660801 พ่อครูเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตร วันอาสาฬหบูชา ราชธานีอโศก

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1uT2wwmsS_Fw7gm7U9oCAQFpRbe1PVq_6/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true              

                                                                                                                     

ดาวน์โหลดเสียงที่   https://drive.google.com/file/d/1-0KNDYCpzM90qBcFC31lkl2PpMKdD-YF/view?usp=sharing 

และ 

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/kqMHK_gMY2M 

และhttps://fb.watch/m8M6cFydA6/ 

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร วันอาสาฬหบูชา 

พ่อครูว่า… วันนี้วันอังคารที่ 1 สิงหาคม 2566 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 15 ค่ำเดือน 8(2) ปีเถาะ 

เจริญธรรมทุกๆคน วันนี้เป็นวันอาสาฬหบูชา คือวันเพ็ญเดือน 8 วันสำคัญเดือน 8 ชาวไทยเรามาค้นพบ ก็คงมีคนพูดถึงเยอะแล้วล่ะ มาค้นพบว่าเป็นวันสำคัญที่ 

  1. เกิดพระสงฆ์

  2. เกิดพระธรรม

  3. พระพุทธเจ้ามาทำให้เกิดพระธรรม แล้วทำให้เกิดพระสงฆ์ เป็น ด้วยความรัตนะ 3 หรือแก้วสามดวง 

ประเทศอื่นเขานับเอาวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญ เดือน 6 โน่นวันที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เองโดยชอบ วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 แล้วท่านถึงได้พระราชดำเนินมาจากที่ตรัสรู้ที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา มาถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน มาพบปัญจวัคคีย์ 5 รูปที่เคยศึกษาอยู่ร่วมกัน ท้าวความไปนิดนึง

ศึกษาอยู่ร่วมกัน ปัญจวัคคีย์เขายังเป็นเดียรถีย์อยู่เต็มที่ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาก็พยายาม ความระลึกรู้ยังไม่ขึ้นมาตอนแรก ท่านก็ยังไม่ได้ว่าอะไร ท่านก็ปฏิบัติตามกันแบบผิดๆ เพราะว่าตอนนั้น พราหมณ์ทั้งหลายปฏิบัติผิดหมด พระพุทธเจ้า ก็ไปบำเพ็ญกันในป่า 6 ปี ร่วมกับ พราหมณ์ ทั้ง 5 

ปฏิบัติ 6 ปีนั้นเป็นการปฏิบัติผิด ปฏิบัติ 6 ปีนั้นเป็นการปฏิบัติผิด ฟังให้ดีนะคือผิดอะไร 

  1. ออกป่า 

  2. ปฏิบัติแบบหลับตา สะกดจิต นั่งสมาธิอย่างทุกวันนี้เลยคือความผิด ที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธปฏิบัติผิดที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ นั่นแหละที่ปฏิบัติกันอยู่ทุกวันนี้คือความเสื่อมของศาสนาพุทธ ส่วนใหญ่นะ ขออภัยขอแวะนิดหนึ่งว่าชาวอโศกนี้ปฏิบัติถูก จึงขัดแย้งกันกับทางสังคมหมู่ใหญ่ ที่ปฏิบัติผิด ยึดถือกันผิดๆไม่ว่าจะยึดถือกันทางความรู้แบบบัญญัติ แบบพยัญชนะศึกษา เปรียญศึกษา ภาษาศึกษา ไวยากรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์  อะไรกันอยู่นั่น เตลิดเปิดเปิงไปรู้มากเป็นผู้รู้ ผู้คงจะเรียน เต็มหูเต็มหัวหมดแต่ไม่ได้บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่บรรลุธรรมในชาตินี้ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรียกว่าเป็น ปทปรมบุคคล เป็นบุคคลผู้จมอยู่ใต้โคลน ไม่ใช่ เนยยะ อุคฏิตัญญู วิปัญจิตตัญญู

เพราะฉะนั้นเมื่อพระพุทธเจ้า ตรัสรู้ได้แล้วจะต้องมายืนยันว่าจะมีผู้ที่ฟังธรรมนี้ ตอนที่ท่านยังไม่บรรลุธรรมขึ้นมา อยู่กับหมู่ปัญจวัคคีย์อยู่ในป่า อิสิปตนมฤคทายวัน 

ท่านก็ระลึกได้ว่าความรู้ความเห็นของปัญจวัคคีย์ก็คงจะเหมือนที่เรายังระลึกไม่ได้นี่แหละ ที่ระลึกได้แล้วโอ้โห..มันสุดยอด จะต้องนำไปเปิดเผยดูซิ คนมันจะฟังรู้เรื่องหรือ ท่านเห็นความลึกซึ้งของโลกุตรธรรมที่ท่านเองท่านเคยบำเพ็ญมาเป็นพระพุทธเจ้า บรรลุมาแล้ว บรรลุพระสัพพัญญุตตญาณมาแล้ว อาตมาเคยเล่าท้าวความมาก่อนแล้ว 

สิ่งที่พระพุทธเจ้าเอามาเปิดเผยในยุคที่ท่านตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม องค์นี้ หรือองค์ไหน พระพุทธเจ้าทุกพระองค์พอตรัสรู้ตนเองเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว ท่านก็จะมีธรรมะที่จะมีเอง ที่ท่านเคยบำเพ็ญมาแล้ว ขึ้นมาเอง แล้วมันก็รู้เองว่ามันลึกซึ้ง 

แล้วไอ้ที่ก่อนนี้ที่จะรู้ เราก็รู้ว่าสิ่งที่เราไม่รู้คืออะไร คนที่รู้ว่าสิ่งที่เรารู้คือโลกุตระ มันจะรู้ว่าสิ่งที่เราเคยรู้มาก่อนว่าไม่ใช่โลกุตระคืออะไรมันจะรู้ 2 อย่างเลย รู้โลกียธรรม สูงส่งอย่างไร เราก็จะเข้าใจตามเท่าที่เรามีบารมีตามฐานะ 

ไอ้ที่เรารู้นี่เช่นพระอรหันต์ธรรมดาก็จะรู้ 2 อย่างเหมือนกัน ยิ่งเป็นโพธิสัตว์หลายระดับอย่างที่อาตมาอธิบายสาธยายมาแล้ว โพธิสัตว์ระดับ 1 ระดับ 2 ระดับ 3 ระดับ 4 อะไรมาจนกระทั่งถึงระดับ 6 ซึ่งเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 

โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นอรหันต์ระดับ 1 อนุโพธิสัตว์เป็นอรหันต์ระดับ 2 อนิยตโพธิสัตว์ เป็นอรหันต์ระดับ 3  นิยตโพธิสัตว์ เป็นอรหันต์ระดับ4 มหาโพธิสัตว์ เป็นอรหันต์ระดับ 5 ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะหรือพระพุทธเจ้าเป็นอรหันต์ระดับ 6 

พระพุทธเจ้าได้เทศนาธรรมจักร ที่จะหมุนขึ้นไปในกัป วัตนะคือหมุน ธรรมะที่พระพุทธเจ้าเปิดเผยจะเริ่มเกิดและเริ่มหมุน สร้างธรรมะโลกุตรธรรมขึ้น เป็นศาสนาพุทธ เรียกโดยทราบว่า ธัมมจักกัปปวัตนสูตร

ในพระไตรปิฎกเล่ม 4 ข้อ 13 

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ปฐมเทศนา

[13] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ที่สุดสองอย่างนี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ

การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ 1

พ่อครูว่า… มันเป็นโทษ บาลีแปลว่า กามที่เป็นประโยชน์มาจากคำว่ากามคุณ คือ ประโยชน์ทางกาม แต่ที่จริงมันเป็น กามาทีนวะ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไปใน อนุปุพพิกถา 5 ว่า กามาทีนวะ ที่เสพกามขึ้นสวรรค์หอฮ่อ มันเป็นโทษ กามาทีนวะ  แต่มาหลงว่าเป็นกามคุณ 5 ทางตา หู จมูก ลิ้น  กาย สัมผัสแล้วเกิดสุขอยู่ในใจ 

การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน(อัตกิลมถะ) เป็นความลำบาก ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบ ด้วยประโยชน์ 1

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลาง(มัชฌิมาปฏิปทา) ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น นั่นตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานนั้น เป็นไฉน?

ปฏิปทาสายกลางนั้น ปฏิปทาคือข้อปฏิบัติ ได้แก่ อริยมรรค มีองค์ 8 นี้แหละ คือปัญญาอันเห็นชอบ 1 ความดำริชอบ 1 เจรจาชอบ 1 การงานชอบ 1 เลี้ยงชีวิตชอบ 1 พยายามชอบ 1 ระลึกชอบ 1 ตั้งจิตชอบ 1

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือปฏิปทาสายกลางนั้น ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.

[14] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหานั่นแลดับ โดยไม่เหลือด้วยมรรค คือ วิราคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ 

พ่อครูว่า… คือข้อปฏิบัติที่เป็นไปตามลำดับจากความเป็นคามินี แบบชาวบ้านแล้วจะเป็นอาริยะได้ต่อไปเป็นลำดับ  

คือ อริยมรรคมีองค์ 8 นี้แหละ คือ ปัญญาเห็นชอบ 1 … ตั้งจิตชอบ 1.

[15] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา(บาลีว่า วิชชา) แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง(อาโลกา) ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล ควรกำหนดรู้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล เราก็ได้กำหนดรู้แล้ว.

พ่อครูว่า… ความรู้ที่มีขึ้นมาเอง อาตมามี ตัวเองไม่ถึงพระพุทธเจ้านะ อาตมาเกิดมาชาตินี้ก็เอาความรู้เก่าอาตมา มาอธิบายซึ่งมันเป็นความขัดแย้งกับหมู่ใหญ่ อาตมาเอาสิ่งที่ถูกมาพูดมันก็ต้องขัดแย้งกับสิ่งที่มันผิดของหมู่ใหญ่ อาตมาถูกเขากระหน่ำย่ำแย่ตั้งแต่ต้นจนถึงป่านนี้ วันนี้อาตมาก็คิดว่ายังเยอะอยู่ที่ท่านยึดถือ อาตมาเห็นใจนะ อาตมาก็ไม่ได้มีปัญหาหรอก ท่านจะต้องนำพาอันนี้ไป 

ถ้าท่านไม่ว่าอาตมาก็ดีแล้ว ถ้าท่านจะส่งเสริมว่าอย่างที่โพธิรักษ์เทศน์นั่นแหละถูกต้องแล้วล่ะ ดีแล้วแหละ อย่างนี้ของเราแม้มันจะไม่เหมือน มันจะไม่ดีก็เอาตามโพธิรักษ์ก็แล้วกันโอ้โห ถ้าเท่านี้ถ้าทางเถรสมาคมกล่าว อาตมาว่าศาสนาพุทธเรา ก็เป็นศาสนาธรรมดาศาสนาไหนก็ตามผู้ใหญ่ ตามผู้รู้ที่ยอมรับนับถือกันใช่ไหม ไม่ว่าศาสนาไหนทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจะมาเลย อาตมาก็ไม่ได้ไปบังคับไม่ได้หรอก อาตมาไม่รอ ไม่หวัง ยืนยันสัจจะไปอย่างเดียว

ปฏิบัติสัจญาณ แล้วจะเกิดกิจญาณ แล้วเกิด กตญาณ คือสำเร็จแล้ว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ

 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล ควรละเสีย.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล เราได้ละแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล ควรทำให้แจ้ง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล เราทำให้แจ้งแล้ว.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล ควรให้เจริญ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล เราให้เจริญแล้ว.

ญาณทัสสนะ มีรอบ 3 มีอาการ 12

[16] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ 4 นี้ มีรอบ 3 มีอาการ 12 อย่างนี้ 

พ่อครูว่า… รอบ 3 คือญาณ 3 สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ แล้วก็มี อาการ 12 ก็คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มี 4

ทุกข์ก็เป็นสัจจะที่คุณปฏิบัติให้เห็นทุกข์ แล้วปฏิบัติจนเห็นความทุกข์ดับไป 3 กับ 4 คูณกันเป็น 12 

ทุกข์ ทำให้จบเป็นสัจจะและเป็นกิจ แล้วเป็นกต 3

สมุทัยก็ทำให้จบรอบ สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ

นิโรธ ก็ทำให้จบรอบ สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ

มรรค ก็ทำให้จบรอบ สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ

ไม่ใช่เอาแต่รู้ทุกข์แล้วไม่ลงมือทำ ลงมือทำให้เกิดเรารู้มรรคผล สำเร็จด้วยสำเร็จแล้วนะ กตะ สำเร็จแล้วจริงๆต้องรู้ทั้งภายนอกภายใน รู้ทั้งความดับสนิท จบ ทั้ง สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ ใน ทุกข์สมุทัยนิโรธมรรค 4 อย่างนี้ ต้องจบทั้ง 3 อย่าง สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ ก็ครบ 12 

จึงเรียกว่าญาณ 3 อาการ 12 

ยังไม่หมดจดดีแล้ว เพียงใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังยืนยันไม่ได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา ในอริยสัจ 4 นี้ มีรอบ 3 มีอาการ 12 อย่างนี้ หมดจดดีแล้วเพียงใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้น เราจึงยืนยันได้ว่า

เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์.

พ่อครูว่า… เทวดา มาร พรหม ก็คือสัตว์ เทวนิยมไม่มีปัญญารู้ว่าตัวเองเป็นมาร พระพุทธเจ้าตรัสรู้จนกระทั่งรู้ว่า ที่แท้เราเป็นลูกกะโล่ของมาร แล้วหลงว่าเป็นเทวดา หมายความว่ามารมาหลอกให้หลงสุข คุณก็นึกว่านี่คือสวรรค์ คือดาวดึงส์ เราต้องเสพอยู่อย่างนี้ตลอดกาล เป็นยามาให้นานให้ยาว ทุกยามทุกเวลาก็ยาว ยามก็คือเวลา ทุกอย่างทุกเวลาต้องเป็นเทวดาดาวดึงส์ทำให้ได้ 

ทำได้แล้วดุสิตแปลว่าเย็น ก็ไม่เย็นไม่พัก ติด ด้วยความหลงซับซ้อนไม่พักดุสิตก็ไม่พัก นอกจากไม่พักแล้วทำอย่างยิ่งเรียกว่านิมมานรดี เป็นชั้นที่ 5 เป็นเรื่องเก๊หมดทั้ง 6 ตั้งแต่จตุมหาราชิกา ล่า ทั้ง 4 ทิศเป็นมหาราชของโลก โลกอะไร โลกธรรม เป็นสุขโลกียธรรมได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ล่าใหญ่เลย ไม่เข้าใจในโลกธรรมไม่เข้าใจในโลกียะเป็นทาสโลกียะ เทวนิยมทั้งหลายที่เป็นศาสนาพระเจ้านั้นไม่รู้เรื่องนี้เลย อันนี้อาตมาพูดมากประเดี๋ยวเขาจะไม่ชอบใจเพราะเขาเองเขายึดมั่นถือมั่นด้วย พวกนั้นเขาไม่รู้จักการบรรลุธรรม ไม่รู้จักการละหน่ายจางคลายจากกิเลส ไม่รู้จักการโกรธไม่รู้จักการทำลายเดี๋ยวเขาจะมาทำร้าย อาตมาก็พูดมากนะที่จริง เขายังไม่รู้ภาษา สักวันหนึ่งอาตมาคงจะเจอ ตอนนี้ก็ผ่านไปก่อน 

เรื่องนี้อาตมาว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากเลยของโลก ก็รอแต่ผู้แสวงหา 

อาตมามีบุญดีอยู่อย่างหนึ่งว่า พูดภาษาโลกๆคือบุญดี คือกุศลดี หรือบารมีดีตรงไหนคือที่อาตมาไม่รู้ภาษาต่างประเทศ ถ้าหากอาตมารู้ภาษาต่างประเทศดีเหมือนพิธา เหมือนทักษิณ อาตมาจะพูดธรรมเทศน์พูดภาษาอังกฤษ พูดภาษาสากลที่เขารู้กันทั่วโลกนะ มันจะกระจายไป อาตมาตายแล้วป่านนี้ เห็นไหมว่าอาตมามีกุศลดี 

เพราะฉะนั้นการที่อาตมาไม่รู้ภาษาต่างประเทศเลย พูดแต่ภาษาไทยอยู่ในโลกให้คนไทยรู้ไปก่อน เราจะช่วยกัน ถ้าไทยรู้เป็นมวลใหญ่แล้วศาสนาอื่นศาสนาใดก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ขณะนี้ถ้าขืนชาวต่างประเทศ ชาวเทวนิยมที่เป็นศาสนาหมู่ใหญ่เป็นเทวนิยมอีกหลายศาสนา เป็นศาสนาพระเจ้าทั้งนั้น 

ขออภัยเป็นศาสนาที่มีพระเจ้าทั้งนั้น มีศาสนาที่ไม่มีพระเจ้าเหมือนกันแต่เป็นมิจฉาทิฐิอย่างเช่นศาสนาเชน ของพระมหาวีระ เป็นพระศาสดาแก้ผ้าเข้าป่า ไม่ออกมาหาใคร ไม่กิน ไม่เอาอะไรเลยสุดโต่ง เขาก็ไม่นับถือพระเจ้าเหมือนกันแต่ว่ามันคนละขั้วกันเลยกับชาวพุทธที่เป็นมัชฌิมา แต่ของเขาสุดโต่ง

เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ที่ตรัสรู้จะรู้ความเป็นเทวดาหรือ ขอสรุปสั้นๆว่าเทวะคือมาร คือซาตานที่พระเจ้าเขาถือว่าเป็นศัตรูใหญ่ จริงๆแล้วเป็นอันเดียวกัน ซาตานกับพระเจ้าอันเดียวกัน แต่พระเจ้าอวิชชา ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นมาร แล้วก็หลงคบมาร  หลงอยู่กับมาร   หลงอะไรหลงสุข ที่จริงทุกข์ กับสุขอันเดียวกันเพราะฉะนั้นพระเจ้ากับมารอันเดียวกัน 

พรหม ผู้บริสุทธิ์จากเทวดาบริสุทธิ์จากมาร พรหมคือความบริสุทธิ์ บริสุทธิ์จากเทวดา บริสุทธิ์จากมาร โดยเฉพาะคำว่ามารนี้คือทุกข์ คำว่าเทวดานี้คือสุข แล้วก็ไปหลงสุข มารก็หลอกว่ามันเป็นสุขแต่ที่จริงมันเป็นทุกข์ อาตมาก็อธิบายไว้หมดแล้วว่ามันอันเดียวกัน พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ เขาก็เข้าใจผิดเพี้ยนไปหมด ไม่รู้ความจริง 

ขยายความสรุป เทวดานั้นอย่างหนึ่งคือความหลง มารนั้นคือความจริงของเทวดา เทวดาคือความหลงชัดๆก็คืออวิชชา หลงไม่รู้ มันโง่ มันก็ไม่รู้ที่แท้นี่เราเป็นมารแต่เราหลงมารเป็นเทวดา 

เราหลงว่าเป็นเทวดา ที่แท้มันคือมาร แล้วก็หลงว่าตัวเองเป็นเทวดายิ่งใหญ่ใหญ่ไปตามลำดับ หลงยิ่งใหญ่จนกระทั่งสุดท้าย นี่แหละจะเป็นโอฏภัยตรงนี้ ยิ่งใหญ่สูงสุดก็เป็นเจ้าศาสนาเลย 

เพราะฉะนั้นเขาไม่รู้ความเป็นพรหมที่แท้จริง พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเรานี่แหละคือพรหมกาย เราคือธรรมกาย คือกายบริสุทธิ์ กายสะอาด กายหมดจด กายแทงทะลุรอบ ไม่ติดยึดในความเป็นกาย แม้ที่สุดจะมีกายหรือไม่มีกายก็รู้รอบถ้วนได้ 

เมื่ออาตมาพูดมาถึงตรงนี้แล้วพระพุทธเจ้าสรุป ข้อ 17 พระไตรปิฎกเล่ม 4

อนึ่ง ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความพ้นวิเศษของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นที่สุด ภพใหม่ไม่มีต่อไป.

ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา.

[17] ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว เหล่าภุมมเทวดาได้บันลือเสียงว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆในโลก จะปฏิวัติไม่ได้.

เทวดาชั้นจาตุมหาราช ได้ยินเสียงของพวกภุมมเทวดาแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

เทวดาชั้นดาวดึงส์ ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราชแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

เทวดาชั้นยามา …

เทวดาชั้นดุสิต …

เทวดาชั้นนิมมานรดี …

เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวดี …

เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวดีแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไปว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว

ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหมหรือใครๆ  ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้.

ชั่วขณะกาลครู่หนึ่งนั้น เสียงกระฉ่อนขึ้นไปจนถึงพรหมโลก ด้วยประการฉะนี้แล.

ทั้งหมื่นโลกธาตุนี้ได้หวั่นไหวสะเทือนสะท้าน ทั้งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้ ได้ปรากฏแล้วในโลก ล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งพระอุทานว่า ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ

ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เพราะเหตุนั้น คำว่า อัญญาโกณฑัญญะนี้ จึงได้เป็นชื่อของท่านพระโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้.

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จบ

พ่อครูว่า… ความจริงนั้นเดินหน้าแต่สมมติสัจจะถอยหลังได้ แต่ปรมัตถ์สัจจะเดินหน้าอย่างเดียว 

จริงๆพราหมณ์คนนี้ท่านชื่อว่าโกณฑัญญะซึ่งแปลว่าโง่ โกณฑะ แปลว่าโง่ โกณฑัญญะเมื่อได้ฟังธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์คนแรกที่เป็นผู้ได้เกิด อัญญา

วันนี้พระพุทธเจ้าท่านได้เปล่งพระธรรม แล้วพระธรรมนี้เป็นโลกุตระ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเป็นโลกุตระคือความสุด 2 อย่าง

กามสุขัลลิกะ กับ อัตตกิลมถะ 2 อย่างนี้มนุษย์ควรเลิก เป็นสิ่งเลวสิ่งต่ำที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสมา 

เพราะฉะนั้นยังไม่มีใครรู้อันนี้ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วก็ทรงเอามาเปิดเผยเพราะมันทวนกระแสใจเพราะคนยังติดในกาม เข้าไปปฏิบัติธรรมก็ติดในอัตตา เป็นอัตตกิลมถะ ด้วยการทำให้ตนลำบากโดยไม่ได้มีความว่าไปเลิกอัตตา แต่ยิ่งทำให้ตัวเองมีอัตตาตกอยู่ในความลำบากหนักหนาสาหัสเข้าไปอีก 

อัตตกิลมถะ บวกกับกาม ทั้ง 2 อย่าง คือเป็นเทวนิยมมากหนักเข้าไป เช่น ประเทศอเมริกา หลงทั้งกาม หลงทั้ง อัตตกิลมถะ คือ ทรมานตน ไม่รู้อัตตา ไม่รู้ตัวเอง นึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่ แม้แต่ทุกวันนี้เขาก็ยังไม่รู้ตัวแต่มีคนรู้ตัวแล้ว คนเล็กๆน้อยๆรู้ตัวแล้ว มี American หนุ่มๆชื่อแตงโมมาออกโทรทัศน์ก็คงเคยเห็น ประเทศกูนะ เขาว่าของเขาไปโอ้โห เขาบอกว่ามันชิบหายหมดแล้วว่าไปเลย เขาบอกว่าประเทศไทยดีกว่า มันเป็นหนึ่งในหน่วยตัวอย่างของผู้ที่มีดวงตา มีแสงสว่าง มีญาณ มีปัญญา มีความรู้แล้ว นี่เป็นรูปธรรมที่เห็นชัดๆ 

อาตมา ขออภัยอย่างยิ่งต่ออเมริกาที่มันเป็นสัจจะที่ต้องการในโลก อาตมาเมื่อกี้นี้ในวจีสังขารบอกว่าไม่น่าจะยาวถึง 500 ปี มันจะชัดเจนเลยว่าจะสลายแยกไปโดยที่อาตมาไม่มีปัญญาปฏิภาณรู้หรอกว่า จะแตกสลายแยกสลายอย่างไร แต่ว่ามันเสื่อมหนัก ขออภัยไม่รู้จะพูดยังไงแต่ต้องพูดความจริงต่อผู้ที่แสวงหาสนใจ 

อาตมาบริสุทธิ์ใจนะ ไม่ได้ไปเบ่งไปข่ม ได้แต่เผยความจริงให้รู้ อาตมามันลำบากมีวิบากตรงนี้ ที่พูดความจริงแล้วต้องทำให้คนผู้ที่ไม่ดี ผู้ที่เขาเสื่อม ผู้ที่ตกต่ำ ผู้ที่เป็นทุกข์ ผู้ที่เขาลำบากนี้ แล้วเขาก็มีอวิชชา เขาก็มีอัตตา เขาก็เลยถือตัวเขาก็เลยโกรธตอบอาตมา เขาก็เลยแก้แค้น ดีไม่ดีก็จะมาทำร้ายอาตมา อาตมาก็ต้องระมัดระวังอยู่บ้างเท่านั้นเอง เป็นโอษฐภัย ไม่มีอย่างอื่นหรอกอาตมา โอษฐภัยทำลายอาตมา

หันมาสู่สาระสัจจะชัดๆเอาคำว่าเทวดา มาร พรหม 3 คำนี้มาพูด 

เทวดานี่คือคำหลอก เทวดาตัวจริงก็คือมาร เหมือนทุกข์สุข กระดาษแผ่นเดียวกัน แต่มารเองโง่ หลงว่าเป็นเทวดา มารถ้ารู้ตัว มารจะเจริญกว่าเทวดา 

เทวดาไม่รู้ตัวง่ายเท่ามาร เพราะมาร มันอยู่กับทุกข์ แต่เทวดามันอยู่กับสุข 

เพราะฉะนั้นคนที่เห็นทุกข์ก่อนนี่แหละเป็นคนเจริญก่อน ทุกข์มันพาให้คนรู้ก่อน สุขมันไม่พาให้คนรู้ก่อนหรอก พระพุทธเจ้าจึงไม่ได้ตรัสอธิบายสุขอริยสัจ ท่านตรัสเป็นพยัญชนะว่า สุขัลลิกะ ความสุขนี้เป็นเรื่องหลอก เป็นเรื่องโกหก เป็นเรื่องเก๊ ถ้าคนมีปัญญาจะรู้ว่าทุกข์ต่างหากมันจริงกว่า มันฉลาดกว่า อย่าไปโง่งมงายอยู่กับสุขทำไม แต่ทุกข์ก็สามารถเลิกได้ ปฏิบัติตามหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสก็คือ 

วิชชาจรณะสัมปันโน ให้บรรลุวิชชาจรณะ 

เพราะฉะนั้นวิชชาจรณสัมปันโน นี่แหละคือทรัพย์อันยิ่ง ปันโน แปลว่าบรรลุ ปฏิบัติให้บรรลุ ด้วย วิชชา แตกไปเป็น วิชชา 8 

ทุกวันนี้ชาวไทยมีภูมิรับได้เป็นโลกุตระอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ อปัณณกปฏิปทา 3 ข้อปฏิบัติไม่ใช่ กามสุขัลลิกะ กับ ไม่ใช่อัตตกิลมถะ  ที่เป็นสุดโต่งของข้อปฏิบัติ 2 อย่าง ข้อปฏิบัติให้บรรลุมัชฌิมา ไม่โต่งไปทั้ง กามสุขัลลิกะ กับ อัตตกิลมถะ รู้ทั้งอัตตะ ทั้งกาม กามคือ สิ่งที่ปรุงแต่งร่วมกับข้างนอก อัตตาคือสิ่งที่อยู่ภายใน

อาตมาไม่ได้พูดภาษาตามตำรา อาตมาพูดอาจจะบาดเสียบแทงสั้นลัดเรียกว่าคอนไซส์ ลัด ตัด ตรง อาตมาอาจจะพูด concise หน่อย สำหรับวันนี้ก็เป็นวันสำคัญสำหรับประเทศไทยเรียกว่า อาสาฬหบูชา ที่เรามีธรรมะพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาเป็นครั้งแรกได้เทศน์ธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร ให้แก่ พราหมณ์ 5 รูป ซึ่งยังไม่ได้บรรลุธรรมเป็นอริยสงฆ์ของพระพุทธเจ้าได้เกิดดวงตาเห็นธรรมคือโกณฑัญญะ เป็นองค์แรก แล้วต่อจากนั้นก็จะค่อยๆเป็นองค์อื่นๆต่อๆไป จึงเกิดเป็นพระสงฆ์องค์แรกในศาสนาพุทธ 

พระพุทธเจ้าท่านเป็นพระพุทธแล้ว เป็นผู้มีสัพพัญญูขึ้นมาเอง แล้วก็มาเกิดพระธรรม พระสงฆ์ ครบสามเส้าไตรรัตน์ จึงเรียกว่าเป็นวันสำคัญเดือน 8 อาสาฬหะแปลว่าเดือน 8 วันเพ็ญเดือน 8 ก็เกิดสิ่งสำคัญอันนี้ขึ้นมา นี่คือสำหรับวันนี้ที่ท่านพระทั้งหลายแหล่พยายามเทศน์เรื่องนี้กันอย่างนี้ แต่อาตมาก็มาสรุปภาษาอาสาฬหบูชาเท่านั้นอาตมาเทศน์เนื้อแท้ของศาสนา เอาพระไตรปิฎก ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ในพระวินัย 

ติดตามฟังให้ดี อาตมาว่าประเทศไทยเราเกิดโลกุตรธรรมขึ้นมาแล้วถึงขั้นสาธารณะโภคี มีสังคม สาราณียธรรม 6 เกิดจริงเป็นจริงแล้ว โปรดติดตามหารับฟัง และเข้ามาพบ เข้ามาคบคุ้น เข้ามาศึกษาตามพิสูจน์ 

ขอพูดอีกสำคัญนิดหนึ่งว่า มาตาม มาจับผิดให้ได้ เจริญธรรม 

จบ