ธรรมะพ่อครูศาสนา

610529_พ่อครูเทศน์เวียนธรรม วิสาขบูชา ที่ภูฟ้าผาธรรม จ.เชียงใหม่

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=1XIZq-ppWIeL6NdoCCQiAdBFkNwO7J6iml0krDVlnTRc

ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1zOLN9xmYjO-hXxMn9zn6OTyAmosu3sQC

ดูยูทิวป์ได้ที่…

พ่อครูว่า…วันนี้วันอังคารที่ 29 ตุลาคม 2561 ที่ ธรรมสถาน ภูฟ้าผาธรรม จ.เชียงใหม่ ฝนไม่ค่อยจะลาเลยนะ วันนี้วันวิสาขบูชา ก็ต้องพูดกันเกี่ยวข้องกับวิสาขบูชา ตามประสาอาตมา ตามความรู้ของอาตมา

วิสาขบูชามีทั้งวันเกิด วันตรัสรู้ วันตาย พูดภาษาไทยง่ายๆ

เกิด คำนี้ก็ลึกซึ้ง เป็นธรรมะที่ลึกซึ้ง ตรัสรู้นั้น แน่นอนยิ่งลึกซึ้ง และตายก็ลึกซึ้ง การเกิดการตายนี้อาตมาก็เคยอธิบาย ตรัสรู้เคยอธิบายมาเยอะแล้ว ในปรมัตถธรรม

การเกิดนี้ไม่ได้หมายถึงการเกิดของ อัณฑชโยนิ สังเสทชโยนิ ชราภุชโยนิ ไม่ได้เป็นการเกิดตัวตนบุคคลเราเขา เกิดออกมาจากมดลูก แล้วมาเป็นคนหรือเป็นสัตว์ที่เป็นไข่ก่อน แล้วค่อยไปฟักตัวออกมา เป็นการเกิดที่ชนิดหนึ่งในการเกิด 4 ชนิด ที่พระพุทธเจ้าตรัส หรือไม่ก็สัตว์เล็กพวกแบคทีเรีย เชื้อตัวเล็ก เซลล์เล็ก เกิดอย่างแตกตัว สังเสทชโยนิ

ส่วนการเกิดของธรรมะคือโอปปาติกโยนิ คือการเกิดของจิตวิญญาณ ที่รู้จัก อาการ ลิงค นิมิต  อุเทส

รูป คือสิ่งที่ถูกรู้ เป็นนาม รูป ไม่ใช่วัตถุดินน้ำไฟลม ไม่มีสีสันตัวตนรูปร่างเส้นเสียงอะไร แต่รู้ได้ด้วยการเคลื่อนไหว

เราดูทางภายนอกง่ายๆ ลมพัด ลมพัด ก็ไม่เห็นลมพัด แต่เราเห็นอะไรที่ลมพัดก็เลยรู้ว่ามีลมพัด ขนาดลมอากาศยังไม่เห็นแสงสีเสียง แต่ก็รับรู้ได้จากสิ่งแสดง อย่างน้อยฝุ่น ควันหรืออะไรซ้อนในลมแทรกในลม เราก็พอจะรู้ได้ แต่ถ้าให้ลมพัดถูกเรา เราก็จะรู้ความแรง เย็นร้อน รู้ได้ด้วยอาการ ลิงค นิมิต ยังไม่ต้องถึงจิต แต่จิตละเอียดกว่านั้นพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 19 ข้อ 60

เราจะรู้รูป สัมผัสได้ รูปที่รู้ได้ เป็นปสาทรูป เป็นนามรูป นามคือธาตุรู้ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ แม้เป็นนามธรรม มันเป็นนามนาม แต่มันถูกรู้ได้ก็เรียกนามรูป มันถูกรู้โดยเรา เป็นธรรมะสอง ธรรมะคู่ อันหนึ่งเป็น object อันหนึ่งเป็น Subject เมื่อกระทบก็รู้ สิ่งที่ถูกรู้เรียกว่า object หรือรูป แม้จะเป็นนามธรรมเราก็รู้ได้ อย่างที่ท่านบินบนพูดเมื่อกี้เราต้องรู้กิเลส กิเลสเป็นนามธรรมที่เป็นอกุศลจิต เราต้องรู้อ่านอาการกิเลสออก อาการ ราคะ โทสะ โมหะ

อาการมันเกิดในปัจจุบันธรรม พุทธเจ้าสอนปัจจุบัน เป็นสัจจะเป็นความจริง อดีตกับอนาคตไม่ตรงสภาวะไม่ครบ ต้องเอาปัจจุบัน ภาษาบาลีเรียกว่า ทิฏฐะ ปัจจุบัน ขณะนี้หลัดๆ มีสิ่งที่ถูกรู้แล้วเราก็รู้ รู้ได้ขณะหนึ่ง ขณะกิเลสเกิดต้องมีเหตุวัตถุภายนอกเรากระทบ

เช่น นี่เรากระทบ หยกอย่างงามหยกเขียวชมพูม่วง ไปกระทบแล้เวกิดกิเลส ตากระทบภายนอกพร้อมทั้งจิตเรารับรู้ มันก็เกิดเรียกว่าโอปปาติกโยนิ มันเกิดแล้วปรุงแต่งกันเร็วๆนะเกิดความชอบด้วยอยากได้ มันเร็วถึงขนาด หนึ่งชอบ สองอยากได้ นี่เป็นภาษาไทย เร็ว สาม คว้าเลย คนเจ้าของเห็นก็ว่า ตบมือเลย ไม่ทันคว้า หากจะเอาอีก ก็ตอนนี้ก็ต้องแย่งกันล่ะ

เราอ่านจิตนี่เป็นหลัก ต้องอ่านออก มันเป็นสัจจะ พระพุทธเจ้า ถ้าเรียนให้ดีให้ถูกต้องเห็นการเกิดในปัจจุบันตอนสัมผัส นั่นคือของจริงยิ่งกว่าอดีต จริงกว่าอนาคต มันคือของจริงเป็นสัจจะภาวะปัจจุบัน เรียกว่าสัมปัตติ บัดเดี๋ยวนี้ บัดดลนี้เลย

นี่เป็นส่ิงที่พระพุทธเจ้าท่านชัดเจน สอนวิธี เมื่อเราอ่านรู้อาการแล้ว เราก็เรียนรู้วิธีที่จะลดกิเลส ต้องใช้ ศีล-สมาธิ-ปัญญาหรือเต็มรูปก็ใช้ สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ มีศรัทธาหิริโอตัปปะสติสมาธิปัญญา ฌาน 1 2 3 4 ในจรณะ 15 แล้วมี วิชชาอีก 8 มีวิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธญาณ จนมีอาสวักขยญาณ

การเกิด ขยายความต่อ แต่สรุปการตรัสรู้การตายก่อน

ตรัสรู้มีคำว่าตรัส เป็นคำศัพท์ชั้นสูง เป็นราชา หรือเป็นพระพุทธเจ้า หรือเป็นผู้ที่ยกไว้ถ้าในเมืองไทยเราขนาดราชาศัพท์ก็ใช้กับ สมเด็จพระสังฆราช คำว่าตรัสแปลว่าพูด พูดอันนั้นมาออกมาเป็นคำอธิบายเป็นคำสอน เป็นคำสัจจะ คำบอกสัจธรรม เรียกว่า เป็นความรู้ ตรัสรู้ สองคำนี้ เป็นความรู้ที่พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งมาตรัสไว้เป็นองค์แล้ว จะตรัสไว้ในกัปป์ไหนก็แล้วแต่ พระสมณโคดมตรัสไว้ก่อนเป็นองค์แรกความรู้ชนิดนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสไว้ซึ่งเรียกคำนี้ว่าตรัสรู้

เรียกความรู้นี้ที่พระองค์ตรัสไว้ว่า ความตรัสรู้ ซึ่งเป็นของพระพุทธเจ้า แล้วเราก็มาเรียนรู้ความตรัสรู้นี้ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์คนใดก็ตามก็รู้จักความรู้ชนิดนี้ เป็นพุทธธรรม ความรู้ของพุทธธรรม ความรู้ของพระพุทธเจ้า อันไหนก็แล้วแต่เหมือนกันหมด เราก็รู้ความรู้ของพระพุทธเจ้าเราก็รู้ความตรัสรู้ เร่ิมรู้ตั้งแต่ ศีลคืออะไร สมาธิคืออะไรปัญญาคืออะไร วิมุติคืออะไร วิมุติญาณทัสนะคืออะไร อย่างนี้เป็นต้น เราก็รู้สิ่งที่เป็นนามธรรม ปรมัตถธรรมเหล่านี้

ศีลก็คือนามธรรม จริงมันมีหลักเกณฑ์พยัญชนะมาก่อน เช่น 1 กระทบกับสัตว์ 2 อย่าเอาของที่ไม่ใช่ของของเรามา 3 เรื่องของรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เรื่องกามคุณ 5 ในศีลข้อ 1  2 3

ศีลข้อ 1 อธิบายบ่อยแล้ว ยกข้อ 2 บ้าง ของ ตั้งแต่เป็นวัตถุเป็นอุตุนิยามหรือ พีชะก็เรียกว่า ของ ถ้าสัตว์ขึ้นไปอยู่ศีลข้อ 1 ถ้าไปเกี่ยวข้องสัมผัสสัมพันธ์กับสัตว์แล้วเกิดกิเลสกับสัตว์ ก็เป็นศีลที่ 1 ส่วนข้อที่สองก็เป็นเกี่ยวกับข้าวของเล่นดินน้ำไฟลม ทรัพย์สินเงินทองแก้วแหวนเงินทอง เสื้อผ้าหน้าแพร เป็นของทั้งนั้น ไปชอบไปหลง แย่งชิงฆ่าแกงกัน กับของกับพืช ไม่ใช่ของเราแล้วไปแย่งมาอย่างนี้เป็นต้น

เราสัมผัสกับสิ่งใด เกิดกิเลสไปแย่งของเขามาโดยไม่สุจริต เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง อยากไปเอามาเป็นของ ก็อ่านจิตของเรา ว่าสัมผัสแล้วเกิดกิเลส อย่างต้นนี้ตรงหน้า ต้นหัวใจ จะเอา เราก็อ่านอาการใจของเรา ว่านี่เป็นของคนอื่นนะไม่ใช่ของของเรา หรือเราไม่มีสิทธิ์ เราก็อย่าไปละลาบละล้วง อ่านอาการอยากได้ ตัณหา อยากได้จะเอา เลิกอาการนี้จากจิตให้ได้ เราเรียนไปจะรู้ว่า มันไม่ใช่ของเรา หากเรามีปฏิภาณดีรู้พลังของความรู้ อินทรีย์พละมีธาตุรู้ ธาตุรู้ชนิดนี้เป็นธาตุรู้โลกุตรธรรม เป็นของพระพุทธเจ้า การรู้เช่นนี้เป็นพลังงาน

อธิบายคือ รู้ธาตุรู้ แล้วมันก็มีฤทธิ์ทำให้กิเลสจ๋อยลงจางลง หมดฤทธิ์แรงน้ำหนักเลย อธิบายอย่งแรงคือ คุณต้องฝึกฝนพลังงานปัญญา พลังงานความรู้ ปัญญาคือ ความรู้ของพระพุทธเจ้า ความรู้จักเฉลียวฉลาดอัจฉริยะอย่างไรก็ไม่ใช่ปัญญาเป็นแค่ เฉกาหรือเฉโก แต่เขาก็เรียกปนจะไปหมดอะไรก็เป็นความฉลาดปัญญาไปหมดมันผิด ปัญญาเป็นของพระพุทธเจ้ามาจากอัญญา + ป มันเป็นของเฉพาะศาสนาพุทธ

สรุปแล้ว คุณสร้างพลังงานปัญญาเกิดให้ได้ พลังงานปัญญาเกิดได้จริงถูกต้องชัดเจนและมีฤทธิ์มีอำนาจมีพลัง ทำให้กิเลสลดได้เร็วขึ้นๆๆๆ ทันทีอาจจะนิดหนึ่งหรือไม่ทันที ซ้ำซากกับอดีต จนเร็วมากขึ้นมีพลังสะสมทับถมควบแน่นสูงขึ้นทั้งเร็ว ทั้งแรง ทั้งมีประสิทธิผลสมบูรณ์ขึ้นด้วยเรื่อยๆ ใช้พยัญชนะอธิบายนามธรรม ที่ต้องสร้างต้องฝึกเอา ไม่ต้องท้อ

ธรรมะพระพุทธเจ้าธรรมที่ไม่อยากชนะก็ไม่ต้องทำทั้งหมดทีเดียว ศีลข้อที่ 1 ก็มีปัญญาธาตุรู้ ของพระพุทธเจ้า ตามกระบวนการแล้วก็ลดกิเลสจนสามารถสร้างพลังงานปัญญาได้มันก็จะสลายกิเลส พลังงานปัญญาหรือเรียกอีกชนิดหนึ่งว่ามันเป็นเครื่องมือ เป็นธาตุรู้เป็นความฉลาดเรียกว่าปุญญะหรือปุญญา

เป็นปุญญะคือมีฤทธิ์ทันทียิ่งกว่าปัญญา ปุญญ โดยพยัญชนะนี้ ป คือปัญญา อุ  

ตัว อะ เป็นตัวเกิด อา อิ อี อุ เป็นพลังงานระดับ 5 เป็นตัวเกินครึ่ง ดีสุดแข็งแรงสุดคือ 9 ตัว 9 แรงสุด ถ้า 5 นี้ครึ่งหนึ่งของแรง อธิบายลักาณะสังขยาเลข ทั้งสระและพยัญชนะ

อาตมาพูดจากสัจจะมาเป็นหลัก พยัญชนะมาตามหลัง สัจจะไม่เพี้ยน แต่พยัญชนะอาจเพี้ยนได้ สภาวะเป็นตัวหลัก บัญญัติพยัญชนะเป็นสมมุติสัจจะ ตัวสภาวะคือปรมัตถสัจจะตัวแท้

สรุปแล้วเราจะมีทั้งมาปฏิบัติจริงซึ่งจะรู้การเกิดการประสูติหรือการอุบัติขึ้นมา มันไม่มีก็เริ่มมีขึ้นมา ใช้คำว่าเกิดขึ้นมา แล้วก็เห็นการเกิด ตรงตามความรู้ที่เราเรียนรู้มาความรู้แบบที่พระเจ้าตรัสรู้

ทีนี้การเกิด ในเกิดนี่ มันจะมีตาย พอเราตรัสรู้ มีความรู้ตามพระพุทธเจ้าว่าเป็นความรู้พิเศษในการรู้กิเลสนะ มีแต่ลัทธิพระพุทธเจ้าเห็นรู้สัมผัสรู้ ในปัจจุบันเลย การรู้นี่เร่ิมมีสัจจะภาวะของจริงแล้ว เกิดความจริง รู้ตัวนี้ เป็นตัวรู้ตัวแรกของพระโสดาบันเรียกว่า รู้สักกายะ รู้ตัวตนกิเลส สักกะคือตัวเรา กายคือธรรมะสอง กายก็คือจิต กายไม่ใช่ดินน้ำไฟลม ขอพูดผ่านๆไปก่อน

พอรู้อันนี้แล้วเสร็จ นี่เกิดนะ ยังไม่มีตายรู้อะไรรู้กิเลส ก็ปฏิบัติตามทฤษฎีที่สมาธิที่สามารถสร้างพลังงานปัญญาให้มีพลังงานที่เรียกว่าไฟฌาน ฌานนี้ร้อนไม่ใช่เย็นนะ ไม่ใช่นั่งสะกดจิต meditation เป็นแบบฤาษี

หากไฟราคะไฟโทสะไฟโมหะ นี้ก็คือไฟ ฌานก็คือไฟ อุณหธาตุ พลังงานที่มันมีฤทธิ์เป็นฌาน เผา สลายได้ ไฟคือเพลิง ไฟไม่ใช่นั่งสะกดจิตแข็ง ไม่ใช่เลย มันคนละเรื่องเลย ตอนนี้มีโพธิรักษ์รู้อยู่คนเดียวในยุคนี้ คนยิ่งไม่เชื่อใหญ่ และไม่ใช่พระสมเด็จไม่ใช่พระครูไม่ใช่นักธรรม เปรียญ 9 บอกว่าเรียนมาจากปางบรรพ์ ไม่มีเวลาเรียน มีแต่เวลาทำงานก็บอกสิ่งนี้ คนที่ไม่เชื่อ การเวียนเกิดเวียนตาย อาตมาคนก่อนชาติก่อน ชาตินี้เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 มาตอนบอกไปแล้วคนก็ไม่เชื่อ อาตมาจึงได้คนส่วนน้อยมา อาตมาต้องรักษาความจริง ให้มากพอเพื่อจะนำพาศาสนาพุทธในภัทรกัปป์นี้ต่อไป อาตมารับผิดชอบศาสนาพุทธในภัทรกัปป์นี้เท่านั้น ให้ไปถึง 5000 ปี ตอนนี้ก็สองพันกว่าปีแล้ว แต่ถ้ามันยังไปไม่ถึงก็ต้องเกิดมาต่ออีก แต่อย่าไปแกล้งอาตมานะ ว่าทำไม่ดีไว้แล้วพ่อท่านจะได้เกิดมาใหม่ ไม่ดีนะ ต้องทำให้แข็งแรง

สรุปว่าสามารถรู้กิเลสได้และลดกิเลสได้เป็นพลังงานบุญ พลังงานนี้จึงสลายกิเลส เป็นพลังงาน ฌาน คือดาบอาญาสิทธิ์ ฌานคือดาบ ที่ฟันเข้าก็แล้วกันจะเก่งก็ฟันเข้ามาก ไม่เก่งก็ฟันไม่เขา ดาบอาญาสิทธิ์ของจอมยุทธฟันแบบไม่เห็นเลยแต่มันเข้าไปแล้ว นั่นเก่งที่สุด

กิเลสไม่มีกิเลสถูกประหารนั่นคือตาย กิเลสตาย ตายไม่ตายทันที ต้องพิสูจน์ ตายแล้วตายอีกต้องฆ่าแล้วฆ่าอีกให้ซ้ำ

ทฤษฎีที่สำคัญคือต้องรู้เวทนาในเวทนาวันนี้จะไม่ลงรายละเอียดในเวทนาร้อยแปด กรรมฐานของวิปัสสนาคือเวทนา เวทนาในเวทนา ซึ่งต้องเรียนด้วยกาย เรียนด้วยจิต จึงเป็นโลกุตรธรรม คือ กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นโลกุตรสมบูรณ์ก็จบ กายจึงต้องมีธรรมะสองเสมอ ทเวธัมมา คือธรรมสอง ธรรมะคู่ แล้วก็เรียน ทำให้เทนาเป็นหนึ่ง เอกสโมสรณาภวันตะ คือหัวใจของศาสนาพุทธ คือในเล่ม 10 ข้อ 60

เราสามารถรู้จักเวทนา ฐานสำคัญคือมโนปวิจาร 18 คร่าวๆ

18 คือ ทวาร 6 ตาหูจมูกลิ้นกายใจมันกระทบสัมผัสภายนอกแล้วเกิดสภาวะ รู้ เวทนา เกิดเวทนา 3 ปรุงเป็นสุขเป็นทุกข์หรือปรุงเป็นไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นอาการ 3 คืออุเบกขา ถ้าธรรมะพระพุทธเจ้าคือเนกขัมสิตอุเบกขา ถ้าโลกีย์ก็พักยก อุเบกขา อยู่เฉยๆเหมือนกัน แต่เคหสิตอุเบกขา แต่ของพระพุทธเจ้าทำสำเร็จเป็นอุเบกขาเวทนา ทำได้ตัวแรกก็เป็นผลสำเร็จ ไม่ผลักไม่ดูดไม่ทุกข์ไม่สุขไม่ดำไม่ขาวไม่ไปไม่มา ไม่ขึ้นไม่ลง กลางๆ จะเป็นอย่างไรต้องรู้ด้วยปัจจัตตังต้องรู้ด้วยตนเอง ให้ออกคนอื่นมารู้แทนไม่ได้ ต้องสร้างเองเกิดเองเห็นเอง

เห็นได้ เริ่มตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 หรือศีลข้อที่ 2 ก็ได้ ข้อ 3 จะยากขึ้น สัตว์หรือของก็มีเยอะ สัตว์คนนี่เพศผู้เพศเมีย กิเลสซ้อนไปหาข้อ 3 เลย หรือแม้แต่ของกินของใช้ โภชเนมัตตัญญุตา ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส

สรุปแล้วอาตมาแยก เกิด คืออะไร ตรัสรู้คืออะไร ตายคืออะไร ตายคือกิเลส รู้คือธาตุจิตวิญญาณ เป็นปัญญา เกิดคือตัวร้าย ตัวกิเลส ตัวอาการของจิต เป็นอกุศลจิต

เรียกเป็นบาป อกุล ทุจริต มีไวยพจน์ synomyme อีกเยอะ อ่านอาการให้รู้ก็แล้วกัน แม้ใช้คำคล้ายกันคือตัวร้ายที่เราต้องกำจัด กำจัดโดยไม่ต้องวิธีรุนแรงอะไร สร้างปัญญาให้มากแล้วจะมีแรง ฌานเป็นรากฐานของปัญญา เกิดฌานเขาไปอธิบาย ไปนั่งสมาธิแล้วปัญญาจะเกิดขึ้นมามันก็ถูก แต่ฌานจะได้ต้องมีผัสสะแล้วสร้างพลังงาน เป็นไฟ ไปสลายไฟราคะ โทสะโมหะ เห็นหลัดๆเลย มีปฏิกิริยาฆ่ากันนะ แต่ไม่มีดาบมีดเขี้ยวหรอก กิเลสกับไฟฌานทำลายกัน พระพุทธเจ้าตรัส 4 คำ อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสัคคานุปัสสี

เราทำได้ตอนแรก กิเลส สมมุติว่าตัวเท่านี้ โลกียะจางคลายเอง มันไม่เที่ยงพักยกได้ เปลี่ยนไปไม่เที่ยงพักยก แต่ความไม่เที่ยงของศาสนาพุทธ สร้างพลังงานธาตุปัญญาให้กิเลสจางคลาย อนิจจานุปัสสีไม่เที่ยง โลกียะก็พักยกให้กิเลสหยุดทำงานได้เป็นครั้งคราวก็ไม่เที่ยงแต่มันก็ไม่ลดลงมีแต่เพิ่มขึ้น  แต่เราต้องทำให้มันลดลงด้วยประสิทธิภาพของจิตเราได้ จนเราเห็นความจางคลาย ลดลงกว่าเก่า จนดับ ดับไปเป็นครั้งคราว นิโรธานุปัสสี ทำอีก ถูกแล้วอย่างนี้เรียกว่าอาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง ทำซ้ำๆ repeatๆ ซ้ำ แบบนี้แหละ เราต้องรู้ว่าเราทำอย่างไร อย่างนี้เรียกว่า ภาวนา

ภาวนาคือการเกิดผล ทำอย่างนี้แหละมัเนกิดผล อ๋อ อย่างนี้แหละทำอีก อาเสวนา ภาวนาเกิดผล เอาอีก เกิดอีก ทำอีก เกิดอีก พหุลีกัมมังทำให้มากๆๆๆ จนกระทั่งมันสำเร็จผลไม่เปลี่ยนแปลงกิเลสมันตายจนไม่เหลืออะไรจะเกิดอีกเลย อย่างรู้ๆเห็นๆของจริงเลย

อาเสวนา ภาวนา ต้องทำ ในโสดาบัน 7 ข้อต้องมีอาเสวนาภาวนพหุลีกัมมังนะ ญาณข้อ 2ของโสดาบัน ญาณข้อแรกรู้ วีติกมกิเลส ทำกิเลสแรกลดลงได้สำเร็จ แล้วต้องทำได้สำเร็จตามสูตรของพระพุทธเจ้าจึงเป็นพระโสดาบัน ทำลายกิเลสปริยุฏฐานได้ จึงเรียกคนนี้ว่าเป็นโสดาบัน แล้วก็ทำใหม่อีก เป็นอาเสวนาภาวนา พหุลกัมมังทำได้อย่างนี้เรียกว่า ภาวนา ทำให้เกิดผล กิเลสตายด้วยวิธีนี้แหละ เราก็ทำซ้ำ อาเสวนา จนพหุลีกัมมังจนจบ

อาตมาพูดเป็นตุเป็นตะ ฟังแล้วเข้าใจไหม? เข้าใจ พอมีภาษาตอบรับมากหน่อย พอบอกง่ายไหม? เบาลง แสดงว่าพอเข้าใจ แต่บอกว่าง่ายไม่กล้า บอกว่าง่ายแต่เราทำไม่ค่อยเก่งก็เลยไม่ง่าย ก็เลยตอบคำว่าง่ายได้ยากกว่าแต่เร่ิมเข้าใจก็ดีแล้ว อาตมาลัดข้าม responding ของคุณได้ คาดจากการตอบรับขอบคุณได้

ขณะนี้อาตมากำลังสาธยาย วันวิสาขบูชา อธิบายเรื่องเกิด ตรัสรู้ เรื่องตาย นิพพาน ก็ลองขยายความคำว่านิพพาน

คำว่าตาย ตายคือกิเลสตาย คือนิพพาน คือคำกลางๆ แม้แต่คำว่าปรินิพพานก็ยังสูงกว่า ตายกิเลสตัวหนึ่งก็เรียกนิพพาน ตายกิเลสครบจนเป็นอรหันต์ก็นิพพาน โสดาบันทำกิเลสตัวหนึ่งก็นิพพาน กิเลสเรื่องหนึ่ง เช่นเรื่องกินเนื้อสตว์ เราก็นิพพานแล้ว กิเลสเรื่องลิปสติก หมดไม่มีปัญหา เรื่องลิปสติก ก็มีอะไรไปติดที่ริมฝีปากไม่มีปัญหา แม้แต่เครื่องใช้เครื่องกิน กิเลสเราสงบ อยากผลักออกไม่เอา อยากดูดเอามาไม่เอา ไม่มี เพราะฉะนั้นจิตเราไม่มีอาการกิเลสเหล่านี้ไมเ่กิด เรียกว่าตาย คือนิพพาน ตายอันนี้คือนิพพานหรือเรียกไวยพจน์ว่าวิมุติ หลุดพันจากกิเลสตัวนี้ หรือเรียกว่าอยู่เหนือ โลกุตระ หลุดพ้นวิมัติ อุตระ อยู่เหนือม้นอยู่ แต่ทำอะไรเรไม่ได้ ยกตัวอย่างเหมือนเด็กตัวน้อย ตัวสั้นแขนเล็ก อาตมาเอาแขนจับหัวไว้ก็ชกอาตมาไม่ถึง มีฤทธิ์อยู่เหนือ กิเลสมันดิ้นจะชกจะฆ่าเรายิ่งกว่าเด็ก แต่เรามีฤทธิ์อยู่เหนือ

อุตระคือปัญญา มีสติเป็นอธิปไตย มีปัญญาเป็นอุตระ มีปัญญาตื่นรู้เป็นสติ มีมุทุภูตธาตุ แต่แม้เรารู้จัก แต่ไม่ทำลายมันก็เล่นเรา แต่ถ้าเราฝึกได้ มีปัญญาอยู่เหนือมันได้เป็นอุตระได้ มีสติเป็นอธิปไตยมีปัญญาอยู่เหนือ ธรรมะคู่ สติกับปัญญา  คุณสะสมสติปัญญา สามารถทำให้ตัวเกิด คือกิเลสมันตายได้ ด้วย ทฤษฏีของพระพุทธเจ้า

คุณจะทำจนแข็งแรงสะสมเป็นประมุข สมาธิ  และสติเป็นอธิปไตย มีวิมุติเป็นแก่น เราจัดการเกิดเลสได้จึงอยู่เหนือ ความหมายของคำว่าเหนือ สั่งสมเป็นสติ ปัญญา และก็วิมุติ วิมุติหรือนิพพานเป็นการหลุดพ้นเป็นแก่นแท้ สาระของศาสนาพุทธ

คนที่ได้สาระนี้แหละสั่งสมจากประมุข มาเป็นอธิปไตย มาเป็นอุตระ สามอย่างนี้คือสมาธิ สติ ปัญญา

สมาธิ สติ ปัญญา สามอย่างแข็งแรงเพิ่มพลังควบแน่นมาได้ เด็ดขาดคือสาระสมบูรณ์แบบ แก่นแท้ศาสนาพุทธคือนิโรธ นิพพานสมบูรณ์แบบ คนได้นิโรธ วิมุติ นิพพานสมบูรณ์แบบคือคนอมตะคือคนรู้เกิดรู้ตาย และเป็นคนสะสมความเกิดความตายนี้ มันเกิดทำให้มันตาย จนมันไม่เกิด ทำได้เก่ง ให้สะสมความตาย มันตายจนไม่กล้ามาวอแวเราอีก มันก็จะเล่นงานคนไม่เหนือมัน แต่เราเหนือมันมันเล่นงานเราไม่ได้ ทั้งที่มันก็มีในโลก สั่งสมแข็งแรง เป็นอมตะ จนเป็นคนอยู่เหนือการเกิดการตาย

จนสามารถมีพลังอนุโลม ช่วยคนมีกิเลส เราสามารถไปอนุโลมร่วมรู้ร่วมทำกับเขาได้ กับผู้ที่เขามีกิเลส ทำร่วมเหมือนเราจัดการกิเลสกับเขา เราก็เหมือนกับเรามีกิเลสใหม่ อันนี้ยาก แต่โพธิสัตว์สูงๆจะทำได้เหมือนแม่เล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับลูกได้ เหมือนสนุกไปกับลูกได้ เหมือนไม่ได้เสแสร้ง แต่ผู้ใหญ่เป็นแม่เล่นเหมือนจริงๆจังลูกก็เล่นสนุก เหมือนแม่ครัวทำกับข้าวให้เขาที่เขาชอบ เราก็รู้ว่าอย่างนี้กลมกล่อม นัวหลายได้ที่เลย พอเหมาะเลย ขนาดนี้เราก็ต้องรู้สึกอย่างนั้นกับเขา แต่จริงๆเราไม่ได้ชอบกับเขาหรอก เหมือนพ่อแม่เล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับลูก แต่จริงเราไม่ได้เป็นเราร่วมทำกับเขาให้สนิทเนียน เพื่อช่วยเขาให้เขาเลิกติดอันนี้ได้ อันนี้ก็ซับซ็อนกลับไปกลับมาได้อีก

สรุปแล้วอมตบุคคลคือผู้รู้จักเกิด คือร่วมเป็นกับเขา เสแสร้งเป็นกับเขา จะขยายความคำว่าลิงลมอมข้าวพอง

คือ เป็นเหมือนโลกมาครอบงำ ที่จริงเราก็ถูกครอบงำจริง สองเราอนุโลมเป็นกับเขาเลย เรารู้แต่อนุโลมเป็นกับเขาจนกว่าจะศึกษาได้ช่วยเขาได้ โดยเราอยู่เหนือเขาแม้จะคลุกคลีกับเขา เรียกเป็นรูปธรรม เช่นเหมือนมาลัยลงนรก หรืออรหันต์จี้กง เหมือนคนพวกเดียวกันเลย สนิท ยิ่งกว่าไส้ศึกที่ปลอมตัวสนิทเหมือนจนจัดการข้าศึกได้ ฆ่าเขาตายแล้วเขาไม่รู้ว่าเราเป็นไส้ศึกเลย อย่างนั้นสนิทเนียนอย่างนั้น นี่คือโพธิสัตว์ที่สนิทเนียน ในการตายการเกิด เราทำการตายได้เด็ดขาดในขณะเป็นๆ เพราะกรรมกิริยาเรื่องที่เราไปทำงาน งานอะไรงานทำให้ตาย พอตายแล้วก็จบงาน เป็นนักฆ่า คำว่าบุญนี่คือนักฆ่า นักบุญไปที่ใดคือฆ่า ฆ่าเสร็จแล้วจบสูญ บุญนี่น่ากลัวมาก อย่าคบนะ แต่ต้องคบนะ คุณไม่สามารถสร้างพลังงานบุญได้ เป็นแล้วเป็นบุญไม่ได้ฆ่ากิเลสไม่ได้ก็ไม่มีทางจัดการได้ แล้วจะรู้เองว่าบุญนี่ไม่ต้องไปคบมันหรอก ใช้มัน สร้างพลังงานอันนี้ทำลายกิเลสเสร็จ หน้าที่บุญคือการฆ่าจบแล้ว โดยอัตโนมัติ บุญก็ต้องสลาย โดยสัจจะ

อธิบายบุญในวันวิสาขบูชานี้ได้คือ ความรู้ของศาสนาพุทธ

คนได้ความตายคือได้นิพพาน ตาย อะไร กิเลสตาย ตายสูงสุดคือตายอย่างแน่นอน อย่างเที่ยงแท้ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ยั่งยืน ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) forever ตลอดกาลนิรันดร อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ที่ทำได้แล้ว ไม่มีอะไรล้มล้างได้อีก ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบตายแล้วไม่ฟื้น ตายแล้วตายเลย จบแล้วจบเลย ไม่ต้องพูดคำสอง) มีคำเดียวจบแล้วจบ axiom จบแล้วเป็นของจริง สมบูรณ์แบบเลย

ที่พูดไปนี้พยัญชนะเหมือนหยาบ แต่มีสภาวะรองรับทำได้จริง ทำได้จริงใครทำได้แล้วไม่มีลืมหรือไม่มีหาย อาจเลือนได้ เกิดมามีโลกียะครอบงำ ลิงลมอมข้าวพอง พระพุทธเจ้าเกิดมาก็ไม่รู้ตัว แต่มีผู้รู้ทำนายไว้ อสิตดาบส พอพระพุทธเจ้าเกิดมา พอพบก็ร้องไว้ พระพุทธบิดาถามว่าทำไมร้องไห้ก็เสียดายที่ต้องตายก่อนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้

ลักษณะเป็นสภาวธรรมต่างๆ อาตมาขยายความคำเกิด ตรัสรู้ กับตาย พอเข้าใจเพิ่มขึ้นนะ มีละเอียดลึกซึ้งขึ้นมาใหม่ใช่ไหม เข้าท่าไหม เอาไหม?…เอา วันนี้สินค้าขายออกแล้ว มีคนซื้อแล้ว ได้พอสมควร

วันวิสาขบูชา เป็นเรื่องสำคัญของ ประสูตร ตรัสรู้ นิพพาน

จะอธิบายคำว่า นิพพาน ปรินิพพาน ปรินิพพานเป็นปริโยสาน

นิพพานคือผู้ทำกิเลสตาย ตั้งแต่โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ อรหันต์คือกิเลสทุกตัวในตนตาย อย่างเที่ยง จบ จบแล้วยังมีต่อไปอีก

โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.สัมมาสัมพุทธโธ(พระพุทธเจ้า)ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า

ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้ากับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีภูมิที่ตรัสรู้เช่นเดียวกัน แต่มีนัยต่างกันที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ประกาศศาสนาเป็นของตัวเองในโลกกับมนุษย์ เช่นพระสมณโคม พระกัสสปะ โกนาคมนะ เป็นต้น มีการสร้างศาสนา มีอรหันต์แล้วแต่บางองค์มี มาฆบูชาหลายคน มีอรหันต์เป็นล้าน องค์สมณโคดม มีมาฆบูชาครั้งเดียว ได้ 1250 องค์ ที่จริงท่านก็เก่งเท่ากันทุกองค์ แต่คนมันสอนยากต่างกันจึงได้ผลต่างกัน อย่างโพธิรักษ์ก็เช่นกัน อาตมาสอนคนในยุคนี้ยากเรือหายเลย

แต่เขาไปแปลปัจเจกพระพุทธเจ้าว่า ตรัสรู้แต่สอนคนไม่ได้ ที่จริงท่านสอนได้ เพราะแม้เป็นโสดาบันก็สอนคนแล้ว แม้ไม่เป็นโสดาฯ แม้เป็นโสดาฯก็อยากสอนคนแล้ว คนจะอยากสอน จะมีกตัญญูรู้ค่าของสิ่งนี้ โสดาบันต้องมีเมตตามีน้ำใจต้องอยากให้คนได้คุณธรรม อย่างน้อยก็สอนลูกหลาน ตามบารมี

สรุปที่ ต่างกันตรง พระปัจเจกไม่ได้ประกาศศาสนาแต่ท่านสูงเท่าพระพุทธเจ้า ท่านอาจเกิดมาในยุคไหนก็แล้วแต่ ยุคนี้ท่านก็เกิดมาแต่ไม่ประกาศ รู้ของท่านคนเดียว ดีไม่ดี ประกาศแล้วไม่มีใครเชื่อเลย เป็นยุคที่แย่สุด คนโง่มาก เหมือนอาตมาประกาศเป็นโพธิสัตว์คนไม่เชื่อมีเยอะ แต่ถ้าปัจเจกฯ ท่านไม่ปรินิพพาน ไม่ประกาศศาสนาก็เกิดอีกได้ แต่ถ้าเป็นอนันตริยกรรมก็ไม่หมดสิทธิ์ประกาศศาสนา อย่าทำอนันตริยกรรม ปิดประตูเป็นพระพุทธเจ้า เหมือนผู้หญิงปิดประตูเป็นพระพุทธเจ้า หากจะเป็นพระพุทธเจ้า องค์ใดองค์หนี่งคือผู้ประกาศศาสนาเป็นของตนเองมีคนรับรองมีลูกศิษย์ บรรลุธรรมตามท่าน แต่พระปัจเจก คือผู้ไม่ประกาศศาสนาแม้จะสอนมากมายมาก็ตาม แต่ไม่ประกาศ เพราะสอนยากเย็นนัก อาตมาไม่ตั้งจิตเป็นปัจเจก แต่ถ้าสอนไปๆ คนมันยากมาก ก็อาจปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ได้ หากปัจเจกไปแปลว่าสอนใครไม่ได้ก็ไม่ถูก…

ก็ได้ฟังธรรมะวันนี้ ใครรู้สึกว่าได้ฟังดี พุทธแท้ ฟังแล้วได้ธรรมะหรือไม่? ได้ไหมครับ? ชูสองนิ้ว ได้ธรรมะ 2 ดี ก็เป็นหลาน ลูก ผู้ที่สร้างธรรมสถานภูฟ้าผาธรรม ก็เป็นไปตามธรรม จะได้สืบสานศาสนาต่อไปผู้อยู่ในย่านนี้ก็มา จะมีสมณะเวียนไปเวียนมา ตอนนี้ยุคล้างศาสนา เขาจะมาล้างอาตมาไหม แต่ไม่ได้พูดด้วยท้าทายนะ พูดอย่างสะดุดใจ แต่จะมาสอบสวนก็ไม่มีปัญหา ก็เป็นไปตามที่ท่านรู้ดี ที่ควรทำ เราก็อยู่อย่างนี้แหละ อาตมาไม่ทำ passport อย่างเก่งก็เอาอาตมาเข้าคุก อาตมาเคยแพ้คดี ถูกตัดสินจำคุกรอลงอาญาสองปีก็พ้นไปแล้ว

แต่ที่ตั้งใจจริงก็คือจะต้องทำงาน พากเพียรให้มีอายุยืนยาวกว่านี้อีก เพราะไม่ไว้ใจ ว่า ศาสนาจะอายุยืนยาวไปถึงห้าพันปี น้ำเนื้อของศาสนาจะยืนยาวถึงหรือไม่ก็ไม่ไว้ใจ ถ้าตายไปแล้วไม่มั่นใจว่าจะถึงห้าพันปีก็ต้องเกิดมาอีกแน่ ก็ดูสิว่าตอนนี้เขากวาดล้างกัน อาตมาต้องมาช่วยขัดต้องทำ …จบ