อาตมาดูแล้วแต่ก่อนอาตมาช้า ไม่พาเร็ว ช้าสงบดี โอ้ คนขึ้นเลย นับถือสงบว่างาม ดี พอมาเร็วอย่างทุกวันนี้เขาบอกว่าไม่ใช่นะ อย่างนี้ไม่ใช่แล้ว อาตมาก็เข้าใจทำมาทุกอย่างทุกอัน สอนมาบรรยายมาตลอด คนรู้ทันรู้ได้ก็มาได้ คนไม่รู้ทันก็ทิ้งไปเยอะ หลุดไป ไม่ใช่แล้วอย่างนี้ตามที่เขากำหนดไว้ กรอบ ความเข้าใจของเขาเป็นอย่างนี้ พอมันเลยกว่ากรอบความเข้าใจของเขา มันเลยกรอบความเข้าใจไปแล้วเขาก็ตีทิ้งเลย เขาก็บอกว่าไม่ใช่ โพธิรักษ์เดี๋ยวนี้เพี้ยนไปแล้ว เขาก็ว่าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร 

สรุปแล้ว จักขุกรณียะหรือญาณกรณียะ มันมีความแตกต่างกัน ประเด็นที่เขาถามมาคือ หลายคนบอกว่ามีของเก่าหรือบารมีเก่า ทุกคนมันมีบารมีเก่ามาทั้งนั้น มากหรือน้อยตามจริง ของใครก็ของใคร มันมีของจริงของแต่ละคน ยิ่งมาปฏิบัติธรรมเข้ามาถึงขั้นโลกุตระ มีของเก่ามาแน่นอน เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวหรอกแบบโลกียะที่เขาเรียนรู้กัน ว่าพวกเราจะด้อยหรือพวกเราจะไม่มี มันมีมาทั้งนั้น มันผ่านคนเราจะต้องผ่านความไม่รู้หรือผ่านความโง่มาก่อนหรือผ่านความผิดมาก่อน แล้วถึงจะมาถูก ถึงจะมาฉลาด ถึงจะมาถึงขั้นมีปัญญาที่แท้ มันเป็นธรรมชาติแบบนั้น 

จักขุกรณียะหรือญาณกรณียะ ถามว่าคนนี้มีมาเก่าได้หรือไม่ ก็มีได้มาทั้งรูปทั้งนาม 

ทำใจอย่างไรเมื่อเพื่อนไม่คืนเงิน 12 ล้านแก่เรา

_อี๊ด… ขอส่งคำถามพ่อครูค่ะ ขอวิธีคิดและทำใจดิฉัน​ให้เงินเพื่อนยืม12ล้าน ด้วยเคารพว่าเป็น​อาจารย์​แต่ไม่ได้​คืน​กลับมา​ทำใจยังไม่ค่อยจะได้บ้างครั้งลึกๆก็​นึกเสียดายเพราะเราเก็บเพื่อจะใช้ตอนสูงวัย

กราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูง​ขอหนทางให้เกิดปัญญา​คะจะรอฟังในวันจันทรฺ์​นี้ที่พ่อครูโปรดสัตว์​

กราบขอบพระคุณค่ะ

พ่อครูว่า… ไม่น้อยนะ เงิน 12 ล้าน ไม่ใช่น้อย ตั้งโหลนึงแน่ะ จะทำใจยังไง อาตมาก็ว่ามันก็ ถ้าคุณคิดว่าเป็นการฝึกตัวเองจริงๆเลยว่า 12 ล้านคุณหมดไป เพื่อนเอาไปหรือผู้ที่ถือว่าเป็นอาจารย์ แล้วคุณก็เหลือน้อยไม่มี 12 ล้าน เหลือไม่ถึงล้านหรือ 1 ล้านก็ตาม แล้วคุณว่าคุณอยู่รอดไหมล่ะ ไปรอดไหม ไปไหวไหม ทดสอบใจตัวเองดูว่าเอาเถอะ เสี่ยงทายกันไปจะได้คืนหรือไม่ได้คืนก็ช่างมันเถอะ คุณจะไหวไหม 

ถ้าคุณกล้าทำแล้วคุณก็ลองดู คุณก็สบายใจ ถ้าคุณลองดูเห็นว่าทำไป ไหนๆก็คิดว่าตายจากมันไป 12 ล้าน คุณจะไม่ตายจากมันหรือยังไง หรือตายแล้วจะเอาไปด้วย หรือยังไง ใช่ไหม มันก็อย่างนี้แหละ 

 พระพุทธเจ้าท่านมีทรัพย์สฤงคาร ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินท่านทิ้งออกมามากกว่า 12 ล้านนะ ท่านไม่เห็นเดือดร้อนอะไรเลย คุณก็เป็นลูกพระพุทธเจ้าไม่ใช่เหรอ ปัดโธ่! จะไปอะไรกันนักกันหนา ก็เสี่ยงทายไป คืนก็คืน ไม่ได้คืนก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องทุกข์ 

อาจจะทำได้ตามควร เช่นว่า ถึงวาระเวลาทวงได้บ้างโดยไม่น่าเกลียด อย่าไปทวงอย่างน่าเกลียด ทวงอย่างไม่น่าเกลียดก็ทวงบ้างเขาคืนก็คืน ได้บ้าง ไม่ได้บ้างก็ไม่เป็นไร บอกแล้วไหนๆคุณจะต้องตายจากมันไปแน่ๆ คุณจะมีมากกว่า 12 ล้าน คุณก็ต้องตายจากมันไป 

อาตมาว่าสิ่งเหล่านี้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันก็อนัตตา มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา อาศัยมีมันก็สะดวก ที่จริงการมีเงินทำให้คนมักง่าย การมีเงินทำให้คนมีกิเลสมาก 

การมีเงินทำให้คนสร้างอำนาจบาตรใหญ่ ทำอะไรก็แล้วแต่ที่ยิ่งบำเรอกิเลสเยอะ 

คนที่มีเงินมาก ขี้เหนียว ไม่ค่อยกิน ไม่ค่อยใช้ นี่ก็กิเลสเหมือนกัน กิเลสขี้เหนียวไง สะสมกอดมันเอาไว้อย่างนั้น แล้วคุณจะไม่ตายจากมันหรือยังไง มันเป็นกิเลสทั้งขึ้นทั้งล่องเลยนะ 

เพราะฉะนั้นพวกเรามาปฏิบัติธรรมไม่ต้องไปมีเงิน 12 ล้านหรอกเหลือแต่หัวล้าน แล้วก็อยู่กันในสังคมนี้แล้วมีสาธารณโภคี 

พูดถึงทีไรแล้ว สาธารณโภคีนี้ สุดยอดจริงๆเลย สบายๆ 

อาตมาเองยังนึกเลยว่า เศรษฐศาสตร์บทนี้ เศรษฐศาสตร์สาธารณโภคีของพระพุทธเจ้า มันเป็นสุดยอดแห่งยอดจริงๆเลยนะ โลกปัจจุบันนี้ยังทำได้ สมัยพระพุทธเจ้าทำได้แต่ในวงของสงฆ์ วงของภิกษุ เพราะเป็นยุคที่มีข้อจำกัด อย่างที่เคยอธิบายไปแล้ว ข้อจำกัดว่ามันเป็นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สมัยทาส สมัยที่คนยังไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน เพราะฉะนั้นก็เลยทำอย่างทุกวันนี้ไม่ได้ ทุกวันนี้ไม่มีสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้ว ไม่ใช่มีนายทาสลูกทาสแล้ว สิทธิมนุษยชนก็เต็มรอบ สมบูรณ์แบบ 

เพราะฉะนั้นก็ทำได้ทั้งฆราวาส มีคนพูดกระแนะกระแหนอาตมาว่าแหม เก่งกว่าพระพุทธเจ้า ทำไมพระพุทธเจ้าทำได้แต่ในวงสงฆ์ ตัวเองมาทำในฆราวาสยิ่งใหญ่เชียวนะ มันก็เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มันไม่เที่ยง องค์ประกอบเหตุปัจจัยตาม กาละ เทศะ ฐานะ คนละเวลา กาละกัน ก็ต้องเป็นไปได้ แล้วมันก็เป็นไปได้จริงๆ อาตมาโกหกที่ไหน หลอกลวงที่ไหน มันเป็นเรื่องจริง 

สาธารณโภคีแล้วคนที่มาหลุดพ้นจากกิเลส คุณก็อยู่อย่าง อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนความเสียสละ เป็นตัวจบของชีวิต คุณยังไม่ตาย คุณยังมีชีวิตอยู่ คุณก็เพิ่มพูนความเสียสละได้แม้จะอายุมากแล้ว แม้จะสังขารร่างกายไม่ไหวแล้ว จิตที่มันเสียสละ มันจะเกิด ยิ่งคุณมีกำลังวังชาดีมีความแข็งแรงปราดเปรียว สร้างสรรค์เสียสละๆ 

โลกที่เต็มไปด้วยคนสร้างสรรค์เสียสละ โดยไม่คิดจะได้อะไรตอบแทนกลับคืนมาเลย เป็นโลกที่จบ จบทั้งทางเศรษฐศาสตร์ จบทั้งทางรัฐศาสตร์ จบทั้งทางสังคมศาสตร์ 

เพราะฉะนั้นสังคมเรามีสภาพพวกนี้ มีสภาวะจริงพวกนี้ พิสูจน์ได้เลย ยืนยันได้เลย เพราะฉะนั้นถ้าจิตของเราไม่ดีดดิ้นเอง จิตของเราอยู่ในฐานที่เป็นไปได้กับพวกเรากันแล้ว อยู่กันได้เท่านี้ มีเมตตากันเท่านี้ เมตตากายกรรม วจีกรรม มโนกรรมเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันอย่างนี้ 

สังคมที่อยู่กันอย่างมี สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภได้โดยธรรมก็เอาข้าวกองกลาง ลาภธัมมิกา ต่างคนก็ต่างปฏิบัติ ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา  เพื่อให้จบกิจของแต่ละคนไปที่มีเหลือ คนจบกิจแล้วก็มีทิฏฐิสามัญตา ศีลสามัญตาสมบูรณ์แบบ ศีลของคุณก็สมบูรณ์แล้วสบายแล้ว เป็นปกติของชีวิต มีศีล ทิฏฐิของคุณก็เห็นแล้วว่ามี กตญาณ จบกิจที่คุณได้ทำไว้แล้วคุณก็สบาย ไม่สงสัย ไม่ได้ข้องใจ ไม่ได้ลำบากอยู่ 

คนที่สมบูรณ์มาร่วมกันอยู่อย่างสงบอบอุ่น มีวัฒนธรรม มีประพฤติกรรม พฤติ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ อยู่ร่วมกันเป็นสังคมที่ พูดไปแล้วเขาจะหาว่าหลงตัวเอง มันเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรม มีพฤติกรรมที่แสนวิเศษจริงๆ  มันเป็นเรื่องเข้าใจยาก คนที่เขาไม่มีธาตุจิต ไม่มีจิตที่จะซับซาบรับรู้ธรรมรส วิมุติรส อย่างที่เราเป็นกัน เขาไม่มีความรู้นั้น พูดไปเขาก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ 

_สู่แดนธรรม… คนที่เข้าใจได้ก็อยากจะทำให้ได้แต่ก็สุดความสามารถที่จะทำได้ครับ 

สรุปให้คุณอี๊ดว่า 12 ล้าน ชาตินี้จะได้คืนหรือไม่ได้คืนก็ทำใจ แล้วก็อยู่กับหมู่กลุ่มที่มันก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว มีเงินหรือไม่มีเงินเราก็ไม่มีปัญหาอะไร สบายๆไป ชีวิตสบายๆไปเรื่อยๆ 

เราคิดซะว่าชาติก่อนเราไปเป็นหนี้เขามา ชาตินี้เขามาเอาไปปลอบใจ ก็ได้ 

_ป๋องยากเข็ญ… เป็นอริยทรัพย์ข้อที่ 6 7 ได้ไหมครับ จาคะ ปัญญา 

พ่อครูว่า… เป็นปัญญาที่จะบริจาคด้วยใจ ก็ไม่ได้บอกให้คุณปล่อยเลย ถึงโอกาสก็ทวงบ้าง ได้ก็เอา ไม่ได้ก็แล้วไปอะไรอย่างนี้คุณก็ไม่ได้เดือดร้อนดิ้นรนอะไรก็บอกแล้วว่า ก็มาอยู่กับพวกเราซะให้มันได้ ก็จะไม่มีปัญหาอะไร 

หรือแม้ว่าเขาจะคืนมา คุณจะเอาไปทำอะไรต่อล่ะ มีโครงการอะไรใหญ่ๆ 12 ล้าน 

_สู่แดนธรรม… เขาว่า จะเอาไว้ใช้ยามสูงอายุครับ 

พ่อครูว่า… ก็อยู่ที่นี่ก็ไม่ต้องใช้อะไรมาก ก็อยู่ได้ ก็แนะนำแล้ว 

เอาเถอะไม่เป็นไรก็แนะนำได้ประมาณนี้ 

ทำไมอโศกเลือกอาหารมังสวิรัติเป็นบุญญาวุธไม่เลือกอาหารเจ

_ช่อ… สงสัยมานานมากว่า ทำไมส่งเสริมอาหารมังสวิรัติเป็นบุญญาวุธ แต่ไม่ใช้คำว่า อาหารเจ เพราะคนไทยคุ้นกับคำว่า เจ มากกว่า ค่ะ

พ่อครูว่า… ฟังดีๆคำว่าเจ กับ คำว่า มังสวิรัติ ต่างกัน คำว่า เจ เป็นคำของพวกสายโลกียะเป็นสายศรัทธา ส่วนคำว่า มังสวิรัติ นั้นเป็นของสายโลกุตระเป็นสายปัญญา 

ฉะนั้นคนมากินมังสวิรัติคือ ละเว้นเนื้อสัตว์ วิรัติ หมายความว่าเว้น เว้น ไม่กินเนื้อสัตว์ 

เจ ก็ไม่กินเนื้อสัตว์ เขาเคร่งกว่าด้วย แม้แต่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) กลิ่น เขาก็ว่าเคร่งกว่า มังสวิรัติด้วย ก็ดี แต่คุณเข้าใจเพียงพยัญชนะมันก็ไม่ได้เรื่อง แต่ถ้าคุณเข้าใจลดความติดยึดใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ด้วยก็ดี ทำได้ก็ดี 

อาตมาไม่ใช้คำว่าเจ เพราะว่า 1.อาตมาก็ว่าเจเป็นเพียงโลกียะ แค่ Static มันไม่กว้าง มันไม่ละเอียดพอแล้วมันก็ติดยึด เขาเคร่งไปในทางรูปธรรม 

จาน ชามที่เคยใช้กับเนื้อสัตว์มา เขาไม่เอานะ ก็ต้องมาหาใหม่ล้างใหม่  จานชามจะต้องไม่เคยเปื้อนเนื้อสัตว์มา  ไปนู่น คือไปทางรูปธรรม ไปทางด้านทรมานทรกรรมตัวเองเกินขอบเขตเกินไป เกินการไป 

ส่วนมังสวิรัติของเรานั้นเอาชัดเจนที่จิตวิญญาณ มังสะ คือ เนื้อ ไม่ใช่สัตว์เป็น มิจฉาวณิชชา 5  1. ค้าขายสัตว์เป็น 2. ค้าขายเนื้อสัตว์แล้วเขาก็ไปเบี้ยวบาลีกัน 

มิจฉาวณิชชา 5 

  1. การค้าขายอาวุธ (สัตถวณิชชา) 

  2. การค้าขายสัตว์มีชีวิต  (สัตตวณิชชา) 

  3. การค้าขายเนื้อสัตว์  (มังสวณิชชา) 

  4. การค้าขายสิ่งมอมเมา  (มัชชวณิชชา) 

  5. การค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ  (วีสวณิชชา) 

(พตปฎ.  เล่ม 22   ข้อ 177) 

พ่อครูว่า…สัตว์หลายอย่างเขาไม่กินเนื้อมันหรอก เขากินไข่ กินนมมัน อาศัยอะไรจากมันทั้งที่ไม่กินเนื้อมัน แต่ลงท้ายมันตายก็ฆ่ากินเนื้อมันต่อก็อย่างนั้นแหละ คือเขาไม่รู้จักวิบากกรรมอันนี้เป็นเรื่องลึกซึ้ง อจินไตย เรื่องวิบากกรรม เป็นเรื่องที่จะต้องรู้ถึงขั้น สัตตะ ปาณะ ภูตะ ชีวะ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในพระสูตร 

คนไม่รู้จักพลังงานจิตที่มันปรุงแต่งกันขึ้นมาถึงขั้น สัตตะ คือ สัตวะนี่แหละ เป็น ปาณะ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในศีลข้อที่ 1 ว่าปาณาติปาตานี่แหละ ปาณะ มันเป็นเชื้อชีวิตที่จะยังไม่สูงเท่าสัตว์ด้วยซ้ำไป แต่ ปาณะนี้มันสูงกว่าภูตะ

เพราะภูตะ นั้นมันสูงแค่ เริ่มจะมาเป็นชีวะก็คือเป็นเจตภูตหรือเป็นชีวะในระดับ ภูตคาม คือพืช หรือยังเป็นมหาภูตะ เป็นดินน้ำไฟลม ก็แยกให้ชัดเจน 

เพราะฉะนั้นชีวะหรือยังไม่ใช่ชีวะ เมื่อเป็นชีวะแล้วเจริญจาก เจตภูต มาเป็นปาณะ มาเป็นสัตตะ จนมาเป็นจิตนิยาม นี่คือรายละเอียดของพลังงาน ที่มันมีบทบาทพัฒนาขึ้นมา เกาะเกี่ยวหรือยึดติด แล้วก็ปรุงแต่งหลอกตัวเองด้วยอวิชชามา ไม่รู้เรื่องจนกระทั่งมาเป็นวิชชาแล้ว จึงจะมีปัญญามีความรู้ อย่างอาตมานี่รู้ จึงเห็นชัดเจนถึงความแตกต่างของ นัยยะ เป็นเรื่องของสภาวะจิตเจตสิกทั้งนั้นที่อาตมาแยกแยะให้ฟัง เป็นสุดยอดแห่งอภิธรรมเลย 

อธิบายอย่างภาษาของอาตมาเอง ไม่ได้เอาภาษาตามตำรามาอธิบายหรอก เอาสภาวะอธิบายเป็นภาษาไทยให้พวกเราฟัง จะเข้าใจแล้วแยกแยะให้ละเอียดด้วยภาษาง่ายๆที่สุดที่คนจะเข้าใจ 

เพราะฉะนั้นคนที่เข้าใจแล้วก็ทำ เห็นว่าควรทำนะ แล้วก็เห็นผลเห็นประโยชน์แล้วก็เห็นผลเห็นประโยชน์ 

ชาวพุทธต้องนิยมอิทธิบาท 4 ไม่ยินดีในปปัญจารามตา

เพราะฉะนั้นคนที่ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าได้อย่างพวกเราจึงเข้าใจสัจจะแล้วมาปฏิบัติได้ ตามภูมิธรรม ตามบารมีของพวกเราแต่ละคน จึงมารวมเป็นสังคมกลุ่มคนที่มีโลกุตรธรรม 

เพราะฉะนั้น สังคมคนที่มีโลกุตระก็อ่านออกได้ เป็นสังคมที่สมบูรณ์แบบ สังคมที่มีความเป็นอยู่ที่ อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนความเสียสละ 

มันจริงไหมที่พวกคุณฟังที่อาตมากำหนดไว้แม้แต่เป็นหัวข้อ อ่านสภาวะ สภาวะต่างๆเหล่านั้น พวกคุณสัมผัสได้ไหม มากหรือน้อย อาตมาว่าได้นะพวกเราได้ จะมากหรือน้อยก็ตามบารมีของแต่ละบุคคล เป็นที่สุดแล้วศาสนาพระพุทธเจ้านั้น จบในความเป็น 0 

0 คืออะไร กิเลสหมด เกลี้ยงจากจิต ภาษาก็ว่ากิเลสหมดเกลี้ยงจากจิต มันเป็นอาการกิเลสยังไง หยาบ กลาง ละเอียด เราเรียนจริงๆแล้วอ่านมันจริงๆอย่าไปได้ทำอย่าง สีลัพพตุปาทาน หรือ สีลัพพตปรามาส ฟังธรรมะอาตมาก็ฟังไป พูดละเอียดก็ฟังละเอียดไปอย่างนั้น แต่ไม่อ่านสภาวะตนแล้วก็ไม่ละลดของตน ไม่ประพฤติให้ตน หลุดพ้นไป ไม่ต้องกลัวเป็นอรหันต์เร็วหรอกน่า ให้มันบรรลุอรหันต์ให้ได้ไวๆเถอะ จะชะลอมันทำไม มันไม่จำเป็นเลย 

เพราะฉะนั้นพยายามฟังธรรมดีๆ แล้วประพฤติไป อาตมาก็มีหน้าที่เร่งรัด ไม่มีหน้าที่ปล่อยปละละเลย ธรรมะพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อ ปปัญจรามตา ไม่ได้ไปยินดีในความเนิ่นช้า ต้องยินดีในความเร็ว ให้มันเร็วๆ ไปเนิ่นช้า อย่าไปรอ อย่าไปพักผ่อน ผัดวันประกันพรุ่งไม่เอา ธรรมะพระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เป็นอย่างนั้น 

เพราะฉะนั้นพวกเรานี้ยังเป็นชาวพุทธ ที่ยังมี มังสะ ยังมีเนื้อหา ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา คือมังสะนี่แหละ เป็นเนื้อแท้ๆอย่างวิเศษเลย เนื้อคือแก่นสารสาระ อธิบายเป็นสภาวธรรม เป็นภาษาที่พระพุทธเจ้าใช้ 

ผู้ที่มีอิทธิบาท 4 สมบูรณ์แบบ สุดท้ายก็จะได้เนื้อแท้ วิมังสาได้เนื้อแท้ เป็นสมาธิสมบูรณ์แบบคือ จิตตั้งมั่น เป็นจิตตั้งมั่นสมบูรณ์แบบ อยู่กับเนื้อแท้ 

เพราะฉะนั้นเราเองเราได้ปฏิบัติธรรมมาเป็นลำดับๆมา แค่เนื้อสัตว์ แน่นอนพวกเราไม่กินเนื้อคนแล้ว กินเนื้อสัตว์ แล้วเนื้อสัตว์ก็มีลำดับนะ บางคนบอกว่าไม่กินแล้วสัตว์ใหญ่ กินแต่สัตว์เล็ก บางคนบอกว่าไม่กินแล้วเนื้อสัตว์บก กินแต่เนื้อปลา ก็เป็นลำดับไป ก็ถูกก็เป็นไป แต่มันช้า ก็เนื้อสัตว์จะไปกินมันทำไม มันมีวิบาก อะไรพวกนี้ถ้าคนเข้าใจแล้วจะไปต่อวิบากทำไม 

แต่พวกเราพูดกันได้อย่างตัดทิ้งเลย แต่ข้างนอกเขานี่ โอ้โห.. ไม่ได้หรอก เขาก็ไม่รู้ว่าเขาติดยึด อาลัยอาวรณ์ เขาทิ้งไม่ได้ เขาขาดไม่ได้ ทั้งๆที่ ขาดดูมันไม่ตายชักหรอก 

เพราะฉะนั้น

ฌานเป็นพลังงานปัญญาล้านองศาเผากิเลส 

คนที่ใจแข็งหรือปัญญามีคม ส่วนใจแข็งแบบศรัทธา ใจแข็งดื้อๆแบบทนเอาๆ สักวันก็จะระเบิด แต่ใจแข็งคือใจคม จะมีปัญญาเป็นธรรมาวุธ 

หรือปัญญาคือฌาน ฌานโดยศัพท์เขาแปลว่า ไฟ หรือเพลิงกองใหญ่ กองเพลิงกองใหญ่

ฌาน ไปนั่งสะกดจิตหลับตาจะไม่เกิดไฟกองใหญ่ จะเกิดแต่ความเย็นๆๆๆ แล้วก็เป็นขี้เถ้า เป็นถ่าน เป็นสิ่งที่เหลือซากของความไม่รับรู้เป็น อสัญญีสัตว์ แล้วไปหลง อสัญญีสัตว์ ว่าเป็นนิโรธเป็นฌานด้วยซ้ำ ซึ่งมันเข้าใจผิด จนกระทั่งต้องใช้คำว่า โง่ มันไปจบที่โง่เต็มรูป 

ใน สัตตาวาส 9 ตัวที่โง่เต็มรูปคือ อสัญญีสัตว์ ตัวที่ 5 ตัวที่โง่เลยเถิดไปอีกก็คืออีก 4 ตัวต่อไป อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ สัตว์อีก 4 ตัวคือ โง่เลยเถิด โง่ทับถม โง่ซับซ้อน เพราะฉะนั้นโง่สมบูรณ์แบบคือ อสัญญีสัตว์ 

ไปทำตัวเอง สัญญาคือธาตุรู้ ไปทำตัวเองให้ดับสัญญา ซึ่งสัญญาก็คือธาตุรู้ที่ต้องแววไวแคล่วคล่อง ที่ต้องกำหนดรู้ได้ชัด ได้เร็ว ได้คม ได้แม่น ได้สมบูรณ์แบบ 

ไม่ใช่ไปทำให้มันหยุด ไปทำให้มันดับไม่ทำหน้าที่ สัญญาต้องทำหน้าที่ แคล่วคล่องว่องไว ปราดเปรียว แล้วก็เป็นธาตุรู้ที่เก่งกาจไม่ใช่ไปทำให้มันดับ ไปทำให้มันหรี่ ไปทำให้มันหลบ 

สรุปอีกทีตีหัวเข้าบ้าน พวกหลับตา สะกดจิตแบบนี้ หยุดได้แล้ว เลิกเสียที มาศึกษาใหม่ มาศึกษาจรณะ 15 วิชชา 8 ของพระพุทธเจ้าให้ดีๆ แหม.. เสื่อมจริงๆศาสนาพุทธนี่มันเสื่อมจนกระทั่ง กระตุกมันก็ไม่ขึ้น 

กลายเป็นพวกที่เป็นโจรปล้นศาสนาที่พระราชาให้ไปฆ่าด้วยหอกร้อยเล่มเช้า โอ้ย.. เมื่อไหร่คุณจะเลิกเป็นโจรกันสักที มันบาปนะ มันนำพากันแล้วก็มาหลอกให้ชาวพุทธหรือคนนี่เอง โง่งมงายตามคุณไป มันบาป หยุดบาปกันเสียทีเถอะ จะเป็นโจรปล้นศาสนาอยู่อย่างนั้นอีกเท่าไหร่ 

อาตมาพูดอิงหลัก อิงธรรม อิงคำสอน ขยายความ แยกอุเทศ อธิบายให้ฟังให้ชัดๆๆๆ ฟังธรรมให้ดีๆ สุสูสัง ได้ความเฉลียวฉลาดจะได้ปัญญาที่แท้จริง เพราะฉะนั้นคนที่มี ฌาน มี ฉฬายตนะ มีความฉลาดคนที่ไปหลับตานั้นไม่มี ฉฬายตนะ ไม่มีความฉลาดทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย มีแต่ เอกะ เฉกะ ฉะ ไปทำเป็นเฉก มี 6 ก็ทำให้เป็นเอก เป็น 1 มีรู้อยู่เพียงทวารเดียว มันผิดมนุษย์มนา มันเป็นคนตาบอดหูหนวก มันเป็นคนไม่รู้จักโลก จะพูดอย่างไรถึงจะรู้ถึงความเสื่อมเสียต่ำต้อยของความเข้าใจผิด แล้วก็หลงทิศหลงทาง

เพราะฉะนั้น ตื่นกันได้แล้วมาฟังธรรมะ โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าเสื่อมจนกระทั่งอาตมาทำงานมา 53 ปีย่างเข้าแล้ว พูดปากเปียกปากแฉะ จนกระทั่งอาตมาพยายามตายไม่ลง มันควรตายแล้วแต่ก็พยายามกระเสือกกระสนอยู่ ไม่ยอมตายลงไป พยายาม ก็ยังพูดซ้ำซากหลายทีแล้วว่า ไม่ใช่ไม่อยากตาย ไม่ใช่กลัวตาย ไม่กลัวหรอก อาตมาไม่สงสัยเรื่องตายเกิด 

มาเข้าสู่คำว่า ฌาน

ฌาน ไม่ใช่พลังงานที่มันไปเพ่งอยู่กับที่ แต่ ฌาน เป็นพลังงานที่สว่างจ้า กระจายรอบ รู้เร็ว รู้ไว รู้รอบทิศ รู้แม่น รู้ครบ ฌานเป็น  ปัญญา ฌานอยู่ที่ไหน ปัญญาอยู่ที่นั่นซึ่งก็มีคำตรัสของพระพุทธเจ้า 

ฌาน อยู่ที่ไหน  ปัญญาก็อยู่ที่นั่น ฌานไม่มี ปัญญาไม่มี 

ฌาน แปลว่าไม่มีปัญญาเลยแม้แต่สัญญาเขาก็ไปดับ สัญญานี้ยังไม่ถึงขั้นเป็นปัญญานะ ปัญญามันเป็นความครบถ้วนความรู้ครบถ้วนบริบูรณ์ ส่วนสัญญานั้นเป็นเพียงธาตุเจตสิกที่กำหนดรู้รายละเอียดที่ซอยลงไป ไม่ได้เป็นองค์รวม ส่วนปัญญานั้นเป็นองค์รวมที่มีสัญญาอยู่ในปัญญาด้วย เพราะฉะนั้นสัญญาไม่ใช่ปัญญา เป็นพยัญชนะของเศษวรรค สัญญาคือ อัญญะ กับ ส

 ส่วน ปัญญา ใช้ตัว ป เลย  ฐานตัวที่ 5 เป็นพยัญชนะตัว ป เป็น อัญญธาตุ ที่มันเต็มรูปเลย 

นี่พยายามอธิบายที่เป็นต้นรากบาลี ที่ท่านเอามาเป็นพยัญชนะที่สื่อสภาวะ ที่เขาพยายามเรียนรู้ ไวยากรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์  เข้าไม่ถึงอาตมาหรอก อาตมาออกนอกกฎเกณฑ์ เป็นนักดนตรีออกนอก addrip  ซึ่งอาตมาไม่ใช่ว่าออกนอกเข้าป่าเลยนะแต่กลับเข้ามาในแบบแผนได้สบาย 

เข้าสู่คำว่า ฌาน รากศัพท์คือ ฌ กะเฌอ แปลว่า เผา เผากิเลส ผู้มีฌานจะต้องมีปัญญาเผากิเลส ไปดับ ดับสัญญาอีกไม่มีปัญญา มันก็โง่ดักดาน นั่งหลับตาแล้วก็สะกดจิตให้เป็น อสัญญีสัตว์ แข็งทื่อเป็นลูกศิษย์ อาฬารดาบส อุทกดาบส

 _สู่แดนธรรม… แทนที่จะเผากิเลสกลับไปเผาดับเจตสิก 

พ่อครูว่า… ดับเจตสิกให้ไม่ออกบทบาทลีลาเลย 

_สู่แดนธรรม… เขาเคยสอนว่าถ้าตราบใดเรายังมีตัวรับรู้ คือสัญญารับรู้ ถือว่าเรายังมีตัวมีตนอยู่ เอานิพพานไม่ได้ 

พ่อครูว่า… เขานั่นแหละนี่นิพพานไม่ได้ เป็นผู้เข้าใจอย่างมิจฉาทิฏฐิอย่างนั้นแหละนิพพานไม่ได้ มันตรงกันข้ามกันเลย มันเหมือนขี้ตู่กัน ฉะนั้นก็ชี้ตัวเหมือนแม่ปูกับลูกปู บอกว่าลูกปูทำไมเดินเฉไปเฉมา ทั้งที่ทั้ง 2 ตัวก็ชี้กันไปชี้กันมา แต่เราไม่ใช่ปู 

_สู่แดนธรรม… ก็มีแต่พ่อท่าน อธิบายแม้แต่คำว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ เขาก็แปลว่าต้องดับสัญญาดับเวทนาถึงจะได้นิโรธ 

พ่อครูว่า… เวทนารู้จักอย่างแจ้งสว่างเลยแล้วก็มีเวทนาอันไร้กิเลสเป็นเวทนา 108 สมบูรณ์แบบ สัญญากำหนดรู้เวทนาอย่างชัดเจน สัญญาเคล้าเคลียอารมณ์ เป็น สัญญาเวทยิตังนิโรธังโหติ

บรรลุนิโรธด้วยการมีตัวสัญญา กำหนดรู้แทรกซ้อนเค้าเคลียอารมณ์ มีผู้รู้เขาแปลอย่างนั้นด้วย แทรกซ้อน รู้จักเวทนาครบโดยเฉพาะเวทนา 108 นั่นแหละ 

เพราะฉะนั้นความมีฌานของศาสนาพุทธ ฌานวิสัยเป็น อจินไตย ไอ้ที่รู้กัน ที่เดากัน มันไม่ใช่ฌานของพุทธเลย ฌานของพุทธเป็นอยู่เกิดได้ทุกวินาทีที่คุณเรียนรู้ด้วยจรณะ 15 วิชชา 8 

คุณก็ทำไปตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 คุณก็ปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 แล้วคุณก็จะเกิดการรู้ สัทธรรม 7 เราไม่รู้นะ นี่เรายึด ว่ามันควรได้ ควรมี ควรเป็น คุณก็ละอาย คุณก็เกรงกลัวอันนี้ คุณก็เลิกก็ละ คุณก็ได้มา มี ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ สติ  ปัญญา ก็เต็มทั้งอธิปไตย เต็มทั้ง อุตระ สมบูรณ์แบบ มันก็จึงค่อยๆเป็นฌาน 

พลังงานที่สร้าง สัมผัสแตะต้องแล้วก็ลดละสิ่งที่ควรจะเลิกเป็นอกุศล เจตสิกคุณก็ลดลงๆๆๆ  ดับลงได้ ทีละขั้น ทีละอัน ทีละอย่าง ฌาน ก็เป็นฌาน 1 2 3 4 

ฌาน 4 ที่สมบูรณ์แบบก็คือ อุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา อาตมาพูดแล้วก็อธิบายมาหมดแล้ว ทวนไป 

บางคนฟังอาตมาแล้วก็บอกว่าไม่เคยได้ยินได้ฟัง แต่พวกเราฟังแล้วก็จะชัดเจน แม้แต่อันนี้จะเป็นสมาธิที่บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส เพราะมีอาการ 4 อย่างนี้ มุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต คือจิตที่เป็นสมาธิยิ่งเร็ว ยิ่งแววไว ยิ่งตัดง่าย กัมมนิเย ทำกรรมอันเหมาะควรอะไร มันก็ดีทุกอย่าง และ ก็ตั้งมั่น ฐีเต ตั้งมั่นๆ กระทั่งไม่มีเคลื่อน ไม่มีคลอน อเนญชัปปัตเต 

นี่คือความบริสุทธิ์ผุดผ่องความเป็นจิตตั้งมั่นอยู่ในตัวของมันเองมีทั้ง มุทุภูตธาตุ ทั้งความแววไว มีทั้งความเบาง่าย กัมมนิเย ตัวกรรมเป็นตัวกระทำและมีทั้งความตั้งมั่นและสุดท้ายจบก็คือเป็นฐานที่ตั้ง ไม่หวั่นไหว อเนญชัปปัตเต 

ซึ่งลักษณะธรรมพวกนี้ เป็นสภาวธรรมจริงๆถ้าผู้ใดที่ยังไม่สามารถที่จะเข้าถึงฟังยากก็ต้องขออภัยที่อาตมาต้องสอนในเรื่องสูงในเรื่องที่ละเอียด พวกเรามีฐาน เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ มีฐานรองรับอยู่แล้ว ก็ค่อยๆถ่ายทอดกันไป ค่อยๆสืบทอดกันไป 

อาตมาเกิดมาก็นำพามา พูดไว้ให้มากๆ ให้ละเอียดๆ จะว่าไปแล้ว อาตมาอธิบายธรรมะนี่ อธิบายละเอียดลงไปในสภาวธรรมอย่างละเอียดมาก มากจริงๆ เพื่อที่จะทำความละเอียดในชีวิตของอาตมา จะทำความละเอียดลออได้มากเท่าไหร่ก็จะพยายามทำ ถ้าไม่เช่นนั้นมันก็จะตกหล่น มันก็ไม่ครบ ก็ต้องพยายามเอาขึ้นมาให้คนรู้จักเรียนรู้ มาใช้งานได้ พวกเรามีฐานรองรับกันขึ้นไปเป็นลำดับ คนยังไม่ได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร ยังไม่ถึงก็ฟังไว้ คนที่ได้ๆๆจึงจะเป็นผู้ที่สืบทอด ต่อยอดกันไว้ได้ ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีการสืบทอด ไม่มีการต่อ ยอด มันก็สิ้น มันก็จบ มันก็ด้วน อาตมาเป็นผู้สืบทอดศาสนาจึงต้องทำตรงตามสัจจะที่ว่านี้ ถ้าไม่เช่นนั้นมันก็ไม่จริง มันก็ไม่ตรง มันก็ต้องทำให้จริงทำให้ตรงไปอย่างที่ว่านี้ 

เพราะฉะนั้นคำว่า ฌาน คำนี้ ฌานของพระพุทธเจ้าไม่มีหลับตา ฌานของพระพุทธเจ้ามีอยู่ในชีวิตปกติสามัญ 

คุณสมบัติของจิตที่มันรู้จักกิเลสแล้วมันก็สร้างพลังงานปัญญา พลังงาน ญาณ พลังงานวิชชา ปัญญา ให้มีธรรมฤทธิ์ คงจะเข้าใจนะให้ปัญญามีธรรมฤทธิ์ มีอำนาจมีอิทธิพล จนกระทั่งทำให้กิเลสมันยอมสยบ ตาย 

พยัญชนะภาษาก็พูดได้เท่านี้ มันจะเป็นจริง ถ้าคุณเกิดปัญญาเกิด ญาณ เกิดวิชชา มันจะเป็นธรรมฤทธิ์ แล้วธรรมฤทธิ์ที่ว่านี้เมื่อมันเผชิญกับตัวกิเลส กิเลสของเรา แล้วกิเลสจะเกิดจริงก็ต้องมีผัสสะเป็นของจริง คุณไปหลับตาไม่มีกิเลสจริงหรอก   มีแต่กิเลสที่เกิดในอดีตและอนาคต เพราะความจริงนั้นอยู่ที่ ทิฏฐกาละหรือทิฏฐธรรม อยู่ในปัจจุบันชาติ เป็นการเกิดอยู่ในปัจจุบัน 

ปัจจุบันคือคุณจะต้องครบด้วย จักษุ เปิดดวงตา เปิดหูรับรู้ จมูกรับกลิ่น ลิ้นรับรส  กายสัมผัสรู้ โผฏฐัพพะ คุณตื่นคุณจะต้องอย่างนี้แล้วมีผัสสะ มีคู่รูปนาม มีกายนอกมีกายใน มีกายมีจิต รับรู้ 2 สภาวะเสมอ 

ไปหาที่อยู่ อยู่ที่เดียวขาด 2 ไปเป็น 1 มันเป็น เดียรถีย์ เดียรถีย์เก่าเขาหยุดได้แค่นั้น เขารู้อยู่แค่นั้น มันเป็นโลกียะ มันต้องมามี 2 เสมอ แล้วสามารถทำ 2 ให้เป็น 1 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ )  ล.10 ข.60 

นี่คือ ฌานลืมตา มีผัสสะ มีเวทนา เพราะฉะนั้น กรรมฐานของศาสนาพุทธคือเวทนา อาการของความรู้สึก อาการของธาตุรู้ที่มันทำงานเป็นปัจจุบันชาติขณะนี้ สัมผัสแล้วเกิดจริงจึงเป็นตัวจริงของกิเลส ปัจจุบันชาติ 

ไปหลับตานั้นเป็นอดีต อนาคต คิดเฟื่องไปเองทั้งนั้น แล้วมันจม มันไม่เป็นของจริง ของจริงต้องปัจจุบัน อดีตอนาคตไม่ใช่ของจริง 

อดีตผ่านไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง มันไม่จริง เข้าใจความจริงให้ได้ว่า ความจริงมันมีที่ปัจจุบันเท่านั้น เพราะฉะนั้นคุณมีแต่กิเลสหลอกของอดีต กิเลสหลอกของอนาคต และคุณไปงมงายอยู่กับมันทำไม เข้าใจตรงนี้ให้ได้ 

เข้าใจไม่ได้คุณไม่มีฌานของพุทธ ฌานของคุณเป็นชานหมาก เป็นชานเรือน ชานบ้าน ชานอ้อย ฯ มันไม่ใช่ ฌาน 

ฌาน ซึ่งแปลว่าเป็นพลังงาน เป็นเตโชธาตุ ไฟหรือกองเพลิงแล้วมันเผาเลยเป็นเผาจริงๆด้วยอุณหภูมิล้านองศา เผาเลย เผากิเลส ด้วยอุณหภูมิล้านองศา ให้กลายเป็นอากาศธาตุไปเลย เป็นการเผาอย่างนั้นเลย มันมีธรรมฤทธิ์ 

เพราะฉะนั้น คุณพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติตนเอง แล้วคุณก็รู้ว่า เรารู้กิเลส แล้วเราก็พยายามสร้างพลังงานให้รู้ยิ่งขึ้น ๆ ถ้ามันเป็นตัวไม่จริง มันเป็นการหลอก มันเป็นตัวหลอก มันเป็นตัวไม่มีตัวตน เราไปหลงว่ามันมีตัวตนแล้วไปหลงยึดมันอยู่นี่ คุณต้องพยายามพิจารณาตามคำสอนพระพุทธเจ้า พิจารณาให้มันลึกซึ้งไปเรื่อยๆ มันก็จะเกิดความแหลมคม ความมีพลัธรรมฤทธิ์ของปัญญาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันไม่มีวิธีสร้างอย่างอื่น ต้องเป็นวิธีที่คุณต้องเผชิญความจริงแล้วคุณก็สร้างพลังงานจริงของปัญญาให้เกิด อยู่ขณะนี้กำลังสัมผัสอยู่นี่ กิเลสมันอยู่อย่างนี้ เราก็สร้างธรรมฤทธิ์ของปัญญาของพลังงานนี้ ให้ชนะมัน ชนะมัน คุณก็เก่งขึ้นๆ คุณไปหลับตาคุณไปหลีกลี้หนี  ไม่ใช่นักรบแต่เป็นนักหลบ เป็นนักหลับ   เป็นนักหลีกลี้ จะไปมีผลสำเร็จอะไรได้ 

อาตมาพูดซ้ำซาก พวกหลับตาตื่นได้ มาเรียนรู้จรณะ 15 วิชชา 8 ตามที่พวกอาตมาพาทำนี่ มาเอากรรมฐานของการกิน อยู่ หลับนอน อปัณณกปฏิปทา 3 เรียนรู้กิเลสจริงในปัจจุบันธรรม เป็นสัจจะจริง ไม่ต้องไปฝันเพ้อเพ้อพกอะไรอยู่อย่างนั้น 

พระพุทธเจ้า แปล อปัณณกปฏิปทา 3 ว่า ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดของศาสนาพุทธ มันต้องมีความตื่น ไม่ใช่ไปหลับ ไปกดข่ม หยุดดับ มันต้องมีอินทรีย์ มีการสำรวมสังวร มันต้องมีตัวเฉพาะ โภชเนมัตตัญญุตา มันรวบรวมกิเลสเอาไว้ อาหารการกินนี่แหละ มันครบอยู่ในนั้นเลยนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในอาหาร 

และคนไทยนี้เป็นตัวคนรู้และเป็นตัวคนหลง ปรุงอาหารเก่งฉิบหายเลย ก็คนไทยนี่แหละ หลอกชาวบ้านชาวโลกเขา แล้วคนรู้ทันอาหาร โภชเนมัตตัญญุตา ลดละกิเลสก็เป็นอรหันต์ได้ ก็เป็นเรื่องอาหารนี่แหละ เห็นไหมว่าอาหารเป็น 1 ในโลกในประเด็นนี้ 

เพราะฉะนั้นเรียนรู้อาหาร 4 กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณหาร คุณเรียนรู้อาหารเครื่องอาศัยของชีวิต เรียนรู้มันตั้งแต่

กาม กวฬิงการาหาร เป็นกาม 

ผัสสาหาร เป็นตัว เวทนา

มโนสัญเจตนาหาร เป็นตัณหา

วิญญาณาหาร เป็น นามรูป

เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมด้วยการกิน กวฬิงการาหาร ด้วยการอ่านนี่แหละ ตัวนี้แหละ โภชเนมัตตัญญุตา ตัวนี้แหละหลุดพ้นเป็นอรหันต์ได้ เรียนรู้ให้ดีๆ 

มันมีผัสสะทางตาก็น่ากิน ทางหูก็น่ากิน แต่ก่อนนี้ประเทศนั้นเขาไม่รู้หรอกทุเรียนอร่อย ได้ยินข่าวมาว่าเดี๋ยวนี้โซเชียลโอ้โห มันส่งข่าวคราวมาบอกว่าเป็นอาหารชั้น 1 เลยทุเรียนเป็นผลไม้ชั้น 1 ซื้อได้ถึงขั้น มันขายทุเรียนกันลูกละแสน ขายได้

_สู่แดนธรรม… แม้แต่เมืองจีนพยายามไปปลูกเองที่บ้านเขา แต่ว่ารสชาติสู้ประเทศไทยไม่ได้ 

พ่อครูว่า… ทำได้ อยู่ในโซนเดียวกันทำได้ อีกหน่อยเถอะตะวันออกกลางเอาทุเรียนไปปลูกได้ อีกหน่อยพัฒนาก็สู้ได้ ไม่มีอะไรเหนือกว่าคนหรอก คนนี้ยอดเยี่ยมแล้ว 

เพราะฉะนั้น ตาก็ดี หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รวบรวมความโง่ไว้เต็มประตู เสร็จแล้วก็ไปผัสสะมัน ถ้าไม่ผัสสะมันก็ไม่จริง ต้องมีผัสสะ มันถึงจะจริง จริงแล้วก็จะเกิดตัณหา คุณยังมีเชื้อตัณหาอยู่ในจิต   สัมผัสแล้วก็เกิดอาการ คุณก็ติดมันอยู่อย่างนั้นแหละวนเวียนอาศัยมันอยู่ 

หรือ คุณก็จะล้างมันได้จริง ไม่ติดก็คือล้างได้ ลดได้ๆๆ ล้าง กระทั่งสัมผัสอยู่ คุณก็ไม่เกิดตัณหา สัมผัสอยู่เมื่อกิเลสมันตายสนิทมันไม่ฟื้น มันไม่เกิดแล้ว คุณก็อยู่เหนือมัน เป็นโลกุตระแน่นอน 

(พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

พ่อครูว่า… เพราะฉะนั้นคุณสามารถรู้จักรูปนาม 

(พ่อครูไอตัดออกด้วย) มันจะหมดน้ำยาแล้ว 

_สู่แดนธรรม… นิมนต์พ่อท่านจิบน้ำ ข้างนอกเขาจะสอน ฌานไปแบบเก่าๆ คือ หมายถึงเพ่ง

พ่อครูว่า… ท่านแปลในพจนานุกรมด้วยว่า ฌานคือความเพ่ง มันไม่ใช่ ฌาน คือความเผา ไม่ใช่ความเพ่ง ฌาน คืออาการของพลังงานของความเผากิเลส แล้วกิเลสถูกปัญญาหรือฌานเผา มันเผาเลย ละลาย ด้วยธรรมฤทธิ์สูงสุด

_สู่แดนธรรม… เหตุที่กิเลสมันแพ้คือกิเลสมันไม่ใช่ของจริง 

พ่อครูว่า… ใช่ มันเจอพลังงานไฟพลังงานฌานเผา อาตมาก็พูด เป็นพยัญชนะ กิเลสมันรอหน้าปัญญา ปัญญารู้จักเราแล้วมันวิ่งหนีหูตูบเลยก็พูดไม่รู้กี่ทีแล้ว พูดเป็นภาษาได้ขนาดนั้น มันมีธรรมฤทธิ์จริงๆ ปัญญา 

_สู่แดนธรรม… ทางกลับกันครับ ถ้าปัญญายังไม่มีอำนาจพอ 

พ่อครูว่า… มันก็เล่นเจ้าล่อเอาเถิดอยู่นั่นแหละ กิเลส ก็หลอกล่อเล่น ลูบหัวปัญญา มันไม่ใช่ปัญญามันเป็นของเก๊ ถ้าปัญญาจริงมันต้องมีธรรมฤทธิ์ที่จะชนะ กิเลสแน่นอน พยัญชนะก็เอาใช้อาศัย ไม่ใช่ของจริงมันก็ผิด มันต้องเป็นสัจจะของจริงว่าปัญญามีธรรมฤทธิ์เอาชนะกิเลสได้ ใช้พยัญชนะพระพุทธเจ้ามาเรียกว่าปัญญามันก็เป็นของจริง 

เพราะฉะนั้น เฉโก สายเทวนิยมไม่มีความรู้ขั้นปัญญาหรอก อาตมาอธิบายแยก เฉโก กับ ปัญญานี้ ฟังยังไงเขาก็ฟังไม่ออก ฟังยังไงก็แยกไม่ชัด ถ้าคนที่ฟังมีปฏิภาณปัญญาดีๆ เฉกะ คือ เอกะ กับ ฉ คุณไปทำ 6 ให้เป็น 1 ส่วนปัญญานั้นเป็นธาตุรู้ที่ครบ คือ ป กับ อัญญะ อัญญาเป็นพหูพจน์ ออกไปกว้างขวาง แต่ไอ้นี่ไปทำของเขามากให้เป็น 1 

ต้องรู้ครบ 6 ทวาร คุณกลับไปทำให้เป็น 1 แต่ปัญญานั้นอย่าว่าแต่ 6 เลย 6 เป็นฐานอยู่แล้ว สามารถที่จะรู้ออกไปอีกครบครันทั้งหมดเลย เป็นอื่นๆอีกมี อัญญา อัญญะ รู้โลก รู้กว้างจักรวาลเลยเป็น โลกวิทู มันเป็นคนละทิศคนละทางเลย

อธิบายอย่างสภาวะเอามาขยายความ ไม่ใช่อธิบายอย่าง ไวยากรณะ อาตมาพูดสัจจะความจริง แต่พวกคุณไปเข้าใจเป็นของหลอกไม่เข้าใจถึงแก่น แต่เขาเข้าใจไม่ได้ ก็ว่าไป  

ถ้าเข้าใจแม้แต่คำ เฉโก หรือ เฉกะ หรือ เฉกาเป็นพหูพจน์ กับ ปัญญา หรือปัญญะ  ปัญญัง เข้าใจความแตกต่างของคนโลกๆ เฉโก ไม่ใช่โลกุตระ อย่างเป็นโลกุตระ แต่เขามาคว้าเอาพยัญชนะปัญญาไปเรียกความรู้ เฉโก หน้าตาเฉย เอาไปใช้เฉยๆ เอาไปเรียกเล่นขี้โกง 

คล้ายๆกับคุณเอา เงินบาท ไปแทนเงินปอนด์ มันก็สับสนปนเปเละเทะ มันก็ผิดของเขา ค่าของมัน คำว่า ปัญญา มันมีค่าของมันเหมือนเงินปอนด์ อย่างนี้เป็นต้น คุณเอาเงินที่มันต่ำค่ากว่าเงินปอนด์แม้แต่เงินบาทหรือเงินอะไรก็แล้วแต่ไปเรียกสับสน คุณก็หลอกชาวโลก มันก็เป็นความหลอกอันหนึ่งในพยัญชนะ หรือไปใช้มันไม่จริงกัน 

คนที่สามารถรู้สภาวธรรมตรงกับพยัญชนะแท้ๆเดิมๆที่พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติ คนนั้นดึงเอาสัจจะคืนมาได้ แต่ถ้าเพี้ยนไปตามที่มันปรุงแต่งกันไป เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าโลกุตรธรรมสูญไป เหมือนกลองอานกะ เหมือนเอาของใหม่ เหมือนเอาธรรมะคำสอนใหม่ๆมาร้อยเรียงเป็นคำไพเราะ ซึ่งเป็นโลกียะ มันไม่ใช่ของจริง เป็นกลองอานกะปลอมๆ อะไรเป็นคำสมัยใหม่ 

อาตมาดึงเอาคำสมัยเก่ารากฐานของพระพุทธเจ้ามายืนยันอ้างอิงพระสูตรต่างๆ อาตมาว่า จะมีใครนะ อธิบายธรรมะอ้างอิงสูตรนั้นสูตรนี้ เล่มนั้นเล่มนี้ ข้อนี้ข้อนั้นอย่างอาตมา เหมือนดัดจริตที่จะทำอวดเก่งนะแต่อาตมาที่ทำอย่างนี้ก็เพราะว่า คุณน่ะกอดพระไตรปิฎกอยู่แต่คุณไม่ได้พระไตรปิฎก อาตมาถึงบอกว่าคุณกอดพระไตรปิฎกนั้นดีแล้ว เข้าให้ถึงพระไตรปิฎกสิ มันโชคดีมากแล้วที่สังคมยุคนี้มันยังมีพระไตรปิฎกเป็นหลักฐาน แล้วอย่าไปฉีกทิ้งเหมือนอย่างท่านพุทธทาส บอกว่าฉีกทิ้งไปตั้ง 60% ซึ่งท่านเข้าใจไม่ได้ มันผิด ท่านเข้าใจไม่ได้แล้วก็ไปดูถูกว่าคนอื่นเอาของไม่จริงบรรจุเข้าไป เป็นสิ่งไม่ดี สิ่งที่มันอาจจะมีผิดเพี้ยนอยู่บ้าง 

_สู่แดนธรรม… ท่านพุทธทาสบอกว่าทั้งพระไตรปิฎกรวมไว้คำเดียวก็ได้ประโยคเดียวก็ได้คือสัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ 

พ่อครูว่า…  ก็ได้ สรุปเอาสภาวธรรมอย่างนั้นก็ได้ ไปเป็นภาษาแล้วทำได้จริงไหมล่ะ ถ้าทำได้จริงมันก็ดี ทำยังไม่ได้จริงมันก็พูดเอาโก้ๆเป็นไป คนพูดโก้ๆมีเยอะแยะแต่ทำไม่ได้จริง 

จะมาพูดนี่นะอาตมาพูดไม่โก้ ไม่เหมือนท่านที่พูดโก้ๆเพราะๆพูดแล้วโอ้โหดีดูดี แต่อาตมาพูดแล้วพาๆ เหมือนแรงๆอะไรก็ไม่รู้ มันเจ็บๆนะ มันดูดุเดือดอยู่ แต่มันต้องอย่างนี้ยุคนี้มัวแต่เหยาะแหยะๆอยู่อย่างนั้นอาตมาว่ามันไกลไปแล้ว กระชากมาแรงๆไม่อย่างนั้นตกเหวไปไกลเลยมันลงไปจนกระทั่งมันเหลือห้อยอยู่ต่องแต่งนิดเดียว อาตมาต้องรีบคว้าต้องกระชากขึ้นมา ไม่งั้นทนทานน้ำหนักที่มันจะเอาหัวทิ่มหัวต่ำลงไปในเหวไม่ได้ อาตมาจึงต้องรีบคว้ารีบดึงรีบกระชาก มันจำนนจะต้องทำอย่างนั้น 

_สู่แดนธรรม… สรุปได้ไหมครับว่า นิพพานกับฌาน ต้องมีทั้งฌาน ทั้งปัญญาจึงจะได้นิพพาน 

พ่อครูว่า… ไม่ได้ ฌาน เป็น ตัวเหตุ ปัญญา เป็นตัวผล พลังงานของ ฌาน สะสมไปเต็มรูปก็เป็นปัญญา พลังงานของฌาน เต็มรูปก็เป็นวิชชา 

ในจรณะ 15 ก็สะสมฌาน 1,2,3,4 แล้วก็เป็นวิชชา 8 ไง เป็นความรู้หรือปัญญาหรือวิชชาหรือญาณ มีธรรมฤทธิ์ เป็นพลังงานเพลิงกองใหญ่ มีพลังงานเผาล้านองศา ถ้ามันเป็นจริงแล้วมันจะเป็นเช่นนั้น ขยายความเป็นพยัญชนะสู่ฟังให้ชัดเจน 

แค่หยุด หยุดหลับตา หยุดเข้าป่าเข้าถ้ำ มาเผชิญหน้า มีผัสสะเป็นปัจจัย ปฏิบัติ โดยเฉพาะการกิน โภชเนมัตตัญญุตา เรียนรู้ให้จริงเลยแล้วคุณจะรู้ตัวหน้ากิเลส แล้วก็ทำปัญญาให้แจ้ง ทำปัญญาให้เกิด มันจะรู้เลยว่าปัญญาเป็นอย่างนี้ ธรรมฤทธิ์ของปัญญาเป็นอย่างนี้ มันทำกิเลสลดลงๆ จนกระทั่งคุณเป็นจริงอย่างอาตมาบ้าง กินอาหารมันไม่อร่อยเลย มันมีด้วยหรือคนกินอาหารไม่อร่อยเลย 

_สู่แดนธรรม… กินอาหารมีแต่ทุกข์ 

พ่อครูว่า… อาตมากินอาหารทุกวันนี้มีแต่ทุกข์ ยิ่งอธิบายไปแล้ว 1อาตมาไม่มีกิเลสไม่มีอัสสาทะไม่มีรสอร่อยเลย ทีนี้ไม่มีรสอร่อยก็กินไปตามธรรมดาซะก็แล้วกัน แต่ที่นี้มันไม่ธรรมดาเพราะว่าอาตมาอายุขัยมันหมดแล้ว ลาก อายุขัย มาจนเหนื่อยแล้ว ทำไมมันไม่ตายสักทีวะ มันก็เลย ชักจะยิ่งยาก ฝืนกินๆๆ แล้ว ร่างกายสังขารมันก็ ไปเรื่อยๆ มันเสื่อมมันทรุด มันควรจะตายไปแล้ว ไม่ให้ตายสักที นี่ไม่ให้ตาย เอาเตียงคนป่วยคนไข้มาให้อีก ยิ่งเหมือนคนป่วยใหญ่เลย ขณะนี้อาตมาก็มีเตียงไม่ใช่เตียงคนไข้อยู่แล้ว อันนี้ก็เอาเตียงคนป่วยมาให้อีกวันนี้ก็นอนซะนานเลย ก็เอา คนเขาปรารถนาดี ยังไม่อยากให้เราเสื่อมมาก อะไรที่อยากให้ช่วยได้ก็ช่วยกันมากเลย 

_สู่แดนธรรม… พ่อท่านพูดว่า มันเป็นความทุกข์ เดี๋ยวคนมาฟังใหม่ๆจะสงสัยว่า เป็นอรหันต์แล้วทำไมต้องทุกข์อะไรอีกครับ 

พ่อครูว่า… มันทุกข์ก็เพราะว่ามันเป็น ทรถ มันไม่ได้ทุกข์ถึงขนาดที่อาตมาอาศัยคำว่าทุกข์เรียกหรอก มันเป็นทรถ เป็นความรำคาญ ที่ควรจะจบแล้วมันไม่จบสักที สรุปด้วยคำนี้ ควรหยุดแล้วมันควรจบแล้วไม่จบสักที อาการเคลื่อนไหว อาการที่ยังไม่หยุดสนิท มันก็เป็นอยู่ได้ มันก็เกิดพลังงาน พลังงานตัวนั้นแหละคือ อุปายาสะ พลังงานตัวที่มันรำคาญใจ มันกุ๊กกิ๊กๆ ควรจะสงบเรียบ เฉยๆ วางนิ่ง 

ถ้าอาตมาไม่มีอะไร ไม่กิน ไม่อยู่ อาตมายังดีอยู่อย่างหนึ่งนะว่า  อาตมามาทำงานเขียนหนังสือบ้าง เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาเก็บไว้มาเทศน์บ้าง มันไม่เหมือนกับไปกิน ไปกินมันทุกข์กว่าเขียนหนังสือกับเทศน์ไม่ทุกข์เท่า กินเป็นทุกข์กว่า ทำงานไม่ทุกข์เท่า 

แล้วงานอาตมาทำก็ไม่ใช่งานที่ไม่ควรทำ ทำอยู่แค่นี้ทุกคนเขาก็ยกให้แล้ว ไม่ต้องไปทำอย่างอื่นหรอก อาตมากินนอนแล้วก็เทศน์เขียนหนังสือพอแล้ว ไอ้โน่นไอ้นี่ไม่ อะไรเขาก็จะไม่ให้ แม้แต่อะไรนิดอะไรหน่อยก็หยิบแทนไปหมด ไม่ต้องให้ทำทั้งนั้นแหละ ทำแทนหมด 

_สู่แดนธรรม… สรุปจบ