661117 นิยามของเศรษฐศาสตร์ฉบับโพธิรักษ์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1Vw7LiZMlLjmK7tU4rNCB1bgAc0rumzSS/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true 

                                                                                                                                  

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1U-TjRzcY0MVcC2AQwtWxOAfU0Ga7EFol/view?usp=sharing 

และ 

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/on0BTrdIkT/ 

และ https://youtu.be/auLIy-mZzHI 

มีซับ 

สมณะฟ้าไท…วันนี้วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2566  ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้ถือว่าเป็นฤดูหนาวจริงๆ 

พ่อครูว่า… 19 องศา 

สมณะฟ้าไท… แต่ก่อนที่ บ้านราช เรามีกระบวนการแมวบินทำให้เกิดความสะอาดเรียบร้อยตามสถานที่ต่างๆ ตอนนี้ก็ระวังของบิน เพราะว่าลมมันแรงลมมันพัดพา ใครมีของเยอะก็จะเห็นทุกข์ คนอายุมากก็ต้องดูแลสุขภาพให้ดี อย่าปล่อยปละละเลย ลมหนาวทำให้คนอายุมากตายได้เหมือนกัน ร่างกายทนสภาพความเย็นลมแรงไม่ไหว ต้องหาอะไรมาพันกาย 

พ่อครูว่า… ถ้าหนาวจริงๆไม้ร่มต้องใส่เสื้อกันหนาว แต่เอาใส่เสื้อมากะแหล่ง 

ไม้ร่มว่า…ผมมีภูมิคุ้มกันครับ 

สมณะฟ้าไท… บางคนไม่หนาวบางคนก็ร้อนใน 

พ่อครูว่า… สงสัยไม้ร่มจะร้อนใน 

สมณะฟ้าไท… แต่อย่างไรๆเราก็ไม่เดือดร้อนเท่าชาวฮามาส ปาเลสไตน์ ที่เขาโดนถล่มโรงพยาบาล เพื่อพิสูจน์ว่าเจออาวุธในโรงพยาบาลไหม ปรากฏว่าเจออาวุธ พวกฮามาสก็บอกว่าไม่ใช่ของพวกเขา พวกอิสราเอลเอาไปเอง อิสราเอลก็บอกว่าไม่ใช่ เขาประกาศให้ย้ายภายในครึ่งชั่วโมง แต่ดูแล้วคนป่วยยังหาที่อยู่ไม่เจอ เห็นใจเขามากเขาเดือดร้อนอยู่กับเสียงระเบิดเสียงปืน คนป่วยก็ป่วย ปืนก็ตู้มเอาตู้มเอาจะยังไงตายซะดีกว่าอยู่ไป อกสั่นขวัญแขวนชีวิตก็แสนทรมาน เราก็ไม่รู้ว่าคนไปสร้างวิบากอะไรถึงไปเจอสภาพนั้น 

แม้แต่สภาพฤดูหนาวพ่อครูก็ยังมาแสดงธรรมให้พวกเราฟัง ตอนพระพุทธเจ้าลงพ่อครูก็ดูมีแรงดี แต่พอพระพุทธเจ้ากลับไปเมื่อไหร่ พ่อครูก็เปรยนิดหน่อยว่ามันเมื่อย พระพุทธเจ้าน่าจะมาทรงทั้งกลางวันและกลางคืน 

พ่อครูว่า… เดี๋ยวอ่าน sms comment ส่งมาก่อน 

ของพุทธคือยึดอย่างมีปัญญา ยึดและวางอย่างเป็นลำดับ 

SMS วันที่ 15 – 16 พฤศจิกายน 2566

_จากลูกเพื่อ . น้อมกราบนมัสการพ่อด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ ลูกกราบขอโอกาสเล่าประสบการณ์จากการได้มาร่วมทำงาน (เริ่มมาก่อนตั้งแต่อยู่ข้างนอก) และ อยู่บ้านอโศก รวมระยะเวลาประมาณ 9 เดือน ลูกขอกราบขอบพระคุณท่านสมณะ สิกขมาตุ และญาติธรรมที่เมตตาให้โอกาสลูก แม้งานหลายอย่างลูกไม่เคยทำ 

มาถึงตอนนี้ลูกมองดูอาการในจิตตัวเองแล้วมองเห็น “อาการยึด” ที่เกิดขึ้นจากบางงาน และ บางบุคคล ที่ทำให้จิตเหนื่อย หนัก เศร้าหมอง บางทีมีน้อยใจบ้าง แต่ลูกมองเห็นว่า “ความฉลาดอันน้อยนิดของตัวเอง” นี้มันคืบคลานเข้ามาแล้ว อย่างเงียบๆ โดยที่ไม่รู้ตัว 

ซึ่งจากช่วงแรกที่เริ่มทำงาน ลูกก็ทำงานอย่างเต็มที่ แต่ทำอย่างปล่อยวางและไม่อยากหวังเรื่องผลของงาน คือ ทำแล้วงานที่ทำมาจะถูกเลือกนำมาใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ (แต่ก็ควรประเมินผลจากการทำงานเป็นระยะด้วยไหมคะ ว่า เรายังมีประโยชน์ในการสร้างงานที่มีคุณค่าต่อกลุ่มงาน) และไม่ต้องการอ้างเป็นเจ้าของผลงาน (เพื่อไม่ให้ยึด) 

พ่อครูว่า… ดีอ่านอาการมีลักษณะธรรม ตอนนี้อ่านอาการของไอ้เจ้าตัวยึด ตัวอุปาทาน ตัวยึดนี่ อุปาทายติ กิริยาปัจจุบัน การยึดจับได้เร็วเป็นปัจจุบัน มันยังไม่เป็นตัวอุปาทาน 

“อุปาทาน”มันเป็นตัวอดีตแล้ว ยึดตัวตนไว้ ถ้า “อุปาทายติ” มันเป็นตัวปัจจุบันที่ยึดเลย ถ้าโง่หนักก็จะยึดกลายเป็นเชื้อกลายเป็น  “อุปาทิ” เชื้อในตัวกิเลสฝังไว้ในอนุสัยเลย อ่านรู้ทันถึงขั้นเป็นตัว “อุปาทายติ” ไปดูปัจจุบันอ่านให้ทัน อันนี้แสดงว่าเราได้ปฏิบัติธรรมะถึงความจริง 

คำว่า “ความจริง”คำนี้สำคัญมาก ผู้ปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ไม่ถึงความจริง ไม่ถึงตัว อุปาทายติ ไม่ถึงตัวปัจจุบันชาติปัจจุบันธรรม จับอาการมันเกิดปั๊บไอ้นี่ตัวจริง พอผ่านปัจจุบันไปนี้เป็นจริงไหม ไม่จริง อนาคตยังมาไม่ถึงไม่เป็นจริงตัวจริงคือปัจจุบันตัวนั้นจับทัน 

เราก็จะเห็นอาการจริง ยิ่งมีปฏิภาณปัญญา สามารถอ่านรู้ตัวจริงตัวนี้ได้ว่าคืออะไร เราปฏิบัติธรรม ศึกษาในพวกเราอย่าง ดร.เพื่อบรรยายมาตัวนี้ เขาจับตัวปัจจุบันนี้ได้ นี่คือสัจจะตัวจริงตัวแท้ ที่เห็นรู้และอ่านมันออกว่ามันเป็นตัวอุปาทาน มันเป็นตัวอาการยึด มันมีตัวยึดเป็นตัว อุปาทายติ เป็นกิริยา อาการยึดอันนี้สำคัญ

_ช่วงแรกได้จิตใสๆ ทุกอย่างดีงามเลยค่ะ ส่วนการยึดที่ตัวบุคคล ก็เกิดอาการยึดบุคคลที่ลูกได้ร่วมงาน หรือ ท่านที่ลูกได้คบคุ้นสนิทมากขึ้นบ้าง  

พ่อครูว่า… 

จริงๆแล้วการยึดในตัวบุคคล เราไม่ได้ยึดถึงขั้นเป็นอุปาทาน ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น เป็นแต่เพียงเรายึดอาศัย อย่างเรายึดพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ อันนี้เราก็ใช้ภาษาไทยนี่ว่าความยึด ยึดพระพุทธเจ้าเป็นสรณะเป็นที่พึ่งอันยิ่งใหญ่ หรือยึดครูบาอาจารย์ ยึดแม้แต่คำภาษาธรรมะที่เราใช้เพื่ออาศัยเอามารู้ สื่อเข้าไปถึงสภาวะอย่างนี้เป็นต้น หากจะไม่ยึดอะไรซะเลยมันไม่ได้เลยในโลก เพราะฉะนั้นคำว่า “ยึด”คำนี้ละเอียดลออ ไม่ยึดอะไรเลยก็คือคนบ้าแล้ว แต่ยึดต้องยึดอย่างมีปัญญา 

_ลูกเข้าใจว่าเขาก็เป็นของเขาแบบนั้น คิดว่าเราไม่ได้สำคัญอะไร ใยใครเขาต้องสนใจเรา 

พ่อครูว่า…ภาษานี้อาตมาเข้าใจว่า คิดว่าเราไม่ได้สำคัญอะไร ไยใครเขาจะต้องสนใจเรา ก็หมายความว่า อย่าไปสำคัญตัวเอง ใช่ไหม ความนี้หมายความว่าอย่างนั้น 

_มาถึงตอนนี้ ลูกมองเห็นว่า “เจ้าตัวยึด” คือมหันตภัยเงียบจริงๆ ที่มาโดยลูกไม่ได้ตั้งตัว 

ลูกพยายามฝืน สู้กับมัน มองเห็นความ “ไม่อยาก” ที่ต้องสลัด “ความยึด” ออกไป หลายครั้งที่ลูกฝืนกระทำสิ่งที่ตรงข้ามกับความยึดนี้ พยายามหาเหตุผลต่างๆ มาหักล้างความยึดนี้ ผลการต่อสู้สลับกันแพ้บ้างชนะบ้าง ทำให้เหนื่อยหน่าย 

บางครั้งคิดว่า หากเราทำงานนี้ แล้วทำให้ “เพิ่ม” กิเลส เราสมควร “เลิก” ทำไปเลยหรือไม่ แต่ก็มีความคิดอีกอย่างขึ้นมาว่า เราไม่ควรหนี มันเป็นประโยชน์มาให้เราฝึกลดกิเลส และงานที่ทำล้วนเป็นงานที่เกิดประโยชน์ทั้งสิ้น

พ่อครูว่า…อันนี้อาตมาก็ว่าคิดถูกแล้ว เพราะว่างานที่พวกเราทำนี่ส่วนใหญ่เป็นงานที่มีประโยชน์ไม่เป็นงานที่เป็นโทษ 

_ลองมาคิดดูว่าเป้าหมายของเราว่ามาทำงานที่นี่เพื่ออะไร ต้องการ ให้คนรู้จัก? คำชม? ให้คนยอมรับ? หรือ อะไรกันแน่ ลูกรู้ตัวว่า ตน ”โง่” and “absolute โง่!” 

แม้อาจมีแวบที่ทำให้เราอยากหนีจากแรงกดดันภายในจิตของเราเอง แต่ลูกมองไม่เห็นว่าจะหนีไปที่ไหนอื่น 

พ่อครูว่า…อันนี้ชักจำนนแล้ว อันนี้ดีไหม ดีนะ ความรู้สึกว่าอยู่ที่นี่ไปแล้ว ก็มองไม่เห็นว่าจะไปอยู่ที่อื่นเดี๋ยวนี้ไปที่อื่นทำไม 

_เพราะลูกจะหนีมันไปไม่พ้น แม้จะไปข้างนอก หรือที่ไหนๆ หากเบื่อและเหนื่อยหน่ายกับมันยังไม่พอ หากฆ่ามันไม่ตายก่อนตาย แม้ลูกต้องเกิดมาใหม่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องเจอ “มัน” อีก…กราบขอความเมตตาจากพ่อให้สัมมาทิฏฐิ และขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ

พ่อครูว่า… เดี๋ยวจะได้ขยายความ ในรายละเอียดที่พูดมานี้ทั้งนั้นแหละครบ เป็นผู้ปฏิบัติธรรมแล้ว อย่างที่บรรยายมานี้เป็นอาการที่ถูกต้องแล้ว เป็นธรรมะที่คนผู้ปฏิบัติธรรมแล้วจะมีอาการที่เข้าใจตนเอง เข้าใจสิ่งแวดล้อม เข้าใจอาการของจิต ที่มันยึด อาการส่วนมากที่พูดมานี้ 

อาการยึดนี่คือตัว“อุปาทาน”นี้แหละ เป็นอาการที่สุดยอดเลย แม้ที่สุดบรรลุธรรมแล้ว ก็อย่ายึดว่า “เป็นเรา-เป็นของเรา” ขนาดสุดท้ายเป็นพระอรหันต์ มีอรหัตผลแล้ว ก็เป็นตัวตนอยู่เป็นอัตตา แต่เป็นอัตตาที่สิ้นกิเลสแล้ว อาศัยอัตตาอยู่ แต่อย่ายึดว่า อัตตานั้น “เป็นเรา-เป็นของเรา” อย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งอันนี้มันละเอียดลออมาก ธรรมะของพระพุทธเจ้า 

อันนี้บรรยายบอกผลของการปฏิบัติประพฤติ การได้มาศึกษา ก็ดี เข้าใจแล้วก็มีมรรค มีผลใช้ได้ 

อย่างไรคือใช้ปัญญาแทนเจโต 

_สว่างแสง ขวัญดาว . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ กราบนมัสการท่านสมณะฟ้าไท ท่านสมณะด่วนดี ท่านสิกขมาตุกล้าข้ามฝันด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ลูกได้ฟังพ่อครูเทศน์เรื่องวิญญาณฐีติ๗ อยู่หลายรอบ ลูกเกิดข้อสงสัยว่า วิญญาณฐีติข้อ ๔ เป็นอุเบกขา และข้อ ๕-๖เป็นการตรวจสอบอุเบกขา จนมาเกิดบุญเผากิเลสจบสิ้นในข้อ ๗ ใช่ไหมคะ 

พ่อครูคะการประหารกิเลสจะมีได้ก็เฉพาะขณะปฏิบัติลืมตา 

พ่อครูว่า…เข้าใจได้ถูกต้องทีเดียว ไปปฏิบัติหลับตาไม่มีการประหารกิเลส เพราะไอ้การปฏิบัติหลับตามีแต่อดีตกับอนาคต มันเป็นสัญญากำหนดระลึก เอาความจำหรือไปคิดฟุ้งซ่านไปในอนาคตมาคิดก็ได้ มันไม่มีตัวจริงของกิเลส แหม พวกหลับตานี้สุดสงสารสุดสาคร สุดสินสมุทรจริงๆ สุดจริงๆเลยนะ พูดไม่รู้จะพูดยังไง ก็น่าจะฟังอาตมาบ้าง แล้วให้เข้าใจให้ได้ว่า อย่าไปทำสูญเปล่าเลย ยิ่งทำตัวเองก็ยิ่งจมเป็นเดียรถีย์ ก็ไปได้มรรคผลที่เป็นมิจฉามรรค มิจฉาผล แล้วก็ไปหลง แล้วก็มีพรรคพวกเยอะด้วยมันสุดสงสาร  สุดสินสมุทรสุดสาครจริงๆเลยนะ จริงๆ โอ้ 

จะทำยังไงให้เขากระเตื้อง มี ปรโตโฆษะ อย่าไปฟังผู้ที่ดูถูกดูแคลนอาตมามากนักเลย ลองฟังบ้างไม่เสียหลายหรอกนะ ฟังอาตมาตั้งใจฟัง ฟังด้วยดีนะ อย่ามีอคติ จะได้ปัญญา สุตสูสังลภเตปัญญัง ฟังด้วยดี อย่ามีอคติ มันจะสะดุดได้คิดได้อะไรขึ้นมาจริงๆ 

_แต่การสั่งสมกิเลสสามารถทำได้ทั้งปฏิบัติลืมตาและหลับตาใช่ไหมคะ 

พ่อครูว่า…เห็นไหมโง่ไหม บางทีคิดไปถึงเรื่องทะเลาะไม่ชอบใจ พอถึงเรื่องนี้ในอดีตมันก็แค้นเคืองไม่ชอบใจ ดีไม่ดีลุกขึ้นจะไปฆ่าเขาเลย บ้าเอาเลยยังงั้นก็ได้ อย่างนี้ก็มีนะอย่างนี้เป็นต้น 

เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมนี่ขอสรุป ตีหัวย้ำตะปูอีกไม่รู้กี่ร้อยทีว่า ลืมตามาปฏิบัติ อย่าไปหลับตาปฏิบัติเลย หลับตาปฏิบัติไม่มีผลที่จะลดละกิเลส แต่ซวยตรงที่มันจะเสริมน้ำหนักของอุปาทาน เสริมน้ำหนักกิเลสใส่เข้าไปด้วยซ้ำ 

_พ่อครูคะลูกเป็นคนโง่มาก หลายครั้งที่ลูกคิดว่าคิดดีแล้ว แต่ว่าภายหลังมารู้ชัดจากพ่อครูว่าลูกโง่มาก และเป็นความโง่แบบที่ออกมาจากกิเลสอีกด้วยค่ะ ลูกกราบขออภัยพ่อครูค่ะ ที่แสดงความโง่แบบนี้ออกมา 

ลูกมีคำถามค่ะ ลูกเข้าใจว่าเจโต มีไว้หยุดกิเลส เวลาที่เราโกรธ หากเราใช้อำนาจจิตหยุดกิเลสดื้อๆ แบบนี้เรียกว่าใช้เจโตใช่ไหมคะ 

พ่อครูว่า…ใช่

_และหากเราเกิดปัญญาจนเข้าใจและหยุดกิเลสได้ แบบนี้เรียกว่าใช้ปัญญาเป็นเจโตใช่ไหมคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูสุดเศียรสุดเกล้าค่ะ

พ่อครูว่า…ใช่ ใช้ปัญญาแทนเจโต แทนกดมันดื้อๆ แต่ต้องใช้เกื้อกูลกันอยู่บ้าง จิตมันเร็ว มันเร็วก็ใช้เจโตกดข่มก่อนแล้วก็อ่านถ้ามันไม่ทัน ถ้าปัญญาทันไม่ต้องใช้เจโตกดข่ม รู้จริงๆเลยว่า ขณะนี้เราก็กำลังสัมผัสอะไรมา กำลังเกี่ยวข้องแตะต้องกับสิ่งนี้อยู่ แล้วทำให้เกิดอาการจิตที่เราจับได้ว่ามันเป็นกิเลส อาการกิเลสเกิดเราก็พยายามรู้จักหน้ากิเลส ปัญญา รู้จักหน้ากิเลส ถ้ากิเลสมันแรง ก็แน่นอนมันจะต้องกดข่ม ใช้ศรัทธา ใช้เจโต ให้พลังสมถะหยุดมันไว้ แล้วก็พอรู้ เราก็จะรู้ว่า อาการกิเลสอย่างไร ขณะที่คุณปฏิบัติอยู่นี่มันไม่ขาดมันก็ติดต่ออยู่ ดูอาการมันก็จะรู้ ก็จะใช้ธรรมวิจัย ใช้การวิจัยวิจาร 

กิเลสเอ็งเกิดอาการอย่างนี้ มันดีหรือยังไง มันไม่รักก็ชัง แทนที่จะรู้ความจริงตามความเป็นจริง มันก็เกิดอาการไม่ปกติ ถือว่านั่นแหละไม่ปกติ ปกติก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง ควรหรือไม่ควร อารมณ์ที่มันไม่เป็นอารมณ์สะอาด มันไม่เป็นเวทนาที่สะอาด มันเป็นเวทนาที่มีผลัก มีดูด มีชอบ มีชัง มันไม่เป็นเวทนาที่เห็นความจริงตามความเป็นจริงเท่านั้น เราเรียนรู้ความจริงของจิตเราอย่างนี้กิเลสผสมมากหรือน้อยก็แล้วแต่ ก็ดี นี่แหละเรียนรู้ธรรมะแบบนี้แหละ 

ที่อาตมาพาทำนี่ พวกเราดี เรียนแล้วก็มีโพชฌงค์ 7 มีสติ มีธรรมวิจัย มีวิริยะ ตื่น ยิ่งตื่นเต็ม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มันเกิดอาการแล้วก็เกิดสัมผัสอะไรขึ้นมา คุณก็มีธรรมวิจัย อย่างที่คุณเขียนมาตั้งหลายนี่แหละ ไม่ว่าใครพวกเรานี่แต่ละคนเขียนมาดี ตามภาษาของแต่ละคนไม่มีปัญหา สว่างแสง และ เพื่อ เขียนมา อย่างสว่างแสงเขียนมา ก็บอกอาการที่ตัวเองศึกษาปฏิบัติ ถูกต้อง 

นี่คือการเรียนรู้ธรรมะ ไม่ใช่ไปนั่งสะกดจิตหลับตาแล้วก็คิดว่านี่แหละจะดับกิเลส ไม่มีทางได้ดับกิเลส โมฆะ ไม่รู้จะย้ำขนาดไหนอย่างนี้แหละต้องเห็นความจริงตามความเป็นจริง แล้วก็ประพฤติเต็มรูป มี อปัณณกปฏิปทา 3 มันมี สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา รู้จักว่า เกี่ยวข้องกับของกินของใช้ ชีวิตก็อยู่กับของกินของใช้ทั้งนั้น กินก็ไม่ใช่ตลอดเวลา แต่ใช้สัมผัสกับอะไรก็ใช้สิ่งเหล่านั้นต่างๆนานา ใช้ในความกว้างทำงาน ทำกับสิ่งนั้น ทำกับสิ่งนี้ ทำกับสิ่งโน้น แล้วเราก็อ่านจิตของเราที่ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์ เกิดอาการของกิเลสอย่างไรแค่ไหน อย่างนี้คือ การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องตามจรณะ 15 มี อปัณณกปฏิปทา 3 

การเผาศพชาวอโศกไม่มีการสวดอภิธรรม ไม่มีกรวดน้ำ

_เชวง กิจจะบรรณ์ . การเผาศพของชาวอโศก คือไม่มีการสวดพระอภิธรรมและกรวดน้ำแบบคนนอกอโศกใช่ไหมครับ

พ่อครูว่า…ใช่ การเผาศพของชาวอโศกเรา ไม่มีการสวดอภิธรรม สวดอภิธรรมงานศพนั้นเป็นเรื่อง ของมะเร็งนอกศาสนาพุทธ เป็นพิธีกรรมมะเร็ง เรียกว่า เป็นพิธีกรรมเนื้องอก มันไม่ใช่กิจของสงฆ์เลย อาบัติด้วย อภิธรรมเอามาสวด ตั้งแต่ 2 องค์ร่วมกันสวดพร้อมกัน ดีไม่ดีใส่ทำนองอีกอาบัติทั้งนั้น คือมันเป็นความเสื่อมที่อาตมาไม่รู้จะพูดอย่างไร เสื่อมจนต้องยอมรับความเสื่อมแล้วก็อยู่กับความเสื่อมนั้น ที่ผิดธรรมผิดวินัยของพระพุทธเจ้าเป็นอาบัติด้วยนะ 

เพราะฉะนั้นสวดเอาธรรมะที่เรียกว่าอภิธรรมเรียกว่า ธรรมบท ของพระพุทธเจ้ามาสวดต่อหน้า ฆราวาส ตั้งแต่ 2 องค์พร้อมกันขึ้นไปเป็นอาบัติปาจิตตีย์ ที่อาตมาพูดแล้วพูดเล่า แต่มันเสื่อมจนกระทั่งเขาไม่เข้าใจกัน แม้แต่ปราชญ์เขาก็ไม่เข้าใจว่า มันผิดยังไง อาตมาก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง อธิบายเยอะแล้ว 

มันผิดเพราะว่ามันเป็นปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าที่กันเอาไว้ คนศาสนาอื่นเขาทำกัน มีศาสนาอิสลาม สวดไม่อาบัติ ก็สวดเหมือนกันร้องโหยหวนลากเสียงยาวเป็นอาบัติเหมือนกัน แต่สวด 2 คนพร้อมกันพระพุทธเจ้ากันไว้ ถ้าคุณสวดคนเดียวอย่างที่อิสลามเขาสวด เอาล่ะถือว่าไม่อาบัติอย่างนี้ แต่อาบัติอย่างที่โหยหวนก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ไม่อาบัติที่ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป 

ทีนี้ของพุทธนี่ ท่านห้ามไว้ตั้งแต่ 2 คน จะสวดกัน 4 คน 8 คนสวดกัน อย่างธรรมกายอุตริใช้ภาษาจะเรียกว่า มาสวดมนต์ล้านคนนั่นแหละอะไรอย่างนี้พร้อมกัน ยิ่งอาบาด อาบัติ โอ้โห อาบัติ เสร็จไม่ใช่กระบุงแต่ใส่คอนเทนเนอร์ อาบัติกันด้วยความไม่รู้ 

การสวดพร้อมกันนั้นอาตมาก็เคยอธิบายไปแล้ว ถ้าสวดเป็นประนามกถาสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ ไม่ใช่ธรรมบทของพระพุทธเจ้า แต่เป็นคำแต่งสรรเสริญคุณของพระพุทธ สรรเสริญคุณพระธรรม สรรเสริญคุณพระสงฆ์ เป็นการแต่งของคนสมัยใหม่ คนผู้รู้เอาภาษามาแต่งเป็นบทสวดสรรเสริญคุณ อย่างนี้ไม่มีปัญหาคุณจะสวดกี่คนก็ไม่เป็นไร สวดกันทั้งประเทศก็ดีสรรเสริญคุณพระพุทธพระธรรม พระสงฆ์ อย่างนี้มันไม่ได้ผิดอะไร 

ไปเอาพระอภิธรรมมาสวดเพราะอาจจะเอาไปสวดหากิน แล้วเป็นไหม ทุกวันนี้เขาเป็นกันนะ ศาสนาพุทธไม่มีการไปสวด นี่แหละพระเป็นหมู่ไปสวดอย่างนี้ไปสวดตั้งแต่ 2 รูป 3 รูป ส่วนมากก็มากกว่า 3 รูป แต่เขาก็ถือว่า 4 รูปขึ้นไปเป็นสวดกัน 5 รูป 8 รูป 100 รูปอะไรก็แล้วแต่ สวดนั้นเป็นอาบัติทั้งสิ้นเลย นี่มันเป็นความเสื่อมที่อาตมาไม่รู้จะพูดยังไง ชาวอโศกไม่ได้ทำ ไม่ได้อาบัติพวกนี้เลย เอาพระอภิธรรมมาสวดก็ไม่ แต่อาตมานี่แหละนักสวดอภิธรรม ทุกคำที่พูดนี่ อาตมายืนยันว่าเป็นอภิธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมะอันยิ่ง ใหญ่ที่เกี่ยวกับปรมัตถ์เป็นส่วนใหญ่เลย เข้าหาเนื้ออภิธรรมทั้งนั้นนี่แหละเป็นการสวด ไม่อาบัติสวดคนเดียว ไม่ได้สวดที่ใส่ทำนองหรือร้องยาวไม่มี นอกจากจะยกตัวอย่างประกอบให้รู้ว่ามีอะไรต่ออะไรเสริมหนุนเท่านั้น 

พ่อครูว่า… อย่าว่าแต่งานศพเลย ใส่บาตรก็ไปกรวดน้ำ โดยใช้น้ำเป็นสื่อนั้นเป็นของศาสนาเทวนิยม เป็นของเดียรถีย์เขา ศาสนาพุทธไม่มีการกรวดน้ำไม่มีเลย ขออภัยไม่ใช่ตรวจน้ำแต่เป็นกรวดน้ำ 

การกรวดน้ำ ตรวจน้ำ บางทีก็กรวด ในศาสนาพุทธไม่มี แล้วก็มีผู้สู่รู้ไปอ้างว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล กรวดน้ำต่อหน้าพระพุทธเจ้าให้ผีเปรต ซึ่งท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ด้วย ท่านก็ติดยึดในประเพณีเดิมท่านกระทำ พระพุทธเจ้าท่านจะทำยังไง ก็ต้องปล่อยให้ท่านทำ แล้วก็ค่อยๆสอน ค่อยๆมีอะไรไป จะให้ท่านไปห้ามมันไม่ได้ ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ด้วย เป็นมหาราชาท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระพุทธเจ้าเป็นพระเจ้าแผ่นดินแคว้นเล็กนะ พระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นพระเจ้าแผ่นดินแคว้นใหญ่ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียดที่ผู้รู้เขาก็พูดกันไปหากินกันไป เพื่อที่จะทำ 

สิญจนยันต์ที่ใช้น้ำเป็นสื่อ รดน้ำมูก น้ำมนต์ ทำน้ำมนต์ มันเป็นเรื่อง แสดงถึงความเสื่อมของศาสนาพุทธทั้งสิ้น ศาสนาพุทธไม่ใช่ไม่มี ใช้คำสอนอนุศาสนีปาฏิหาริย์ ใช้คำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นสื่อ ไม่ใช้น้ำไม่ใช้ไฟ อัคคียันต์ สิญจนยันต์ สิญจน แปลว่าน้ำ อัคคีแปลว่า ไฟ ไม่ใช้ ใช้คำสอนเป็นยันต์พิธี อย่างที่เราทำกันอยู่ชาวอโศกเราทำ 

เพราะฉะนั้นยิ่งพูดไปยิ่งเห็นว่า ศาสนาพุทธทุกวันนี้ จับเข้าไปที่ไหนๆเลย มันเป็นความเสื่อม ความผิดเป็นความผิดพลาดของศาสนาพุทธทั้งนั้นเลย ไม่รู้จะพูดยังไง พูดแล้วก็เห็นใจเขานะ แต่มันก็ต้องพูด เห็นใจยังไงมันก็ต้องพูด เพราะว่าก็ต้องบอกความจริงกัน ไม่ใช่ไปข่ม ไปเบ่ง ไปยกตนข่มอะไรเลย ไม่อยากให้มันเกินมันผิดมันไม่ถูก ให้มาศึกษาใหม่แล้วเปลี่ยนแปลงเสียบ้าง ไม่ต้องเอามากหรอกเอาทีละบั้งสองบั้งไม่ต้องเอาถึงนายร้อย สิบเอก สิบโทก็ได้ สามบั้งก็ยังดี เอกเป็นบ้างนี่ไม่ขยับเลย สิบโทอยู่นั่นแหละ 

เจ้าประคุณเอ๋ยแทงด้วยหอกร้อยเล่มเช้า แทงด้วยหอก 100 เล่มตอนกลางวันแทงด้วยหอก 100 เล่มตอนเย็นเหนื่อยจริงๆหอกก็หักหมด เอ้าทำ อย่างไรก็ต้องทำ 

นิยามของเศรษฐศาสตร์ฉบับโพธิรักษ์

_อัมพร กุลศักดิ์ศิริ . เรียนถามพ่อครู รัฐจะแจกเงิน 1 หมื่น ทั้งที่ต้องไปกู้มาให้ ทำแบบนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหรือซ้ำเติมให้แย่ลงครับ คนที่เคร่งศาสนาแถบตะวันออกกลาง สอนจนทำให้เกิดสงคราม สอนแบบนี้คนสอนศาสนา สอนผิดหรือสอนถูกครับ

พ่อครูว่า…อาตมาไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ไม่ใช่คนบริหารเศรษฐกิจ โดยเฉพาะไม่ใช่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ แม้ว่าอาตมาจะเคยเป็นนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์นะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นะ แต่ไม่ได้เรียน ไม่ได้ปริญญากับเขา เป็นนักศึกษาแต่ไม่ได้ไปเอาใจใส่การเรียนอะไร จนสอบได้ 

เพราะฉะนั้นอาตมาก็คงบอกได้ตามประสา ที่อาตมาจะรู้เรื่องเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ตามประสาของอาตมา แบบอาตมา จะว่าอาตมาไม่มีความรู้ในความหมายคำว่า เศรษฐศาสตร์ของเขาที่ใช้กันอยู่ในโลก เศรษฐศาสตร์คืออะไร เศรษฐกิจคืออะไร 

เพราะฉะนั้นที่เขาจะทำกันนี่ เขาก็เป็นนักเศรษฐศาสตร์เขาเป็นปริญญาโทนะ นายกเศรษฐานี่ ปริญญาโททางเศรษฐศาสตร์นะ แล้วเขาทำเศรษฐกิจส่วนตัวของเขา โอ้โห ร่ำรวยส่วนตัว เพราะอะไร.. วิจัยเรื่องเศรษฐศาสตร์ให้ฟัง 

นี่เป็นเศรษฐศาสตร์ฉบับโพธิรักษ์ เศรษฐศาสตร์โดยเศรษฐกิจโดยความหมายง่ายๆพื้นๆประสาลูกทุ่ง หมายความว่า การทำงานอาชีพ ที่อยู่กับสังคมเขาได้ ชนิดที่เป็น 1.เป็นประโยชน์คุณค่าต่อชีวิตคนทุกคนในโลก ใหญ่อย่างนั้นเลย 

งานที่เราทำลงไปอยู่ในสังคม เป็นเศรษฐศาสตร์เป็นเศรษฐกิจ ทำลงไป 

นิยามความเป็นเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจฉบับโพธิรักษ์ 

  1. เป็นประโยชน์คุณค่าต่อชีวิตคนทุกคนในโลก 

  2. ไม่เป็นโทษ ไม่เป็นภัยต่อใครๆต่ออะไรเลย 

  3. ไม่ยึดบุญยึดคุณกับใครเลย 

  4. มีแต่คุณลักษณะของการให้ การเสียสละ การทำเพื่อผู้อื่น

  5. จึงเท่ากับมีพลังงานที่เกิดอยู่ ที่สร้างสรรค์ให้แก่ทุกสรรพสิ่งอยู่ในโลก ไม่ปรากฏตัวเจ้าของ 

  6. คนผู้สร้างเอง ทำเองก็ทำชนิดไม่มีตัวตน ไม่ถือว่าของตน 

  7. ฉะนี้ล่ะคือ ปัญญาของผู้ไม่มีตัวตน 

  8. และคือความจริงที่เป็นปรากฏการณ์จริง เกิดอยู่ในโลกให้แก่โลกให้แก่มนุษยชาติ แก่ธรรมชาติ 

  9. สิ่งดีพิเศษพิเศษสุดนี้ ไม่ลึกลับ อยู่แต่ในห้วงจินตนาการหรืออยู่ในห้วงความคิดเท่านั้น แต่มีจริงแท้สัมผัสได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จริงๆ 

นิยามความเป็นเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจฉบับโพธิรักษ์

อาตมาพาพวกเราทำเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจชนิดนี้อยู่จนประสบผลสำเร็จแล้ว 

ผลสำเร็จที่ได้ก็เป็นเศรษฐกิจที่ชาวอโศกเราเป็นอยู่ทุกวันนี้ ทำได้ถึงขั้นเป็นเศรษฐศาสตร์ที่สมาชิกของชุมชน ชาวอโศก สมาชิกของชุมชนชาวอโศก เสียภาษี 100% ทำแล้วเอาเข้าส่วนกลางหมดทุกคนมาเป็นคนจน 

เพราะเมื่อไม่รับรายได้ ไม่สร้างรายได้ให้แก่ตัวเองแต่รายได้ผลได้ สิ่งที่สร้างขึ้นมาได้ก็มีกินมีใช้อุดมสมบูรณ์ไม่ขาดหกตกหล่น 

สิ่งที่สร้างด้วยน้ำมือความสามารถเช่นกสิกรรมเราทำได้ หรือจะเป็นช่างทำอะไรอย่างอื่นอีกบ้างก็ทำขึ้นมากินมาอาศัยใช้ โดยไม่ได้คิดค่าแรงงาน ไม่ได้คิดค่าตัว ทำงานขึ้นมาให้กินใช้ร่วมกันอย่างพอใช้พอเพียง แม้จะต้องมีเงินมีรายได้บ้าง เราก็มีสิ่งที่จะมีทางหมุนเวียนจากภายนอกเข้ามาด้วย

และกิจการที่เราจะทำงานสัมพันธ์กับข้างนอก จะเรียกว่าค้าขายจะเรียกว่าธุรกิจ ของชาวอโศกก็มีหลักการหลักเกณฑ์ว่า ไม่ได้ไปเอาเปรียบเขา แย่ที่สุดขายต่ำกว่าราคาตลาด รองลงมาขายเท่าทุน รองลงไปอีกขายขาดทุน นอกนั้นก็แจกฟรี อย่างนี้ เป็นต้น เราไม่ใช่ว่าเราตั้งหลักการหลักเกณฑ์พวกนี้ไว้โก้ๆ แต่เราประพฤติจริง ทำจริง แล้วเราก็อยู่รอด ชีวิตของเราก็อยู่สบาย สบาย

คำว่า สบาย คำนี้นี่ ภาษาไทย มันสบายทั้งจิต มันสบายทั้งการเป็นอยู่ สบายทั้งการที่จะมีการอยู่ร่วมกัน แล้วก็มีการกระทบกัน สัมพันธ์กันก็ไม่เกิดความอวิวาทะ ไม่มีวิวาท สามัคคียะ เอกีภาวะ เป็นหนึ่งเดียวกันสงบดี มีแต่การเกื้อกูลกัน(สังคหะ)ช่วยเหลือเกื้อกูลเอื้อเฟื้อเจือจานกัน อยู่กันอย่าง ครุกรณะ ปิยกรณะ เคารพกันรักกัน  ระลึกถึงกัน สาราณียะ 

ที่อาตมาพูดเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล่น แต่เป็นเรื่องดี เรื่องจริงที่ทำได้ตรงตามคำสอนพระอนุสาสนีของพระพุทธเจ้าที่เราชาวอโศกปฏิบัติมันได้ อย่างมี สาราณียธรรม 6 พวกเราเป็นจริงไหมเป็นจริงอยู่กันอย่าง สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภที่ได้มาโดยธรรม เอามารวมกันกินใช้ร่วมกันเป็นสาธารณโภคี ลาภธัมมิกา ต่างคนต่างมีศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา  ต่างคนปฏิบัติต่างตามทิฐิของตนที่อยู่กันแล้วเป็นสามัคคีสมานกัน ศีลก็ต่างคนต่างมีต่างระดับกันไป ศีล 5 เสมอศีล 5 ศีล 8 เสมอศีล 10 ศีล 8 ศีล 10 เสมอศีล 10  จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เสมอ  จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล

สิ่งเหล่านี้เป็นการพิสูจน์ความจริงว่า คำสอนพระพุทธเจ้ามาจนถึงทุกวันนี้ว่ายังปฏิบัติได้มรรคได้ผลไหม นี่เป็นการได้มรรคได้ผลที่แท้จริง ซึ่งอาตมาเองนี่อาตมาก็สงสารคนไทยชาวพุทธ ที่เขาได้เสื่อม เขาได้มิจฉาทิฏฐิไปหลงยึด จารีตประเพณียึดครูบาอาจารย์ที่เข้าเคารพนับถือเป็นปราชญ์เป็นผู้รู้แท้นำพากันอยู่ จนกระทั่งเกิดเป็นลักษณะสองพวก 

อาตมาเกิดมาในยุคนี้ก็มาเห็นว่าเขาผิดกัน เราก็ไม่เอา เราไม่เอาเราก็ขอแยก เขาจะให้เราสึกเราก็ไม่สึก เราจะไปสึกทำไมเราบวชเป็นสาวกพุทธเจ้า บวชตามจารีตประเพณีแล้ว กดขึ้นมาได้เราก็ไม่สึก ก็ทำตามของเราที่เข้าใจก็มาเป็นนานาสังวาส 

เขาไม่รู้นานาสังวาสอีก ก็ทำอาบัติมาละเมิดมาจัดการผิดธรรมวินัย ถ้ามาประกาศนานาสังวาสตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2518 อยู่มาได้ วันร้ายคืนร้าย ก็เกิดปราชญ์นำพากัน ขึ้นมา ร้องว่าอโศกผิด ต้องจับนะ บ้าจี้ขึ้นมา มาจัดการเรา จัดการเราพ.ศ 2532 เราอยู่มาตั้งแต่ 2518 ก็ดูดีอยู่นะ ถูกฉีดสเตียรอยด์หรือยังไงไม่รู้ เงียบๆไปได้ตั้งหลายปี 2532 ฤทธิ์ของสเตียรอยด์หมดไปทำยังไง มาทำ จะต้องเอาเรื่องโพธิรักษ์เอาเรื่องให้ได้ เอาละไม่พูดมาก 

เสร็จแล้วก็จนกระทั่งหลายปีเลย กว่าจะระงับอธิกรณ์เรื่องนี้ลงไปได้ สร้างอธิกรณ์ซึ่งผิดธรรมวินัย นานาสังวาสกันแล้วห้ามอธิกรณ์กัน แต่คุณจะ ปฏิกโกสนา กันได้ ตำหนิกันแรงๆอย่างไรก็ได้ในธรรมวินัยว่าไว้หมดแล้ว แต่ปราชญ์เอกเขาละเมิดวินัยอาบัติ เราก็ต้องจำทนเพราะเราเป็นผู้น้อยผู้เล็ก ทำยังไงก็ต้องยอมให้เขาทำ 

จนสุดท้ายก็หมดการฟ้องร้องทางโลก ให้ทางฆราวาสเป็นผู้ตัดสินอีก ซึ่งทางธรรมวินัยมันเป็นไปตามธรรม เขาทำอะไรอาตมาไม่ได้ แล้วเขาก็ลึกๆเขาก็ไม่กล้าหรอกเพราะอาตมาทำมาทีไร อาตมาก็อ้างยันพระไตรปิฎกๆ เขาก็รู้สึกว่าไปไม่ได้ สรุปแล้วเขาไปไม่ได้ มันจำนน ซึ่งมันเป็นเหตุการณ์ที่จะต้องเกิดจริงเป็นจริง ถ้าไม่มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดจริงเป็นจริง มันก็ไม่ส่อแสดง มันก็ไม่มีสภาพจริงที่จะยืนยันให้ได้ว่า อันไหนผิด อันไหนถูก 

ถ้าอาตมาผิดเขาก็ถูก ถ้าเขาถูกความจริงของพุทธศาสนาจะเจริญ ตอนนี้อาตมาป่านนี้ 50 ปีอยู่ไม่รอดหรอกถ้าอาตมาผิด แต่นี่อาตมาพิสูจน์ยืนยันตัวเองแล้ว อยู่มาถึง 50 ปียิ่งยืนยัน และถ้ายืนยันไปต่อได้อีก อาตมาก็ถึงยังไม่อยากตายง่ายๆจะต้องนำพาพวกเรานี้ นำพาไปอีก ให้มันแข็งแรงให้ตั้งมั่นลงไปในสังคมศาสนาพุทธนี้ให้ได้ เพราะฉะนั้นจะตายยังไงก็ยังไม่ยอมตายง่ายๆ แล้วจะพยายามฝืนขันธ์ไป มันเมื่อยมากเลยนะ พูดอีกทีก็ยืนยันว่าจะตายแล้ว มันเมื่อยมากแต่มันก็ต้องฝืนขันธ์เพราะเห็นแก่ศาสนา เห็นแก่ชาวพุทธศาสนิกชน ชาวพุทธที่มีผู้ได้ประโยชน์ ได้จริงๆ 

และอาตมาก็เชื่อว่าทุกวันนี้ คนเข้าใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความขัดแย้งหรือคลายความยึดติดเกิดขึ้นเห็นจริงเห็นจังมาได้เรื่อยๆทุกวันนี้ มันเป็นไปอย่างนั้นจริงๆ 

เพราะฉะนั้นก็ทนเอา จะเหน็ดจะเหนื่อยจะเมื่อยจะล้าก็เอา พักผ่อนมันยาวพักผ่อนมาก อาตมาทุกวันนี้นอนจริงๆเลย นอนพักผ่อน มันไม่มีอะไรที่จะดีกว่าที่จะเป็นยา สู้พักผ่อนไม่ได้ 

สวดอภิธรรมตามแบบฉบับสมณะโพธิรักษ์

_งามฟ้าดิน รักไทย . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งค่ะ ลูกมีความสงสัยว่า ผู้ที่ปฎิบัติธรรมโดยหลงยึดภาษาจากพระไตรปิฎกเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีสัมมาทิฎฐิ จะสามารถบรรลุธรรมได้หรือไม่คะ กราบนมัสการค่ะ

พ่อครูว่า… ประเด็นถามมาแค่นี้เอง ตอบเปรี้ยงเลย ว่า ไม่ได้ 

ก็คุณพูดมาเหตุปัจจัยพลความคุณพูดชัดอยู่แล้ว ยึดภาษาจากพระไตรปิฎกอย่างเดียวโดยไม่มีสัมมาทิฏฐิ แล้วมันจะสามารถบรรลุได้ไหมล่ะ ไม่ต้องถามอาตมาหรอก ใช่ไหม ถามใครก็ได้ ก็มันบอกอยู่โต้งๆอยู่แล้ว ก็มันไม่สัมมาทิฏฐิ ก็ยึดไปเถอะ ยึดพระไตรปิฎกจริงแต่ยึดอย่างมิจฉาทิฏฐิ แปลอีกที ไม่สัมมาทิฏฐิก็คือมิจฉาทิฏฐิ ยึดพระไตรปิฎกจริงแต่ยึดอย่างมิจฉาทิฏฐิแล้วมันจะไปบรรลุธรรมได้อย่างไร นะ 

เพราะฉะนั้นความรู้ในพยัญชนะในภาษานี้ อาตมาเกิดมาชาตินี้อาตมาไม่ได้เรียนบาลีตามที่เขาเรียนกัน มี ไวยากรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์  อย่างที่เขาเรียนกันอยู่เป็นตำรากันมหาศาลอาตมาไม่ได้เรียนนะ และอาตมาก็เชื่อว่าอาตมาเข้าใจไม่ผิด 

คือ เขาเพี้ยนไปจากสิ่งที่มันถูกต้องตามสภาวธรรม ฟังให้ดีนะตรงนี้ พยัญชนะที่เขาเรียนถูกตามพยัญชนะที่เขาเรียนตามครูบาอาจารย์วางหลักสูตรมา แต่มันค่อยๆเพี้ยน มันเป็นการปรุงแต่งภาษาและออกนอกเหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า เป็นคำวิจิตร ที่อาจารย์รุ่นหลังสอน ออกนอกโลกุตระ นี่แหละคำสอนเหล่านี้ไม่ได้เข้าหาโลกุตระ ออกนอกโลกุตระ ไวยากรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ แม้ ฉันทลักษณ์  พาออกนอกหมด 

อาตมากลับมาไม่รู้อิโนอิเหน่อย่างที่เขาใช้ อาตมามาเองเอาเองเป็น สยังอภิญญา เอาโลกุตระธรรมเอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาสถาปนาลงไป จึงมาถึงวันนี้ยืนยันชัดเจนว่า 

คำว่า กาย คำแรก เขาก็ยัง มิจฉาทิฐิกัน เป็นสังโยชน์ข้อที่ 1 สักกายทิฏฐิ สังโยชน์ ข้อที่ 1 เขาก็ไม่ได้แล้ว เขาก็ไม่เข้าใจแล้วว่ากายคืออะไร เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจคำว่ากายคืออะไรไม่ได้ เข้าใจผิดไป จากความจริง ล้มเหลวหมด กระดุมเม็ดแรกกลัดผิด เป็นปากกรวยออกไป ก็บานปลายออกไปผิดกว้างออกไปใหญ่เลย 

มาถึงวันนี้จึงไม่เหลือเชื้อ แล้วเขาก็กลับลำไม่ได้ มันไกลเกินโค้งกลับ มันไกลเกินโค้งกลับมา ไปไม่ได้ไปแล้วผิดทาง 

อาตมาก็ได้แต่เอามา อธิบายเอามาขยายความเอามายืนยันลงไปให้เห็น ว่า เมื่อกายผิด ก็พยายามดึงเข้ามาให้มันถูก 

คำว่า กาย คำนี้ เริ่มต้น กาย แล้ว คุณจะเริ่มมาปฏิบัติธรรม คุณก็จะต้องปฏิบัติตั้งแต่ กาย 

ธรรมะพระพุทธเจ้าเมื่อเข้าใจ กาย ถูกต้อง สัมมาทิฏฐิ  คุณก็มาเริ่มปฏิบัติเข้าสู่ โลกุตรธรรม 37 คือโพธิปักขิยธรรม 37 โดยพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม

พิจารณากายในกายแล้วมันจะเชื่อมสัมพันธ์ปฏิสัมพัทธ์กันเข้าไปถึงเวทนาแล้วก็ปฏิสัมพัทธ์กันเข้าไปถึงจิต ปฏิสัมพันธ์กันเข้าไปถึงธรรม ไม่มีส่วนไหนขาดกัน ไม่ขาดกัน แต่ ของเขาตัดวิ่นหมดขาดกันระเนระนาด กายไม่มีแล้ว เขาดับจิตด้วยให้เวทนาไม่มีความรู้สึกข้างนอกข้างในไม่มี ดีไม่ดีดับเวทนา ดับสัญญาเป็นนิโรธไปพาซื่อออกไปนอกเขตเทศบาลศาสนาพุทธหมด เข้าป่าเข้ารกเข้าพง เป็นดียรถีย์หมด 

เพราะฉะนั้นคำว่ากายผิดไปแล้วมาพิจารณาโลกุตรธรรมข้อแรกกายในกาย คุณก็ผิดแล้ว คุณไม่มีกายไปหลับตา เมื่อไม่มีกายไม่มีสัมผัสภายนอก เวทนาก็ไม่มี เมื่อเวทนาไม่มี คุณก็งมงายนึกว่าจิต จริงเป็นส่วนหนึ่งของจิตคือสัญญา จิตในจิตคุณเหลือแต่สัญญาเพราะฉะนั้นจิตในจิตเจโตปริยญาน 16 จะต้องรู้จักกาม

ตัวเริ่มต้นคือ กามาวจร มีกิเลสกามราคะเป็นข้อต้น เพราะฉะนั้นข้อต้นที่มีกามมีกิเลสในจิต จิตในจิตคุณไม่มีกาย ไม่มีกาม..ไม่มี คุณหลับตาเข้าไป โมฆะทั้งกระบวน จิตในจิต ไม่ได้มีทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย อะไรเกิดขึ้นเลย อาตมาขยายความยังไม่เก่งพยายามขยายความแล้ว 

การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้หนีไปจากกามาวจร คุณต้องอยู่กับสังคมเปิดมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มี กามคุณ 5 ให้รู้ กามาทีนวะ 5 ไม่ใช่กามคุณแต่เป็นกามโทษ กามาทีนวะ ให้รู้ว่ากามเป็นโทษไม่ใช่กามเป็นคุณ แต่มันเป็นอวิชชาและคุณก็หลงสังขารว่ามีกามเป็นคุณ คุณมาเสพกาม วิญญาณของคุณก็จึงเป็นวิญญาณผี 

เมื่อเป็นวิญญาณผี คุณก็ไม่รู้ ถ้าคุณรู้ตัวอีกว่าเฮ้ยศึกษาดีๆวิญญาณผีนะต้องเอาวิญญาณจริงที่มันเป็น 2 สิ มีนามมีรูปศึกษาให้ดีๆนะ แล้วนามรูปนี้ปลอมตัวเป็นอายตนะ อายตนะก็คือจับคู่กันเข้าไป 

ที่จริงอายตนะก็คือสังขารที่ปรุงแต่งเป็นขึ้นจับตัวกันจากนามรูปไปเป็นอายตนะเป็น 2 โดยหลง อาตมาวิจัยพยัญชนะ หลงประโยชน์อายะ หลง ตนะ ตนุ ตัวตนตัวเอง ภาษาไทยกับภาษาบาลีมันใกล้กันมากแล้วภาษาไทยมาจากภาษาบาลีอีกเยอะ มันตัวเองนี่แหละ ตน หรือ ตะนะ นึกว่าเป็นประโยชน์โดยอวิชชา 

มีกาม มีราคะตัวแรก ไม่ต้องไปพูดถึงตัวอื่นเลย รูปราคะ อรูปราคะ ไม่ต้องพูดถึง ตัวต้นนี้คุณยังไม่ปอกเปลือกเลย ยังเอาออกไม่ได้ คุณก็ล้มเหลวไปหมดอีก ไม่มีอะไรที่จะเป็นมรรคเป็นผลเลย ดันทุรังทำทู้ที้ๆๆไปเลอะเทอะไป 

เพราะฉะนั้นท่านก็บอกมาอีกในปฏิจจสมุปบาท พยัญชนะคุณก็ผิดอีก ท่านก็บอกอีกว่ามามีผัสสะมาตั้งหลักใหม่ซะ คุณก็จะมีเวทนามาผัสสะคุณก็จะมีกาย ต้องมีผัสสะทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ไม่ทำอีกแหละ ไม่กระเตื้องอีกแหละปฏิจจสมุปบาทไม่รู้เรื่องท่องได้แต่พยัญชนะเก่งขยายความตามอาจารย์ที่อธิบาย แค่นั้นตื้นอยู่กับพยัญชนะ ไม่ได้รู้จักสภาวะ 

ที่อาตมากำลังขยายความนี้ เป็นแบบอภิธรรม ปรมัตถธรรม บรรยายเข้าสู่จิตเจตสิกรูปนิพพานโดยไม่ฟังเสียงคำอธิบายของอาจารย์ก่อนๆหรอก อาตมาไม่เอาตามอาจารย์ก่อนๆ อาตมาเอาตามที่อาตมาสื่อให้คุณฟัง คุณจะเข้าใจได้ไม่ได้ก็ฟังไป หรือแม้แต่ข้างนอกอาตมาก็เชื้อเชิญให้ฟัง ไม่ใช่ท้าหรอก 

เพราะฉะนั้นเมื่อมามีผัสสะมีเวทนา จึงจะศึกษาจากเวทนา จึงมีตัณหามีอุปาทาน 

คุณต้องแยกตัณหาออก มันเป็นกิเลส Dynamic อุปาทานเป็นกิเลส Static ซึ่งอธิบายเป็นภาษาสมัยใหม่อย่างนี้มีดร.ทางศาสนาพุทธคนไหนอธิบายไหม อาตมาใช้ภาษาสมัยใหม่เอาภาษาปัจจุบันเข้าใจไหม รู้สภาวะดีด้วยใช่ไหม อาตมาไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นให้ติดในพยัญชนะแกะพระไตรปิฎกมาขนาดนั้น     ขณะนี้กำลังอธิบายปฏิจจสมุปบาทก็เอามาจากพระไตรปิฎกเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นสามารถรู้สภาวะจริงเลยว่าอาการของตัณหาเป็นอย่างนี้อย่างนี้อุปาทานเป็น Static เป็นอย่างนี้ 

คุณรู้แล้วคุณก็จัดการสร้างปัญญา สร้างฌาน สร้างปัญญา อาการของฌานของปัญญาจะเกิดจากหิริโอตตัปปะ เกิดจากปัญญาเกิดจากการรู้และก็เกิดสัจธรรม 7ศรัทธา ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ หรือพหูสูตหมายถึง คุณเป็นผู้ปฏิบัติถูกต้องเลย หรือเมื่อคุณสัมผัสมีเวทนาเมื่อรู้ ตัวฉลาด 

อายตนะนี่คือฉลาด อ้อ คือกิเลสจับกิเลสได้ แต่ก่อนนี้เราไม่รู้จักตัวกิเลส กิเลสเป็นของน่าละอาย เราก็แสดงอาการของกิเลสหน้าตาเฉยหน้าแป้นแล้น สวยนะจ๊ะกิเลส ก็ไม่รู้จักกิเลสประเสริฐไหมจ๊ะกิเลส ออกมารู้ตัวก็บอกว่าเอ็งโชว์อะไรของเองวะ ฟังดีนะอันนี้อาตมาอธิบายธรรมะนะ พอรู้ตัวก็จะรู้สึกว่าตายๆๆไปโชว์กิเลส นึกว่ากิเลสเป็นของน่าโชว์มานานเลย ไอ้โง่เอ๊ย ผู้หญิงพูดเอาเองจะเรียกอะไร อาตมาเป็นผู้ชายก็บอกว่าไอ้โง่เพิ่งมารู้ตัว ทำไมแต่ก่อนไม่รู้ว่าตัวเองนี้แสดงของน่าอายออกมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกาม เรื่องปฏิฆะ อะไรก็แล้วแต่เรื่องขี้โลภ เรื่องขี้หลง เรื่องขี้โกรธ อะไรก็แล้วแต่ นี่บอกตัวใหญ่ๆเลย หรือตัวเล็กตัวน้อยก็ตาม 

คนที่รู้ว่าตัวเองได้แสดงกิเลสออกแล้วก็สำนึกละลาย นี่คือคนเกิดปัญญา ฟังให้ดีนะปัญญาคืออะไร 

ปัญญาคือ มันรู้หน้ากิเลส รู้กิเลสชัดๆ อธิบายมามากแล้วปัญญาคือความรู้ที่รู้จักกิเลส กิเลสคือมารคือผี พอรู้พอเห็นหน้าปัญญา มันวิ่งหนีหูตูบ มันเป็นสัจจะอย่างนั้น ต้องสร้างพลังงานปัญญาให้เกิด 

เพราะฉะนั้น ปัญญาจะเกิดจริงก็ต่อเมื่อคุณรู้ได้ด้วยตัวเองว่าแต่ก่อนนี้เราโง่แต่ตอนนี้เราเลิก พอรู้หน้ากิเลส กิเลสมันลดลงจริงเราเลิกมัน นี่คือการแพ้ชนะของการปฏิบัติธรรม การแพ้ชนะของการปฏิบัติธรรม ปัญญามันชนะกิเลส กิเลสมันแพ้ปัญญา ใช้พยัญชนะสื่อสภาวะให้ฟัง คุณมีไหมล่ะ เกิดชัดเจนไหมล่ะ 

มันละอายต่อความโง่ตัวเอง เห็นไหมล่ะคำสอนพระพุทธเจ้านั้นลึกซึ้งโอ้โห กิเลสมันวิ่งหนี นั่นก็คือ คุณบรรลุธรรม คุณพัฒนาการปฏิบัติธรรม ก้าวหน้า มีมรรคผล ใช่ไหมคุณก็เจริญเป็นพหูสูตเป็นผู้รู้ พหูสูตไม่ใช่ 8 ท่องตำราเก่งเป็นเลินเน็ตแมน(Learned Man)หัวโตเดินนำหน้าไปเลย ใส่แว่นตาหนาเตอะไม่ใช่ นี่ก็พูดประชดประชันเขาไป 

พหูสูตคือ ผู้รู้ ผู้ที่บรรลุธรรม เพราะฉะนั้นเมื่อคุณเองมีสัจธรรม 4 ตัวแล้ว เชื่อ เข้าใจ เกิดรู้ศรัทธา แล้วก็หิริแล้วก็โอตตัปปะบรรลุได้บรรลุเป็นพหูสูต คุณก็มีวิริยะสติปัญญา หนุนสัจธรรม 

 4 ข้อนี้เลย วิริยะอย่างนี้มันได้ต้องพากเพียรปฏิบัติถูกแล้วเราได้มักได้ผลแล้วเรา คุณก็จะมีสติจะบริบูรณ์ สติจะตื่นเต็ม สติจะแจ้งสว่างรู้ความจริง รู้ปฏิบัติอย่างไร  มันเกิดความรู้ที่กว้าง ความรู้ที่สว่างความรู้ที่เปิดเผย โอ้ มันชัดขึ้นสตินี่ อาตมาขยายอาการของสติ 

วิริยะสตินั่นแหละปัญญาตัวท้ายของสัทธรรม 7 ก็บริบูรณ์ด้วยศรัทธา บริบูรณ์ด้วยปัญญา เป็นกำลัง 5 สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ เกิดอาการกำลัง พลังงานคุณภาพของความเจริญ เจริญหมด ศรัทธาวิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา อินทรีย์เจริญขึ้นไปเป็นพละไปเป็นผล เจริญที่สุดเป็นผลจากอินทรีย์เป็นพละอินทรีย์ 5 เป็นพละ 5 หรือเป็นผล 5 

ฉะนั้นสภาวธรรมที่เกิดอินทรีย์ 5 พละ 5 ไม่ใช่มีแต่ปากเปล่าปากเปล่าๆ พูดกันพยัญชนะไปเถอะ ความหมายก็ไม่ผิดหรอกตื้นๆอย่างนั้น แต่คุณฟังที่อาตมาอธิบายนี่ มันเข้าถึงเนื้อของปรมัตถ์นะ ที่อาตมากำลังอธิบายใช่ไหม มันเข้าเนื้อถึงปรมัตถ์ อินทรีย์ 5 พละ 5 

เพราะฉะนั้นพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมขึ้นมาแล้ว พอพิจารณา สติปัฏฐาน 4 คุณพิจารณาสติปัฏฐาน 4 ด้วยการประพฤติสัมมัปธาน 4 คือ การพากเพียร พากเพียรปฏิบัติด้วยการสังวร สังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขนาปธาน นี่เป็นสัมมัปปธาน 4 

สังวรปธานคือ คุณลืมตาเปิดสังวรทวาร 5 ทวาร 6 ปฏิบัติถูกต้องตามพระพุทธเจ้าสอน จรณะ15 วิชชา 8 มี อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 เกิดจริง คุณก็ปหานปธาน คุณก็สามารถฆ่ากิเลสได้ ท่านสรุปไว้ที่สัมมัปปธาน 4 

ปฏิบัติสังวรปธานถูกต้อง คุณจะประหารกิเลสได้ถูกต้อง เป็นสัมมัปปธานข้อที่ 4 ถึงจะเกิดผลภาวนาปธาน แต่เขาเข้าใจผิดเป็นการไปนั่งหลับตาภาวนา เห็นไหมเข้าป่า ภาวนาเป็นการเกิดผล ไม่ใช่เป็นมรรค ภาวนาไม่ใช่มรรคไม่ใช่มาปฏิบัติ ภาวนาคือไปนั่งหลับตาไม่ใช่ แต่ภาวนาคือการเกิดผล แต่มรรคนั่นคือสังวรปธานจนกระทั่งสามารถประหารกิเลสได้ ภาวนา อาหารกิเลสได้กิเลสมันลดมันดับลง มันจึงเป็นการเกิดผลเป็นภาวนา แล้วอนุรักขนาแล้วรักษาผลนี้ให้ได้ 

เพราะฉะนั้นอธิบายพยัญชนะของศาสนาพระพุทธเจ้าผิด พวกหลับตานี้ภาวนา หลับตาก็มืดบอดกันไปเรื่อยๆ เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านถามอุตรมานพ ว่าอาจารย์เธอสอนอย่างไรก็บอกว่า อย่าเห็นรูปด้วยตา อย่าได้ยินด้วยหู อ้อ..คือการสอนให้ทำตาบอด หูหนวก เท่านั้น อุตรมานพก็นั่งคอตกซบเซา เพราะท่านมีปฏิภาณปัญญารู้ว่า เราผิดแล้วหนอ แต่นี่ไม่มีปฏิภาณปัญญาอะไรเลยพูดไปเท่าไหร่ก็ ลมผ่านหู ไขหู ไม่รู้เรื่อง แทงด้วยหอก 100 เล่มเช้า แทงด้วยหอกกลางวันอีก 100 เล่ม แทงด้วยหอก 100 เล่มอีกตอนเย็นก็ไม่สะดุ้งสะเทือนอะไรเลย 

_สู่แดนธรรม… ท่านทั้งหลายอาจจะแอบฟังอยู่ก็ได้นะครับ 

พ่อครูว่า… ดี เป็นพระสารีบุตรที่นั่งอยู่เชิงเขาแล้วก็ฟังพระพุทธเจ้าสอนพระมารดา ดี เป็นอย่างนั้นก็ดี นี่แหละคือสื่อ สภาวธรรมที่แท้จริงว่าพระสารีบุตรคือผู้เอาสาระ แอบฟังอย่างที่สู่แดนธรรมว่า เขาอาจจะแอบฟัง อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนเทวดาก็คืออาตมาตัวแทนกำลังสอนมารดา ก็คือสงฆ์ทั้งหลาย   อาตมาก็เคยอธิบายว่าสงฆ์ทั้งหลายนั่นแหละสอนสงฆ์ทั้งหลาย เพื่อที่จะให้เป็น ผู้ที่จะไปขยายผลไปออกลูกต่อไป ไปออกลูกธรรมะนะไม่ใช่อื่นหรอก  

เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่ายังไม่ชัดเจนหรือยังไม่เข้าใจถึงธรรมะได้นี่ก็มันก็เห็นได้ อย่างอาตมานี่เห็นแล้วก็เอามาพยายามขยายผลขยายความหมาย ขยายสภาวะ ขยายความจริงกันให้รู้ความจริงให้ลึกลงไปถึงความจริง 

ที่พูดจรณะ 15 นี้อธิบายไปแต่แค่ จรณะ ข้อ 11 คือถึงปัญญาข้อ 12 13 14 15 เป็นฌาน 1 2 3 4 ยังไม่ได้กล่าวถึง 

คำว่าฌาน จึงไม่ได้หมายความว่าไปนั่งสะกดจิตไปเข้าฌานออกฌาน แต่คือปฏิบัติจรณะ 11 ข้อนี้ เมื่อจรณะ 11 ข้อนี้เกิดพลังปัญญา ฌานคือปัญญา ปัญญาคือฌาน เป็นตัวเชื่อมต่อจากวิชชา 8 

เพราะฉะนั้นก็สะสม การเกิดปัญญาก็คือฌาน 4 นี่เอง ไม่ได้มีไปหลับตาอะไรเลย การปฏิบัติจรณะ 11 ข้อนี้ถูกต้อง แล้วจะเกิดฌานเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นการจะเข้าใจฌานของพุทธของพระพุทธเจ้าไม่ได้ เมื่อไปเข้าใจฌานผิดไปนั่งหลับตาเข้าฌานออกฌานอะไรมันเป็นเดียรถีย์ทั้งนั้น นี่มีในพระไตรปิฎก อาตมาก็พยายามจะหาพระไตรปิฎกข้อที่ชัดๆอันนี้ที่บอกว่าฌานของพระพุทธเจ้า จะเป็นภิกษุจะเป็นฆราวาสที่โอภาปราศรัยกันบ้าง มันไม่มีเข้าฌานออกฌานอะไร 

_สู่แดนธรรม… มี 2 พระสูตรครับ พระสารีบุตรคุยกับพระอานนท์ ภิกษุณีธัมมทินนา 

พ่อครูว่า… คุยกับอดีตสามีวิสาขะอุบาสก  สามีเก่า พูดถึงเรื่องไม่เข้า ไม่ออก เรื่องฌาน ไม่ได้เข้าไม่ได้ออกอะไร ฌานคือ ปฏิบัติลืมตาปฏิบัติแล้วจะเกิดพลังงานปัญญาไปตามลำดับฌาน 

หากไปเข้าใจฌานแบบเดียรถีย์สะกดจิตเข้าไปเพ่งแล้วเขาก็ไปตามพจนานุกรมว่าฌานคือการเพ่ง มันก็เลยไปหาก้อนไปหาจุดเฉยๆ มันไม่ใช่ พลังงานฌานคือว่างสว่างเปิดเผย เป็นทุกเม็ดเป็นปัญญาที่ละเอียดมันตรงกันข้ามกันเลยกับที่เขาเข้าใจคนละมุมกันเลย เห็นไหม 

พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าฌานวิสัยเป็น อจินไตย เข้าใจผิดแบบเดียรถีย์ มันก็เลยคนละโลกเลยซึ่งมันเป็นฌานวิสัยไม่ใช่เข้าใจง่ายๆ แต่พวกเราจะเข้าใจว่า พวกคุณมีฌานกันทั้งนั้นแต่ทางโน้น เขามีฌานฤาษี แต่ของพวกเรามีฌานพระพุทธเจ้า ฌานของพระพุทธเจ้ามันคนละแบบ 

เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปกังวลหรอกว่าฌานมันจะเกิด คุณเกิดปัญญาที่เป็นปัญญาแท้ของศาสนาพุทธเถอะก็คือฌานนั่นเอง พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าฌานก็คือปัญญาใช้ปัญญาก็คือฌาน

ฌาน แปลว่าไฟ ก็ยังดีโชคดีในพจนานุกรมบาลีไทย ก็บอกเลยว่าฌานนี้คือ ไฟ คือเพลิง คือไฟเขาก็ยังมีคำนี้ เขาไปแปลว่าเพ่ง แล้วเขาก็ไปคิดว่า ฌานนี้คือเพ่งเข้าไปในจิตเข้าฌาน อันนั้นเป็นเรื่องที่เขาเข้าใจผิดว่ามันเป็นอย่างนั้นมากกว่าที่จะมาเข้าใจว่าเป็นไฟเป็นเพลิงเป็นพลังงาน อุณหธาตุ ที่อาตมาอธิบายความซึ่งมันสามารถละลายกิเลสได้ เผากิเลสได้ คำว่าเผา เขาก็รู้อยู่แล้วเขาก็ยังไปอยู่ในพจนานุกรมบาลีว่า ฌานนี่คือการเผา ฌาปนกิจนี่เห็นไหม ซึ่งรากศัพท์มาจากคำว่า ฌา ฌายะ ฌามะ รากความหมายแท้เดิมมันแปลว่าเผา แปลว่าอุณหธาตุ แปลว่าไฟ แปลว่าทำลายเลยปฏิกิริยาทำลาย แต่สิ่งที่ต้องการทำลายคือกิเลส ฌานนี่คือตัวนี้ 

สมณะฟ้าไท… วันไหนพ่อครูไม่มีแรงก็งดก็ได้ครับ

พ่อครูว่า… คิดว่าก็คงต้องบอกอย่างนั้น การเทศน์ไม่ต้องตามกำหนด แต่ตามสะดวก อาตมาตายได้แล้วพวกเราเทศน์แทนได้แล้ว 

สมณะฟ้าไท… พวกเราก็ยังไม่เข้มแข็งพอ เราก็ต้องทำตัวเองให้เข้มแข็งพอ สรุป จบ