ธรรมะพ่อครูศาสนา

600529_พิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธาภิธรรมนิมิต ณ ธรรมสถานภูฟ้าผาธรรม

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่…  https://drive.google.com/open?id=11oJFtTtCjzqU8dXbBjUAOcwNN5yFr_udnvAodUvgrsw

ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1yyBZbEgi2Wo0qLmfB4r84PH3haQhBZvk

ดูยูทิวป์ได้ที่…

พ่อครู… วิหารเล็กๆแต่คนเต็มแน่นดี ถ้าหากวิหารใหญ่ใหญ่คงจะดูโล่งๆ วิหารเล็กๆคนเข้ามาน้อยๆก็เต็ม

ขณะนี้อาตมาก็ได้นำพระบรมมาสารีริกธาตุมาจะประจุลงไปใน พระพุทธรูปที่เราได้มีขึ้นมาช่วยกันสร้างขึ้นมา ณ ที่นี้ พระพุทธรูปพระพุทธาภิธรรมนิมิต เป็นหินแกรนิตจากแม่น้ำโขง

จริงๆแล้วแม้แต่จะสมมติลงไปเพียงรูปพระพุทธรูป สมมุติว่าเป็นรูปเหมือนพระพุทธเจ้าก็เป็นที่เคารพเป็นที่ยอมรับที่ใช้ได้แล้ว แต่เรา ยิ่งมีพระบรมมาสารีริกธาตุด้วยเราก็เอาพระบรมมาสารีริกธาตุมาร่วมด้วยช่วยกันไปเพื่อจะบรรจุลงไปในนลาดที่หน้าผากด้วย ก็ยิ่งจะยืนยันชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเป็นพระพุทธเจ้าถือว่าเป็นเครื่องหมายที่เราจะได้ระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันเพื่อจะได้เป็นที่เกาะที่หยุดเป็นที่พึ่งของคนคนต้องมีที่ยึดถือที่พึ่งที่นับถือถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่มีเครื่องยึดถือนับถือก็ใช้กันไ ก็ยิ่งจะยืนยันชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเป็นพระพุทธเจ้าถือว่าเป็นเครื่องหมายที่เราจะได้ระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันเพื่อจะได้เป็นที่เกาะที่หยุดเป็นที่พึ่งของคนคนต้องมีที่ยึดถือที่พึ่งที่นับถือถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่มีเครื่องยึดถือนับถือก็ใช้กันไป

การยึดถือมันเป็นเรื่องดีและเป็นเรื่องไม่ดี ถ้ายึดมั่นถือมั่นแล้วก็ติดยึดด้วยความไม่รู้หรือความไม่มีปัญญาก็เป็นการยึดที่เสียหายเลวร้าย ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ต่างกันกับศาสนาเทวนิยมเทวนิยมจะยึดถือพระเจ้าซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ใครเห็น พระเจ้าเป็นสิ่งสมมุติอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้เค้าจะรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของพระเจ้าหมด เค้าก็สมมติไป

แต่ของพระพุทธเจ้านั้นศาสนาพุทธมีที่สมมุติมีที่สัมผัสได้เป็นที่ยึดที่เกาะก็ไม่ใช่เวิ้งว้างว่างไม่มีอะไรเลย

สุญญตาคือสภาพของจิตวิญญาณที่ไม่มีอะไรเหมือนกัน สุญญตา อนัตตานั้นไม่มีอะไร เพราะฉะนั้นผู้ใดที่ถึงขั้นสร้างจิตให้เกิดปัญญาให้เกิดความรู้ให้เกิดสภาพของความไม่ยึดมั่นถือมั่นซึ่งสูงกว่าเทวนิยม ที่เขายึดมั่นถือมั่น พระเจ้าต้องไม่ไปไหน  ต้องอยู่ตลอดไปนิรันดร ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งอุจเฉทิฏฐิ ไม่ยึดเลยไม่มีอะไรเลย พระเจ้าก็ไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไรเลยสูญว่างหมดเลย ส่วนศาสนาพุทธนั้นมีทั้ง 2 อย่างมีทั้งมีและมีทั้งไม่มี และก็เข้าใจว่าอ๋อ ความมีคือสิ่งที่มี ความไม่มีคือสิ่งที่ไม่มี แล้วเอาสิ่งที่จริง จริงๆจากส่ิงที่มีกับไม่มี มาใช้อาศัย ทั้งสอง ทั้งสุญญตา ในสุญญตสูตร จูฬสุญญตสูตร ท่านก็อธิบายว่า ความไม่มีหมายความว่าสิ่งนั้นคือกิเลส กิเลสมันมีเราก็ต้องรู้ว่ากิเลสมันมีแล้วเอากิเลสออกไป เอาออกไปแล้วก็คือไม่มี หากมันมีอีก เอากิเลสหยาบออกไปก่อน กิเลสหยาบออกไปแล้ว ก็ไม่มีอีก เหลือกิเลสรองกิเลสกลาง ก็รู้จักกิเลสกลางให้จริง แล้วก็เอาออก ล้างออก กำจัดออกชำระออก จริงๆเลย อย่างที่พระพุทธเจ้าว่า มันลดลงไป มันค่อยๆน้อยจนมันหมด หมดชั่วคราว จนหมดถาวร หมดตลอดกาล เหลืออีกนิดหนึ่ง อรูป จนรู้ว่าเหลือนึดหนึ่งก็ล้างให้หมดเกลี้ยงเลย เป็นความจริงที่มีสิ่งรองรับมีภาวะรองรับ ไม่ใช่ว่า เวิ้งว้างไม่รู้อะไร เพ้อๆ ฝันๆ ลมๆแล้งๆจินตนาการไม่ใช่ของพุทธมีสัมผัสจริง เข้าใจจริงรู้จริงว่าอะไรมีอยู่อะไรไม่มีชัดๆจริงๆ ศาสนาพุทธเป็นอย่างนั้นไม่ใช่ศาสนาเวิ้งๆว้างๆ ไม่รู้ไม่เห็นไม่มีสภาพจริง แต่อันนี้มีสภาพจริงนี่คือศาสนาพุทธ ความลดลงไปหรือความว่างไม่มีเลย หรือว่ามันมีเหลือ รู้ด้วยนามธรรม ด้วยอาการที่เป็นจิตวิญญาณรู้ว่า อกุศลจิตมีไหม กิเลสไม่มีจริงๆ นี่ของศาสนาพุทธเราชัดเจนอย่างนั้น

ที่นี้สมมุติต่างๆเราก็รู้สมมุติ มีคนท้วงคนทัก ว่า ก็พระบรมสารีริกธาตุนี่ แน่ใจหรือว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุของจริง เราก็บอกว่าจริงหรือไม่จริงก็ตาม ก็อยู่ที่เราเองถือว่าจริงก็จริง ถือว่าไม่จริงก็ไม่จริง เพราะฉะนั้น คนที่เขาจะไม่จริงไม่เอาจริงไม่เชื่อจริง ก็เรื่องของเขา ใจคนที่เชื่อจริง มีจริงเขาก็เชื่อ อยู่ที่คนจะยึดถือจะเชื่อหรือไม่เชื่อจะจริงหรือไม่จริง ก็เท่านั้นเองบังคับกันไม่ได้

อย่างอาตมานี่อาตมาบอกว่า มาเป็นผู้สืบทอดศาสนาพุทธเป็นโพธิสัตว์มายืนยัน มาบรรยายอธิบายความจริง เข้าใจความจริง รู้จักความจริง แล้วก็เป็นพระโพธิสัตว์จริงๆ คนที่ฟังรู้ว่าน่าจะใช่นะ เพราะใช้ปัญญารับฟังรับเอาเองว่าน่าจะใช่ เพราะอาตมาก็พูดก็บอกก็พิสูจน์ยืนยันสิว่าอาตมาอธิบายธรรมะ ธรรมะที่ฟังแล้วมันมี ธาตุของความจริง ธาตุแท้ของความจริงมันฟังได้ว่าเป็นความจริง จริงๆพิสูจน์ได้ตั้งแต่หยาบ สัมผัสได้เลย คือหยาบ อะไรหยาบก็แล้วแต่ตั้งแต่โลกธรรม หยาบที่สุด สิ่งที่คนถือว่าเป็นหนึ่งก็คือ ลาภ

ทรัพย์สินเงินทองข้าวของต่างๆ …นายพุทธแท้ จะเทศน์แข่งกับหลวงปู่หรือไง?

อาตมาเอามาพูดเอามาประกาศคนที่เชื่อเขาก็เชื่อ เขาเชื่อเพราะเขาใช้สัญญาของเขาตัดสินความรู้ว่าฟังได้ ใช่ๆ อย่างนี้ใช่แน่ๆ ใช่ที่ว่านี้อะไรก็แล้วแต่ อาตมาหมายถึงปรมัตถธรรม หมายถึงความรู้ที่เป็นธรรมดาลึกซึ้ง ว่าอย่างนี้ตรงกับคำสอนพระพุทธเจ้าแน่เลย อธิบายกิเลส ก็ใช่แล้วอย่างนี้กิเลส เอากิเลสออก อย่างนี้เป็นอย่างนี้

อาการเป็นนามธรรม อาการ ลิงค นิมิต อุเทส เราจะรู้รูปนามของ นามธรรมนี้ได้ สัมผัสของเราเอง ว่าอาการนี้มันใช่มันมี กิเลสอยากได้ กิเลสอยากเป็นอยากมี อาการอย่างนี้เราจำได้ นิมิต รู้เอง เสร็จแล้วเราก็ พอสัมผันอันนี้พอมันอยากได้ อาการเกิดเมื่อไหร่เราก็เห็นอาการเกิด จนเราเรียนรู้ได้ว่าจะไปยึดมันทำไม ไม่ต้องมีก็ได้ไม่ต้องเป็นก็ได้ ถึงมีก็ได้ ไม่มีก็ไม่เป็นไร ชีวิตขาดอันนี้ได้ ชีวิตไม่ต้องมีสิ่งนี้ได้ จนเรา ไม่จำเป็นจะต้องมี หรือมันมี แต่เราก็สัมผันก็รู้ว่ามันมี เราต้องอาศัยมันไหม ถ้าเราไม่ต้องอาศัยมัน มันก็มีไปมันก็อยู่ในโลก ก็มีไป

เราไม่ดูดไม่ผลัก อาการสูงสุดก็คืออาการไม่ดูด ไม่ผลัก กลางๆ รู้ความจริงตามความเป็นจริง ถ้าเราจะต้องอาศัยใช้สอยเราก็เอาได้โดยสุจริต ไม่เอาของใครไม่แย่งใครไม่โกงใคร ถ้าไม่ใช่ของเรา อย่าเอา สร้างเอง สร้างให้ได้ ส่ิงนี้สร้างขึ้นมา เราจะใช้ก็สร้าง ไม่ได้เราก็ไม่เอา สร้างไม่ได้เราก็ไม่มี ไม่ต้อง เอาอันอื่นแทนหาอันอื่นแทน

เราจะค่อยๆเข้าใจสิ่งลึกซึ้งที่อาศัยกันและกัน ว่าในโลกนี้เราได้อาศัยก็ดีไม่ได้อาศัยก็ไม่เป็นไร หาอันอื่นแทน ไม่มีอันอื่นแทนก็ไม่เป็นไร เอาจิต จิตเป็นของเรา เราไม่มีอะไรเลยจะกราบเคารพพระพุทธเจ้า เราก็เอาจิตของเรานี่แหละกราบเคารพทั้งหมดเลย จิตของเรามีให้ แหละให้พร้อมทั้งกายกรรม วจีกรรม ให้มโนกรรม ไม่มีอะไรเลยก็ให้มโนกรรม

เราก็รู้ว่าเราจะให้ ในศาสนาพุทธนั้นสูงสุดคือการให้ ผู้ใดจบด้วยการให้ ไม่เอา ไม่มีไม่เป็น มีแต่ให้ ไม่เอา ผู้นี้มีจิตแบบนี้แหละ เป็นอรหันต์เลย จบ อรหันต์เป็นง่ายจะตาย ไม่ต้องเป็นไม่ต้องมีไม่ต้องเอา ให้อย่างเดียว จบ จิตที่ให้ใครจะเอาอะไร เราเห็นควรก็ให้ ไม่เป็นควรก็ไม่ให้ ให้ไปแล้ว หนึ่งให้ไปแล้วก็เอาไปทำร้าย สองให้ไปแล้วก็เอาไปติดยึด สามให้ไปแล้วเสริมกิเลสเขาให้ยิ่งโตขึ้นๆ ไม่ต้องให้ อย่าให้ อย่างนี้เป็นต้น  จบแล้ว เทศน์…อ้าว บรรจุฯ …สาธุ