660503 ปลุกพลังเงียบช่วยกันทำให้การเมืองเจริญ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1deeb6Fkaiq0qC4ADyJ_neG3Wm5mqZ2LD/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true                                                                                                                                  

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/17630Vd0E8QlxZKtaxurMQBOMKuCryRT-/view?usp=share_link 

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/tPxX7uIsaow 

และ https://fb.watch/ki5BaOIldi/  

สมณะเดินดิน… วันนี้วันพุธที่ 3 พฤษภาคม 2566 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 14 ค่ำเดือน 6 ปีเถาะ ปกติโดยทุกปี 15 ค่ำเดือน 6 จะเป็นวันวิสาขบูชา แต่ปีนี้มีเดือน 8 2 หน วิสาขบูชาปีนี้จะไปตกวันที่ 3 มิถุนายน 2566 งานอโศกรำลึกปีนี้ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายนเป็นต้นไปเลย 

เหลืออีก 11 วัน เป็นโค้งสุดท้าย เขาบอกว่าประเทศไทยจะได้เปลี่ยนแน่ ทางโลกบอกว่าสถานการณ์สร้างวีรบุรุษ เหตุการณ์ต่างๆในโลกในประเทศไทย พ่อครูมองว่าเป็นเครื่องกระเทาะให้เห็นว่าใครเป็นใคร ใครเป็นแก่น ใครเป็นแก้ว ใครเป็นของจริง ใครเป็นของปลอม 

ตอนนี้บางพรรคโพลมานำโด่งเลย พรรคที่บอกว่าคนแก่เป็นพวกไดโนเสาร์ จะกวาดเอาสิ่งดีงามของบ้านเมืองไปหมดสิ้นเลย เขาไปหลงตะวันตก หลงฝรั่ง ที่เชิดหน้าชูตาของเขา เขามั่นใจมาก เขาบอกว่า ก้าวไกลมาไกลเกินกว่าจะแพ้แล้ว ความอยากจะเป็นนายกทำให้คนจับโกหกได้ สร้างเรื่องราวเพื่อให้คนเชื่อ แต่ผู้คนก็ได้เห็นแก่น เขาไม่มีแก่น เป็นแก้วที่รอแตกร้าว เมื่อกระทบผัสสะแล้วจะไปได้ถึงไหน 

ดูลุงตู่น่าจะเหนื่อยมาก เพราะเดินทางไปที่นั่นที่นี่ตลอดเวลา โพลล่าสุดบอกว่า พิธานำอันดับ 1 อุ๊งอิ๊ง มาอันดับ 2 ลุงตู่เป็นอันดับ 3 ได้คะแนนนิดเดียว เทียบกับเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแล้วลุงตู่ดูเหมือนจะเทียบไม่ได้ แต่ก็เห็นความมั่นคง ไม่เห็นร่องรอยว่าจะย่อท้อ ไปแต่ละที่ยังดูมั่นคงแน่วแน่ สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ อาจจะเพราะความบีบคั้นทำให้ต้องดึงพลังออกมาให้มากที่สุด เพื่อจะรักษาบ้านเมืองไว้จึงต้องทำให้เต็มที่สุดและแรงเกิด 

แต่การตอบโพลนั้น ประชาชนบางคนก็ต้องเก็บไว้ในใจ ไม่สามารถแสดงออกได้เปิดเผย ก็ลองดูว่าจะออกมาแบบไหน วันที่ 14 พลังเงียบจะเงียบเชียบต่อไปหรือเปล่า หรือพลังเงียบจะออกมายืนหยัดยืนยัน พวกเรามีเวลาอีก 10 วัน ใครจะไปช่วยชักชวนให้พลังเงียบตื่นขึ้นมาได้ก็เป็นการช่วยชาติบ้านเมือง 

แต่สิ่งที่จะช่วยได้อย่างมั่นคงยั่งยืนไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่เป็นสัจจะสาระต้องดำรงอยู่ในชีวิตเรา 

แสงธรรมจะทอบวรต้องปลุกพลังเงียบให้ออกมา

พ่อครูว่า… ที่บอกว่าพลังเงียบและความเงียบนี่นะ อันนี้แหละ เป็นตัวชี้บ่งถึงความยังไม่เจริญ อยู่เงียบๆงุ่นๆคนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร มันเป็นมิจฉาทิฎฐิที่ลึก มันไม่ใช่เรื่องของความเป็นมนุษย์เต็มรูปที่มีความตื่นเต็ม รู้จักสังคมข้างนอกก็รู้จักข้างใน รู้จักทั้งภายนอกภายในเต็ม100 สมบูรณ์แบบ มันไม่เป็นเช่นนั้น มันเป็นอวิชชาจริงๆของคน 

แต่ทีนี้อาตมายังหวัง ยังไม่สิ้นหวังเสียทีเดียวว่า คนไทยจะมาถึงวันนี้แล้ว จะเสื่อมถึงขนาดนั้น อาตมายังมั่นใจว่า คนไทยทุกวันนี้เจริญ โดยเฉพาะทางด้านของการเมืองก็ตาม ศาสนาก็เอาเถอะมันอาจจะยาก 

แต่เมืองไทยนี่แม้ว่าศาสนาที่ว่ายาก แล้วก็ยังมีกลุ่มคนที่เข้าใจที่เข้าถึงสัจธรรมโลกุตระแท้ๆจะมีจำนวนน้อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนไทยส่วนใหญ่จะไม่มีเชื้อโลกุตระอยู่ ไม่ใช่ 

มี แต่มันพัฒนาขึ้นมาตามลำดับ ถึงวันนี้นี่อาตมาก็ยังมั่นใจว่า มันจะชนะได้อยู่ ยังมั่นใจว่าสัจธรรมที่เป็นโลกุตระยังจะชนะได้อยู่ 

ถ้าจะว่าไปแล้ว นี่ไม่ใช่อาตมาจะคุยโม้ 

อาตมาทำงานโลกุตรธรรมมาตั้งแต่ พ.ศ 2513 ทำมาทำมาแล้ว ในหลวง ร. 9 เห็นร่วม เริ่มตั้งแต่ 2527 มาเรื่อยๆ ในหลวงเริ่มเห็นด้วยเริ่มตรัส สิ่งที่ท่านก็เป็นพระเจ้าแผ่นดิน จะตรัสอะไรก็ต้องมั่นพระทัยว่าตรัสออกมาแล้วสู่สาธารณชน ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ 

เช่น จะตรัสว่าแบบคนจน หรือมาขาดทุนของเราคือกำไรของเรา มันไม่ใช่เรื่องง่าย 

ที่เราเห็นท่านตรัสตามหลักฐานที่มีใน พ.ศ 2534 แต่อาตมาว่าท่านเริ่มตั้งแต่ พ.ศ 2527 มาเรื่อยๆ มาถึง 2534 ท่านถึงเต็มรูป ตรัสออกมาด้วยภาษาต่อสาธารณชนเลยว่า บริหารแบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ต่อมา อะไรอย่างนี้เป็นต้น 

ซึ่งมันเป็นเรื่องของภูมิธรรมของโพธิสัตว์แท้ๆ มันพูดเล่นไม่ได้หรอกในระดับในหลวงหรือสาธารณชนทั่วโลก พูดเล่นไม่ได้ แต่คนเข้าไม่ถึง อย่างข้าราชบริพารไม่มีปัญญารับช่วงต่อ มันก็เลยยากไปไม่ออก 

ทีนี้มาพวกเรานี่แหละรับไม้ หรือจริงๆก็ทำอยู่แล้ว พวกเราเป็นโลกุตระอยู่แล้ว รับทำอยู่แล้ว เมื่อในหลวงมาตรัสอย่างนี้อีกก็เลยยิ่งโอ้โห.. แทบจะถือว่า ถ้าไม่มีธรรมะหน่อยนี่จะผยองเลยนะ รีบคว้ามาถือว่าทำอย่างคะนอง ทำอย่างผยองเลย ซึ่งอาตมาก็ต้องระมัดระวังเรื่องนี้เป็นอย่างมากเลย เราก็ไม่ถึงขั้นคะนอง ไม่ถึงขั้นผยอง แต่ก็ทำตนเป็นผู้น้อย เป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นผู้แพ้อยู่ไป 

แต่พยายามเสนอเนื้อแท้ ๆๆ ให้ปรากฏทั้งกาย วาจา ใจ ทั้งรูปธรรม นามธรรม ให้เต็มส่วน ให้เต็มสภาพเสมอๆ ก็เกิดขึ้นมาได้เรื่อยๆๆๆมาตลอด ถ้าจะว่าจริงๆแล้วเปอร์เซ็นต์ที่มีแม้แต่อยู่ในประเทศไทย ก็ยังไม่ได้อยู่ในเขตขีดที่ถือว่า น่าจะมั่นใจหรือว่าน่าจะปล่อยได้ว่างั้นเถอะ ปล่อยเดี่ยวได้ ยังไม่ถึงขั้นนั้น 

มันจะต้องช่วยอุดหนุน ช่วยทุ่มแรงไปอยู่เรื่อยๆ อาตมาถึงบอกว่า มันน่าจะตายแล้วก็ยังตายไม่ลง ยิ่งทุกวันนี้ไอแรง มันมีเหมือนน้ำพิษออกมา มันบอกไม่ถูกรสชาติมันก็ทรมาน มันไม่ใช่น้ำกรดทีเดียวนะ มันเป็นน้ำพิษที่มันขื่นมันขมมันจะอ้วกมันจะไอออกมาสารพัดเลย มันไม่มีในสารบบ เลยไม่รู้จะบอกด้วยภาษาอย่างไรมันเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องขจัดออกไม่พึงต้องการ เพราะฉะนั้นจึงต้องไอขจัดอย่างแรงให้รีบเอาออกจึงทรมาน มันลึกซึ้งซับซ้อน พูดไปพวกคุณก็จะเห็นใจเปล่าๆ ปล่อยอาตมาไปเถอะ ตามวิบากไม่มีปัญหาอะไร ..ชาตินี้มีวิบาก.. 

นึกถึงเพลงบูรณภาพ มันสุดยอดเลย อาตมาแต่งตอนนั้นเหมือนเบลอๆ ทุกวันนี้ก็ยังจำเนื้อไม่หมด แต่ทุกคนก็ทำได้ดี อย่าเพิ่งเอาออกมา อาตมาจะมีวันที่พูดถึงเรื่องเพลง เรื่องกวีการเหล่านี้เหมือนกัน ซับซ้อนตั้งแต่เริ่มต้น รู้สึกว่าจะต้องแต่งเพลง เมื่อมาบวชแล้วนะ เพลงแรกที่แต่งตั้งแต่ตอนเป็นนักบวชแล้ว คือ เพลงขันติต้องไม่จาง หรือเพลงตะวันทอฟ้า ซึ่งอาตมาทบทวนแล้วเห็นว่ายากที่คนจะเข้าใจได้ 

เพ่งมองผ่านเมฆเฉกใจให้ช้ำ คล้ำดำซ้ำเป็นเห็นปานขวานผ่า 

เป็นกวีการที่ต้องขยายความกันเป็นวันๆเลย 

  • เพ่งมองผ่านเมฆเฉกใจให้ช้ำ

คล้ำดำซ้ำเป็นเห็นปานขวานผ่า

ความคิดเคยเฉยเชือนก็เตือนตามมา

แม้เพียรเพ่งแพงแรงพาผองธรรมก้าวมาหน้าแนวแล้วเล่า

มันมีสัมผัสทั้งเสียง ทั้งพยัญชนะ สระ มีสำเนียงเสียงเมโลดี้ด้วย 

เพ่งมองผ่านเมฆเฉกใจ คือเปรียบเทียบเหมือนกับใจเรานี่แหละ มันมีความให้ช้ำใจ เมฆสีดำ เราก็ยิ่งคล้ำอยู่ในใจ มันยังไม่ขาวไม่สะอาดสว่างออกมาเลย เห็นแล้วเหมือนขวานที่ผ่าเข้าไปในหัวใจให้แหลกละเอียดอะไรอย่างนี้ 

ความคิดเคยเฉยเชือนก็เตือนตามมา อาตมาเคยไม่เอาแล้วตั้งแต่ออกบวชใหม่ๆ กับคุณชวน ไปหาที่อยู่สัก 2 ไร่ ถ้าใครจำได้ แล้วจะไปอยู่ตรงนั้นจะไม่เอาเลย จะไม่พูดถึงธรรมะแล้ว เพราะเห็นเลยว่ามันยากจริงๆ พวกนี้พูดไม่ขึ้นหรอก อย่างไรก็คงปลุกไม่ไหว ไม่เอาแล้ว เฉยเชือน ความคิดตัดทิ้งเลยไม่เอาแล้ว 

แต่เสร็จแล้วความสำนึกก็เตือนตามมา ว่า ไม่ได้นะๆ ก็เลยจะต้องหันมาเพ่งเพียร พยายามทุ่มแรง แม้เพียรเพ่งแพงแรงพาผองธรรมก้าวมาหน้าแนวแล้วเล่า ให้ก้าวหน้ามา แรงนำหน้า แต่ผลมันไม่ตามมา อย่าว่าแต่นำหน้าเลย ตามยังยาก 

  • ก็ยังช่างเย็นเช่นยาค่าไร้

หรือคนไซร้ซานเขลาคลานคุกเข่า

ยอมซบจนซ้อนจมใต้ตมซมเซา

มิเงยหน้าเลย เคยเนาฉันใดก็เยาว์เยี่ยงเดิม..โธ่เอ๋ย

ก็ยังช่างเย็นเช่นยาค่าไร้ มันเหมือนยาหมดอายุหมดค่าแล้ว ก็เลยนึกถึงคน หรือคนไซร้ซานเขลาคลานคุกเข่า หรือว่าคนทั้งหลายแหล่มันหมดแล้ว ไม่โงไม่เงยขึ้นมาแล้ว ยอมซบจนซ้อนจนใต้ตมซมเซา คนนี่คงจะขุดไม่ขึ้น ตกลงไปใต้ตรงซมเซาถูกโคลนทุกอะไรต่ออะไรมันทับถมไป มิเงยหน้าเลย เคยเนาฉันใดก็เยาว์เยี่ยงเดิม..โธ่เอ๋ย

ไม่โงไม่เงยขึ้นมาเลย อยู่อย่างไรก็เป็นเช่นนั้นก็ยังเยาว์ยังเด็กยังเล็กเช่นเดิม โธ่เอ๋ย 

  • ฟ้าดินผินเพลินเผินพลอย

เมินไม่คอยเอื้ออวยช่วยใด..ไยเฉย

หรือธรรมต่ำศักดิ์นักจึงปึ่งเลย

คนเอ๋ย..ควรครวญใคร่ก่อน

ฟ้า ไม่หันหน้ามองเราเลย ไปหลงใหลอะไรอยู่ที่ไหนทำไมไม่มาช่วยเลยฟ้าดิน เมินไม่คอยเอื้ออวยช่วยใด..ไยเฉย ทำไมต้องเมินต้องเฉยต้องหนีไม่เห็นใจเราบ้างเลย 

หรือธรรมต่ำศักดิ์นักจึงปึ่งเลย หรือธรรมะมันต่ำศักดิ์นักหรือถึงได้ไม่ดูดำดูดีนักเลย ไปไหนก็ไม่รู้ไม่ช่วยอะไรเลย คนเอ๋ย..ควรครวญใคร่ก่อน แล้วก็หันมาหาคนว่าควรจะใคร่ครวญให้ดีๆซะก่อน 

  • ผิว์เป็นเช่นใด ไม่ควรด่วนท้อ

แข็งพอขอเพียงมิพาลเพี้ยนผ่อน

ยังยิ่งยง ยั้งยืนหยัดทนอาทร

(๑)แสงธรรมต้องทอบวร มิจางจิตถอนเทิดธรรมสู้ทน

(๒)แสงธรรมต้องทอบวร มิจางจิตถอนเทิดธรรมเถิดเทอญ.

ผิว์เป็นเช่นใด ไม่ควรด่วนท้อ ปลอบใจตัวเองไม่ควรจะท้ออย่ารีบท้อ ไม่งั้นก็ตายกันพอดี แข็งพอขอเพียงมิพาลเพี้ยนผ่อน เต็มครบเลย ฮึด ขึ้นมาเต็มที่เลย ขอเพียงไม่อ่อนไม่เพี้ยนไม่พาลไม่ผ่อน 

ยังยิ่งยง ยั้งยืนหยัดทนอาทร ต้องสู้ แสงธรรมต้องทอบวร มิจางจิตถอนเทิดธรรมสู้ทน แสงธรรมต้องทอบวร มิจางจิตถอนเทิดธรรมเถิดเทอญ. 

เป็นเพลงที่แต่งตอนมาบวชแล้ว มันก็มีจารีตประเพณีวัฒนธรรมหรือความยึดถือกันว่า นักบวชจะมายุ่งเกี่ยวกับการร้องรำทำเพลงไม่ได้ ไม่ถูกต้อง อาตมาก็ว่ามันใช้ได้นะ ยิ่งในยุคนี้ ยุคเพลงการมันทั่วโลกเลย มันใช้เป็นสื่อกลางเป็น Social Media ได้อย่างดีมากเลย 

อาตมาก็เลยไม่เป็นไรหรอก ใครจะว่าอย่างไรก็เอา ตัดสินใจแต่งเพลง เพราะฉะนั้นในคราบที่เป็นนักบวชก็แต่งไม่ใช่น้อยเพลง และแต่งไว้แล้วมันก็ยากอย่างที่ว่า คนคลี่ไม่ออก ยังขยายกระจายให้มันง่ายให้มันรู้ตื้นขึ้นมา ชักลึกมาให้ตื้นยังไม่ค่อยได้ ก็ยังพยายามทำไป อาตมาทุกวันนี้ก็เข้ามาหาเนื้อหาสาระของธรรมะก่อน

อู๊ด..เขาบอกว่าเพลงระดับนี้ต้องโพธิสัตว์ระดับ 7 ถึงจะแต่งได้ 

พ่อครูว่า… อันนี้ก็จริง พูดไปก็ยกย่องกันเอง มันก็ดูน่าเกลียด

_ทอง เอ็นจีโอ tong ngo  • มีบางคน..ค่าที่ลืมตาดูโลกและเติบใหญ่ขึ้นมา ก็เห็น “ทุกสิ่ง-ทุกอย่าง” ในความเป็นบ้านเมืองตัวเอง จนชินเหมือนปลา จะเห็นคุณค่าน้ำ ต่อเมื่อแล้ง-น้ำแห้งเกล็ด เหมือนนก จะเห็นคุณค่าท้องฟ้า ต่อเมื่ออยู่ในกรงขัง!

เราทุกคน แต่ละก้าวชีวิต มีทั้ง “ผิดบ้าง-ถูกบ้าง” เป็นธรรมดา เพราะนั่น คือ ที่มาของคำว่า

“ประสบการณ์” ฉะนั้น แต่ละคน……

จงใช้ “ประสบการณ์” ทบทวนตัวเอง บ่อยๆ จะได้ชื่อว่าเป็นคน “ไม่เสียชาติเกิด”!

พ่อครูว่า… อาตมาได้เน้นไปแล้วว่าเกิดมาเป็นคนจะไม่เสียชาติเกิดได้อย่างไร เสียชาติเกิดเพราะไม่ได้ธรรมะโดยเฉพาะไม่ได้โลกุตรธรรมขึ้นไป คนโลกียะก็พยายามทำดีและชั่วก็พากเพียรไป โลกียะทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แล้วพยายามสั่งสมดีให้แน่นหนา มันยังไม่ใช่ปรมัตถ์ ยังไม่ใช่โลกุตระ มันยังเปลี่ยนแปลงได้ มันยังไม่ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) มันยังไม่เป็น มันก็จะต้องวนเวียนกลับอยู่ โลกียะก็คือยังต้องวนเวียนกลับ ยังไม่จบกิจ ยังต้องหมุนเวียนอยู่ มันจะเป็นเช่นนั้น 

พลังเงียบพลิกเกมแน่ ถ้าแห่ออกมาช่วยกัน

_อภิชาลา กลั่นแก้ว Apichala Klunkeaw  • เชียร์ รทสช ✌🏻✌🏻แต่บอกตามตรงว่ามองไม่เห็นอย่างพ่อท่านเพราะมองรอบตัวเองทั้งในsocialและรอบๆตัว กระแสแดงส้มมาแรงมากค่ะ หวั่นใจ และเคยแสดงออกทางการเมืองบาดเจ็บมาพอสมควร ทุกวันนี้ประชาธิปไตยเขาไม่ใจกว้างกันเลย เอาแต่ใจและบูลลี่คนเห็นต่าง จนตอนนี้ไม่อยากแสดงออกอะไร ขอเชียร์เงียบๆค่ะ

พ่อครูว่า… นี่แหละมันจะซวยที่ตรงขอเงียบๆนี่แหละ นี่แหละนี่แหละ เชียร์เงียบๆนี่แหละ เอาน่า..ออกมาหน่อย เห็นใจหน่อย คุณคิดแบบนี้อาตมาว่าเป็นมิจฉาทิฏฐินะ 

พวกเราเคยพูดว่า บ้านเมืองไม่เจริญเพราะคนดีท้อแท้ หรือว่าคนดีไม่แสดงตัว ต่างคนต่างอยู่หรือปล่อยไปเถอะบ้านเมืองไม่ใช่ของเราคนเดียว อันนี้แหละ 

ยิ่งขณะนี้นี่ เกมเข้มข้นโดยเฉพาะการเมืองของประเทศไทยขณะนี้ ต่างคนต่างเฉยไม่ได้นะ เงียบไม่ได้นะ เห็นแก่ตัวไม่ได้นะ ต้องออกมาเห็นแก่สิ่งที่ดีที่สุด 

ถ้าคุณไม่เห็นด้วย นายกตู่ก็แล้วไป หรือเอาเถอะ คุณไม่เห็นด้วยกับนายกตู่ คุณเห็นด้วยกับคนอื่น คุณก็ไม่ควรเงียบ ออกมาเถอะ จะได้รู้กันเต็มๆครบๆเลยว่า พลังทั้งหมดที่เงียบและเปิดเผย ออกมาให้เต็มที่เลยทั้ง 2 ฝ่าย มันจะได้รู้จำนวนเต็มเลยว่าใครมันเหนือกว่ากัน ใครแท้ๆ อาตมาก็อยากรู้ความจริงอันนี้เหมือนกันนะ 

มันจะเป็นความจริงเพราะคนออกมาแสดงความจริง เพราะฉะนั้นก็ขอร้องผู้ที่เอาแต่เงียบๆขอร้องเถอะ ไขลานหน่อย อย่างไรก็อุตสาหะวิริยะหน่อยมาช่วยลงคะแนน คุณจะเห็นฝ่ายไหนก็ไม่ว่ากัน อาตมาก็ไม่ได้ไปกำหนดบังคับอะไรหรอก ก็อิสรเสรีภาพ ใครจะเห็นของใครยังไงก็แน่นอนของคนนั้น 

ขอร้องนะพวกเชียร์เงียบๆ อย่าเงียบเลย มาเถอะ! 

สอุปาทิเสสนิพพาน ต่างกัน อนุปาทิเสสนิพพาน อย่างไร

_นาคินทร์…กราบถามพ่อครูว่า…ในมูลสูตร 10 ข้อ

๙.  มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน  

๑๐. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน

คำว่า สอุปาทิเสสนิพพาน ต่างกับคำว่า อนุปาทิเสสนิพพาน อย่างไรครับ ในสภาวธรรม

พ่อครูว่า… ในความหมายเบื้องต้นง่ายๆ ส แปลว่าเหลือยังประกอบด้วยยังเกี่ยวอยู่ อนุ แปลว่าไม่ อุปาธิ แปลว่าเชื้อ

เพราะฉะนั้น สอุปาทิเสสะ หมายความว่า ยังมีเชื้อของกิเลสอยู่ นิพพานมาส่วนหนึ่ง แต่ยังเหลือ เสสะ แปลว่า เหลือ นิพพานส่วนหนึ่ง แล้วก็ยังมีส่วนเหลืออยู่ 

ส่วนคำว่า อนุปาทิเสสะ คือ อนุ กับ อุปาทิ คือไม่เหลือเชื้อของนิพพานแล้ว เบื้องต้น อนุปาทิเสสนิพพาน  คือพระอรหันต์ ส่วน สอุปาทิเสสนิพพาน คือยังไม่ใช่พระอรหันต์เป็นเสขบุคคล คือผู้ได้นิพพานส่วนหนึ่ง ตั้งแต่ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี 

อันนี้เป็นความหมายเบื้องต้น 

ทีนี้ความหมายเบื้องปลาย สอุปาทิเสสนิพพาน  คือผู้ที่มีนิพพานบริบูรณ์แล้ว หมดเชื้อกิเลสแล้ว แต่ยังรักษาชีวิตที่จะเกิดจะตายหมุนเวียนอยู่อีกเป็นอมตะบุคคล เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นอมตะบุคคลนี้ที่ยังไม่ยอมตาย จึงคือผู้ไปใช้ชีวิตแบบ สอุปาทิเสสนิพพาน ก็เรียกว่าอมตะบุคคล จะตายเมื่อไหร่ จะสูญแยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ยังจะสะสมสัมภาระวิบากไปสู่ที่สุดที่สูง มุ่งมั่นไปจนถึงพระพุทธเจ้านั่นแหละ ไปเรื่อยๆ

อมตะอันนี้ จึงหมายถึงชีวิตตัวเอง ของพระอรหันต์หรือโพธิสัตว์ที่จะเวียนเกิดเวียนตายอยู่ ยังไม่ทำ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ยังไม่ทำให้สิ้นสุด เป็นปริโยสาน เมื่อตายครั้งสุดท้าย แล้วไม่ต่อ ตายอย่าง สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อัปนิหิตตนิพพาน ตายอย่าง นิพพานสูญ นิพพานไม่ตั้งนิมิต นิพพานไม่ตั้งจิต ตายอย่างหมดเกลี้ยง สูญ จิตของผู้ปรินิพพานเป็นปริโยสานนี้ก็แยกเป็นดินน้ำไฟลมไป ในการตายครั้งสุดท้ายนั้น เรียกว่า ปรินิพพานเป็นปริโยสาน 

เพราะฉะนั้น สอุปาทิเสสนิพพาน กับ อนุปาทิเสสนิพพาน  จึงอธิบายได้ 2 นัย นัยยะ ที่ยังเป็นอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ต่อไปอีกก็ได้ 

หรือนัยยะของ อรหันต์ก็ตาม พระโพธิสัตว์ก็ตาม จะตายไปสุดท้ายหรือแม้แต่พระพุทธเจ้า จะตายแล้วแยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมเลย 

อธิบายแค่นี้ก่อน พูดมากไปละเอียดไปเดี๋ยวจะสับสน  

แนวทางการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนด้วยระบบสาธารณโภคีของหมู่บ้านราชธานีอโศก

_ขวัญหินแก้ว ·  กราบนมัสการพ่อครูค่ะ ขอถามคำถามงาน วิจัยป.โท ว่า..แนวทางการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนด้วยระบบสาธารณโภคีของหมู่บ้านราชธานีอโศก เป็นอย่างไรคะ

พ่อครูว่า… แนวทาง 1. แนวทางการพัฒนาชุมชน 2. ยั่งยืน 3. ด้วยระบบสาธารณโภคีของหมู่บ้านราชธานีอโศก 

แนวทางการพัฒนาชุมชน ก็อยู่กับหมู่บ้าน ชุมชน ก็มีแนวทางอยู่แล้ว แนวทางที่เป็นแบบจรณะ 15 วิชชา 8 หรือเป็นแบบศีล สมาธิ ปัญญา เป็นไตรสิกขา เป็นลำดับๆไป เป็นแนวทางการพัฒนาชุมชน 

จะพัฒนาชุมชนได้ก็คือพัฒนาคน คนรวมตัวกันเข้าก็เป็นชุมชนเป็นหมู่บ้าน เพราะฉะนั้นคนจึงเป็นแก่นเป็นแกนของความจริง 

พัฒนาคนให้มีคุณธรรมที่เป็นโลกุตรธรรม จึงจะเป็นธรรมะอย่างยั่งยืน ในประเด็นต่อมา จึงจะเป็นธรรมะที่ยั่งยืน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) 

นี่เป็นสัจจะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นธรรมะที่จบกิจแล้ว ไม่มีการวนเวียน ไม่มีการพลิกฟื้น ไม่มีการหวนกลับอีก จบแล้วจบเลย ตายแล้วตายเลย จึงเรียกว่ายั่งยืน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ไม่มีการตายฟื้นตายแล้วตายเลย นั่นคือความยั่งยืน 

เพราะฉะนั้นด้วยระบบสาธารณโภคี นี่เป็นอันที่ 3 คำว่าสาธารณโภคีนี่แหละ เป็นความหมายสุดยอดของเศรษฐศาสตร์ แม้แต่รัฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ที่เป็นสาธารณโภคี อธิบายยากกว่าเศรษฐศาสตร์ที่เป็นสาธารณโภคี เพราะมันเป็นเรื่องของนามธรรมที่บริหาร ส่วนเศรษฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจมันมีตัวรูปธรรม มีสิ่งที่จับติดกว่า ถ้ารัฐศาสตร์มันเป็นนามธรรมมากกว่า เศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์มันมีรูปธรรมมากกว่า ก็อธิบายได้ง่ายกว่า 

สาธารณโภคีหมายความว่า เป็นสาธารณะที่กินใช้ โภคี หรือโภคะ ร่วมกินร่วมใช้ร่วมอาศัยเป็นทรัพย์ศฤงคารเป็นอาหารเป็นผลผลิตอะไรก็แล้วแต่ ทุกอย่างเลย ทั้งสัปปายะบุคคล อาหาร ธรรมะร่วมกันไปหมด รวมกันอาศัยใช้กินร่วมกันหมด เป็นของส่วนกลาง 

ซึ่งอันนี้มันมีในระบบของจีนเขา เรียกว่าแบบกงสี เช่น กงสีจิ้นผิง กงสี คือ กินใช้ร่วมกันไม่แยกกัน แต่กงสีของคนจีน พอลูกเต้าลูกหลานแยกออกไปก็มีการแบ่งไปนะ แต่อันนี้ไม่มีการแบ่งไปเลย ของสัจจะของสาธารณโภคีจะไม่มีแบ่งไม่มีแยกเลย จะรวมส่วนกลางใครก็อยู่ที่นี่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย กินอยู่ร่วมกันจนแก่จนตาย เลี้ยงดูกันจนตาย 

จึงเป็นระบบวิธีที่มนุษย์ร่วมอาศัยกันอยู่ในหมู่กลุ่ม สูงสุด ไม่ไปไหน เป็นเอกภาพ เป็นปึกแผ่น เป็นหนึ่งเดียวกันตั้งแต่เกิดจนตายๆๆ

เกิดมาจนเป็นโตเป็นหนุ่มเป็นสาววัยสูงขึ้น จนกระทั่งแก่ จนกระทั่งตาย อะไรก็ช่วยกันหมด พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตาย กันได้สมบูรณ์แบบ จึงเรียกว่า สาธารณโภคี 

อันที่ 4 ของหมู่บ้านราชธานีอโศก ก็ยืนยันความจริงกัน หมู่บ้านราชธานีอโศกไม่ใช่ความคิดไม่ใช่ตรรกะ ไม่เชื่อเรื่องฝันๆเพ้อๆ ไม่ใช่เรื่องยูโทเปีย แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดจริงมีจริงแล้ว มีระบบระเบียบระเบียบ มีหลักฐานเต็มรูป ต่างกันกับยูโทเปียที่ยังไม่ได้เป็นรูปร่างของความจริง ยังเป็นแค่แนวคิดของ Sir Thomas More ต่างกันตรงนี้ นั่นของยูโทเปีย 

แต่ของราชธานีอโศกนี้มันเหนือชั้นกว่ายูโทเปีย เพราะมันมีสถานที่ มีบุคคล มีเครื่องอาศัย มีธรรมะสัปปายะ 4 ครบเลย เป็นลักษณะธรรมะขั้นโลกุตรธรรม 

เช่น บุคคลอยู่ด้วยกันอย่างสาราณียธรรม 6 อยู่กันอย่างจริงมีพฤติกรรม กายกรรมเมตตา วจีกรรมเมตตา มโนกรรมเมตตา เมตตามีคุณลักษณะอย่างไร ก็คือผู้ที่ปรารถนาดี ช่วยกันให้พ้นทุกข์ ไม่ได้มาทำรุนแรง ไม่ได้ทำมาเบียดเบียนอะไรกันเลย มีแต่การเกื้อกูลช่วยเหลือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มีคุณธรรมลึกซึ้งถึง 4 ขั้น 

พฤติกรรมนี้มีจริงเป็นจริง ยืนยันพิสูจน์ได้ ใช้เวลายืนยันได้ว่าเป็นเมตตาจริงๆ ไม่ใช่เสแสร้ง ไม่ใช่แกล้งหาเสียง ว่าจะช่วยนะจะช่วยนะ ไม่ใช่จะ แต่ช่วยจริงๆ ช่วยจนกระทั่งยั่งยืนถาวร ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นหนึ่งเดียว 

แล้วมาถึงข้อที่ 4 ลาภที่ได้โดยธรรมแล้วมาร่วม สาธารณโภคี กัน กินร่วมกันใช้ร่วมกันใน สาธารณโภคี ใน สาราณียธรรม 6 ข้อที่ 4 

ก็คือพวกเราชัดเจน ต่างคนต่างมาร่วมกัน แล้วพวกเราแต่ละคนก็ขยันหมั่นเพียรมีวรรณะ 9 มีพุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ  

มีวรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ)ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)  

พยัญชนะบาลี 9 ตัว อาตมาก็ขยายความมาไม่รู้กี่ปีกี่ครั้งมาแล้ว มันมีพฤติกรรมจริงตรงไหม 

เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) 

ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) จิตมีความพอ สันโดษ สุดท้าย 0 ก็พอ มันเป็นระบบวิธี มันเป็นวัฒนธรรมที่สุดยอด เจริญ สมบูรณ์แล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องสะสมอะไร

มี ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) ขัดเกลา กาย วาจา โดยเฉพาะมโน มีกิเลสอะไรเหลือก็ขัดเกลาไป 

เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) เป็นขั้นๆ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ  ไปตามลำดับๆๆ  พวกมิจฉาทิฏฐิจะบอกว่าธุดงค์คือออกป่าบุกดง ไปกันใหญ่เลย ไม่ใช่ 

แต่ธูตะ อยู่กับหมู่ฝูง อยู่กับหมู่กลุ่มแต่ปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาลืมตาปฏิบัติสามัญตามมรรคมีองค์ 8 ตามโพธิปักขิยธรรม 37 

จนกระทั่งได้มรรคได้ผล เป็นอาการที่ผู้รู้เห็นแล้วไม่ตำหนิ เป็นอาการที่น่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ผู้รู้ผู้มีภูมิปัญญาเห็นแล้วบอกว่าน่าเลื่อมใสเหมือนผู้ที่มองอยู่บนข้างบน เห็นเขาไต่ระดับขึ้นมาได้มรรคได้ผลอุตสาหะขึ้นมา น่าเลื่อมใส น่าส่งเสริม ปาสาทิโก มองจากยอดสูงไปหาผู้ที่ต่ำกว่า พากเพียรไต่ไปหาที่สูง 

จบที่ข้อสุดท้าย 2 ตัว ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) 

เป็นคนไม่สะสมสุดยอด แต่ละคนอ่านใจตัวเองจริงๆเลยว่า เรานี้แน่จริงขนาดไหนที่ไว้ใจกองกลาง ไว้ใจวัฒนธรรมของหมู่กลุ่ม ไว้ใจถึงสัจธรรม ที่ไม่มีปัญหาแล้ว มันสะอาดบริสุทธิ์ แล้วก็เป็นเรื่องที่อิสรเสรีภาพ เป็นเรื่องที่พึ่งพาอาศัยกันได้อย่างแท้จริงๆ เป็นสัจธรรมซื่อสัตย์ไม่มีกบฏอะไรเลย 

เพราะฉะนั้นก็จึง ไม่มีปัญหา ไปสะสมไปแบกไว้ทำไม บาทหนึ่งก็หนักแล้ว 5 บาท 10 บาท 100 บาท 1,000 บาท 10,000 บาท 100,000 บาทยิ่งหนักใหญ่เลย ก็อยู่กับกองกลาง มีความจำเป็นอะไรแค่ไหนก็ใช้ได้ มันดีตรงที่ว่า ถ้าเราจะใช้กองกลางเราไปขอเบิกเขา เขาไม่ให้ ผู้มีสิทธิ์ดูแลเขาไม่ให้ หรือกรรมการพิจารณาแล้วไม่ให้ มันก็ต้องมีเหตุมีผลมีวิบาก เหตุผลเขามี ดีไม่ดีเป็นเรื่องของวิบาก คุณยังไม่ได้ คุณก็จะต้องไม่ได้ก็ต้องไม่เอาสิ แล้วไม่ใช่ประชด หรือมันได้เท่านี้นะ ฐานะเราได้เท่านี้ก็ทำเท่านี้ไป ด้วยความอุตสาหะพากเพียร ทำดียังไม่ได้ดีเพราะทำดียังไม่มากพอ เขาก็เลยไม่เห็นดีของเรา เขาก็เลยไม่เอื้อไม่ช่วยเหลือไม่ยอมให้ ก็เป็นจริงสิอย่างนี้เป็นต้น ก็พากเพียรไปทำดีให้มากยิ่งขึ้น จนที่สุดเขาจะให้เองแหละ ทำจริงไป โดยไม่ต้องไปต่อรอง โดยไม่ต้องไปประชด ไม่ต้องไปแดกดันอะไร ทำด้วยความสุภาพเรียบร้อย อ่อนน้อมถ่อมตน สร้างให้ดีไปเรื่อยๆเจริญไปเรื่อยๆ 

เพราะฉะนั้นการไม่สะสม แล้วเอาแต่ขยัน วิริยารัมภะ เขาแปลอย่างเพราะๆว่าปรารภความเพียร ท่านสมเด็จประยุทธ์ ปยุตโตหรือท่านประยุทธ์ท่านแปลว่าระดมความเพียร อาตมาแปลว่าขยันเสมอพากเพียรเสมอ อุตสาหะเสมอ วิริยารัมภะ

เหมือนอย่างอาตมาว่าอาตมามี วิริยารัมภะ มันเป็นข้อ 1 ของปัญญา ปัญญาข้อที่ 6 วิริยารัมภะ ถ้าคุณไม่มี วิริยารัมภะ 

ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยความเพียร คุณท้อถอยจากความเพียร เมื่อไหร่ แพ้ ฟังไว้เลย ต้องเพียร สมบูรณ์แบบที่สุด 

เพราะฉะนั้นสุดท้ายจบด้วย ไม่สะสมกับพึ่งพาความเพียรของตน เป็นเนื้อแท้เลย 

คนมีสมรรถนะกับความเพียรความขยัน อาตมาเคยสรุปจบ มีสมรรถนะกับมีความสามารถอยู่พอสมควรก็ได้อาศัยพอสมควร ถ้ายิ่งมีความสามารถดีก็แน่นอนยิ่งได้อาศัยมาก แล้วเราก็อย่าขี้เกียจต้องพากเพียรนั่นแหละ นี่แหละคือสุดยอดแห่งสมบัติ 

สมบัติที่มากสุดสูงสุดจบแล้วก็คือ สมรรถนะและความเพียรความขยัน นี่คือสุดยอดไม่มีใครแย่งได้ ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ 

ไม่มีใครแย่งได้ แล้วก็ไม่มีอะไรทำร้ายได้เลย ติดตัวไปจะเกิดอีกกี่ชาติต่อกี่ชาติ สมรรถนะกับความเพียรสุดยอด เป็นสมบัติที่กินใช้ไม่หมด จนปรินิพพานเป็นปริโยสาน เลย ฟังไว้นะ ดูง่ายๆ

สมรรถนะคืออะไร ความเพียรคืออะไร มีแค่ไหนแล้ว เอาให้เต็มที่ ๆ เอาให้เต็มร้อย ๆๆ สุดยอดไหม 

อาตมาอธิบายให้ฟังแล้ว แม้คำว่า ราชธานีอโศก ก็คือ ตัวอย่าง ของมนุษย์จริง พฤติกรรมจริง วัฒนธรรมจริง หลักธรรมที่จริงๆเอามาปฏิบัติแล้วก็ผลได้ทางจริง ที่เกิดบรรลุธรรมจริงๆ 

ในคนชาวอโศกที่เป็นอาริยบุคคล โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ก็มี โพธิสัตว์ก็มี จริง อธิบายไปก็ยาก อาตมาค่อยๆไขความ ค่อยๆเปิดเผยว่าคนนี้นะโพธิสัตว์ คนนี้นะโพธิสัตว์

เขาก็จะบอกว่าโพธิสัตว์อะไรวะ เขาก็ข้องใจมองไปในแง่ลบ ไม่ได้มองไปในแง่บวก แน่นอน คนมันก็ต้องมีแง่ลบกันได้ก่อน ยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์มีแง่ลบ อาตมาก็มีแง่ ลบอีกตั้งเยอะ ไม่มีปัญหา คุณก็เอาแต่แง่ลบ 

คุณเคยเอาบอกว่า ชั่ว 1 ที ทำให้ความดี 100 หนป่น ความชั่ว 1 ที ลบความดี 100 หนป่นเลย ไม่เหลือเลย ไอ้อย่างนั้นก็เกินไป โอ้โห มันลำเอียงเกินไป อย่าไปลำเอียงถึงขนาดนั้นเลย 

SMS วันที่ 28 เม.ย. – 2 พ.ค. 2566

_พลังเพ็ญ คำด้วง  · กราบนมัสการท่านสมณะและสิกขมาตุค่ะ กำลังรับชมพุทธศาสนาตามภูมิภาคทบทวน วันที่ 2 พ.ค. ฟังท่านสมณะและสิกขมาตุแล้ว มีอานิสงส์ในการฟังธรรม5ประการค่ะ คนเราเกิดมาถ้าไม่รู้จักกิเลส แล้วไม่ทำให้กิเลสลด คือคนเสียชาติเกิด จะพยายามลดโลภโกรธหลงลง จะได้ไม่เป็นคนซวย จะได้เป็นคนที่เกิดมาไม่เสียชาติเกิด กราบขอบพระคุณค่ะ

พ่อครูว่า… ดีแล้ว ฟังเข้าใจเนื้อหาสาระซาบซึ้ง ก็ทำความจริงไปตามลำดับ อย่ารีบด่วนเกินไปล่ะ อย่าทำเกินตัว ทำตามลำดับของตัวเองให้พอเหมาะพอสม 

_บุญสูง สาดา  · การบ้านการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน เกิดมาเป็นคนก็หนีไม่พ้นการเมือง ตั้งแต่เกิดจนตายไม่วายจะเกี่ยวเนื่อง เพราะทุกเรื่องก็เนื่องจากสส. ต้องออกกฎหมายขยายงาน กราบพ่อครูสมณะสิกขมาตุ เจริญธรรมญาติธรรมทุกท่านครับ

พ่อครูว่า… อ่านดูมีคำคล้องจองนะ แสดงความเข้าใจออกมาเป็นกลอนด้วย กลอนเป็นภาษาพื้นๆจนอาตมาไม่สะดุด สักวันจะพูดเรื่องภาษากวี ซึ่งยากมาก แต่นี่ไม่ใช่ภาษากวี มันถูกแผนผัง แต่ไม่ใช่ภาษากวี มันก็ไม่ได้ไปหลงใหลภาษากวี แต่มันจะได้เนื้อความเข้มข้น แล้วเรียบเรียงมีสภาพเชิงซ้อนปฏิสัมพัทธ์กันในตัว ในภาษากวีด้วย อันนี้มันก็ไปเรื่อยๆมาเรียงๆ นกบินเฉียงไปทั้งหมู่ 

_ป่ารุ่ง วนาศิริ  · กราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรเกล้า กระผมยินดีอย่างยิ่งและตั้งใจเลือก พรรค รทสช.ทั้ง 2 ใบครับ ไม่ได้ดูแค่ “หลักการ” จากที่ “ปราศรัย” แต่ดูที่ “พฤติกรรมจริง” เป็นที่ “ประจักษ์” มาแล้ว 8 ปีที่ผ่านมา

พ่อครูว่า… ก็ดี คุณป๋ารุ่งมองแล้วก็พูดออกมาให้คนที่คิดเผินๆมองให้ออก ทำให้ก็ชัดเจนขึ้น 

_Nutsarun Hiraiwa นุชศรัญ หิรัญวา  · น้อมกราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพสูงสุดเหนือเศียรเกล้าค่ะ ได้รับฟังซ้ำๆหลายๆรอบ ทำให้เข้าใจเพิ่มขึ้น สุดซึ้งในความเมตตาที่พ่อท่านตั้งใจอธิบายและถ่ายทอดและ ให้ปัญญา ลูกจะปฏิบัติให้ได้สภาวะไปตามลำดับ เบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลายไปตามลำดับ จะไม่ข้ามขั้นเจ้าค่ะ ทำภาวะ 2 ให้เหลือ 1 และ 0 จะตั้งใจทำความเข้าใจ และ ศึกษา ให้รู้ลึกพร้อมปฏิปัติในชีวิตประจำวันควบคู่ให้ได้สภาวะ ใน เวทนา108 !และ ปัญญา 8 ความรู้และปัญญาของลูก ยังน้อยนิด ลูกมีความตั้งใจและมีความยินดี ในการรับฟังธรรมะจากพ่อท่านทุกๆวันเจ้าค่ะ เพื่อลดละกิเลสในแต่ละเรื่องของลูกที่ยังหนาแน่น ให้ค่อยๆเบาบาง และ เบาในที่สุดให้ได้ค่ะ 🙏🙏🙏❤️

พ่อครูว่า… ดีก็เป็นคนฟังแล้วมีปฏิภาณเข้าใจก่อนแล้วค่อยๆปฏิบัติ ตรวจสอบให้ดีก็แล้วกันว่า เราได้แล้วแล้วเราก็หลงว่าเรายังไม่ได้อันนี้มันจะเสียเวลาย้อนไปย้อนมา ก็ต้องรู้ความจริงในสิ่งที่เป็นมรรคเป็นผลชัดๆ ได้แล้วก็คือได้อย่าไปซ้ำซ้อนเสียเวลามาก แต่มันเป็นทางช่วยก็รู้ว่าเป็นฐานช่วยก็อาศัยมันไป แล้วก็ค่อยทำ 

นโยบายหาเสียงของพรรคสัมมาธิปไตย

_ตุ๊ก อัศวิน · ขอโอกาส..ส่งอารมณ์ เจ้าค่ะ วันนี้..วันที่ 1 พ.ค. คือ วัน May Day วันแรงงานแห่งชาติ ประจวบกับใกล้วันเลือกตั้ง คือวันที่ 14 พ.ค. 2566 ที่จะถึงนี้ในมิช้านี้…จึงเป็นโอกาสทองให้ พกม ทั้งหลาย ต่างออกมาแข่งกันแสดง นโบาย เรียกคะแนนเสียง..จาก ท่านผู้ใช้แรงงาน..อย่าง โดนเต็มๆ เจ้าค่ะ!!

ทำให้อุณหูมิความโลภ พุ่งปรี๊ด!!..เจ้าค่ะ ‘เพื่อคราย’ เสนอ ค่าแรงขั้นต่ำ 600 /วัน ( แต่จะสัมฤทธิ์ ต้อง พ.ศ. 2570) ‘ก้าวกลาย’ เสนอนโยบาย 450/วัน และ สัมฤทธิ์ ทันที ถ้าได้รับเลือก (มีผลปีนี้ ไม่รอปีหน้า ให้เมื่อย) นโยบาย ชู ค่าแรง พุ่งสูงปรี๊ด เช่นนี้…ทำเอา ผู้ที่มีประสบการณ์ (ผู้เดือดร้อนจากการขึ้นค่าแรง 300 /วัน ในอดีตมาแล้ว ) ต่างออกมาติด Disc Brake กับ นโยบาย นี้ เจ้าค่ะ!!

กล่าวกันว่า..นโยบายเยี่ยงนี้คือ การบอนไซ ประเทศไทย..เจ้าค่ะ กาละนี้ หมู่เฮา มี พรรคสัมมาธิปไตย แว้ว เจ้าค่ะ!! เทศะนี้..วันนี้ วัน May Day วันกรรมกร นะเจ้าคะ!! ฐานะนี้..กราบขอความเมตตาจาก ‘พ่อครู’ ผู้เป็น สยังอภิญญา ได้โปรดกรุณาให้ ‘สัมมาทิฏฐิ’ แก่ สาธุชนทั้งหลาย..ด้วย เจ้าค่ะ นโยบายของพรรค สัมมาธิปไตย..จักเป็นฉันใดหนอแล…เจ้าค่ะ!!! น้อมกราบ_/\_.ขอบพระคุณในเมตตาธรรมเจ้าค่ะ

พ่อครูว่า… ที่นี้พรรคสัมมาธิปตาย จะมีอย่างไง ล้วงความลับอาตมาบ้าง อาตมาก็ค่อยๆแนะนำไป พรรคสัมมาธิปไตยก็คือพวกเราชาวอโศกนี่แหละ ก็ค่อยๆเป็นนักการเมืองกับเขาไป ด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่ได้อ้าขาผวาปีกที่จะไปอะไรกับเขา ก็ทำตามประสาที่เราจะพอเป็นไป 

โดยสำคัญตามความจริงว่า เราทำงานกับประชาชนแล้วประชาชนจะเป็นผู้ให้เสียง จะเป็นผู้ยกคะแนนเสียงให้ จะลงคะแนนเสียงด้วยวิธีลงบัตรหรือไม่ลงคะแนนเสียงด้วยวิธีลงบัตร เราก็จะต้องตรวจสอบคะแนนเสียงจากประชาชน ก็ค่อยๆมีปฏิภาณปัญญาลึกซึ้ง ตรวจสอบความจริงจากเสียงประชาชนว่าประชาชนพอเห็นด้วยหรือไม่ แล้วเราจะไม่หลงกระดี๊กระด๊าที่จะเอาการโฆษณา นโยบายที่ตั้งค่าไว้เลย เหมือนติดสินบน ตั้งราคาอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างที่พูดกันมาไม่ว่าจะเป็น พรรคเพื่อคราย หรือก้าวกลาย เรียกว่าคุยโม้ตั้งราคาให้คน หลงใหล น้ำลายไหลด้วยความโลภที่จะได้ 

อาตมาว่าอย่างนี้เป็นการติดสินบนล่วงหน้า ผิดกฎหมายนะ มีกฎหมายบทนี้เหมือนกัน เป็นการติดสินบนประชาชนล่วงหน้า ไปสัญญาว่าจะให้ต่างๆนานา เมื่อได้เป็นแล้ว ทำไม่ได้นี่ผิดเลย หรือเขามี รายละเอียดของกฎหมายยังไงอาตมาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอันนี้ 

แต่เขามีหลักเกณฑ์พิจารณาด้วยนะ ใครไปสัญญากับประชาชนล่วงหน้าโดยที่ว่ามันเป็นไปไม่ได้ 

แต่ถ้าซื้อเสียงสัญญาว่าจะให้มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปีพบเห็นแจ้ง กกต. 

สมัยโบราณบอกว่าให้รองเท้าข้างหนึ่งไปก่อน เสร็จแล้วลงคะแนนเสียงแล้วก็มารับอีกข้างหนึ่ง มี ศรีสุวรรณ จรรยา จี้ กกต.สอบเศรษฐา-เพื่อไทย สัญญาว่าจะให้ ก็ว่ากันไป ก็มีคนสอดส่องดูแลกันอย่างนี้แหละมันจึงจะเจริญ 

เมื่อทำชั่วอย่างใดเราต้องรับวิบากอย่างนั้นตรงๆหรือไม่

_สว่างแสง ขวัญดาว  · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

เมื่อเย็นวันนี้28เมษายนที่บ้านลูกร้อยเอ็ด พายุลูกเห็บได้ตกลงมาอย่างหนัก ลูกเกิดมา 48ปีไม่เคยประสพมาก่อน พอพายุสงบพบว่า หลังคาบ้านหลายหลังพังลง บ้านลูกเสียหายไม่มาก ลูกคิดในใจว่าเราเคยทำชั่วมาได้ชดใช้วิบากบ้างก็ดีแล้ว ลูกขอถามพ่อครูว่าคนเราเมื่อไปทำกรรมชั่วอย่างใดมา เราต้องไปรับวิบากอย่างนั้นหรือวิบากอาจแปรเป็นอย่างอื่นก็ได้หรืออย่างไรคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

พ่อครูว่า… ตอบไม่ยาก มันไม่ใช่ทีเดียวมันแปรไปอย่างอื่นได้ ไปทำอย่างนั้นๆ มันไม่ได้ 

อาตมาเคยยกตัวอย่างถึงขั้นว่า ถ้าคุณไปทำคนนี้ ชาตินี้แล้ว ชาติหน้าเขาก็จะมาทำอย่างนี้กับคุณอีก มันแก้กันไปแก้กันมาอย่างนี้มันไม่มีจบ แล้วมันก็ไม่จริง มันจะมีเหตุปัจจัยต่างๆที่ทำให้เกิดวิบากเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ไป อย่าไปคิดเที่ยงถึงขนาดนั้น 

เรื่องวิบากกรรมนี้อย่าไปตีขลุมคิดง่ายๆอย่างนั้น มันเป็นเรื่องที่คิดเอาง่ายๆไม่ได้ อาตมาก็ตอบรายละเอียดไม่ได้เพราะเป็น อจินไตย เกิน ในเรื่องวิบากกรรม ก็พูดให้ฟังประมาณนี้ 

ทานอย่างไรได้อานิสงส์สูงสุด

_ซึ้งซื่อ วิเชียร : กราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรเกล้าครับ ผมขออนุญาตเสนอ โศลกธรรม ของพ่อท่าน ครับ 

การได้ให้แก่ผู้อื่นเสมอ หรือผู้ได้ทำการเสียสละ

นั้นก็เป็นคุณธรรมที่เลิศ ที่ยอดแล้วสำหรับผู้ทำ 

ยิ่งเราได้ให้หรือได้เสียสละด้วยปัญญาว่า นี่สมควร หรือไม่สมควรแล้วจึงให้ จึงเสียสละ 

ก็ยิ่งเลิศยิ่งยอดยิ่งและที่สุดเราให้ด้วยจิตสงบ

จิตเฉยเสียสละด้วยจิตเปล่าไม่ต้องการอะไรมาตอบแทน ให้โดยไม่มีจิตคิดแลกเอาอะไร แม้แต่เพียงเผลอยึดเอาคุณธรรมความดีไว้เพื่ออวดอ้าง ข่มกับผู้อื่น ก็ไม่มี 

ก็ยิ่งนั่นแหละคือยอดธรรมเลิศมนุษย์ สำหรับผู้ทำได้เป็นได้  เป็นโศลกธรรมของพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ๑๑ พ.ย ๑๙ กราบนมัสการขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงยิ่งครับ

พ่อครูว่า… อันนี้เป็นสัจจะที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในทานสูตรแล้ว ว่า ทานที่มีอานิสงส์สูงสุดคือทานที่ไม่มี สาเปกโข 

(ไม่มี)สาเปกโข คือ จิตที่ ไม่มีอะไรต่อ จบที่ทำงานจบ มีอุปจยะกับสันตติ อปุจยะคือการเกิด เกิดการทานเสร็จแล้ว สันตติจบ ไม่มีอะไรเชื่อมต่อไปอีก ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ถ้ายังมีวิบากมันก็จะมี ชรตา ถ้าไม่มีวิบากมันก็จบเลย ปรินิพพานเลย 

ถ้าใครเข้าใจ ใจ ของตัวเอง จิตตัวเอง ทานแล้วก็ทำใจในใจให้รู้ให้เห็นว่า ทานอย่างมีผล

อัตถิทินนัง ที่เป็นข้อต้นเลยของสัมมาทิฏฐิ ทานที่มีผลหรือมี อานิสงส์มากคือทานที่ ไม่มีภพชาติ ทานที่ไม่มีอะไรต่อเป็น สาเปกโข ไม่มีตัวกูของกู ไม่มีตัวเราของเรา ทำแล้วก็จบเหมือนไม่ได้ทำ เราจะจำได้หรือจำไม่ได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่จำเป็นจะต้องจำก็ได้ แต่จำได้แล้วก็อย่าให้มีจิตที่ไปนึกว่านี่เป็นของเรานะ นี่เราทำนะ นี่เราเป็นประโยชน์นะหรือเรามีบุญคุณ มันยิ่งไปใหญ่ เป็นอุปกิเลสซ้อน

เพราะฉะนั้นการทำใจในใจอย่างนี้แหละ ละเอียดลึกซึ้งยิ่งนัก จะมีผลสูง มีอานิสงส์มาก ก็ด้วยการทำให้ถูกต้อง อ่านจิตอ่านใจตัวเองให้ได้ว่ามีอาการ อาการของจิต มีมากมีน้อยอย่างไรบ้าง ถ้าไม่ไปเป็นอย่างนั้น ยังมีกระแสต่อ มีภพชาติต่อ ยังไม่จบ ถ้าทานแล้วไม่มีภพชาติต่อก็จบ 

ยกตัวอย่างเช่น อาตมาทำสวนน้ำ ให้คนได้มาพักผ่อน แล้วเราก็ไปนึกว่า เราเองนี้เป็นคนมีบุญคุณ เป็นคนเป็นผู้สร้างผู้ทำให้นะให้คุณได้มาอาศัยใช้สอยนะ จิตเราก็ไปนึกว่าเราเป็นประโยชน์ เราเป็นผู้ที่มีประโยชน์แก่เขา ถ้าจิต เราไปยึดถือย่างนั้นก็เป็นทานที่ไม่มีอานิสงส์มาก

เป็นนัตถิทินนัง

ถ้าทำทานแล้วจิตเป็นมุทิตา ถ้าจิตแค่หยาบแค่ เมตตา กรุณา 

เมตตาคือ เจตนาให้เขาพ้นทุกข์ กรุณาคือลงมือช่วยให้เขาพ้นทุกข์

แล้ว จะมีเราเป็นของเราไม่ได้ ต้องมุทิตา แล้วก็จบวางเลย เป็นอุเบกขา นี่คือสมบูรณ์แบบ 

เป็นพระหรือนิกายหรือเปล่าที่ลงไปประท้วง

_ธนะพัฒน์ ทองอ้ม  · เป็นพระหรือเปล่าครับหรือว่าเป็นนิกายที่ลงประท้วง

พ่อครูว่า…  ยังมีอยู่เยอะ พวกนี้เป็นพวกประท้วงอย่างม็อบ ไม่ใช่โปรเทสต์ ม็อบ คือการประท้วงอย่างมีอคติ ถ้าเป็นโปรเทส เป็นการประท้วงอย่างโลกุตระเลย อย่างพวกเรา ใช้ภาษาว่าเป็นนีโอโปรเทส 

โปรเทสมันก็ไม่เหมือนม็อบอยู่แล้ว แล้วเราก็บอกว่านีโอด้วยเป็นแบบใหม่ ยังไม่เคยมีใครมาประท้วงแบบนี้ อาตมาก็นำไป โดยบัญญัติภาษาขึ้นเองว่า Neo protest ด้วยแล้วก็ไปทำจนสำเร็จผลมา ไปประท้วงไปประหารรัฐบาลช่วยให้สำเร็จลงไป เป็นปฏิวัติเลยประชาชนปฏิวัติรัฐประหารเลย 

ประชาชนก็ไม่ได้ไปกระดี๊กระด๊าที่จะไปรับช่วง เช่น ประชุมเสร็จแล้วก็ให้พลตรีจำลอง ศรีเมือง ขึ้นไปรับหน้าที่นายกฯ ก็ไม่ทำ ประชาชนพวกเราก็ไม่มีใครไปรับ 

ส่วนพลเอกประยุทธ์ที่อยู่ในหน้าที่ ก็ตั้งหลายรัฐบาลมาแล้ว จนกว่าจะมารับไม้ต่อเอาไป พวกเราก็ไม่ได้ไปประท้วงอีกทุกวันนี้ก็ส่งเสริมด้วยซ้ำ ยิ่งตอนนี้เป็นโรคไข้ เบอร์ 22 โรคไข้ประยุทธ์ รู้จักโรคไข้ไหม Fever เป็นโรคเห่อ 

นี่ อาตมาได้กระทำมา Neo protest การชุมนุมประท้วงแนวใหม่ 

ประเทศไทยเราสงบ รบด้วยไม่มีอาวุธ ความจริง เอาความสงบความรู้ความจริงเป็นอาวุธ ไม่เหมือนประเทศอื่นที่รบราฆ่าฟันกัน แต่ประเทศไทยไม่ได้รบแบบนั้น โดยเฉพาะสงครามกลางเมืองสงครามพวกกันเองในประเทศไม่ได้รบอย่างนั้น เรารบอย่างเป็นวิธีรบ Neo protest รบอย่างมีคุณภาพสูงสุดแล้ว

พ่อครูว่า… ไม่ได้พระแต่เป็นสมณะ ไม่ใช่นิกาย แต่เป็น นานาสังวาส คุณต้องมาศึกษาให้ดีๆแล้วจะรู้ความละเอียดละออธรรมะเหล่านี้ อาตมาขอใช้เวลากับคุณเท่านี้ก่อน อาตมาไม่ได้เป็นพระอาตมาเป็นสมณะ แล้วอาตมาก็ไม่ได้เป็นนิกาย ที่ไปลงประท้วงอาตมาไม่ได้เป็นนิกาย ประท้วงอย่างเป็นนานาสังวาส อย่ามาขี้ตู่อาตมาว่าเป็นนิกาย เพราะผู้ทำนิกายเป็นอนันตริยกรรม คุณต้องไปศึกษาดีๆ อาตมาไม่ทำ 

ใครจะบอกว่าอาตมาเป็นนิกาย อาตมาไม่ยอมรับ มันจะเป็นพวกที่ อสังวาสกับ สังวาส แล้วสังวาสมี สมานสังวาสกับนานาสังวาส 

สังวาสคือ เห็นร่วมกันอยู่ แต่อสังวาส คือพวกปาราชิก แล้วมีเยอะอยู่ในกลุ่มใหญ่ เน่าในเละเทะกันอยู่ในนั้นเยอะเลย ซูเอี๋ยกัน ปาราชิก ไม่ว่าจะเป็นข้อเงินทอง อวดอุตริมนุสธรรม จะมีข้อฆ่าคนกับข้อเมถุนเท่าไหร่ อาตมาไม่รู้ หมักหมมเน่าในกันอยู่อย่างนี้ อาตมาก็ว่าอาตมาไม่ได้เป็นอย่างนั้น อาตมาลาออกมาประกาศเป็นนานาสังวาสตามพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ทางด้านผู้ไม่รู้นานาสังวาสก็ทำเลอะเทอะ ทำอาบัติไปเลอะเทอะ อาตมาไม่พูดต่อแล้ว ไปหาอ่านเอา อาตมาเคยพูดแล้วบันทึกไว้เป็นหนังสือ ประนีประนอมกันด้วยนานาสังวาส 

_วิชัย ลีลาน้อย  · บุนนิยม มาเดินให้ใส่บาทกูไม่ใส่ให้แดกวะ ใอ้พวกพระที่ไม่เคยคิดถึงความเดือดร้อนของประชาชน เอาแต่ทุนใหญ่เป็นใหญ่

พ่อครูว่า… รุนแรงเหลือเกินเจ้านี้ ใส่ความกันแล้วคุณเอ๋ย เรานี่แหละคิดถึงประชาชน คิดถึงความเดือดร้อนประชาชน ไม่ได้เอาทุนเป็นใหญ่ เป็นพวกบุญนิยม เป็นพวกที่ล้มล้างนายทุนด้วย 

คุณหาข้อมูลให้มันดีๆ อย่ามาขี้ตู่อาตมา ให้มันถูกๆต้องๆ อย่ามาขี้ตู่ผิดๆเพี้ยนๆมาขายหน้าตัวเอง เพราะฉะนั้นต้องตรวจสอบข้อมูลหลักฐานให้ดีๆก่อน พูดมาวาจาก็เอาสุภาพๆหน่อยก็ดี สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุลนะ พูดดีๆก็จะดี 

_คุมะ  · ลัทธิเถื่อนพระก็ไม่ใช่ พวกนี้มันออกมายุ่งการเมือง มันออกมาพูดเชียร์ไอ้ตู่ พวกมันเคยออกมาขับไล่ท่านนายกทักษิณไอ้พวกสำนักอโศกลัทธิเถื่อน

พ่อครูว่า… อันนี้ไม่พูดต่อ คุณยังอยู่ในความมืดเหลือเกิน ศึกษาดีๆหาข้อมูลดีๆ คุณยังไกลความจริงอยู่เยอะ 

_ลูกชาย คนโต  · นี่คือกิจของสงฆ์?????

พ่อครูว่า… อาตมาก็ตอบว่าใช่ กิจของสงฆ์ เพราะถ้าสงฆ์ไม่ดูดำดูดีสังคม สงฆ์ใจดำ สงฆ์ปล่อยให้คนเดือดร้อน ทำผิดก็ปล่อยให้เขาทำผิด ทำถูกก็ไม่ไปช่วยเหลือคนทำถูก ไม่ช่วยคนดีให้มาทำงานให้แก่สังคม อย่างที่ในหลวง ร. 9 ตรัส สังคมก็ไปไม่ได้ 

เราเข้าใจว่าเราทำอะไร เพราะฉะนั้นจะบอกว่ากิจของสงฆ์ไหมก็ตอบสั้นๆว่า ใช่ กิจของสงฆ์ ตามภูมิปัญญาของเรา ส่วนคุณเองจะเข้าใจกิจของสงฆ์ตามภูมิของคุณแค่ไหน เราก็พอรู้อยู่หรอกแต่ไม่อยากพูดต่อ ศึกษาดีๆ คุณจะออกมาแสดงความคิดเห็นก็อนุโมทนา มาแสดงความเห็นแย้ง มาแสดงความเห็นช่วยเหลือฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ เพื่อที่จะได้มีน้ำหนัก ในการที่จะทำให้สังคมดำเนินต่อไป ฝ่ายถูกฝ่ายไม่ถูกก็ช่วยกันแบบประชาธิปไตย มันก็เป็นเรื่องดีไม่มีปัญหาอะไร 

คนรุ่นเก่านี่เองที่ทำให้คนรุ่นใหม่เกิดขึ้นมาได้ 

_ดิฉันได้ฟังคำปราศรัยและนโยบายของนักการเมืองบางพรรคแล้ว เห็นว่าน่าเป็นห่วงว่าจะนำความหายนะมาสู่ชาติบ้านเมือง แล้วทำให้ไทยกลายเป็นทาสได้

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า นิมิตตังสาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา แปลเป็นไทยว่าความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี 

เมื่อบุคคลที่เรียกว่าเป็นคนรุ่นใหม่ เป็นประชาธิปไตยไม่รู้สึกสำนึกในบุญคุณของผู้มีพระคุณ และคนรุ่นเก่าแล้ว จะเรียกว่าเป็นคนดีได้อย่างไร ถ้ารักชาติก็ต้องรักคนในชาติด้วย ควรยกย่องให้เกียรติดูแลเอาใจใส่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน สังคมไทยจึงจะสงบอบอุ่นมั่นคงเป็นปึกแผ่นได้ 

คนชาติอื่นเขายกย่องชื่นชมคนไทย และเมืองไทยว่าน่าอยู่ น่าอาศัย แต่คนรุ่นใหม่ที่หลงผิดกลับดูถูกประเทศตัวเองว่าล้าสมัย ล้าหลัง มุ่งล้มล้างสถาบันหลักของชาติเสีย แน่นอนการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงย่อมทำได้โดยไม่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานของชาติจนหมดสิ้น 

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริเตือนสติแก่คนรุ่นใหม่ว่า “การที่คนสมัยใหม่บอกว่า คนสมัยเก่าความรู้น้อยก็อาจเป็นจริง และคนสมัยใหม่ที่อาจจะเรียกว่าดูถูกเหยียดหยามคนสมัยเก่าได้ เขามีสิทธิ์ แต่ว่าถ้าพูดตามความจริงแล้ว สิทธิ์ที่จะเหยียดหยามคนรุ่นเก่าก็ไม่ควรจะมี ด้วยเหตุว่า คนรุ่นเก่านี่เองที่ทำให้คนรุ่นใหม่เกิดขึ้นมาได้ ทั้งทำให้คนรุ่นใหม่นี้มีโอกาสหาความรู้สร้างตัวขึ้นมา อันนี้คนเก่าก็น่าจะมีความภูมิใจได้ และคนใหม่ก็น่าจะสำนึก คนเก่านี้มีพระคุณ พระราชทานแก่ผู้ที่เข้าเฝ้าณศาลาดุสิตาลัย พระราชวังดุสิตาลัย วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม 2531

เท่านี้ขอความกรุณาพ่อครูให้สัมมาทิฏฐิแก่คนรุ่นใหม่และคนไทยด้วยค่ะ

พ่อครูว่า… อันนี้ก็เป็นคะแนนกระแสเสียงจากต่างประเทศถึงประเทศไทยอันนี้เป็นจริง ท่านใช้คำว่าสำนึกนี้แรงนะ แต่คนจะรู้สึกเบา สำนึก เพราะฉะนั้นคนที่สำนึกตัวเองว่าผิดรู้สำนึกได้นี่ โอ้โห สุดยอดเลย คำว่าสำนึกนี่ อาตมาเคยตั้งชื่อสำนึก ให้แก่ ดร.คนหนึ่ง เขาบอกว่าตั้งชื่อดูถูกผม ผมผิดอะไรจึงต้องสำนึก อาตมาบอกว่าเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีนะเขาก็บอกว่าไม่เอา ผมไม่ได้ทำผิดจะสำนึกอะไร อาตมาก็เลยเลิกเลย คนนี้แล้วก็เห็นเขาอยู่อย่างนั้น 

ความเห็นจะเป็นของคนรุ่นเก่าหรือเป็นคนรุ่นใหม่ก็ตาม เราก็ต้องมีภูมิปัญญาที่จะมาตัดสินเหตุปัจจัย ในแต่ กาละ เทศะ ฐานะ ซึ่งมันไม่เคยนิ่งอยู่กับที่ มันไม่เคยอยู่อย่างเก่า คงที่ มันเปลี่ยนไปเลื่อนไปทั้ง กาละ เทศะ ฐานะ ทุกอย่าง มันไม่คงเดิมเลย 

เพราะฉะนั้นคุณจะไปเอาของเก่า มาเป็นตัวตัดสินทีเดียว ก็ไม่ได้ แต่ของเก่ามันเคยมีมาดังที่ในหลวงท่านตรัส ว่าของเก่านี่แหละทำให้เกิดของใหม่ 

เช่น คุณไม่มีแม่ แล้วคุณจะมีลูกขึ้นมาได้ไหม เหมือนกันกับที่ไปแย้งว่าไก่เกิดก่อนไข่หรือ ไข่เกิดก่อนไก่ คุณตอบได้ไหมว่าอะไรเกิดก่อน 

โยมตอบว่า…ถูกทั้งนั้นครับ 

พ่อครูว่า… มันมีสภาพ 2 จริงๆแล้วมันต้องเกิดด้วยกัน ไก่กับไข่ต้องเกิดด้วยกัน ในสภาวะของโลกก็ดี ของอัตตาก็ดี มันคือภาวะ 2 เรียก เทวฺ จึงจะเกิดการสังขารและปรุงแต่งกันขึ้น ถ้าไม่มีภาวะ 2 อะไรก็ไม่เกิด แม้แต่ในเรื่องของวัตถุก็ต้องมีพลังงานบวกและพลังงานลบเกิดมา แม้เป็นพืชก็ต้องมีพลังงานเพศผู้เพศเมีย ที่มันเกิด 

ยิ่งเป็นจิตนิยามจิตวิญญาณยิ่งชัด เพราะฉะนั้นผู้รู้จะต้องรู้สภาพพวกนี้ที่จะทำความเกิด ไม่สำคัญที่ความเกิดเพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า เราไม่รู้จักต้นแห่งความเกิดว่าอยู่ที่ไหนเมื่อใด นี่ท่านตรัสความจริงเลย 

เพราะฉะนั้นคนจะพูดว่าต้นธาตุต้นธรรมเราก็เอาที่จุดใดจุดหนึ่งเท่านั้น แต่จุดแห่งความเกิดของวัฏสงสาร ของเอกภพ ของจักรวาล ของอะไรก็แล้วแต่มันไม่มีใครจะไปรู้ได้หรอก มันรู้ไม่ได้ ยิ่งหมดมหาจักรวาลนี้ ตั้งแต่เป็นแก๊สอยู่ จนกระทั่งเป็นดินเป็นน้ำไฟลม จนกระทั่งเป็นลูกโลกขึ้นมา จนกระทั่งเป็นจักรวาลน้อยจักรวาลใหญ่ จนกระทั่งมีชีวะ มันละเอียดเกินไปที่จะไปศึกษารายละเอียดทั้งนั้น 

เรามาศึกษาว่าตัวเรามีชีวิตอยู่ในนี้จะเป็นประโยชน์คุณค่าและจะอยู่กับมันไปอีกนานเท่าไหร่ และรู้ที่จบว่า เราจะจบความเป็นจิตนิยามชีวะของเราให้ได้ ก็จบเท่านั้นเอง ก็ไม่ต้องมีตัวเองอีกแล้ว เราก็เลิกไป 

แต่ถ้าเรายังรักที่จะอยู่ไปอีก ยังสนุกที่จะช่วยมนุษยชาติต่อไปอีก ตั้งจิตปณิธานเป็นพระอวโลกิเตศวร ก็เชิญ ก็เป็นปณิธานที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งอาตมาก็ไม่คิดที่จะทำเหมือนอย่างพระอวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิม อาตมาก็ไม่ทำถึงขนาดนั้น 

เมื่อธรรมะเจริญ การเมืองก็เจริญ

เหลือเวลาอีกเล็กน้อย อาตมาก็อยากจะแวะไปถึงเรื่องการเมือง 

การเมืองที่จะพูดเมื่อมีผู้ที่เขาแย้งมาเมื่อกี้นี้บ้างใน sms ว่า 

พระอะไรมายุ่งกับการเมือง อันนี้แหละเป็นความเห็นที่น่าสงสารมาก เพราะคนเป็นสัตว์สังคม เป็นพลเมืองของเมือง ไม่ใช่พวกเดียรถีย์พวกเข้าใจผิดว่า คนไม่เกี่ยวกับสังคม คนจะต้องปลีกตัวเดี่ยวออกไปเลยเหมือนพวกเชน หนีออกไปอยู่เดี่ยวอยู่ป่าอยู่เขาอยู่ถ้ำ อยู่เดี่ยวๆเลย ไม่เอาอะไร ไม่มีอะไรมันสุดโต่ง มันไม่ใช่ มันเกินไป 

คนคือสัตว์สังคม พลเมืองสังคม ที่จะต้องรู้ความสังเคราะห์กันสังขารกัน ทำงานร่วมกัน ปรุงแต่งกันอยู่ ปรุงแต่งอย่างทำลายกันหรือปรุงแต่งอย่างดูดกันเกินไป หรือปรุงแต่งอย่างขัดเกลาส่วนที่ควรขัดเกลากันออก จนรู้ที่จบว่า ขัดเกลากันออกขนาดนี้อยู่ในภาวะถ้าจะให้เกิดก็เป็น cyclic order อยู่ในภาวะที่หมุนวนอยู่ในขณะนี้ได้สัดส่วนสมดุล ก็จบแล้วสมดุลแล้วพอแล้ว 

ถ้ามันมีอะไรมากไปน้อยไปก็ปรับกันให้อยู่ในความสมดุลให้ได้ซึ่งมันไม่เที่ยง 

เพราะฉะนั้นในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เราจะไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้สังคมเที่ยงมันแก้ไม่จบ แก้ปัญหาให้ไม่เดือดร้อนกันคุณจะทำยังไงให้คนที่มันมีกิเลส ให้ทุกคนหยุดเดือดร้อนนะ คุณก็ได้แต่ออกกฎหมายมาบังคับเขา แล้วเขาก็ทำอย่างละเมิด ดีไม่ดีกดดันมากๆมันก็บ้าเลย ละเมิดกฎหมายตายเป็นตาย แล้วมันก็ตายกันไปเยอะแล้ว มันไม่สมควร มันไม่เสร็จหรอก ใช้หลักเกณฑ์กฎหมายกดข่มพวกนี้ มันไม่จบ 

อิสรเสรีภาพให้คนเกิดปัญญารู้พอดีและอยู่กันอย่างประนีประนอม ปรองดองกันมากน้อยแล้วแต่ ให้พออยู่ได้ มันแรงไปก็เอาลงมา มันน้อยไปก็เพิ่มขึ้น โดยอยู่กันอย่างยืดหยุ่นอนุโลมปฏิโลม อยู่อย่างนี้กันไป 

เพราะฉะนั้นการเป็นอยู่ของวัฏสงสารก็อยู่กันอย่างไม่ได้หยุดหรอก มันก็จะเป็นอย่างนี้ อนุโลมมากบ้างน้อยบ้าง ถ้ามันเป็นระบบเป็นลำดับ เราจะมีมวลของสังคมที่เรารับผิดชอบ ร่วมรับผิดชอบดูแลกันช่วยเหลือกัน แล้วเราก็ทำให้เกิดความสงบ 

สงบไม่ใช่อยู่นิ่งแข็ง ความสงบเป็นความคล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียวมีเรี่ยวมีแรง ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ 

ความมิจฉาทิฏฐิจะเห็นว่า ความสงบคือหยุดความเคลื่อนไหว กายกรรมก็ไม่ต้องทำอะไรแรงมากมาย นิ่งได้ สงบ วจีก็ไม่พูดมาก จิตก็ให้หยุดเลยไม่รับรู้แข็งทื่อไปเลย อย่างนั้นมันเป็นมิจฉาทิฎกของเดียรถีย์สามัญ ไม่ใช่ความสงบแบบนั้น 

ความสงบคือปัญญา ความสงบคือธาตุรู้ที่ยิ่งใหญ่ ที่รู้เหตุแห่งความไม่สงบคือตัวกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด เอามาบำเรอตัวตนเป็นหลัก อย่างนั้นต่างหาก 

ล้างกิเลสพวกนี้ให้ได้ตั้งแต่เราเกี่ยวข้องกับสังคม กว้างได้เท่าไหร่ก็เอาประมาณเท่านั้น แล้วเราก็รู้ว่าถ้าเราประมาณจำนวนคนเท่านี้เราดูแลกันหรือช่วยเหลือกัน ทำให้อยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่นสงบสบาย อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ลงท้ายด้วย ใจเกื้อกูล และทุกคนก็หมดตัวตนเสียสละไม่มีความเห็นแก่ตัว เพิ่มพูนเสียสละ นี่เป็นตัวจบที่ยิ่งใหญ่ 

คนที่ไม่มีตัวตน คนที่อยู่อย่างมีพลังงานมีแรงงาน มีความรู้ มีความสามารถ แล้วก็ทำงานช่วยเหลือเกื้อกูลเสียสละให้แก่คนอื่นๆอยู่มันเป็นสุดยอดแห่งความเป็นคนแล้ว 

นอกจากเสียสละแล้วยังไม่นึกไม่คิดที่จะไปยึดเอาการเสียสละนั้นเป็นเราเป็นของเรา อย่างที่อธิบายการทานเมื่อกี้นี้ไม่ยึดจริงๆ จิตทำไปโดยสบาย เป็นประโยชน์แล้วก็จบในประโยชน์ของมันเอง สัปปายะ แปลว่า ประโยชน์ แล้วมันก็จบในตัวของมันเอง ไม่มีต่อ ไม่มี สาเปกโข 

นี่แหละสุดยอดแห่งความเข้าใจแล้ว ทำใจของเรา ทำใจในใจของเราให้ถูกต้องตรงตามที่เราเข้าใจ ทำได้สำเร็จ ทำได้จนเป็นอัตโนมัติ ทำได้จนไม่ต้องไปบังคับ มันทำโดยตัวมันเองเลย จัดการตัวมันเองเลยนี่คือสูงสุด 

เพราะฉะนั้นเราก็ทำได้ไปตามสิ่งที่เราเกี่ยวข้อง โลกน้อย โลกใหญ่ โลกกว้างไปตามลำดับ จนกระทั่งถึงโลกกว้างออกไปถึงขั้นต่างประเทศ แต่ทุกวันนี้พวกเราไม่อ้าขาผวาปีกไปถึงขนาดนั้น เราก็ทำไปตามลำดับแล้วมันจะขยายตัวขยายผลไปตามลำดับเอง 

ไม่ต้องอยากได้ผล แต่ต้องทำเหตุให้เต็ม 

คุณทำเหตุเต็มนั่นคือผลเกิด 

แล้วก็รู้จักผลโดยไม่ต้องไปติดยึดผลว่านี้เป็นของกู ผลนี้เป็นของเรา ไม่ต้อง ผลนี่คือสิ่งที่เกิดดีแล้ว ให้แก่โลกให้แก่สังคม ให้แก่มนุษยชาติ 

ผู้ที่เข้าใจอย่างที่อาตมาพูด แล้วก็ทำได้จริงตามที่อาตมาพูด ผู้นี้คือผู้ช่วยโลก  อนุเคราะห์โลกอยู่ โลกานุกัมปายะ ทำได้มากเท่าใดก็ทำให้เกิดสังคมมีประโยชน์ พหุชนหิตายะมากเท่านั้น ทำให้คนเป็นสุข พหุชนสุขายะ สุขคำนี้คือ  ว่างนั่นแหละดี โดยพยัญชนะสูงสุด ไม่ได้แปลว่าสุขคือเสพโลกียะ เสพติด. แต่เป็น วูปสโมสุขหรือปรมังสุขัง สุขเพราะสงบจากกิเลสไปเรื่อยๆ 

มันไม่มีพยัญชนะก็ต้องไปยืมพยัญชนะอื่นมาใช้ อาตมาไม่ได้แปล ปรมังสุขัง ว่าสุขอย่างยิ่งแต่ อาตมาแปลว่า ยิ่งกว่าสุข 

ที่เป็นโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าที่ยิ่งใหญ่ เทวนิยมหรือศาสนาพระเจ้าไม่รู้จักสุขจักทุกข์ เพราะพระเจ้าเป็นสุขนิยม พระเจ้ายังเป็นลัทธิติดสุขอยู่ ถือว่าเป็นผู้ประทานสุข ไม่ได้เข้าใจความสุขความทุกข์ เขาศึกษาแต่ความดีและความชั่วเป็นโลกียธรรมเท่านั้นเอง เทวนิยม จะเรียนมาตำราไหน เป็นดอกเตอร์หรือ Post Doctor มากี่ใบก็แล้วแต่ ก็ไม่ได้เรียนสัจจะอันนี้ 

แม้จะเรียนศาสนาทางเทวนิยมมาก็ตาม อย่าว่าทั้งนั้นเลย แม้แต่ในเมืองไทยเอง พุทธศาสนาก็ยังเพี้ยนไป ไม่เป็นโลกุตระ เป็นแค่เทวนิยม บางทีก็อาจจะพอมีสัมมาทิฏฐิขึ้นมาตามลำดับๆๆ เขาก็ศึกษากันอยู่ ผู้แสวงหา ผู้ไม่มีอคติก็จะได้สัจจะความจริงอันนี้ขึ้นมาตามลำดับ ๆๆ 

เมื่อธรรมะเจริญ การเมืองก็เจริญ เพราะมันแยกกันไม่ได้ระหว่างคนกับการเมือง แยกกันไม่ได้ เพราะการเมืองคืองานของพลเมือง การคืองาน งานของพลเมือง เราเป็นพลเมืองคนหนึ่งของเมืองหรือเปล่า เราไม่ได้เป็นคนหนึ่งของคนเถื่อนคนป่า แต่เราเป็นคนหนึ่งของเมือง ของพลเมือง เป็นกำลัง พละคือกำลัง

เราเป็นคนไม่ดูดายไม่ปล่อยปละละเลยต้องช่วยเหลือกันด้วยเจตนาดี ไม่ได้หวังอะไรตอบแทน สุดย อดเลย ไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทน ทำเพื่อที่จะให้คนดีให้สังคมดีสงบดีไปด้วยกัน 

สมณะเดินดิน… สรุปจบ