661006 จรณะ 15 วิชชา 8 โดยพิสดารลึกซึ้งบริบูรณ์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

าวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/154AJsGCOnLs6CQZF0-lKWnAli4ixb3b2/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true 

                                                                                                                                  

ดาวน์โหลดเสียงที่   https://drive.google.com/file/d/1JCP5BgMGKmLeSaJR9rlldp8dqHzrJFu5/view?usp=sharing 

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661006–15–8-e2a885i

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/nvETrPJUJO/ 

และ https://youtu.be/haVZvOz6iQc 

มีซับ 

สมณะฟ้าไท…วันนี้วันศุกร์ที่ 6 ตุลาคม 2566 แรม 7 ค่ำเดือน 10 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้ถ้าเราดูข่าวคราวของประเทศที่เขานิยมผลิตอาวุธ มีโรงงานผลิตอาวุธเก่ง อย่างอเมริกาเป็นต้น เทียบกับประเทศอินเดียที่นิยมทางศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ไม่เก่งทางเทคโนโลยี ไม่เก่งทางแข่งขันกีฬา ดูเหมือนเป็นประเทศล้าหลัง แต่ตอนนี้ที่อเมริกาจะมีการปล้น คนติดยาเสพติดเหมือนซอมบี้ตัวงอไปงอมา มีภัยพิบัติไฟไหม้รุนแรง น้ำท่วมไม่มีเงินช่วยเหลือประชาชน จะต่างกับอินเดียมีน้ำท่วมอย่างอื่นไม่ค่อยมีอะไรเท่าไร  จะมีโรงทานที่เราเห็นออกมาจากคลิปหลายๆ อัน คนก็รออาหารตักให้กินไม่แย่งไม่ชิงกัน ดูแล้วก็อยู่กันอย่างผาสุก แต่อเมริกาอยู่กันเหมือนกับดงโจร อยู่ท่ามกลางกลียุคลักษณะนั้น ไม่น่าอยู่ด้วยประการทั้งปวง 

ในประเทศไทยเราอีก 9 วันจะถึงเทศกาลกินเจ ดูปีนี้เหมือนจะเงียบๆ แต่เราน่าจะทำให้คึกคัก เพราะคนได้มากินอาหารมังสวิรัติไม่กินเนื้อสัตว์ 10 วันก็ยังดี อย่างน้อยคนก็ไม่ฆ่าสัตว์ คนไม่กินเนื้อสัตว์อยู่ในศีลธรรม โลกก็จะสงบสุข ประเทศชาติก็สงบขึ้น ถ้าประเทศใดมีคนกินเจทั้งประเทศ ประเทศจะสงบเหมือนอินเดีย ที่กินมังสวิรัติเกือบทั้งประเทศ ประเทศไทยน่าจะเป็นอย่างนั้นได้สมกับเป็น

บุญญาวุธหมายเลข 1 ที่พ่อครูได้กล่าวไว้ เพราะว่าเราไม่ไปแข่งขันสร้างอาวุธเทคโนโลยีอะไร แต่เราหันมาสร้างอาหารเพื่อให้มนุษยชาติได้อยู่รอดปลอดภัยถือว่าดีที่สุดแล้ว เราก็มาฟังพ่อครูกันต่อว่าจะทำอย่างไรให้โลกสงบสุขมากยิ่งขึ้น 

พ่อครูสอนอาชีพที่เป็นมิจฉาวณิชชา ที่เป็นอาชีพลามกจกเปรตฟังแล้วเราไม่น่าไปทำ ไม่น่าเข้าใกล้อย่างยิ่ง 

พ่อครูว่า… ก็คงจะไปว่ากันต่ออย่างที่ท่านฟ้าไทเกริ่นมาแล้วก็ดีช่วยต่อ มีโอกาสก็ต่อได้เรื่องเกี่ยวกับไปวิจารณ์สังคมโลกีย์ ที่เขาไม่รู้จริงๆ เขาอวิชชาจริงๆ ก็เป็นไปตามสัจธรรม จะเห็นผลช้าหน่อยก็เถอะ ขอเริ่มต้นจาก SMS ก่อน 

SMS วันที่ 4 – 5 ตุลาคม 2566

_ซึ้งซื่อ วิเชียร . ขอกราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรสุดเกล้าครับ ในยุคนี้สังคมไทย คนในสังคมเลว เพราะคนไม่ปฏิบัติธรรมตามศาสนาของตนอย่างจริงจัง ในคนส่วนใหญ่ของประเทศสังคมจึงเลวร้ายขึ้นทุกวัน แต่ปัจจุบันชาวอโศกได้จัดค่ายขึ้นหลายค่ายในแต่ละเดือน เพื่อชวนคนมาปฏิบัติธรรมของพุทธอย่างจริงจังจริงใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ พ่อท่านเห็นว่าผลรับจะเป็นเช่นไรครับผม ขอสัมมาทิฏฐิด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงยิ่งครับ

พ่อครูว่า…ก็จะเป็นอย่างไรล่ะ พวกเรามีภูมิธรรม มีสัมมาทิฏฐิ มีความถูกต้อง ดีแล้ว แล้วก็ช่วยกันเผยแพร่ ช่วยกันสาธยาย ช่วยกันนำมาพากันปฏิบัติ มาประพฤติกันจริงๆ จังๆ มันก็ดีช่วยกันเถอะทำกันขึ้นมา ให้มากๆ มันก็เป็นผลแน่นอน เพราะว่าพวกเราได้เริ่มต้นสัมมาทิฏฐิ พากัน..แล้วก็ทำให้สัมมาปฏิบัติ เมื่อสัมมาปฏิบัติก็จะเกิดสัมมาปฏิเวธกันจริง 

เหตุมันดี เหตุมันถูกต้อง ผลมันก็จะถูกต้อง ต้องพยายามระมัดระวังให้ดี ทบทวน ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม ให้มันได้ของจริง ถ้าได้ของจริงแล้ว มันก็ไม่ออกไปจากของจริงหรอก 

_ตุ๊ก อัศวิน . ขอโอกาสเจ้าค่ะ!! ฟังว่า..มีผู้นำวาทะนี้ “สัจจะ” ไปขยายว่า “สัจจะ มี หนึ่งเดียว” !?! ครั้นได้ฟังพ่อครูปรารภธรรม ลงลึกในเรื่อง “สัจจะ”..!! จึงขอโอกาสสรุปว่า ปรมัติสัจจะเท่านั้น จึ่งจักกล่าวได้ว่า “สัจจะ มี หนึ่งเดียว”!! ส่วนสมมุติสัจจะนั้น..มีได้หลากหลาย!! ดังนั้น “สัจจะ มี หนึ่งเดียว” จึงต้องเป็นปรมัติสัจจะ only!! กราบขอบพระคุณในสัมมาทิฎฐิจากพ่อครู..เจ้าค่ะ

พ่อครูว่า…จริง ถูกต้อง สัจจะจะมีหนึ่งเดียว ไม่แย้งไม่เถียงกันตรงกันก็คือสัจจะที่เป็นปรมัตถ์ เป็นปรมัตถธรรม เป็นโลกุตระ ถึงจะเป็นสัจจะเป็นหนึ่งเดียว ถ้าเผื่อว่าเป็นโลกียะ เป็นสมมุติสัจจะทั่วไปเขาโลกๆ เขาก็ว่าสัจจะของเขาเป็นหนึ่งทั้งนั้น ศาสดาทุกองค์ก็ว่าของตัวเองเป็นหนึ่งทั้งนั้น แต่เขามีหลากหลายมากมาย แย้งกันแตกต่างกันมีเยอะแยะ ก็เป็นจริง เอาดีอย่างนี้แหละค่อยๆ เก็บรายละเอียดเข้าไป ชัดๆ คมๆ แม่นๆ เข้าไป 

โง่เท่าที่เราฉลาด ฉลาดเท่าที่เราโง่ ในฉฬายตนะ

_จรรยาพร ชมสวรรค์ . ขอน้อมกราบนมัสการพ่อครู ด้วยความเคารพอย่างสูง พ่อช่วยอธิบายคำว่า “โง่เท่าที่เราฉลาด ฉลาดเท่าที่เราโง่” ด้วยค่ะ ลูกยังไม่ชัดเจน เพราะลูกยังฉลาดน้อยอยู่ค่ะ ขอให้พ่อครูมีสุขภาพแข็งแรงตลอดไปนะเจ้าคะ

พ่อครูว่า…ขอบคุณ 

โง่เท่าที่เราฉลาด ฉลาดเท่าที่เราโง่ ก็หมายความว่า คนเรานี่ มันมี 2 ลักษณะ ลักษณะโง่กับลักษณะฉลาด คุณจะเข้าใจความโง่ความฉลาดแค่ไหนล่ะ มันก็มี ความโง่คือหมายความว่ามันจะขึ้นต้นโง่แล้วก็โง่ต่อๆ ไปอีก จะยาวนานหรือมากหนักเท่าไหร่ มันก็คือลักษณะนั้นแหละ เราเรียกว่า โง่ 

ฉลาด เราจะฉลาดแค่ไหน มันก็ฉลาดน้อยหนึ่ง ฉลาดมากขึ้นฉลาดมาก มันก็เป็นลักษณะของ 2 อย่าง ซึ่งมันตรงกันข้ามกัน โง่กับฉลาดที่ตรงกันข้ามกัน 

ขอขยายความนิดหนึ่งว่า “โง่” ในโลกีย์เขาก็เรียก ว่ามีฉลาด มีโง่ ในโลกุตระก็มีฉลาด มีโง่ มันก็ต่างกัน ฉลาดโง่ของโลกีย์ เขาใช้ภาษาคำว่า “ฉลาด”กับ “โง่”เหมือนกัน ภาษาไทยนี่ไทยเราเอามาใช้ ฉลาดกับโง่เหมือนกัน ภาษาอื่นจะเป็นภาษาอังกฤษภาษาอะไรเขาก็มีคำว่าฉลาดของเขา ซึ่งมันจะไม่เหมือนกับภาษาไทย ภาษาไทยนี่จะอธิบายได้ลึกซึ้ง เพราะมันจะมีคำว่าฉลาดของไทยนี่แหละ ซึ่งมันกร่อนมาจากคำว่า “ฉฬายตนะ” ซึ่งทางด้านภาษาอื่นเขาไม่มี นอกจากบาลีเท่านั้น บาลี สันสกฤตอะไรเขาก็มี 

ฉฬายตนะ หรือ ฉ ตัวนี้มันแปลว่า 6 มันเป็นตัวกำกับเลยว่าความฉลาดจะต้องมี 6 แต่เขาเอาไปทำเป็นฉลาด ทั้งๆ ที่เป็น 6 เขาก็เอาเป็นความฉลาด 1 ที่เรียกว่า เฉกะ คือ ฉ กับ เอกะ ก็บอกว่าเฮ้ย! 6 กลายเป็น 1 เห็นไหมว่าทั้งๆ ที่มันมี 6 แต่เขาก็เอาไปเป็น 1

จริงๆ แล้วมันก็คือเป็นภาษาของศาสนาพุทธนั่นแหละบาลี ซึ่งบอกว่าคุณเอา 6 เขาไปทำเป็น 1 เอา ฉฬายตะ ไปหดเป็น ฉ และเอก ก็เป็นเฉกหรือเฉกะ เฉโก มันก็ผิด มันก็เป็นฉลาดของคุณนั่นแหละ พยายามเอาคำว่า “ฉลาด”ขยายความมันเป็นความรู้ก็แล้วกัน เป็นความรู้ที่จะมากจะน้อยอะไรยิ่งขึ้น มากยิ่งขึ้นเขาเรียกว่าความฉลาดอะไรก็แล้วแต่ แต่ว่า มีต้นเหตุความฉลาดของคุณ 1 หรือทวารเดียว หน่วยเดียว แนวเดียว ทางเดียว 

แต่ของพุทธนั้นฉลาด 6 ทาง 6 แนว เกิดจาก 6 จุด อย่างนี้เป็นต้น จึงจะเรียกว่า เป็นความจริงครบ 

เพราะฉะนั้น ตรงนี้แหละมันจึงยืนยันความจริงที่บอกพูดกันไม่รู้เท่าไหร่แล้วว่า พวกหลับตานี้มันมีแต่ภพเดียว หลับตามันอยู่แต่ข้างในภพภวังค์จิต ตา หู จมูก ลิ้น กาย อีก 5 ทิ้งเลย มันไม่ได้มาเรียนรู้มันไม่ได้มารู้จักอย่างถูกต้อง ละเอียดถูกต้อง มันก็กลายเป็น 1 ก็ไปเหมือนกันกับพวกที่เขามีความรู้แบบเฉกะ มันไม่ใช่ความรู้แบบ ฉฬายตนะหรือฉลาด ที่มันกร่อนมาเป็นภาษาไทยว่าฉลาด

อาตมาไม่ได้โมเมนะ มันเรื่องจริง มันมาอย่างนั้น ไม่ได้มาโมเม ฉลาดมาจาก ฉฬายตนะ นักวิชาการจะแย้งก็แล้วแต่ แต่ใครเห็นว่าเป็นประโยชน์ก็เอาไปใช้ก็แล้วกัน ใครไม่เอา..อาตมาก็บังคับไม่ได้ ไม่ได้ไปมีสิทธิ์ที่จะไปหวงห้าม

เพราะฉะนั้น ความรู้หรือความฉลาดนัยสำคัญที่มันมีนัยสำคัญที่แตกต่างกัน อาตมาก็ขอขยายความไว้เท่านี้  

เพราะฉะนั้น คุณโง่หรือมีความฉลาดหรือมีความรู้มากมายหลากหลายมากมายก็เท่าที่คุณมี คุณจะโง่ ใช้ศัพท์ว่าโง่หรือมันไม่รู้ แล้วมันก็ไม่มารู้ รู้เท่าไหร่ มันก็มากเท่าที่เรารู้หรือมันก็โง่เท่าที่เรารู้ฉลาดเท่าที่เรารู้ หรือมันฉลาดเท่าที่เราโง่ ก็เหมือนกันแหละที่จริงบอก 2 ขั้วเท่านั้นเอง บอก 2 ขั้ว ภาษา 2 ขั้ว คุณมีตรงนี้กับเท่านี้นี่แหละคุณมีเท่านี้ จากหัวมาหาง จากหางมาหัว จากต้นมาปลาย โง่แต่ฉลาดเท่านี้ หรือคุณฉลาดเท่านี้มาถึงตรงนี้ ฉลาดมาถึงโง่เท่านี้เท่าที่คุณมีมันก็เท่านี้แหละ ไม่ว่าคุณจะฉลาด โง่ก็เท่าที่คุณฉลาดหรือคุณจะฉลาด เท่าที่คุณโง่มันก็เท่ากัน 

_สู่แดนธรรม… ถ้าสมมุติว่าความเต็มเปี่ยมของมันร้อยหนึ่งเพราะมีความโง่อยู่ 25 เท่ากับว่าเราฉลาด 75 ได้ไหมครับ เพราะเราฉลาดได้ไม่ถึง 100 มีความโง่คาอยู่

_ดุลเพชรว่า… เขาอาจจะกลับเอาเลข 6 กลับหัวกลายเป็นเลข 1 ครับ 

พ่อครูว่า… เลข 1 ของไทยมันกลมๆ ของฝรั่งมันไม่กลม

_สู่แดนธรรม… ถ้าฉลาดเต็มที่ 75 ก็หมายความว่าเราโง่อยู่ 25 ได้ไหมครับ

พ่อครูว่า…ได้อธิบายอย่างนี้ก็ได้ แต่อาตมาว่าอธิบายอย่างนี้มันครบ คุณมีความฉลาด เท่าที่คุณโง่ หรือคุณมีความโง่ เท่าที่คุณฉลาด มันรวมลักษณะเต็มๆ ของคุณ โง่และฉลาดของคุณเต็มหน่วยมันจะมีเท่านี้ แต่คุณไปพูดของคุณอย่างนั้น มันเท่ากับไปแบ่งความฉลาดมันไม่เท่ากันแล้ว แต่นี่โง่กับฉลาดนี่เท่ากันนะ โง่เท่าที่คุณมีฉลาด คุณฉลาดเท่าที่คุณโง่ แต่คุณไปแยกอย่างนั้น คุณแยกโง่กับฉลาดไม่เท่ากันแล้ว ถ้าเผื่อว่าโง่ 50 ฉลาด 50 เออ อันนี้คุณโง่กับฉลาดเท่ากัน ถ้าจะอธิบายอย่างคุณ 

มันต้องอธิบายว่าอย่างงั้น มันก็ขยายความอะไรไม่ออกเลย​ แล้วอะไรจะต่อไปยังไง มันไปไม่ออก 

_สู่แดนธรรม… ผมนึกว่า คนเราความฉลาดไม่เท่ากันเพราะมีความโง่คาไว้อยู่

พ่อครูว่า… ไม่ใช่ อันนี้เราไม่ได้เทียบใคร เทียบกับความฉลาดของเรา โง่ของเราเท่านั้น เราไม่ได้ไปเทียบกับใครนี่อันนี้ 

_สู่แดนธรรม… ถ้าเราไม่เหลือความโง่ซักหน่อย แสดงว่าเราก็ฉลาดเต็มที่ใช่ไหมครับ

พ่อครูว่า… มันก็ฉลาดเปรียบเทียบกับใคร เดี๋ยวจะกลายเป็นฟุ้งซ่าน มันเยอะไป

จะใช้ภาษาว่าเราโง่เท่าที่เราฉลาด ก็คือจากต้นเป็นปลาย ถ้าเราฉลาดเท่าที่เราโง่ก็คือบอกปลายกับต้น เท่านั้นเอง 

สัจจะมีหนึ่งเดียวในโลก ของ เจโตปริยญาณ 16 

_สื่อฟ้าศิลป์ ภูวนาถ . พ่อครูกำลังสอนสภาวะต่าง ๆ ของจิต? จิตที่เรียนรู้ทุกอาการโลกียสุข-ทุกข์? ที่เต็มไปด้วยราคะ โทสะ โมหะ หดหู่ ซึมเศร้า ดีขึ้น-เลวลง? ในกายคือจิตที่รอบรู้ด้วยธรรมเจโตปริยญาณ ขัดจิต เกลาใจ เข้าถึงเจโตวิมุติ หลุดพ้นทุกข์-สุข โลกียธรรมทั้งมวลสาธุ🙏😤😞🙇😊😇🙏

พ่อครูว่า… เข้าใจตามนี้ก็ไม่มีปัญหา บอกว่าอาตมากำลังสอนให้เข้าใจสภาวะต่างๆ ของจิต เรียนรู้ความสุขความทุกข์โลกีย์ โดยรู้ในกายคือจิต หรือกายกับจิต รู้แยกกายแยกจิต มันซ้อนอันนี้แหละมันเป็นธรรมะที่เป็นโลกุตระที่ละเอียดลออมากนะ ไม่ใช่แยกขาดกายกับจิต ถ้าเข้าใจกายเป็นหนึ่งตัดขาดคือข้างนอกเท่านั้น จิตก็คือจิตเดียว จิตก็คือข้างใน คุณตัดขาดอย่างงั้นคนนี้มิจฉาทิฏฐิตั้งแต่ต้นทาง เพราะว่าจะพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตธรรมในธรรม ไปไม่ต่อ กายมันไม่ต่อหาเวทนา กายมันไม่ต่อหาจิตใช่ไหม กายเวทนาจิตธรรม กายไม่ไปต่อไม่เชื่อมโยงไม่มีสมรรถภาพ คุณก็จะหายไปด้วย กายคุณก็ไม่มีข้างนอกไปเรื่อยๆ 

แต่ของพระพุทธเจ้าไม่นะไม่ขาดจากข้างนอก ข้างนอกนี้จะมีเสมอตลอดเวลาที่ปฏิบัติธรรม กายข้างนอกจะเรียกว่าโลกก็ได้ กายข้างนอกคือการเกี่ยวข้องหมุนวนของปฏิสัมพันธ์ของโลก เกี่ยวข้องกับอะไรๆต่างๆ เกี่ยวข้องกับสัตว์ก็โลกอย่างหนึ่ง เกี่ยวข้องกับของเกี่ยวข้องกับวัตถุหรือพืช นั่นก็อย่างหนึ่ง อันนี้ไม่มีจิตวิญญาณเข้าเกี่ยวข้อง ส่วนสัตว์มีจิตวิญญาณเข้าเกี่ยวข้อง พระพุทธเจ้าก็แยกเป็นศีลข้อ 1 ข้อ 2 ส่วนข้อ 3 นั้นละเอียด เกี่ยวกับรูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส เป็นกิเลสที่จะเกิดไปนี่แหละ จะเป็นเรื่องไปยาวยืดเลย ศีล 3 ข้อนี้เป็นตัวหลักที่จะขยายเหตุปัจจัย ขยายมรรคผล ขยายสาระธรรมกันเต็มที่ จนกระทั่งสามารถเรียนรู้โดยยึดหลัก เจโตปริยญาณ 16 เป็นตัวตรวจสอบ ตั้งแต่กิเลสหลัก ราคะ โทสะ โมหะ แล้วทำให้มันลด ราคะ โทสะ โมหะ ลง เรียกว่า วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ 3 คู่

อันหนึ่งมีกิเลสเรียกว่า สราคะ ทำให้กิเลสมันไม่มีไปเรียกว่า วีตะ แล้วปฏิบัติที่นี้ปฏิบัติก็จะเกิดผลไปตามลำดับ ตั้งแต่ทีละคู่ ทีละคู่ บอกลักษณะ ลักษณะที่เราจะปฏิบัติแล้ว เราจะเจริญหรือไม่เจริญ ตั้งแต่แยกตระกูล สังขิตฺตํจิตตํ กับ วิกขิตฺตํจิตตํ 

สังขิตฺตํจิตตํ ก็เป็นสายศรัทธา วิกขิตฺตํจิตตํ ก็เป็นสายปัญญา สายเปิดกับสายปิด สังขิตฺตํจิตตํ เป็นสายปิด สายเกาะ สายติด วิกขิตฺตํจิตตํ เป็นสายเปิด สายสว่าง ออกไปไกล ฟุ้งซ่านได้ ก็เป็นสายศรัทธากับสายพุทธิจริต 

คุณแยกออกคุณเข้าใจได้ว่ามันได้ผล ได้ผล รู้ลักษณะของกิเลส จัดการกับกิเลส นั่นแหละคุณจะเป็นสายศรัทธาหรือจะเป็นสายปัญญาก็ตาม ก็รู้ของตัวเองแล้วทำให้ได้ แยกกิเลสออกมา ไม่ว่าศรัทธากับปัญญามันก็มีกิเลส แยกให้ได้ แยกได้แล้วก็ต้องมีวิธีที่ปฏิบัติให้เกิดพลังงานฌาน หรือ พลังงานปัญญา หรือ พลังงานบุญ 

ฌาน กับ ปัญญาก็คืออันเดียวกัน ฌานอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญาอยู่ที่ไหนฌานอยู่ที่นั่น 

จะเรียกว่า ฌาน ด้วยภาษาไทย มาจากรากบาลีก็ตาม ฌาน สภาวธรรมแท้ๆก็คือปัญญา ปัญญาหรือฌานนี่แหละ เป็นอาวุธหรือธัมมาวุธ ฆ่ากิเลสได้ ฆ่ากิเลสได้ ก็เรียกว่าฌาน ฆ่าได้เป็นสุดท้าย อาตมาก็อธิบายซ้ำซาก 

บุญ คือเพชฌฆาตมือสุดท้าย มือที่ตัดสินเด็ดขาดเลยว่า ถ้าบุญได้ลงมือแล้ว ตายเรียบร้อย ตายแน่นอน ตายเด็ดขาด ตายไม่มีฟื้น ตายอย่างเที่ยงแท้ตลอดกาลนาน แล้วบุญก็หมดหน้าที่ 

แต่ยังเหลือพลังงานฌาน บุญหมดหน้าที่แต่ฌาน 1 2 3 4 ยังเป็นพลังงานที่ ผู้ที่ได้สร้างความเป็นฌานให้แก่ตัวเอง ได้ใช้งาน ได้อาศัยใช้งาน มันก็เป็นคุณสมบัติที่ติดตัว คำว่า “ฌาน” มันมีนัยยะสำคัญแยกกับคำว่า “บุญ” ตรงที่ว่า บุญเพชฌฆาตมีฆ่าอย่างเดียว คือประหารตายอย่างเดียว แต่ฌาน ยังไปใช้ประโยชน์อื่นได้อีก ไปสร้างกุศลก็ได้ แต่ บุญ จะเรียกว่ามันเป็นกุศล ก็ไม่เชิง มันเป็นนักฆ่า แต่จะว่าเป็นกุศล มันดีอยู่อย่างเดียวที่มันฆ่ากิเลส ฆ่าผีร้ายของคน 

สัตว์เดรัจฉานมันทำไม่เป็นหรอก มีแต่คนนี่แหละ คนที่เป็นอาริยะที่สัมมาทิฏฐิแบบพุทธเท่านั้นที่จะทำได้ ถ้าจะถึงขั้น ธรรมาวุธ ที่เรียกว่าบุญล่ะก็ต้องพุทธเท่านั้น ต้องโลกุตระเท่านั้น ศาสนาอื่นไม่มี 

เพราะฉะนั้นศาสนาอื่นไม่มีบุญเลย หรือมิจฉาทิฏฐิเอาบุญไปเรียกเป็นแต่กุศลเท่านั้น มันไม่ใช่บุญ ศาสนาอื่นเอาคำว่าบุญไปเรียกหมายถึงกุศลทั้งนั้น ไม่เป็นบุญหรอก บุญมีในศาสนาพุทธศาสนาเดียว อันนี้แหละเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก 

เรียนรู้ดีๆแล้วเรามาปฏิบัติจนกระทั่งเราบรรลุธรรมด้วยสิ่งที่อาตมาพาทำพวกนี้ เป็นพลังงานทางจิต คุณทำเสร็จแล้วมันจึงจะรู้ได้ด้วยตน ปัจจัตตัง มันเป็นอจินไตยอย่างยิ่งเลย มานั่งคิดนั่งเดานั่งประมาณเอาไม่ได้ ต้องมาทำอย่าง ปัจจัตตัง ทำได้ของตัวเองจริงเป็นอย่างนี้ 

เพราะฉะนั้นเวลาอธิบายมันจะเป็นสิริมหามายา เป็นสภาพไดอะแลกติก มันจะเข้าใจยากนะ มันจะเป็น Dialectic เพราะฉะนั้นในศาสนาเทวนิยมเป็น Dialectic เขากำหนดไม่ได้เลยว่าอะไรถูกต้องแท้ เขายังจะเปลี่ยนแปลงเขายังไม่มีที่จบ สัจจะเป็นหนึ่งเดียวไม่ได้ของเทวนิยม ของโลกียะ มีโลกุตระเท่านั้นจึงจะสัจจะมีหนึ่งเดียวได้ 

ในสูตรที่บอกว่าสัจจะมีหนึ่งเดียวนี้ จูฬวิยูหสูตร คุณไปอ่านเถอะจะปวดหัว จูฬวิยูหสูตร จะมีหนึ่งเดียว คุณไปอ่านเถอะสูตรนี้สัจจะมีหนึ่งเดียวคุณจะปวดหัวได้ดีมาก 

เพราะว่าถ้าคุณไม่มีสภาวะ คุณภูมิไม่ถึงจริง คุณไปอ่านเถอะคุณสับสน คุณจะวุ่นอยู่นั่นแหละ และท่านจะสรุปตรงที่ว่า สัญญายนิจจานิ ตัวพยัญชนะบาลีตัวนี้แหละโอ้โห มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยที่จะรู้ได้ง่ายๆ สัญญายนิจจานิ สัญญาว่าเที่ยง สัญญาย มันเป็นคำกริยา สัญญาย นิจจา มันจะเที่ยง 

เพราะฉะนั้นคุณจะไปสัญญาว่าเที่ยงตามที่คุณทำตามความเห็นแต่ละคน มันก็จะเถียงกัน เถียงกันแย้งกัน พระพุทธเจ้าก็อธิบายใน จูฬวิยูหสูตร ว่าคนไหนมีความเห็นว่าเที่ยง คนไหนว่าของจริง มันจะมีอะไร มันก็เถียงกันเท่านั้นแหละ มันต้องปฏิบัติ ต้องไปอ่านดู คนไหนไม่เชื่อ ถ้าไม่ปวดหัวก็ลองดูเถอะ นอกจากคุณจะบรรลุธรรมได้มรรคผลจริงคุณจะเข้าใจ โอ้โห ทะลุ โล่งเลย อ้าว ผ่าน

_Ka Por กะ ป้อ (ภาษาจีน แต้จิ๋ว =คางคอ หรือ อีปิ ลูกคนแรก พ่อแม่รักมาก). ถ้าไม่พบพ่อครูฯ คงไม่รู้ศีล 3 คือ ข้อ1.สัตว์  2.สิ่งของ  3.ทวาร 6 เป็นข้อปฏิบัติขัดเกลากิเลสของเราให้เบาบางลดลงจึงเกิดบุญ ถ้าละเมิดก็บาป

พ่อครูว่า…เออ..สรุปสั้นดี ชัดเจน คุณเข้าใจได้ถูกต้องดี 

วิปลาส 3 วิปลา 4 วิปลาส 7

_สว่างแสง ขวัญดาว . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ กราบนมัสการท่านสมณะฟ้าไท ท่านสมณะด่วนดี และท่านสิกขมาตุด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูคะ ลูกได้ดูคลิปโลกเราวันนี้ (อยัง โลโก) ที่ท่านฟ้าไทนำเสนอ ลูกเห็นว่าโลกนี้เต็มไปด้วยภาวะคนวิปลาส 4 ที่ประกอบมิจฉาวณิชชา 5 ลูกพอจะพูดว่า “ไม่มีหมู่กลุ่มใดเลยในโลก นอกจากชาวอโศก” ที่พ่อครูนำธรรมะของพระพุทธเจ้ามาสอนให้ปฏิบัติ ที่พ้นภาวะที่โลกเป็นอยู่ได้ไหมคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยเศียรเกล้าค่ะ

พ่อครูว่า…อาตมาว่าได้นะ พูดไปก็แม้ยกตัวยกตน แต่ที่จริงมันเป็นความจริงที่จะต้องยืนยัน เพราะฉะนั้นเราจะเข้าใจจริงๆมันเป็นความรู้สึกเป็นความเห็นเป็นปัญญาที่มันชัดเจนว่า อ๋อ มันเป็นอย่างนี้เอง เพราะฉะนั้น จริงๆแล้วมันไม่ได้ยกตัวยกตนอะไร มันมีอย่างนี้จริงๆ ขอยืนยันนะที่ยืนยันอย่างนี้มี มันไม่มีที่อื่นดอกมีแต่ชาวอโศกนี่แหละ 

จริงๆนะอาตมาก็อยากจะให้ที่อื่นที่ใดก็แล้วแต่สำนักอื่นสำนักใด มามีอย่างนี้บ้าง มันไม่มีนอกจากชาวอโศกหรือเครือแหของชาวอโศก ใช่ไหม ชาวอโศกเคยเห็นของชาวอโศก 

แล้วก็ยอมรับว่าขออภัยต้นต่อมาจากอาตมาในยุคนี้ ยุคนี้อาตมานำ ผู้ที่รู้จักโลกุตรธรรมสมบูรณ์แบบกว่าใครเพื่อน ขณะนี้ ในโลกยุคนี้ โอ้โห..พูดอย่างนี้นี่ใหญ่ยิ่งเลยนะ แต่มันเป็นความจริงที่เลี่ยงไม่ได้อาตมาพูดความจริงเท่านั้น ก็ต้องขออภัยพูดความจริง แม้โลกทุกวันนี้พูดความจริงต้องขออภัยนะ อาตมามันน่าสังเวชใจจริงๆ ก็พูดยืนยันอย่างนั้น คุณสว่างแสงยืนยัน มันไม่มีหมู่กลุ่มใดในโลกเลยนอกจากชาวอโศกที่จะรู้

วิปลาส 4 มันมีวิปลาส 7 

กิริยาที่ถือโดยอาการวิปริตผิดจากความเป็นจริง, ความเห็นหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากสภาพที่เป็นจริง มีดังนี้ :

ก. วิปลาสด้วยอำนาจจิต และเจตสิก ๓ ประการ คือ 

  1. วิปลาสด้วยอำนาจสำคัญผิด เรียกว่า สัญญาวิปลาส 

  2. วิปลาสด้วยอำนาจคิดผิด เรียกว่า จิตตวิปลาส 

  3. วิปลาสด้วยอำนาจเห็นผิด เรียกว่า ทิฏฐิวิปลาส 

พ่อครูว่า… ถ้าผู้ใด มีทิฐิวิปลาส คุณก็จะกำหนดสัญญาของคุณเป็นตัวกำหนดนั่น กำหนดนี่ กำหนดโน่น ไปตามทิฏฐิของคุณที่วิปลาส เพราะสัญญามันตามทิฏฐิที่คุณมี แล้วสัญญาก็จะกำหนดตามทิฏฐิที่คุณมี แล้วที่คุณมีเช่นนั้นแสดงว่าในอนุสัยของจิต หรือตัวทิฏฐิของจิตนี่ ตัวทิฏฐิของจิตนี่แหละ พูดตัวข้างนอกว่าทิฏฐิ พูดตัวแกนหลักก็คือจิต จิตของคุณวิปลาส เพราะฉะนั้นคนที่จิตวิปลาสแล้ว โอ้โห..แก้ไขยากมาก จะให้สัมมาทิฏฐิ จะให้เปลี่ยนทิฏฐิ เป็นสัมมายากมาก เพราะว่าจิตของคุณวิปลาสไปแล้ว ถึงขั้นทั้งจิตทั้งประสาทต้องเอาเข้าโรงพยาบาลบำบัด จิตวิปลาสต้องเอาเข้าโรงพยาบาล 

เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าจิตของคุณไม่ถึงขั้นวิปลาส คุณวิปลาสทิฏฐิเท่านั้น ความเห็นมันผิดก็แก้ได้ ก็สามารถทำให้ถูก เมื่อถูกแล้วคุณก็ไปสัญญาถูก แต่ถ้าทิฏฐิของคุณยังผิด คุณก็ไปสัญญาไปกำหนด สัญญาเป็นตัวทำงาน ทิฏฐิเป็นตัวแกนของจิต นี่คือทิฏฐิ 3 

เพราะฉะนั้นคนที่วิปลาส 3 นี่แล้ว คุณจะทิฏฐิวิปลาส คุณจะจิตวิปลาสหรือคุณจะสัญญาวิปลาส คุณก็จะกำหนดวิปลาส 4 นี้ผิด

เพราะฉะนั้นถ้าจิตของคุณไม่วิปลาส ทิฏฐิคุณวิปลาสคุณก็ไปสัญญาผิด เพราะฉะนั้นทำให้ทิฏฐิของคุณถูกซะ เป็นสัมมาทิฏฐิซะคุณก็จะไปสัญญาได้ถูก แต่ถ้าเผื่อว่ามันไม่ถูกที่ทิฏฐิ สัญญาของคุณไปทำ ไปใช้งานหรือทำงาน ไปกำหนดรู้ แล้วตกผลึกลงเป็นความจำ สัญญามันก็มี 2 หน้าที่หลัก กำหนดรู้ กับ จำสัญญา ซึ่งมันมีหน้าที่ของมันจริงเลย คุณทำได้แล้วคุณก็ โอ้โห มันอย่างนี้ชัดเลยก็ยิ่งจำได้ดี อันนี้ยังไม่ชัดก็จำได้บ้างไม่ได้บ้างหรือจำได้แล้วมันก็ลืมได้เลือนได้ 

ทีนี้เมื่อคุณสมบูรณ์ไม่วิปลาส 3 นั่นแล้ว คุณจึงจะไปกำหนดความเที่ยงความไม่เที่ยง กำหนดว่าทุกข์ว่าสุข กำหนดความมีตนหรือไม่มีตน และกำหนดความควรหรือไม่ควร ดีงามหรือไม่ดีงาม น่าได้ น่ามีหรือไม่น่าได้ ไม่น่ามี น่าได้หรือไม่น่าได้ สุภะอสุภะ ก็จะไปกำหนดอันนี้ได้ชัด เพราะฉะนั้นวิปลาส 3 จึงเป็นตัวการ ถ้าไม่มีวิปลาส 3 ถูกต้องหมดวิปลาส 3 ไม่มี ถูกต้องหมด คุณก็มากำหนด 4 มาเรียนอีก 4 โดยเรียนรู้ตั้งแต่ความไม่เที่ยงหรือเที่ยง ถ้ามันเรียนรู้คุณไปกำหนดผิดอยู่ คุณก็ผิด จะไปกำหนดความไม่เที่ยงว่าเที่ยง หรือไปกำหนดความเที่ยงว่าไม่เที่ยง

ที่จริงก็คือไปกำหนดสิ่งต่างๆมันไม่เที่ยง แต่คุณไปยึดไปกำหนดว่ามันเที่ยง นี่แหละมันจะผิดตรงนี้ หรือสิ่งต่างๆมันเป็นทุกข์แต่คุณก็ไปกำหนดว่ามันเป็นสุข มันก็วิปลาสสิ จริงๆตัวตนมันไม่ใช่ตัวตน มันอาศัยอยู่เท่านั้น แต่คุณไปกำหนดว่ามันเป็นตัวตน มันก็วิปลาส 

เพราะฉะนั้นไปยึดสิ่งที่ว่าไอ้นี่มันไม่ควร ไม่ควรได้ ไม่ควรมี ไม่ควรเป็น คุณก็ไปยึดว่ามันควรมี ควรได้ ควรเป็น ไอ้ตัวท้ายนี้เป็นตัวเปิด ปลายเปิด 

คำว่า สุภะ เขาชอบไปแปลว่า งาม ความงามมันก็ขยายไม่ค่อยออก ถ้าแปลว่าควรได้ ควรมี ควรเป็น มันก็จะชัดกว่า ถ้าไปบอกว่างามคือคุณติดใจแล้วจึงเห็นว่างาม มันเป็นกิเลสแล้ว ว่างามหรือไม่งามมันเป็นกิเลสแล้วที่จริงมันไม่ใช่กิเลส มันก็เลยแปลว่างามหรือไม่งาม แต่ไปแปล สุภะ อสุภะ มันก็แปลได้ในลักษณะหนึ่งในสภาวะหนึ่ง 

ข. วิปลาสด้วยยึดเอาวัตถุเป็นที่ตั้ง 4 ประการ คือ 

  1. วิปลาสในของที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง 

  2. วิปลาสในของที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข 

  3. วิปลาสในของที่ไม่ใช่ตน ว่าเป็นตน 

  4. วิปลาสในของที่ไม่งาม ว่างาม(น่าได้น่ามีน่าเป็น) 

นี่ก็คือวิปลาสที่อาตมาขยายความให้ฟังเพิ่มเติม 

_แดง สารคาม . ดิฉันอยู่บ้าน ยิ่งนานวันยิ่งคิดถึงบ้านราชฯค่ะ 

บ้านราชฯน้ำท่วมหรือยังคะ

พ่อครูว่า…ท่วมแล้ว บ้านราชท่วมแล้ว ตอนนี้กำลังดูเลขผานาทีอยู่ เสี่ยงทายว่ามันจะลงหรือมันจะขึ้นอีก มันก็ทรงๆ ขึ้นนิดนึงลงหน่อยนึง ก็คือ มันคงไม่หนักเพิ่มกว่านี้เท่าไหร่ จะขึ้นอีกมันก็คงไม่เท่าไหร่ ถ้ามันมีตัวไม่เที่ยงของกระแสลม กระแสพายุ กระแสมีฝน มาเติม มีน้ำด้านบนทะลักลงมาอีกมันก็จะเป็นบ้าง แต่คิดว่าอาตมาเชื่อว่านี่ก็ตุลาคมแล้ว เข้าไปวันที่ 5 วันที่ 6 แล้ว มันก็คงไม่ ไม่เท่าไหร่ เพราะว่าตุลาคมแล้ว ปีนี้มัน 8 สอง 8 ด้วย 8ปลายแล้ว

ก็เป็นธรรมดาไปตามธรรมชาติพวกเราเช้าสดเป็นเรื่องธรรมดากับน้ำ ถ้ามันขึ้นมามากๆละออเดอร์ใหญ่มาลอยเลย ฉลองน้ำขเลย ไม่ได้ฉลองน้ำนานแล้ว ก็สนุกกันใหญ่เลย 

_เชวง กิจจะบรรณ์ . ปีนี้บ้านราชฯ น้ำไม่ท่วมไช่ไหมครับ

พ่อครูว่า…ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงเป็นใย น้ำท่วมแล้วกำลังจะลดหรือไม่ลดก็ดูไป ก็เป็นไปตามสัจจะของมัน 

ก็มีอีกคนนึง ที่จริงมีอีกคนหนึ่งเขาไม่ได้ปริ้นมา ตอนนี้ของใบแพร

ธรรมะพ่อครูนั้นเก่าสมัยใหม่เสมอ

_6 ต ค. ใบแพร …อย่าปล่อยให้ รกเรอะ เกรอะกรัง อย่าจมฝังอยู่ในรู แต่จงรู้ กรรมและ กาละ อันควร

พ่อครูว่า… ของไอน์สไตน์ Space and Time of Continuum ของอาตมา Kama and Time of Continuum

ของไอน์สไตน์คือทั้งหมดของอวกาศและเอกภพกับกาละสันตติหรือว่าการสัมพัทธ์ ปฏิสัมพันธ์ของ relation มันเป็นปฏิกิริยา 2 อย่างของ Space กับ Time หรือ อวกาศกับกาละเวลา 

ของพระพุทธเจ้าหรืออาตมาเอามายืนยันก็คือ กรรม กับกาละ Kama and Time of Continuum 

Continuum หรือ เป็นปฏิกิริยาของปัจจุบันธรรมหรือแปลว่าสันตติก็ได้มีเท่านี้สรุปได้เท่านี้ อาตมาไม่ค่อยได้พูดถึงมุมนี้แต่ก่อนพูดถึง เอาล่ะไม่ขยายความต่อใครอยากได้ก็ไปทวนเอา 

หนังสืออาตมาเขียนมานี่เป็นร้อยๆเรื่องแล้ว แต่ที่ไม่ได้บันทึกไว้อีก หลายเล่มไม่รู้เท่าไหร่เป็นแสนไม่รู้กี่แสน เพราะฉะนั้นหนังสือที่ออกไปนี่หลายล้านเล่ม กระจายไปอยู่ในห้องส้วมห้องน้ำอยู่ในขยะก็เยอะ ทิ้ง แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเราตอนนั้นมีทุนรอนพิมพ์ออกไปกระจายไปได้ อาตมาเรียกมันว่าไอ้ใบ้เสียงดัง หนังสือนี่ ไอ้ใบ้เสียงดัง หยิบขึ้นมามันไม่มีเสียงไม่มีปากไม่มีคอแต่คนที่มาสัมผัสนี้โอ้โห ให้ไปเสียงดังหนังสือ 

แล้วอาตมาว่ามันอยู่คงทนนานด้วย แม้จะเป็นวัสดุอย่างนี้นะ หนังสือนี่แม้เป็นวัสดุ แต่เดี๋ยวนี้มันมีเทคโนโลยีใหม่บันทึกลงไปใน Harddisk ในอะไรต่างๆของเขาแล้วเขาก็มีการหมุนเวียนแล้วก็เรียนมีคนเก็บไว้เรื่อยๆ มันก็เลยต่อเนื่องมันจะไม่สูญหายได้ แต่วัตถุนี่ยังไงยังไงมันก็สู้ไม่ได้ อันโน้นมันมีการถ่ายเทแล้วก็มีคนสืบทอดใส่อะไรต่ออะไรกันมีเครื่อง ช้านาน อะไรพวกนี้เครื่องใหม่เครื่องเก่า มันก็จะต่อกันไว้ได้นาน พวกเทคโนโลยีใหม่ 

_โศลกธรรมนี้ พ่อเขียนไว้นานแล้ว แต่ก็ทันสมัยใหม่เสมอ

พ่อครูว่า…ใช่อาตมาเคยใช้นามปากกาว่า เก่าสมัยใหม่เสมอ ไม่ได้ใช้ว่าทันสมัยใหม่เสมอ แต่ใช้ว่าเก่าสมัยใหม่เสมอ สมัยไหนก็แล้วแต่ใครจะเห็นว่ามันเก่า สมัยใดก็แล้วแต่ ธรรมะของพระพุทธเจ้าใครจะเห็นว่ามันเก่า เป็นอนุรักษ์นิยมพวกนี้ตกยุคอะไรก็แล้วแต่ มันก็ใหม่เสมอ จะนานเท่าไหร่ก็ช่าง อาตมาบอกใหม่เสมอ ให้เขาเอาชื่อนี้สิ เก่าสมัยใหม่เสมอ เขาบอกว่าใจเขายังไม่ถึงเก่าสมัยใหม่เสมอ ใจยังไม่ถึง เขาก็เลยเอาใหม่เสมอ และเขาก็ไปตั้งนามสกุล จนสุขสำราญ อาตมาเคยพูดกับเขา คำว่า เก่า เขาอาจจะรู้สึกว่าอย่างไร อาตมาก็บอกว่าเก่านี่แหละอยู่ในสมัยคืออยู่ในสมัยคือกาละ สมัยมันบอกกาละ สมัยคือยุค มันบอก เพราะฉะนั้นใครจะบอกว่าสมัยมันจะเป็นสมัยเก่าหรือเก่าสมัย แต่มันใหม่เสมอตลอดกาลนาน อ้าวพอ 

_เข้ากับยุคปัจจุบันที่กำลังทำเรื่อง 5 ส. สะสาง สะอาด สะดวก สบาย สุขลักษณะ

และหรือ หยิบก็ง่าย หายก็รู้ ดูก็งามตา ใครไปใครมาก็สรรเสริญ พ่อครูว่า… ก็อย่าไปหลงสรรเสริญ สรรเสริญเป็นอันตรายแม้แต่พระอรหันต์ขีณาสพ 

_ช่วงเดือนกันยายน ที่ผ่านมา จะมีการตื่นตัวกันมากเพราะจะมีน้องน้ำมาเยือน ทุกวันจะได้ยินทั้ง สมณะ และสิกขมาตุเทศน์ให้มีการ สะสางตามบ้าน ตามฐานงาน อะไรที่ไม่จำเป็นให้เอาออก สะสาง เพราะบทเรียนที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่าการ สะสมของไว้มากๆ ทำให้เกิดการเสียหาย และเป็นภาระกับผู้อื่น

พ่อครูว่า… สะสางซะ อย่าเอาแต่สะสม สะสมอย่านึกว่ารวยนะ 

ภาวะสิริมหามายา dialectic อันเป็นรูปธรรม

_สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน ท่านเทศน์ว่า ยุคแรกๆ เป็นยุคสร้าง สร้างงาน สร้างบ้าน แปลงเมือง จึงเกิดการ สะสม ถึงยุคปัจจุบัน จึงต้องทำการสะสาง

ก็เห็นจริงตามที่ท่านเทศน์ เพราะปัจจุบันนี้ทรัพย์สมบัติของใช้ต่างๆของเรามากจริงๆ จะเดินไปถนนเส้นไหน ก็จะเห็นของใช้แล้วทิ้ง สร้างแล้วร้าง จนมีการพูดเป็นสำนวนว่า พ่อเรารวย

พ่อครูว่า… อันนี้มันเป็นสภาวะธรรมที่ลึกซึ้งนะ เราจนนี่แหละแต่เรานี่รวยไม่จบ เราจนนี่แหละ เราอุดมสมบูรณ์ มันเป็นภาษา Dialectic มันเป็นภาษาสิริมหามายา พวกคุณก็รู้ก็แล้วกันว่าความจริงมันเป็นยังไงก็อันนั้นแหละ นั่นแหละคือสัจจะมีหนึ่งเดียว ภาษาของ Dialecticจะกำหนดไม่ได้แน่นอน แต่สิริมหามายามันก็คือ Dialectic แต่ที่กำหนดได้เป็นสัจจะมีหนึ่งเดียวมันมีปัญญาที่จะรู้ เลือกได้ 

เพราะฉะนั้นคนที่ยังไม่มีปัญญาคนที่ยังเข้าใจผิดเขาก็ไปเลือกอีกอันหนึ่ง เพราะฉะนั้นพวกเรานี่จะเป็นพวกหนึ่งเราจะไม่แย่ง คนปกติเขาจะไปเอาสิ่งอีกอันหนึ่งเราไม่แย่ง 

เหมือนอย่างทุกวันนี้เอาชัดเจนธรรมะของเรากับธรรมะของเขาไม่แย่งกันหรอก เช่น ยกตัวอย่างเรามาเอาความจนแต่คุณไปเอาความรวยแล้วมันจะไปแย่งกันตรงไหน คุณจะเอาลาภ เราก็ไม่ได้ไปเอาลาภไม่ได้สะสมลาภคุณจะเอายศคุณก็ไปแบกเลยคุณเราไม่เอา คุณจะเอาสรรเสริญเราไม่เอาเราไม่หลงอะไรสรรเสริญอะไร เราเอาความจริง แม้เขาจะติเตียนด้วยซ้ำ ไม่ใช่สรรเสริญด้วย เราก็ไม่มีปัญหา รับมาเป็นประโยชน์ เท่านั้น 

คุณหญิงแพทย์หญิงพรทิพย์ เขายังชัดเจนเลยเรื่องนี้ เขาไม่มีปัญหานะสรรเสริญตำหนิ เราก็ไม่มีปัญหาอะไร จะเห็นได้ว่าเป็นคนที่มีความรู้ก็ยืนยันได้ไม่มีปัญหา จะตำหนิอะไรเขาก็ไม่ติดใจไม่ถือสาอะไร มันเป็นเรื่องของสังคมไทย จะเห็นได้ว่าอะไร ผู้มีปัญญาจะรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร อะไรถูกอะไรไม่ถูก 

_เรื่องของสมบัติ วัตถุของนอกกาย การที่เราจะแก้ไข ปรับเปลี่ยน ปรับปรุง ก็ทำได้แต่ไม่ถาวร เพราะเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ คงต้องทำกันไปชั่วนา ตาปี หรือข้ามภพ ข้ามชาติ ถ้าเราไม่ชัดเจนในต้นเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะอะไร? เพราะกิเลสตัวไหน?

มีเรื่องเล่ากันเมื่อน้ำท่วมปีที่แล้ว ย้ายไปอยู่อาคารบวร ตอนออกจากบ้านมีกระเป๋าใบเดียว แต่ตอนกลับเข้าบ้าน มีกระเป๋าเพิ่มขึ้น เพราะช่วงที่พักที่อาคารบวร จะมีของที่เขานำมาช่วยเหลือมากมาย ของฟรีทั้งนั้น ถ้าเราไม่ตัดตัว ขี้โลภ 

อย่าปล่อยให้ รกเรอะ เกรอะกรัง ถ้าเป็นข้าวของเครื่องใช้ คงจะไม่น่าดูน่าใช้สักเท่าไหร่ แต่วัตถุ เอามาล้าง ขัดถู ก็สะอาดได้

ถ้าเรามองให้ละเอียดเข้าหาตัวเรา ในภายใน อันคือ นาม จิตใจ ถ้าเราปล่อยให้ รกเรอะ เกรอะกรัง ไปด้วย กิเลส ตัณหา เราไม่ขยันล้าง มัวแต่จมฝังอยู่ในรู ไม่รู้ กรรมกาละ อันใดควรทำ ไม่ควรทำ 

เราจะปล่อยให้ชีวิตอันมีค่าของเรา เกรอะกรังไปด้วย กิเลส ตัณหา วัตถุ สิ่งของล้างน้ำก็สะอาดได้ แต่จิตวิญญาณต้องล้างด้วยอะไร? ในฐานะนักปฏิบัติธรรม 

พ่อครูว่า… จิตวิญญาณใช้อะไรล้าง ใช้ปัญญา เดี๋ยวจะได้อธิบาย

_เมื่อวันพฤหัสที่ 5 ท่านฟ้าไทเทศน์ว่า นักปฏิบัติธรรมเนี่ย เป็นผู้ดีนะ เป็นผู้ดีชั้นสูงด้วย

คำว่า ผู้ดีที่เข้าใจ คงไม่ใช่มีเงินเยอะๆ มียศศักดิ์สูงๆ แต่ผู้ดีที่เข้าใจ คือ ต้องเป็นผู้ที่มี กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่บริสุทธิ์ สะอาด 

จะเป็น ผู้ดี หรือ ขี้ข้า ก็อยู่ที่ กาย วจี มโน ของเรานี่เอง 

ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว

ขอกราบค่ะ

พ่อครูว่า… อันนี้ก็พูดกันมา ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ เอ๊ะ..ท่านเพาะพุทธชอบพูดหรือเปล่าอันนี้ ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำสูงต่ำอยู่ที่ทำตัว ภาษาพาให้เข้าใจสภาวะก็ดี แต่อย่าไปหลงเพลินอยู่กับภาษานานเกินไปมากเกินไป ติดอยู่ในภาษาเกินไปมันช้า มันทำให้เราช้าได้ มันเป็นวิปัสสนูปกิเลส 

จรณะ 15 วิชชา 8 โดยพิสดารลึกซึ้งบริบูรณ์ 

ทีนี้เราจะได้พูดกันถึงเรื่องจรณะ 15 วันนี้วันที่ 6 พ.ศ.66 เสียด้วยนะ 

จรณะ 15 วิชชา 8 เป็นสมบัติ เป็นพุทธคุณของศาสนาพุทธ หนึ่งเดียว รวมไว้ที่นี่หมด ใช้ภาษาย่อๆ เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ขยายเพิ่มขึ้นเป็น อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา แล้วผลคือ วิมุติ วิมุตติญาณทัสนะ เป็นตัวที่ตรวจสอบวิมุติอีกทีอย่างสมบูรณ์แบบ

เพราะฉะนั้นตัวที่สรุปเป็นทฤษฎีหลักก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ขยายออกไปเป็นจรณะ 15

อธิศีลหรือศีล เป็นหนึ่งแล้วเป็นตัวหลัก สมาธิก็คือปฏิบัติจิต ให้เจริญด้วยจิตก็คืออธิจิต เมื่อจิตเจริญขึ้นเจริญขึ้น ก็สั่งสมตกผลึกลงไปก็เป็นความตั้งมั่น โดยมีปัญญาความรู้แบบพุทธ ที่สัมมาทิฏฐิเป็นตัวช่วย เป็นตัวยาดำ ยาดำหมายความว่าแทรกอยู่ตลอด กำกับอยู่ตลอดไม่ขาดเรื่องความรู้ ธาตุรู้ ที่รู้เต็มรูป เป็นความรู้ในระดับ ฉฬายตนะ เป็นความรู้ทั้ง 6 ตัว ตลอดเวลา ภายนอก 5 ภายใน 1 

6 ตัวนี้ทำงานร่วมกันอยู่ตลอดเวลา สังเคราะห์สังขาร ให้เกิดผลให้เกิดรู้ ๆๆๆ ตลอดเวลา 

เพราะฉะนั้น ศีลมีหลักที่ปฏิบัติไม่ผิดอยู่ 3 ตัว เรียกว่า อปัณณกปฏิปทา 3 คำว่า อปัณณก ปฏิปทา ข้อปฏิบัติ ปฏิปทา ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดของศาสนาพุทธต้องมี 3 ตัวนี้ ในการปฏิบัติตลอดทุกอย่าง คุณขาดไม่ได้เลย ศีลคือตัวกำหนด แล้วก็มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปตามศีล ศีลข้อ 1 ศีลข้อ 2 หรือศีลแยกย่อยไปอีก ละเอียดไปอีก ก็เป็นตัวกำหนดเรื่อง เสร็จแล้วทุกศีลก็ต้องปฏิบัติมี อปัณณกปฏิปทา 3 

ซึ่งต้องเป็นการปฏิบัติในการตื่นรู้ มีทวาร 6 สังวรสำรวมอินทรีย์ 6 ไม่ใช่สังวรสำรวมอินทรีย์ 1 อยู่ในจิตหลับตา แหม อาตมาไม่รู้จะพูดอย่างไร แทงด้วยหอกร้อยเล่มเช้า แทงด้วยหอกร้อยเล่มกลางวัน แทงด้วยหอกร้อยเล่มเย็น พวกนั่งหลับตานี้ก็ แค่อะไรมาสัมผัสผิวไม่รู้สึกว่าแทงเข้าไปนิดนึงก็ไม่มีเจ็บก็ไม่เจ็บ ทั้งหนังหนาทั้งไม่มีความรู้สึกเจ็บไม่เจ็บ หนังหนาแทงก็ไม่เข้าความรู้สึกก็ไม่มี เฮ้อ 

เข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้าไหม อาตมาโอ้โห! คำสอนพระพุทธเจ้าที่ยกเปรียบเทียบอยู่ใน ข้อที่ 4 ของอาหารสูตร อาหาร 4 อาหารข้อที่ 4 จิตวิญญาณกับรูปนามกับจิตวิญญาณ เขาไม่แยกรูปแยกนามไม่ออก จิตวิญญาณของเขาจึงเป็นหนังหนาเหนียวทั้งหมดไม่มีความรู้สึกเหมือนก้อนดินก้อนหินเหมือนวัตถุ แต่เขาไม่ใช่วัตถุเขาเป็นสัตว์เขาเป็นคน แต่ทำตัวเป็นก้อนอิฐก้อนหิน แทงไม่เข้าแล้วก็ไม่รู้สึกอะไรสักอย่าง มันก็ดักดานจม 

ก็เขาบอกพวกหลับตาเลิกได้มันไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 มันไปหลับตาซะแล้วไม่มีกายไม่มีภายนอก 5 มันมีแต่ใจมันมีแต่จิตอยู่ในภพมันโมฆะ จะพูดไม่ใช่ร้อยเที่ยวหรอก พันเที่ยว หมื่นเที่ยว       แสนเที่ยว ล้านเที่ยว ไม่รู้จะให้พูดไปถึงไหนตั้งใจฟังดีๆ อาตมาก็สงสาร 

คือท่านก็ต้องการนิพพานกันทั้งนั้น แต่ท่านไปงมงายอยู่กับมิจฉาทิฐิอยู่อย่างนั้นตลอดกาลนาน ไม่เปลี่ยนจิต ไม่มีปรโตโฆษะ แล้วก็ยังมาหลงผิดไปตามผู้ที่ผิด มาหาว่าอาตมาเป็นผู้ผิด เป็นผู้มิจฉาทิฏฐิทั้งๆที่ท่านเป็นไปคบกับผู้ที่มิจฉาทิฏฐิมาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ มันก็ยืนยันแล้ว 

ถ้าท่านเองท่านบรรลุธรรมอย่างที่อาตมาบรรลุและยืนยันประกาศตัวเองนี่นะ ท่านจะเป็นอย่างอาตมาท่านจะเป็นคนมี อาสโภ เป็นคนไม่มีมังกุ ไม่มีอุทธัจจะ อันนี้ก็เป็นสัจจะอันลึกซึ้ง อาตมาไม่มีความละอาย เพราะอาตมาไม่มีความละอายแล้ว คนที่ยังมีความผิดอยู่มีความที่ยังจะต้องแก้ไขอยู่ ยังไปหลงยึดสิ่งที่ผิดอยู่ นั่นแหละควรจะละอายควรจะรู้สึกตัวสักที 

เพราะฉะนั้นคนที่รู้สึกตัวว่าเรายึดผิดนะนี่ จะเกิดหิริโอตตัปปะอย่างแรงกล้าเลย แล้วจะละอายซ้ำ ไม่ต้องละอายอาตมา จะละอายซ้ำเลยว่า โอ้โห..มาด่าอาตมาเอาไว้นี่มาเปิดเผยตัวเองได้อย่างไร อาตมาไม่ติดใจหรอกอาตมาจะอนุโมทนาสาธุ จะยินดีอย่างยิ่งเลยที่คุณรู้สึกตัว คุณจะทำร้ายคุณจะเลวร้ายคุณจะแรงร้ายกับอาตมาอย่างไร อาตมาก็ไม่ติดใจหรอก อาตมาอโหสิบริบูรณ์ อาตมาอโหสิบริบูรณ์แบบอาตมาไม่เคยไปถือสาไปว่าอะไร จริงๆเลยอาตมาขอยืนยันยืนยันได้เลย ไม่เคย 

เคยพูดแล้วเคยอธิบายเรื่องพวกนี้ ท่านสมเด็จพุทธโฆษาจารย์หรือมหาปยุทธเล่นงานอาตมา ออกหนังสือเล่มแรกอาตมาจดหมายขอบคุณท่านไปยืนยันเลย ท่านจะทิ้งไปหรือว่าท่านจะยังอยู่หรือว่าลืมแล้วก็ได้ แต่อาตมาขอยืนยันว่าอาตมาขอบคุณท่านไปจริงจริง 

แม้แต่เล่ม 2 เล่ม 3 ท่านเขียนมาอีก อาตมาไม่ได้เขียนขอบคุณท่านไปก็ตาม อาตมาก็ยังญาติดีกับท่าน ไปว่าความกันที่ตำหนักเพชรที่ในวัดมหาธาตุ อาตมาเจอหน้าไหว้ท่าน ท่านไม่ยกมือไหว้เราอาตมายังจำได้ จะเข้าใจอย่างไรก็แล้วแต่ แต่กิริยาแค่นี้สำเนียงส่อภาษากิริยาส่อสกุลแค่นี้ 

อาตมาไหว้ท่านอย่างไร อาตมาก็ถือว่าอาตมาเป็นผู้น้อยท่านถือเป็นผู้ใหญ่ ก็การรับไหว้มันก็เป็นการตอบรับกันอยู่เป็นการให้เกียรติกันใช่ไหม แต่ท่านไม่ก็แสดงว่าท่านรังเกียจอาตมา 

_สู่แดนธรรม… ท่านคงถือว่าท่านไม่รับไหว้ฆราวาสครับ 

พ่อครูว่า… ก็อาจจะเป็นอย่างนั้นได้ ก็เอาเถอะผ่านไป 

เดี๋ยวพูดถึงทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นสัจจะ ผ่านเรื่องนั้นไม่ต้องพูด 

มาพูดถึงเรื่องธรรมะ 

เพราะฉะนั้น อปัณณกปฏิปทา 3 ขอย้ำชัดๆเลยถ้าคุณไม่มี 3 ข้อนี้ถูกต้องสมบูรณ์แบบด้วย 

บกๆพร่องๆว่างั้นเถอะ สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ตื่นก็ไม่เต็มชาคริยา ไม่เต็มร้อย แล้วก็ไม่มีภายนอกด้วยตื่นก็มีแต่ภายใน ตื่นอยู่ในภพ คุณจะเต็มร้อยอย่างไรคุณก็ขาดข้างนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย คุณไม่ได้ตื่นรู้อะไรกับเขาเลย คุณก็ไม่เต็มปฏิบัติธรรมไม่สมบูรณ์แบบไม่บรรลุขอยืนยันไม่บรรลุ 

ฉะนั้นจะต้องมามี ตา หู จมูก ลิ้น กายด้วยแล้วก็มีใจรวมกัน          เป็นอายตนะ สังเคราะห์สังขารกันขึ้น คุณจึงจะได้รู้ 

เพราะฉะนั้นตัวกำหนดทางภายนอกคือสำรวมอินทรีย์ 6 กำหนดภายนอกสำรวมอินทรีย์ 6 ชาคริยาตื่นจึงเป็นตัวภายใน เป็นตัวตื่น เป็นตัวเต็มของสติเต็มภายใน สติเป็นอธิปไตยเป็นอำนาจใหญ่เป็นพลังงานอันเต็มรอบ 

เพราะฉะนั้นสติต้องมีทั้งภายนอก ที่มีกายเต็มร้อยแล้วก็เคยขยายความแล้ว วจีกรรมก็เต็มร้อยตื่นเต็มทั้งกายกรรมเต็มร้อยวจีกรรมเต็มร้อย จิตเต็มร้อยร่วมกัน นี่ถือว่า ชาคริยา ตื่น 

มันไม่ตื่นเต็มต้องเพียร อนุโยคะ ต้องพากเพียรให้มันตื่นเต็มตามความหมายอย่างนี้ไม่ใช่ไปพากเพียรหลับตา แม้ลืมตาคุณไม่ตื่นเต็มร้อยก็ได้ใช่ไหม แม้ลืมตาคุณก็ไม่กำหนดเต็มร้อย คุณก็ไม่มีสติเต็มร้อยไม่รับรู้เต็มร้อย คุณก็ไม่สามารถจะรู้อะไรทุกอย่างเต็มร้อยพร้อมกันใช่ไหม เพราะฉะนั้นจะกำหนดอะไรคุณก็กำหนดให้เต็มร้อยก็แล้วกัน แล้วคุณจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ มีวสี มีความชำนาญ มีอนุปคัมมะ สูงขึ้นไปเรื่อยๆๆๆ สามารถที่จะรู้ 2 3 4 5 สังเคราะห์สังขารกันเร็วขึ้นเร็วขึ้น นี่เป็นประสิทธิภาพของจิตวิญญาณ เป็นประสิทธิภาพที่คุณเจริญ 

สรุปเข้าเป้าก่อน ข้อสติ ชาคริยานุโยคะ หรือความตื่นรู้ ต้องตื่นให้เต็ม กำหนดรู้ให้ครบๆ สำรวมสังวรอินทรีย์ให้ครบ 6 ด้วย ตีเข้าเป้าอีก การกินการใช้เรียกว่าโภชนะ ที่คุณปฏิบัติกิน ปฏิบัติงาน ปฏิบัติใช้หรือทำงาน โอ้โหคุณใช้อะไร คุณทำงานกับอะไร ทำงานกับอะไรมันเยอะ 

เอากินเลยตัวเดียว เห็นไหม กินนี่ มันตีเข้าเป้าเรื่องเดียว ทำงานกับอะไรต่ออะไรต่างๆ มันก็เหตุปัจจัยต่างกันเยอะ อธิบายเป็นจุดเดียวไม่ได้ คือคุณต้องอ่าน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ภายนอกภายในให้ชัดๆ ต้องอ่าน

เพราะฉะนั้น ตีเข้าเป้าถึงการกินอาหารนี่แหละ คือคำข้าว ท่านอธิบายขยายความถึง กวฬิงการาหารด้วย คำข้าวด้วย ตัวนี้แหละ ถ้าคุณกำหนดรู้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) และใจ ที่มันปรุงแต่ง เกิดเวทนา ไม่ขาดกายนะ สัมผัสภายนอกด้วย มีภายในด้วย แล้วเกิดเวทนาความรู้สึก 

เมื่อความรู้สึกก็แจกให้ฟังแล้ว แจกละเอียดไปจนกระทั่งถึงเวทนา 108 แต่สรุปเวทนาเข้ามาก็มี 2 เวทนาแท้กับเวทนาเก๊          ไม่เรียกเทียมแล้ว อาตมาเรียกเก๊ เลย

ความรู้สึกที่เป็นเวทนาแท้คืออะไร ก็คือสิ่งที่เราสัมผัสแล้วความจริงมันเป็นอะไร สัมผัสรูปก็รูปเป็นอย่างนี้แหละ คุณไม่ตาเบี้ยวตาบิดตาแชแหมอะไร คุณก็จะตรงกันหมดรูปก็เหมือนกันหมด เสียงก็เหมือนกันหมด จะเรียกภาษาต่างกันก็เป็นเรื่องของภาษา แต่สภาวะเดียวกัน รูปเดียวกัน เสียงเดียวกัน กลิ่นเดียวกัน รสเดียวกัน รสที่ลิ้น สัมผัสเย็นร้อน อ่อนแข็งก็อันเดียวกัน ถ้ามันเป็นสิ่งเดียวกันกระทบสิ่งเดียวกัน 

เพราะฉะนั้นของแท้เวทนาแท้ก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่เวทนาที่คุณชอบหรือไม่ชอบ อ้าว..มีอีกตัวเก๊ตัวเข้ามาแซงแล้ว นั่นแหละนั่นแหละอาการนั้นแหละแยกให้ออกอ่านให้ออกเชียว ปฏิบัติตัวนี้อย่าให้มันเกิด มันเป็นผีหลอก 

เพราะฉะนั้นใครไปหลงไอ้ตัวเก๊ ไอ้ตัวแท้คุณก็ต้องสัมผัสอยู่นั่นแหละ แต่คุณก็ยังสำคัญมั่นหมายอยู่กับไอ้ตัวเก๊แล้วก็รื่นรมย์สมอุราอยู่กับตัวเก๊นี่แหละ ชื่นตาฟ้าเบิกบานอยู่นี่ ไอ้ตัวเก๊นี้คุณก็จมอยู่ตรงนั้นแหละ คุณก็ชื่นรักมันอยู่ตรงนั้นแหละ ผูกพันติดยึดอยู่ตรงนั้น 

อันนี้แหละเป็นผีหลอกตัวชัดๆ อย่าไปหลงมันเป็นอันขาด            มีปัญญาให้รู้ว่า คุณอย่าไปหลงมารหลอก คุณอย่าไปหลงผีหลอก คุณอย่าไปหลงความเก๊ นี่คือขยายความให้คุณเข้าใจให้เกิดปัญญา 

ถ้าคุณเห็นจริงอันนี้แล้วคุณก็อ่านสภาวะเวทนาของคุณ แยกออกและคุณก็รู้ พลังของปัญญาพลังของความชัดเจนของคุณมากพอ ไอ้นี่ก็ต้องหายไป เมื่อปัญญาเกิด ไอ้มารเจอก็จะบอกว่า เฮ้ย!ปัญญารู้จักตัวเราแล้วหรือตถาคตเห็นหน้าเราแล้ว มารวิ่งหนีหูตูบ           นี่ก็อธิบายไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ขยายความภาษานี้ ซ้ำๆซากๆ ใช่ไหม 

นี่คือสัจจะที่มันไม่ใช่เป็นเรื่องแรงเรื่องร้ายอะไรเลย มันเป็นสัจจะที่มันจริงกับความจริงมาล้างความจริง ขออภัยเอาความจริงมาล้างความเก๊ ไม่ใช่เอาความจริงมาล้างความจริง เอาความจริงมาล้างความเก๊ มันจะเกิดความจริงอันเดียว สุดท้ายมันก็จะเป็นความจริงความเก๊มันจะไม่รอหน้า ความเก๊มันถูกความจริงถูกปัญญาถูกสิ่งที่เป็นตัวรู้ที่สมบูรณ์แบบล้มล้างไป 

เพราะฉะนั้นเมื่อคุณปฏิบัติธรรม อปัณณกปฏิปทา 3 บทบาทกระบวนการเจ็ด สัทธรรม 7 จะเกิด สัทธรรม 7 นี้อาตมาแบ่งออกเป็น 

ศรัทธาหิริโอตตัปปะ พหูสูต 4 ตัวนี้จะเป็นหมู่ 1 

วิริยะสติปัญญาอีกหมู่หนึ่ง 

จริงๆแล้วตัวที่จะเกิดปฏิกิริยาชัดๆก็คือ มีศรัทธากับหิริโอตตัปปะ พหูสูตนั้นจะเป็นผล ผลของศรัทธาหิริโอตัปปะนั่นเอง 

ศรัทธาก็จะเป็นผลเหมือนกันเป็นผลของเกิดความละอาย              จิตของคุณจะเกิดความละอายว่า โอ้โห เราผิด คนที่ปฏิบัติธรรมยังไม่สมบูรณ์ ไม่บรรลุธรรมไม่บริบูรณ์มันก็ต้องมีตัวผิดใช่ไหม 

เพราะฉะนั้นคนที่สำนึกละเอียดลออแม้นิดหน่อยที่มันเป็นบาปก็จะละอายมาก ถ้าคนที่หน้าด้าน ผิดมากๆ คุณก็ยังไม่รู้สึกคุณก็ยัง          ไม่ละอาย ฟังเข้าใจง่ายไหม 

เพราะฉะนั้นคนที่ขออภัยพูดภาษาไทยชัดๆว่าหน้าไม่ด้าน          ไม่หน้าด้านไม่หน้าทน ผิดนิดนึง ก็จะละอายมาก แรง ติพพัง

เพราะฉะนั้น ยิ่งเป็นตัว โอตตัปปะ คือมันเป็นคุณสมบัติ เป็นดีกรีของความละอาย มาก แรง สูงกว่า หิริ โอตตัปปะคือ กลัวถ้าแปลหิริว่าเกรง โอตตัปปะแปลว่ากลัว กลัว ไม่เอาแล้วอันนี้ ถ้าหิริก็แค่เกรง  นี่คือใช้ภาษาแทนสภาวะ 

สภาวะจริงก็คือสำนึกจริงๆ ว่าโอ้โห ทำไมเราไปทำชั่วได้อย่างนี้ ทำไมเราไม่สำนึก ทำไมเราไม่เข้าใจไม่เห็นความจริงว่า อะไรควร ควรเป็นอะไร พอคุณละอายคุณสำนึก คุณไม่เอาแล้ว คุณก็จะเกิดศรัทธาเต็มที่ใช่ไหม นี่แหละหิริกับโอตตัปปะทำให้เกิดความเชื่อ เชื่อความจริง เชื่อว่ามีปัญญา เชื่อว่ามีความเข้าใจ เชื่อเห็นจริง           เห็นจังว่าน้ำหนักของความศรัทธาก็ดี จึงเกิดพ้นจากปัญญาตัวรู้ตัวเข้าใจตัวแทนความจริงเข้ามาสมทบปัญญานี้เป็น อุภโตภาค เป็นสภาวะ 2 

คุณประสบผลสำเร็จ เกิดจิตที่มันมีหิริที่เราปฏิบัติโดยชัดเจนมีความละอายมาก อาตมาเคยยกตัวอย่างจริงๆอย่างผู้ที่เขาเข้าใจอาตมาผิด แล้วเขาเกิดญาณปัญญาว่า ตายๆๆมาลบหลู่อาตมา        เขาจะละอายมาก อาตมาก็เคยพูดไม่ต้องละอายมาหรอก อาตมาไม่ถือสาไม่ติดใจคุณเลย คนเรามันโง่มาก่อนฉลาดก็เคยพูด เพราะฉะนั้นตอนนี้คุณฉลาดได้แล้วอนุโมทนา ไม่ได้ติดใจว่าคุณโง่และคุณก็เคยจัดการอาตมาอย่างแรงร้าย อาตมาไม่ติดใจ อาตมาไม่ถือสา อาตมาไม่คิดว่าคุณมาทำร้ายอาตมาอาตมาเข้าใจเห็นใจสงสารด้วยอาตมาก็บอกความจริง ก็ขอพูดความจริงอันนี้ 

เพราะฉันก็อย่ามาอายอาตมา แม้คุณรู้ตัวแล้วคุณไม่ต้องบอกอาตมาก็ได้คุณแก้กลับก็แล้วกันคุณเลิก ที่ยึดถือผิดๆ  แล้วก็ไปปฏิบัติให้มันถูกก็แล้วกันจนไม่ต้องบอกอาตมาเลยอาตมาก็ไม่มีปัญหาหรอก แล้วคุณก็เอาความถูกนั้นไปเผยแพร่ต่อก็แล้วกันแล้วรับสารภาพกับใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องสารภาพกับอาตมา คุณจะไม่สารภาพก็เรื่องของคุณ ไม่ปลงอาบัติก็แล้วไปคุณผิดแล้วคุณไม่ปลงอาบัติก็เรื่องของคุณ แต่คุณจะปลงอาบัติบอกเลยว่าเคยเข้าใจผิดโพธิรักษ์ผิดนะคุณก็สบายเลย คุณได้ปลงอาบัติแล้วคุณก็สบายของคุณถ้ารู้ว่าตัวเองผิดแล้วจะปลงอาบัติสบาย 

เอามาเข้าเรื่อง เพราะฉะนั้นศรัทธาเกิดพร้อมมีปัญญาเข้ามาสำนึกหิริโอตตัปปะ เห็นไหมว่า พลังงานของหิริ พลังงานของโอตตัปปะ ท่านเรียกว่าเป็นเทวธรรม หิริ โอตตัปปะคือเทวธรรมเป็นธรรมะชั้นสูง ใครเกิดเมื่อใดก็เจริญเมื่อนั้น เป็นธรรมะคุ้มครองโลกเลยเป็นเรื่องใหญ่ 

เพราะฉะนั้นศรัทธาเจริญเพราะคุณมีหิริและคุณมีโอตตัปปะ คุณก็แก้กลับ คุณก็เจริญมีศรัทธาในสิ่งที่ถูกต้อง ศรัทธาเต็มปัญญาจะเกิดได้เต็มความรู้เต็มปัญญาแล้วก็ปฏิบัติให้ได้เต็มความรู้นั้นซะ          ก็เป็นพหูสูต 

พหูสูตไม่ใช่เป็นผู้คงแก่เรียน แต่เป็นผู้ที่มีความจริงมาก พหูสูต รู้มาก สูตะแปลว่ารู้ พหูแปลว่ามาก แล้วไม่ใช่รู้แบบ learned man เป็นพวกปทปรมะ เป็นผู้ที่รู้มากเรียนรู้ทรงจำมาก ขออภัยจิตมันไปนึกถึงท่านประยุทธ์ เปิดใจให้ฟัง สงสารท่านท่านเรียนรู้มากท่านเป็นผู้คงแก่เรียน รู้มากแต่ท่านไม่เข้าสู่การปฏิบัติแล้วให้ชัดเจน เลิกละไปทีละเปลาะแล้วก็จะบรรลุธรรม ก็ท่านมีความรู้มากเกินที่จะบรรลุได้แล้วแต่ท่านไม่เข้าเป้า แล้วมันมีมิจฉาทิฏฐิไปค้างไว้ ไปกั้นไว้ จะมาตามโพธิรักษ์ก็จะเสียศักดิ์ศรี เสียอัตตา เสียทิฏฐิมานะอติมานะ อาตมาก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรก็เอาว่าไป ขออภัยนะ แหมวันนี้ว่าท่านหลายคำ ว่าท่านหลายอย่างเลย 

สรุปแล้วคุณก็เกิดพหูสูต คุณยิ่งเห็นว่าคุณเจริญแท้ เป็นผู้รู้ที่จริง พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญา อีก 3 ตัวของสัทธรรม มันก็ยิ่งมีพลังใช่ไหมเพียรยิ่งขึ้น สติก็เต็มที่ยิ่งขึ้น วิริยะสติ ปัญญาก็เป็นตัวสมบูรณ์แบบของฌาน ฌานปัญญาเป็นอันเดียวกันก็เป็นวิชชา ที่เป็นแจกออกไปเป็นฌาน 1 2 3 4 ของจรณะ 15 อาตมาสรุปนะ ฌาน 1 2 3 4 ไม่ขยายความแล้วว่ามันต้องเริ่มต้นวิตกวิจาร มันก็คือ 2 สภาวะของการประพฤติ วิตกวิจาร 

ผู้รู้ท่านเคยแยกว่า วิตกวิจาร คือไตร่และตรอง ก็คือการรู้สภาวะอันหนึ่งกับอ่านพฤติกรรมอีกอันหนึ่ง มันเป็น static กับ Dynamic 2 ตัว เป็นเทวะเป็น 2 สภาพ แล้วคุณก็เรียนรู้จาก 2 สภาพนี้ แยกให้เป็นหนึ่ง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 

เพราะฉะนั้นเรียนรู้จากสภาวะ 2 นี่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผู้ทำ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ให้รวมลงเป็นหนึ่งได้โดยทำลายตัวผิดตัวที่มันหลอก สัจจะเป็นหนึ่งเดียวได้ คุณก็จบแล้วคุณก็สำเร็จผล 

เพราะฉะนั้นในสัจธรรม 7 เป็นกระบวนการ วิริยะ สติ ปัญญา เป็นตัวหนุนเนื่องที่จะให้เกิดศรัทธา หิริโอตตัปปะ แล้วเกิดเป็นผลพหูสูต เป็นผู้รู้ยิ่งขึ้นยิ่งขึ้น ไม่ใช่พหูสูตคือ learned man หรือพหูสูตคือพวกรู้มากเป็นพวก ปทปรม อะไรพวกนี้ ไม่ใช่แค่นั้น อันนี้เป็นสัจจะตัวจริงเป็นพหูสูตตัวจริง เป็นผู้รู้ยิ่งจริงๆ 

บางทีท่านก็แยก ว่า พาหุสัจจะ ท่านประยุทธ์ก็เคยแย้งอาตมาว่าอาตมาแปลพาหุสัจจะว่าไปเหมือนกับพหูสูตซึ่งมันผิด ซึ่งพยัญชนะมันก็ขยายไปได้บ้าง มันก็เป็น Synonym แต่ไปติดใจกันที่พยัญชนะ ไปมุ่งแต่พยัญชนะ มันไม่เข้าหาสภาวะมันก็เลยไม่ได้บรรลุสักที อันนี้อาตมาก็ไม่รู้จะว่ายังไง 

สรุปแล้ว กระบวนการของสัทธรรม 7 อาตมาขยายละเอียดแล้วนะวันนี้ เพราะฉะนั้นผลมันเกิดก็เกิดฌาน 1 2 3 4 

ลักษณะของฌาน 1 2 3 4 ตัวงาน ตัวปฏิบัติแท้ๆ ตัวพฤติการณ์ของความเป็นฌานก็คือตัวฌาน 1 ที่เรียก 2 ตัวคือวิตกวิจารที่แยกเป็น 2 อันไตร่หรือตรอง หรือตัวหนึ่งวิตกตัวหนึ่งวิจาร มันเป็นสภาพ Static ก็ Dynamic ทำงาน 2 สภาพเป็นเทวะ เสมอๆ 

พอทำได้ผลมันก็มีตัวอุปกิเลสคือปิติเกิด เป็นฌานที่ 2 มันจะมีจนกระทั่งคุณจะรู้มันว่ามันมีปิติ ถ้าใหม่ๆมันเกิดสูงเกิดแรง มันเป็นอุปกิเลส เพราะคุณทำได้มากขึ้นๆ ตัวปิติก็น้อยลงๆ หรือคุณดูแล้วมีปฏิภาณปัญญาแล้วว่า มันดีแล้วมันถูกแล้วเรามีปิติ เปมมะ ปามุชชะ ขึ้นมาบ้าง มันก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่มันก็เป็นอุปกิเลสเป็นตัวที่ยังฟูใจอยู่บ้างก็เบาลง เบาลงมันก็สงบเป็นสุขว่าง สุขสงบ วูปสโมสุข เป็นฌานที่ 3 แม้คุณไปติดยึดสุข คุณก็ยังมีความยึด คุณรู้ว่าสงบแล้วก็สงบสงบเพราะกิเลสลด ไม่ใช่สงบเพราะกิเลสมันได้สมใจในกิเลสแล้วสุข อย่างนั้นมันเป็นโลกีย์ แต่นี่สงบเพราะกิเลสลด คุณก็รู้สงบ 2 อย่าง 

เมื่อคุณเข้าใจฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 อธิบายแค่นี้มันก็ไม่บริบูรณ์หรอก มันเป็นอจินไตยมาก ฌานวิสัย เมื่อคุณสามารถสรุปแล้ว ทำฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4ได้สมบูรณ์แบบ แม้ที่สุดมีบุญ เป็นตัวคู่ของตัวพลังงาน ฌานตัวที่ 4 อย่างที่เคยอธิบายไว้เสมอ  คุณก็จบ เมื่อเพชฌฆาตตัวบุญตัดกิเลสเป็น 0 จบกิจ 

จบกิจแล้ว ครบฌาน 4 เต็มสภาพสมบูรณ์แล้ว จบแล้วนี่ ถอน อาสวะสิ้นแล้ว เพราะฉะนั้นวิชชา8 ยังไม่ได้ขยายความเท่านั้นเอง วิชชา 8 ก็เต็มบริบูรณ์ 

อ้าว ขยายความแถม อาตมาต่อเวลา ก็ขยายความวิชชา 8 บ้าง

1.วิปัสสนาญาณ 2.มโนมยิทธิญาณ 3.อิทธิวิธญาณ 4.โสตทิพย์ญาณ 5.เจโตปริยญาณ 6.บุพเพนิวาสานุสติญาณ 7.จุตูปปาตญาณ  8. อาสวักขยญาณ  

ข้อ 6 7 8 ถือว่าเป็นเตวิชโชใช้ตรวจสอบ บอกไปแล้วนะเตวิชโชเป็นการใช้ทบทวนตรวจสอบ มาอธิบาย 5 วิชชา 

5 วิชชานี้ วิปัสสนาญาณเป็นตัวแรก ที่จะต้องรู้ด้วยการรู้การเห็น ปัสสะ ปัสสี วิปัสสะ นา ปฏิบัติจะต้องมีการรู้การเห็นอยู่ในตัวของมันแล้วก็เรียนรู้ให้มันวิเศษ วิ นั่น ยิ่ง มีความหมายยิ่งก็ได้ แย่ก็ได้ วิ ที่จริงมันไม่ถึงแย่หรอก มันไม่เอา มันเป็นลักษณะไม่กับมี วิ

คุณก็พยายามปฏิบัติให้เกิดญาณที่เรียกด้วยศัพท์ว่า วิปัสสนา วิปัสสนาคือ รู้ยิ่ง รู้ยอด ไม่ใช่ไปหลับตา มีปัสสะ มีการเห็น การรู้ด้วยการเห็น ปัสสติ การรู้การเห็นด้วยทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ปัสสะ  ปัสสีนี่แปลว่าเห็น โดยเฉพาะตาเห็น เห็นรูป หูก็ต้องมีปัสสะ ปัสสี  มันก็ รู้ด้วยหูเห็นด้วยหู จมูกเห็นด้วยกลิ่นหรือรู้ด้วยกลิ่นนั่นแหละ ศัพท์คำว่ารู้ คำว่าเห็น คำว่าได้ยิน ก็คือธาตุรู้ที่มันรู้ขั้นญาณ ขั้นวิชชา 

นี่คือวิปัสสนาญาณ แล้วไอ้ที่รู้รู้นี้ไปรู้เรื่องอะไรรู้เรื่องมโนมยิทธิญาณ รู้เรื่องมีฤทธิ์ทางใจ มโนมยะ จิตของเราเอง มโนมยัง มยังคือตัวเรา จิตของเราเอง มันมีฤทธิ์ มโนมยิทธิก็มีฤทธิ์ ฤทธิ์อะไรคือฤทธิ์ตัดกิเลส สรุปเข้าเป้า ฤทธิ์จัดการกิเลสทำลายกิเลสทำให้กิเลสลดได้ตายได้ตัดได้ นั่นแหละคือ ฤทธิ์ ที่เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ไม่ใช่ฤทธิ์ที่เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ 

ที่นี้คำ 3 อิทธิมันมีอิทธิเข้ามาอีกแล้ว ญาณ วันที่ 3 คืออิทธิวิธญาณ วิทะ แปลว่าหลากหลายมากมาย วาไรตี้ อิทธิวิธญาณ ก็คือความรู้นั่นแหละมันมีฤทธิ์ที่เป็นฤทธิ์อนุสาสนี มันเป็นปาฏิหาริย์ เพราะฉะนั้นอันนี้ใช้คำว่าอื่นมันก็ไม่รู้จะใช้คำอะไรเขาก็ใช้คำว่าฤทธิ์ มันเป็นความพิเศษ ฤทธิ์เดช ก็แรง อิทธิ มันก็คือความวิเศษ

วิเศษที่มันทำความสำเร็จได้ ถ้าทำความสำเร็จได้ท่านเรียกว่าสิทธิ เอา ส ใน ย ร ล ว ส ตัวที่ 5 ไปใส่เข้าไป แปลว่าผู้สำเร็จทุกอย่าง 

สิทธัตถะ สิทธะ สิทธิ เป็นผู้สำเร็จคือความสำเร็จเพราะฉะนั้นอิทธิคือความสำเร็จ 

สำเร็จการทำกิเลสในตัวเรา อิทธิวิธญาณได้หลากหลายก็คือความเจริญของมโนมยิทธินั่นเอง ได้มากขึ้น ทำให้กิเลสลดลงได้มากขึ้นมากขึ้น เรียก อิทธิวิธญาณ

วิชชาข้อที่ 4 ทิพยโสตญาณ ท่านอธิบายทิพยโสตญาณว่าเหมือนได้ยินเสียง 2 คุณมีเสียงรู้เสียง 2 สามารถจับเสียงนี้ได้ แล้วก็กำหนดได้ เช่น ท่านยกตัวอย่างในคำอธิบายของพระไตรปิฎก ได้ยินเสียงมาจากที่ไกล เสียงเบามาเลยนะ ไกลด้วย เบาด้วย ก็มีความสามารถอันเป็นทิพย์ แยกออกว่า อ้อนี่เสียงกลอง นี่เสียงตะโพน มีนัยยะที่ต่างกัน นี่เสียงเปิงมาง นี่เสียงสังข์ เสียงบัณเฑาะว์ ป๋องแป๋ง เสียงแยกออกก็แล้วกัน เป็นทิพย์ที่แยกความเป็นสองได้เก่ง แม้จะไกลแม้จะเบาแม้จะละเอียดก็แยกสิ่ง2 ได้เสมอ เท่าที่เรามีภูมิมีบารมี นี่คือทิพยโสตญาณ 

เพราะฉะนั้น ความรู้ของทิพยโสตก็คือ ความรู้ของเทวาคือ 2 นี่แหละรวมลงที่ 2 แล้วคุณแยกความแตกต่างของสิ่งที่เป็น 2 ได้ แล้วทำให้เป็นหนึ่งได้สำเร็จนี่คือความยิ่งใหญ่ 

จบ 5 ตรงที่ เจโตปริยญาณ 16 คือ มาตรวัดความบริบูรณ์ของการเรียนรู้ ถ้ายังมีราคะ ถ้ายังมีโทสะ มีโมหะ 3 ตัวนี้ ต้องทำให้มัน วีตะ ทำให้มันไม่มีให้ได้ ราคะก็ต้องงวีตะ โทสะก็ต้องวีตะ โมหะก็ต้องวีตะ นี่คือ 6 3 คู่ของ เจโตปริยญาณ 16 เป็นตัวหลักแล้วทำให้เจริญ 

เริ่มทำได้เข้ามาก็มี สังขิตฺตํจิตตํ วิกขิตฺตํจิตตํ อันหนึ่งมันลักษณะของ Static อันหนึ่งมันลักษณะของ Dynamic อันหนึ่งลักษณะเป็นก้อน อีกอันหนึ่งลักษณะกระจายๆ ใครจริตอย่างไรหรือว่ากิเลสของเราลักษณะไหนของเรา ลักษณะมันยังตีไม่แตกมันเป็นก้อน ลักษณะที่มันกระจายรวมตัวกันยังไม่ติด โอ้โห..กระจายไม่รู้อะไรเป็นอะไร รกเลอะด้วย คุณก็สะสางให้มันเป็นเนื้อเป็นตัวที่ต้องการ 

สังขิตฺตํจิตตํ ตีไม่แตกก็ต้องแยกให้ออก จะได้เรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร คุณทำได้ก็เป็นความเจริญ เรียกว่า มหัคคตะ แต่ถ้าคุณทำไม่ได้มันก็เป็น อมหัคคตะ มันก็บอกคุณเอง เราทำยังไม่ได้มันเป็น อมหัคคตะ ก็ต้องทำให้ได้ ทำให้ได้สมบูรณ์แบบ ที่มีนัยยะสอง มหะ กับอัคคะ มหะคือมาก อัคคะคือดีเลิศ เป็นคุณลักษณะ 2 อย่างคือคุณภาพกับปริมาณ คุณก็ทำให้มันได้ทั้ง 2 สภาพ

เมื่อทำให้เป็น มหัคคตะได้ มันก็เจริญไปเรื่อยๆเรียกว่า สอุตรังจิตตัง จิตเจริญขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วคุณจะรู้เองว่ามันดี และมันดีกว่านี้ยังมีอีกยังไม่ถึงที่จบ คุณจะรู้ตัวคุณเอง ถ้าคุณตัดสินที่จบผิด คุณก็ยังไม่บริบูรณ์ของคุณเอง เพราะฉะนั้นต้องให้มีหลักตรวจ แล้วมันจะสมบูรณ์ได้อย่างไร 

สูงสุดเรียกว่า อนุตตรังจิตตัง มันดีกว่านี้มันยังไม่สมบูรณ์แบบคุณก็ต้องมีหลักตรวจสอบ มันสมบูรณ์พยัญชนะเรียกว่า อนุตตรังจิตตัง มันดีแต่ว่ายังไม่สมบูรณ์ยังไม่ถึงที่สุด ถ้าถึงที่สุดเรียกว่า อนุตรังจิตตัง คุณก็ตรวจกิเลสของคุณจะตรวจด้วยกายกับสัญญา โดยการปฏิบัติวิญญาณฐีติ 7 ก็ตาม แล้วก็ตรวจด้วยวิชชา 3 เตวิชโช ทบทวน ตรวจสอบ เอ๊.. เราทำได้หรือยัง 

วิชชา 3  บุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกทวนของเก่าที่ผ่านมาแล้ว ที่ปฏิบัติไปได้หลักๆนั่นแหละ ทวนตรวจสอบ ตรวจสอบอะไรตรวจสอบ จุตูปปาตญาณ ตรวจสอบสิ่งที่เกิดที่ดับ จุตูปปาตะ อะไรมันเกิด อะไรมันดับ อะไรมันเคลื่อนไปได้ มันเคลื่อนไปถึงที่ไหนเคลื่อนไปถึงที่สุดหรือยัง จุตูปปาตะ จุติ ท่านแปลว่าเคลื่อน แล้วมันไปถึงที่ไหน  ตกไปถึงที่ไหน ปปาตะ มันถึงที่ไหนตกที่ไหน ตรวจสอบที่มันยังเคลื่อนไปได้และถึงที่ไหน ถึงที่จบหรือยัง  

อ๋อ.. ที่จบแล้ว อาสวะ กิเลสปลาย กิเลสสุดท้าย กิเลสจบ สิ้นอาสวะแล้ว เป็นตัวที่ 3 ของเตวิชโช คุณก็จะรู้สภาวธรรมที่เป็นกิเลส  มันหมดสิ้นอาสวะ ไม่มีแล้วอาสวะ ก็ตรวจจากที่คุณทำมา ทบทวนมา บุพเพนิวาสานุสติญาณ มันยังมีมันเคลื่อนไปเคลื่อนมา ถอยหลังหรือว่า มันก้าวหน้า หรือมันถึงที่สุด จุตูปปาตญาณ อ้อ ถึงที่สุดแล้วจบ อาสวักขยญาณ ญาณรู้สิ่งจบแล้วก็ครบ เจโตปริยญาณ

แต่คุณจะต้องตรวจสอบอีกว่า สรุปว่าอนุตรังจิตตัง จริง เมื่อคือหนึ่งมัน Static จิตมันตกผลึกตั้งมั่นหรือยัง คุณทำอภิสังขาร 3 

ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร ซึ่งคุณจะเข้าใจสภาวะพยัญชนะสัมมาทิฏฐิไม่ได้ ไปแปล อปุญญะว่าบาป อันนั้นผิด อปุญญะ แปลว่าบาปไม่ได้เพราะ ปุญญะ มันเป็น One Way Traffic มันเป็น เอกังเสนะ เป็นตัวถ่ายเดียว เป็น One Way Traffic คือวิ่งทางเดียวตรงไปแล้วก็หายไปเลย วิ่งทางเดียว วิ่งไปหายไปเลยเป็นนิวเคลียร์ฟิชชั่น มันไม่มารวมอะไร ไม่มีโค้ง ไม่มีงอ ไม่มีเบี้ยว ตรงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเส้นตรง ที่ตรงอย่างเดียวไปแล้ว มันจะไม่มีทางกลับ มันจะไม่มีทางสอง มันหนึ่งอย่างเดียวเท่านั้น จะต้องเข้าใจสภาวะธรรมอันนี้ บุญนี่ ถ้าไม่เข้าใจสภาวะไม่เป็น One Way Traffic ไม่เป็นนิวเคลียร์ฟิชชั่นทางเดียวนั้น คุณผิดเลย บุญนี่ เห็นไหมว่ามันลึกซึ้ง 

ถ้าคุณเข้าใจผิดคุณไม่มีนิพพาน เพราะมันจะวนอยู่นั่นแหละแล้วหลอกคุณตัวคุณเองซับซ้อน ถ้ามันเข้าใจผิดถูกแล้ว อ๋อ..กิเลสตัวนี้มันต้องทำให้หมด ให้มาก ให้หมดให้จนกระทั่ง เมื่อคุณฆ่ากิเลสแล้วด้วยบุญ จนกระทั่ง  เออ.. พลังงานที่คุณจะใช้ฆ่ามันหายไปแล้วไม่ต้องทำอะไรเลย คุณจะรู้เอง กิเลสมันไม่มี จิตมันสะอาดกิเลสมันไม่มาอีกเลย เราก็จะปฏิบัติลืมตากับปฏิบัติมีสภาวะกระทบสัมผัสอินทรีย์ทั้ง 6 หนักเบาเจตนาไม่เจตนามันก็จะมีของจริงมาให้เรารู้ตัว เมื่อคุณปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่เผลอไผล ไม่สำรวมอยากให้สมบูรณ์แบบ 

ถ้าคุณสำรวมสมบูรณ์แบบตามคุณเข้าใจ คุณก็ปฏิบัติสำรวมอินทรีย์ 6 โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ได้อย่างถูกต้องดี          ไม่ขาดหกตกหล่น แม้จะขาดหกตกหล่นแต่คุณก็เก็บมันมาได้เรื่อยๆ คุณก็ต้องหมดจนได้ 

เมื่อสะอาดได้แล้วคุณรู้จักจิตสะอาดดีแล้ว เป็นสมาหิโต เป็นจิตตัว เจโตปริยญาณ 16 ตัวที่ท่านเรียกว่าจิตตั้งมั่นนี่แหละ คือจิตสะอาดแล้วมันตกผลึกลงมา เมื่อตกผลึกลงมาก็คือมีสะสม อเนญชา อภิสังขาร 3 คือคุณฆ่ากิเลสแล้ว ปุญญะคือฆ่ากิเลสหมดหน้าที่แล้ว อปุญญคือสังขารโดยไม่ใช้บุญแล้ว เพราะฉะนั้น ทุกอย่างก็มีแต่จิตสะอาด จิตสะอาด มันตกผลึกลงเป็น อเนญชาๆๆ จิตตัวอเนญชาที่มีจำนวนเพียงพอ คุณภาพก็ขึ้นถึง ความไม่หวั่นไหว ไม่มีหวั่นไหว แม้จะกระทบกระแทกกระทุ้งกระเทือนอย่างไร เพราะไม่หวั่นไหวด้วยปัญญา ไม่ใช่ไม่หวั่นไหวด้วยการปักหลัก เกาะเหนียวแน่น ไม่ใช่ ไม่ใช่ด้วยเจโต แต่ด้วยปัญญา 

ที่มีปัญญามันละเอียดรู้จักกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด มาแบบเผลอ ไม่รู้ตัวอย่างไรก็ได้ มาด้วยทีรู้ตัว กิเลสเข้าไม่ติดไม่รอหน้ากิเลสไม่กล้าเข้าใกล้เราเลย มีอิทธิพลมีอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดชกิเลส        ไม่กล้าเข้าใกล้ แค่มาใกล้ๆเขตรังสี กิเลสก็วิ่งหนีแล้ว นั่นคือสมบูรณ์แบบ นี่อธิบายเป็นสภาวะให้ฟังด้วยพยัญชนะ อธิบายภาษาไทยเข้าใจไหมภาษาไทย 

สมณะฟ้าไท… สรุปจบ